สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ซึ่งผมได้ให้เจ้าหน้าที่จัดวางเอกสารไว้ประจําที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้ว จึงขอแจ้งที่ประชุมทราบ อันนี้ก็เพิ่มเติมจากเอกสาร ๕ เล่มหนา ๆ ที่สํานักการประชุม ได้แจกท่านสมาชิกแล้วนะครับ ก็เป็นวาระที่มาประจําเรื่อย ๆ ก็เรียนเพื่อทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ก่อนการพิจารณาระเบียบวาระต่อไป ผมขอเรียนปรึกษาที่ประชุมเพื่อนําระเบียบวาระที่ ๖ คือเรื่องอื่น ๆ ขึ้นมาพิจารณาก่อน จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่ ขอเรียนเชิญครับ ท่านนิกร จํานง

นายนิกร จํานง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ เกี่ยวกับประเด็นวาระก่อนหน้านี้เป็นวาระแจ้งเพื่อทราบนะครับ เกี่ยวกับเรื่องผลการดําเนินงานตามมาตรา ๓๑ เดิมที่ได้นําเสนอ ทีนี้มีประเด็นอยู่นิดหนึ่ง ที่ผมอยากจะขอเรียนท่านประธานและขอประทานอนุญาตด้วย คือว่าผมได้เคยอภิปราย เรื่องสําคัญกรณีเกี่ยวกับภัยพิบัติที่ได้ส่งไปที่คณะรัฐมนตรี แล้วก็ได้เสนอต่อคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสังคม คือเดิมเรื่องนี้จะอยู่ที่คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อมของเราเองนะครับ ผมก็เสนอว่าเรื่องนี้ มีความสําคัญเกี่ยวกับเรื่องภัยพิบัติก็อยากจะให้มีการพิจารณาเป็นวาระปฏิรูปด้วยนะครับ แล้วปรากฏว่าเป็นตามคาดก็คือว่าเรื่องที่ส่งไปจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนี้ ทางรัฐบาลก็ตอบมา และไม่เกินความคาดหมายก็คือที่เสนอไปว่าให้มีการปรับปรุงยุทธศาสตร์ เรื่องภัยพิบัติ รัฐบาลก็เห็นว่าเรื่องนี้ดําเนินการอยู่แล้วก็เลยไม่มีความจําเป็น เรื่องต่อมา ก็คือเสนอว่าให้มีการพัฒนาเรื่องการแจ้งภัยพิบัติเกี่ยวกับศูนย์เตือนภัยพิบัติแห่งชาติ ผลการพิจารณาของกระทรวงมหาดไทยไม่เห็นด้วยกับข้อเสนอก็คือว่าไม่จําเป็นต้องมี เพราะมีอยู่แล้ว และเรื่องอื่น ๆ ไม่ได้รับการต่อก็คงจะจบเพราะในการนําเสนอของเรา ก็ไม่ได้ซ้ํา เนื่องจากว่าเราไม่มีคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่ดูแลเรื่องนี้ โดยตรง ผมเสนอเป็นจดหมายไปทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านสังคม ก็นําเรียนท่านคงจะยุติแค่นี้ แต่ผมขออนุญาตท่านประธาน ผมเตรียมหนังสือไว้แล้ว หลังจากทราบเรื่องนี้ก็คือว่า ท่านประธานคงจําเหตุไฟไหม้ที่ว่าภรรยาของอดีตสมาชิกของเรา เสียชีวิตอยู่บนชั้น ๑๐ ชั้น ๑๑ ซึ่งตรงกับที่ผมเคยอภิปรายไว้ ก็คือว่าระบบการป้องกันภัยตึกสูง เรามีปัญหามากนะครับ แล้วผมเองใช้แผนที่ดูแลอาคารอยู่เมื่อปี ๒๕๓๕ ซึ่งจริง ๆ ผมเป็นคนเสนอเองตอนนั้น แล้วก็ ให้มีแผนว่าตึกที่สูงจําเป็นจะต้องมีแผนป้องกันไฟ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ ปรากฏว่าจนถึงบัดนี้ ยังใช้ฉบับนั้นอยู่เลย คือไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลง ดังนั้นเหตุมันใกล้เราเข้ามาเรื่อย ๆ แล้วตึกสูงอะไรต่าง ๆ เหล่านี้จะเป็นปัญหามากและจะเป็นอันตรายมาก ผมก็เลยขออนุญาต ท่านประธานว่าขอทําหนังสือในนาม สปท. เสนอถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โดยตรงต่อประเด็นนี้เพราะผมทําเรื่องนี้อยู่เดิมครับ ก็จะอธิบายรายละเอียดว่าให้ท่าน ไปปรับปรุงเรื่องอาคารสูง เรื่องจะต้องมีที่รถดับเพลิงเข้าได้ ตึกสูงจะต้องมีน้ําอยู่บนดาดฟ้า ไม่อย่างนั้นสปริงเกลอร์ (Sprinkler) จะไม่ทํางาน เป็นปัญหาน่าเป็นห่วงมากสําหรับเมือง อย่าง กทม. อย่างคอนโดมิเนียม ผมก็ขออนุญาตว่าจะขอใช้เกี่ยวเนื่องที่ผมได้อภิปรายไว้แล้ว ทําหนังสือไปถึงท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพราะท่านดูแลเรื่องนี้โดยตรง ขอนําเรียนท่านประธานเพื่อทราบด้วยครับ กราบขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

ขอบพระคุณครับ สมมุติว่าท่านนิกรจะกรุณามีหนังสือขึ้นมาเราก็จะนําเข้าใน คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศพิจารณานะครับ ขอบคุณครับ ผมเรียนหารือเมื่อสักครู่นี้ว่าจะขอปรึกษาที่ประชุมเพื่อนําระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ ขึ้นมาพิจารณาก่อน จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ผมขอนําระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ มาพิจารณานะครับ คือเรื่อง ตั้งกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปราม การทุจริตและประพฤติมิชอบแทนตําแหน่งที่ว่างลง ๑ ตําแหน่งเพราะลาออก คือท่านไวกูณฑ์ ทองอร่าม ผู้แทนจากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลาออกนะครับ ซึ่งประธานกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบได้มีหนังสือถึงประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ แจ้งว่าท่านไวกูณฑ์ ทองอร่าม ซึ่งเป็นผู้แทน จากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้ลาออกจากการเป็นกรรมาธิการวิสามัญขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกัน และปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ ดังนั้นท่านไวกูณฑ์ ทองอร่าม จึงเป็นอันพ้นจาก ตําแหน่งกรรมาธิการตามข้อบังคับ ข้อ ๙๑ (๓) ในการนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม ได้มีมติเสนอแต่งตั้งคุณหญิงพรทิพย์ โรจนสุนันท์ ดํารงตําแหน่งกรรมาธิการ จะมีสมาชิกท่านใดเห็นเป็นอย่างอื่นหรือไม่

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบตามนี้นะครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม รับรองรายงานการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ครั้งที่ ๑/๒๕๕๘ วันอังคารที่ ๑๓ ตุลาคม ๒๕๕๘ ครั้งที่ ๒/๒๕๕๘ วันจันทร์ที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๘ ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๘ มกราคม ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรอง

ตามข้อบังคับสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ พ.ศ. ๒๕๕๘ ข้อ ๓๓ กําหนดว่ารายงานการประชุมครั้งใดเมื่อได้วางสําเนาไว้เพื่อให้สมาชิกตรวจดูแล้ว ถ้ามีการแก้ไขเพิ่มเติมในภายหลังโดยคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศแก้ไขเพิ่มเติมเอง หรือโดยสมาชิกขอแก้ไขเพิ่มเติมก็ตาม ในคราวที่ สภาพิจารณารับรองรายงานการประชุมนั้นคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศจะต้องแถลงต่อที่ประชุมถึงการแก้ไขเพิ่มเติมดังกล่าวนะครับ จะมีท่านสมาชิกผู้ใดมีความเห็นเป็นอย่างอื่นไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

- ๓/๑        

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุม ๒ ครั้งดังกล่าวนะครับ

เรื่องด่วน พิจารณาให้ความเห็นชอบเรื่องปฏิรูปที่ควรบรรจุไว้ในมาตรา ๒๖๙ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น)

ตามที่ประธานกรรมการร่างรัฐธรรมนูญ ท่านมีชัย ฤชุพันธุ์ ได้มีหนังสือ แจ้งมายังประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อขอรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะเกี่ยวกับร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้อภิปรายแสดงความคิดเห็น และข้อเสนอแนะในการประชุมวันจันทร์ที่ ๘ และวันอังคารที่ ๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ ที่ผ่านมา โดยที่ประชุมได้เห็นชอบให้คณะกรรมาธิการแต่ละคณะเสนอความเห็นและเสนอ ข้อแนะนําเกี่ยวกับเรื่องการปฏิรูปที่ควรบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๙ ต่อประธานสภานั้น ประธานกรรมาธิการทุกคณะได้เสนอเรื่องดังกล่าวต่อประธาน และประธานสภาได้นําเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ วันพฤหัสบดีที่ ๑๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ และที่ประชุมคณะกรรมาธิการดังกล่าว ได้พิจารณาเห็นชอบเรื่องปฏิรูปที่ควรบรรจุไว้ในร่างมาตรา ๒๖๙ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ แต่ละคณะแล้ว ผมจึงได้บรรจุระเบียบวาระการประชุมเพื่อให้ที่ประชุมพิจารณาในวันนี้ ซึ่งรายละเอียดปรากฏตามเอกสารที่ผมได้ให้เจ้าหน้าที่จัดวางไว้ประจําที่นั่งของท่านสมาชิกแล้ว จะมีสมาชิกท่านใดอภิปรายแสดงความคิดเห็นเพิ่มเติมหรือไม่ครับ ท่านแรก คือ พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ปี ๒๕๕๐ อดีตที่ปรึกษาวิทยาลัยแพทยศาสตร์พระมงกุฎเกล้า เรียนเชิญครับ

พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศที่เคารพครับ กระผม พลเอก ชูศิลป์ คุณาไทย สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศ หมายเลข ๐๔๕ ครับ ผมมีความประสงค์จะอภิปรายในเรื่องที่บรรจุไว้ใน มาตรา ๒๖๙ โดยผมขอเสนอให้บรรจุเรื่องการปฏิรูปการแพทย์ฉุกเฉินในด้านสาธารณสุข และสิ่งแวดล้อม เพราะว่าเป็นเรื่องเฉพาะที่สําคัญเป็นเรื่องที่จะต้องคุ้มครองชีวิต ของประชาชน แล้วก็เป็นเรื่องที่จะต้องแยกออกจากการบริการสุขภาพทั่วไปเพราะว่าระบบ การแพทย์ฉุกเฉินนี้มีเรื่องการแจ้งเหตุฉุกเฉิน การปฏิบัติการช่วยเหลือฉุกเฉินในที่เกิดเหตุ และนําส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมอย่างทันต่อเวลา รวมทั้งการช่วยเหลือฉุกเฉินในห้องฉุกเฉิน ของโรงพยาบาล ทุกขั้นตอนของการช่วยเหลือจะต้องทันต่อเวลาแล้วก็มีประสิทธิภาพ การล่าช้าเพียงไม่กี่นาทีมีผลเสียต่อชีวิตและความพิการของประชาชนที่ประสบภาวะฉุกเฉิน ท่านประธานครับ ข้อมูลในปัจจุบันเรามีผู้ป่วยฉุกเฉินที่เสียชีวิตอยู่นอกโรงพยาบาลหรือตาย ก่อนจะถึงโรงพยาบาลประมาณปีละ ๖๐,๐๐๐ คนนะครับ ถ้าระบบการแพทย์ฉุกเฉินทําได้ อย่างดีตั้งแต่ระบบการรับแจ้งเหตุ การออกไปช่วยเหลือฉุกเฉินในที่เกิดเหตุทําได้อย่างดี

- ๔/๑                               การช่วยฉุกเฉินในโรงพยาบาลทําได้อย่างดีแล้ว เราสามารถจะช่วยประชาชนให้รอดชีวิตได้ ประมาณ ๑๕-๒๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านประธานครับ ประชาชนที่จะมีโอกาสรอดชีวิตประมาณ ปีละ ๙,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ คน ผมคิดว่าเป็นมูลค่ามหาศาลทีเดียวครับ ปัจจุบันการแพทย์ฉุกเฉิน ของเราก็ถือว่ายังอยู่ในชั้นอนุบาลเท่านั้นเองยังไปไม่ถึงไหน เรายังทําระบบขั้นตอน การช่วยเหลือนี้ไม่ถึง ๕๐ เปอร์เซ็นต์ของประเทศเลยนะครับ จึงเป็นเรื่องสําคัญทีเดียว ที่ควรจะต้องบรรจุเรื่องนี้ไว้ในเรื่องของการปฏิรูป แล้วก็ควรที่จะให้มีการปฏิรูปโดยทันที หรือควิกวิน (Quick win) ผมดูในมาตรา ๒๖๙ ข้อ ๘ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม (๓) ปฏิรูประบบบริการสุขภาพ การสื่อสารสุขภาพ การอภิบาลระบบทั้งในระดับประเทศ และระดับพื้นที่ รวมถึงการเงินการคลังในระบบประกันสุขภาพเพื่อให้เกิดผลสัมฤทธิ์ ในเรื่องระบบบริการสุขภาพที่มีประชาชนเป็นศูนย์กลางและเชื่อมโยงสู่ระบบบริการระดับสูง การบริหารจัดการสุขภาพที่เป็นเอกภาพ มีประสิทธิภาพสูง และเกิดความมั่นคง ยั่งยืน ของระบบประกันสุขภาพของประเทศ เราขาดเรื่องที่สําคัญโดยเฉพาะนะครับ ผมขอเพิ่มเติม ข้อความปฏิรูประบบบริการสุขภาพ การสื่อสารสุขภาพ การแพทย์ฉุกเฉิน เพียง ๔ คําเท่านั้น แต่เป็น ๔ คําที่มีค่าเพื่อเป็นความสําคัญที่เราจะต้องปฏิรูปนะครับ ท่านประธานครับ ภาวะฉุกเฉินก็เกิดขึ้นได้ไม่ว่าจะเป็นคนรวย คนจน แม้กระทั่งพวกเราที่นั่งกันอยู่ในสภานี้ก็ตาม คงมีโอกาสที่จะประสบภาวะฉุกเฉิน ถ้าเราไม่ทําให้ระบบเรื่องนี้ดีเพื่อเป็นการช่วยประชาชนแล้ว ผมก็ว่ารวมทั้งตัวของเราด้วยให้มีโอกาสที่จะรอดชีวิตหรือพิการจากภาวะฉุกเฉิน ผมขอความกรุณาบรรจุข้อความ การแพทย์ฉุกเฉิน ลงไปด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เป็นไปได้ไหมครับ ผมขอความกรุณาอย่างนี้ว่าขอให้ท่านเพิ่มเติมมาดังกล่าวโดยมีประธาน คณะกรรมาธิการของท่านเซ็นรับรองมาผมจะแก้ไขให้ ทํางานง่าย ๆ อย่างนั้นได้ไหม เพราะขณะนี้ผ่านคณะกรรมาธิการมาแล้ว เพราะว่าผมจะต้องส่งความเห็นของเราไปให้ ประธานคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญภายในวันนี้ เพราะฉะนั้นขอให้ท่านทําเรื่องมาถึงผม โดยมีประธานคณะกรรมาธิการของท่านเซ็นรับรองมา ขอบคุณครับ

ต่อไปขอเรียนเชิญท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตสมาชิก วุฒิสภา อดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอพูดในฐานะกรรมาธิการวิสามัญ กิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนะครับ จากเอกสารซึ่งกําลังพิจารณาร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๙ ที่ให้สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพิ่มเติมข้อความนั้น ขออนุญาต (๘) พอดีเป็นวงเล็บที่ได้อภิปรายกันไปเมื่อสักครู่ ด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม มี (๑) (๒) (๓) จริง ๆ แล้วแก้เป็น (ก) (ข) (ค) เพื่อให้สอดคล้องกับมาตราอื่น ตอนแรกก็เข้าใจว่าแก้ไปแล้ว แต่ไม่ทราบหลุดมาตรงนี้อย่างไร ก็ขอแก้ (๘) ใน (๑) (๒) (๓) เป็น (ก) (ข) (ค) ก็จะสอดคล้อง กับอนุมาตราอื่น ๆ นี่ข้อที่ ๑

ข้อที่ ๒ เมื่อสักครู่ในประเด็นเรื่องที่คุณหมอชูศิลป์ขอเพิ่มข้อความ การช่วยฉุกเฉิน จริง ๆ อยู่ใน (๘) ในนี้ข้อ ๓ แก้เป็น (ค) จริง ๆ ในกรรมาธิการแต่ละคณะก็เสนอมาแล้ว ทางท่านคุณหมอพรพันธุ์จะชี้แจงกับที่ประชุมไหมครับ เพราะว่าเข้ามาในห้องประชุมนี้แล้ว หรือว่าจะเติมไปเลย เพราะว่าจะสะดวกแล้วก็ผ่านไปเลยนะครับ ไม่ทราบว่าท่านประธาน คุณหมอในคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ข้อความตรงนี้เข้าใจว่าน่าจะผ่านกรรมาธิการมาแล้วนะครับ ทีนี้ถ้ามาแก้ก็ต้องผ่านสภาแห่งนี้ เพราะสภาแห่งนี้จะต้องเห็นชอบ ถ้ากลับไปแล้วไปแก้กลับมาก็ไม่ทราบว่าสภาจะเห็นชอบ อย่างไร ก็จะเสียเวลานะครับ ไม่ทราบคุณหมอพรพันธุ์ทันหรือเปล่าครับ คือคุณหมอชูศิลป์ บอกว่าระบบประกันสุขภาพ การสื่อสารสุขภาพ และขอเติมว่า การแพทย์ฉุกเฉิน เข้าไปใน (๘) ที่เขียนว่า (๓) ที่จริง (ค) ผมขออนุญาตถามท่านประธานเลย ก็จะได้พิจารณาผ่านสภานี้ไปครับ ขอบพระคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

เชิญท่านพรพันธุ์ครับ

นางพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์

กราบเรียนท่านประธานนะคะ ตามที่คุณหมอ ชูศิลป์ได้เสนอเรื่องให้มีการเติมเรื่องของระบบสุขภาพฉุกเฉินเข้าไปใน (๓) ของการปฏิรูป ทางด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ตอนนั้นเราก็ได้พูดกันว่าในเรื่องของระบบการแพทย์ ฉุกเฉินนั้นรวมอยู่ในระบบบริการสุขภาพอยู่แล้ว ทั้งการแพทย์ฉุกเฉินแล้วก็การแพทย์ แผนไทยต่าง ๆ แต่ถ้าหากว่าได้เห็นความสําคัญอย่างที่ท่าน พลเอก ชูศิลป์ได้พูดขึ้นแล้ว เพื่อความชัดเจนเช่นเดียวกับเรื่องการแพทย์แผนไทยซึ่งได้มีการให้ความสําคัญแยกออกมาอีก ดิฉันก็คิดว่าทางกรรมาธิการด้านสาธารณสุขก็คงไม่ขัดข้อง เช่นเดียวกับตัวดิฉันเอง ซึ่งคิดว่าถ้าเผื่อเขียนเติมขึ้นไปอีกก็จะมีความชัดเจน แล้วก็มีความสําคัญมากยิ่งขึ้น อาจจะ ยึดโยงไปสู่การปฏิบัติเพื่อให้เกิดประโยชน์กับคนอีกเป็นจํานวนนับหมื่นที่จะได้รับผลกระทบ จากการแพทย์ฉุกเฉิน อันนี้ก็แล้วแต่ที่ประชุมจะเห็นเป็นประการใด ส่วนในตัวดิฉันแล้ว ดิฉันคิดว่าทางคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านสาธารณสุขและสิ่งแวดล้อม ก็คงจะไม่ขัดข้องค่ะ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ก็อย่างที่ผมกราบเรียนเมื่อสักครู่ คือว่ามิฉะนั้นแต่ละกรรมาธิการก็จะมีประเด็นอภิปราย ในที่ประชุมสภาใหญ่ของเรา ปกติแล้วควรจะผ่านมติที่ประชุมของกรรมาธิการแต่ละด้าน มาก่อนแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านต้องการให้แก้ไขก็ขอให้ท่านประธานเซ็นรับรองมา ผมจะแก้ไขให้ก่อนส่ง ขอบคุณ เอาแค่นี้ก็แล้วกัน เพราะว่าจะได้ถือปฏิบัติด้านอื่น ๆ อีกด้วย นอกนั้นมีท่านผู้ใดจะอภิปรายเพิ่มเติมไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

- ๖/๑                  

เป็นอันว่าที่ประชุมได้พิจารณาเรื่องปฏิรูปที่ควรบรรจุไว้ในมาตรา ๒๖๙ ของร่างรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการ แต่ละคณะแล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติจากที่ประชุม ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ

(ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

กราบเรียนท่านสมาชิกระหว่างรอนะครับ เพราะขณะนี้ตัวเลขยังขึ้น ๑๐๖ ท่านอยู่ ระหว่างรอผมขออนุญาต เพื่อไม่ให้เสียเวลาก็อยากจะมีเรื่องแจ้งเพื่อทราบอีก ๑ เรื่อง ขอเชิญท่านอลงกรณ์ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

กราบเรียนท่านประธานสภา ท่านสมาชิก กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ขอรายงานต่อที่ประชุมตามบัญชา ท่านประธานนะครับ

สืบเนื่องจากมติของที่ประชุมคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่าย ประกอบไปด้วยคณะรัฐมนตรี สภานิติบัญญัติแห่งชาติ และสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้มีมติให้สภานิติบัญญัติแห่งชาติและสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศจัดให้มีการทํางาน ร่วมกันบนความร่วมมืออย่างใกล้ชิด เพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศนั้นเป็นไปตาม โรดแมป (Road map) ระยะที่ ๒ และระยะต่อไป ดังนั้นจึงให้คณะกรรมการประสานงาน ในส่วนของทั้ง ๒ สภา รวมทั้งเลขานุการวิป (Whip) ของ ๒ สภา ได้จัดให้มีการประชุม เป็นประจําอย่างต่อเนื่องระหว่างประธานคณะกรรมาธิการของ สนช. และ สปท. ในการนี้ ได้มอบหมายให้ผมในฐานะรองประธาน คนที่หนึ่ง ของ สปท. และท่านสุรชัย รองประธาน คนที่หนึ่ง ของ สนช. ทําหน้าที่เป็นประธานร่วมแล้วก็เชิญประชุม ซึ่งได้มีการประชุมครั้งแรก เมื่อวันที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมา โดยที่ประธานกรรมาธิการ หรือผู้แทนทั้ง ๑๖ คณะ ของ สนช. และประธานหรือผู้แทนของ สปท. ทั้งวิสามัญและสามัญ จํานวน ๑๒ คณะ ได้เข้าร่วมประชุมหารือได้ข้อสรุป ดังนี้

ประการที่ ๑ ก็คือเพื่อให้การขับเคลื่อนภายใต้โครงสร้างของแม่น้ํา ๕ สาย ตามแนวทางของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งได้กําหนดให้มีโครงการการบริหารจัดการใหม่ในส่วน ของฝ่ายบริหารเอง ซึ่งได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนและปฏิรูปการบริหารราชการ แผ่นดิน ๖ คณะ เพื่อให้สอดคล้องกับโครงสร้างการบริหารจัดการดังกล่าวนั้น ที่ประชุมของ สนช. สปท. จึงได้มีการกําหนดให้คณะกรรมาธิการที่เกี่ยวข้องเข้าไปอยู่ในกรอบการประสานงาน และทํางานร่วมกันกับ ๖ คณะดังกล่าว ซึ่งจะได้จัดส่งรายงานให้ท่านประธานคณะกรรมาธิการ ทั้งของ สนช. และ สปท. รวมทั้งท่านประธาน สปท. และ สนช. ได้ทราบถึงการวางโครงสร้าง การทํางานร่วมกันดังกล่าวนะครับ

ประการที่ ๒ ก็คือในการประสานงานและวางแผนงาน จากนี้เป็นต้นไป จนกระทั่งถึงการเลือกตั้งครั้งหน้านั้น ซึ่งเป็นโรดแมป (Road map) ระยะที่ ๒ จะมีอยู่ ๒ เรื่องที่มีการทํางาน บางครั้งอาจจะซ้ําซ้อนกันบ้าง หรือบางครั้งอาจจะทําในเรื่องเดียวกัน แต่ว่าจะมีความเห็นที่แตกต่างกันระหว่างกรรมาธิการ ๒ สภา จึงให้กรรมาธิการในชุดที่ ทําภารกิจตรงกันได้มีการประชุมหารือกันอย่างใกล้ชิด หรือจัดระบบการทํางานร่วมกัน เช่นร่างกฎหมายการปฏิรูปที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับกรรมาธิการชุดนั้น ๆ ของ ๒ สภา ก็ให้หารูปแบบการทํางานร่วมกันเพื่อให้การทํางานเป็นเอกภาพและประหยัดทั้งกําลังคน เวลา แล้วก็การมาชี้แจงของทางเจ้าหน้าที่ หรือว่าภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง

ประการที่ ๓ คือให้จัดระบบสารสนเทศคณะกรรมาธิการโครงสร้างของ ๒ สภา เพื่อให้กรรมาธิการแต่ละคนแต่ละท่านของ ๒ สภา โดยเฉพาะประธานกรรมาธิการนั้น ได้ทราบถึงโครงสร้างทั้งในชั้นของกรรมาธิการก็ดี อนุกรรมาธิการ คณะทํางานชุดต่าง ๆ ตลอดจนวาระการพิจารณานะครับ

สุดท้ายก็คือ จะมีการประชุมในระยะแรกค่อนข้างถี่ อาจจะเป็น ๒ สัปดาห์ครั้ง หรือมากกว่านั้นในระยะเริ่มต้น เพราะจําเป็นที่จะต้องมีการทํางานแบบกระชับในระยะ เริ่มต้น ทั้งหมดก็นํากราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านสมาชิกเพื่อทราบถึงการทํางาน ร่วมกันตามมติของคณะกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายครับ ขอบพระคุณครับ

(ที่ประชุมรับทราบ)
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ก็ถือว่าที่ประชุมรับทราบนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตร และกดปุ่มแสดงตนนะครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ๑๙๗ ครับ เครื่องไม่เอื้ออํานวยครับ

ข้างหลังอีกท่านหนึ่ง ช่วยขานชื่อขึ้นด้วยครับ

นายสมชาย พฤฒิกัลป์

ผม สปท. ๑๕๘ สมชาย พฤฒิกัลป์ ครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

มีผู้ร่วมประชุม ๑๓๗ ท่านนะครับ เป็นอันว่ามีผู้เข้าร่วมประชุมครบองค์ประชุม

- ๘/๑            

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับเรื่องปฏิรูปที่ควรบรรจุไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๙ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะหรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบจะได้ส่ง เรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาปรับแก้ไขตามที่เห็นสมควร ต่อไป

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่านเสรีครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี กรรมาธิการ เมื่อสักครู่เรื่องประเด็นที่ท่านประธานได้ถามนั้นหมายความรวมถึงได้ปรับ ถ้อยคําจากเลข ๑ เป็น (ก) (ข) (ค) แล้วรวมด้วยนะครับ มติจะได้ไปตามนั้นครับ ขอบคุณครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอบคุณครับ

(ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ท่านคุรุจิต

นายคุรุจิต นาครทรรพ

ท่านประธานให้ลงมติหรือยังครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนบ้างครับ ท่านกิตติ

นายกิตติ กิตติโชควัฒนา

ท่านประธานครับ ผม กิตติ กิตติโชควัฒนา ของผมกดไปแล้วมันไม่ไปครับท่าน

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ถ้าไม่มีสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงเพิ่ม ผมขอปิดการลงคะแนนนะครับ ผลของการลงคะแนน เป็นดังนี้ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๔๔ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ไม่มีนะครับ

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับเรื่องปฏิรูปที่ควรบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๙ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) ตามข้อเสนอของคณะกรรมาธิการแต่ละคณะแล้ว ซึ่งจะได้ส่งเรื่องดังกล่าวไปยังคณะกรรมการ ร่างรัฐธรรมนูญเพื่อพิจารณาปรับแก้ไขตามที่เห็นสมควรต่อไป จบการพิจารณาเรื่องปฏิรูป ที่ควรบรรจุไว้ในร่างรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๙ ของร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช .... (ร่างเบื้องต้น) แล้ว

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จ

๓.๑ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่อง บทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง และร่างพระราชบัญญัติ กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. ....

