อลงกรณ์ พลบุตร ชี้แจงถึงความต่อเนื่องและพัฒนาการของโรดแมปการปฏิรูปประเทศระยะที่ 2 ที่ขับเคลื่อนจากความจำเป็นหลังวิกฤติความขัดแย้ง โดยเน้นย้ำความสำเร็จจากการปฏิรูป 11 ด้าน การปรับโครงสร้างกลไกการบริหารราชการแผ่นดินอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้แนวทางประชารัฐ และการเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติกับรัฐธรรมนูญเพื่อกำหนดรากฐานสู่ไทยแลนด์ 4.0 พร้อมยกตัวอย่างความก้าวหน้าของประเทศทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม และการท่องเที่ยวที่ได้รับการยอมรับในระดับสากล รวมถึงการผลักดันการปฏิรูปฐานรากอย่างยั่งยืนผ่านการพัฒนาสถาบันการเงินชุมชน ธนาคารที่ดิน และโมเดลเศรษฐกิจเพื่อสังคม เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสให้กลุ่มเปราะบาง โดยยืนยันว่าความแข็งแกร่งของประเทศที่เพิ่มขึ้นสะท้อนจากดัชนีความสามารถในการแข่งขันที่ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ยังมีข้อวิพากษ์ และย้ำถึงความจำเป็นในการเร่งรัดการปฏิรูปอย่างต่อเนื่องร่วมกับทุกภาคส่วนเพื่อสร้างความมั่นคงและภาคภูมิใจในความสำเร็จที่เกิดขึ้นร่วมกัน
กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกครับ มีประเด็นบางประเด็นที่ไปเกี่ยวข้องกับเรื่องของ ป.ย.ป. และการขับเคลื่อน ในฐานะที่ผม ได้รับมอบหมายจากทาง สปท. ไปเป็นกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ไปเป็นกรรมการ เตรียมการสร้างความสามัคคีปรองดอง อยู่ใน ป.ย.ป. รวมทั้งท่านรองประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ท่านวลัยรัตน์ก็ไปอยู่ในคณะกรรมการเตรียมการ ยุทธศาสตร์ชาติ ก็อยากให้พวกเราได้เกิดภาพที่ชัดเจนของการขับเคลื่อน ว่าทำไมถึงเรียกว่า เป็นการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ระยะที่ ๒ หรือโรดแมป (Roadmap) ระยะที่ ๒ เพราะในช่วงหลังปี ๒๕๕๗ เป็นต้นมา เราเรียกว่าเป็นโรดแมป (Roadmap) ระยะที่ ๑ ซึ่งได้มีการปฏิรูปประเทศไปมากแล้ว เราได้มีการจัดทำรายงานปฏิรูปและข้อเสนอปฏิรูป ไปทั้งสิ้น ๑๔๖ เรื่องด้วยกัน ส่งไปแล้ว ๑๔๔ เรื่อง รอส่งอีก ๒ เรื่อง เพราะฉะนั้น ในห้วงเวลาตั้งแต่ยุคของสภาปฏิรูปแห่งชาติ และต่อเนื่องมาด้วยสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ได้มีการปฏิรูปประเทศใน ๑๑ ด้าน ๓๗ วาระของ สปช. สปท. แล้วก็ ในส่วนของนโยบายและยุทธศาสตร์ ๑๑ ด้านของ คสช. และรัฐบาล ไม่ได้เพิ่งมาเริ่มกันวันนี้ เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นเรามาจากก้นเหวของความแตกแยก ขัดแย้ง จนเกือบเกิดสงครามการเมือง ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ถ้าใครเป็นรัฐบาลเข้ามา บริหารราชการแผ่นดินย่อมรู้ดีว่าในภาวะที่ต้องฟื้นฟูประเทศจากความปรักหักพัง เชิงโครงสร้างทางสังคม ความรู้สึกทั้งทางการเมือง และความแตกแยกแบ่งประชาชน เป็นฝักฝ่าย ขณะที่เศรษฐกิจโลกก็กระทบมาถึงเราอย่างรุนแรง ความเชื่อมั่นจากการที่เกิด การเปลี่ยนแปลงก็เป็นอีกเหตุผลหนึ่งด้วย แต่ว่า ๒ ปีกว่าที่ผ่านมานั้นถ้าท่านได้อ่านรายงาน อย่างละเอียดของรัฐบาล ซึ่งทำรายงาน ๑ ปี ๒ ปี และรายงานของ สปท. ของเราถึง ๒ เล่ม ด้วยกันนั้น ท่านก็จะได้รู้ว่าวันนี้ประเทศของเราแข็งแรงขึ้น และมีสถานภาพที่จะเป็น ประเทศชั้นนำของโลกได้ ผมได้นำสิ่งเหล่านี้ไปบรรยาย ไม่ว่าจะเป็นหลักสูตร วปอ. ก็ดี หลักสูตร บยส. หลักสูตร วตท. หลักสูตรเทปคอต (TEPCoT) บรรยายทั้งในกรุงเทพฯ ต่างจังหวัด อาทิตย์หนึ่งเฉลี่ย ๑ ครั้ง เมื่อนำสิ่งเหล่านี้ไปปรากฏว่าประชาชนเกิดความมั่นใจ มากขึ้นว่าเราเดินมาถูกทางแล้ว ๒. คือภายใต้โครงสร้างกลไกที่มีการยกระดับอัปเกรด (Upgrade) มาสู่โรดแมป (Roadmap) ระยะที่ ๒ ดังที่ท่านประธานกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ได้พูดเมื่อสักครู่นี้ นี่เป็นการปรับ โครงสร้างอีกครั้งหนึ่ง หลังจากที่เราเดินมาระยะหนึ่ง และเรารู้เลยว่าตรงไหนที่มีความยาก ง่าย แตกต่างออกไป จึงได้แบ่งกลุ่มวาระปฏิรูปออกเป็น ๓ กลุ่ม กลุ่มแรก ดำเนินการโดยใช้ อำนาจบริหาร ก็ดำเนินการไปได้ทันที โดยมีคณะกรรมการ กขป. ๖ คณะ ซึ่งกำกับ คลุมทุกกระทรวงและหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งความร่วมมือกับภาคประชาสังคม อื่น ๆ และภาคเอกชน ภายใต้แนวทางประชารัฐ เดินหน้าได้เลย
กลุ่มปฏิรูปที่ ๒ คือกลุ่มที่เกี่ยวข้องกับหลายกระทรวง จำเป็นต้องใช้ การบูรณาการ ก็เข้าสู่ กขป. ๖ คณะ แต่ถ้าหากว่าเป็นเรื่องที่ยาก ติดขัด ก็เข้าไปที่ คณะกรรมการ ป.ย.ป. ที่ท่านนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ยกตัวอย่างในรายงานวาระปฏิรูป ๓ เรื่องนี้ ทุกเรื่องมีร่างกฎหมายแล้ว ๒ ร่างนั้น กขป. ซึ่งผ่านวิป (Whip) ๓ ฝ่ายไป ก็เข้าไปที่กระทรวงการคลัง เพื่อให้กระทรวงการคลังได้พิจารณา เพราะว่าเป็นเรื่องเกี่ยวข้อง กับการจัดตั้งสถาบันการเงินชุมชน และการจัดตั้งธนาคารที่ดิน ขณะเดียวกันในส่วนของ ตัวร่าง พ.ร.บ. วิสาหกิจเพื่อสังคม ซึ่งเดิมอยู่ในชั้นระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ในส่วนของ สปท. เรา โดยคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจเสนอว่า ควรจะต้องมีพระราชบัญญัติ แต่ว่าในส่วนของกระทรวงการคลัง แล้วก็ส่วนของสภาพัฒน์ ก็มีความเห็นว่าอาจจะยังไม่ต้องเป็นพระราชบัญญัติ เพราะอาจจะเป็นภาระในเรื่องของ งบประมาณและอื่น ๆ ดังนั้นก็มีความเห็นที่ต่างไป ประเด็นเช่นนี้ที่จะส่งเข้า ผ่านคณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศ ถ้าฟันธงได้ชี้ชัดไปเลยก็ดำเนินการได้ แต่ถ้าเห็นว่าจะต้องไปถึงคณะกรรมการชุดใหญ่คือ ป.ย.ป. ก็ส่ง ป.ย.ป. เพราะฉะนั้น ขั้นตอนเหล่านี้ได้กำหนดชัดเจนในการขับเคลื่อน ผมแยกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน
หลังจากที่เราเวิร์กชอป (Workshop) ป.ย.ป. เมื่อวันที่ ๑ กุมภาพันธ์แล้ว มันก็เกิดความชัดเจนทั้งในทิศทาง เป้าหมาย และอื่น ๆ ประการแรก คือกลไกโครงสร้าง กระบวนการการขับเคลื่อนชัดเจนมากแล้ว รวมไปถึงการแบ่งกลุ่มวาระปฏิรูปตามความยาก ง่าย และการตัดสินใจของการที่จะต้องขับเคลื่อนก็ชัดเจนแล้ว ประการที่ ๒ คือกรอบเวลา กรอบเวลาการปฏิรูประยะแรกคือ ๕ ปี ปี ๒๕๖๐-๒๕๖๔ ในส่วนนี้ก็แบ่งออกเป็น ๒ ส่วน ส่วนที่ ๑ คือปี ๒๕๖๐ ที่ผมได้เคยชี้แจงเมื่อตอนเริ่มต้นการพิจารณาวาระปฏิรูปวันนี้ ว่าปี ๒๕๖๐ เป็นปีพิเศษ เพราะว่าเป็นปีของจุดเปลี่ยนประเทศไทย เป็นปีที่เราจะต้อง เทกออฟ (Take off) นำประเทศเดินหน้าไปตามยุทธศาสตร์ชาติและเจตนารมณ์ ตามรัฐธรรมนูญ และเป้าหมายของการปฏิรูปประเทศสู่ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) และบนฐานของความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน จึงให้เป็นปีของการวางรากฐานประเทศ และปฏิรูปประเทศให้สำเร็จ ๒๗ วาระ ๔๒ เรื่อง ซึ่งจะมีชั้นกฎหมาย ชั้นพระราชบัญญัติ กว่า ๒๗ ฉบับ วันนี้ ๓ รายงานก็ ๓ ฉบับแล้วครับ นอกจากนั้นเมื่อมีขั้นตอนกรอบเวลา แน่นอนแล้ว ประการที่ ๓ คือเชื่อมโยงยุทธศาสตร์ชาติและรัฐธรรมนูญ การประชุม คณะกรรมการเตรียมการปฏิรูปประเทศครั้งแรกนั้น การนำเสนอที่สำคัญมาก โดยท่านกอบศักดิ์ แล้วก็ดอกเตอร์บัณฑูร ก็นำเสนอในนาม ป.