กอบศักดิ์ ภูตระกูล หารือปัญหาที่ดินหลุดมือและการใช้ประโยชน์ที่ดินอย่างไม่เต็มที่ ทั้งการแปรสภาพพื้นที่เกษตรและป่าไม้ไปใช้ในทางอื่น จนนำไปสู่ความเหลื่อมล้ำและชุมชนแออัดที่ขัดขวางทางน้ำ โดยเสนอแนวทางแก้ไขผ่านการจัดตั้งธนาคารที่ดินเพื่อช่วยเกษตรกรที่เสี่ยงสูญเสียที่ดิน พร้อมผลักดันร่าง พ.ร.บ. ที่เน้นการดำเนินงานอย่างยั่งยืนด้วยกลไกตลาด ไม่พึ่งพางบประมาณรัฐระยะยาว ตั้งเป้าช่วยเหลือผู้เดือดร้อนหลายแสนรายในรอบ 10 ปี และเร่งให้มีการพิจารณาอย่างรอบด้านร่วมกับทุกภาคส่วน
ขอบคุณท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แล้วก็ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ ในประเด็นสุดท้ายของเรื่องการปฏิรูปเศรษฐกิจฐานรากก็คือเรื่องของธนาคารที่ดิน เป็นหนึ่ง ในความหวังของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ ที่จะมาช่วยต่อลมหายใจ และแก้ไขปัญหา การสูญเสียที่ดินทำกินของเกษตรกรและคนจน ซึ่งเป็นประเด็นปฏิรูปที่ทางสภาปฏิรูป ให้จัดความสำคัญไว้ระดับ ๓ ดาว เนื่องจากเรื่องนี้นั้นเป็นเรื่องที่ทาง สปท. ได้เคยหารือ กันไว้แล้ว กระผมก็ขอกล่าวสรุปถึงเหตุผลความจำเป็นแต่เพียงสังเขป ปกติแล้วปัญหา เรื่องของที่ดินจะมีอยู่อย่างน้อยทั้งหมด ๕ ด้านหลักครับ ด้านที่ ๑ ก็คือเรื่องของปัญหาที่ดิน หลุดมือ ด้านที่ ๒ ก็คือปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน ด้านที่ ๓ ก็คือปัญหา การใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เต็มที่ แล้วก็ด้านที่ ๔ ก็คือเรื่องของที่ดินทับซ้อนกับพื้นที่ของรัฐ และสุดท้ายก็คือการบุกรุกพื้นที่ป่า นับวันประเด็นปัญหาทั้ง ๕ เป็นปัญหาที่ทวีความรุนแรง ขึ้นตามลำดับ แล้วก็ต้องมีความต้องการให้รัฐเข้าไปแก้ไขก่อนที่ปัญหาจะลุกลามไปมากกว่านี้ ซึ่งการปฏิรูปเศรษฐกิจฐานรากโดยการจัดตั้งธนาคารที่ดินนั้นจะช่วยแก้ไข ๓ ปัญหาแรก ก็คือปัญหาที่ดินหลุดมือ ที่ดินกระจุกตัว การใช้ประโยชน์ที่ดินไม่เต็มที่ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องของปัญหาที่ดินหลุดมือ เรื่องนี้เริ่มจากการที่เกษตรกรมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องมี การใช้เงินเพื่อทำอาชีพการเกษตร นำไปสู่การเป็นหนี้ แล้วก็ต้องนำที่ดินของตนเองนั้น ไปสู่การจำนองหรือขายฝาก ซึ่งที่ดินเหล่านี้บางส่วนก็เป็นที่ดินของปู่ย่าตายาย เมื่อเกิดความผันผวน ไม่เป็นใจของดินฟ้าอากาศ ท้ายที่สุดแล้วก็กระทบต่อกระบวนการ การผลิต หรือถ้าเกิดราคาสินค้าเกษตรโลกไม่เป็นใจ ก็จะนำไปสู่การสูญเสียที่ดิน ที่อยู่อาศัย แล้วสุดท้ายก็ต้องไปบุกรุกป่า ย้ายเข้าเมือง ออกจากอาชีพการเกษตร ซึ่งแม้ว่ารัฐบาล จะช่วยแก้ไขโดยการจัดสรรกรรมสิทธิ์ในที่ดินทำกินให้กับเกษตรกรผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น ส.ป.ก. เป็นต้น แต่ท้ายที่สุดแล้วก็ยังมีปัญหาอีกรอบหนึ่งทำให้ที่ดินหลุดมืออีกรอบ กลายเป็นว่ากระบวนการการช่วยพี่น้องประชาชนให้มีที่ดินทำกินผ่าน ส.