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

ด้วยประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้มีหนังสือขออนุญาตให้คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารและการกํากับ กิจการพลังงาน และทรัพยากรปิโตรเลียมเข้าร่วมประชุมและตอบประเด็นข้อซักถาม ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ซึ่งประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้พิจารณาแล้วเสร็จจึงได้อนุญาตตามข้อบังคับ ข้อ ๕๘ ประกอบด้วย ท่านมนูญ ศิริวรรณ ที่ปรึกษาประจําคณะกรรมาธิการ ท่านศิริ จิระพงษ์พันธ์ ที่ปรึกษาประจําคณะกรรมาธิการ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมประชุมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เมื่อท่านประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานพร้อม ก็ขอเชิญแถลงต่อที่ประชุมครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ กระผม นายคุรุจิต นาครทรรพ สปท. ๐๒๓ ในฐานะ ประธานคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ขอกราบเรียนนําเสนอ รายงานตามระเบียบวาระดังต่อไปนี้

ตามที่ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศได้พิจารณาและเห็นชอบ แผนการปฏิรูปของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เมื่อวันอังคาร ที่ ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ซึ่งประกอบไปด้วยประเด็นสําคัญเร่งด่วนจํานวน ๔ เรื่อง ได้แก่

๑. บทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง

๒. การพัฒนาศูนย์ข้อมูลกลางด้านพลังงาน หรือเอ็นอีไอเอ (NEIA)

๓. การส่งเสริมการผลิตพลังงานทดแทนของชุมชน โดยชุมชน และเพื่อชุมชน

๔. การส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงานโดยใช้มาตรการบริษัทจัดการพลังงาน เอสโก (ESCO) และข้อบัญญัติพลังงานสําหรับอาคาร หรือบิวดิ้ง เอเนอร์จี โค้ด (Building Energy Code) นั้น

บัดนี้คณะกรรมาธิการได้จัดทํารายงานเรื่องที่ ๑ คือเรื่อง บทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง และร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... เสร็จแล้ว จึงขอเสนอรายงานและร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวตามสําเนาเอกสาร ที่ได้เรียนแจ้งต่อท่านสมาชิกแล้ว เพื่อขอให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้กรุณาพิจารณาให้ความเห็นชอบเพื่อส่งให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาดําเนินการต่อไป

ในการนี้ลําดับต่อไปกระผมขอเรียนเชิญให้ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปการบริหารและการกํากับกิจการ พลังงาน และทรัพยากรปิโตรเลียม กับนายประภาศ คงเอียด ในฐานะประธานคณะทํางาน จัดทําร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... รวมทั้งกรรมาธิการและที่ปรึกษา ประจําคณะกรรมาธิการได้ร่วมชี้แจง และเราพร้อมจะรับฟังข้อคิดเห็น ข้อเสนอแนะของท่าน เพื่อไปประกอบการปรับปรุงให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ และในฐานะที่เป็นประธานอนุกรรมาธิการที่พิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ใคร่ขออนุญาต กราบเรียนผ่านท่านประธานไปยังสมาชิกเพื่อที่จะเสนอร่าง พ.ร.บ. กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... หากได้รับความเห็นชอบจาก สปท. ก็จะได้นําเสนอต่อรัฐบาลต่อไป ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้เป็นแนวคิดของสภาปฏิรูปแห่งชาติ คือ สปช. ที่ได้มีแนวคิดว่าน่าจะได้มีร่างพระราชบัญญัติ กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... และได้เสนอต่อรัฐบาล ซึ่งรัฐบาลได้ส่งให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้ร่วมพิจารณา ผลการพิจารณาของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กระทรวงพลังงานให้ความเห็นชอบกับแนวคิดในการจัดให้มีร่างพระราชบัญญัติกองทุน น้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... เพื่อที่จะได้สามารถดําเนินการได้อย่างถูกต้องและเป็นไปตาม หลักธรรมาภิบาลในการบริหารราชการแผ่นดินด้านพลังงานสืบต่อไป เนื่องจากว่าเจ้าหน้าที่ ไม่แจกเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ให้กับท่านนะครับ ก็จะต้องอาศัยดูจากบนจอ และผมจะขออนุญาตใช้เวลาในการชี้แจงเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) เพื่อที่ท่านจะได้ มีความเข้าใจถึงที่ไปที่มาของร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ หลังจากนั้นก็คงจะได้ให้โอกาสท่าน ให้ข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะต่อไป ก็ขอไปที่เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ประกอบนะครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ปัญหาของการที่เราต้องให้มี การปฏิรูปในเรื่องนี้ก็มาจากหลาย ๆ สาเหตุ ปัญหาของความไม่เชื่อมั่นในการบริหารกองทุน ในวัตถุประสงค์ต่าง ๆ จากภาคประชาชนต่อกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงก็ปรากฏอยู่เป็นเนือง ๆ

ประเด็นที่ ๒ คือกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงได้จัดตั้งมานานแล้ว แต่ไม่มี พระราชบัญญัติรองรับอย่างชัดเจน โดยใช้พระราชกําหนดแก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลน น้ํามันเชื้อเพลิง พุทธศักราช ๒๕๑๖ คือเมื่อ ๔๐ กว่าปีที่แล้ว และคําสั่งนายกรัฐมนตรี ในลําดับถัดมา ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของท่านประธานผู้ตรวจการแผ่นดินที่ได้ส่งมา ยังรัฐบาลเมื่อปีที่แล้วนี้เองว่าเห็นควรพิจารณาความชอบด้วยกฎหมายของกองทุนน้ํามัน เชื้อเพลิงตามกฎหมายที่มีอยู่เดิม โดยควรพิจารณาให้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย

ประการที่ ๓ คือวัตถุประสงค์ในการใช้กองทุนค่อนข้างจะกว้างแล้วก็ขาด ความชัดเจน

ประการที่ ๔ การบริหารกองทุนในบางครั้งอาจจะถูกมองว่าเพื่อเป็นประโยชน์ ทางการเมือง แล้วก็เปิดช่องให้นําเงินในกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงไปใช้โดยผิดวัตถุประสงค์ได้ เพราะฉะนั้นเราจึงได้กําหนดวิธีการปฏิรูปตามแนวทางที่ได้นําเรียนเสนอไว้ในเอกสารที่แจก ให้กับท่านนะครับ

ประการแรก คือกําหนดบทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ํามัน เชื้อเพลิงให้ชัดเจน โดยใช้ในการเสริมสร้างความมั่นคงและประสิทธิภาพของระบบพลังงาน อย่างโปร่งใส เหมาะสม และเป็นธรรมต่อผู้บริโภค

ประการที่ ๒ คือมีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงไว้ในการรักษาเสถียรภาพ ราคาน้ํามันเชื้อเพลิงในราคาขายปลีกอย่างมีประสิทธิภาพในสถานการณ์ที่มีวิกฤตการณ์ ผันผวนอย่างรุนแรง โดยไม่ถูกใช้เป็นเครื่องทางการเมืองหรือไปบิดเบือนราคาน้ํามันเชื้อเพลิง ด้วยการเรียกเก็บหรืออุดหนุนราคาน้ํามันเชื้อเพลิงบางประเภท

และประการที่ ๓ คือให้มีการตรากฎหมายใหม่ในการจัดตั้งกองทุนน้ํามัน เชื้อเพลิง ซึ่งแนวทางแก้ไขก็มีหลักการ ดังนี้

ประการแรก คือกําหนดมาตรการต่าง ๆ เกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินจากราคา น้ํามันเชื้อเพลิงเข้ากองทุนอย่างเป็นธรรมและไม่เป็นภาระต่อผู้ประกอบการและผู้บริโภค และใช้เงินจากกองทุนเฉพาะเพื่อการชดเชยราคาน้ํามันเชื้อเพลิงในกรณีที่เกิดวิกฤติผันผวน อย่างรุนแรง กําหนดวงเงินสูงสุดที่กองทุนจะพึงมีได้ แล้วก็วงเงินต่ําสุดที่ติดลบที่เราจะ อนุญาตให้กองทุนติดลบได้ไว้ในร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ แล้วก็มีข้อห้ามในการไม่ให้ใช้เงินกองทุน ในกิจกรรมที่ไม่เกี่ยวข้อง ยกเว้นการชดเชยราคาน้ํามันเชื้อเพลิง

ประการที่ ๒ ความมุ่งหมายก็คือการกําหนดมาตรการต่าง ๆ เกี่ยวกับ การอุดหนุนราคาน้ํามันเชื้อเพลิงชีวภาพ โดยมีระยะเวลาและวงเงินที่ใช้ในการอุดหนุนราคา เชื้อเพลิงชีวภาพอย่างชัดเจนแน่นอน

ประการที่ ๓ ได้กําหนดเจตนารมณ์ของการมีกองทุนเพื่อการเปลี่ยนผ่าน หรือทรานซิชัน (Transition) ไปสู่ระบบที่มีการอ้างอิงในตลาดสากลที่มีการแข่งขันอย่างมี ประสิทธิภาพได้ ซึ่งอันนั้นก็เป็นวัตถุประสงค์หนึ่งของกองทุนที่จะดําเนินการต่อราคาน้ํามัน เชื้อเพลิง ซึ่งในบางส่วนยังไม่เป็นไปตามกลไกตลาดอย่างแท้จริง

และประการที่ ๔ คณะกรรมการกองทุนที่จะจัดตั้งขึ้นตามร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ จะประกอบด้วยหลายภาคส่วน ก็จะเป็นครั้งแรกที่จะให้ภาคประชาสังคมหรือนักวิชาการที่มี ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ ที่จะสามารถสนับสนุนการบริหารกองทุนให้เกิดประสิทธิภาพ ได้เข้ามาซึ่งจะมี ๕ คน จากทั้งหมด ๑๕ คน จากเดิมที่ไม่มีเลย เรากําหนดระยะเวลา การปฏิรูปไว้เป็น ๓ ขั้นตอน

ขั้นตอนแรก ก็คือการเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ให้ผ่านที่ประชุมแห่งนี้ในเดือนนี้ จากนั้นก็จะเสนอไปสู่สภานิติบัญญัติแห่งชาติและคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาในเดือนมีนาคม แล้วก็หวังว่าภายในกลางปีนี้ถ้าไม่มีอะไรขัดข้อง สนช. ก็จะสามารถพิจารณาร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ให้มีผลบังคับใช้ได้

ในส่วนที่เป็นแหล่งที่มาของงบประมาณ ซึ่งเป็นข้อกําหนดในการเสนอวาระ การปฏิรูปนั้นก็ไม่จําเป็นต้องใช้งบประมาณของรัฐบาลเพิ่มเติมจากที่มีอยู่ในระบบอยู่แล้ว เช่นงบประมาณที่ใช้ในการจัดตั้งกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงและสํานักงานกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ตามแผนปฏิรูปนี้ก็ได้มาจากการโอนเงินกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงที่มีอยู่ และรวมถึงทรัพย์สิน ต่าง ๆ ที่จะโอนมาเป็นของสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน จากสถาบันบริหารกองทุน พลังงานซึ่งมาจัดตั้งขึ้นแต่เดิมเข้ามาสู่สํานักงานใหม่

ประเด็นถัดไป คือวัตถุประสงค์ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงตามมาตรา ๕ ถ้าท่านจะดูเอกสารที่แจกไปในส่วนท้ายจะเป็นร่าง พ.ร.บ. ซึ่งมีอยู่ ๔๕ มาตรา ผมก็จะ หยิบยกประเด็นหรือมาตราที่สําคัญ ๆ กราบเรียนให้ท่านสมาชิกผ่านท่านประธาน ได้รับทราบเพื่อประกอบการอภิปรายของท่านต่อไป ในมาตรา ๕ ได้กําหนดวัตถุประสงค์ของ กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงขึ้นไว้ ๔ ประการเท่านั้น

ประการแรก เพื่อรักษาเสถียรภาพระดับราคาน้ํามันเชื้อเพลิงในประเทศ ในกรณีที่เกิดวิกฤติการณ์ผันผวน

ประการที่ ๒ เพื่อส่งเสริม สนับสนุนการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิงจาก พลังงานทดแทนที่ผลิตในประเทศ อันนี้ก็มีการเน้นว่าเฉพาะที่ผลิตในประเทศ โดยใช้กลไก ของกองทุนให้เกิดส่วนต่างราคาที่เหมาะสม

ประการที่ ๓ เพื่อบรรเทาผลกระทบจากการปรับราคาน้ํามันเชื้อเพลิง หรือการปรับอัตราเงินกองทุน

ประการสุดท้าย เพื่อดําเนินการอื่นใดตามวัตถุประสงค์ของกองทุน ตามพระราชบัญญัตินี้

ในส่วนของคณะกรรมการกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงตามมาตรา ๘ ก็จะมีอยู่ ทั้งหมด ๑๕ คน เป็นภาครัฐที่มาโดยตําแหน่ง ๙ คน ซึ่งมีท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน เป็นผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่ข้าราชการ ๕ คน แต่งตั้งโดยรัฐมนตรี ซึ่งท่านอาจจะ ตั้งกรรมการขึ้นมาพิจารณาโดยสรรหา หรือให้หน่วยงานภาคเอกชนที่เกี่ยวข้องส่งมา แต่ ๕ ด้านที่มาจากผู้ทรงคุณวุฒิก็จะประกอบด้วย ด้านการเก็บรักษา ขนส่ง หรือขาย และจําหน่ายน้ํามันดิบหรือน้ํามันเชื้อเพลิง ด้านการส่งเสริมพลังงานทดแทนจากเชื้อเพลิงชีวภาพ ซึ่ง ๒ ด้านนี้ก็จะมีกลุ่มอยู่ในสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ด้านที่ ๓ คือด้านกฎหมาย หรือการบัญชีและการเงิน ด้านที่ ๔ คือด้านสังคมและการคุ้มครองผู้บริโภค และด้านเศรษฐศาสตร์พลังงาน คนที่ ๑๕ ก็จะเป็นผู้อํานวยการ ซึ่งจะมีการสรรหาเข้ามาทําหน้าที่เป็นกรรมการด้วย และเป็นเลขานุการของคณะกรรมการ อํานาจหน้าที่กรรมการตามมาตรา ๑๒ ก็คงจะเป็น อํานาจหน้าที่ที่อยู่ในร่าง พ.ร.บ. ที่ท่านถืออยู่ ผมก็คงจะไม่ไปลงรายละเอียดมากนะครับ ก็มีทั้งอํานาจในการบริหาร กํากับดูแลกองทุนและสํานักงาน การกําหนดชนิดของน้ํามันเชื้อเพลิง ที่ต้องส่งเงินเข้ากองทุน หรือได้รับเงินชดเชย ก็มีทั้ง ๒ ส่วน ทั้งได้รับชดเชย หรือต้อง ส่งเงินมา และอัตราเงินส่งเข้ากองทุน หรืออัตราเงินชดเชยของแต่ละชนิด ตามความเหมาะสม ของห้วงเวลาหรือสถานการณ์ รวมถึงการกําหนดสถานะกองทุนขั้นสูงสุดและขั้นต่ําสุด โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติตามมาตรา ๒๐ นอกจากนั้น ก็รวมถึงการกําหนดประเภทเชื้อเพลิงชีวภาพและพลังงานทดแทน การแต่งตั้งที่ปรึกษา คณะอนุกรรมการ คณะทํางาน เพื่อพิจารณาหรือปฏิบัติการตามที่คณะกรรมการมอบหมาย ซึ่งรวมถึงการตรวจสอบ กลั่นกรองโครงการหรือกิจกรรม และสุดท้าย คือปฏิบัติงานอื่นตามที่ คณะรัฐมนตรี หรือคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติมอบหมาย ในการดําเนินงาน ของกองทุนตามร่าง พ.ร.บ. นี้ อันนี้ก็มีเขียนไว้อย่างละเอียดในร่าง พ.ร.บ. แล้ว ในมาตรา ๗ นี้ เราพูดถึงกฎเกณฑ์การใช้เงินของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งเป็นไปตามวัตถุประสงค์ ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง รวมไปถึงค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุนและสํานักงานด้วย ในมาตรา ๒๐ ให้กองทุนมีสถานะทางการเงินของกองทุนสุทธิเป็นจํานวนทรัพย์สินสูงสุด ได้ไม่เกิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท ในอดีตนั้นไม่เคยมีการกําหนดแก็ป (Gap) ข้างบนไว้ ก็หมายความว่าเมื่อใดที่กองทุนมีเงิน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท เมื่อนั้นก็จะไม่มีการเก็บเพิ่มเติม แต่อาจจะชดเชยในบางส่วนได้ และให้มีสถานะทางการเงินของกองทุนสุทธิเป็นหนี้ได้ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท กองทุนนี้เคยติดลบถึง ๘๐,๐๐๐ กว่าล้านบาท และอันนี้เราก็ล็อก (Lock) ไว้ในขั้นต่ําว่าจะติดลบได้ไม่เกิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท ในกรณีที่มีเหตุจําเป็นอย่างยิ่ง เพื่อประโยชน์แก่ทางเศรษฐกิจของประเทศ หรือเพื่อความผาสุกของประชาชน ให้รัฐมนตรี มีอํานาจออกกฎกระทรวงปรับเปลี่ยนสถานะการเงินของกองทุนสุทธิตามวรรคหนึ่งได้อีก ไม่เกินร้อยละ ๕๐ อันนี้ก็เป็นการชั่วคราว ในระยะเวลาไม่เกิน ๖ เดือน และต้องได้รับอนุมัติ ความเห็นชอบจากคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติก่อน

ต่อไปคือเรื่องการกํากับดูแล โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ และการทํางานร่วมกับคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน หรือที่เราเรียกว่า กบง. กรรมการกองทุนก็มีหน้าที่ในการกําหนดนโยบายการบริหาร และกํากับดูแลการดําเนิน กิจการของกองทุนและสํานักงานให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์และวิธีการที่ กพช. มอบหมาย และกําหนด รวมถึงการรายงานผลการดําเนินงานให้กับ กพช. ทราบด้วย

ในประเด็นสุดท้าย คือการประเมินผลการดําเนินงานของกองทุนน้ํามัน เชื้อเพลิง ในร่างพระราชบัญญัตินี้ได้มีการกําหนดให้มีการทบทวนวัตถุประสงค์ บทบาท ภารกิจ และการดําเนินงานของกองทุนทุก ๓ ปี และให้กรมบัญชีกลางประเมินผล การดําเนินงานของกองทุนเป็นประจําทุกปีตามมาตรา ๓๓ และมาตรา ๓๔ รวมไปถึง ให้สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือบุคคลที่สํานักงานการตรวจเงินแผ่นดินให้ความเห็นชอบ เป็นผู้สอบบัญชีของกองทุน และให้ทําการตรวจสอบรับรองบัญชีและการเงินทุกประเภท ของกองทุนทุกรอบปีบัญชีตามมาตรา ๓๒ ก็คงจะไม่รบกวนเวลาของท่านสมาชิก สปท. มากไปกว่านี้ ก็คิดว่าเราได้ดําเนินการเสนอร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ต่อเพื่อนสมาชิก สปท. เพื่อนําเสนอ ต่อรัฐบาล เพื่อให้การบริหารกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงเป็นไปอย่างถูกต้อง มีธรรมาภิบาล มีกฎหมายรองรับ และเพื่อประโยชน์สูงสุดของพี่น้องประชาชน ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านประภาศ คงเอียด นะครับ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลอาญา และอดีตผู้พิพากษาศาลภาษีอากรกลาง ขอเชิญครับ

นายประภาศ คงเอียด กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม นายประภาศ คงเอียด สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๘๘ ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประธาน คณะทํางานในการร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ตามที่ได้รับมอบหมายจากท่านประธานนะครับ ผมขออนุญาตรายงานโดยสรุปเกี่ยวกับ โครงสร้างของกฎหมายที่มีการร่างในครั้งนี้ผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกทุกท่าน สืบเนื่องจากกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงที่เราจัดเก็บอยู่เดิมตามกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นการอาศัยอํานาจตามคําสั่งของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาศัยอํานาจตามพระราชกําหนด แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งมีข้อโต้แย้งอยู่อย่างต่อเนื่องว่า การใช้อํานาจดังกล่าวนี้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และในการดําเนินการของ คณะกรรมาธิการในส่วนที่ท่านประธานคุรุจิตรับผิดชอบอยู่ จึงได้มีการนําเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อศึกษาแนวทางในการที่จะออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่อที่จะแก้ปัญหาความชอบ หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ซึ่งคณะทํางานร่าง พ.ร.บ. ประกอบด้วยบุคคล ในหลาย ๆ ภาคส่วนด้วยกัน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมบัญชีกลาง กลุ่มอุตสาหกรรม โรงกลั่นน้ํามันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นต้นนะครับ โดยผมเป็นประธานคณะทํางาน ซึ่งมีบุคคลอีก ๒ ท่านที่มีส่วนสําคัญในการดําเนินการ ร่าง พ.ร.บ. ครั้งนี้คือ ดอกเตอร์ศิริ จิระพงษ์พันธ์ แล้วก็ท่านมนูญ ศิริวรรณ ผมขอสรุปเนื้อหา ซึ่งเป็นโครงสร้างของกฎหมายนะครับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีอยู่ด้วยกัน ๔๕ มาตรา ซึ่งมีโครงสร้างที่สําคัญดังนี้

ประการที่ ๑ ในส่วนแรกได้แบ่งออกเป็น ๖ หมวด และมีบทเฉพาะกาล รวมทั้งสิ้น ๔๕ มาตรา โดยในหมวด ๑ เป็นเรื่องของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นบททั่วไป หมวด ๒ การบริหารกิจการของกองทุน เป็นการกําหนดคณะกรรมการที่มีอํานาจหน้าที่ ในการบริหารกองทุน หมวด ๓ เป็นการดําเนินการของกองทุนกําหนดหลักเกณฑ์ การดําเนินการต่าง ๆ หมวด ๔ เป็นเรื่องพนักงานเจ้าหน้าที่ หมวด ๕ เป็นเรื่องของการบัญชี การตรวจสอบ การประเมินผล และหมวด ๖ คือบทกําหนดโทษ สาระสําคัญของ ร่างกฎหมายฉบับนี้

ประการที่ ๒ คือกําหนดให้โอนอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร นโยบายพลังงานหรือ กบง. ในส่วนที่เกี่ยวกับกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงและอํานาจของ คณะกรรมการสถาบันบริหารกองทุนพลังงานตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหาร กองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖ มากําหนดไว้รวมกันโดยตั้งเป็น คณะกรรมการใหม่เรียกว่าคณะกรรมการกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๘ โดยการกําหนดหน้าที่ให้สอดคล้องกับงานที่ต้องปฏิบัติไว้ในมาตรา ๑๒

