เพิ่มพงษ์ เสนอปฏิรูป 3 ระดับ เน้นบูรณาการ-เร่งผลักดันผ่านช่องทางเร็ว

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕ · ๒๑ มีนาคม ๒๕๖๐

เพิ่มพงษ์ เชาวลิต หารือประเด็นการปฏิรูปในหลากหลายมิติ โดยเน้นความจำเป็นในการจัดระบบข้อเสนอให้เป็นรูปธรรม ทั้งการทบทวนวาระปฏิรูป 27 ด้าน ความคืบหน้าของข้อเสนอ 125 เรื่อง และปัญหาอุปสรรคจากขั้นตอนกฎหมายที่ล่าช้า ขาดกฎหมายรองรับการกระจายอำนาจ และการขาดผู้รับผิดชอบหลัก จึงเสนอให้เร่งรัดการปฏิรูปผ่านช่องทางฟาสต์แทร็ก บูรณาการนโยบายรัฐ และดำเนินการเป็นแพ็กเกจในระดับการเมือง เศรษฐกิจ และชุมชนฐานราก เพื่อให้เกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมและยั่งยืน

นายเพิ่มพงษ์ เชาวลิต

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ กระผม เพิ่มพงษ์ เชาวลิต สปท. หมายเลข ๑๑๐ ก่อนอื่นก็ต้องขอแสดงความดีใจหรือยินดีที่ได้มี การประชุมกันวันนี้ แล้วก็เป็นการประชุมในมิติใหม่ ในขอบเขตใหม่นะครับ เมื่อเช้าผมได้ฟัง ทางคุณหญิงพรทิพย์ได้พูดที่สภา ก็บอกช่วงนี้เรายังอยู่ในช่วงของการปฏิรูป ช่วงที่ ๓ ครั้งแรกเราจะปฏิรูปโดยเชิงของ สปช. ซึ่งก็มีเรื่องราวเสนอจำนวนหนึ่ง มายุคที่ ๒ ก็เป็น เรื่องของ สปท. เรา แล้วก็ยุคที่ ๓ เป็นยุคของ ป.ย.ป. ซึ่งเพื่อนสมาชิกได้มีการพูดกันไป เรียบร้อยแล้ว ถ้ากล่าวเฉพาะในส่วนของ สปท. ของเรา ขณะนี้เรามีข้อเสนอไปประมาณ ๑๒๕ เรื่อง ที่ผ่านวิป (Whip) ไปแล้ว แล้วก็ยังมีเรื่องอีกจำนวนหนึ่งที่จะเข้า แต่ถ้าเราสังเกตดูแต่ละเรื่อง ที่เราเสนอไป หลายเรื่องอาจจะเป็นแค่การปรับปรุง ยังไม่ถึงการปฏิรูป หลายเรื่องจะออกมา เป็นชิ้น ๆ ยังไม่มีผลกระทบต่อโครงสร้าง อันนี้ก็จะเป็นเรื่องหนึ่งที่สมาชิกเราได้ศึกษา กันไปแล้ว ทาง ป.ย.ป. เองก็ได้มีการกรุปปิง (Grouping) ออกมาเป็น ๒๗ วาระ อย่างที่ ทราบกันดีอยู่แล้ว โดยแบ่งเป็น ๖ เรื่องใหญ่ ๆ ซึ่งผมคิดว่าก็ทำให้ข้อเสนอของ สปท. เรา เป็นกลุ่มเป็นก้อนมากขึ้น อันนี้ก็เป็นสิ่งที่ดี แทนที่เราจะเสนอกันเป็นชิ้น ๆ ซึ่งบางส่วน จะเป็นแค่การปรับปรุงธรรมดานะครับ

