อำพล จินดาวัฒนะ ชื่นชมความก้าวหน้าการปฏิรูปประเทศจากการจัดวาระ 27 ข้อ พร้อมผลักดันการพัฒนาฐานราก โดยเฉพาะโครงการธนาคารที่ดินที่ใกล้บรรลุข้อยุติ และเน้นย้ำความจำเป็นในการลดความเหลื่อมล้ำผ่านการปฏิรูกระบบเพื่อเพิ่มโอกาสให้ผู้ด้อยโอกาสเข้าถึงทรัพยากรต่าง ๆ ทั้งเงินทุน ความรู้ และเทคโนโลยี พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างเพื่อเสริมสร้างชุมชนให้มั่นคง สนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมด้วยกฎหมายและกลไกที่เหมาะสม โดยเน้นว่ากิจการเหล่านี้ต้องดำเนินงานอย่างมีระบบ สร้างกำไร และคืนผลประโยชน์สู่สังคมอย่างยั่งยืน ท่ามกลางความห่วงกังวลเรื่องอุปสรรคจากข้อจำกัดของระบบราชการและกลไกสนับสนุนที่ยังไม่เพียงพอ
กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สปท. ครับ ท่านประธานครับ วันนี้เป็น การประชุมที่ผมคิดว่าเป็นความงดงาม แล้วก็น่าจะถือว่าเป็นความสุขอย่างมากเลยนะครับ เราได้มีโอกาสอ่านเอกสาร ได้มีโอกาสฟังท่านประธานได้ขมวดสถานการณ์ต่าง ๆ ว่าตอนนี้ กระบวนการและกลไกที่กำลังจะขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเราไปสู่ผลสัมฤทธิ์ให้ได้ มีการปรับตัวอย่างไร
เมื่อสักครู่นี้ท่านคุรุจิตได้อภิปราย ผมคิดว่าเป็นการเติมเต็มที่สำคัญ ทั้งเรื่องกระบวนการ โครงสร้าง แล้วก็ระบบ ในขณะเดียวกันมีการปรับรูป ของการนำรายงานที่ผ่าน สปท. ไปแล้วกลับมาเป็นหมวดหมู่แล้วมาคุยกันใหม่ ผมคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องที่งดงามแล้วไม่แปลกเลย เวลาเราสวดมนต์เรายังมีทุติยัมปิ ตะติยัมปิ การคลอดอะไรบางอย่างที่ยากมันต้องใช้เวลา มีความเหมาะสมของบริบท และจังหวะเวลา ผมคิดว่าเรื่องปฏิรูปที่เราดูกันมา ขับเคลื่อนกันมา ตั้งแต่มี คสช. มีรัฐบาล มี สปช. มี สปท. และมีองค์กร กลไกอื่น ๆ ผลักดันสนับสนุนให้เกิดการปฏิรูป ถึงวันนี้ถ้าเทียบกับการเดิน ขึ้นภูเขาที่สูงชันที่เราพากันเดินขึ้นไป เราถือว่าบนยอดเขาเป็นความงดงามที่เราอยากจะไป ให้ถึง ผมคิดว่าเรากำลังเดินขึ้นมาได้อีกระดับหนึ่งแล้วครับ แล้วสูงพอสมควร แล้วก็ได้งาน ได้พื้นที่ ได้เส้นทาง ได้แนวทางการทำงาน ได้การเรียนรู้ร่วมกัน ผมถึงเรียนว่า เห็นการประชุมวันนี้แล้วมีความสุขครับ แล้วก็เพื่อนสมาชิกได้เติม ทำให้เห็นภาพในเรื่องของ การขับเคลื่อนไปข้างหน้า เห็นด้วยครับว่าวันนี้เราได้หยิบเรื่องสำคัญใน ๒๗ วาระปฏิรูป ซึ่งเป็นการทำงานใกล้ชิด กันมากในระหว่างองค์กรต่าง ๆ รวมทั้งกับภาครัฐบาล