ประการที่ ๓ มีการกําหนดนิยามเพื่อให้เกิดความเข้าใจและสะดวก ในการใช้งาน ซึ่งนิยามต่าง ๆ ก็จะอยู่ที่มาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติ

ประการที่ ๔ กําหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้รักษาการ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๔

ประการที่ ๕ มีการจัดตั้งกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงและกําหนดวัตถุประสงค์ไว้ ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๕ ดังที่ท่านเลิศรัตน์ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ

ประการที่ ๖ คือการกําหนดเงินและทรัพย์สิน และการใช้จ่ายเงินของกองทุน ให้มีความชัดเจน ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๖ และมาตรา ๗ ของร่างพระราชบัญญัติ

ต่อไปคือการกําหนดแนวทางการบริหารกองทุน ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการ โดยมีองค์ประกอบจากผู้แทนภาครัฐ จํานวน ๙ คน ผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน ๕ คน ดังที่ท่านเลิศรัตน์ได้กล่าวไปแล้วนะครับ ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๘ ส่วนการกําหนดคุณสมบัติ วาระการดํารงตําแหน่ง และการพ้นจากตําแหน่งของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะอยู่ที่ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการโดยรวมในส่วนของ กบง. ที่เกี่ยวกับกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงและของคณะกรรมการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน ก็จะอยู่ที่มาตรา ๑๒

ส่วนต่อไปมีการจัดตั้งสํานักงานกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงขึ้นเป็นนิติบุคคล ซึ่งสถาบันดังกล่าวนี้จะถือว่าไม่ใช่เป็นส่วนราชการ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ โดยกําหนดอํานาจ หน้าที่ในส่วนที่เป็นของสถาบันบริหารกองทุนพลังงานที่จะต้องประกาศยกเลิกต่อไป ตามกฎหมายมาไว้ในร่าง พ.ร.บ. นี้ จะอยู่ที่มาตรา ๑๔ ซึ่งเป็นการโอนการปฏิบัติงาน ในส่วนของสํานักงานบริหารกองทุนพลังงานมาไว้เป็นหน่วยใหม่และไม่ให้กระทบ กับงบประมาณ

ต่อไปก็คือเรื่องของการกําหนดหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการบริหารสํานักงาน โดยให้มีผู้อํานวยการซึ่งคณะกรรมการเป็นผู้สรรหา แต่งตั้ง และถอดถอน กําหนด การปฏิบัติหน้าที่แทนในกรณีที่ไม่มีผู้อํานวยการหรือผู้อํานวยการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ อยู่ที่มาตรา ๑๕ และมีการกําหนดคุณสมบัติวาระการดํารงตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง ของผู้อํานวยการไว้อยู่ที่มาตรา ๑๕ ถึงมาตรา ๑๘ มีการกําหนดสถานะของกองทุนสุทธิ ทั้งสูงสุดและต่ําสุดดังที่ท่านเลิศรัตน์ได้อภิปรายไปแล้วอยู่ที่มาตรา ๒๐ ของร่างพระราชบัญญัติ มีการกําหนดหลักเกณฑ์ต้องประกาศให้ประชาชนรับทราบเมื่อมีการใช้เงินกองทุนเพื่อรักษา เสถียรภาพระดับราคาน้ํามันเชื้อเพลิงซึ่งกําหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติ มาตรา ๒๑ กําหนดแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนเกี่ยวกับการส่งเงินเข้ากองทุน การจ่ายเงินจากกองทุน และแนวทางปฏิบัติเฉพาะเรื่องไว้ตั้งแต่มาตรา ๒๒ ถึงมาตรา ๒๔ มีการกําหนดมาตรการ ในทางแพ่งสําหรับผู้ที่ส่งเงินเข้ากองทุนไม่ครบหรือไม่มีการนําส่งภายในกําหนด ในกรณีที่ยัง ไม่มีหนังสือแจ้งเตือนจะมีเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ส่วนถ้ามีหนังสือแจ้งเตือนไปแล้ว ก็จะเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๓ ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๒๔ ของร่างพระราชบัญญัติ กําหนด ให้มีเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติการตามร่างพระราชบัญญัตินี้เนื่องจากว่าจะต้องมีความจําเป็น ที่จะให้เจ้าพนักงานตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกําหนดไว้ในมาตรา ๓๐ นอกจากนี้ก็ยังมีการกําหนดมาตรการด้านบัญชี ด้านการตรวจสอบ การประเมินผลให้เป็นไปตามมาตรฐาน และหน่วยที่จะต้องตรวจสอบคือสํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดินหรือหน่วยงานที่ สตง. ให้ความเห็นชอบนะครับ ซึ่งจะกําหนดขอบเขต ของเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่มาตรา ๓๑ ซึ่งมาตรา ๓๔ ของร่างพระราชบัญญัติ มีบทกําหนดโทษ เพื่อให้การบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ที่หมวด ๖ ตั้งแต่ มาตรา ๓๕ ถึงมาตรา ๓๘ และในส่วนสุดท้ายครับ มีการกําหนดบทเฉพาะกาลไว้ในระหว่าง ที่เป็นช่วงการถ่ายโอนระหว่างกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงเดิมมาสู่ร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่เกิดความเสียหาย อันนี้จะกําหนดไว้ในมาตรา ๓๙ ถึงมาตรา ๔๔ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านประธานมีผู้จะชี้แจงอีกไหมครับ เชิญครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ

ก็จบคําชี้แจงแล้วครับ ก็กราบเรียนขอความเห็น ข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิกครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกได้แสดงความจํานงในการอภิปรายท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ผมจะอ่าน รายชื่อทั้งหมดนะครับ ขณะนี้มีแสดงความจํานงมาทั้งสิ้น ๔ ท่าน ท่านแรก ท่านนิกร จํานง ท่านที่ ๒ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ท่านที่ ๓ ท่านเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ ท่านที่ ๔ ท่านเฉลิมพล ประทีปะวณิช ขอเชิญท่านนิกร จํานง อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม และอดีต ส.ส. ครับ

นายนิกร จํานง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นิกร จํานง สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๗๙ ต่อวาระนี้เกี่ยวกับเรื่องกองทุน ผมมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นที่อยากจะ มีความเห็นแล้วก็เป็นข้อสังเกต

อันแรก ก็คือว่าถ้าตามกรอบนี้งานดําเนินการไปผมเข้าใจว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ที่ยกร่างขึ้นมาเป็นร่าง พ.ร.บ. การเงิน คิดว่าคงจะใช่นะครับ หรือไม่ใช่ ก็สอบถามท่านด้วย แล้วถ้าเป็นอย่างนั้นตามรัฐธรรมนูญแล้วเราคงต้องส่งให้รัฐมนตรี พิจารณาด้วยถึงจะเอากลับมาส่ง สนช. หรืออย่างไรนะครับ ตรงนี้ขั้นตอนที่ท่านเสนอไว้ ระยะที่ ๒ ก็คือเสนอร่างขึ้นมาแล้วก็เสนอไปยังสภานิติบัญญัติแห่งชาติ แล้วก็เสนอ คณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนมีนาคม เป็นประเด็นแรกนะครับ หมายถึงโพรเซส (Process) จะได้ทราบ

ประเด็นที่ ๒ ในเนื้อหาของร่างพระราชบัญญัตินี้มีอยู่ข้อหนึ่งที่ผมเห็น ประเด็นแล้วก็มีข้อคิดเห็นนะครับ เนื่องจากว่าเดิมนี้เราไม่มีคณะกรรมการหรือว่า พระราชบัญญัติขึ้นมารองรับจริง เราใช้คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีแล้วก็รัฐมนตรีหลาย ๆ ท่านเป็นประธานอยู่ นายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แล้วในบอร์ด (Board) ชุดนั้นมีชุดใหญ่ ทีนี้การตั้งคณะกรรมการขึ้นมาดูแลเรื่องนี้เป็นการตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ บุคคลที่มีก็มีโดยตําแหน่ง มีกระทรวงที่เกี่ยวข้อง มีส่วนต่าง ๆ ทีนี้ที่เรามายกร่างใหม่ ผมไปเร็ว ๆ นะครับไม่อยากรบกวนเวลา เรามีเป้าหมายว่าป้องกันการแทรกแซงจาก ทางการเมือง แต่ที่เราเสนอตั้งขึ้นมาก็คือว่าตั้งตามมาตรา ๘ ให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เป็นประธาน และมีข้าราชการประจําโดยตําแหน่ง ๘ คน กรรมการอื่น ๕ คน แต่กรรมการอื่น เป็นการตั้งโดยรัฐมนตรี ตรงนี้ถ้าหากว่าเราต้องการป้องกันการแทรกแซง ผมมีความเห็นว่า คือเดิมตั้งโดยนายกรัฐมนตรี คือตั้งโดยคณะกรรมการ การพิจารณาตรงนี้ก็จะอยู่ในวงกว้าง แต่พอเรามามอบหมายให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานในฐานะประธานเป็นคนตั้ง เป็นผู้เลือกมาในนี้เขียนไว้อย่างนั้น ดังนั้นถ้าหากว่าจะมีการแทรกแซงทางการเมืองตรงนี้ เป็นมุมที่ไปได้ ซึ่งในตรงนี้ตามมาตรา ๘ บอกว่า ให้มีคณะกรรมการขึ้นมาคณะหนึ่ง เป็นคณะกรรมการกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงคือ คกน. มี ๑๕ คน มีรัฐมนตรีเป็นประธาน ปลัดกระทรวงพลังงานเป็นรองประธาน มีกรรมการโดยตําแหน่ง มีกระทรวงการคลัง กระทรวงคมนาคม กระทรวงพาณิชย์ ผู้แทนสํานักนายกรัฐมนตรี ตัวแทนกรมธุรกิจพลังงาน ผู้แทนคณะกรรมการกฤษฎีกา และผู้อํานวยการสํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน ผู้ทรงคุณวุฒิที่ไม่ใช่ข้าราชการประจํา จํานวน ๕ คนที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง ซึ่งตรงนี้แม้เราจะมี การกําหนดว่าความรู้ด้านต่าง ๆ ด้านละ ๑ คน แต่ว่าสุดท้ายแล้วก็คือรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง ในนี้กําหนดว่าการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ ตามมาตรานี้ หากรัฐมนตรีเห็นสมควร จะให้มีการตั้งคณะกรรมการสรรหาและเสนอชื่อขึ้นมาเพื่อคัดเลือกและแต่งตั้งได้ ผมมีความเห็นว่าผู้ทรงคุณวุฒิมีอายุ ๓ ปี ทีนี้ถ้าเป็นแบบนี้เราแค่พลิกตัวนี้ขึ้นมาว่า ให้มีคณะกรรมการสรรหาแล้วเสนอชื่อมาและรัฐมนตรีแต่งตั้งตามนั้นอาจจะดีกว่า เพราะว่า ตรงนี้รัฐมนตรีในอนาคตถ้าสมมุติจะมีการแทรกแซง คือเดิมคณะกรรมการจะตั้ง โดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน แต่พอมาตั้งตัวนี้เป็น อินเฮาส์ (In house) ของร่าง พ.ร.บ. กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงฉบับนี้ ซึ่งรัฐมนตรีเป็นคนแต่งตั้ง อาจจะมีการกล่าวว่าแต่งตั้งคนของตัวเองขึ้นมาเป็นแล้วจะมีปัญหาต่อเนื่องแปลว่า มีการแทรกแซงได้ ก็เลยเห็นว่าเราเพียงแต่เอาข้อนี้ไม่ใช่ว่าหากรัฐมนตรีเห็นสมควร คือให้สมควรตั้งแต่เป็น พ.ร.บ. เลย การแต่งตั้งตรงนี้ให้มีการตั้งคณะกรรมการสรรหา และเสนอชื่อขึ้นมาเพื่อคัดเลือก แล้วรัฐมนตรีก็คัดเลือกตามนั้นแล้วเสนอต่อไปยัง คณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติก็ได้ ตรงนี้เป็นการป้องกัน อันนี้เป็นประเด็นเดียว ที่ผมเห็นว่าถ้าเรามีเป้าหมายไม่อยากให้ถูกแทรกแซง ผมเสนอในฐานะเป็นนักการเมือง ก็เสนอปิดมุมนี้เสียเลยจะได้ชัดเจนไป

ประเด็นต่อมาก็คือตรงนี้ฝากเป็นข้อสังเกตไว้ ผมเชื่อว่าท่านทั้งหลายตรงนี้ อาจจะได้ไปมีส่วนเกี่ยวข้องหรือว่าอาจจะไปให้ความเห็นต่อเนื่อง ตอนที่กองทุนนี้ ออกมาแล้วผมเห็นว่าก็ชัดเจนดี มีกองทุนตามกฎหมายขึ้นมาก็จะได้ชัดกว่าที่เป็นอยู่เดิม เป็นอยู่เดิมนี้เหมือนขึ้นอยู่ตามสถานการณ์แบบนี้ก็เป็น พ.ร.บ. ชัดเจนไป แต่ว่าการพิจารณา ดูแล้วมีประเด็นที่ผมเกี่ยวข้องอยู่เสมอ ๆ ตอนบริหารเกี่ยวกับเรื่องการขนส่งที่เราหวั่นเกรง ก็คือราคาน้ํามันตามเป้าหมายตรงนี้คือเราใช้ตัวนี้เป็นบัฟเฟอร์ (Buffer) หรือกันชน บางที อย่างตอนนี้น้ํามันถูกเราตั้งกองทุนขึ้นมาประชาชนก็งงว่าตั้งขึ้นมาเพื่อทําให้น้ํามันแพง หรืออย่างไร ซึ่งก็เป็นประเด็นอยู่ว่าถ้าใช้น้ํามันกันถูกเราเก็บเข้ามาเป็นกองทุนไว้ก่อน ก็ทําให้คนใช้น้ํามันน้อยลงสักนิดหนึ่งก็จะเป็นเรื่องดีเหมือนประหยัดเพราะเรานําเข้าทั้งหมด ตรงนี้ก็มีเหตุผล แต่ประเด็นที่ว่าชนิดของน้ํามันซึ่งในร่างพระราชบัญญัติกองทุนนี้ เราไม่ได้กําหนดไว้ชัด เป็นนโยบายของคณะกรรมการโดยแท้ในการพิจารณาว่าเราจะดึง จากตรงไหน ในนี้เขียนว่าไม่ให้ข้ามจากจุดนี้ไป จุดนี้กลายเป็นเหมือนเบี่ยงเบนในลักษณะ ของตลาด แต่ในนี้เราไม่ได้เขียนยังเป็นนโยบายอยู่ ข้อที่เราจะชี้เกี่ยวกับเรื่องนี้ยังไม่มี หรือว่าการเข้าไปช่วยเหลือกองทุนน้ํามันอย่างเช่นน้ํามันดีเซล เรามีน้ํามันเบนซินอาจจะ เก็บเป็นพรีเมียม (Premium) เข้ามากองทุน แต่สมมุติเราเก็บน้ํามันดีเซลด้วย ตรงนี้เป็นประเด็นครับ อยากจะฝากไว้ว่าเกี่ยวกับค่าขนส่ง รถสาธารณะ คือรถสาธารณะนี้การกําหนดราคาค่าโดยสารขึ้นอยู่กับน้ํามัน สมมุติว่าเราดึงเงิน เข้ามาเป็นกองทุนผู้ประกอบการเขาจะอ้างน้ํามันแพง ซึ่งผู้ใช้น้ํามันตรงนี้ไม่ใช่ว่าประหยัด ตรงนี้จ่ายแพงขึ้นจะเกิดผลว่าเขาใช้น้อยลง ประชาชนเองที่มีการเดินทางรถสาธารณะ จะไปตามชนบทอะไรต่าง ๆ อย่างไรเขาก็ต้องจ่าย เขาไม่มีสิทธิจะหลีก ดังนั้น พอเราเก็บเงินมาเข้ากองทุนทําให้ราคาน้ํามันสูงขึ้น พอน้ํามันสูงขึ้นผู้ประกอบการก็ชาร์จ (Charge) หรือคิดเพิ่ม เขาไปที่กรมการขนส่งทางบกกลางกําหนดราคาและไม่ยอมลดราคา ของรถโดยสาร เพิ่มแล้วไม่เคยลดเลยเสมอมา ดังนั้นจุดเป้าหมายตรงนี้สมมุติว่าเราจะมี การเก็บค่าพรีเมียม (Premium) เข้ามาเพื่อให้ใช้น้ํามันน้อยลง แต่เวลากระทบไม่ได้กระทบ ประชาชนที่ใช้ตรงนั้น ไปกระทบประชาชนปลายทางก็คือประชาชนที่มีรายได้น้อยตรงนี้ ต้องฝากท่านไว้พิจารณาในกรณีที่มีการเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ เพราะว่าเป็นการส่งผลโดยปลาย เป้าหมายต้องการให้ใช้น้อยลงก็เลยขึ้นภาษี คล้าย ๆ ขึ้นมาให้ใช้น้อยแต่ว่าผลกระทบลงไป ข้างล่าง แล้วก็ไม่กลับขึ้นมาอีกเลยนะครับ ก็นําเรียนในประเด็นไว้เกี่ยวกับเรื่องกรรมการ ที่ให้ปลอดจากการเมือง แล้วก็ประเด็นผลกระทบอันจะเกิดขึ้นได้กับการเก็บค่าพรีเมียม (Premium) ที่ว่านี้ เป็นประเด็นขอเสนอต่อคณะกรรมาธิการนะครับ นําเรียนด้วยความเคารพ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านนิกรครับ ขณะนี้มีคณะบุคคลที่ได้ขออนุญาตเข้าฟังการประชุม ขอต้อนรับคณะอาจารย์และนักเรียนจากโรงเรียนพนมรุ้ง ตําบลตาเป๊ก อําเภอเฉลิมพระเกียรติ จังหวัดบุรีรัมย์ครับ จํานวน ๕๕ คนด้วยกัน ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกนะครับ ท่านเสรี สุวรรณภานนท์ ประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการเมือง อดีต สปช. อดีต ส.ว. และอดีตรองประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ขอเชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเสนอความคิดเห็น เกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานที่กําลัง พิจารณาอยู่นี้นะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ กระทบกับวิถีชีวิตประชาชนคนทั้งประเทศ การปฏิรูปประเทศคราวนี้เมื่อได้มีการพิจารณา ถึงเรื่องกองทุนน้ํามัน ผมคิดว่าเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา จะนําปัญหาความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามาพิจารณา เพื่อหาทางออกหรือแก้ไขปัญหาให้กับคนทั้งประเทศ ท่านประธานเคยพิจารณาไหมว่า ระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศเรามีราคาน้ํามันสูง ซึ่งผิดไปจากสภาพความเป็นจริงของ ราคาน้ํามันโลกในหลายช่วงเวลา ประชาชนคนไทยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เหมือนคนถูกสูบเลือดสูบเนื้อมาตลอด ประชาชนไม่มีสิทธิไม่มีเสียงที่จะออกมาโต้แย้ง ไม่มีสิทธิไม่มีเสียงที่จะขอความเป็นธรรมว่าทําไมอยู่ในประเทศไทยแล้วราคาน้ํามันไม่ตรงกับ สภาพความเป็นจริง พูดไปก็จะได้รับรายงานจากทางราชการว่านี่คือนโยบายของรัฐ นี่คือ นโยบายที่จะแก้ปัญหาภาวะวิกฤติน้ํามันของประเทศโดยรวม เพื่อประโยชน์สุขของคน ทั้งประเทศจึงต้องมีนโยบายแนวทางดังกล่าว ท่านประธานครับ ถ้าเรามองย้อนกลับไปจนถึงปัจจุบันนี้ ต้องเรียนด้วยความเข้าใจถึงปัญหา ที่เกิดขึ้นว่าประชาชนถูกสูบเลือดสูบเนื้อจากกองทุนน้ํามันมาตลอด แต่ก็น่าแปลกครับ ท่านประธาน ใครก็ตามที่เข้ามามีอํานาจในประเทศ พอมีอํานาจแล้วก็จะเออออห่อหมก แล้วก็เห็นชอบกับวิธีการดังกล่าว แต่วิธีการดังกล่าวถูกแอบแฝงไปด้วยผลประโยชน์มหาศาล สุดท้ายภาระปัญหาต่าง ๆ กลับตกสู่พี่น้องประชาชน ก็คือราคาน้ํามันที่ถูกกําหนด วิธีการต่าง ๆ นั้นนํามากําหนดราคาที่แบกให้เป็นภาระของประชาชนคนทั้งประเทศ เมื่อถึงเวลานี้ครับท่านประธาน ผมว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรา โดยเฉพาะ ท่านกรรมาธิการที่กําลังทําหน้าที่ศึกษาแล้วก็เสนอบทบัญญัติของร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ ผมหวังว่าร่างกฎหมายที่จะออกมานี้เป็นการแก้ปัญหาของประเทศ แก้ปัญหาเรื่องน้ํามัน อย่างแท้จริง ผมอยากจะเห็นกฎหมายที่ออกมาแก้ปัญหาแล้วสามารถจะควบคุมราคาน้ํามัน ให้อยู่สภาพความเป็นจริง คือราคาถูกมาก ๆ ครับ ผมไม่ได้พูดตามใครนะครับ ที่เขาเรียกร้องกันว่า ทําไมน้ํามันราคาถูกสามารถทําได้ แต่ทําไมมันถึงแพง แต่ผมดูจากรายงานครับท่านประธาน ผมให้ความสําคัญมาก พอได้รับรายงานก็พยายามอ่านดูว่าปัญหาที่เกิดในประเทศเรานี้ ราคาน้ํามันที่ถูกกล่าวอ้างว่าต้องการจะปรับให้สมดุลในน้ํามันบางประเภททําอย่างไร กองทุนน้ํามันควรจะต้องมีสักเท่าไร แล้วกองทุนน้ํามันจะเป็นจํานวนเงินที่พยุงราคา ให้ประชาชนสามารถใช้น้ํามันถูกได้ สิ่งที่ได้ยินมายาวนานนะครับ ไม่ใช่เฉพาะกรรมาธิการ มาพูดหรอกครับ สิ่งที่ได้ยินมายาวนานก็คือเราไม่สามารถที่จะทําน้ํามันให้ราคาถูกได้ เพราะถ้าน้ํามันราคาถูกคนจะใช้น้ํามันมาก คนจะใช้น้ํามันฟุ่มเฟือย พูดมาหลายยุคครับ พูดจนกระทั่งน่าเชื่อครับว่าสิ่งที่นักการเมืองพยายามจะป้อนข้อมูลให้กับพี่น้องประชาชน ก็คือสร้างภาพว่าถ้าน้ํามันถูกคนจะใช้มาก แต่จริง ๆ ไม่ใช่หรอกครับ น้ํามันยิ่งถูกยิ่งดีครับ ยิ่งถูกนั้นค่าใช้จ่าย ค่าโสหุ้ย ค่าขนส่ง ที่ต้องใช้น้ํามันอะไรทั้งหลาย โรงงานอะไรทั้งหลาย ถ้าหากว่าลงทุนต้นทุนต่ําสินค้าจะถูก ค่าบริการจะถูก ถ้าประชาชนเดินทาง ๑๐ กิโลเมตร น้ํามันถูกก็คงไม่เดินทาง ๒๐ กิโลเมตรหรอกครับ นี่คือความเป็นจริงท่านประธาน สิ่งที่เกิดขึ้น ต้นตอนี้ถ้าไปดูนะครับ ถ้าท่านกรรมาธิการจะดูมาจากไหน มาจากปัญหาของประเทศ ในเรื่องการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิงครับท่านประธาน เรามีพระราชกําหนดแก้ไข และป้องกันภาวะขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๑๖ โดยเน้นหนักไปในเรื่องของ การขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง ขีดเส้นใต้ ๓ เส้นเลยท่านประธาน ต้องเป็นเรื่องของ การขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมานี้การขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิงของเรา มีไหม ไม่ขาดหรอกครับ น้ํามันเชื้อเพลิงของเราไม่เคยขาด แต่อาจจะมีบางช่วงเวลา ที่ประเทศที่ผลิตน้ํามันเขาเพิ่มราคาหรือมีราคาน้ํามันที่สูงขึ้น พอน้ํามันสูงขึ้นก็เกิดราคาผันผวน เราซื้อแพงมาใช้ถูกคงไม่ได้ ดังนั้นมาตรการของการที่จะแก้ปัญหานี้เราเน้นหนักไปในเรื่อง ความสําคัญของการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง แต่เราเอากฎหมายเหล่านี้มาเป็นช่องทางว่า การขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิงจนกระทั่งราคาน้ํามันผันผวน ก็เลยออกเป็นคําสั่ง นายกรัฐมนตรี ถ้าหากว่าตามรายงานแล้วผมก็ไปค้นมาทั้งหมดที่ท่านอ้างถึงไม่ว่าจะเป็น พระราชกําหนดแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๑๖ จริง ๆ แล้ว พระราชกําหนดฉบับนี้มีอายุแค่ปีเดียวครับ แต่ต่อมาก็มีการออกพระราชบัญญัติแก้ไขมาตรา ๑๐ ต่ออายุมาเรื่อย ๆ จนฉบับที่ ๓ ก็บอกว่าระยะเวลาที่มีกําหนดยกเลิกเสียเลยดีกว่า ถามว่าทําไมเขาต้องมีกําหนดครับ เขามีกําหนดเพราะว่าเขาไม่ต้องการที่จะให้ราคาน้ํามันถูกควบคุมจนเกินกว่าความจําเป็น เขาถึงได้ต้องออกอันนี้มา แต่ตอนหลังนักการเมืองเราเก่งท่านประธานครับ ไป ๆ มา ๆ ไปออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบริหารกองทุนพลังงานซึ่งเป็นองค์การมหาชน มีการออกคําสั่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ฉบับปี ๒๕๒๐ เป็นคําสั่ง ที่ ๑๗๘ แล้วก็ฉบับที่ ๔/๒๕๔๗ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ํามัน แต่ปรากฏว่าตามรายงานของ คณะกรรมาธิการได้จัดทําร่างพระราชบัญญัติขึ้นมา แต่เป็นเรื่องการตั้งกองทุนน้ํามัน เพื่อจะกําหนดเสถียรภาพราคาน้ํามันเท่านั้นเอง ความเน้นหนักในเรื่องการแก้การขาดแคลนน้ํามัน ไม่มีครับ แต่เป็นเรื่องการกําหนดราคาน้ํามันที่ผันผวน ก็คือมีขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วก็ไปตั้งกองทุน แล้วก็อาศัยคําสั่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ แล้วก็มาตั้งเป็น กองทุนน้ํามัน โดยมีร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับกองทุนน้ํามันดังกล่าวขึ้นมา ไป ๆ มา ๆ พระราชกําหนดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ํามันยังอยู่นะครับ ไม่ได้ถูกยกเลิก ฉบับนี้ไม่ได้ยกเลิกเลย เพียงแต่ย้ายสํานักงานเกี่ยวกับเรื่องการจัดการกองทุนน้ํามัน มาเป็นสํานักงานตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ส่วนราคาผันผวนของน้ํามัน ผันผวนมีขึ้นมีลง ถ้าน้ํามันลงราคาถูกอย่างปัจจุบันนี้ถามว่าจําเป็นไหมที่จะต้องไปเก็บเงินเข้ากองทุน ก็น้ํามันถูก แต่ทําไมเราไม่ปล่อยราคาน้ํามันถูกให้เป็นราคาตามธรรมชาติ ตามปกติ ราคาในท้องตลาดของประเทศ ซึ่งถ้าถูกมากประชาชนก็ไม่เดือดร้อน แต่เอาเถอะครับ ท่านประธาน ถ้าหากจะมีกองทุนถ้าดูตามร่างกฎหมายดังกล่าวนี้แล้ว ถ้าท่านประธานจะดู ผมกราบเรียนท่านกรรมาธิการที่เคารพนะครับ ท่านให้ความสําคัญกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอให้ดูมาก ๆ แล้วก็เคารพท่านที่กรุณายกร่างขึ้นมา แต่ในร่างฉบับนี้จะบอกว่าดี พูดไปก็ดี เหมือนกับว่าเราจําเป็นต้องมีกองทุนมาคอยรองรับเพื่อไม่ให้ราคาน้ํามันผันผวน หรือราคาแพงเกินความจําเป็น แต่ในร่างกฎหมายฉบับนี้ผมห่วงหลายเรื่อง ยกตัวอย่างตั้งแต่ วัตถุประสงค์อยู่ในมาตรา ๕