แต่ผมมีข้อสังเกตอยู่นิดหนึ่ง จากประสบการณ์ ๑ ปีกว่าที่อยู่ สปท. มา แล้วก็ข้อเสนอของการปฏิรูปนี่ มีข้อสังเกตอยู่ ๔ ข้อ ซึ่งก็คงจะฝากไปถึงการปฏิรูปที่เรา กำลังจะเพิ่มมากขึ้น เรื่องแรก ก็คือจริง ๆ การปฏิรูปเป็นการกระจายอำนาจจากบน ลงมาล่าง จะปฏิรูปในขอบเขตแค่ไหน ก็ขึ้นอยู่กับเนื้อหาสาระนั้นจะมีอะไรบ้าง เวลาเรา ศึกษาจากคณะกรรมาธิการ คณะอนุกรรมาธิการชุดต่าง ๆ พอเราจะเริ่มกระจายลงสู่ข้างล่าง สิ่งหนึ่งที่เราจะพบเห็นก็คือไม่มีกฎหมายหรือระเบียบอะไรรองรับในการปฏิรูปข้างล่าง อันนี้คือเป็นที่มาของการออกกฎหมาย จะออกกฎหมาย ออกระเบียบอะไรก็แล้วแต่ หลายเรื่องเราจะมีการพูดถึงเรื่องนี้ เพื่อรองรับการปฏิรูปที่กระจายตัวลงสู่ข้างล่าง

เรื่องที่ ๒ พอเราออกกฎหมายอะไรเรียบร้อยแล้ว กระบวนการนำเสนอ ของเรา ผมคิดว่าโพรเซส (Process) ของเราที่ผ่านมา ซึ่งอันนี้ทาง ป.ย.ป. เองก็คงต้องฝาก เป็นข้อพิจารณาด้วย เราจะวังวนอยู่กับการพิจารณาของระบบราชการ ถ้าเรามีโพรเซส (Process) อยู่ ๓ หรือ ๔ ขั้นตอน ขั้นตอนแรกของ สปท. เรา ขั้นตอนที่ ๒ ผ่านจาก สปท. เข้าไปสู่วิป (Whip) สู่ราชการ ขั้นตอนที่ ๓ เข้า สนช. ขั้นตอนที่ ๔ คือออกมาเป็นกฎหมาย วังวนอยู่ในวงราชการ ผมคิดว่าขณะนี้ส่วนใหญ่ข้อเสียของเราจะอยู่ตรงนี้เยอะ อย่างที่ ท่านปีติพงศ์ได้มีการพูดเมื่อสักครู่แล้วจะอยู่ตรงนี้ค่อนข้างมาก นี่เป็นเหตุของการตั้ง ป.ย.ป. แต่เหตุของการตั้ง ป.ย.ป. จะสามารถแก้ตรงนี้ได้หรือไม่ อันนั้นเป็นประเด็นที่เราต้องดูกัน ต่อไป

เรื่องที่ ๓ ที่เราจะเจออันหนึ่ง พอเราปฏิรูปกระจายลงสู่ข้างล่าง ออกกฎหมายแล้ว คือเรื่องแต่ละเรื่องของเราไม่ใช่เรื่องของกระทรวงเดียว มันเป็นเรื่องของ หลาย ๆ กระทรวง เราก็ต้องเข้าใจว่าราชการเองเขามีขอบเขต มีอำนาจ มีหน้าที่ เพราะฉะนั้นหลายกระทรวงของเขาที่ตั้งมาบางข้อเสนอของเราถึงไปสู่การตั้งหน่วยงานใหม่ เพราะหน่วยงานเก่าไม่สามารถรองรับได้ บางเรื่องไม่ตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ใช้หน่วยงานเก่า ทำแทน อันนี้ก็จะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง การตั้งหน่วยงานใหม่จะมีผลต่อการปรับโครงสร้าง ด้วยหรือไม่ อันนี้เป็นประเด็นหนึ่ง

