สราวุฒิ ชลออยู่ อภิปรายประเด็นการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม โดยเสนอส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคมผ่านกลไกต่าง ๆ เช่น สหกรณ์ มูลนิธิ หรือกิจกรรมเพื่อสังคมของภาคธุรกิจ พร้อมเรียกร้องให้มีกฎหมายรองรับการจัดตั้งอย่างเป็นทางการและผลักดันให้มีการยกเว้นภาษีสนับสนุนกิจการเพื่อสังคม รวมถึงเสนอให้จัดทำแผนผังความรับผิดชอบที่ชัดเจนระหว่างหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจเพื่อสังคมอย่างสอดคล้องและมีประสิทธิภาพ
เรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก สราวุฒิ ชลออยู่ สปท. ลำดับที่ ๑๖๓ ในประเด็นที่ผมจะอภิปรายในวันนี้ เป็นเรื่องของการปฏิรูปเศรษฐกิจเพื่อสังคม ตามที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้กรุณาชี้แจง ในเรื่องของการขับเคลื่อนการปฏิรูป เศรษฐกิจเพื่อสังคม หรือวิสาหกิจเพื่อสังคมนั้น โดยมีแนวคิดจากอะไร จากค่าใช้จ่าย เป็นการลงทุน แล้วก็รัฐจ่ายเงินให้เพียงแต่ฝ่ายเดียวนั้น เป็นการลงทุนโดยเอกชน ประชาสังคม และอื่น ๆ ในรูปของสหกรณ์หรือมูลนิธิ ซึ่งเป็นนิติบุคคล จากการบริจาค ซีเอสอาร์ (CSR) เป็นการใช้โซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือวิสาหกิจ เพื่อสังคม จากการแสวงหากำไรทางธุรกิจเพียงอย่างเดียว ก็จะนำประโยชน์นั้นกลับคืน ให้กับเศรษฐกิจ สังคม แล้วก็สิ่งแวดล้อม และจากการที่ไม่มีกฎหมาย ก็ให้มีกฎหมายคือ พระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจเพื่อสังคม อันนี้เป็นกรอบแนวความคิด ตามที่ท่าน ได้กล่าวมาต้องขอชื่นชม แล้วก็เข้าใจเลยนะครับ
ผมขออนุญาตในฐานะที่อยู่ในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ซึ่งท่านคุรุจิตได้มอบหมายให้ทำเรื่องกองทุนพลังงานเพื่อสังคม ซึ่งเป็นเหมือน ร่มเล็ก ๆ อยู่ในกรอบของเรื่องเศรษฐกิจนี้ ก็เลยได้มีโอกาสไปร่วม ได้รับข้อมูลจาก หน่วยราชการที่เกี่ยวข้อง ก็จะขออนุญาตนำเรียนเป็นข้อมูลให้กับคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเพิ่มเติม ซึ่งอันนี้ผมขออนุญาตกล่าวถึงต่อจาก ท่านอำพล แล้วก็ท่านเพิ่มพงษ์ ในเรื่องที่ว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจของ สปท. เราได้มีการประสานงาน แล้วก็หน่วยราชการของรัฐบาล ผมว่า เป็นไปในทิศทางเดียวกันกับรัฐบาลและกับหน่วยราชการ สนองนโยบายเกี่ยวกับเรื่องนี้ ซึ่งปัจจุบันนี้มีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหลายหน่วยงานได้ดำเนินการเตรียมการก่อนที่จะมี พระราชบัญญัติฉบับนี้ออกแล้ว อย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าตามที่ได้รับมอบหมายจาก ท่านคุรุจิตให้ไปประสานงาน คณะทำงานของเราก็ได้ไปพบกับท่านอธิบดี ๔-๕ กระทรวง ที่เกี่ยวข้อง ดังเช่นกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ โดยกรมส่งเสริมการเกษตร มีพระราชบัญญัติส่งเสริมวิสาหกิจชุมชน พ.ศ. ๒๕๔๘ อยู่แล้ว ซึ่งพระราชบัญญัติตัวนี้ ได้มอบอำนาจให้กับกรมส่งเสริมการเกษตรจดทะเบียนประชาชนตั้งแต่ ๗ คนขึ้นไป ร่วมดำเนินการต่าง ๆ เพื่อทำโซเซียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) หรือเอสอี (SE) แล้วก็มีการรายงานผลทุกปี ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการจดทะเบียนแล้วประมาณเกือบ ๘๐,๐๐๐ กว่าวิสาหกิจชุมชน แล้วก็หน่วยงานที่ ๒ ที่ผมจะกราบเรียนว่าเขาเตรียมการ อย่างไร พร้อมที่จะตอบสนองในการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ คือกระทรวงพาณิชย์ที่เกี่ยวข้อง กระทรวงพาณิชย์ โดยกรมการค้าภายในก็ดำเนินการเกี่ยวกับเรื่องของบริษัทประชารัฐตามนโยบายของรัฐบาล อยู่แล้ว โดยมีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคลตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ ซึ่งทางกระทรวงได้แบ่งออกเป็น ๓ กลุ่มด้วยกัน กลุ่มแรก คือเพื่อประชารัฐ เกี่ยวกับ เรื่องของการเกษตร กลุ่มที่ ๒ คือการแปรรูป และกลุ่มที่ ๓ คือการท่องเที่ยว ทั้ง ๓ กลุ่ม ก็มีการจดทะเบียนทุกจังหวัดในเรื่องของบริษัทประชารัฐ จดทะเบียนทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน นักวิชาการอะไร จังหวัดละประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท แล้วก็เงินอยู่ที่บริษัทตัวเอง ในจังหวัด แล้วก็ส่งมาที่ส่วนกลางที่กรุงเทพฯ ก็ได้ดำเนินการอยู่แล้ว อันนี้ก็เกี่ยวข้องกับ กระทรวงพาณิชย์ แล้วก็เกี่ยวกับกระทรวงการคลัง ทางกรมสรรพากรก็เกี่ยวกับ เรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี รัฐบาลได้ออกพระราชกฤษฎีกา ออกตามประมวลรัษฎากร ว่าด้วยการยกเว้นรัษฎากร (ฉบับที่ ๖๒๑) พ.ศ. ๒๕๕๙ เพิ่งออกไปเมื่อปีที่แล้วนี้เอง อันนี้ก็จะเกี่ยวข้องกับการยกเว้นภาษีให้กับนิติบุคคลหรือวิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งเงื่อนไข ตามพระราชกฤษฎีกา ทั้งหมดต้องเป็นกิจการเกี่ยวกับสังคม ตามกรอบแนวความคิดของ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้เขียนไว้ ดังที่ผม ได้กล่าวไปแล้วในข้างต้นนะครับ
แล้วเงื่อนไขอีกอันหนึ่ง ก็คือมีการลงทุนในกิจการ หรือใช้เพื่อประโยชน์ ของเกษตรกร ผู้ยากจน คนพิการ ผู้ด้อยโอกาส หรือใช้เพื่อประโยชน์ส่วนรวมอื่น ๆ เป็นหลัก ซึ่งอันนี้จะต้องนำรายได้ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ไปลงทุนต่อโดยที่ไม่มีการแบ่งปัน อันนี้ก็เป็นเงื่อนไข ซึ่งทางรัฐบาล แล้วก็ทางกระทรวงการคลังได้ดำเนินการอยู่
แล้วที่เกี่ยวข้องนอกจากกระทรวงมหาดไทย ของกรมการพัฒนาชุมชน ก็เกี่ยวกับเรื่องของโอทอป (OTOP) ซึ่งโอทอป (OTOP) มีทั้งหมด ๘๐,๐๐๐ กว่าผลิตภัณฑ์ ที่เกี่ยวข้อง ทางกรมการพัฒนาชุมชนก็ต้องมีการจัดลำดับดาว แล้วก็เกี่ยวกับการจดทะเบียน โอทอป (OTOP) ต่าง ๆ ตั้งแต่ผู้ที่เป็นกลุ่มวิสาหกิจชุมชน ตามพระราชบัญญัติส่งเสริม วิสาหกิจชุมชนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กลุ่มที่ ๒ คือผู้ประกอบการรายเดียว ซึ่งจะต้องจ้างแรงงานหรือสร้างรายได้ให้แก่ชุมชน และกลุ่มที่ ๓ คือผู้ประกอบการวิสาหกิจ ขนาดกลางหรือขนาดย่อม หรือเอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งจดทะเบียนอยู่ในกรอบวงเงินไม่เกิน ๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับกระทรวงมหาดไทยก็คือจดทะเบียนประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ กว่าราย เป็นรัฐวิสาหกิจชุมชนเสีย ๑,๗๐๐-๑,๘๐๐ กว่าราย เกือบ ๒,๐๐๐ ราย
ทั้งหมดนี้ที่ผมกล่าวก็คือว่าต้องขอชื่นชมว่าเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ฝ่ายรัฐ แล้วก็ฝ่าย สปท. เราที่นำเสนอ ก็เตรียมการก่อนที่จะมีพระราชบัญญัติ ตามพระราชบัญญัติ ที่ท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้กล่าวว่าตอนนี้ยังไม่มี พระราชบัญญัติตัวนี้
อย่างนั้นผมก็ขออนุญาตสรุปว่าสนับสนุน เพราะว่าทุกอย่างเพื่อประชาชน แล้วก็กรุณาเร่งรัดพระราชบัญญัติตัวนี้ เพราะว่าทุกหน่วยราชการของรัฐ แล้วก็ทุกหน่วยงาน ตอนนี้ทำอยู่ในทิศทางเดียวกันแล้ว ทั้งภาครัฐ แล้วก็แนวคิดของเรา
แล้วก็ขออนุญาตเสนอแนะว่าควรที่จะมีหน่วยงาน ที่ผมกราบเรียนไปแล้ว มีหลายกระทรวงที่เกี่ยวข้อง ทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจควรจะเขียนโฟลว์ชาร์ต (Flowchart) ว่าเรื่องควรจะเป็นอย่างไรบ้าง เกี่ยวข้อง อะไรบ้าง แล้วก็มีเจ้าภาพอย่างไรที่เด่นชัด ในทุกหน่วยราชการที่ผมกล่าวมาตั้งแต่ต้น กราบขอบคุณมากครับ