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ช่วยสรุปได้แล้วนะครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ เรื่องน้ํามันของประเทศ ถ้าให้ผมพูด ๑๐ นาที ท่านจะเอาอย่างนั้นก็ได้นะครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านเป็นวิป (Whip) ท่านย่อมทราบดีว่ากรอบเวลามีไว้ทําไมนะครับ ส่วนสาระ จะดูตามการอภิปราย ถ้าวนไปเวียนมาก็จะไม่อนุญาต แต่ถ้าเป็นสาระก็จะอนุญาตผ่อนปรน เชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

แล้วผมกําลังพูดในสาระสําคัญของประเทศ ท่านประธาน ผมพูดไม่มีสาระตรงไหน ท่านประธานตอบผมมาก่อนว่าผมพูดไม่มีสาระ ตรงไหน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ผมผ่อนปรนให้ท่านพูดนะครับ ถ้าเห็นว่าไม่มีสาระผมไม่อนุญาตหรอกครับ ยังผ่อนปรนก็แสดงว่ายังมีสาระ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ถ้าผมไม่มีสาระท่านตัดได้เลยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนและต้องใช้เวลา แต่ขออภัย ท่านสมาชิกครับว่าคนที่อภิปรายมีไม่กี่คนหรอกครับ แต่สิ่งที่จะพูดผมไม่ได้โจมตี ท่านกรรมาธิการเพราะเคารพกันทุกท่าน แต่ผมว่าเป็นเรื่องผลประโยชน์ของชาติของประเทศ เป็นเรื่องผลประโยชน์ของ ประชาชนทั้งประเทศที่จะได้รับความเดือดร้อนหรือความผาสุกจากร่างกฎหมายฉบับนี้ หรือไม่ท่านพิจารณาดูให้ดีนะครับ ในเมื่อเรามีโอกาสที่จะออกกฎหมายสักฉบับหนึ่ง ทําไมเราไม่ออกกฎหมายที่สร้างประโยชน์ สร้างคุณงามความดี สร้างสิ่งซึ่งประชาชน จะได้รับให้ดีที่สุดเท่าที่จะทําได้ ผู้ตรวจการแผ่นดินเขาบอกว่าอย่างไร เขาบอกว่าที่ผ่านมา นโยบายดังกล่าวที่ออกมาตามคําสั่งอะไรนี่มันไม่ชอบ ไม่ชอบเพราะอะไรครับ เพราะขัด กับวัตถุประสงค์ แต่พอวัตถุประสงค์ในร่างฉบับนี้ก็กําหนดถึงว่าการกําหนดราคาเป็นวิกฤติ ราคาผันผวนอย่างที่ผมว่าเห็นไหมครับ วิกฤติราคาผันผวน ความหมายคํานิยามอย่างไรครับ ราคาผันผวน ถ้าหากว่าราคาน้ํามันต่ําจะอยู่ในเกณฑ์นี้ไหมครับ เราจะเอาเกณฑ์นี้ วัตถุประสงค์อันนี้มาใช้ไหม แต่สิ่งสําคัญท่านประธานครับ เงินที่จะได้รับเข้ากองทุน กรรมาธิการตอบด้วยก็ดีนะครับ (๔) เงินหรือทรัพย์สินที่บริจาค เงินอะไรครับ เงินบริจาค ถ้าเงินที่รับจากต่างประเทศ องค์การระหว่างประเทศ กองทุนน้ํามันมีเงินได้รับจาก ต่างประเทศอะไรครับ (๖) เงินหรือทรัพย์สินที่ตกเป็นของกองทุนหรือกองทุนได้รับ ตามกฎหมาย ก็คือเงินที่สามารถจะเรียกเก็บเข้ากองทุน บัญญัติไว้อย่างนี้เพื่ออะไร สิ่งสําคัญที่สุดเลยครับท่านประธาน ตามรายงานบอกไว้ว่านโยบายเดิมไม่ได้รับ ความไว้วางใจจากประชาชนในการใช้จ่ายเงิน แต่พอมาตรา ๗ ผมว่าเป็นมาตราที่บัญญัติแล้ว นี่คือความเสียหายของชาติครับท่านประธาน เขาใช้คําว่าอะไรครับ กองทุนให้มีอํานาจ จ่ายเงินจากกองทุนตามหลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไข คณะกรรมการประกาศกําหนด เป็นค่าใช้จ่ายดังต่อไปนี้ เป็นค่าใช้จ่ายนะครับ ปรากฏว่าท่านไปตั้งมาตรา ๗ เป็นค่าใช้จ่าย ทั้งนั้นเลย (๑) ค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินชดเชย ทําไมท่านไม่บอกล่ะครับว่า (๑) ถ้าจะจ่ายเงิน จากกองทุนก็ระบุเลยว่าจ่ายเงินชดเชย แต่ท่านไปใส่ว่าค่าใช้จ่ายในการจ่ายเงินชดเชย เพียงแต่ค่าใช้จ่ายคํานี้คําเดียวท่านประธาน อะไรก็ไม่รู้เยอะแยะไปหมดเลย แล้วทุกอนุมาตรา มีค่าใช้จ่ายเพื่ออุดหนุนน้ํามันเชื้อเพลิง (๓) ค่าใช้จ่ายเพื่อบรรเทาผลกระทบ (๔) ค่าใช้จ่าย เพื่อการเก็บเงินเข้ากองทุน (๕) ค่าใช้จ่ายในการบริหารกองทุน (๖) ค่าใช้จ่ายเพื่อ การดําเนินการอื่นใดตามวัตถุประสงค์ของกองทุนตามพระราชบัญญัตินี้ ท่านประธาน เห็นหรือยังครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เห็นแล้วครับ ช่วยสรุปด้วยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ ผมขอตกลงกับท่านประธานก่อน ผมไม่ใช่คนที่แบบว่าไม่รู้เรื่องนะครับ แต่ผมกําลังอภิปรายในเนื้อหาสาระซึ่งจําเป็น ท่านจะเอาแค่คุณภาพหรือปริมาณครับ ถ้าเอาปริมาณก็พูดไปคนละ ๕ นาที ๑๐ นาที และบอกว่าคุณนั่งลงเถอะไม่ต้องพูดแล้วเพราะหมดเวลา แต่เรากําลังปฏิรูปประเทศ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ สมาชิกท่านอื่นรออภิปรายอยู่นะครับ เรากําหนดแล้วว่า ไม่เกินท่านละ ๑๐ นาที ท่านต้องบริหารเนื้อหาสาระและการอภิปราย ขณะเดียวกันก็ได้ ผ่อนปรนเพราะเห็นว่าท่านอภิปรายมีคุณภาพ มีสาระ บัดนี้เกินมา ๕ นาที ก็เป็น ๑๕ นาที ก็ขอให้สรุปนะครับ เชิญต่อเลยครับท่านเสรี

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ ผมขอเสนอญัตติได้ไหมครับว่า ให้ขอเวลาผมเป็นพิเศษในที่ประชุมนี้เพื่อให้ผมพูดให้ครบถ้วน เพื่อให้สมาชิกลงคะแนนว่า จะให้ผมพูดตามเนื้อหาสาระหรือจะกําหนดเวลา ๑๐ นาที

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

จะอภิปรายต่อไหมครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

จะให้ผมถามเพื่อขอมติได้ไหมครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เราเสนอญัตติซ้อนมาไม่ได้หรอกครับ ท่านเสรีครับ ท่านเป็นประธาน กรรมาธิการ เป็นวิป (Whip) ด้วย แล้วท่านเป็นผู้เสนอว่าให้เพิ่มจาก ๕ นาที เป็น ๑๐ นาที บัดนี้ท่านก็ต้องถือปฏิบัติ แต่ประธานเห็นว่าท่านอภิปรายมีเหตุมีผล มีสาระเราก็ต้องมี กรอบกติกาครับ จะมาขอมติเป็นการเฉพาะตัวผมคิดว่าท่านไปเสนอในวิป (Whip) แล้วค่อยเข้ามาที่สภาอีกทีหนึ่งตามขั้นตอนนะครับ เชิญท่านครับ ขอช่วยสรุปครับ ตอนนี้ ท่าน ๑๕ นาทีแล้วครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานกําลังเข้าใจอะไรผิดหรือเปล่าครับ ในวิป (Whip) บอกว่าให้เวลา ๑๐ นาที ถ้าจะนอกเหนือเวลาจากนี้ให้ประธานใช้ดุลยพินิจ ตามความเหมาะสมครับ ไม่ใช่ท่านไปบอกว่าวิป (Whip) ให้เวลา ๑๐ นาที คือ ๑๐ นาที

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก็นี่อย่างไรละครับท่านถึงได้สิทธิอภิปรายเกินมากกว่าคนอื่น ก็ใช้ดุลยพินิจครับ แต่ว่าขอให้ท่านช่วยกรุณานิดเดียวเท่านั้น อภิปรายในกรอบเวลา ผมก็เพียงแต่ว่าให้ท่านช่วยสรุป เพราะว่าท่านใช้เวลามาพอสมควรแล้วก็ได้ผ่อนปรนเห็นว่าเป็นประโยชน์ ยังมีสมาชิกรออีก ที่จะอภิปราย ช่วยกรุณาด้วยนะครับท่านเสรี ท่านจะอภิปรายไหมครับ ไม่ต้องมาต่อประเด็นอื่น ขอให้ท่านอภิปรายในการที่จะซักถามหรือแสดงความคิดเห็นต่อท่านกรรมาธิการท่านจะได้ จดประเด็นแล้วก็ตอบนะครับ เชิญต่อเลยครับ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ขอบพระคุณครับท่านประธาน ถ้าท่านประธาน ไม่พูดเยอะผมคงได้เนื้อหาไปอีกเยอะแล้วนะครับ สิ่งที่ผมได้กราบเรียนท่านกรรมาธิการว่า บทบัญญัตินี้ท่านต้องแก้นะครับ คําว่า ค่าใช้จ่าย ตรงนี้ตั้งแต่วรรคแรกท่านต้องตัดออก แล้วก็ใช้จ่ายเงินอะไรท่านระบุไปเลยเงินอะไร เอาเงินให้ชัดเลยว่าเงินอะไร ถ้าหากท่าน ใส่เป็นค่าใช้จ่ายก็ถูกหมกเม็ดครับ ผมไม่ได้ว่าท่านนะครับ ผมว่าคนที่เอากฎหมายไปปฏิบัติ ไป ๆ มา ๆ เขาก็จะเอาไปหมกเก็บเอาไว้แล้วทําบัญชีว่าเป็นค่าใช้จ่าย ท่านเจตนาดีครับ แต่พอท่านเขียนถ้อยคํามาอย่างนี้ไปเปิดให้คนที่เข้ามาบริหารนั้นทุจริต แต่ทุจริต ตามนโยบายครับ นี่ละครับ แล้วค่าใช้จ่ายทั้งหมดควรต้องประกาศให้ประชาชนได้ทราบ ทุกเดือน ท่านประธานครับ บทบัญญัติมาตรา ๙ ผมข้ามไป ท่านดูตรงนี้อีกอันหนึ่ง มาตรา ๘ ท่านดูวิธีร่างกฎหมาย (๔) ท่านสังเกตดูนะครับ ท่านบอกว่าถ้าจะตั้งกรรมการมาจาก ผู้ทรงคุณวุฒิที่มีข้าราชการประจําจํานวน ๕ คน ท่านดูนะครับ ๕ คนนี้ที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง ซึ่งมีความรู้ความสามารถ ผมไม่อ่านจบนะครับ ที่รัฐมนตรีแต่งตั้ง ๕ คน แต่พอในวรรคต่อมา วรรคสองท่านบอกอย่างไรครับ ท่านบอกว่าการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิด้านต่าง ๆ ตามมาตรานี้ หากรัฐมนตรีเห็นควรจะให้มีการตั้งคณะกรรมการและเสนอชื่อมาเพื่อคัดเลือกก็ได้ หลักก็คือ ให้รัฐมนตรีแต่งตั้ง อันที่ ๒ ก็คือท่านสามารถกําหนดว่าให้มีการสรรหาเพื่อคัดเลือกก็ได้ แต่ถ้าท่านเพิ่ม ๒ กรณีคนอ่านเหมือนกับว่ากรรมการต้องไปสรรหาไป ๆ มา ๆ แต่งตั้งได้เลย นี่คือสิ่งที่ท่านเขียนเอาไว้นะครับ เปิดเอาไว้ให้ใคร ให้แต่งตั้งให้ใคร เพราะฉะนั้นผมว่า ถ้าจะสรรหาท่านเขียนไปเลยว่าสรรหา ส่วนมาตรา ๙ ผมว่าท่านอาจจะทํามาผิด ท่านอ่านดูนะครับ มาตรา ๙ คุณสมบัติ (๔) ท่านเขียนว่าไม่เคยได้รับโทษจําคุก โดยคําพิพากษาถึงที่สุดให้จําคุกมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี ภาษากฎหมายยังไม่มีเลยครับ ภาษานี้อ่านยังไม่เข้าใจเลยครับ ผมว่าต้องผิดอะไรสักอย่าง แล้วข้อสําคัญ ข้อ ๖ ครับท่านประธาน คนที่จะเป็นกรรมการต้องไม่เป็นผู้มีส่วนได้เสียในกิจการการกระทํา ของกองทุนหรือได้รับประโยชน์โดยตรงในกิจการที่ขัดหรือแย้งกับกองทุน หมายความว่า อะไรครับ หมายความว่าคนที่มีผลประโยชน์อยู่แล้วลาออกมาเป็นกรรมการได้เลย กฎหมายประเภทนี้ส่วนมากเขาลาออกอย่างน้อย ๒ ปี ๕ ปีแล้วถึงมาเป็นกรรมการได้ แต่ปรากฏว่าท่านก็ให้ลาออกสมัครได้เลย จริง ๆ แล้วท่านประธานครับ ผมติได้ เกือบทุกมาตราเลยผมบอกให้ แต่ท่านประธานไม่ให้เวลาไม่เป็นอะไร เพราะผมเข้าใจว่า เราไม่ได้อภิปรายร่างนี้คงต้องผ่าน แต่ถ้าไม่บันทึกก็จะไม่มีใครเห็นแล้วก็ไม่มีใครที่จะมาดู รายละเอียดลึก ๆ เพื่อที่จะเห็นว่าตกลงแล้วร่างฉบับนี้ควรที่จะนําไปใช้หรือไม่ ส่วนบทเฉพาะกาลอะไรทั้งหลายนั้นมีข้อทักท้วงได้ทุกอัน ท่านประธานก็พยายาม จะเร่งรัดเวลานะครับ ผมก็คงขอเป็นว่าเดี๋ยวผมจะทําเอกสารก็แล้วกัน แล้วเอกสารผมนี่ ขอแนบไปพร้อมกับร่างของท่าน ขอตรงนี้นะครับ เพื่อที่จะพิจารณาดูข้อเทียบเคียงกัน ผมไม่ได้อยากจะขัดแย้งท่านกรรมาธิการ ด้วยความเคารพท่านจริง ๆ แต่เป็นผลประโยชน์ ของประชาชนทั้งประเทศครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปเชิญท่านเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ นะครับ อดีต สปช. ขอเชิญครับ

นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม นายเฉลิมศักดิ์ อบสุวรรณ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๓๓ นะครับ ก่อนหน้านี้ในสมัยที่ดํารงตําแหน่งเป็น สปช. ก็เคยอยู่ในคณะกรรมาธิการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ก็มีความคิดเห็นว่า พ.ร.บ. กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงยังคงมีความจําเป็น แล้วก็คิดว่าน่าจะมีรูปแบบ ที่เหมาะสมแล้วก็เอื้อประโยชน์ต่อพี่น้องประชาชน รวมทั้งเสถียรภาพทางด้านราคาพลังงาน ของประเทศ รวมทั้งในเรื่องของทางด้านเศรษฐกิจ ผมคิดว่าเราจําเป็นต้องมี พ.ร.บ. แต่ว่า จะเขียนอย่างไรให้มีความเหมาะสม ให้สมบูรณ์นั้นเป็นหน้าที่ที่ทางคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานจะต้องไปพิจารณาให้สอดคล้อง ให้เหมาะสม กระผมมีสิ่งหนึ่งที่อยากจะนําเรียนที่ประชุมก็คือว่าสถานการณ์ปัจจุบันนี้ ราคาน้ํามันในตลาดประเทศไทยดีเซลนั้นราคาอยู่ประมาณ ๒๐ บาท ถ้าพื้นที่อย่างบ้านผมก็ ๒๐.๖๒ บาทในวันนี้ ซึ่งในขณะที่เราเคยกําหนดไว้ที่ ๓๐ บาทเป็นราคาที่เราตรึงราคาไว้ที่ ๓๐ บาทนะครับ สําหรับโดยส่วนตัวนั้นคิดว่าจําเป็นต้องมีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง แต่ในการพิจารณาจัดเก็บนั้นควรจะต้องมีความละเอียดอ่อน มีความเป็นธรรม มีธรรมาภิบาล แล้วก็ปลอดจากการแทรกแซงจากภาคการเมือง ซึ่งการจัดเก็บ ณ วันนี้ ผมคิดว่าคณะกรรมการกองทุนที่จะเกิดขึ้นในอนาคตจะต้องมองถึงความจําเป็นว่า ในช่วงราคาน้ํามันที่แตกต่างกัน จาก ๒๐ บาทต้น ๆ ในปัจจุบันนี้ กับราคาที่เราคาดการณ์ว่า เคยตรึงราคาไว้ที่ ๓๐ บาทนั้นมีความห่างกันมากนะครับ ผมเลยขอเสนอว่าบทบาทของ คณะกรรมการกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงตามมาตรา ๘ ควรจะมีความเป็นกลาง แล้วก็มีธรรมาภิบาล แล้วก็ต้องปลอดจากการแทรกแซงทางการเมือง แล้วก็ไม่เป็นเครื่องมือ ของนักการเมืองนะครับ ๒. คือรูปแบบโครงสร้างการจัดเก็บเงินเข้ากองทุนตามร่าง พ.ร.บ. นี้ ที่เขียนมา ผมคิดว่าควรจะมีการพิจารณาถึงความเหมาะสมและไม่กระทบกระเทือน ต่อพี่น้องประชาชน แล้วก็ไม่กระทบกระเทือนต่อเศรษฐกิจของประเทศ แล้วอีกอันหนึ่งคือ กองทุนจะต้องมุ่งเน้นสนับสนุนให้เกิดการประหยัดพลังงาน ให้พี่น้องประชาชนได้คํานึงถึง การประหยัดพลังงานที่เหมาะสมแล้วก็ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป ผมคิดว่าเป็นประเด็นสําคัญ ที่เราจําเป็นต้องมี พ.ร.บ. แต่ขอให้มีความเป็นธรรมและเป็นธรรมาภิบาลครับ ขอบคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านเฉลิมศักดิ์นะครับ ท่านต่อไปเผอิญได้ประกาศชื่อไปแล้วนะครับ คือท่านเฉลิมพล ประทีปะวณิช แต่ว่าท่านขอที่จะไปอภิปรายเป็นคนสุดท้าย เพราะฉะนั้น ท่านต่อไปซึ่งแสดงความจํานงเพิ่มมาอีก ๔ ท่าน ก็คือ พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ อดีตประธานคณะที่ปรึกษากองทัพเรือ และอดีต สปช. ขอเชิญนะครับ

พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเรือเอก อภิวัฒน์ ศรีวรรธนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๘๗ ขอเรียนเพื่อกรุณาทราบถึงความคิดเห็นที่มีต่อ เรื่องกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน ได้กรุณานําเสนอต่อสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปก่อนหน้านี้ครับ กระผมขอกราบเรียนว่า ปัญหาเรื่องพลังงานถือได้ว่าเป็นปัญหาสําคัญปัญหาหนึ่งของความมั่นคง ทั้งนี้ เพราะพลังงาน คือสิ่งหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจ สิ่งที่พัฒนาให้เกิดธุรกรรมในด้านต่าง ๆ เช่น การคมนาคม การขนส่ง ระบบอุตสาหกรรม และการบริโภคของภาคครัวเรือน ซึ่งล้วนแล้วแต่จะต้อง ใช้ประโยชน์จากพลังงานทั้งสิ้น ทั้งนี้ แหล่งพลังงานสําคัญที่ประเทศไทยบริโภคมากที่สุดคือ น้ํามันเชื้อเพลิง โดยมีมูลค่านําเข้าเชื้อเพลิงล่าสุดเมื่อปี ๒๕๕๘ ประมาณวันละ ๘๐๐,๐๐๐ บาร์เรล หรือมากกว่า ๑๒๐ ล้านลิตรต่อวัน จึงนับว่าเป็นการบริโภคพลังงานเป็นจํานวนมาก ดังนั้น สิ่งที่สําคัญตามมาก็คือการที่ประเทศจะต้องพึ่งพาพลังงานจากภายนอกประเทศที่มีความผันผวน ในเรื่องการกําหนดราคาโดยผู้ผลิตย่อมนํามาสู่ปัญหาความมั่นคงอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ ดังนั้น ท่านสมาชิกทั้งหลายเคยประสบกันมาบ้างแล้วในปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๒๒ และปี ๒๕๔๖ ตามลําดับ ซึ่งจากวิกฤตการณ์ครั้งล่าสุดนี้จึงทําให้เห็นประโยชน์ของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ที่เป็นเสมือนกันชนชั้นต้นไม่ให้ประเทศต้องประสบปัญหาจากราคาน้ํามันเชื้อเพลิงที่มีมูลค่า สูงขึ้นอย่างรุนแรงได้อย่างเป็นรูปธรรม ที่เป็นเช่นนี้เพราะกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงคือกลไก ของรัฐในการป้องกันสภาวะการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง และใช้รักษาเสถียรภาพ ของระดับราคาขายปลีกน้ํามันเชื้อเพลิงของประเทศในกรณีที่ราคาน้ํามันในตลาดโลก ปรับตัวสูงขึ้น เพื่อไม่ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจและความเดือดร้อนของประชาชนในที่สุด ผมใคร่ขอเรียนว่าท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านควรจะช่วยกันสร้าง มาตรการสําคัญในการสร้างความมั่นใจต่อสังคมให้ได้ว่าในอนาคตประเทศของเราจะมี พลังงานใช้ได้อย่างไม่ขาดแคลนในราคาที่มีความเหมาะสม และมีการเตรียมการรับมือ กับปัญหาพลังงานควบคู่ไปกับการพัฒนาพลังงานทดแทนจากการใช้น้ํามันภายนอกประเทศ ซึ่งสิ่งที่จะเป็นกลไกในการป้องกันปัญหาความมั่นคงทางพลังงานที่เหมาะสมที่สุดในยุคนี้ ก็ควรจะเป็นการพัฒนากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงให้มีความแข็งแรง มีระบบบริหารการจัดการ ที่เหมาะสม มีมาตรการตรวจสอบได้อย่างโปร่งใส ชัดเจน และที่สําคัญจะต้องเป็นที่ยอมรับ ของสังคมอีกด้วย ซึ่งจากการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงานในเรื่องของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงดังที่ได้มีการนําเสนอมาก่อนหน้านี้ จึงเป็นการตอบโจทย์ในเรื่องของการแก้ไขปัญหาความมั่นคงด้านพลังงานของประเทศ อย่างเป็นรูปธรรม และมีความเหมาะสมกับสภาพการณ์ทางเศรษฐกิจในปัจจุบัน ทั้งในเรื่อง วิธีการปฏิรูป การกําหนดเวลาปฏิรูปพร้อมทั้งแหล่งที่มาของงบประมาณ และหลักการ ของร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... อย่างไรก็ตามสิ่งที่กระผมใคร่ขอเสนอ ให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานได้กรุณาให้ความสําคัญ เป็นพิเศษอีกประการหนึ่ง ก็คือในเรื่องของนโยบายการพัฒนาเชื้อเพลิงชีวภาพและเชื้อเพลิง จากพลังงานทดแทนที่ผลิตได้ในประเทศให้มีความชัดเจน ทั้งนี้เพราะเชื้อเพลิงประเภทนี้ จะช่วยให้เกิดการถ่วงดุลของกลไกราคาน้ํามันที่จะต้องนําเข้าจากต่างประเทศ ทั้งยังจะเป็นการส่งเสริมให้เกษตรกรปลูกมันสําปะหลัง ปาล์มน้ํามัน หรือพืชสวน พืชไร่อื่น ๆ ให้มีอาชีพที่มั่นคง ทดแทนการปลูกพืชการเกษตรหลักที่ไม่สามารถรักษาเสถียรภาพของราคาได้ เช่น ยางพารา หรือข้าว เป็นต้น อีกทั้งจะเป็นการสร้างแหล่งพลังงานสะอาดที่เป็นอีกทางเลือกหนึ่ง ของสังคมในอนาคตได้ ทั้งนี้ หากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน สามารถขับเคลื่อนการปฏิรูปในเรื่องของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงและพลังงานทดแทน ให้บรรลุวัตถุประสงค์ได้ย่อมเป็นคุณูปการต่อประเทศและสังคมไทยอย่างยิ่ง กระผมมีเรื่อง นําเสนอต่อท่านประธานและที่ประชุมเพียงเท่านี้ครับ ขอขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่าน พลเรือเอก อภิวัฒน์นะครับ ท่านต่อไปขอเชิญท่านมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นายมนู เลียวไพโรจน์ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพครับ และท่านสมาชิก ที่เคารพทุกท่าน กระผม นายมนู เลียวไพโรจน์ สปท. ลําดับที่ ๑๑๕ นะครับ ผมขออนุญาตเรียน ตั้งแต่เริ่มต้นเลยนะครับว่ากระผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่จะต้องมีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง สําหรับประเทศไทยเรา ในอดีตนั้นเราก็มีกองทุน แต่ว่ากองทุนนั้นบางครั้งดําเนินการไป ในลักษณะที่ไม่ค่อยตรงกับสิ่งที่ปรากฏอยู่ในพระราชบัญญัติ นั่นก็คือในเรื่องของการรักษา เสถียรภาพ ของเดิมนั้นใช้ไปทางด้านอื่นนอกเหนือจากการที่เก็บมา อาทิเช่น ในเรื่องของ การเก็บจากราคาน้ํามันแล้วก็ไปชดเชยราคาก๊าซ ไปชดเชยน้ํามันดีเซล ลักษณะนี้ เป็นลักษณะที่เก็บจากสินค้าหนึ่งแล้วก็ไปชดเชยอีกสินค้าหนึ่ง ตรงนี้เกิดความที่เรียกว่า ไม่เป็นธรรมกับผู้ที่เสียเงินทางด้านนี้ไปโดยเฉพาะอย่างยิ่งเกี่ยวกับน้ํามัน แล้วก็ไปชดเชย ก๊าซแอลพีจี (LPG) ก๊าซหุงต้มต่าง ๆ ทําให้ตลาดบิดเบือน มีคนใช้ก๊าซแอลพีจี (LPG) จนมากมายก่ายกองทําให้ตลาดไม่เป็นไปตามธรรมชาติ ตรงนี้ผมคิดว่าร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้ ชัดเจนในแง่ที่ว่าเก็บจากใครก็คืนให้กลุ่มนั้นไป คือเก็บจากผู้ใช้น้ํามันก็จะต้องไปใช้รักษา เสถียรภาพของน้ํามันเชื้อเพลิงนะครับ อันนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดีมากและกระผมเห็นด้วย เป็นอย่างยิ่ง ผมขอเรียนว่าการมีกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงนั้นจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ มากกว่าผลเสีย ผมขออนุญาตเรียนถึงเรื่องของกองทุนอื่นที่มีอยู่แล้วและเป็นกองทุนที่ประสบ ความสําเร็จและใช้มาประมาณ ๓๑ ปีแล้ว นั่นก็คือกองทุนอ้อยและน้ําตาล กระผมขออนุญาต เรียนท่านเพียงนิดเดียวเท่านั้นนะครับว่ากองทุนนี้มีลักษณะคล้ายกับกองทุนที่กําลังจะเสนอ แต่ว่าใช้มาตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ เป็นกองทุนอ้อยและน้ําตาล ในขณะนั้นประเทศไทยเรา ส่งออกน้ําตาลเป็นอันดับท้าย ๆ ของโลก และประเทศที่เป็นอันดับหนึ่ง คือประเทศบราซิล ประเทศออสเตรเลีย สหภาพแอฟริกาใต้ และอื่น ๆ รวมทั้งประเทศฟิลิปปินส์ก็อยู่เหนือ ประเทศไทยในปี ๒๕๒๗ แต่ ณ ปัจจุบันด้วยกองทุนอ้อยและน้ําตาลทําให้ประเทศไทยเรา เป็นผู้ส่งออกน้ําตาลเป็นอันดับ ๒ ของโลกรองจากประเทศบราซิล นั่นก็คืออานิสงส์ของ การมีกองทุนอ้อยและน้ําตาลเพื่อรักษาเสถียรภาพของอ้อยและน้ําตาลของประเทศ และราคาต่างประเทศด้วย นั่นก็คือสิ่งที่ผมคิดว่ากองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงที่กําลังเสนอนี้ชัดเจนและเหมาะสมที่สุด แล้วผมเรียนได้เลยว่าจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมากนะครับ

ประเด็นสําคัญที่สุดที่ผมเห็นด้วยก็คือในเรื่องของกองทุนมีสถานภาพเป็น นิติบุคคล ซึ่งประกอบด้วยบุคคลที่เกี่ยวข้องกับน้ํามันเชื้อเพลิง เกี่ยวข้องกับวงการปิโตรเลียม และเกี่ยวข้องกับผู้ที่ดูแลทางด้านงบประมาณ ทางด้านการเงิน และทางด้านอื่น ๆ ที่อยู่ในแวดวง ผมคิดว่าบุคคลเหล่านี้ละครับจะเป็นผู้ที่รักษาผลประโยชน์ของประเทศชาติ และผมเชื่อครับว่ากองทุนนี้ถึงแม้ว่าจะมีรายละเอียดค่อนข้างมาก แต่ถ้าหากว่าดําเนินการ โดยมีจริยธรรมแล้วจะเป็นกองทุนที่มีประโยชน์ต่อประเทศชาติอย่างมากครับ

ในเรื่องนี้ร่างพระราชบัญญัติกําหนดอีกอันหนึ่งที่ผมเห็นด้วยแล้วก็ดีมากเลย ก็คือว่ามีความยืดหยุ่นพอสมควร คือในตอนหนึ่งที่มีการกําหนดให้มีการทบทวน พระราชบัญญัติในแง่วัตถุประสงค์ของพระราชบัญญัติ ภารกิจ บทบาท และส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของกองทุนนี้สามารถที่จะมีการทบทวนได้ภายในระยะ ๓ ปี ทุก ๆ ๓ ปี จะมีการทบทวน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งแล้วก็จะเกิดประโยชน์เพราะเหตุว่า สถานการณ์ต่าง ๆ จะมีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา ในช่วงระยะ ๓ ปีอาจจะมี การเปลี่ยนแปลงไปในทางใดทางหนึ่งซึ่งสามารถที่จะทบทวนได้ อันนี้ก็เป็นการเปิดโอกาส ที่ชัดเจนที่สุด และผมขอเรียนว่าการที่กองทุนมีสถานภาพในลักษณะนี้จะไม่อยู่ภายใต้ การควบคุมของกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่อยู่ภายใต้การแทรกแซงของบุคคลกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ไม่ว่าจะเป็นข้าราชการหรือผู้ที่เกี่ยวข้องในวงการ เพราะเหตุว่า เป็นการดําเนินการในรูปของคณะกรรมการแล้วก็เป็นนิติบุคคล การที่เป็นนิติบุคคลอย่างนี้ จะเกิดประโยชน์อยู่อย่างหนึ่งก็คือว่าถ้ากองทุนต้องการเงินสามารถที่จะไปกู้เงินสถาบันได้ด้วย นี่เปิดโอกาสให้ทําไม่ดีใช่ไหม ความจริงไม่ใช่ครับ นั่นก็คือตัวอย่างสําคัญ กองทุนอ้อย และน้ําตาลมีความมั่นคงตั้งแต่ปี ๒๕๒๗ จนถึงปัจจุบันนี้ ๓๑ ปีนะครับ ไปที่ไหน ธนาคารทุกธนาคารสามารถให้กู้ได้เพราะ ๑. คือความมั่นคงของกองทุน ๒. มีความเชื่อมั่นว่า รายได้จากกองทุนนั้นมาจากไหน รายจ่ายมาจากไหน มีความชัดเจนของกองทุน เพราะฉะนั้นสามารถที่จะให้บุคคลทั่วไปได้รับทราบ เมื่อเป็นดังนี้แล้วกองทุนนี้จะมี สถานภาพที่มั่นคงแล้วก็ได้รับความเชื่อถือจากบุคคลภายนอก และสุดท้ายกองทุนนี้ ยังได้รับการตรวจสอบจาก สตง. ทุกปี นั่นก็เป็นเรื่องของการตรวจสอบบัญชี อันนี้ชัดเจน และการปฏิบัติหน้าที่ของบุคคลที่เกี่ยวข้องนั้นเป็นเรื่องสําคัญ แล้วถ้าหากว่ามีจริยธรรมที่ดี กองทุนนี้จะสามารถเป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติในอนาคตได้ครับ ขอบพระคุณครับ ท่านประธาน

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีสมาชิกเหลืออีก ๓ ท่านนะครับ ถ้าไม่มีเพิ่มเติมกรรมาธิการจะชี้แจง จากนั้น จะมีการลงมติ ก็แจ้งไว้ล่วงหน้าเผื่อจะได้เตรียมตัว ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ ครับ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ อดีต ส.ส. ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สมาชิก สปท. เบอร์ ๗ ก่อนอื่นเพื่อประโยชน์ของเพื่อน ๆ ในนี้ครับ ขอเท้าความสักนิดหนึ่ง ที่จริงท่านรองประธานอลงกรณ์หรือว่าประธานที่ประชุม ณ วันนี้ก็เคยเป็นผู้รับผิดชอบ ทางด้านพลังงานของพรรคที่ท่านเคยสังกัดอยู่ เพราะฉะนั้นท่านก็เป็นคนที่รอบรู้คนหนึ่ง ผมก็หวังว่าสิ่งที่ผมจะพูดคงจะได้รับการสนับสนุน จากท่านเพื่อไปช่วยในการที่จะให้มีการปฏิรูประบบพลังงานของประเทศไทยอย่างแท้จริง แล้วก็จริงจังนะครับ ทุกครั้งที่มีการเสนอเรื่องปฏิรูปหนึ่งใดในช่วง ๒ เดือนที่ผ่านมาผมก็ หวาดระแวงทุกครั้ง และผมก็ได้กล่าวหลายครั้งว่าไม่น่าจะใช้เวที สปท. นี้เป็นที่ออก พระราชบัญญัติเพื่อจะขยายหน่วยราชการ ตั้งหน่วยงานใหม่ แล้วสิ่งที่เรากําลังประสบ ณ วันนี้เช้านี้ ร่าง พ.ร.บ. กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ก็เป็นไปในทํานองนั้นอีก ผมก็ อยากจะขอทักท้วงไว้ว่าเราไม่ได้มาปฏิรูปพลังงานเพื่อจะมาตั้งหน่วยงาน เราต้องการที่จะ ปฏิรูปแล้วก็ขับเคลื่อนเรื่องพลังงานเพื่อให้มีการปฏิรูปเรื่องพลังงานอย่างจริง ๆ จัง ๆ เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ แล้วก็สอดคล้องกับบริบทของสังคมไทยแล้วก็ของโลกด้วย ผมคิดว่าการที่จะเปลี่ยนสภาพของพระราชกฤษฎีกาให้มาเป็น พ.ร.บ. เป็นงานง่าย ๆ ใช้ศัพท์ชาวบ้าน เป็นงานหมู ๆ ของ คสช. ครม. หรือแม้กระทั่งกระทรวงพลังงานสามารถจะ ดําเนินการได้ ไม่ต้องมาเสียเวลาในการที่จะต้องมาพิจารณากัน ณ ที่นี้ และนี่ก็เหมือน เป็นงานชิ้นเดียวท่ามกลางงานพลังงานที่จะต้องมีการปฏิรูปอย่างใหญ่หลวง แล้วก็เป็น เรื่องสําคัญของประเทศไทยแล้วก็ของโลก ณ วันนี้ แล้วเราก็เอาเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ขึ้นมาก่อน แต่ว่าสิ่งที่ผมอยากจะฟังมากกว่าแล้วก็อยากจะร่วมพิจารณาทํางานด้วยก็คือเราจะขับเคลื่อน การปฏิรูปเรื่องพลังงานของประเทศอย่างไร เพราะว่าบริบทของประเทศไทยและของโลก ก็เปลี่ยนแปลงไป การที่จะมีกองทุนเชื้อเพลิงอันนี้ก็หมายความว่าเรายังยึดติดผูกติดกับ น้ํามันแล้วก็แก๊สธรรมชาติ หรือภาษาอังกฤษใช้คําว่าฟอสซิลเอเนอร์จี (Fossil energy) ขณะที่การประชุมที่กรุงปารีสเมื่อเดือนธันวาคมที่ท่าน พลเอก ประยุทธ์ก็ได้ไปร่วมด้วย มีข้อตกลงออกมา แล้วผมก็ได้กล่าวไปแล้วในที่ประชุมนี้เป็นพันธกรณีที่เราจะต้องลด การใช้น้ํามันแล้วก็แก๊สธรรมชาติเพื่อช่วยในการลดโลกร้อน แล้วเราก็ต้องมุ่งไปในทิศทาง ของการที่จะเพิ่มการวิจัยค้นคว้าแล้วก็การใช้พลังงานทดแทนและหมุนเวียนที่ประเทศไทย มีมากมายมหาศาล แสงแดดแทบจะทั้งวัน ลม คลื่นทะเล พืชไร่ต่าง ๆ แม้กระทั่ง สาหร่ายน้ําจืดและสาหร่ายทะเลก็สามารถที่จะนํามาเป็นเชื้อเพลิงได้ เพราะฉะนั้นเมื่อเราจะ ปฏิรูปพลังงานเราก็ต้องไปในทิศทางนี้เพราะเป็นพันธกรณีระหว่างประเทศที่เราจะต้อง หนีน้ํามันกับแก๊สธรรมชาติ แล้วในขณะเดียวกันเราต้องใช้ประโยชน์จากสิ่งที่เรามีที่ผมได้ กล่าวไว้แล้ว และเราก็ลดการพึ่งพาน้ํามันจากตะวันออกกลาง แก๊สจากประเทศพม่า แล้วก็ ไฟฟ้าจากเขื่อนของ สปป. ลาว และประเทศพม่า อันนี้เป็นพันธกรณีต่อสังคมเราเองแล้วก็ ต่อเพื่อนบ้านเพราะเราไม่ต้องการไปทําลายสิ่งแวดล้อมของเรา และเราก็อยู่ในสถานะผมก็ คิดว่ามีขีดความสามารถที่จะเร่งมุ่งไปในทิศทางของการมีพลังงานหมุนเวียนแล้วก็ทดแทน เราก็ต้องหลีกเลี่ยงให้มากที่สุดในการที่จะผูกติดกับพลังงานขาประจําคือน้ํามันแล้วก็แก๊ส ขณะเดียวกันราคาน้ํามันทั้งโลกก็ตกมาจาก ๑๐๐ เหรียญต่อบาร์เรล เหลือประมาณสัก ๓๐ เหรียญต่อบาร์เรล แล้วตอนนี้ประเทศอิหร่านก็ไม่ถูกคว่ําบาตรแล้ว ก็หมายความว่า จะมีน้ํามันทะลักออกมาจากตลาดโลกอีกมากมาย เศรษฐกิจของโลกโดยทั่วไปยังไม่เจริญเติบโต เพราะฉะนั้นโอกาสที่จะใช้น้ํามันกับแก๊สมากขึ้นก็คงจะไม่เป็นที่คาดหวัง ราคาน้ํามันก็อยู่ต่ํา ประมาณ ๓๐-๔๐ เหรียญต่อบาร์เรลไปอีกหลาย ๆ ปีข้างหน้า ประเด็นก็คือว่าจะมีน้ํามันถูก ณ วันนี้ประเทศไทยแล้วก็หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรวมทั้งรัฐวิสาหกิจด้วยอย่างน้อยก็ ๒ แห่งด้วยกัน คือ ปตท. แล้วการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทยนั้นจะสร้างเสถียรภาพหรือให้มีความมั่นคงทางด้าน พลังงานอย่างไร ผมขอใช้คําว่า เอเนอร์จีเซคิวริตี (Energy security) แต่ว่าการตั้งกองทุน เป็นเรื่องเสถียรภาพของราคา แต่ผมเป็นประชาชนชาวไทยผมก็อยากจะรู้ว่าผมจะมี น้ํามัน มีแก๊สสํารอง มีพลังงานทดแทนที่จะมั่นคงไปอีก ๑๕ ปี ๒๐ ปีข้างหน้าอย่างไร โดยเฉพาะเมื่อราคาน้ํามัน แก๊สถูกลง แม้กระทั่งถ่านหินที่อาจจะจําเป็นต้องใช้ เราก็ต้องหา ความมั่นคงทางด้านเชื้อเพลิงเป็นอันดับแรก ไม่ใช่หาความมั่นคงหรือเสถียรภาพทางราคา มันก็หัวมังกุท้ายมังกร เป็นการจัดลําดับความสําคัญหรือที่เรียกว่าไพรออริตี (Priority) ที่อาจจะผิดประเด็น ยิ่งของถูกก็น่าจะกว้านซื้อเข้ามาเก็บไว้ให้มากเพื่อเราจะได้มีความมั่นคง มีเสถียรภาพ ในยามที่น้ํามันอาจจะขึ้นไปเป็น ๗๐ เหรียญอีก ๑ ปี ๒ ปีเราจะได้ระบาย ออกมาได้ใช่หรือไม่ ก็ไม่จําเป็นที่ว่าจะต้องซื้อน้ํามัน แก๊สเข้ามากองไว้ที่ประเทศไทยเรา เราอาจจะมีคลังแสงไม่พอ ก็มีเรือบรรทุกไปลอยทะเลก็ได้ หรือเราจะไปซื้อแล้วก็เก็บไว้ใน ประเทศต่าง ๆ ก็ได้ เพื่อจะมาใช้ในยามยาก ผมก็อยากจะให้วิธีคิดใหม่ในเรื่องที่จะปฏิรูป พลังงาน แล้วก็ในข้อตกลงที่กรุงปารีสเป็นพันธกรณีระหว่างประเทศ ก็บอกแล้วว่ามีแนวคิด ถ้าเผื่อถึงแม้ว่าน้ํามันจะถูก สมมุติว่าเหลือลิตรละ ๒๐ บาท แต่ถ้าเผื่อคุณใช้มากแล้วก็มี ผลกระทบต่อโลกร้อนแล้วก็ไปเก็บค่าทําลายสิ่งแวดล้อมหรือค่าที่ทําให้โลกร้อน อันนั้นเป็น เทรนด์ (Trend) เป็นแนวโน้มที่กําลังจะเกิดขึ้นทั่วโลก เราก็ต้องไปคิดอย่างนั้นนะครับ อุตสาหกรรมอะไรที่ใช้พลังงานฟุ่มเฟือยมากก็ต้องเสียค่าโลกร้อน อะไรที่จําเป็นต่อชีวิตประจําวัน ก็ไม่ต้องเสีย ผมคิดว่าการปฏิรูปพลังงานต้องไปคิดในเรื่องทํานองต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ใช่มาตั้ง หน่วยงานขึ้นมาใหม่ เงินตั้ง ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วจะบอกว่าการเมืองไม่มาแทรกแซง ก็อาจจะเป็นความหวังที่ดี แต่ว่าเมื่อท่านเอารัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานมาเป็นประธาน ท่านพูดตอนต้นว่าไม่เอาการเมือง แต่ว่าตอนท้ายในร่าง พ.ร.บ. ท่านบอกว่าต้องเอารัฐมนตรี เข้ามา เมื่อสักครู่นี้ท่านนิกร จํานง เพื่อนสมาชิกของผมก็ได้พูดไปแล้ว ท่านจะเอาอย่างไร ไม่ให้เอาการเมืองออกไป ก็ต้องไม่ให้เอาการเมืองออกไป แต่ว่าประเด็นของการที่ว่า ยังจะต้องมีกองทุนเชื้อเพลิงอยู่หรือไม่ช่วยเพื่อจุดประสงค์อันใด ก็มีหลาย ๆ ท่านได้พูด ไปแล้วว่าจะสร้างเสถียรภาพของราคา มีความจําเป็นเมื่อราคาตก ผมเป็นห่วงว่าเมื่อขึ้นสูงขึ้น แล้วขาดแคลนเราจะทําอย่างไร แล้วผมขอย้ํานะครับ การปฏิรูปหรือการจะมีนโยบาย แห่งชาติว่าด้วยเรื่องพลังงานนั้นเราต้องหนีน้ํามันแก๊สแล้วก็ถ่านหิน แล้วก็ไปโยงกับสิทธิชุมชน ที่เราก็ได้อภิปรายกันมากมายในร่างกฎหมายรัฐธรรมนูญฉบับเบื้องต้นของท่านมีชัย ก็เกี่ยวโยงกัน แล้วก็เกี่ยวโยงกับโลกร้อน ผมก็ขอเสนอประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้มา แล้วถ้าเผื่อเป็นไปได้ ก็ส่งเรื่องไปให้รัฐบาลทางวาจาก็ยังได้ ไม่ต้องมาลงมติที่นี่ให้เสียความรู้สึกกันเปล่า ๆ แล้วก็หันกลับมาใช้เวลากันในการที่จะปฏิรูปเรื่องพลังงานอย่างจริง ๆ จัง ๆ ที่ประชุมที่นี่ ไม่ใช่เป็นสนามเพื่อให้ข้าราชการประจํา อดีตข้าราชการประจํามาสร้างอาณาจักรของตนเอง ผมไม่ต้องการให้รัฐไทยประชารัฐของเราเป็นรัฐแห่งระบบราชการแล้วก็แฝงมาในเรื่องของ การปฏิรูป ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านกษิตครับ ขอบคุณที่ยังจําได้ว่าพอจะมีความรู้ด้านพลังงานบ้าง ความจริง ผ่านมา ๑๖ ปีตอนได้ฉายาว่าเป็นมิสเตอร์เอทานอล (Mister ethanol) แต่ว่าอย่างไรก็ตาม มีประเด็นที่ผมขออนุญาตชี้แจงที่ท่านกษิตได้พูดถึง เป็นข้อเสนอที่ถูกต้องแล้วว่าอยากให้ การปฏิรูปเป็นไปโดยรวดเร็ว เพราะฉะนั้นในมติของกรรมการประสานงานรวม ๓ ฝ่ายนี้ครับ เราได้จัดระบบ ซึ่งในส่วนนี้ท่านสมาชิกและคณะกรรมาธิการทุกคณะต้องไปทบทวนรีวิว (Review) ในส่วนของงานที่ท่านทําอยู่ปัจจุบันนะครับ กล่าวคือว่าในส่วนของพิมพ์เขียว ปฏิรูปประเทศที่ สปช. ได้เสนอไปยังคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๓ สิงหาคม ปีที่แล้ว คณะรัฐมนตรีได้พิจารณาแล้วก็ส่งให้กับส่วนราชการที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย และภายใต้ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๓๑ ของรัฐธรรมนูญปัจจุบันนั้น ก็จะต้องส่งมาที่ สปท. ซึ่งมีการจัดตั้ง ใหม่นะครับ เราก็เห็นว่าการบริหารจัดการเพื่อให้การขับเคลื่อนการปฏิรูปเป็นไปอย่าง รวดเร็ว เป็นรูปธรรม ทันอกทันใจปัญหาของประเทศและพี่น้องประชาชนนั้น จึงมีมติว่า ในความเห็นของส่วนราชการที่มีต่อวาระปฏิรูป ข้อเสนอปฏิรูป ร่างกฎหมายปฏิรูป หรือกฎหมายในชั้นที่ต่ําลงมานั้น ให้นําเฉพาะที่เห็นด้วยซึ่งมีจํานวนหลายสิบเรื่องแล้วนะครับ ส่งมาที่ สปท. ถึงท่านประธาน และท่านประธานก็จะพิจารณาในส่วนนั้นโดยแจ้งสมาชิก และท่านประธานจะมีหนังสือถึงท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อให้ดําเนินการปฏิรูป ไม่ต้องมาย้อน วนเวียนกลับไปกลับมาที่ สปท. อีก เฉพาะในประเด็นหรือวาระ หรือรายงาน หรือร่างกฎหมาย ที่ทางส่วนราชการเห็นพ้องกับความเห็นข้อเสนอของ สปช. นะครับ และรวมทั้ง สปท. ด้วย ส่วนความเห็นที่ขอให้ปรับปรุงหรือทบทวนตรงนั้นก็จะส่งให้คณะกรรมาธิการที่รับผิดชอบ แต่ละเรื่องในการที่จะศึกษาพิจารณาปรับปรุงทบทวนหรือไม่ ก็เป็นการดําเนินการเช่นนี้ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยผมเชื่อว่าเกินร้อยละ ๓๐ ของวาระปฏิรูปทั้งหมดจะดําเนินการ อย่างรวดเร็ว ส่วนประเด็นเรื่องของวัตถุประสงค์ของกองทุนดังกล่าวนั้นเดี๋ยวกรรมาธิการคงชี้แจง ว่าสอดคล้องกับที่ท่านได้เสนอมาก็คือว่าส่วนหนึ่งของการใช้กองทุนก็คือการไปสนับสนุน เรื่องของพลังงานชีวภาพและอื่น ๆ ซึ่งก็ฝากกรรมาธิการด้วย เพราะว่ายังมีอีกอย่างน้อย ๒ คณะที่ทํารายงานเกี่ยวกับเรื่องของวางอนาคตประเทศไทย เรื่องอุตสาหกรรมชีวภาพ แล้วก็พลังงานชีวภาพที่เราเรียกว่า ไบโอ เบส อีโคโนมี (Bio based economy) ตรงนี้คงจะเข้ามาเร็ว ๆ นี้ ก็คงจะได้ประสานการทํางานร่วมกัน แล้วทางกรรมาธิการของ สนช. ด้วยนะครับ ต่อไปขอเชิญท่านรองสุดท้ายนะครับ ท่าน พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป อดีตสมาชิก สปช. ครับ