แต่การที่เป็นหลายกระทรวงมันก็มีปัญหาที่ ๔ มาคือใครเป็นเจ้าภาพ ใครเป็นตัวประสานงาน เพราะเรื่องต่าง ๆ โดยเฉพาะการปฏิรูปที่เป็นข้อเสนอเรื่องใหม่ มักจะเป็นปัญหาอันหนึ่งคือใครเป็นเจ้าภาพในการดำเนินการเรื่องนี้ เนื่องจากกรอบเก่า หรือโครงสร้างเก่า หรือจ๊อบเดสคริปชัน (Job description) เก่าไม่ได้วางตรงนี้ไว้ ตรงนี้เป็น ช่องว่างอันหนึ่งที่เกิดขึ้น แล้วหลายเรื่องก็เลยไม่มีการจัดการ เมื่อกี้อย่างที่ท่าน อนุกรรมาธิการท่านหนึ่งได้พูดมาแล้ว บางเรื่องเกิดมาไม่รู้ใครจะเป็นตัวประสาน จะเอาหน่วย สปท. ประสานไหม หรือเอาใครประสานงาน หรือจะเอาใคร ตรงนี้จะเป็น เรื่องที่ ๔ ผมคิดว่าข้อสังเกตที่ผ่านมา หลายคณะที่ตัวเองได้เข้าไปอยู่จะพบปัญหาตรงนี้ ซึ่งผมคิดว่าจะเป็นเรื่องที่ค่อนข้างสำคัญอันหนึ่งในการดำเนินการ ถ้าเราไม่แก้ตรงนี้ออกมา จะลำบาก

ผมมีข้อเสนออยู่ประมาณ ๖-๗ ข้อ ในเรื่องของการปฏิรูปโดยรวม สำหรับ ๓-๔ เรื่องที่เสนอในวันนี้ ผมเห็นด้วย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แล้วก็คิดว่าจะเป็นสิ่งที่เรา ควรดำเนินการด้วยซ้ำไป แล้วก็ทั้งหมดนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญ และได้มีการพูดไปแล้ว

เรื่องแรก ที่ผมอยากเสนอเป็นภาพรวม ก็คือว่าขณะนี้เรามี ๒๗ วาระปฏิรูป ที่มีการเสนอไปแล้ว และมีหัวข้อย่อย ตามที่ปรากฏในเอกสารแจกนี่ ผมมีอยู่ ๒ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ คือประเด็นย่อยของแต่ละเรื่องครอบคลุมการปฏิรูปในเรื่องนั้นหรือไม่ เช่น เราบอกว่าการพัฒนาเครื่องมือฐานรากมีอยู่ ๓ เรื่อง ที่จริงการพัฒนาเครื่องมือฐานราก ถ้าทำไม่ดีมันมีเรื่อง ๔ เรื่อง ๕ เรื่อง ๖ หรือไม่ อย่างไร หรือแค่นี้ก็พอ ถ้าแค่นี้พอแล้ว ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้าแค่นี้ไม่พอ เอาต์พุต (Output) เราเสร็จออกไป การพัฒนาเครื่องมือฐานราก เราก็ยังไม่มีความสมบูรณ์ อันนี้คือถือเป็นเรื่องสำคัญ อันนี้ผมหมายถึงทุกคณะด้วย ที่ต่อไปคงต้องศึกษาตรงนี้ ถ้าเป็นอย่างนี้เอง โดยเฉพาะในประเด็นที่ไม่สมบูรณ์ เราจะดำเนินการต่ออย่างไร จะเพิ่มเติมหรือไม่ การเพิ่มเติมหรือไม่นั้น คณะปฏิรูปใหม่ หรือ ป.ย.ป. จะรับเพิ่มเติมหรือเปล่า ถ้ามีการเสนอขึ้นไป ไม่ใช่ศึกษาเรื่องแล้วปรากฏว่า ไม่รับเพราะหยุดตรงนี้ไป ตรงนี้จะเป็นเรื่องที่น่าเสียดายค่อนข้างมาก ผมอยากให้ทุกคณะ ต่อไปนี้ถ้าเราได้ศึกษาตรงนี้เพิ่มเติมอีกนิดหนึ่งจะเป็นประโยชน์ แล้วอายุของ สปท. เรา ก็มีพอที่จะศึกษาเรื่องที่เพิ่มเติมได้ ถ้าเห็นว่ามันยังขาดตกบกพร่องหรือขาดความสมบูรณ์ไป ตรงนี้เรื่องหนึ่งที่ผมอยากเสนอ