ย.ป. คือการเชื่อมโยง การปฏิรูปกับยุทธศาสตร์ชาติ เพราะยุทธศาสตร์ชาติคือเป้าหมายของการพัฒนาประเทศ และเป็นการปฏิรูปในระยะยาว แบ่งออกเป็น ๕ ปีแรก ๕ ปีที่ ๒ ๕ ปีที่ ๓ และ ๕ ปีที่ ๔ รวม ๒๐ ปี แต่ไฮไลต์ (Highlight) ของเรื่องทั้งหมดจะอยู่ที่ปี ๒๕๖๐ ซึ่งวาระปฏิรูป วาระการทำงานของ สปท. ของเรา ก็จะมีวาระไม่เกิน ๑๒๐ วันหลังจากรัฐธรรมนูญ ประกาศใช้ จากนั้นจะต้องมีการตรากฎหมาย ๒ ฉบับ คือ พ.ร.บ. ว่าด้วยยุทธศาสตร์ชาติ และ พ.ร.บ. ว่าด้วยแผนและขั้นตอนในการดำเนินการปฏิรูปประเทศ ซึ่งจะมีกลไกใหม่ เกิดขึ้นใน ๒ ส่วน และ ๒ ส่วนนั้นก็ต้องเชื่อมโยงกัน ดังนั้นเมื่อ สปช. ทำงาน จากไม้ที่ ๑ มาเป็นไม้ที่ ๒ เราก็จะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อส่งมอบต่อจุดเชื่อมต่อตรงนี้ละครับ ก่อนที่จะมี คณะกรรมการยุทธศาสตร์ชาติ หรือคณะกรรมการปฏิรูปประเทศ ตามกฎหมายใหม่ และรัฐธรรมนูญใหม่ก็ตาม ก็เป็นหน้าที่เราต้องทำให้ดีที่สุดที่จะช่วยในการขับเคลื่อนผลักดัน ดังนั้นจึงปรากฏว่าทั้งสมาชิกของเรา ท่านประธาน รองประธาน ท่านประธานกรรมาธิการ หลายคณะก็เข้าไปอยู่ในคณะกรรมการ ป.ย.ป. ใน ๔ คณะที่เป็นกลไกสำคัญ
ในส่วนรัฐบาลเองนั้น ก็พยายามแยกออกมาให้เห็นว่า ๑. การบริหาร ราชการแผ่นดินปกติ กับ ๒. การบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ การบริหาร ราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์คือการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครั้งใหญ่ ตัวอย่างเช่น การลงทุนยกระดับอัปเกรด (Upgrade) โครงสร้างพื้นฐานของประเทศ ซึ่งท่านจะเห็นว่า ในวาระปฏิรูป ปี ๒๕๖๐ ใน ๕ กลุ่มนั้น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐานเป็น ๑ ใน ๕ กลุ่มที่จะต้องทำ ให้เสร็จ เห็นเป็นรูปธรรม ดังนั้นในโครงสร้างพื้นฐานไม่ใช่มีเฉพาะเรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) เรื่องคมนาคมขนส่งเท่านั้น ยังมีเรื่องของไซเบอร์ (Cyber) ยังมีเรื่องของทรัพยากรธรรมชาติ เรื่องของผังเมือง เรื่องของพลังงาน เรื่องของไคลเมตเชนจ์ (Climate Change) และ เรื่องของพื้นที่ทางวัฒนธรรม ผมยกตัวอย่างเฉพาะว่าปีนี้หลังจากทำงานกันมา ๒ ปี จนกระทั่งออกแบบคอนเซปชวลดีไซน์ (Conceptual Design) ความคิดรวบยอดว่าจะต้อง อัปเกรด (Upgrade) ประเทศ โครงสร้างพื้นฐานอะไร มาสู่การกำหนดโครงการ แผนงาน ถึงขั้นลงทุนแล้วครับ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ๓๐ เมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ครับ หนึ่งในนั้นก็คือระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก ที่เรียกว่าอีอีซี (EEC) ใน ๕ เรื่องด้วยกัน เรากำลังจะตั้งซิลิคอนวัลเลย์ (Silicon Valley) ประเทศไทย เรากำลังยกระดับอู่ตะเภา ให้เป็นสนามบินนานาชาติ ให้เป็นศูนย์ซ่อมเครื่องบิน เป็นโลจิสติกส์ฮับ (Logistics Hub) ของภูมิภาคนี้ และของโลก เรามีโครงการรถไฟความเร็วสูง มีเรื่องของสมาร์ตซิตี (Smart City) แล้วก็มีการอัปเกรด (Upgrade) ในเรื่องของท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบัง เป็นต้น รวมทั้ง การเชื่อมโยงระหว่างไอซีดี (ICD) ลาดกระบังไปยังท่าเรือ ซึ่งเหมือนเกตเวย์ (Gateway) ไม่ใช่ของประเทศไทยนะครับ เราโพซิชันนิง (Positioning) ประเทศใหม่ภายใต้ ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) และยุคปฏิรูป โดยการให้เป็นเกตเวย์ (Gateway) ของ ซีแอลเอ็มวี (CLMV) ด้วยครับ นี่คือตัวอย่างหนึ่ง ให้เห็นว่าเราไม่ได้เพิ่งมาเริ่มต้น หรือมาทวงการปฏิรูป ณ วันนี้ เราต้องตามสิ่งเหล่านี้ให้ทันต่อความคืบหน้าในเรื่อง การบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ มินิคาบิเนต (Mini Cabinet) เขาจะตัดสินใจ เฉพาะโครงการใหญ่ ๆ โดยคณะกรรมการบริหารราชการแผ่นดินเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งเป็น ๑ ใน ๔ คณะของ ป.ย.ป. เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนแบบสอดประสานกันของ ๔ คณะ แล้วก็มี กขป. ๖ คณะ ที่รองนายกรัฐมนตรีแต่ละกลุ่มงานเป็นผู้ขับเคลื่อน แล้วก็มี กขร. ซึ่งวันศุกร์นี้จะประชุมแล้วครับ ก็คือการเร่งรัด ติดตาม ทั้งในเชิงยุทธศาสตร์ แล้วก็ในเชิง การปฏิรูป ผมและท่านรองวลัยรัตน์ก็ได้รับเชิญเข้าไปในการประชุมดังกล่าวด้วย เพื่อที่จะ อะไรล่ะ เพื่อเป็นตัวแทนในส่วนของแท่งปฏิรูป ไปช่วยติดตามกันถึงระดับหน่วยปฏิบัติครับ แต่แน่นอนมันไม่ใช่หมายความว่าประเทศมันจะพลิกฟื้นทันทีทันใดในทุกเรื่อง ความยาก ง่าย ทุกท่านทราบนะครับ อย่างการศึกษา ปฏิรูปมาใช้ถึงมาตรา ๑๔ มาหลายครั้ง ตั้งแต่ การประถมศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐาน มาถึงการอาชีวศึกษา มาถึงการบริหารงานบุคคล มาถึงการประเมินการศึกษา ใช้ไปหลายฉบับแล้ว แล้วมันเริ่มเห็นการเปลี่ยนแปลง ตัวอย่าง ที่ผมยกมาเหล่านี้เพื่อให้ท่านได้เกิดความเข้าใจว่านี่เป็นการปฏิรูประยะที่ ๒ เราปฏิรูปมามาก พอสมควร และใช้ความพยายามในการที่จะซ่อมแซมประเทศจากก้นเหวแห่งความขัดแย้ง และวิกฤตจนตั้งหลัก ตั้งลำประเทศได้ วันนี้กำลังก้าวข้าม ที่สมาชิกหลายท่านได้พูดถึง การก้าวข้ามเรื่องปัญหาความเหลื่อมล้ำ ถูกต้องที่ท่านวันชัย ขอโทษที่เอ่ยนามนะครับ ท่านสุรินทร์ และหลายท่านพูดถึง หัวใจของปัญหาส่วนใหญ่ของประเทศอยู่ที่ความเหลื่อมล้ำ และนั่นคือเหตุผลว่าทำไมท่านประธานทินพันธุ์จึงได้กำหนดให้เอาเรื่องของการโจมตี หัวใจของปัญหาก็คือในเรื่องฐานรากของประเทศ เราโจมตี ๓ จุดสำคัญ ก็คือเรื่องของโอกาส ทางการเงินของคนยากคนจน ชุมชนยากจนทั้งหลายที่จะเข้าสู่แหล่งทุน เรามีแหล่งทุน ที่ไม่ใช่ในส่วนระบบธนาคารพาณิชย์อยู่ ๑๑๕,๐๐๐ องค์กรด้วยกัน ตั้งแต่กองทุนหมู่บ้าน ๘๐,๐๐๐ กองทุน สหกรณ์ออมทรัพย์ เครดิตยูเนียน เหล่านี้เป็นตัวอย่าง แล้วก็ ระบบธนาคาร ซึ่งท่านมีชัยก็วิจัยออกมา บอกว่าเข้าถึงแค่ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ อีก ๒๕ เปอร์เซ็นต์เข้าไม่ถึง เราก็ต้องทำการปฏิรูป และในที่สุดก็ตกผลึกออกมาเป็นโซลูชัน (Solution) ว่าต้องใช้ สถาบันการเงินชุมชน ยกร่างกฎหมายเสร็จ ทำกันมาตั้งแต่ยุค สปช. แล้วก็ไปไกลถึงขั้นที่เป็น ร่างกฎหมายกระทรวงการคลังพิจารณา วันนี้ติดขัดอะไร เดี๋ยวเข้าคณะกรรมการเตรียมการ ปฏิรูปประเทศ และเข้า ป.ย.ป. เลย