พลเรือเอก พะจุณณ์ ตามประทีป

สวัสดีครับ ผม พะจุณณ์ ตามประทีป เมื่อเช้าความจริงก็ได้รับรู้เรื่องนี้มานานพอควรนะครับ เรื่องการที่จะเสนอเรื่องของกองทุน น้ํามันเชื้อเพลิง มีหลายท่านได้พูดถึงข้อกฎหมายที่คณะกรรมาธิการร่างมาแล้วว่ามีอะไรที่น่า จะต้องแก้ไขเปลี่ยนแปลง ผมจะไม่พูดถึงนะครับ ผมมีข้อสงสัยว่าสิ่งที่เราจะปฏิรูปโดยเฉพาะ เรื่องกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง เราควรจะปฏิรูปในเรื่องไหนที่เป็นประโยชน์ต่อประชาชน หรือเป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลนี้ ไม่น่าจะเป็นอย่างที่เสนอมาเลยควรจะยกเลิกไปด้วย กองทุนน้ํามันนี่นะครับ โดยเฉพาะเวลานี้ที่บ้านเมืองกําลังมีปัญหามากมาย ประชาชน กําลังต้องการสิ่งที่บรรเทาความเดือดร้อนเขา หรือแม้แต่ธุรกิจต่าง ๆ ซึ่งจะต้องออกไปแข่งขัน กับต่างประเทศ การมีกองทุนน้ํามันเป็นตัวที่ทําให้เกิดปัญหาของการแข่งขันในทางการค้า เป็นตัวปัญหาค่าครองชีพของประชาชนในปัจจุบัน ถ้าท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ข้างบนนี้ เป็นนักยุทธศาสตร์ทางด้านพลังงาน น่าจะมองเห็นได้แล้วว่าพลังงานน้ํามันนับวัน จะหมดความสําคัญลงไปเรื่อย ๆ นะครับ พลังงานด้านอื่น ๆ จะเข้ามาแทนที่ เพราะฉะนั้น กองทุนน้ํามันที่คุณเก็บกันไว้มากมายคุณเอาไว้ทําไม โอเค (Okay) เมื่อมีปัญหา เมื่อตอนที่ ชาติบ้านเมืองมีปัญหาที่ต้องใช้ตรงนี้เราก็ได้ทําสิ่งเหล่านั้นมาแล้ว แต่ ณ เวลานี้บ้านเมืองอยู่ในสภาพไหน ประชาชนลําบากยากเย็นแค่ไหน ข้าวของแพง ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการขนส่งทั่ว ๆ ไป เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อกองทุนน้ํามันตรงนี้หยุดเสียก่อน หยุดเก็บเสียก่อน เพื่อให้น้ํามันเข้ามาในราคาที่เป็นจริง ประชาชนก็ได้รับประโยชน์ มากมาย การค้าขายขนส่งต่างประเทศ การค้าขายที่แข่งขันกับต่างประเทศเราก็จะทําได้ สู้เขาได้ เพราะฉะนั้นปฏิรูปตรงนี้ต้องปฏิรูปเพื่อให้กองทุนน้ํามันหยุดไปเสียก่อน ไม่ใช่ ปฏิรูปเพื่อให้กองทุนน้ํามันมีปัญหากับคนโดยทั่ว ๆ ไป มีความแคลงใจมากมายนะครับ ในเรื่องของกองทุนน้ํามัน หรือในเรื่องของพลังงานน้ํามัน กับประชาชน กับตัวผม กับประชาชนริมถนนมากมาย เพราะฉะนั้นตรงนี้ เวลานี้สิ่งที่เราควรจะทําให้รัฐบาลเขา เสนอแนะไปว่าไม่ควรจะมีกองทุนน้ํามันในช่วงนี้ ไม่ใช่บอกว่าราคาถูกจะต้องตั้งไว้ กลัวประชาชนจะเอาไปอาบหรืออย่างไร ต้องใช้ได้ตามที่ต้องใช้ ไม่มีใครเขาจะไป ใช้เล่น ๆ กัน ผมคิดว่าถ้าเราไปกําหนดตรงนี้ เวลาตรงนี้เราต้องรับผิดชอบ เพราะฉะนั้น ขอให้พวกเราคิดกันดี ๆ หน่อยว่าเราต้องรับผิดชอบถ้าไปกําหนดกองทุนนี้ขึ้นมา ยังใช้กันอยู่ ยังคาดหวังที่จะเอาเป็นประโยชน์อยู่ ซึ่งมองกันทั่ว ๆ ไปแล้วนักยุทธศาสตร์ทางด้านพลังงาน ทุกคน แล้วเขาจะมองเห็นว่านับวันจะถอยหลังลงไป ผมฝากไว้แค่นี้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านสมาชิกครับ เผอิญมีท่านสมาชิกได้ขอที่จะอภิปรายเพิ่มอีก ๑ ท่านนะครับ ได้แก่ศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ อดีตผู้ทรงคุณวุฒิ คณะกรรมการอุดมศึกษา อดีตคณบดีคณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และอดีตรองอธิการบดีมหาวิทยาลัย แม่ฟ้าหลวง ขอเชิญครับ

นายธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม ธรรมศักดิ์ พงศ์พิชญามาตย์ ก่อนอื่นต้องขอขอบพระคุณที่ให้เวลา แล้วก็ขอรบกวน เวลาสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ คือผมอยากจะเสนอว่ากองทุนตามที่ร่างมานี้เป็นน้ํามัน เชื้อเพลิง แล้วท่านผู้ทรงคุณวุฒิก็ได้พูดหลายเรื่องด้วยกัน แล้วท่านสมาชิกก็อธิบาย ให้เห็นแล้วว่าน้ํามันเชื้อเพลิงนั้นอนาคตก็ริบหรี่ลงไปนะครับ อยากจะเสนอเปลี่ยนอย่างนี้ ได้ไหมครับว่าน่าจะเป็นกองทุนพลังงานได้ไหม เพราะพลังงานอาจจะเป็นเชื้อเพลิง หรือจะใช้ด้านอื่น ๆ ก็เหมือนกัน ก็อยากจะให้เปลี่ยนชื่อตรงนี้ จากนั้นอยากจะเรียนว่า การที่จะทําพลังงาน หรือทําเป็นกองทุนไว้นี้จะเป็นประโยชน์กับประเทศในหลาย ๆ ด้าน ด้วยกัน คือกระผมเองเป็นประธานอนุกรรมาธิการด้านวิทยาศาสตร์ด้วย แล้วจะเห็นว่า มีเอกสารหลายอย่างที่นําเสนอในวันนี้ เช่นแผนยุทธศาสตร์ชาติก็พูดถึงเรื่องของวิทยาศาสตร์ และเทคโนโลยี วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเกี่ยวข้องกับพลังงานมากมายเหลือเกิน พลังงานวันนี้ ถ้าหากว่าไม่มีกองทุนหรือส่วนหนึ่งส่วนใดมาช่วยอุดหนุน การพัฒนาอนาคตของพลังงาน เพื่อประเทศก็จะสับสนแล้วก็ไม่มีความยั่งยืน ผมอยากจะเรียนว่าถ้าพลังงาน แหล่งพลังงานต่าง ๆ ที่เราจะค้นคว้าหามานี้ คือประเทศไทยนี่เล็กนะครับ เล็กเท่าประเทศฝรั่งเศสเท่านั้นเอง และเราก็ไม่ได้เป็นเจ้าอาณานิคมที่มีแหล่งพลังงานมากมาย ดังนั้นถ้าหากว่ากองทุนนี้ตั้งขึ้นมาแล้ว ก็สามารถเจียดเงิน หรือนําเงินที่มีอยู่ไปช่วยในการพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีด้านพลังงาน ก็จะทําให้ประเทศไทยมีความมั่นคงมากขึ้นนะครับ ซึ่ง คสช. หรือแม่น้ํา ๕ สายก็เห็นชอบว่า เราควรจะวางแผนระยะยาว ๒๐ ปีเป็นช่วง ๆ ๕ ปี ดังนั้นการพัฒนาตรงนี้ต้องอาศัยทั้งคน นักวิทยาศาสตร์ขั้นสูงที่รู้เรื่องของพลังงาน รู้เรื่องพลังงานใต้โลกที่มีเทคโนโลยีการเจาะ อย่างรวดเร็ว ในปัจจุบันก็มีแล้วแต่เราอาจจะซื้อไม่ได้ รู้เรื่องถึงการถ่ายทอดพลังงานจากแสงอาทิตย์ โดยการส่งจานขนาดยักษ์มหึมาไปรีเฟลกซีฟ (Reflexive) สะท้อนแสงลงมาเมืองต่าง ๆ อันนี้ ก็เป็นเทคโนโลยีทั้งนั้น แต่ถ้าหากว่าไม่มีการพัฒนา ไม่มีกองทุนมาอุดหนุน เงินอุดหนุน นักวิจัย เหล่านี้ก็ทําไม่ได้ อย่างเช่นเทคโนโลยีที่ปรากฏอยู่แล้วคนไม่เลียนแบบเลยนะครับ ก็คือ ที่พระราชวังสวนจิตรลดา ก็มีการใช้ลิเทียมโบรไมด์ (Lithium bromide) ในการแปลงโฉม พลังงานความร้อนมาเป็นความเย็นในห้องรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ทุกปี ลิเทียมโบรไมด์ (Lithium bromide) ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงนํามาใช้มีใคร เลียนแบบไหมครับ ไม่มี แก๊สสิฟิเคชัน (Gasification) พัฒนาในหลายประเทศเพื่อไปเป็น พลังงานทดแทนก็ไม่มี เพราะการที่เราไม่มีเงินอุดหนุนให้นักวิจัยและหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับ วิทยาศาสตร์มาผลักดันพลังงานมันเป็นเรื่องที่ยุ่งยากมากนะครับ ถ้าหากว่าเราอุดหนุนจาก กองทุนอันนี้มาผลักดันนักวิทยาศาสตร์ และผลักดันวิธีการวิจัยให้พัฒนาเทคโนโลยีต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั่วโลกเพื่อใช้ประโยชน์ในประเทศไทย อีกเรื่องหนึ่งที่ผมอยากจะเสริมก็คือว่า เงินต้องการใช้มากเลยในการพัฒนาพลังงาน อย่างเช่นพลังงานฟิวชันนิวเคลียร์ (Fusion nuclear) ควรจะวางแผนไว้ไหมครับ ต้องวางแผนนะครับ เพราะ ๓๐ ปีต่อไปข้างหน้าพลังงานฟิวชัน นิวเคลียร์ (Fusion nuclear) ผมพูดฟิวชัน (Fusion) นะครับ เอฟยู (Fu) คือท่านผู้ทรงคุณวุฒิ ที่นั่งอยู่คงรู้เรื่องดีอยู่แล้ว แต่ท่านสมาชิกที่นั่งข้างล่างอาจจะไม่ทราบมา ผมเรียนอย่างนี้นะครับ เมื่อเดือนที่แล้วไทม์แมกกาซีน (TIME Magazine) ก็อธิบายถึงฟิวชันนิวเคลียร์ (Fusion nuclear) ให้กับสังคมได้รับทราบว่าเป็นเทคโนโลยีใหม่ แต่ต้องการการลงทุน ณ ปัจจุบันฟิวชัน นิวเคลียร์ (Fusion nuclear) ก็ทําอยู่ที่ประเทศเยอรมนี ที่ประเทศแคนาดา ที่ประเทศอังกฤษ ที่ประเทศฝรั่งเศส แล้วก็ประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย ฟิวชันนิวเคลียร์ (Fusion nuclear) เป็นการยิงพาร์ทิเคิล (Particle) หรือว่าสั่ง กํากับให้ไฮโดรเจนรวมตัวกันเป็นฮีเลียมนั่นเอง ก็แบบเดียวกับที่เกิดในดวงอาทิตย์ พลังงานนี้เป็นนิวเคลียร์ (Nuclear) ที่สะอาดที่สุด แล้วนิวเคลียร์ (Nuclear) ปัจจุบันจะถูกลบทิ้งไปเลย เพราะว่าเป็นนิวเคลียร์ (Nuclear) ที่สกปรกคือระเบิดปุ๊บให้รังสีมากมายซึ่งคนเขาไม่รับ แต่ฟิวชันนิวเคลียร์ (Fusion nuclear) เป็นนิวเคลียร์ (Nuclear) แบบที่สะอาดแล้วก็พอรวมพลังงานเสร็จก็ได้ความร้อนออกมา ก็ทําให้เกิดการขับเคลื่อนแล้วก็ผลิตพลังงานไฟฟ้าตามมานั่นเอง สิ่งเหล่านี้เป็นเทคโนโลยี ขั้นสูงทั้งนั้นเลยครับ ถ้าหากว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีของประเทศไทยไม่ได้รับ การอุดหนุน คือจะเห็นว่า ๑๕ กระทรวงเกี่ยวข้องกับวิทยาศาสตร์ หลายกระทรวงเป็น กระทรวงเศรษฐกิจ หลายกระทรวงต้องเป็นกระทรวงที่ทําหน้าที่ผลิตพลังงาน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ หรือสถาบันการศึกษาทั้งหลาย ดังนั้นการศึกษาทางนี้ ถ้าหากว่าพลังงาน แหล่งกองทุนน้ํามัน หรือกองทุนพลังงานตั้งขึ้นมาแล้วไม่วางวิสัยทัศน์ไกล ๆ เพื่อรองรับการพัฒนาพลังงานของชาติผมคิดว่าจะไม่ประสบความสําเร็จ ถ้าเป็นไปได้ ก็ควรจะขยับขยายส่วนนี้เพื่อเปิดโอกาสพัฒนานักวิทยาศาสตร์ พัฒนาเทคโนโลยีด้านพลังงาน ในทุกรูปแบบให้กับประเทศยั่งยืนมากขึ้น ผมขอเรียนเพียงแค่นี้ครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านศาสตราจารย์ธรรมศักดิ์นะครับ ท่านสุดท้ายอดีตผู้ว่าราชการ ท่านเฉลิมพล ประทีปะวณิช ขอเชิญครับ เจ้าหน้าที่ได้ประสานเพราะว่าท่านแสดงความจํานง ที่จะอภิปรายเป็นท่านสุดท้าย ขอทางกรรมาธิการได้ชี้แจงก่อนเลยครับ ขอเชิญท่านประธานครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ขออนุญาตท่านประธานนิดหนึ่งครับ

ท่านอํานวยเชิญครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : สั้น ๆ ครับ ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงครับ

พาดพิงตรงไหนขอแจ้งก่อนนะครับ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : ผมเป็นข้าราชการบํานาญครับ ตําแหน่ง สุดท้ายคือผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ลําดับที่ ๑๙๗ เป็นหนึ่งในสภาแห่งนี้ สภาที่ผมเคยอภิปรายไว้หลายครั้งว่าคงไม่มีสภาใดในโลกใบนี้ที่จะรู้ ปัญหาของบ้านเมืองเท่ากับสภานี้ แล้วสภานี้เป็นสภาผู้ทรงคุณวุฒิครับ ประสบการณ์ทํางาน มาตลอดชีวิต ดังนั้นสภานี้ไม่ได้เป็นสภาที่สร้างอาณาจักรของข้าราชการประจําและข้าราชการ บํานาญ แต่เป็นสภาที่มีผู้ทรงคุณวุฒิมารวมตัวกันเพื่อแก้ปัญหาของบ้านเมือง ผมเสียตรงที่ว่า ผมเป็นข้าราชการบํานาญและอยู่ในสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นจะเห็นชัดครับ ผมปฏิรูปตํารวจ ผมทําลายอาณาจักรด้วยซ้ําไป อํานาจจากการแทรกแซงของฝ่ายการเมือง ซึ่งเป็นเรื่องกําลัง จะเข้าสภานี้อยู่ เพราะฉะนั้นทําความเข้าใจตรงนี้ครับว่าบางเรื่องในการปฏิรูปจําเป็นต้อง ออกเป็นกฎหมาย ต้องเข้าใจได้ครับ เพราะถ้าไปคิดและไปเขียนไว้มันลบง่ายครับ ถ้าเป็นกฎหมายแล้วดีรัฐบาลไหนก็ไม่กล้าลบ รัฐบาลไหนก็ไม่กล้าแก้ ฉะนั้นการออกเป็นกฎหมายกองทุนน้ํามันผมเห็นด้วย แต่ผมไม่ได้ยื่น อภิปรายไว้ แต่ผมใช้สิทธิพาดพิงตรงที่ว่าสภานี้ไม่ใช่สร้างอาณาจักรครับ เป็นสภาที่จะ แก้ปัญหาของบ้านเมืองเท่านั้นครับ ขอบคุณครับ

ความจริงก็ยังอยู่ในช่วงเดือนแห่งความรักนะครับ ก็รักกันไว้มาก ๆ ท่านกษิตครับ ท่านอํานวยได้ใช้สิทธิพาดพิงซึ่งผมว่ามีเหตุมีผล ชี้แจงก็ไม่ได้ไปกระทบอะไร ผมคิดว่า พอเหมาะพอควรแล้วนะครับ เชิญท่านกษิตครับ

นายกษิต ภิรมย์

ท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ คือการพูด เป็นหลักการนี่ไม่ได้ไปทิ่มแทงคนใดคนหนึ่งเป็นการเฉพาะในเรื่องของการที่จะมีการสร้าง อาณาจักรระบบราชการ ก็เป็นมุมมองของผมแล้วก็เป็นการวิเคราะห์ความเป็นไปในสภา อันสูงส่งอันนี้ แล้วก็เพื่อเป็นการเตือนสติพวกเราเท่านั้นเองว่าเราเข้ามาทําอะไรกันที่นี่ ไม่อย่างนั้นก็จะพูดเรื่องระบบราชการไม่ได้เลย เพราะที่อยู่ในห้องนี้ก็ข้าราชการทั้งนั้น จะไปแตะทรวงแตะซางแล้วก็บอกว่าถูกพาดพิงทั้งหมด ผมคิดว่าอ้างแบบนี้ค่อนข้างจะเหลวไหล ขอประทานโทษครับท่านประธาน ผมขอยืนยันครับว่าห้ามไม่ให้มีการสร้างอาณาจักรรัฐ ขึ้นมาโดยสภานี้ ขอบคุณมากครับ ผมไม่ถอนคําพูดเด็ดขาด

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ก็ยังไม่มีใครขอให้ท่านถอนนะครับ แต่ว่าก็อยู่กันด้วยความร่วมมือแล้วก็ ทะนุถนอมความรู้สึกกันก็ดีครับ เราอยู่กันหลายอาชีพ ไม่ใช่ข้าราชการอย่างเดียว ผมก็ ไม่ใช่ข้าราชการ เพราะฉะนั้นตัวท่านเองก็เคยเป็นข้าราชการ ไม่เป็นไรครับหนักนิดเบาหน่อย วัน เดือนแห่งความรักนะครับ ท่านเฉลิมพลยังไม่ได้เข้ามานะครับ ผมขออนุญาตที่ให้ทาง ท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการได้ชี้แจงครับ