เรื่องที่ ๒ ผมอยากเสนอเป็นภาพรวมต่าง ๆ ว่าเรื่องของเราที่เสนอไปขณะนี้ ถึงไหนแล้ว อย่างเมื่อกี้ที่ท่านอนุกรรมาธิการทั้ง ๓ ท่านได้มีพูดแล้ว ตอนนี้ถึงไหน ถึงไหน ถึงไหน การที่ถึงไหนนี่เป็นการเห็นน้ำหนักความสนใจของหน่วยงานรัฐว่าจริง ๆ สนใจเรื่องนี้ มากหรือน้อย หรือมีอะไรที่เป็นอุปสรรคต่าง ๆ หรือไม่ ถ้าเราสามารถวิเคราะห์ด้วย ก็ยิ่งเป็นการดี บางเรื่องผมเชื่อว่าที่เราเสนอไป เช่น ๑๒๕ เรื่อง บางเรื่องอาจจะยัง ไม่ถึงไหนเลย บางเรื่องอาจจะไปไกลแล้ว แต่สิ่งที่เราต้องวิเคราะห์ว่าเรื่องที่ไม่ถึงไหนเลย เป็นสาระสำคัญต่อการปฏิรูปหรือไม่ ถ้าใช่เราก็ต้องมาพิจารณาต่อ ถ้าไม่ใช่ก็ไม่เป็นไร ผมคิดว่าทุกคณะที่จะพูดต่อไปนี้ถ้าเราได้วิเคราะห์ต่อว่าถึงไหนแล้ว สมาชิกเองก็จะได้ช่วย ในการแก้ไขปัญหา เช่น ไม่ไปถึงไหนเพราะว่าไม่มีเจ้าภาพจะคุย เราจะเอาอย่างไร ตรงนี้ เป็นต้น และผมคิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่มีความสำคัญมาก

เรื่องที่ ๓ ที่อยากเสนอต่อไป คือว่าเรื่องที่เราเสนออันนี้มีการเสนอจากคนอื่น หรือไม่ ซ้ำซ้อนกับหน่วยงานอื่นหรือไม่ เช่น บางกฎหมายที่เราเสนอไปเป็นเรื่องที่ สนช. เขาทำอยู่แล้ว หรือเป็นเรื่องที่กระทรวงเขากำลังทำอยู่ เพราะว่าสมาชิกเองก็จะได้รู้สถานะ ถ้าเป็นกฎหมายเสนอเดี่ยว ไม่มีใครเสนอด้วย ก็ไม่มีปัญหา แต่ถ้า สนช. ก็เสนอ หน่วยงานนั้นก็เสนอ ประเด็นปัญหาอยู่ตรงที่ว่าข้อเสนอทั้งหมดที่เป็นกฎหมายที่ซ้ำซ้อนกัน ได้มีการหารือกันหรือไม่ มีข้อแตกต่างกันหรืออย่างไร แล้วจะแก้ไขปัญหาอย่างไร ตรงนี้ ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างมาก เราจะเพิ่มเข้าไป หรือจะเอาของเราเป็นหลัก ตรงนี้ ก็เป็นเรื่องที่สำคัญ

เรื่องที่ ๔ ผมอยากเสนอนิดหนึ่งว่าในขณะที่เรารอกฎหมาย อะไรที่สามารถ ทำได้ก่อน จริง ๆ การปฏิรูปอย่างที่ท่านประธานได้พูดแล้ว สิ่งที่สำคัญในหลักประกัน การปฏิรูปก็คือกฎหมาย แต่ในระหว่างที่เรารอกฎหมายอะไรที่เสนอให้รัฐทำได้ก่อน ตรงนี้ จะเป็นประโยชน์ เพราะจริง ๆ แล้วสิ่งที่จับต้องได้ของการปฏิรูปจริง ๆ ก็คือสิ่งนั้นปรากฏต่อ ประชาชน ต่อสังคม ต่อความเป็นจริง ตรงนั้นจะเป็นประโยชน์ได้มากกว่า ถ้าเราเสนออะไร ได้ก่อน เรากำลังรอกฎหมายอะไรบ้างที่จะเสนอ เช่น การพัฒนาเศรษฐกิจ สหกรณ์ หรือการบริหาร ต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นประโยชน์อย่างมาก