๒. ก็คือส่วนที่เป็นการแก้ปัญหาเรื่องของที่ดิน ที่ดินทำกิน ที่ดินที่อยู่อาศัย อันนี้คือพื้นฐานชีวิตเลย มันเป็นรากฐานชีวิตของคนไทย ๖๕ ล้านคน แต่ว่าที่ดินนั้น ผมบวก ตัวเลขไปอีกนิดหน่อย ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของประชากรไทยครองที่ดินกว่า ๙๐ เปอร์เซ็นต์ อีก ๗๐ เปอร์เซ็นต์ของคนไทยมีที่ดิน ๙ เปอร์เซ็นต์กว่าครับ เราปล่อยให้ประเทศ เกิดความเหลื่อมล้ำอย่างนี้ต่อไปไม่ได้ แล้วมันเป็นปัจจัยชนวนของการเมือง ความแตกแยก สารพัดอย่าง เราแก้ที่ต้นเหตุมา ๒ ปีกว่าแล้วครับ วันนี้จะต่อยอดไปด้วยเครื่องมือใหม่ นี่ละครับ เราถึงต้องออกแบบเครื่องมือใหม่ ในการเข้าโจมตีฐานสำคัญที่เป็นปัญหา ของคนจน คนด้อยโอกาส เขาไม่ใช่ด้อยโอกาส แต่ไม่มีเงิน ไม่ใช่จนเงินอย่างเดียว จนโอกาส จนความรู้ จนทุกอย่าง ยุคปฏิรูปก็โจมตีเข้าต้นเหตุด้วยที่รากฐาน จึงต้องเรียกว่าการปฏิรูป เครื่องมือพัฒนาฐานราก
สุดท้ายคือการเปลี่ยนวิถีของเศรษฐกิจ ไม่ใช่ของประเทศไทย แต่เป็นตัวอย่าง ทั่วโลก คือโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) สปท. เราเสนอเศรษฐกิจกระแสใหม่ ที่ท่านปีติพงศ์เป็นประธานอนุกรรมาธิการชุดนี้ ๔ โมเดล (Model) เศรษฐกิจใหม่อันนี้ จะเชนจ์ (Change) ประเทศครั้งใหญ่ แล้วจะเป็นโมเดล (Model) ของประเทศกำลังพัฒนา ทั่วโลก เพราะที่ผ่านมาเรายืนบนเศรษฐกิจเสรีแบบตัวใครตัวมัน ไม่ใช่เศรษฐกิจเสรี แบบเป็นธรรม มันจึงเกิดช่องว่างอย่างมากมาย ๓๐ ปีหลังแก้ไม่ได้เลย ช่องว่างที่เราเรียกว่า ดัชนีชี้วัดจีนีโคเอฟฟิเชียนซี (Gini coefficiency) ช่องว่างส่วนต่าง รวย จน แทบจะไม่มี การเปลี่ยนแปลงโดยนัยสำคัญเลย ครั้งนี้เราจะต้องโจมตีเข้าไป แต่ขณะเดียวกัน จะใช้เครื่องมือเก่า ๆ ไม่ได้ และใช้โมเดล (Model) เศรษฐกิจเดิม ๆ ไม่ได้ ใช้ไมนด์เซต (Mindset) หรือปรัชญาเศรษฐกิจเดิม ๆ ไม่ได้ อดัม สมิท คิดเรื่องของแคพิทัลลิซึม (Capitalism) ใช้กันมา ๒๐๐ ปี วันนี้มันก่อให้เกิดความแตกแยก ขัดแย้ง คนรวย คนจน ทั่วโลก สงครามเกิดขึ้น วันนี้เรามาจับจุดได้ว่าโดยแท้ที่จริงในหลวงรัชกาลที่ ๙ ท่านสอนสั่งมา ๗๐ ปีแล้วครับ เศรษฐกิจพอเพียง จนสหประชาชาติยกย่องให้เป็นแนวทาง ของการพัฒนาประเทศพัฒนาแล้ว เราก็นำตรงนั้นมาออกแบบ นอกจากดิจิทัลอีโคโนมี (Digital Economy) แล้ว นอกจากไบโออีโคโนมี (Bio Economy) นอกจากครีเอทิฟ อีโคโนมี (Creative Economy) ก็คือโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) ก็คือเศรษฐกิจ แบบแบ่งปัน จะเรียกว่าแชริง แอนด์ แคริง อีโคโนมี (Sharing and Caring Economy) แต่ว่าเรียกง่าย ๆ คือโซเชียลอีโคโนมี (Social Economy) เศรษฐกิจเพื่อสังคม จะทำให้โลก ในวันข้างหน้าไม่ใช่ปลาใหญ่กินปลาเล็กอย่างเดียว ไม่ใช่ใครมีมาก ใครมีน้อย คนรวย ไม่ใส่ใจคนจน แนวทางประชารัฐจึงออกมา เราตั้งบริษัทโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) ไปแล้ว ๗๖ จังหวัด รวมกรุงเทพมหานครก็ ๗๗ จังหวัด ที่ส่วนกลาง แนวทางประชารัฐตั้งโดยจดทะเบียน จัดตั้งถูกต้องตามแนวปฏิรูปของ สปท. เดินหน้า ไปไกลแล้ว วันนี้มีครบทุกจังหวัด และมีไลน์อัป (Line up) มาอีกเป็นร้อย แม้แต่ผม ก็ตั้งโซเชียลเอนเตอร์ไพรส์ (Social Enterprise) คือรี้ด ฟอร์ เชนจ์ (Read for Change) อ่านเพื่อเปลี่ยน ไปเรียบร้อยแล้วครับ แต่เราเห็นว่าเครื่องมือดังกล่าวมันยังไม่ครอบคลุม เฉพาะการลดหย่อนภาษีไม่พอ เราคิดว่ามันน่าจะมีเรื่องมาตรการส่งเสริมการลงทุน เพราะนี่คือการลงทุนทางเศรษฐกิจเพื่อสังคม มันเป็นโมเดล (Model) ใหม่ และปรัชญาใหม่ ที่จะแปลงจากปรัชญาเศรษฐกิจของในหลวงรัชกาลที่ ๙ มาสู่โมเดล (Model) การพัฒนาประเทศ ท่านเห็นบริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ไหมครับ เอาบริษัทยักษ์ใหญ่มาช่วยบริษัทเล็ก ๆ มาช่วยเอสเอ็มอี (SMEs) แล้วอะไรเกิดขึ้นรู้ไหมครับ วันนี้ประเทศแข็งแรงขึ้น เอสเอ็มอี (SMEs) ซึ่งมีอยู่ ๒,๐๐๐,๐๐๐ กว่าวิสาหกิจ คิดเป็น ๙๖ เปอร์เซ็นต์ของกิจการทั้งประเทศ มีการเติบโต ๔.