ป.ก. ทำให้ที่ดิน หลุดมือจากภาครัฐไปสู่กลุ่มของนายทุนต่อไป ซึ่งปัจจุบันมีเกษตรกรเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ทำการเกษตรบนพื้นที่ที่เช่า อีกประมาณครึ่งหนึ่งของที่เหลือก็เป็นเกษตรกรที่มีกรรมสิทธิ์ ที่ดิน แต่ว่าได้เอาที่ดินดังกล่าวนั้นไปสู่การจดจำนอง การขายฝาก ซึ่งมีความเสี่ยง ที่จะหลุดมือต่อไป ซึ่งกลุ่มดังกล่าวมีที่ดินเกือบประมาณ ๓๐ ล้านไร่ในปัจจุบัน กลุ่มนี้ เป็นปัญหาหนักอกของเขา แล้วก็เป็นปัญหาหนักอกของทุกคนว่าเมื่อการเกษตรไม่เป็นใจ ในบางปี ท้ายที่สุดแล้วก็จะส่งผลกระทบให้คนเหล่านี้ไม่สามารถที่จะรักษาที่ดินของเขาไว้ได้ แล้วก็กลายเป็นปัญหาที่ดินหลุดมือ ซึ่งจากข้อมูลล่าสุดในหน้าถัดมา ก็จะเห็นถึงแนวโน้ม ของปัญหาที่กำลังเกิดขึ้น แนวโน้มอันนี้น่ากังวลใจมาก เพราะว่าครัวเรือนที่ยากจนที่มีที่ดิน กำลังสูญเสียที่ดินอย่างต่อเนื่อง โดยจำนวนของครัวเรือนที่ยากจนที่มีที่ดินลดลงจากประมาณ ๑,๐๐๐,๐๐๐ ครัวเรือน ในปี ๒๕๔๙ เหลือเพียงประมาณ ๕๐๐,๐๐๐ ครัวเรือนในปี ๒๕๕๔ หรือลดลงมากกว่า ครึ่งหนึ่งในระยะเวลาสั้น ๆ เพียง ๕ ปี ซึ่งในปัจจุบันนี้ปี ๒๕๕๙ ชาวบ้านที่ยากจน ที่มีที่ดินทำกินในปัจจุบันน่าจะเหลือที่ดินยิ่งน้อยกว่านี้ต่อไปแล้ว
นอกจากนี้ประมาณ ๓๐ ล้านไร่ของพื้นที่ชลประทานและเหมาะสมต่อ การทำนาปลูกข้าว ในปัจจุบันก็เอาไปใช้ผิดประเภท ประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ไร่ เมื่อหลุดมือ ก็นำไปสู่การสร้างโรงงานอุตสาหกรรม การสร้างรีสอร์ต (Resort) บ้านจัดสรร แล้วก็ แนวโน้มเหล่านี้ก็จะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็หมายความว่าที่ดินที่เหมาะต่อการทำการเกษตร พื้นที่ชลประทานกำลังผันกลายเป็นโรงงานอุตสาหกรรม กลายเป็นบ้านจัดสรร กลายเป็น รีสอร์ต (Resort) ต่างๆ แล้วนอกจากนี้มากกว่า ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งเป็นที่ดิน ที่เหมาะเอาไปให้เกษตรกรใช้ชีวิตใหม่ เริ่มทำการเกษตรอีกรอบหนึ่ง แต่ท้ายที่สุดแล้ว ก็หลุดมือ ถูกถือครองโดยบุคคลที่ไม่ใช่เจ้าของกรรมสิทธิ์ แล้วก็ไม่ได้เป็นเกษตรกร ซึ่งคนเหล่านี้หลายคนก็ไม่ได้มีชื่อในการถือครองของ ส.ป.ก. ดังกล่าว อันนี้มีพื้นที่ เกือบครึ่งหนึ่งของ ส.ป.ก. ซึ่งคิดแล้วก็น่าหนักใจว่านอกจากที่ดินจะใช้ผิดประเภท ที่ดิน ส.ป.ก. ที่ไปช่วยเขาก็หลุดมือไปกว่าครึ่ง ซึ่งเกษตรกรเมื่อไม่มีทางออก สูญเสีย ที่ดินทำกินของตน ท้ายที่สุดก็จะนำไปสู่เรื่องของการบุกรุกป่า ทำให้พื้นที่ป่า ของประเทศไทยนั้นลดลงอย่างต่อเนื่อง และข้อมูลที่ผ่านมาก็จะเห็นจำนวน พื้นที่ป่าของคนไทยลดลงอย่างต่อเนื่อง แต่ความจริงถ้าเกิดไปดู อย่างจังหวัดน่าน จังหวัดเชียงใหม่ กลายเป็นเขาหัวโล้นไปหมดแล้ว ในปัจจุบันก็ไปปลูก เช่น ข้าวโพด เป็นต้น