เรื่องที่ ๕ ผมอยากเสนอนิดหนึ่งว่านโยบายที่รัฐกำลังกระทำอยู่สอดคล้องกับ สิ่งที่เราเสนอเป็นกฎหมายหรือไม่ หรือเราจะเพิ่มเติมในเรื่องนี้อย่างไร เช่นขณะนี้รัฐบาล กำลังมีนโยบายในเรื่องของการจดทะเบียนคนที่มีรายได้น้อย ตอนนี้เขากำลังจดอยู่ แน่นอน ผมเชื่อว่าคนที่มีรายได้น้อยเป็นเป้าหมายสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากของเรา เราจะมีข้อเสนอตรงนี้อย่างไรในการบูรณาการเข้ากับการปฏิบัติ จริง ๆ ผมคิดว่าสิ่งที่สำคัญ ของการปฏิรูปก็คือหนทางปฏิบัติจริง ๆ ที่มีผลต่อประชาชนโดยตรง ตรงนี้มีความสำคัญมาก แล้วในขณะที่เราพิจารณาตรงนี้รัฐบาลก็ออกมาตรการนโยบายหลายเรื่อง ซึ่งในหลายเรื่องนั้นอาจจะสอดคล้องกับทางเรา เราจะมีการเสนอบูรณาการอย่างไรบ้าง ตรงนี้จะเป็นประโยชน์อย่างมากที่จะช่วยมองอีกด้านหนึ่ง

เรื่องที่ ๖ ผมอยากเสนออีกนิดหนึ่งว่าจริง ๆ เราต้องการผลในทางปฏิบัติ เร็วหรือไม่ ตรงนี้เป็นเรื่องสำคัญ ถ้าการเสนอการปฏิรูปของเราส่วนใหญ่เป็นเรื่องของ กฎหมาย และขณะนี้เราพิจารณาดูแล้วยังอยู่ในขั้นตอนกระทรวงศึกษาธิการอยู่ ยังไม่เข้า ครม. เข้า สนช. กฎหมายส่วนใหญ่ของเราถ้าเป็นแบบนี้จะออกเอาก็เกือบปลายปี มันก็ใกล้ ๆ กับถึงเวลาเลือกตั้ง ประชาชนเองอาจจะยังไม่ได้เห็นผลโดยตรงกับการปฏิรูป ที่เกิดขึ้นจากรัฐบาล ตรงนี้เราจะมีแนวทางอย่างไร ถ้าเราจะพิจารณาตามกลไกปกติ มันก็ไปแบบนั้น ซึ่งต้องใช้เวลาทั้งนั้น ผมเลยอยากเสนอว่าเรื่องอะไรที่มีผลกระทบโดยตรง และเป็นคีย์เวิร์ด (Keyword) ที่สำคัญของการปฏิรูป และมีผลจุดสำคัญจริง ๆ แล้วน่าจะมี ช่องทางฟาสต์แทร็ก (Fast track) อยู่ ช่องทางฟาสต์แทร็ก (Fast track) อาจจะมีได้ ๒-๓ ช่องทาง ตอนนี้ที่เห็นชัดก็คือมาตรา ๔๔ ก็เรียนว่ามาตรา ๔๔ หลายเรื่องออกมา ผมคิดว่าหลายเรื่องที่เป็นประเด็นของ สปท. ถ้าออกมาจะจับต้องได้มากกว่าด้วยซ้ำ