๘ เปอร์เซ็นต์ในปีที่ผ่านมา สูงกว่าจีดีพี (GDP) ของเราโดยเฉลี่ยทั้งประเทศ ก็แสดงว่าเรากำลังทำให้ฐานรากแข็งแรงขึ้น และในมุมเศรษฐกิจที่ต้องพูด เพราะเห็น ตัวเลขง่าย เป็นตัวอย่าง ปี ๒๕๕๗ จีดีพี (GDP) เรา ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ เราเจอวิกฤต มากเหลือเกิน แต่ปี ๒๕๕๘ จีดีพี (GDP) เราขึ้นมาเป็น ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ จาก ๐.๘ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๒.๘ เปอร์เซ็นต์ ปี ๒๕๕๙ ๓.๒ เปอร์เซ็นต์ ปีนี้คาดว่าน่าจะอยู่ที่ ๓.๕-๔.๐ เปอร์เซ็นต์ และนี่คือรากฐานสำคัญของการที่จะเดินหน้า เรือออกจากท่ามันต้องมีอัตราเร่ง อัตราเคลื่อนตัว สุดท้ายอยากจะให้พวกเราได้เห็นว่า ๒ ปีที่ผ่านมาประเทศดีขึ้นอย่างไร
ประการแรก ขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยการจัดลำดับ ของไอเอ็มดี (IMD) ซึ่งเป็นสถาบันจัดอันดับคอมเพทิทิฟเนส (Competitiveness) ทั่วโลก ให้อันดับเราขยับจากอันดับที่ ๓๐ เป็นอันดับที่ ๒๘ เป็นปีแรกที่แซงประเทศเกาหลีใต้ ประเทศเกาหลีใต้ไปอยู่อันดับที่ ๒๙ ด้วยดัชนีชี้วัด ๒๐๐ กว่าตัว บน ๔ ฐานสำคัญ นี่สถาบันระหว่างประเทศเขาจัดอันดับประเมินเรา ไม่ใช่เราพูดเราเอง ไม่ใช่สภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศเรามาพูดกันเอง แต่นี่สถาบันระหว่างประเทศไอเอ็มดี (IMD) จัดให้ แล้วท่านไม่แปลกใจหรือว่าทำไมเราแซงประเทศเกาหลีใต้ได้ ในขณะที่อาเซียนอื่น ๆ ทุกประเทศที่ถูกจัดอันดับอันดับลดลงหมด มีประเทศไทยเป็นหนึ่งเดียวเท่านั้น เพราะอะไร เพราะเราเกิดวิกฤต แล้วเราปฏิรูป เรายกเครื่องตัวเอง เรารู้ว่าเรามีปัญหา เราก็ทำเต็มที่ และมีทิศทาง ในขณะที่คนอื่นเขาไม่ได้มีปัญหาเขาก็ไปเรื่อย ๆ เป็นปีที่ธนาคารโลก ประเมินว่าประเทศไทยเป็นประเทศเดียวในภูมิภาคเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ที่สมรรถนะทางเศรษฐกิจ และการเติบโตทางเศรษฐกิจหลังจากที่ผ่านไป ๖ เดือนแรก ของปี ๒๕๕๙ เราจะมีการเติบโตขยายตัวขึ้น นอกนั้นในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิก ถูกธนาคารโลกปรับลดหมด เราแข็งแรงขึ้นใช่ไหมครับ เราอาจจะยังไม่ใช่ดีที่สุด แต่เราดีขึ้น และแข็งแรงขึ้น ตัวเลขนี้อัตราการเติบโตเราก็สูงกว่าที่ธนาคารโลกประเมิน และสูงกว่า อัตราเติบโตเศรษฐกิจของโลกด้วยครับ เขาประเมินเรา ๒.๐ เปอร์เซ็นต์ ผ่านมาครึ่งปี เขาประเมินใหม่ให้เราเป็น ๒.๕ เปอร์เซ็นต์ นอกนั้นไม่ว่าประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศเกาหลี ประเทศไต้หวัน ประเทศแคนาดา ประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศเม็กซิโก ประเทศชิลี ที่อยู่ในแปซิฟิกโดนปรับลดหมดครับ ภูมิใจไหมครับว่าเราทำงานกันมาขนาดนี้ แต่ไม่ใช่กลายเป็นมองประเทศอย่างดูแคลน ที่หลายคนมักจะพูดว่าปฏิรูปไม่ถึงไหน ประเทศของเราแย่อย่างโน้น แย่อย่างนี้ ประเทศเวียดนามจะแซง พูดไปได้อย่างไร