อีกส่วนหนึ่งของพี่น้องเกษตรกรที่ออกมาได้ย้ายเข้าเมือง กลายเป็นปัญหา คนจนเมือง ซึ่งในปัจจุบันมีกว่า ๙,๐๐๐,๐๐๐ คนทั่วประเทศมีความยากลำบาก ในการดำรงชีพ แล้วก็การอยู่อาศัย ในภาพนี้ก็คือที่ชุมชนคลองเตย ก็เป็นชุมชนแออัด แห่งหนึ่ง ซึ่งมีอยู่มานานแล้ว แล้วนับวันก็จะมีคนย้ายจากต่างจังหวัดเข้ามาอยู่เพิ่มเติม นอกจากนี้บางกลุ่มยังออกไปครอบครองพื้นที่ที่ดินริมคลอง ในส่วนนี้ก็สร้างบ้านรุกล้ำ เข้ามาครึ่งคลอง แล้วก็เกิดปัญหาอื่น ๆ ตามมา เฉพาะในช่วงหน้าฝนมีน้ำท่วม แล้วก็ ไม่สามารถระบายน้ำได้
ที่ดินที่หลุดมือเหล่านี้นั้นนำไปสู่ปัญหาสำคัญ ๒ ด้านครับ ด้านที่ ๑ ก็คือ เรื่องของปัญหาความเหลื่อมล้ำที่ที่ดินจะกระจุกตัวอยู่ในกลุ่มของนายทุน แล้วก็ด้านที่ ๒ ก็คือการใช้ที่ดินอย่างไร้ประสิทธิภาพ ปล่อยให้รกร้าง ไม่ใช้ประโยชน์ ถ้าเกิดท่านสมาชิก ไปต่างจังหวัด ขับรถผ่านไปก็จะเห็นที่ดินรกร้างอยู่จำนวนมาก ซึ่งจากข้อมูลการศึกษา ของท่านดอกเตอร์ดวงมณี เมื่อปี ๒๕๕๖ พบว่าคนที่รวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์แรก จะมีที่ดินรวมกันถึงประมาณ ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดินทั้งหมด ขณะคนที่จนที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีที่ดินรวมกันเพียง ๐.๒๔ เปอร์เซ็นต์เท่านั้น หรือต่างกันเกือบประมาณ ๓๐๐ กว่าเท่าตัวครับ อันนี้คนจนสุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีที่ดินไม่ถึง ๐.๒๔ เปอร์เซ็นต์ ในขณะที่คนรวยที่สุด ๒๐ เปอร์เซ็นต์ มีที่ดินรวมกันถึง ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของที่ดินทั้งหมด ซึ่งในปัจจุบันตัวเลขดังกล่าวก็ทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ทั้งหมดนำไปสู่ข้อเสนอของ สปท. ของเรา ในการแก้ไขปัญหาที่ดินหลุดมือ แก้ไขปัญหาการกระจุกตัวของการถือครองที่ดิน แล้วก็แก้ไขปัญหาการใช้ที่ดินอย่างขาดประสิทธิภาพ ซึ่งในทางออกของการแก้ไขปัญหานั้น จะเกิดขึ้นได้ต้องมีการดำเนินการใน ๓ ด้านพร้อม ๆ กันครับ
ด้านที่ ๑ ก็คือเรื่องของที่ดินแปลงใหญ่ข้างล่าง เพื่อให้เกษตรกรมีกรรมสิทธิ์ ในการทำกิน แต่ร่วมกันเป็นชุมชนในการมีกรรมสิทธิ์ ไม่สามารถหลุดมือไปได้ ซึ่งส่วนนี้ ท่านนายกรัฐมนตรีกำลังดำเนินการอยู่ แล้วกำลังทดแทนการจัดสรรกรรมสิทธิ์ที่ดินให้กับ คนจนหรือเกษตรกรผ่าน ส.ป.ก. แบบเดิม ซึ่งในส่วนนี้เมื่อดำเนินการไปแล้วก็จะแก้ไขปัญหา ที่ดินหลุดมือจากภาครัฐไปสู่กลุ่มทุนต่อไป เมื่อทำเรื่องนี้เสร็จแล้วต้องทำด้านที่ ๒ ต่อไป
ด้านที่ ๒ ก็คือการจัดตั้งธนาคารที่ดิน ที่เราเสนอไป ซึ่งจะช่วยแก้ไขปัญหา ที่ดินหลุดมือจากเกษตรกรหรือคนจนไปสู่กลุ่มทุน ขอกลับไปนิดหนึ่งครับ ถ้าข้างล่าง เป็นเรื่องปัญหาที่ดินของรัฐหลุดมือไปสู่กลุ่มทุน ข้างบนจะเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดิน ของเอกชนหรือเกษตรกรไปสู่กลุ่มทุนเช่นกัน ๒ อันนี้ก็จะทำให้ที่ดินที่เป็นเลือดไหลอยู่ อย่างต่อเนื่องหยุดลง