นายคุรุจิต นาครทรรพ ประธานกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม คุรุจิต นาครทรรพ ในฐานะประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านพลังงาน ก่อนอื่นผมต้องขอกราบพระคุณท่านสมาชิกทั้ง ๘ ท่านที่ได้กรุณาอภิปราย ให้ข้อคิดเห็นและมุมมองที่เป็นประโยชน์ ตัวกระผมและกรรมาธิการก็จะน้อมรับไป ปรับปรุงในสิ่งที่แก้ไขได้นะครับ ก็มีประเด็นที่อยากจะกราบเรียนชี้แจงสั้น ๆ ให้ท่านสมาชิก ทราบในบางเรื่องเสียก่อนว่าที่ท่านนิกรได้กรุณาอภิปรายร่าง พ.ร.บ. นี้เป็นร่าง พ.ร.บ. การเงิน ใช่หรือเปล่า ส่ง ครม. ใช่ไหม ใช่ทั้ง ๒ ประเด็นนะครับ เป็นร่าง พ.ร.บ. ที่เกี่ยวกับการเงินแน่นอน เพราะฉะนั้นต้องส่งให้ ครม. พิจารณาให้การสนับสนุนก่อน รับรองก่อน แล้ว ในประเด็นนี้ผมอยากจะกราบเรียนสมาชิกหลาย ๆ ท่าน ท่านก็อธิบายด้วยความเป็นห่วงว่า ตอนนี้น้ํามันถูก ทําไมเราต้องมีกองทุนน้ํามันนี้ด้วย ผมก็อยากจะเรียนว่ากองทุนนี้ก็ตั้งขึ้น เพราะเราประสบปัญหาวิกฤติน้ํามันตั้งแต่ครั้งที่ ๑ ปี ๑๙๗๓ ปี ๒๕๑๖ พ.ร.ก. แก้ไข และป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิงนี้ออกในสมัยของท่านนายกรัฐมนตรี สัญญา ธรรมศักดิ์ และประกาศคําสั่งนายกรัฐมนตรีที่ออกสมัยแรกก็ออกในสมัยของ ท่านนายกรัฐมนตรีธานินทร์ กรัยวิเชียร แล้วก็ใช้สืบต่อกันมา เราประสบปัญหาว่าน้ํามัน ตอนนั้นขึ้นราคาถึง ๓ เท่า ๔ เท่า อินเฟลชัน (Inflation) ของประเทศขึ้นไปถึง ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ต้องกองทุนนี้มาช่วยนะครับ หลาย ๆ ท่านได้อภิปรายสนับสนุน กระผมก็ขอขอบคุณ แล้วก็อยากจะยืนยันว่ากองทุนนี้มีไว้เพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบต่อประชาชนจากราคาน้ํามัน ในตลาดโลกที่ผันผวน เพื่อให้ประชาชนและเศรษฐกิจของประเทศค่อย ๆ ปรับตัวได้ ถ้ายกเลิก กองทุนนี้ไปรัฐก็จะไม่มีเครื่องมือไว้ใช้ในยามฉุกเฉินหรือจําเป็นได้อย่างทันท่วงที เปรียบเสมือน เป็นกันชนอย่างที่ท่านอภิวัฒน์ว่านะครับ เป็นช็อกแอบซอร์บเบอร์ (Shock absorber) เบื้องต้น แต่ไม่ใช่ ช็อกแอบซอร์บเบอร์ (Shock absorber) ถาวร ถาวรก็คือเราต้องขับรถ ให้ปลอดภัยไม่ไปชนคนอื่น แล้วกองทุนนี้ก็ไม่ได้ใช้งบประมาณแผ่นดิน ก็อยากจะกราบเรียนว่า สถาบันบริหารกองทุนพลังงานนี้ไม่ใช่ใช้งบประมาณ ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท บริหารกองทุน ๔๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วเงินฝากก็ฝากแบงก์ (Bank) ของรัฐทั้งสิ้น แต่ว่างบประมาณ กองทุนจริง ๆ ก็คือ ๒๐ ล้านบาท แล้วร่าง พ.ร.บ. นี้ก็ไม่ได้ตั้งหน่วยงานใหม่ เป็นการโอนย้ายสถาบันกองทุนพลังงาน ตามพระราชกฤษฎีกาให้อยู่ในกองทุน แต่สิ่งที่แตกต่างไปและคิดว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง ก็คือ เดิมคนที่กําหนดนโยบายว่าจะเก็บเงินกองทุนเท่าไรด้วยวัตถุประสงค์ที่อาจจะไม่ชัดเจน ก็คือคณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงานที่ตั้งโดยคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ ซึ่งเป็นภาครัฐล้วน ๆ ในร่าง พ.ร.บ. นี้เราได้เปิดโอกาสว่าหนึ่งในสามเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วกองทุนนี้ก็ต้องขอประทานโทษท่านธรรมศักดิ์นะครับ คงไม่สามารถจะเขียนเปิด วัตถุประสงค์ให้กว้างไปใช้ในการวิจัยได้ ถ้าท่านจะวิจัยเรื่องวิทยาศาสตร์คงต้องไปขอกองทุนอื่น อย่างเช่นกองทุนอนุรักษ์พลังงานซึ่งเขาก็มีอยู่ เพราะว่าถ้าเขียนแบบนั้นก็จะผิดกับ วัตถุประสงค์ที่หลาย ๆ ท่านว่าเราทําเพื่อบรรเทาผลกระทบ เรื่องความชัดเจนก็มีมากขึ้น แล้วก็อยากจะกราบเรียนหลาย ๆ ท่านที่เป็นห่วงเรื่องพลังงานฟอสซิล (Fossil) จะหมดไป จะตกสมัย วัตถุประสงค์ของร่าง พ.ร.บ. นี้ก็เขียนชัดว่าเราต้องการจะส่งเสริมพลังงานทดแทน ที่เป็นเชื้อเพลิงชีวภาพ เช่น แก๊สโซฮอล์ (Gasohol) หรือไบโอดีเซล (Biodiesel) ซึ่งประเทศไทย ได้มีบทบาทล้ําหน้า เราได้น้อมนําพระราชดําริของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทีเอทานอล (T-ethanol) ที่ทําเรื่องน้ํามันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) หรือไบโอดีเซล (Biodiesel) ซึ่งท่านจดสิทธิบัตรไว้ เพราะฉะนั้นวัตถุประสงค์ที่เห็นชัดก็คือเรานํามาใช้ส่งเสริม เชื้อเพลิงชีวภาพ อันนี้เราก็ได้ทําไว้ เพราะฉะนั้นโดยรวมเราก็เห็นความบกพร่องของการใช้ กองทุนในอดีต ในบางยุคปล่อยให้กองทุนติดลบเหมือนเป็นการหาเสียง ติดลบไปถึง ๘๒,๐๐๐-๘๓,๐๐๐ ล้านบาท ในร่าง พ.ร.บ. นี้ก็เขียนว่าห้ามติดลบเกิน ๒๐,๐๐๐ ล้านบาท แล้วห้ามสะสมทรัพย์สมบัติไว้เกิน ๑,๐๐๐,๐๐ บาท กระผมอยากเรียนว่าในช่วงที่น้ํามันแพง เมื่อ ๕-๖ ปีก่อน กระผมก็เห็นเงินไหลจากกองทุนมากกว่าเดือนละ ๕,๐๐๐ ล้านบาท บางเดือนอาจจะถึง ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐-๑๐,๐๐๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นเรนจ์ (Range) ที่เรากําหนดระหว่างลบ ๒๐,๐๐๐-๔๐,๐๐๐ ล้านบาทก็คือบอกสัญญาณ ให้รัฐบาลว่าท่านจะอุดหนุนแบบเพลิดเพลินไม่ได้ ท่านจะต้องบอกความจริงให้ประชาชนทราบ แล้วที่สําคัญก็จะเป็นเกิดนิมิตใหม่ที่จะไม่มีการคอสต์ซับซิดี (Cost subsidy) เก็บเงินกองทุน จากน้ํามันแก๊สโซฮอล์ (Gasohol) ที่มอเตอร์ไซค์รับจ้างเขาเติมทีละ ๕๐-๑๐๐ บาท แล้วไป อุดหนุนผู้ขับรถน้ํามันดีเซล (Diesel) เป็นรถเก๋ง หรือไปอุดหนุนผู้ขับรถแอลพีจี (LPG) ก็จะ ไม่มีโอกาสที่เกิดขึ้น เพราะว่าผู้ทรงคุณวุฒิที่เราตั้งเข้าไปก็เป็นผู้ที่มีความรู้ อยากจะเรียน หลาย ๆ ท่านว่าจากเดิมองค์กรนี้บริหารโดยรัฐ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เราเปิดให้มีผู้ทรงคุณวุฒิ เราก็ต้องไว้ใจ เพราะว่านี่เป็นเครื่องมือของรัฐบาล ต้องให้รัฐบาลเขาบริหารโดยมีมุมมอง ของผู้ทรงคุณวุฒิจากภาคเอกชน แล้วเราก็เปิดว่าถ้าท่านอยากจะโปร่งใสจริง ๆ คิดว่าสรรหา จะเหมาะก็สรรหาได้ อันนี้ก็อยากจะกราบเรียนโดยรวมว่าเราได้สานต่องานของ สภาปฏิรูปแห่งชาติว่ากองทุนนี้ยังมีความจําเป็น แม้น้ํามันถูกแต่เราต้องเตรียมตัวให้พร้อม เหมือนคําพังเพยที่ว่าแม้หวังตั้งสงบ จงเตรียมรบให้พร้อมสรรพ์ ศัตรูกล้ามาประจัญ จะอาจสู้ริปูสลาย เพราะฉะนั้นก็อยากจะขอการสนับสนุนจากท่าน และร่าง พ.ร.บ. นี้ ยังมีหนทางอีกยาวไกลจะต้องส่งไปให้คณะรัฐมนตรี ซึ่งเราก็ได้รับสัญญาณที่ดี เพราะว่า ในเรื่องที่รัฐบาลส่งกลับมา ๔๘ เรื่อง ในเรื่องของระบบพลังงาน ในเรื่องกองทุนพลังงาน กระทรวงพลังงาน ครม. ก็มีมติเห็นด้วยที่จะให้เดินหน้าต่อนะครับ แล้วก็สอดคล้อง กับข้อท้วงติงของท่านผู้ตรวจการแผ่นดินว่าเราควรจะทํากองทุนนี้ให้ชอบด้วยกฎหมาย กราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

มีกรรมาธิการท่านอื่นจะชี้แจงไหมครับ ไม่มีแล้วนะครับ เป็นอันว่าที่ประชุม ได้พิจารณารายงานเรื่อง บทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง และร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... แล้วนะครับ ก่อนที่จะขอมติ จากที่ประชุมผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตนโดยเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ยังมีเวลาครับ ค่อย ๆ เดินครับ กรรมาธิการก็อย่าลืมแสดงตนนะครับ บางท่าน ลืมพกบัตรมาพอมาอยู่ข้างบน เรามีประชุมคณะกรรมาธิการอยู่หลายคณะนะครับ ทั้งตึกรัฐสภา ๒ แล้วก็ตึกรัฐสภา ๓ ก็ให้เวลาท่านสมาชิก ส่วนใหญ่ก็ข้าราชการบํานาญ ยังมีทยอยมานะครับ บนจอของประธาน ประธานจะมีระบบที่เวลาสมาชิกเสียบบัตรก็จะทยอยเพิ่มขึ้นนะครับ อย่างตอนนี้ก็ไปที่ ๑๖๒ ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะแสดงผลเป็นทางการ เพราะฉะนั้นก็จะคอยดูว่า ท่านสมาชิกได้เสียบบัตรแสดงตนตัวเลขจะเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ จนกว่าจะไม่มีผู้แสดงตนแล้ว ท่านกิตติครับ เพิ่งผ่านวันเกิดมาไม่นาน ข้างหลังเรียบร้อยแล้วนะครับ เจ้าหน้าที่แสดงผลครับ จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๖๕ ท่าน เป็นอันว่ามีผู้เข้าประชุมครบองค์ประชุมนะครับ ท่านกษิต ท่านวรวิทย์ ขานชื่อด้วยครับ เชิญท่านกษิตและท่านวรวิทย์ครับ

นายวรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา

ผม วรวิทย์ ศรีอนันต์รักษา ขอรายงานตัวครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็น ๑๖๖ นะครับ

นายวันชัย สอนศิริ

ท่านประธานครับ ผม วันชัย ขอแสดงตนด้วยครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านวันชัยนะครับ เจ้าหน้าที่บันทึกด้วย มีท่านอื่นอีกไหมครับ ลุกขึ้นขานชื่อ เลยครับ บอกเลขที่ด้วย ส่วนผู้มาชี้แจงที่เชิญมา ไม่ต้องลงนะครับ ครบถ้วนแล้วนะครับ

พลตํารวจโท อาจิณ โชติวงศ์ : ผมขออนุญาตแสดงตนครับ พลตํารวจโท อาจิณ ๑๙๕ ครับ

เพิ่มอีกท่านหนึ่งนะครับ

พลเรือเอก อนุทัย รัตตะรังสี

ขออนุญาตแสดงตนครับ ๑๘๑ ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

อีกครั้งนะครับ

พลเรือเอก อนุทัย รัตตะรังสี

๑๘๑ ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ชื่อครับ

พลเรือเอก อนุทัย รัตตะรังสี

พลเรือเอก อนุทัย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ทางกรรมาธิการมีไหมครับ อีก ๒ ท่าน ผมก็ประจําครับ เวลาที่ขึ้นมาทํา หน้าที่กรรมาธิการลืมเอาบัตรที่เสียบไว้ที่เก้าอี้ประจําตัว ปรากฏว่าพอขึ้นมาข้างบนก็ไม่ได้ เอาบัตรมา ต้องให้เจ้าหน้าที่ไปเอาให้ ท่านเสรีครับ

นายเสรี อติภัทธะ

๑๗๘ ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เชิญครับ

นายอนุสร จิรพงศ์

ผม อนุสร ๑๘๒

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

๒ ท่านครับ ครบถ้วนแล้วนะครับ

พลตํารวจเอก ไตรรัตน์ อมาตยกุล : ผม พลตํารวจเอก ไตรรัตน์ อมาตกุล สปท. หมายเลข ๖๐ ครับ

พลตํารวจเอก ไตรรัตน์อีกท่านนะครับ ก็แสดงตนครบถ้วน แล้วก็ครบ องค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่อง บทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงและร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... หรือไม่ ซึ่งหากเห็นชอบคณะกรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุง รายงานก่อนที่จะส่งให้ท่านประธาน และส่งไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดําเนินการ ต่อไปนะครับ

(นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะครับ ผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ขอเชิญใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดที่ยังไม่ได้ใช้สิทธิครับ เมื่อผมขานคําว่า ปิดลงคะแนนแล้ว ท่านจะไม่สามารถที่จะขอใช้สิทธิได้อีกเลยนะครับ ลงคะแนนได้ครบถ้วนทุกท่านแล้วนะครับ ผมขอปิดการลงคะแนน ขอผลครับ ผลการลงคะแนน จํานวนผู้เข้าประชุม ๑๗๒ คน เห็นด้วย ๑๖๐ คน ไม่เห็นด้วย ๔ คน งดออกเสียง ๘ คน ไม่ลงคะแนนเสียง ไม่มี

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงาน เรื่องบทบาท หน้าที่ และการใช้ประโยชน์กองทุนน้ํามัน เชื้อเพลิง และร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้ นําความเห็นและข้อเสนอแนะของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งให้ท่านประธาน สปท. และส่งให้คณะรัฐมนตรีต่อไปนะครับ จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านพลังงานแล้วนะครับ ขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านพลังงานและผู้ที่มาชี้แจงทุกท่านนะครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว

ขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)
(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ต่อไปเป็นการพิจารณาระเบียบวาระที่ ๓.๒ รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว คณะกรรมาธิการพร้อมแล้วนะคะ คณะกรรมาธิการที่จะชี้แจงมี ๓ ท่านนะคะ ท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ เป็นอดีตปลัดกระทรวงการคลัง ท่านมนู เลียวไพโรจน์ อดีตปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม อดีตสมาชิก สปช. และท่านกลินท์ สารสิน รองประธานกรรมการหอการค้าไทยนะคะ เชิญประธานกรรมาธิการแถลงรายงานค่ะ

นายสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม สถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ สปท. เลขที่ ๑๕๓ ในฐานะ ประธานกรรมาธิการด้านเศรษฐกิจ ขณะนี้ได้มีศัพท์ใหม่อยู่คําหนึ่ง ขออนุญาตใช้ภาษาอังกฤษ คือคําว่านิวนอร์มัล (New normal) หมายถึงว่าเป็นภาวะปกติใหม่ ในทางเศรษฐกิจภาวะ เศรษฐกิจใหม่ในเรื่องของความเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจ คือความเจริญเติบโตทางด้าน เศรษฐกิจในภาวะปกติใหม่นั้นจะขยายตัวประมาณร้อยละ ๓-๔ ในขณะที่ภาวะปกติเดิม ของการขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจอยู่ที่ประมาณร้อยละ ๕-๖ ที่เป็นเช่นนี้ก็เพราะว่าโครงสร้าง ของเศรษฐกิจไทยนั้นพึ่งพาการส่งออกเป็นหลัก ก่อนหน้านี้พึ่งพาการส่งออกถึงประมาณ ร้อยละ ๗๗ ในการส่งออก เป็นการส่งออกสินค้าร้อยละ ๖๐ ส่งออกบริการโดยมีการท่องเที่ยว เป็นหลักร้อยละ ๑๗ ปรากฏว่าในช่วง ๒-๓ ปีที่ผ่านมาการส่งออกได้หดตัวลงไปตามลําดับ เนื่องจากว่าเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักที่ประเทศไทยได้ส่งออกไปคือประเทศสหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป ประเทศญี่ปุ่น และประเทศจีน เศรษฐกิจได้ลดตัวลงไป การส่งออกของประเทศไทย ไปยังประเทศเหล่านั้นจึงได้ลดน้อยถอยลงตามไปด้วย เป็นที่มาของภาวะปกติใหม่หรือภาวะ ของเศรษฐกิจที่ขยายตัวได้เพียงร้อยละ ๓-๔ เท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ศักยภาพของการขยายตัว ทางด้านเศรษฐกิจของประเทศอยู่ได้ถึงประมาณร้อยละ ๕ ซึ่งหมายความว่าความพร้อม ทางด้านการผลิต การลงทุน การจ้างงานต่าง ๆ พร้อมที่จะมีศักยภาพการขยายตัวถึงร้อยละ ๕ แต่เนื่องจากการขยายตัวของการส่งออกนั้นนอกจากไม่ขยายตัวแล้วยังติดลบอีกด้วย จึงเป็น เหตุให้การขยายตัวทางด้านเศรษฐกิจได้ลดต่ําลงมาสู่ภาวะปกติใหม่ แต่แม้ว่าจะลดลงมา ตามภาวะเศรษฐกิจปกติใหม่ก็ตาม ก็ยังต้องมีความพยายามในการที่จะต้องหาเครื่องยนต์ ทางเศรษฐกิจเพิ่มเติมในการที่จะทําให้สามารถขยายตัวได้ในระดับนั้น เครื่องยนต์ที่สําคัญ ในขณะนี้ที่กําลังพยายามกันอยู่ ก็คือเครื่องยนต์ที่เรียกว่าการท่องเที่ยว ปรากฏว่าการท่องเที่ยว ซึ่งเป็นเครื่องยนต์เศรษฐกิจสําคัญมาทดแทนการส่งออกสินค้าได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในปีที่ผ่านมามีนักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศถึง ๒๙ ล้านคน ขยายตัวได้ถึงร้อยละ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ สร้างรายได้เข้าประเทศถึง ๑.๔ ล้านล้านบาท การขยายตัวของการท่องเที่ยวเหล่านี้เป็นสิ่งที่ สําคัญที่จะต้องดําเนินการต่อไป ซึ่งนอกจากเพิ่มรายได้เข้าประเทศ ส่งเสริมการขยายตัว ทางด้านเศรษฐกิจแล้ว ก็ยังส่งเสริมการพัฒนาอย่างทั่วถึงอีกด้วย เพราะว่าในการท่องเที่ยวนั้น เป็นการท่องเที่ยวที่กระจายออกไปทั่วประเทศ รายได้จากการท่องเที่ยวก็จะทําให้มีการขยายตัว ทางด้านเศรษฐกิจออกไปทั่วประเทศด้วยเช่นเดียวกัน ในวันนี้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ จึงขอนําเสนอต่อท่านประธานและสมาชิกผู้มีเกียรติทุกท่าน ในเรื่องของการพัฒนาการท่องเที่ยวเพื่อที่จะส่งเสริมการเจริญเติบโตทางด้านเศรษฐกิจของไทย และทําให้เศรษฐกิจของไทยนั้นมีการเติบโตอย่างทั่วถึง ซึ่งในการนี้ขออนุญาตท่านประธานที่จะ มอบหมายให้ท่านมนู เลียวไพโรจน์ และท่านกลินท์ สารสิน ได้นําเสนอต่อไปกราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านมนูค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

นายมนู เลียวไพโรจน์ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกที่เคารพทุกท่าน ผม นายมนู เลียวไพโรจน์ ในฐานะประธานอนุกรรมาธิการ อุตสาหกรรมและบริการ สปท. หมายเลข ๑๑๕ กระผมขอเรียนถึงประเด็นสําคัญในเรื่องของ การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ซึ่งจะได้นําเสนอให้ท่านสมาชิกได้พิจารณาในเช้าวันนี้นะครับ ก็คือเรื่องที่กําหนดถึงวัตถุประสงค์การพัฒนาการท่องเที่ยว ซึ่งมุ่งเน้นเป้าประสงค์อยู่ ๓ ประการหลักด้วยกัน

ประการแรก ก็คือการบูรณาการงานด้านการท่องเที่ยวเพื่อเสริมประสิทธิภาพ ในการดําเนินการ จะเห็นได้ชัดนะครับว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวนั้นไม่เฉพาะ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทยอย่างเดียวที่จะต้อง รับผิดชอบเกี่ยวกับเรื่องนี้ ยังจะมีหลายหน่วยงานไม่ว่าจะเป็นภาคเอกชน ภาครัฐบาล และภาคอื่น ๆ จะต้องร่วมมือมาบูรณาการกัน เช่น กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงอุตสาหกรรม กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงสาธารณสุข กระทรวงคมนาคม กระทรวงวัฒนธรรม กระทรวงมหาดไทย กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และรวมทั้ง สภาอุตสาหกรรมของแต่ละจังหวัด สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าไทย แล้วก็ภาคเอกชนอื่น ๆ เช่น สภาเอสเอ็มอี (SMEs) ของประเทศ ซึ่งหน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้ ก็จะต้องเป็นหน่วยงานที่มาร่วมกันเสริมสร้างและพัฒนาภาคการท่องเที่ยวของประเทศ ให้มีความเจริญก้าวหน้าและยั่งยืนต่อไป นั่นเป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ ก็คือการที่มีส่วนร่วมของชุมชนและประชาชนอย่างทั่วถึง เพื่อเพิ่มการกระจายรายได้และลดความเหลื่อมล้ํา จะเห็นได้ชัดว่าพื้นที่ท่องเที่ยว ต่าง ๆ ของประเทศไทยไม่เฉพาะในเมืองหลวงหรือเมืองใหญ่ ๆ เท่านั้น แต่มีทุกหนทุกแห่ง ทั่วประเทศไทยทุกพื้นที่ เพราะฉะนั้นการมีส่วนร่วมของราษฎรหรือประชาชนในพื้นที่ต่าง ๆ ทั่วประเทศไทย ชุมชนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการท่องเที่ยวและผู้ที่ดําเนินการ การท่องเที่ยวทั่วไป นั่นก็เป็นเรื่องของการต้องให้มีส่วนร่วม และการมีส่วนร่วมของประชาชน ในพื้นที่นั้นเป็นการมีส่วนร่วมที่มีประโยชน์อย่างยิ่งแล้วก็ก่อให้เกิดประโยชน์ทั้งทางการกระจาย รายได้ไปสู่พื้นที่ทั่วประเทศ และในขณะเดียวกันก็ลดความเหลื่อมล้ําของประชาชนในพื้นที่นั้น ๆ ด้วยนะครับ

ประการที่ ๓ ก็คือการสร้างความยั่งยืนทางด้านการท่องเที่ยว การท่องเที่ยวนั้น ไม่สามารถจะดําเนินการได้เฉพาะครั้งเฉพาะคราวแล้วก็เลิกกันไป แต่การท่องเที่ยว จะต้องดําเนินการให้เกิดความยั่งยืน การเกิดความยั่งยืนได้นั้นหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ต้องมีการบูรณาการกันอย่างที่ผมได้กราบเรียนไปแล้วตอนต้นว่าหน่วยงานทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน จะต้องมาร่วมกัน เพื่อให้เกิดการบูรณาการ และการบูรณาการนั้นก็จะเกิดประโยชน์ต่อ การเสริมสร้างเศรษฐกิจ ลดความเหลื่อมล้ํา รวมทั้งสร้างความยั่งยืน และจะต้องดําเนินการ อย่างต่อเนื่องของหน่วยงานต่าง ๆ ตรงนี้ก็เป็นเรื่องที่ทางกลุ่มการท่องเที่ยวของคณะอนุกรรมาธิการ อุตสาหกรรมและบริการได้พิจารณาดําเนินการ ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของการพัฒนา การท่องเที่ยวที่ สปช. ได้ดําเนินการไปแล้วขณะนี้ก็มีหลายเรื่องด้วยกันที่อยู่ในระหว่าง การดําเนินการ และ สปท. เราก็จะดําเนินการผลักดันให้เกิดขึ้น ในขณะนี้ประเด็นที่ทาง สปท. สมควรที่จะเร่งขับเคลื่อนการปฏิรูปนั้นก็จะมีเช่นการปฏิรูปองค์กรด้านการท่องเที่ยว ทั้งระบบ แล้วก็บูรณาการการทํางานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของ การปรับปรุงกฎหมายและพระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจการท่องเที่ยว รวมถึงการบังคับ ใช้กฎหมาย เรื่องที่ ๓ การบริการขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยว รวมถึงการบริหาร จัดการ จัดเก็บรายได้ และการกระจายงบประมาณให้เหมาะสม สอดคล้องกับความต้องการ และการดําเนินงาน เรื่องที่ ๔ การปฏิรูปมาตรฐานการจัดการแหล่งท่องเที่ยวของไทย ให้อยู่ในระดับสากล เรื่องที่ ๕ ก็คือส่งเสริมการมีส่วนร่วมทางด้านการท่องเที่ยวของ คนในท้องถิ่น ซึ่งกระผมได้กราบเรียนไปแล้วเมื่อสักครู่นี้ เพราะฉะนั้นในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่ทางกลุ่มการท่องเที่ยวจะได้ดําเนินการเพื่อนําเสนอต่อท่านสมาชิกต่อไป ในโอกาสนี้กระผมขออนุญาตเรียนเชิญท่านกลินท์ สารสิน ในฐานะประธานกลุ่มการท่องเที่ยวของ คณะอนุกรรมาธิการอุตสาหกรรมและบริการจะได้เรียนรายงานให้กับท่านสมาชิกได้กรุณา รับทราบต่อไป ขอเรียนเชิญครับ

นายกลินท์ สารสิน กรรมาธิการ 🔗

ขอบคุณครับ เรียนท่านประธาน และสมาชิกทุกท่านผม กลินท์ สารสิน สมาชิก สปท. เบอร์ ๔ ครับ มีเรื่องเมื่อสักครู่ที่ท่านมนู เล่าให้ฟังแล้ว ๓ คําที่เราประสงค์ คือเรื่องประสิทธิภาพ กระจายรายได้ ลดความเหลื่อมล้ํา และความยั่งยืน เมื่อสักครู่ที่ท่านมนูให้ดูแล้วในพาวเวอร์พอยท์ (PowerPoint) ที่เราขอเสนอ ขอภาพที่ ๒ จะเห็นได้ว่าที่คณะ สปช. ได้วางแผนไว้แล้ว แล้วทางคณะรัฐบาลได้เริ่มทําไปแล้ว คือสีเขียว ส่วนสีเหลืองเป็นจุดที่ทางคณะ สปช. ดูแล้วว่าน่าจะเป็นเรื่องเร่งด่วนที่เราสามารถทําได้ ก็หยิบมาทํา ซึ่งที่หยิบมาทํานี้เป็น ๕ เรื่องที่เราจะทําเมื่อสักครู่ที่ท่านมนูบอกไปแล้วนะครับ แต่วันนี้ที่จะนําเสนอคือ เรื่องที่ ๑ เรื่องการปฏิรูปโครงสร้างขององค์กรการท่องเที่ยวทั้งระบบ ซึ่งในเรื่องที่ ๑ เราจะทํา ๓ เรื่องด้วยกัน เรื่องแรก เรื่องการปรับโครงสร้างของ ๓ หน่วยงาน ให้ขึ้นตรงกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เรื่องที่ ๒ ตั้งคณะบูรณาการท่องเที่ยว ๒ ระดับ เรื่องที่ ๓ ตั้งสํานักงานคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ หลังจากมีการตั้งคณะ เรียบร้อย รีสตรักเจอร์ (Restructure) เรียบร้อยแล้วก็เป็นการขับเคลื่อนโดยข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ ทําต่อเนื่องต่อไปครับ หน้าถัดไปภาพบนจะเห็นว่าโครงสร้างที่มีอยู่ปัจจุบันทางซ้ายมือ สีน้ําเงินคือมีปัจจุบัน ๓ หน่วยงานด้วยกันที่พูดถึงคือสํานักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) สํานักงานนี้คือดูแลศูนย์ประชุมที่จังหวัดเชียงใหม่ รวมถึงเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีด้วย ขึ้นตรงต่อท่านนายกรัฐมนตรี สํานักงานต่อไปคือสํานักงาน ส่งเสริมการจัดประชุมและนิทรรศการ หรือเรียกว่า สสปน. ก็ขึ้นกับท่านนายกรัฐมนตรี เหมือนกัน หน่วยงานที่ ๓ เรียกว่าองค์การบริหารการพัฒนาพื้นที่พิเศษเพื่อการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนหรือเรียกว่า อพท. ก็ขึ้นกับท่านนายกรัฐมนตรีเช่นเดียวกัน ซึ่ง ณ ปัจจุบัน หน่วยงานด้านการท่องเที่ยวที่ขึ้นตรงกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา คือสํานักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย หรือว่า ททท. ที่จะขอเสนอปรับโครงสร้างคือย้าย ๓ หน่วยงาน สํานักงานพิงคนคร (องค์การมหาชน) สสปน. และ อพท. ให้ขึ้นตรงกับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เพื่อเป็นการบูรณาการ แล้วเวลาประชุมอะไรต่าง ๆ นโยบายได้เหมือนกัน หลังจากที่มี การปรับปรุงเรียบร้อยแล้วทางกระทรวงก็จะมีการรีสตรักเจอร์ (Restructure) อีกที ภายในกันเอง งานไหนซ้ําซ้อนกัน หน่วยงานไหนใครเก่งด้านไหนก็ทําด้านนั้น ซึ่งคณะกรรมาธิการ ก็ได้นัดคุยกัน วันก่อนเสนอในคณะกรรมาธิการวิสามัญ ก็มีการคุยกันว่าหลายหน่วยงาน ควรจะย้ายไปอยู่ฝ่ายอื่น สํานักงานอื่นหรือเปล่า เดี๋ยวมาคุยกันภายหลัง เรื่องแรกนะครับ