มีการจัดหมวดหมู่ มีการเอาอะไร มาขึ้นก่อน ขึ้นหลัง อะไรสำคัญ ไม่สำคัญ และจัดกลุ่ม งานนี้ที่ผมเรียน และผมยังย้ำว่า เห็นความงดงาม และรู้สึกดีใจที่มันขยับมาถึงขั้นนี้ ถ้าเราเดินแต่ละเรื่องเป็นชิ้น ๆ ไป โอกาสสำเร็จอาจจะมีน้อย แต่พอมาจัดหมวดหมู่แล้วเรียง เมื่อสักครู่ท่านคุรุจิตได้สรุปให้แล้ว อยู่ในเอกสารที่เพื่อนสมาชิกได้เห็นแล้ว ผมคิดว่ากำลังเดินไปอย่างถูกทิศทาง แล้วก็เป็น เรื่องสำคัญครับ
ทีนี้เรื่องที่เรานำเข้ามาในวันนี้ ที่มันอยู่ใน ๒๗ เรื่อง แล้วหยิบเรื่อง กลุ่ม “เครื่องมือพัฒนาฐานราก” ขึ้นมา ผมก็เห็นด้วยว่าเป็นการหยิบเรื่องที่สำคัญ เรื่องอื่น ก็สำคัญทั้งสิ้น แต่กลุ่มนี้สำคัญ แล้วดูเหมือนว่าใกล้จะคลอดแล้ว มาถึงจุดที่ทุกฝ่าย ค่อนข้างเห็นด้วย แต่อาจจะยังติดเพียงประเด็นเล็กน้อยบางเรื่อง ประเด็นอาจจะไม่เล็กน้อย แต่ติดบางจุด ท่านกอบศักดิ์ได้เล่าถึงเรื่องธนาคารที่ดิน ก็ติดอยู่อีกไม่มากแล้วครับ พวกนี้ ถ้าเราได้สนใจติดตามจะเห็นว่ามันไปตามจังหวะขั้นตอน แล้วการติดเป็นธรรมชาติ ธรรมดา เพราะบางจุด บางที่ที่รับผิดชอบแตกต่างกันจะย่อมเห็นไม่เหมือนกัน มองมุมแตกต่างกัน แต่รัฐบาลมี ป.ย.ป. มีกลไก ที่ท่านประธานได้กล่าวถึงนั้น กำลังจะทะลุทะลวงเรื่องเหล่านี้ ไม่ใช่เพียงแต่แค่จะผ่านปัญหาและอุปสรรคนั้นได้ แต่ที่สำคัญคือจะทำให้เวลาในการทำ เรื่องนี้เร็วขึ้น ซึ่งสังคมก็ดูอยู่ แล้วก็เรียกร้องอยู่ สิ่งที่กระผมเรียนนั้นเป็นการพูดเสียยาว ก็เพื่ออยากจะเรียนว่าสำคัญ แล้วเป็นจังหวะที่งดงามและดีเหลือเกินครับ
มาสู่เรื่องในวันนี้ครับ วันนี้ที่เราหยิบเรื่องขึ้นมา ผมก็เห็นด้วยกับข้อเสนอ ๓ เรื่องที่ตอนนี้เราหยิบมาวางไว้ แล้วก็มีเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) มีเอกสารในรายงาน ที่นำเสนอชัดเจน เห็นด้วยกับท่านคุรุจิตอย่างมาก ผมฟังท่านอภิปรายแล้วดีใจที่เห็นตรงกัน เราเห็นความเหลื่อมล้ำในบ้านเรา ซึ่งถ้าเราเทียบประเทศใกล้บ้านเราคือประเทศสิงคโปร์ ความเหลื่อมล้ำของคนของเขาน้อย เขาก็มีคนน้อย เขามีการศึกษาใกล้กัน เขามีระบบ การพัฒนาต่าง ๆ คนไม่ห่างกันมาก แต่ของบ้านเรานั้นเหลื่อมล้ำเยอะมาก แล้วภาพที่ นำเสนอก็เห็นชัดเจนถึงเรื่องความเหลื่อมล้ำ ถ้าเราไม่แก้ความเหลื่อมล้ำ ไม่เพิ่มความ เป็นธรรม ปฏิรูปไม่สำเร็จ เราก็มาสู่การปฏิรูปเชิงระบบและโครงสร้างเพื่อจะแก้ตรงนี้ ไม่มีใครพลิกฝ่ามือให้สำเร็จได้ทันที ต้องใช้เครื่องมือหลายเครื่องมือ เครื่องมือกลุ่มที่วางไว้ ก็ค่อนข้างชัด คนข้างล่างซึ่งมีคนจำนวนมาก