แล้วขณะเดียวกันมีนโยบายอีกอย่างหนึ่ง ซึ่งอยู่ใน สนช. ปัจจุบัน ก็คือ เรื่องของภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้างซึ่งที่ดินรกร้าง อัตราภาษีที่ดินรกร้างที่สูงจะทำให้ ผู้ที่ถือที่ดินรกร้างนั้นนำมาใช้ประโยชน์ต่อไป โดยจะเอามาปล่อยให้เกษตรกรเช่าที่ดินทำกิน หรือเอาไปใช้ประโยชน์ต่อไป ซึ่งจะทำให้ที่ดินรกร้างหายไปจากประเทศไทย ในส่วนนี้ ก็จะเป็น ๓ มาตรการที่ทำงานร่วมกัน ที่ตอบโจทย์และเอาออกจากวัฏจักรของปัญหาที่ดิน
ในการจัดตั้งธนาคารที่ดิน เป้าหมายหลักของการปฏิรูปก็คือการสร้าง กลไกใหม่ที่จะมาช่วยบรรเทาทุกข์ของประชาชน ช่วยกระจายการถือครองที่ดิน เพื่อลดปัญหาของความเหลื่อมล้ำ และช่วยบริหารการจัดการที่ดินของประเทศ อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งนี้ผมขอเรียนว่าธนาคารที่ดินที่ สปท. เสนอไปนั้นไม่ได้เป็น องค์กรใหม่ แต่เป็นการยกระดับสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินขึ้นมา เป็นธนาคารที่ดิน ตามที่เคยกำหนดไว้ในพระราชกฤษฎีกา ที่จัดตั้งสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน เมื่อปี ๒๕๕๔ โดยการจัดตั้งธนาคารที่ดินนี้ทาง สปท. และ สปช. ได้เสนอให้จัดตั้งบนเกณฑ์ ที่สำคัญ ๓ ด้าน ก็คือ ประโยชน์ ประหยัด แล้วก็ยั่งยืน ผมขอเล่าให้ฟังว่าแต่ละด้านคืออะไร
ในเกณฑ์ด้านแรก คือประโยชน์ ๔ ด้าน ก็คือเมื่อตั้งแล้วธนาคารที่ดินนั้น จะต้องช่วยเรื่องของการกระจายการถือครองที่ดิน ต้องช่วยให้เกษตรกรผู้ยากไร้เข้าถึงที่ดิน ต้องช่วยให้ชุมชนมีส่วนในการบริหารจัดการที่ดิน และต้องมีการใช้ประโยชน์ของที่ดิน อย่างเต็มที่ ซึ่งโครงสร้างอำนาจหน้าที่ของธนาคารที่ดินที่กำหนดไว้ในร่าง พ.ร.บ. จะเอื้อต่อ การดำเนินการทั้ง ๔ ด้าน แล้วก็ในส่วนนี้ก็จะนำไปสู่การดำเนินการต่อไปของรัฐบาล แล้วก็ของสภาของเราครับ
ในเกณฑ์ด้านที่ ๒ คือเรื่องของการประหยัด อันนี้เป็นเรื่องของการเน้น การสร้างองค์กรที่มีโครงสร้างที่ประหยัด โดยธนาคารที่ดินจะทำหน้าที่หลักในการแก้ไข ปัญหาหนี้เสียให้กับเกษตรกร พูดง่าย ๆ ตัวของธนาคารที่ดินจะเป็นบริษัทบริหารสินทรัพย์ หรือเอเอ็มซี (AMC) ให้กับภาคการเกษตร คล้าย ๆ กับธนาคารพาณิชย์มีบริษัท บริหารสินทรัพย์ เมื่อเกิดหนี้เสียธนาคารก็สามารถโอนหนี้เสียไปที่เอเอ็มซี (AMC) เหล่านี้ หรือบริษัทบริหารสินทรัพย์เหล่านี้ แล้วสามารถดูแลจนกระทั่งลูกหนี้กลับมาเป็นลูกหนี้ ปกติได้ โดยที่ไม่ต้องเอาที่ดินเหล่านั้นไปขายทอดตลาด อันนี้คือหัวใจสำคัญ ซึ่งถ้าเกิดคิด ในมุมมองนี้ธนาคารที่ดินก็ไม่ต้องมีสาขามาก เราคิดกันว่าธนาคารที่ดินก็จะเหมือนกับบริษัท บริหารสินทรัพย์ต่าง ๆ มีสำนักงานใหญ่ในกรุงเทพมหานครเป็นสำคัญ แล้วถ้าเกิดจำเป็น ก็อาจจะมีสำนักงานภาคเล็ก ๆ ในภาคละแห่ง โดยอาศัยโครงข่ายที่เรามีอยู่ในปัจจุบัน อย่างเช่น ธ.ก.ส. เป็นช่องทางในการเข้าถึงประชาชน ในการรับเอาที่ดินที่เสียหายส่งมาที่ ธนาคารที่ดินเพื่อแก้ไข รวมไปถึงจ่ายหนี้ รับภาระดอกเบี้ยในแต่ละเดือน โดยที่เราไม่ต้องไป ตั้งสาขาต่าง ๆ รวมไปถึงช่วยในการประเมินที่ดินต่าง ๆ ให้กับเรา ซึ่งในส่วนนี้จะทำให้เรา ไม่ต้องมีความจำเป็นในการจัดตั้งสาขาเช่นธนาคารทั่วไป และทำให้เกิดการประหยัด ไม่ต้องใช้คนมาก โดยระยะแรกจะเป็นการช่วยเหลือเกษตรกรและคนยากจนที่ที่ดินหลุดมือ แล้วในระยะยาวนั้นจะเป็นเรื่องของการบริหารที่ดินของเอกชนที่มีที่ดินรกร้าง แล้วก็ ในการเตรียมที่ดินให้กับคนจนต่อไป