อันที่ ๒ ถ้าสำคัญอาจจะออกเป็นพระราชกฤษฎีกา อันนี้ก็ไปตามระบบ โดยตรง หรืออาจจะออกเป็นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ถ้าไม่ขัดกับกฎหมายใด เพื่อให้มี ผลทางปฏิบัติได้โดยเร็ว ถ้าไม่อย่างนั้นเราก็ต้องรอไปถึงปลายปี ซึ่งตอนนั้นบรรยากาศ จะไกลไปจากตรงนี้แล้ว ผมคิดว่าการคิดให้เห็นถึงความจำเป็น ดังนั้นอยากฝากไปถึง ป.ย.ป. ว่าอะไรที่มีผลเร็ว กระทบประชาชนโดยตรง ถ้าสามารถออกช่องทางฟาสต์แทร็ก (Fast track) ได้ควรพิจารณา ไม่ใช่ทุกเรื่องไปแบบเดียวกันหมด เอาเข้าสภา ไป สนช. ไปอะไรต่าง ๆ ทุกกฎหมายจะไปปลายปีหมด จนประชาชนเองก็ไม่ได้เห็นผลจากการปฏิรูป อันเกิดจาก สปท. หรือรัฐบาลชุดนี้ ผมคิดว่าเรื่องนี้จะเป็นเรื่องสำคัญ

ข้อสุดท้าย ผมขออนุญาตเสริมทางคุณหมออำพลที่พูดเมื่อสักครู่ว่า จริง ๆ การเสนอทั้ง ๖ เรื่อง ๒๗ วาระปฏิรูป ที่เรากำลังทำมาอยู่ มันมีหลายวาระ หลายเรื่อง ทำเป็นแพ็กเกจ (Package) ได้มันจะเป็นประโยชน์ ผมคิดว่าถ้าแบ่งออกเป็น ๓ ระดับ มันอาจจะแบ่งได้ดังต่อไปนี้ ระดับแรก ก็คือการปฏิรูปกลไกทางการเมือง หรือภาครัฐ อันนี้อันหนึ่งเป็นภาพรวม เรื่องการเมืองเขาก็ว่าไป และเรื่องการเมืองบางเรื่องรัฐบาล ก็ช่วยไปทำอยู่แล้ว เรื่องปรองดองก็ดี เรื่องอะไรต่ออะไรก็ดี และของเราก็กำลังทำอยู่ ระดับที่ ๒ คือเรื่องเศรษฐกิจโดยรวม ไม่ว่าเศรษฐกิจมหภาค เศรษฐกิจต่าง ๆ อันนี้ว่าไป ก็เป็นเรื่องของประเทศ การส่งเสริมรายได้ ท่องเที่ยว การพัฒนาอุตสาหกรรม ระดับที่ ๓ คือ การปฏิรูปชุมชนฐานราก ซึ่งเป็นเรื่องสำคัญมาก

ทั้ง ๓ เรื่องของคณะกรรมาธิการที่เสนอวันนี้เป็นเรื่องของการปฏิรูปฐานราก แต่มีหลายเรื่องที่เพิ่มเติมเข้าไป เช่น การปฏิรูปการจัดการทรัพยากร เรื่องป่า เรื่องน้ำ การปฏิรูปการจัดการภาครัฐ การปฏิรูปในเรื่องของชุมชน การส่งเสริมให้ชุมชนเข้มแข็ง การปฏิรูปงบประมาณชุมชน ถ้าแพ็กเกจ (Package) เหล่านี้มันไปด้วยกัน เราจะเห็นชัดเจน ว่าการปฏิรูปของ สปท. จะมีน้ำหนักไปถึงการกระทำจริง ๆ เพราะจริง ๆ แล้วการส่งเสริม ให้ชุมชนฐานรากเข้มแข็งอาจจะเพิ่มมากกว่า ๓ ตัวนี้ อาจจะมีตัวอื่นเพิ่มเข้าไป ถ้าทุกอย่าง ไปเป็นแพ็กเกจ (Package) แล้ว เราจะเห็นถึงการปฏิรูปที่ส่งเสริมประชาชน ชุมชนเข้มแข็ง ถ้าเมื่อใดที่ชุมชนเข้มแข็งจากปัจจัยที่ สปท. เสนอไปทั้งแพ็กเกจ (Package) เราจะเห็น ความก้าวหน้าของระบบต่าง ๆ ทั้งประชาธิปไตยต่าง ๆ ด้วยนะครับ ผมขออนุญาตเสนอ เท่านี้ครับ