ประการที่ ๒ กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่คนมาเที่ยวมากที่สุดในโลก แซงมหานครลอนดอน เป็นเบอร์ ๑ ของโลกแล้ว ขณะที่เราบ่นกรุงเทพมหานคร แล้วสมาชิก เราไปเป็นผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นรองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ไปเป็นที่ปรึกษา ไปช่วยกันหลายฝ่าย เมืองทั่วโลกมีเป็นหมื่นเมือง นี่เราแซงไม่ใช่เหนือมหานครลอนดอน ขึ้นสู่เบอร์ ๑ ของโลกเท่านั้น เรายังแซงนิวยอร์ก เซี่ยงไฮ้ โตเกียว โรม มิลาน ปารีส มันก็ต้องเกิดความภูมิใจกันบ้าง แล้วก็เห็นว่าปฏิรูปแล้วนี่เราก้าวมาได้ขนาดนี้ จากก้นเหว ไม่ใช่อยู่บนพื้นธรรมดา และ ๑๐ ปีก่อนหน้านั้นความเชื่อมั่นประเทศหายไปทางไหนหมด เลือกตั้งกันมา ทะเลาะ แบ่งประชาชนเป็นฝักฝ่าย มีคอร์รัปชัน มีอะไรมากมาย จนกระทั่ง ประเทศถึงวิกฤตทางตัน ประชาชนรบราฆ่าฟัน ประหัตประหารกัน เรามาจากจุดที่มันติดลบ มาถึงได้ขนาดนี้ แล้วขึ้นมาเป็นเบอร์ ๑ ของโลกได้อย่างนี้ มันก็ต้องภูมิใจในประเทศของเรา แล้วให้เกียรติ ให้เครดิตกับแม่น้ำ ๕ สาย เราได้รับการจัดอันดับจากในที่ประชุม แถลงประกาศ ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ในการประชุมเศรษฐกิจโลก ดับบลิวอีเอฟ (WEF) เวิลด์ อีโคโนมิก ฟอรัม (World Economic Forum) โดยยูเอสนิวส์ แอนด์ เวิลด์ รีพอร์ต (U.S. News & World Report) ร่วมกับวอร์ตัน สคูล ออฟ เดอะ ยูนิเวอร์ซิตี ออฟ เพนซิลเวเนีย (Wharton School of the University of Pennsylvania) ที่โด่งดังไปทั่วโลก ให้เป็นประเทศที่ดีที่สุด อันดับ ๒๑ ของโลก จาก ๒๐๐ กว่าประเทศ และเป็นประเทศดีที่สุด อันดับ ๕ ในเอเชีย มันมาตรงจุดนี้ไม่ได้หรอก ถ้าหากว่าเรา เป็นรองแค่ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสิงคโปร์ ประเทศเกาหลี ในมุมของการวัดเป็น เดอะ เบสต์ ออฟ เดอะ เนชัน (The Best of The Nation) ระบบสาธารณสุขที่เราปฏิรูปกันมา ๒ ปีกว่า เราได้รับการเรตติง (Rating) จากดับบลิวเอชโอ (WHO) เวิลด์ เฮลท์ ออแกไนเซชัน (World Health Organization) ให้เป็นประเทศ ที่มีระบบสาธารณสุขดีที่สุด อันดับ ๔ ของโลก นี่เพราะฝีมือของคุณหมอพรพันธุ์ คุณหมออำพล คุณหมอชูชัย สารพัดหมอ แล้วก็หลายฝ่าย ที่ช่วยกันขับเคลื่อนผลักดัน ในสิ่งเหล่านี้ รวมทั้งทางรัฐบาลด้วย เราได้รับการจัดอันดับให้เป็นประเทศดีที่สุด อันดับ ๒ ของโลก ในความสามารถทางการแพทย์และเวชภัณฑ์ ที่สามารถสกัดกั้นไม่ให้มีการติดต่อ โรคเอดส์และโรคซิฟิลิสจากแม่ไปสู่ลูก อันดับ ๒ ของโลกครับ ผมยกตัวอย่างเหล่านี้ เพื่อให้พวกเราได้เห็น
แล้วสิ่งที่พวกเราพูดกันในมุมลึกมาก ๆ เลย ในเรื่องโครงสร้างพื้นฐาน ของประเทศที่จะสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาวได้ คือเรื่องอาร์แอนด์ดี (R&D) การวิจัยและพัฒนาสู่นวัตกรรม ซึ่งก็คือโมเดล (Model) ไทยแลนด์ ๔.๐ (Thailand 4.0) ปี ๒๕๕๐ งบในการลงทุนพัฒนาอาร์แอนด์ดี (R&D) ของประเทศนี้อยู่ที่ ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ ของจีดีพี (GDP) เลขาธิการ สวทน. ซึ่งก็ปฏิรูปแล้ว ควบองค์กรด้านวิจัยทั้งหมดจาก ๓ มาเหลือเป็น ๑ ให้เกิดความชัดเจน ทั้งเชิงโครงสร้าง ระบบการขับเคลื่อน การวิจัย และพัฒนานโยบาย ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี และนวัตกรรม วันนี้ตัวเลขล่าสุด ที่ผมทราบมาจากท่านเลขาธิการ สวทน. คือ ๐.๗๗ เปอร์เซ็นต์ จาก ๐.๒ เปอร์เซ็นต์ เป็น ๐.