ในเกณฑ์ด้านสุดท้าย คือความยั่งยืน ซึ่งทั้งหมดนี้จะเกิดขึ้นได้ก็เกิดจาก การสร้างความเชี่ยวชาญในการบริหารความเสี่ยง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเชื่อมโยงกับภาคี ในการวางระบบคัดกรองเป้าหมายของคนที่ต้องการความช่วยเหลือ ในการร่วมค้ำประกัน ของชุมชน ในการที่จะสร้างความเชี่ยวชาญด้านที่ดิน การประเมินที่ดิน แล้วก็การเชี่ยวชาญ เรื่องของการปล่อยสินเชื่อส่วนของที่ดิน แล้วสุดท้ายก็คือเรื่องของการสร้างฐานข้อมูล ในเรื่องของที่ดินอย่างครบวงจร ซึ่งทั้งหมดนี้จะตั้งอยู่บนการทำงานร่วมกันกับภาคีต่าง ๆ อย่างใกล้ชิด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของ ธ.ก.ส. ที่ผมได้กล่าวไปแล้ว ของชุมชน พอช. สหกรณ์ กองทุนฟื้นฟู กองทุนหมุนเวียนต่าง ๆ ซึ่งทั้งหมดเมื่อทำงานอย่างใกล้ชิดกับภาคีต่าง ๆ ก็จะนำไปสู่ความยั่งยืนในการดำเนินการ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมีการบริหารความเสี่ยง อย่างรัดกุม
กระบวนการดังกล่าวในการรักษาที่ดินไม่ให้หลุดมือจากเกษตรกร ตามที่เรา ได้กำหนดไว้ในตัวของร่าง พ.ร.บ. นั้น จะมีการดำเนินการตามตัวอย่างที่ผมให้ดูในภาพนี้ โดยปกติแล้วเกษตรกรคนจนที่มีปัญหาที่ดินกำลังจะหลุดมือนั้นจะมีการกู้ยืมจาก หน่วยงานต่าง ๆ ยกตัวอย่างเช่น ถ้าเขากู้มา ๑๐๐,๐๐๐ บาท โดยกู้จาก ธ.ก.ส. หรือจาก ธนาคารพาณิชย์ หรือกู้นอกระบบ ปกติแล้วก็จะต้องจ่ายดอกเบี้ย เมื่อใกล้จะหลุดมือ ต้องจ่ายดอกเบี้ยเพนอลตี (Penalty) หรือดอกเบี้ยสูงพิเศษเพิ่ม ธ.ก.ส. คิด ๑๓ เปอร์เซ็นต์ ธนาคารพาณิชย์ ๒๕ เปอร์เซ็นต์ ถ้าไปกู้นอกระบบจะตกประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน หรือถ้าเกิดเป็นภาระดอกเบี้ยก็ตกประมาณ ๑,๐๘๓ บาท ต่อเงินกู้ ๑๐๐,๐๐๐ บาท สำหรับ ธ.ก.ส. ๒,๐๐๐ บาทกับธนาคารพาณิชย์ ถ้ากู้นอกระบบ ประมาณ ๕,๐๐๐ บาทถึง ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นภาระอย่างยิ่งเลยนะครับ เมื่อมีปัญหาแล้วถ้าได้รับการช่วยเหลือจากธนาคารที่ดิน สิ่งแรกที่จะเกิดขึ้นเลยก็คือ ภาระดอกเบี้ยจะลดลงเหลือ ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน จากถ้าเกิดจ่ายนอกระบบ ๕ เปอร์เซ็นต์ ถึง ๒๐ เปอร์เซ็นต์ต่อเดือน จะเหลือ ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่ง ๗ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ก็หมายความว่า ภาระดอกเบี้ยจาก ๕,๐๐๐ บาทถึง ๒๐,๐๐๐ บาทต่อเดือน จะลดลงเหลือ ประมาณ ๕๘๓ บาทต่อเดือน ซึ่งในส่วนนี้ก็ทำให้เขาหายใจคล่องขึ้น ต่อลมหายใจให้เขา และถ้าเกิดในอนาคตเขาได้รับการช่วยเหลือแล้ว ทางธนาคารที่ดินก็จะทำงานกับหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องในการฟื้นฟูการทำอาชีพเกษตรกร