ซึ่งบางทีเราเรียกว่าคนจน ไม่ใช่เรื่องเงิน อย่างเดียวนะครับ เขาจนเข้าถึงโอกาสได้ยาก จนความรู้ก็ไปสู่การติดขัดไปหมด แล้วก็ จนเรื่องเงิน ถ้าการพัฒนาที่ผ่าน ๆ มาบางครั้งเราไปเผลอ เราก็พยายามจะเติมเรื่องเงิน ไม่มีทางสำเร็จ วันนี้แนวทางที่ท่านคณะกรรมาธิการเสนอพวกเราได้เห็นกันไปแล้ว แล้วก็ เห็นพ้องต้องกัน ผมคิดว่าก็น่าชื่นชม เราคิดว่าเราต้องแก้ในเชิงระบบและโครงสร้าง เพื่อเพิ่มโอกาสให้เขาเข้าถึง จะโอกาสเข้าถึงอะไร ที่เราคุยวันนี้คือเข้าถึงเงิน ถ้าดูลึก ๆ ไปแล้ว กลไกเหล่านี้จะให้เขาเข้าถึงความรู้ เทคโนโลยี ก็คือเพิ่มปัญญา แล้วเขาก็สามารถที่จะ ลืมตาอ้าปาก หรือไม่ถอยแย่ไปกว่านี้ ผมคิดว่าอันนี้คือทิศทางที่เห็นชัดนะครับ
ท่านประธานที่เคารพครับ ผมอยากจะกราบเรียนว่าทั้งหมดนี้ที่เราทำ เครื่องมือกลุ่มแรกนี้ หรือกลุ่มที่เราคุยวันนี้ แล้วมีกลุ่มอื่น ๆ ด้วย เรากำลังมุ่งสู่การปฏิรูป ระบบเพื่อสร้างเสริมชุมชนเข้มแข็ง สมมุติว่าเรามองฐานรากของเจดีย์เป็นชุมชน ผมคิดว่า เป้าเราตรงกันแล้ว คือเราต้องทำตรงนั้นให้เข้มแข็ง เพราะถ้าไม่เข้มแข็ง เราไปมะรุมมะตุ้ม อยู่ที่ยอดเจดีย์หรือยอดพีระมิด ไปไม่รอดถ้าข้างล่างอ่อนแอ เราเห็นตรงกันแล้ว ทีนี้ถ้าเรา จะทำให้ชุมชนเข้มแข็ง แก้ไขปรับปรุง เปลี่ยนแปลงเชิงระบบ มันมีอยู่ ๔ กลุ่ม กลุ่มที่ ๑ คือ เราต้องเพิ่มสิทธิ เพิ่มหน้าที่ เพิ่มบทบาท เพิ่มการมีส่วนร่วมสาธารณะ ให้เขามีคุณค่า และศักดิ์ศรีครับ ไม่ใช่เป็นผู้อาศัยในประเทศไทย แต่เขาเป็นสมาชิกของประเทศไทย ที่มีคุณค่าและศักดิ์ศรี ตรงนี้ผมคิดว่าประเด็นปฏิรูปอื่น ๆ กำลังช่วยทำตรงนี้ การมีส่วนร่วม การบริหารจัดการตนเอง การกระจายอำนาจต่าง ๆ อันนั้นก็คือการเพิ่มบทบาท รวมทั้ง เรื่องการเมืองด้วย
กลุ่มที่ ๒ คือเรื่องทรัพยากรธรรมชาติ การเข้าถึงและการจัดการ ผมคิดว่า หนีไม่พ้นเรื่องที่ดิน เรื่องน้ำ เรื่องป่า เรื่องปัจจัยการผลิต และที่สำคัญก็คือทุนทางสังคม วัฒนธรรมต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้คือกลุ่มที่ ๒ ที่เราจะต้องหาทางปฏิรูประบบ แล้วก็หนุนเสริมเขา ซึ่งแต่ละคณะกรรมาธิการ แต่ละจุดเราก็ได้ช่วยกันทำสิ่งเหล่านี้ มันจะไปตอบด้วยกันหมด เลยนะครับ
กลุ่มที่ ๓ คือเรื่องปากท้อง สัมมาชีพ มันก็จะเชื่อมกับทุนเมื่อสักครู่นี้ เชื่อมกับเรื่องของคน การศึกษา การส่งเสริมให้เขามีคุณภาพชีวิตต่าง ๆ ความรู้ เทคโนโลยี และการจัดการก็จะเข้ามาช่วยครับ
กลุ่มที่ ๔ คือเรื่องสวัสดิการและคุณภาพชีวิต การศึกษา สาธารณสุข สวัสดิการสังคม อื่น ๆ