๗๗ เปอร์เซ็นต์ของจีดีพี (GDP) แล้วมีกองทุน ๒ ปีนี้ ๓๐,๐๐๐ ล้านบาท สนับสนุน การวิจัยและพัฒนา ยังไม่รวมพวกแมตชิงฟันด์ (Matching Fund) อะไรต่าง ๆ สิ่งเหล่านี้ พวกเราจะต้องนำไปเผยแพร่ให้กับทุกภาคส่วนเขาได้รู้ ไม่ใช่พูดรวม ๆ บอกไม่เห็นปฏิรูป ไปถึงไหน แล้วก็บอกประเทศของเราอย่างโน้น อย่างนี้ ประเทศไทยยิ่งใหญ่กว่าที่ใครคิดครับ ล่าสุดแม้แต่นักมวย เราเห็นไหมครับ ยอดนักมวยของโลกอย่างโรมัน กอนซาเลซ ยังแพ้เรา เลยครับ แพ้ให้แหลม ศรีสะเกษ นครหลวงโปรโมชั่น ความจริงวันนี้ก็อยากจะไปต้อนรับ กลับเมืองไทย มันภูมิใจ แชมป์ (Champ) กอล์ฟวันนี้จะขึ้นเบอร์ ๑ ของโลกแล้วครับ กอล์ฟสตรี แบดมินตันของเราเห็นไหมครับ รัชนก ยังมีอีกหลายสาขามาก มันจะต้องสร้าง ไมนด์เซต (Mindset) ใหม่ คือความภูมิใจในชาติ และความรู้สึกว่าเราสามารถจะเป็น ประเทศที่เป็นชั้นนำของโลกได้ เขาบอกว่าการปฏิรูปประเทศ และการพัฒนาประเทศ ที่ดีที่สุดคืออะไร พัฒนาจากส่วนที่เป็นสภาพแข็งที่สุด อย่าไปปฏิรูปหรือพัฒนาในจุดที่อ่อน ที่สุด มันเป็นหลักง่าย ๆ คือเวลาท่านจะสร้างบ้าน ท่านมีที่อยู่ ๑ ไร่ แล้วท่านจะสร้างบ้าน ครึ่งหนึ่งของที่เป็นที่เลน กับอีกที่หนึ่งเป็นที่แข็ง ท่านจะสร้างบ้านบนที่เลนหรือที่แข็ง เพราะฉะนั้น ป.ย.ป. จึงได้วางจุดใหม่ในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเฟส (Phase) ที่ ๒ ด้วยการประมวลว่าแม้ความก้าวหน้าของการปฏิรูปประเทศภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ จะเดินหน้าไปได้มากพอสมควร จนประเทศของเราเข้มแข็งขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่ว่ามันก็มี ปัญหาและอุปสรรค ความยาก ง่ายของปัญหาอยู่ การตัดสินใจที่จะใช้มาตรการทางบริหาร หรือกฎหมาย หรือแม้แต่เรื่องการใช้มาตรา ๔๔ จึงใช้ออกมาเท่าที่จำเป็นตามความเหมาะ ความควร แล้ววันนี้สิ่งที่สะท้อนเป็นรายสาขาให้ท่านเห็น เชื่อไหมครับว่าประเทศไทย ครองแชมป์ (Champ) โลก ติดทอปเทน (Top Ten) ของโลก อาจจะกล่าวได้ว่ามากที่สุด กว่าทุกประเทศในโลกนี้ ทั้งในภาคเกษตรอาหาร ทั้งในภาคอุตสาหกรรม ภาคไอที (IT) ภาคบริการ เราเป็นแชมป์ (Champ) โลกมากมายหลายชนิด ซึ่งมันเกิดจากอะไร มันก็เกิด จากการที่เราช่วยกันปฏิรูปพัฒนาประเทศ เราเป็นประเทศที่ส่งออกปลาทูน่ากระป๋อง อันดับ ๑ ของโลก ทั้งที่ไม่มีปลาทูน่าแม้แต่ตัวเดียว ท่านเคยคิดย้อนไหมว่ามันทำได้อย่างไร ประเทศที่มีวัตถุดิบ แล้วสามารถเป็นแชมป์ (Champ) โลกในการผลิตส่งออกปลาทูน่า กระป๋องก็ไม่น่าแปลกใจ นี่วัตถุดิบไม่มี มีแต่ปลาทูอยู่ที่แม่กลองกับอ่าวไทย แต่เรากลับเป็น แชมป์ (Champ) โลก บริษัทอเมริกันดัง ๆ เราเทกโอเวอร์ (Take over) หมดจนเป็นเบอร์ ๑ ของโลก ชนะประเทศแคนาดา ประเทศฟิลิปปินส์ ประเทศไต้หวัน ประเทศรัสเซีย ประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศชิลี ประเทศนอร์เวย์ ประเทศสวีเดน เราเป็นแชมป์โลกส่งออกข้าว มาต่อเนื่อง ๓๐ ปี หย่อนบ้าง ๒-๓ ปี เพราะความผิดพลาดเชิงนโยบายของบางรัฐบาล และปีนี้เราทวงแชมป์ (Champ) ข้าวดีที่สุดในโลกกลับมาได้ หลังจากเสียแชมป์ (Champ) ไป ๓ ปี จากประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา ประเทศสหรัฐอเมริกา เราได้ทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพกลับคืนมา ด้วยทิศทางนโยบายที่อยู่บนความมั่นคง มั่งคั่งอย่างยั่งยืน เราส่งออก ยางพารา อันดับ ๑ ของโลก เราส่งออกเครื่องประดับเงิน อันดับ ๑ ของโลก นี่คือผลพวง ของการปฏิรูปในโรดแมป (Roadmap) ระยะที่ ๑ เราส่งออกน้ำตาล อันดับ ๒ ของโลก จากที่ไม่เคยติดอันดับเลย แสดงว่าระบบอ้อยและน้ำตาลของเราที่ดีไซน์ (Design) มา แล้วปรับปรุงพัฒนาขณะนี้ โดยเฉพาะ ๒ ปีหลังเราปรับโครงสร้างตรงนี้ ก็เพียงแต่ยกตัวอย่าง ให้พวกเราได้เห็นว่าผลพวงของการทำงานหนัก
(นายวันชัย สอนศิริ ได้ยืนและยกมือขึ้น)
ท่านวันชัยขอนิดเดียวครับ เพราะข้อมูลเหล่านี้ เดี๋ยวผมจะสำเนาให้ทุกท่าน