ในการทำมาหากินของเขาไปพร้อม ๆ กันด้วย ทำให้เขามีรายได้เพิ่มเติมสามารถที่จะจ่ายดอกเบี้ยให้กับเราได้ ในส่วนนี้ก็จะทำงานกับ หอการค้าไทย กับองค์การต่าง ๆ แต่ถ้าเกิดเมื่อทำไปแล้วโชคร้าย ทำไปแล้วปรากฏว่า ไม่สามารถจ่ายดอกเบี้ยได้ ต้องหลุดจำนอง กฎหมายที่เรากำหนดไว้ เจ้าของหรือทายาท โดยธรรมสามารถที่จะมาแจ้งความจำนงที่จะซื้อคืนที่ดินได้ภายใน ๕ ปี อันนี้ก็เหมือนกับ โรงรับจำนำทั่ว ๆ ไป ก็คือว่าเมื่อที่ดินหลุดมือหรือทรัพย์สินหลุดมือจะมีเวลาที่กำหนดไว้ ให้เขาสามารถกลับมาได้ ที่กำหนดไว้ ๕ ปีก็เพราะว่าหลายครั้งเมื่อมีน้ำท่วมกว่าจะมา เป็นปกติได้ก็ต้องใช้เวลาหลายปี ยกตัวอย่างเช่น สวนกล้วยไม้แถว ๆ ธนบุรี เป็นต้น กว่าจะสร้างกล้วยไม้ลอต (Lot) ใหม่ออกมาได้ กว่าจะปลูกขึ้นมา กว่าจะขายได้ ใช้เวลา ๓-๔ ปี เพราะฉะนั้นเราก็จะให้เวลาเขาประมาณ ๕ ปี จนเขามั่นใจ แล้วก็สามารถแจ้งขอ เอาที่ดินของเขาคืนมาได้ อันนี้ก็จะช่วยให้เกษตรกรที่มีปัญหาที่ดินหลุดมือต่อลมหายใจ แล้วก็สามารถเอาที่ดินของตัวเองกลับคืนไปโดยที่ไม่ต้องหลุดมือไปสู่กลุ่มนายทุนได้ ซึ่งเมื่อดำเนินการไปแล้วหลายคนถามว่าแหล่งที่มาของเงินจะมาจากไหน แล้วก็จะใช้เงิน ในการดำเนินงานอย่างไร ทาง สปท. เสนอว่าทุนในการดำเนินการจะมาจากงบประมาณ โดยที่จะขอให้รัฐบาลจัดสรรงบประมาณให้ปีละ ๒,๐๐๐ ล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาท ไม่ใช่เงินที่เยอะเลยครับ เราช่วยหลาย ๆ โครงการเป็นหมื่นล้านบาท แสนล้านบาท ๒,๐๐๐ ล้านบาทเพื่อต่อลมหายใจให้คนจน เราขอ ๕ ปีครับ ๕ ปีเมื่อกิจการขยายตัวเพิ่มขึ้น ก็จะมีเงินประมาณ ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท แต่เงินนี้จะเป็นเงินที่มีไว้เพื่อสร้างความเชื่อมั่น ในองค์กรนี้ เมื่อจะดำเนินการเราจะขอให้กระทรวงการคลังช่วยออกพันธบัตรค้ำประกัน คือเป็นพันธบัตรของธนาคารที่ดิน แต่รัฐบาลค้ำประกันให้ในลอต (Lot) ที่ ๑ ลอต (Lot) ที่ ๒ ลอต (Lot) ที่ ๓ เพื่อเอาเงินที่ได้ ยกตัวอย่างเช่นเอาเงินมา ๑,๐๐๐ ล้านบาท ไปปล่อยให้กับ พี่น้องประชาชนที่กำลังประสบปัญหาที่ดินหลุดมือ กู้มา ๒-๓ เปอร์เซ็นต์ ปล่อยพี่น้อง ประชาชน ๗ เปอร์เซ็นต์ จะสามารถช่วยได้ แล้วเมื่อทำลอต (Lot) ที่ ๑ ลอต (Lot) ที่ ๒ ลอต (Lot) ที่ ๓ ได้ แล้วประสบความสำเร็จ ต่อไปธนาคารที่ดินก็สามารถออกพันธบัตรเองได้ สามารถเดินหน้าไปโดยที่ไม่ต้องกลับมาให้กระทรวงการคลังเป็นผู้ค้ำประกันต่อไป ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะมีความสำคัญอย่างยิ่ง ในส่วนนี้เมื่อดำเนินการไปแล้วก็หมายความว่า ตัวของธนาคารที่ดินนั้นจะเป็นองค์กรที่ทำงานเหมือนภาคเอกชน ไม่ได้พึ่งพางบประมาณ ของรัฐปีต่อปีในการดำเนินการ เหมือนกับกองทุนฟื้นฟูหรือกองทุนหมุนเวียนที่สมาชิกบางท่านถาม ว่าทำไมเราไม่ทำเหมือน กองทุนฟื้นฟู กองทุนหมุนเวียน เพราะกองทุนเหล่านั้นคือกองทุนที่เรียกว่าบัดเจ็ตเบส (Budget based) ต้องรองบประมาณ งบประมาณหมดก็ทำอะไรไม่ได้ แต่ธนาคารที่ดิน