ผมอยากจะพูดตรงนี้เพื่อให้เห็นชัดว่ามันมีอยู่ ๔ กลุ่ม แล้วประเด็นปฏิรูป ของเราที่จัดกลุ่มไว้ ๒๗ วาระ หลายเรื่องตอบตรงนี้ ผมมาพูดบนสำนวนใหม่อีกอันหนึ่ง เท่านั้นเองว่า ถ้าเรามองฐานอย่างนี้ สิ่งที่เราทำเรากำลังตอบตรงนี้ ถ้าทุกอัน เราช่วยตรวจสอบว่าสิ่งที่เราจะทำจะตอบตรงนี้ไหม ทำให้คนข้างล่างเขามีโอกาสมากขึ้นไหม มีทุนมากขึ้น จัดการตนเองได้มากขึ้น ดูแลอนาคตและชีวิตของตัวเองได้มากขึ้น มีคุณค่า มีศักดิ์ศรี นี่คือทิศทางที่เราจะเพิ่มความเป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ น่าจะตรงกัน หมดแล้วนะครับตอนนี้ และถ้าเราช่วยกันตรวจสอบแล้วไปในทิศทางนี้ ผมคิดว่า เป็นความสำเร็จแล้วครับ
ทีนี้สิ่งที่ท่านได้เสนอไว้ ๓ เรื่อง ผมจะไม่ลงไปในเนื้อหา เพราะเนื้อหา เราคุยกันไปค่อนข้างเยอะแล้ว เครื่องมือพัฒนาฐานราก สำคัญครับ เพราะจะทำให้ชุมชน เข้มแข็ง ถ้าเราทำแล้วเราไปมุ่งแต่ข้างบนก็ต้องว่าไปนะครับ ข้างล่างก็จะมีความเข้มแข็ง เกิดขึ้น
การเงินฐานราก เราได้มีบทเรียนลงไปเยี่ยมในชุมชนต่าง ๆ ก็พบความงาม ที่เกิดขึ้น ในเรื่องการทำสถาบันชุมชนเพื่อจะพึ่งตนเอง เป็นของเขา โดยเขา เพื่อเขา แต่ยังไม่เข้มแข็งและมีแบบกระจัดกระจาย จะมีกฎหมายก็เพื่อจะทำให้มีฐานรองรับ และหนักแน่นสมบูรณ์มากขึ้น ผมก็คิดว่าสถาบันการเงินชุมชน พูดง่าย ๆ คือเป็นองค์กร การเงินของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน จะมี พ.ร.บ. สนับสนุน มีคนข้างนอกไปช่วย มีไปสนับสนุนให้เขาบริหารจัดการได้ มีทิศทางที่ถูกต้อง ส่งเสริมได้ และควบคุม กำกับ ไม่ให้ผิดทิศผิดทาง อันนี้เห็นด้วยอย่างยิ่ง ผมคิดว่าใกล้เต็มทีแล้ว ถ้าฟังท่านรายงานนะครับ รัฐบาลก็เห็นแล้ว ท่านนายกรัฐมนตรีท่านก็เห็น และทุกฝ่ายเห็น เคลียร์ (Clear) อีกนิดเดียว การคลอดจะเกิด แล้วก็จะเป็นความงาม และเป็นชุดด้วย
เรื่องที่ ๒ ธนาคารที่ดิน ผมไม่พูดซ้ำแล้ว อันนี้ก็ชัดเจนนะครับ คุณกอบศักดิ์ ก็ชี้แจงชัด ท่านคุรุจิตก็พูดชัดเจน และคุณกอบศักดิ์ชี้แจงไปถึงขั้นทำงานร่วมกับฝ่ายรัฐบาล จุดนิดเดียวที่จะติดอยู่ ผมคิดว่าอันนี้น่าจะสำเร็จในปี ๒๕๖๐ ได้จริง ๆ ครับ