ที่เราจะจัดตั้งขึ้นมาเป็นมาร์เก็ตเบส (Market based) เป็นคำตอบที่เป็นเหมือนกับ ภาคเอกชน เมื่อให้เงินทุนไปแล้วสามารถกู้ยืมพันธบัตรเองได้ แล้วเอาเงินจากพันธบัตรนั้น ไปปล่อยให้พี่น้องประชาชนที่กำลังเกิดปัญหา พูดง่าย ๆ เขาจะเป็นคนกลางที่ทำให้ พี่น้องประชาชนที่เข้าไม่ถึงแหล่งเงินราคาถูก โดยอาศัยธนาคารที่ดินกู้ยืมจากตลาดทุนให้เอง ฉะนั้นธนาคารที่ดินก็คือเป็นตัวเชื่อมระหว่างตลาดทุนดอกเบี้ยถูกให้พี่น้องประชาชน ที่เข้าไม่ถึงเงินทุนเหล่านี้ แล้วก็เป็นมาร์เก็ต เบส โซลูชัน (Market based Solution) ก็คือ ไม่ต้องพึ่งงบประมาณ แตกต่างจากกองทุนฟื้นฟู แล้วก็กองทุนหมุนเวียน
๒ คำถามนะครับ เป็นคำถามที่ท่านนายกรัฐมนตรีถามที่คณะกรรมการที่ดิน เมื่อเดือนที่แล้วว่าธนาคารที่ดินต้องใช้งบประมาณเท่าไร คำตอบก็คือใช้งบประมาณไม่มาก ปีแรก ๒,๐๐๐ ล้านบาท รวมกันแล้วงบประมาณทั้งหมด ๑๐,๐๐๐ ล้านบาท ซึ่งไม่แตกต่าง จากธนาคารเอสเอ็มอีแบงก์ (SME Bank) ธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย ธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร ซึ่งในส่วนนี้ก็จะเป็นเงินทุนเบื้องต้น ใช้เงินแค่นี้ละครับ ไม่ต้องตั้งเยอะ สาขาไม่มาก และขณะเดียวกันเมื่อตั้งไปแล้วก็จะมี ความแตกต่างจากกองทุนฟื้นฟูและกองทุนหมุนเวียน เพราะไม่ต้องพึ่งพางบประมาณ ของภาครัฐต่อไป แล้วถ้ามีกำไร ในท้ายที่สุดก็สามารถเอากำไรไปซื้อที่ดินที่กำลังหลุดมือ เข้าสู่พอร์ต (Port) ของธนาคารที่ดิน แล้วจัดสรรไปสู่เกษตรกรที่ต้องการที่ดินต่อไปได้ ซึ่งทั้งหมดนี้ก็จะเป็นแนวทางการดำเนินงานของธนาคารที่ดินนะครับ
เป้าหมายเราตั้งใจไว้ก็คือ ๕ ปีแรก ๑๐๐,๐๐๐ ราย แล้วใน ๑๐ ปี จะช่วยเหลือประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ ราย ซึ่งอันนี้ก็จะนำไปสู่ประโยชน์ต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น การบรรเทาทุกข์ของพี่น้องประชาชน รักษาที่ดินไว้สำหรับเกษตรกร รักษาเกษตรกรไว้ด้วย และขณะเดียวกันก็ลดความเหลื่อมล้ำด้านเศรษฐกิจของประเทศตามยุทธศาสตร์ชาติ แล้วก็ เพิ่มประโยชน์ ประสิทธิภาพในการใช้ที่ดินของประเทศ
ในช่วงที่ผ่านมาเราได้ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน แล้วก็ในการดำเนินการไปข้างหน้าในการจัดตั้งธนาคารที่ดิน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกระทรวงการคลัง กับสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ซึ่งในช่วงที่ผ่านมาเราก็มีความคืบหน้าดังต่อไปนี้ หลังจากวันที่ ๒๖ เมษายนปีที่แล้ว ก็ประมาณ ๑ ปี ที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรานั้นมีการเห็นชอบเรื่องนี้ ในวันที่ ๔ มิถุนายน คณะกรรมการวิป (Whip) ๓ ฝ่ายก็มีมติเห็นชอบเรื่องของธนาคารที่ดิน แล้วก็ร่าง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดิน ซึ่งได้กราบเรียนท่านนายกรัฐมนตรีพิจารณา ท่านก็มีดำริ สั่งให้คณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน คณะที่ ๒ คณะที่ ๓ และคณะที่ ๕ พิจารณาเรื่องนี้ รวมถึงส่งให้กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม กระทรวงการคลัง แล้วก็สถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดิน ดำเนินการ เรื่องนี้ต่อไป ซึ่งในช่วงที่ผ่านมามีการเตรียมการแก้ไข พ.ร.บ. ดังกล่าว แล้วก็สถาบัน บริหารจัดการธนาคารที่ดินก็ได้ดำเนินการครับ ได้หารือกับฝั่งเราในการเตรียมการวางระบบ ระเบียบปฏิบัติที่ใช้เป็นกรอบในการดำเนินงานของธนาคารที่ดินต่อไป โดยชั้นต้นสถาบัน บริหารจัดการธนาคารที่ดินได้มีการทดลองช่วยเหลือพี่น้องประชาชนที่ประสบปัญหา ที่ดินหลุดมือ ในโครงการแก้ไขปัญหาเกษตรกรและผู้ยากจนที่มีปัญหาจะสูญเสียสิทธิ ในที่ดินทำกินจากการจำนองหรือขายฝาก โดยในปัจจุบันเนื่องจากเป็นโครงการนำร่อง เราวางกรอบว่าจะคัดเลือกอย่างไร เกณฑ์แค่ไหน ให้เงินได้ประมาณเท่าไร ดอกเบี้ยเท่าไร และขณะเดียวกันที่สำคัญที่สุด จะทำงานโดยที่ไม่ต้องมีสาขาได้อย่างไร ตามที่ได้เรียนสมาชิก สปท. ไปครั้งที่แล้ว เราได้ทำงานร่วมกับ ธ.ก.ส. ในการทำงาน ธ.ก.ส. ก็เป็นคนคัดเลือก เป็นคนส่งเคส (Case) ต่าง ๆ เหล่านี้เข้ามา แล้วก็เป็นคนที่เอาสินเชื่อไปให้กับพี่น้อง ประชาชน รวมถึงเก็บเงินคืนให้ ในปัจจุบันสถาบันบริหารจัดการธนาคารที่ดินไม่ต้องมีสาขา ใช้สำนักงานกลางที่เรามีปัจจุบัน แล้วก็ใช้ ธ.ก.ส. เข้าถึงพี่น้องประชาชน ปัจจุบันทำไป ประมาณ ๑๐๐ ราย ซึ่งในปัจจุบันจ่ายคืนดีทุกคน ทำไปเกือบครึ่งปีแล้ว ไม่มีหนี้เสีย จ่ายคืนดี แล้วก็พี่น้องประชาชนบอกว่าเขาไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนมาช่วยเขาในยามที่เขา คับขันที่สุดในชีวิตของเขา ซึ่งในตัวของร่าง พ.ร.บ. ธนาคารที่ดินในปัจจุบันอยู่ในการพิจารณาของกระทรวงการคลัง ทางท่านประธานสมชัยกับกระผมได้ไปเจอท่านรัฐมนตรีช่วยวิสุทธิ์เมื่อประมาณ ๒ เดือนที่แล้ว แล้วท่านรองนายกรัฐมนตรีสมคิดท่านสั่งเลยครับว่าเรื่องสถาบันการเงินชุมชน กับธนาคารที่ดินให้เร่งรัดเรื่องนี้ เพื่อนำไปสู่การดำเนินการต่อไป แล้วก็เสนอ ครม.
สำหรับการดำเนินการในช่วงต่อไปเราก็ตั้งใจอย่างนี้ว่า เนื่องจากธนาคาร ที่ดิน แล้วก็ร่างพระราชบัญญัติธนาคารที่ดินได้รับคัดเลือกเป็น ๑ ใน ๒๗ วาระปฏิรูปสำคัญ และเร่งด่วนที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จในปี ๒๕๖๐ ในส่วนนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจก็ตั้งใจจะดำเนินการประสานงานกับกระทรวงการคลัง ในการพิจารณาร่างกฎหมายดังกล่าวให้เรียบร้อย แล้วก็นำส่งให้ ครม. พิจารณาได้โดยด่วน และขณะเดียวกันเราก็ดำเนินการประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา แล้วก็ สนช. เพื่อเตรียมงานไว้ล่วงหน้าว่าต้องมีการแก้ไขกฎหมายอย่างไร และขณะเดียวกัน ก็จะคุยกับพี่น้องประชาชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนได้ให้ข้อคิดเห็น แล้วก็ช่วยกันเรียกร้อง ในสิ่งที่จะเป็นความหวังของเขา เป็นลมหายใจสุดท้ายของเขา ขอบคุณครับ