วิสาหกิจเพื่อสังคม วิสาหกิจเพื่อสังคมนี้ก็มีการผลักดันตั้งนานแล้วนะครับ ผมอยากจะพูดตรงนี้เพื่อจะกราบเรียนว่าต้องให้เครดิตหน่วยงานแห่งหนึ่ง ที่มีความสำคัญมากคือ สสส. ครับ สสส. ได้มีการสนับสนุนให้เกิดการออกระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรี ตั้งสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม ถ้าผมจำไม่ผิดประมาณ ปี ๒๕๕๒-๒๕๕๓ อะไรราว ๆ นี้นะครับ วันนี้เขากำลังจะหมดอายุระเบียบ สำนักนายกรัฐมนตรีตัวนี้แล้ว เขาได้ทำให้เกิดการเรียนรู้เรื่องนี้ในผู้นำของสังคม และผู้คนต่าง ๆ ทำให้เราเข้าใจว่ามันจะมีการประกอบกิจการธุรกิจอีกแบบหนึ่ง ที่ไม่ได้หวังผลกำไรสูงสุดไปแบ่งกัน แต่เป็นการทำต้องมีกำไร และต้องทำแบบธุรกิจ คืออยู่ได้ คนที่ทำก็อยู่ได้ มีการเติบโตได้ แต่ส่วนใหญ่แล้วประโยชน์ที่ได้คืนให้กับสังคม ผมเป็นคนหนึ่ง ซึ่งอีกหลาย ๆ ท่านก็คงจะมีโอกาสเห็น ในประเทศอังกฤษที่เราไปเห็นมา กิจการแบบนี้ ถ้ารัฐไม่สนับสนุนอย่างเข้มแข็งไปไม่ได้ เพราะฟันฝ่าอุปสรรคยาก ต้องให้แต้มต่อเขาครับ ผมเคยไปดูงานกิจการที่ทำเรื่องของการขายจักรยานและซ่อมจักรยาน เป็นกิจการที่เราทำ แบบธุรกิจก็ว่าไป จดทะเบียนห้างหุ้นส่วนไปประกอบธุรกิจ เสียภาษีตามปกติ แต่อันนี้เขาทำ กิจการเพื่อสังคม เขามีกฎหมายรองรับ แล้วเขาสามารถที่จะลดหย่อนภาษีได้มากกว่า ปรากฏว่าเวิร์กเกอร์ (Worker) หรือคนงานของเขาเป็นคนพ้นโทษ เหมือนที่ท่านประธาน ได้รายงานเมื่อสักครู่นี้ เป็นคนที่เรียกว่าด้อยโอกาสในสังคม แล้วเขาทำทั้งหมดนี่ ทำส่งเสริมคนที่มีจักรยาน คนข้างล่างครับ ไม่ได้ไปส่งเสริมคนที่มีจักรยานที่เป็นแสนเป็นล้านบาท อันนั้นเขาหาของเขาได้อยู่แล้ว ปรากฏว่าไม่ง่ายนะครับ ไปคุยกับเขา เขาบอกว่าคนจน คนที่ด้อยโอกาสมาเป็นพนักงาน เดี๋ยวหยุดบ้าง เดี๋ยวติดขัดลูกไม่สบายบ้าง อะไรบ้าง ยากลำบากนะครับ ไม่ง่ายเหมือนกับ การทำธุรกิจตามปกติ เพราะฉะนั้นต้องมีแต้มต่อ วันนี้เราดีใจที่รัฐบาลมีแต้มต่อ เรื่องลดหย่อนภาษีแล้ว แต่แน่นอนต้องมีการจดแจ้งรับรองก็ว่าไป ผมคิดว่ากฎหมายฉบับนี้ ถ้าใครติดตามจะพบว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านพูดถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ตอนที่เป็นรัฐบาลใหม่ ๆ หรือตอนเป็น คสช. ด้วยซ้ำ ผมไม่แน่ใจ ท่านใช้คำว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมไม่ค่อยเข้าใจ น่าจะใช้คำว่าธุรกิจเพื่อสังคมไหม ผมคิดว่าเรื่องเดียวกัน แล้วผมทราบว่าขณะนี้ท่านเป็นคน เร่งรัดเรื่องนี้เพื่อจะให้มี พ.ร.บ. นี้ ก็ติดอยู่อีกนิดเดียวเหมือนกัน เรื่องของหน่วยงานที่จะดูแล เรื่องของเงินที่จะเอามาใส่ ที่ราชการเราก็จะเป็นห่วงเรื่องเหล่านี้ ซึ่งก็เข้าใจเขาได้ แต่สิ่งที่ผม อยากจะกราบเรียนตรงนี้ก็เพื่อให้รู้ว่า สสส. ให้เครดิตเขา สนับสนุนให้เกิดเรื่องนี้ในยุคนั้น แล้วก็มีหน่วยงานตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ซึ่งเขากำลังจะปิดตัวแล้ว
เรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนว่าวิสาหกิจเพื่อสังคมไม่ใช่การกุศล ต้องทำเป็นกิจการธุรกิจ มีกำไร แล้วก็เน้นคืนประโยชน์ให้กับสังคม แล้วไม่ใช่เรื่องที่จะทำ เพื่อให้คนข้างล่างทำเท่านั้น เป็นกิจการที่ระดับไหนก็ทำได้ ในประเทศอังกฤษจะมี บางกิจการเป็นกิจการที่ใหญ่มาก สามารถแข่งขันกับธุรกิจ กิจการที่เราเห็นในบ้านเราคือ สมาคมพัฒนาประชากรและชุมชน ของอาจารย์มีชัย วีระไวทยะ อันนั้นก็เป็นตัวอย่าง อย่างมาก ทั้ง ๆ ที่ไม่มีกฎหมายอาจารย์ก็ทำมาแล้ว เห็นชัดเจนว่ามันสามารถทำได้
สุดท้ายผมอยากจะฝากประเด็น ซึ่งบนเวทีนี้ก็มีหลายท่านที่ต้องเข้าไปร่วม ผลักดันให้ถึงฝั่ง ผมเป็นห่วงเรื่องกลไกเลขานุการครับ ด้วยความเคารพ กลไกเลขานุการ เพื่อจะทำกิจการแบบนี้ต้องคิดแบบประเทศไทย ๔.๐ คือคิดบนนวัตกรรม บนกรอบ ที่เรียกว่านอกกรอบ ถ้าหน่วยงาน ตรงไหนก็แล้วแต่ ผมไม่ได้มีปัญหาติดใจประเด็น เรื่องหน่วยงานว่าอยู่กระทรวงไหน แต่ถ้าดำเนินการโดยรัฐเป็นการตั้งงบประมาณประจำปี แล้วมาทำการสนับสนุนวิสาหกิจเพื่อสังคมหรือกิจการเพื่อสังคมจะไปได้ยาก จะต้องมี หน่วยงานและกลไกที่มีความคล่องตัวในการจัดการ ตอนที่มีระเบียบสำนักนายรัฐมนตรีอยู่ สำนักนายกรัฐมนตรีที่ทำก็มีความคล่องตัวสูง มีทรัพยากรที่หนุนคล่องตัวในการที่จะทำงาน ผมเป็นห่วงเรื่องนี้เหลือเกินครับ เพราะเวลาพอคิดเรื่องใหม่ในขณะนี้ เราจะพบว่าเราติดขัด เรื่องคนหวาดวิตก แล้วกลัวหน่วยงานที่เป็นกลไกที่เรียกว่ามีความคล่องตัว แต่เรื่องนี้ มันจะไปได้หรือไม่ได้ ผมคิดว่าตรงหน่วยเลขานุการ ที่จะมี พ.ร.บ. และมีหน่วยนี้ครับ ถ้าเป็นหน่วยงานราชการไม่ใช่เขาไม่ดี แต่ระบบหน่วยงานราชการเรามันจะติดขัดด้วย กฎเกณฑ์ กติกา ข้อบังคับต่าง ๆ และจะต้องมีงบประมาณเป็นประจำปีขึ้นมา อย่างนี้ จะทำงานได้สำเร็จ ผมเสียดายว่าถ้าในที่สุดมีกฎหมายแล้วแต่จะไปติดขัดทำให้มันเดินไม่ได้ ก็น่าเสียดาย ทั้งหมดนี้ขออภัยท่านประธานครับ ใช้เวลามากเกินไปนิดหนึ่ง แต่คิดว่าทั้งหมด ผมชื่นชมคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจที่ท่านได้กลุ่มมา แล้วก็ผลักดันไป ชื่นชมทุกฝ่ายที่ขณะนี้กำลังทำเรื่องใหญ่ใกล้สำเร็จแล้ว แล้วก็นำไปสู่ การทำให้ชุมชน คนเล็กคนน้อย ฐานรากของเราเข้มแข็งขึ้น ความเหลื่อมล้ำจะลดลง ความเป็นธรรมจะเกิดขึ้น ซึ่งก็เป็นหัวใจของการปฏิรูปประเทศไทย ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