เรื่องที่ ๒ หน้าถัดไป การตั้งคณะกรรมการบูรณาการการท่องเที่ยว เริ่มต้นจากสีน้ําเงินข้างบนก่อน ก็คือคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ หรือเรียกว่า ททช. คณะนี้ปัจจุบันมีอยู่แล้วตามพระราชบัญญัติ ซึ่งคณะนี้มีอยู่แล้วประมาณ ๖-๗ ปีที่ผ่านมา แต่มีประชุมเฉลี่ยปีละ ๑ ครั้ง หลัง คสช. ตั้งขึ้นมาประชุมทุกเดือน คสช. คณะนี้มีความเห็นว่าการท่องเที่ยวเป็นเรื่องสําคัญของประเทศ ซึ่งในคณะ ททช. นี้ หรือว่าคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ ถือเป็นการดูนโยบายการท่องเที่ยว เป็นหลัก คณะนี้จะมีคณะกรรมการอยู่ ๓๑ คน เป็นเอกชนอยู่ ๓-๕ คน ซึ่งในนี้ส่วนใหญ่ จะเป็นคล้าย ๆ เรียกว่าท็อปดาวน์ (Top down) ในสไลด์ (Slide) ในเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) จะมีว่ามีใครบ้าง ส่วนใหญ่จะเป็นนโยบาย ส่วนใหญ่จะเป็นท็อปดาวน์ (Top down) คือข้างบนสั่งมาแล้วข้างล่างทําตาม ไม่ดูว่าแต่ละจังหวัดต้องการอะไร มีปัญหาอะไรบ้าง ก็ไม่มีอันนี้นะครับ ซึ่งตอนนี้ที่ขอจัดตั้งคือคณะกรรมการบูรณาการ การท่องเที่ยวเป็นตัวขับเคลื่อนจริง ๆ อันนี้คือจะเสนอให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาเป็นประธาน ขณะเดียวกันก็ประกอบด้วยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาเป็นประธาน และมีปลัดกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดูในเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) จะมีปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ปลัดกระทรวงวัฒนธรรม ปลัดกระทรวงคมนาคม ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ ปลัดกระทรวงกลาโหม ปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ปลัดกระทรวง สาธารณสุข ปลัดกระทรวงไอซีที (ICT) แล้วก็หน่วยงานราชการ รวมถึงเอกชน สมาคมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อันนี้ประมาณครึ่ง ๆ เอกชนและภาครัฐ ฉะนั้นเรียกว่าบูรณาการจริง ๆ มีการคุยกัน มีการวางแผนร่วมกัน ไม่ใช่ท็อปดาวน์ (Top down) อันนี้เป็นบูรณาการจริง ๆ ส่วนอีกระดับหนึ่ง กลับไปหน้า ๗ ใหม่ เรียกว่าคณะกรรมการบูรณาการการท่องเที่ยวจังหวัด อันนี้คือเป็นตัวขับเคลื่อนอีกมิติหนึ่ง แต่ในรายพื้นที่นะครับ ก็ทําหน้าที่คล้าย ๆ กัน เป็นการขับเคลื่อนโดยการสนับสนุน ส่งเสริม และพัฒนา การสร้างจิตสํานึกการมีส่วนร่วม ของคนในท้องที่เรื่องการท่องเที่ยวนะครับ เปิดไปหน้า ๙ ทางขวามือ ซึ่งประกอบด้วย ประธานก็คือผู้ว่าราชการจังหวัด ประธานสภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจังหวัด หรือประธาน หอการค้าจังหวัดเป็นประธาน กรรมการในที่นี้ก็มีทั้งภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในจังหวัดนั้น ๆ รวมถึง ปราชญ์ชาวบ้าน ผู้ทรงคุณวุฒิ แล้วก็มีทหารที่ดูแลแหล่งท่องเที่ยวด้วย เลขานุการของคณะนี้ คือสํานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด ซึ่งมีอยู่ในทุกจังหวัดเป็นเลขานุการ ขอกลับมาหน้า ๗ ใหม่นะครับ ก็ถามว่าแล้วคณะกรรมการบูรณาการการท่องเที่ยวจังหวัด จะเอางบประมาณจากไหน งบประมาณก็มาจาก กรอ. จังหวัด มีการประชุม กรอ. จังหวัด แล้วคณะกรรมการ กรอ. จังหวัดก็เสนอคณะกรรมการ กรอ. กลางอีกทีหนึ่งที่มีการประชุม เกือบทุกเดือน หรือเดือนเว้นเดือน เพราะฉะนั้นการเสนออะไรต่าง ๆ ไม่ใช่ท็อปดาวน์ (Top down) แล้ว จะบอตทอมอัพ (Bottom up) กลับมา แล้วขณะเดียวกันก็เป็น การเสริมสร้างความแข็งแกร่งในพื้นที่ รวมถึงถ้าเผื่อมีการโยกย้ายข้าราชการหรือว่า ผู้ว่าราชการจังหวัด บางจังหวัด ๒ ปีย้าย ๔-๕ คน ก็สามารถมีนโยบายอย่างต่อเนื่อง ขึ้นหน้า ๗ ใหม่นะครับ อีกหน่วยงานที่ขอตั้งใหม่คือสํานักงาน ททช. สํานักงาน ททช. เป็นเลขานุการของคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ หรือว่า ททช. ข้างบน เป็นคนดูแลด้านคลัสเตอร์ (Cluster) ทางขวามือหน้า ๗ นะครับ ทางขวามือก็มี เรื่องคลัสเตอร์ (Cluster) การท่องเที่ยวอารยธรรมล้านนา คลัสเตอร์ (Cluster) อันดามัน คลัสเตอร์ (Cluster) อารยธรรมอีสานใต้ ด้านการท่องเที่ยวฝั่งทะเลตะวันออกและตะวันตก สํานักงานนี้เป็นคนประสานงานให้

กลับไปดูเพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint) หน้า ๑๐ นะครับ ซึ่งปัจจุบัน คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติหรือ ททช. จะมีปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาเป็นเลขานุการคณะกรรมการ ซึ่งในปัจจุบันสํานักงานปลัดกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาทําหน้าที่เป็นสํานักงานเลขานุการคณะกรรมการ ททช. แล้วท่านมอบให้สํานักงาน เศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬาเป็นคนดูแลอันนี้ ก็จะถือเป็นงานฝาก เพราะที่ผ่านมา สํานักงานเศรษฐกิจการท่องเที่ยวและกีฬาก็มีภาระค่อนข้างเยอะหลาย ๆ เรื่อง เลยถือเป็น งานฝาก ก็เลยไม่มีการประสานงาน ไม่มีการดูแลอย่างจริง ๆ จัง ๆ ที่ขอเสนอคือตั้งสํานักงาน คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ จัดตั้งเป็นสํานักงานเทียบเท่ากับกรม เพื่อให้มีอํานาจเพียงพอในการติดตามงานได้ เป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้การกํากับดูแลของ ท่านปลัดกระทรวงเหมือนเดิม แล้วก็ควรแก้ไขพระราชบัญญัติให้สํานักงานที่จัดตั้งใหม่นั้น เป็นสํานักงานเลขานุการ ททช. แทนสํานักงานปลัดกระทรวง

ส่วนเรื่องด้านบุคลากร งบประมาณเดิมก็มีอยู่แล้ว มีการปรับภายใน กระทรวงอยู่แล้ว ซึ่งเรื่องนี้ได้นําเรื่องไปคุยกับทางภาครัฐ ภาครัฐก็กําลังจะทําเรื่องนี้ คล้าย ๆ กัน

หน้าถัดไปก็เป็นหน้าที่ของสํานักงานนี้ทําอะไรบ้าง ประสานงาน จัดทํา นโยบายต่าง ๆ ด้านพัฒนาแผนธุรกิจท่องเที่ยว การวิเคราะห์ เป็นศูนย์กลางการประสานงาน หลาย ๆ กระทรวง พูดถึงติดตามการดําเนินงานต่าง ๆ แล้วก็พัฒนาให้ความรู้ด้านทักษะ การท่องเที่ยวแก่บุคลากรภายนอก ก็มีเรื่องเสนอเท่านี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

คณะกรรมาธิการเสนอครบแล้วนะคะ ต่อไปเชิญท่านสมาชิกอภิปรายท่านแรก เรียนเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูตประจําหลายประเทศ อดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ และอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ เรียนเชิญค่ะ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศ ๓๐ กว่าปี งานเรื่องท่องเที่ยวก็ถือว่าเป็น งานประจําอันหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ ก็ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ท่านประธานครับ ผมคิดว่าบางครั้งบางคราวเราคงต้องมานั่งทบทวนตัวเราเองว่าเราจะ ปฏิรูปประเทศหรือว่าเราจะปรับปรุงหน่วยราชการ อันนี้ในอนาคต เพราะว่าเรามาทํางานกัน ที่นี่คือปฏิรูปสิ่งต่าง ๆ ในประเทศไทย ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง แต่ว่าเท่าที่ เสนอมาก็เป็นเรื่องของการปรับปรุงการบริหารราชการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถ้าเผื่อจะปฏิรูปเรื่องนี้ ก็มีข้อคิดว่าทําไมถึงไม่แยกการท่องเที่ยวออกจากการกีฬาเป็น ๒ หน่วยงานเลยได้ไหมครับ ๒ กระทรวง หรือว่าถ้าเผื่อไม่ต้องเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ได้ ก็มีสํานักงาน คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ แล้วก็บูรณาการดังที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้แจ้งมา ผมไม่มีปัญหาในการจะเอาที่ กระจัดกระจายอยู่ข้างนอกแล้วก็ไปขึ้นกับทางสํานักนายกรัฐมนตรี ขึ้นกับนายกรัฐมนตรีนั้น ให้มารวมอยู่ ณ ที่เดียวภายใต้ร่มอันเดียวคือสํานักงานคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยว แห่งชาติ หรือจะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แยกออกมาจากเรื่องของการกีฬา นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ผมก็หวั่นไหวทุกที เมื่อสักครู่นี้ก็พูด มีอะไรก็เป็นเรื่องของ หน่วยงาน แล้วก็ต้องไปที่ปลัดกระทรวง ไปที่อธิบดีนี้ แล้วก็มีรัฐมนตรีเป็นประธาน ผมก็ ค่อนข้างจะแปลกใจ แล้วต้องขอเอ่ยชื่อท่านกลินท์ สารสิน นิดหนึ่งนะครับ ท่านมาจาก แวดวงธุรกิจ ถ้าผมเป็นท่านผมจะเรียกร้องเอางานภารกิจที่อยู่ในมือของหน่วยราชการ แล้วก็เป็นไปได้ตัวฝ่ายการเมืองคือตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เอามาอยู่ที่ทางภาคเอกชนให้หมดเลย หรือให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไหน ๆ จะปฏิรูป เรื่องท่องเที่ยวแล้ว แล้วเราก็มีสมาคมการบินพาณิชย์ สมาคมโรงแรม สมาคมมัคคุเทศก์ สมาคมท่องเที่ยว ร้านอาหารต่าง ๆ เยอะแยะมากมายมหาศาล รวมทั้งกิจการปลอดภาษี แทกซ์ฟรี (Tax free) ตามสนามบินต่าง ๆ ด้วย แล้วก็ที่เกี่ยวกับรถลีมูซีน รถแท็กซี่ รถบัส ต่าง ๆ เหล่านี้ ทําไมไม่โอนอํานาจทั้งหมดที่มีอยู่จากหน่วยราชการต่าง ๆ นั้นมาอยู่ที่ สมาพันธ์การท่องเที่ยวแห่งชาติทางภาคเอกชน ด้วยจุดประสงค์ว่าเราจะปฏิรูปกันแล้วก็ โอนงานที่อยู่ในแวดวงของฝ่ายราชการแล้วก็ฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้นไปให้ ทางภาคเอกชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะผมเองมีความเชื่อ แล้วผมก็คิดว่า เพื่อนสมาชิกทั้งหลายมีความเชื่อว่าทางภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ที่เป็นหัวใจในเรื่อง การท่องเที่ยวทั้งหมดก็สามารถที่จะปกครองตนเองได้ ดูแลตนเองได้ สิ่งที่เขาต้องการคือ การสนับสนุนในด้านนโยบายจากรัฐ อาจจะมีกองทุนงบประมาณบางส่วนที่เก็บมาจากภาษี วีเอที (VAT) หรือภาษีศุลกากรอื่น ๆ ต่าง ๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเสนอว่าถ้าเผื่อ จะปฏิรูปกันแล้วโอนภารกิจมาที่ภาคเอกชนผู้ประกอบการทางด้านการท่องเที่ยวทั้งหมด ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นั่นคือการปฏิรูปครับ ส่วนอันที่ ๒ อะไรที่ทางท้องถิ่นทําได้ โดยเฉพาะคณะกรรมการบูรณาการระดับจังหวัด เราก็มี อบจ. มี อบต. มีเทศบาลเมือง ในแต่ละจังหวัด ก็ให้ ๓ หน่วยงานนี้เขาบูรณาการกันเองว่าเขาจะดูแลจังหวัดของเขาอย่างไร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราบใดที่ยังมาจากกระทรวงมหาดไทยและยังไม่ได้มีการเลือกตั้ง ก็เป็นแค่ที่ปรึกษาเท่านั้นเอง แต่ว่าการดูแลชายทะเล ภูเขา ต้นน้ํา โบราณสถานสําคัญ ๆ ของจังหวัดนั้น ๆ ก็โอนไปให้ท้องถิ่นเขาทําเดี๋ยวนี้เลย นั่นคือการปฏิรูปครับ ไม่ใช่ยังเก็บงานไว้ที่สํานักงานกลาง แล้วสํานักงานกลางก็ยังส่งเจ้าหน้าที่มาอยู่ในต่างจังหวัด ต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือว่ากระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่วางแผน แล้วก็เป็นผู้แทนของประเทศไทยในการประชุม การท่องเที่ยวระดับโลกที่กรุงมาดริด หรือว่าในกรอบของเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific) หรือว่าด้วยกรอบของอาเซียน (ASEAN) แล้วท่านก็เอาพันธกรณีระหว่างประเทศนั้น มาให้เอกชนทําแล้วหน่วยงานรัฐจะช่วยเหลืออย่างไรได้ก็ทําไป เพราะฉะนั้นให้เอกชนทํา คือการปฏิรูป กับอันที่ ๒ โอนไปให้ท้องถิ่นให้มากที่สุดก็คือการปฏิรูป ผมขอเสนออย่างนี้ เป็นแนวคิดใหม่ดีกว่า ไม่เอามาเพิ่มหน่วยราชการอะไรกันต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วส่วนกลางก็ยัง เข้าไปเกี่ยวข้องในทุกอณูของแวดวงธุรกิจ แล้วก็ยังลึกเข้าไปในท้องถิ่น เสมือนกับว่า ทางท้องถิ่นและทางภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังเป็นเด็กอมมือไม่สามารถที่จะดูแลตนเองได้ ผมคิดว่าเราต้องเชื่อใน ท้องถิ่น ต้องเชื่อในขีดความสามารถของทางภาคเอกชนเป็นสําคัญ แล้วเราก็ต้องปฏิรูป ในทํานองนี้ครับ ไม่ใช่มาเพิ่มอํานาจของกระทรวง ทบวง กรม และอะไร ๆ ก็รัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นผู้ดูแลพระราชบัญญัตินี้ ปลัดกระทรวงมาเป็น ประธานโน่น ประธานนี่ อธิบดีก็เป็นประธานโน่น ประธานนี่ ผมคิดว่าเราเสียเวลาที่จะมา ปฏิรูป ไม่ใช่ครับ นั่นปรับปรุงระบบราชการ คสช. ครม. อยากจะทําอันนี้ทําไป แต่ที่นี่ต้อง ปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจังครับ แล้วเรื่องการท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดอันหนึ่ง ของเศรษฐกิจแล้วก็ชีวิตของคนไทยลงไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าบนท้องถนนทั้งหมด ก็มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องอํานวยให้เขาทํามาหากินแล้วให้เขาดูแลตนเองให้มากที่สุด รัฐเป็นผู้อํานวยความสะดวก เป็นฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) เป็นผู้สนับสนุน อันนี้เป็น หัวใจสําคัญครับ ผมขอเสนอไว้แค่นี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะท่านกษิต ดิฉันมีรายชื่อผู้อภิปรายอีกเพียงท่านเดียวนะคะ ถ้าท่านใดต้องการอภิปรายในเรื่องของการท่องเที่ยว ท่านประธานด้านการท่องเที่ยวกรุณา ส่งรายชื่อได้เลยนะคะ เรียนเชิญท่านต่อไปคือท่านสมพงษ์ สระกวี ผู้อํานวยการบริหาร บริษัท สื่อปัญญาไทย จํากัด อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสงขลา เรียนเชิญคะ

นายสมพงษ์ สระกวี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ ท่านประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ ซึ่งเรื่องการท่องเที่ยวนั้นก็ยังแปลกใจอยู่ว่า มีผู้อภิปรายน้อย ถ้าเวลาเกินไปนิดหน่อยขออภัยท่านประธานได้กรุณาด้วยนะครับ ท่านประธานครับ ที่จริงแล้วผมออกจะเห็นพ้องกับท่านกษิตอยู่ไม่น้อยนะครับว่าเวลาเราพูด เรื่องการปฏิรูปนั้นเราก็ดูเหมือนจะมองเห็นแต่เพียงเรื่องของจะปฏิรูปโครงสร้าง บริหาร การตั้งคณะกรรมการ การทําแผน แนวทาง เสร็จแล้วก็ตั้งหน่วยงานตั้งแต่เรื่องสถาบันกีฬานั่น มาแล้ว บัดนี้ก็ดูเหมือนจะตั้งคณะกรรมการพัฒนาท่องเที่ยว แล้วก็เริ่มพูดถึงเรื่องวิสัยทัศน์ พูดถึงทิศทาง แนวนโยบาย ท่านประธานที่เคารพครับ ประเทศไทยอันเป็นที่รักของเรานั้น ทํามาหากินมีรายได้เข้าประเทศกับการท่องเที่ยวมานานเป็นสิบ ๆ ปี หากินอยู่กับสิ่งนี้ จนกระทั่งใครก็มองเห็น จนกระทั่งนํามาสู่การจัดตั้งเป็นกระทรวงเข้าไปแล้ว มีกรม มีปลัดกระทรวง มีโครงสร้างเกินพอครับท่านประธาน แต่กระนั้นก็ตามเมื่อถึงวันที่เราจะ ปฏิรูปประเทศและมองเห็นความสําคัญของการท่องเที่ยวนั้น เราก็ดูเหมือนจะบอกว่า ยังไม่พอนะครับ จะต้องคิดโครงสร้างคณะกรรมการบูรณาการการท่องเที่ยวขึ้นมาอีก จะต้อง จัดตั้งสํานักงานคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติขึ้นมาอีก เมื่อมีแห่งชาติแล้ว ก็ต้องมีแห่งภูมิภาค มีแห่งภูมิภาคแล้วต้องมีกรรมการระดับจังหวัด คิดอย่างอื่นไม่ออกเลย หรือครับท่านประธาน คิดกันแต่โครงสร้าง คิดกันแนวนโยบาย และที่ให้หล่อไปกว่านั้น ผมเห็นเลย และผมมีประสบการณ์ของผมโดยตรงคือต้องมีการวิจัยเรื่องการท่องเที่ยว ท่านประธานครับ การพูดถึงการท่องเที่ยวและพูดถึงวิจัยไม่หล่อได้อย่างไรครับ อะไร ๆ ก็ต้องศึกษาวิจัย แต่ผมอยากจะเรียนท่านประธานโดยเฉพาะท่านประธาน กรรมาธิการเลยว่าผมเคยอยู่ในสภาที่เรียกว่าวุฒิสภา แล้วก็เป็นประธานกรรมาธิการ งบประมาณอยู่หลายปี ทุกปีกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาจะต้องเสนองานวิจัยขึ้นมา ของบประมาณงานละ ๒,๐๐๐,๐๐๐-๓,๐๐๐,๐๐๐ บาท วิจัยตั้งแต่ทัศนคติชาวต่างชาติ วิจัยตั้งแต่เรื่องส้วม เรื่องอะไรสารพัด วิจัยทุกปี ปีหนึ่งหลายสิบโครงการ ใครจะไปกล้าเถียง ล่ะครับเรื่องวิจัย มันดูหล่อนะครับ นี่วันเวลาผ่านไปเป็น ๑๐ ปีราวกับประเทศนี้ จะต้องวิจัยกันอีกเยอะเลย แต่วิจัยแล้วขึ้นหิ้ง วิจัยแล้วไม่ได้เอามาปฏิบัติ วิจัยว่า ขอให้ผ่าน ๆ ไป ใช้งบประมาณแผ่นดินด้วยหัวข้อหล่อ ๆ ท่านประธานครับ นี่อย่างไรครับ เรื่องที่เราต้องปฏิรูป ท่านประธานครับ แท้ที่จริงแล้วการปฏิรูปการท่องเที่ยวที่สําคัญที่สุดนั้น ที่ผมคิดว่าน่าจะฝากไว้ก็คือการปฏิรูปความมุ่งมั่นจิตสํานึกและเจตจํานงของประเทศนี้ ที่จะทําให้ประเทศของเรานั้นเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นเลิศของโลก ปฏิรูปที่จะให้รัฐบาล หรือทุกคน ทุกองคาพยพในประเทศนี้มีความทะเยอทะยานที่จะกําหนดชะตากรรมอนาคต การท่องเที่ยวของประเทศเราให้เป็นเลิศให้จงได้ ถ้าเราเริ่มต้นเช่นนี้ท่านประธานครับ โครงสร้างที่มีอยู่ในปัจจุบันผมอยากจะเรียนท่านประธานว่าพอและเกินพอ ท่านประธานครับ ยกตัวอย่างง่าย ๆ หน้าประตูบ้านประเทศเราคือการเดินทางจากสนามบินสุวรรณภูมิ มาจนถึงพระนคร ประเทศอื่น ๆ พวกเราหลายคนคงเที่ยวประเทศสิงคโปร์เป็นว่าเล่น เส้นทางเข้าสู่ประตูบ้านของเขาร่มรื่นไปหมด ของเราจัดการกันไม่ถูก ทํากันไม่ลงตัว ไม่รู้ว่าจะเนรมิตเส้นทางจากสนามบินสุวรรณภูมิเข้ามาถึงในพระนครให้ร่มรื่น ให้มีดอกไม้ นานาพันธุ์ ให้มีต้นไม้ร่มรื่น ทําไม่ได้ครับ แล้วบอกว่าเราเป็นประเทศท่องเที่ยวที่สวยงาม ประตูทางเข้าบ้านคุณยังไม่สนใจเลยและยังจัดการไม่ได้ ต้องออกกฎหมายอีกกี่ฉบับล่ะครับ ที่จะโบ้ยบอกว่าเรื่องนี้ของสนามบินเขา เรื่องนี้ของ กทม. เรื่องนี้ของกรมทางหลวง เรื่องนี้ ของโน่น ของนี่ ของนั่น ก็มีปัญหาไปทุกจุดละครับ จะออกกฎหมายอีกกี่ฉบับล่ะครับ ทั้ง ๆ ที่ไม่ว่าจะหน่วยงานใดก็ตามถ้ามีเจตจํานง มีความมุ่งมั่น มีความทะเยอทะยานที่จะ ทําให้ชาติบ้านเมืองเราเป็นแหล่งท่องเที่ยวชั้นเลิศของโลก ประตูทางเข้าบ้านจะต้องสวยสด งดงาม จะต้องน่าดู จะต้องร่มรื่น แมกไม้นานาพันธุ์ต้องเขียวสดใสขจี เราคิดได้นะครับ เช่นเดียวกันครับท่านประธาน เวลาพูดถึงแหล่งท่องเที่ยวผมก็ดูลอย ๆ นะครับ พัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ๆ พวกผมตื่นเต้นมากเลยเวลามีขบวนพยุหยาตราทางชลมารค คนไทยด้วยกันนานทีปีหนจะได้มีเวลาไปแทรกตัวดูเรือพระที่นั่งทางชลมารคซึ่งเป็นเลิศ เป็นหนึ่งของโลกใบนี้ ประเทศอื่นเขาก็ไม่มี ประเทศเราขบวนพยุหยาตราปรากฏว่า เรือพระที่นั่งอยู่ที่ไหนครับ ไปกองอยู่ที่ไหนครับ ชาวต่างประเทศได้มีโอกาสมาดูไหมครับ คนไทยได้ดูไหมครับ แค่ทําพิพิธภัณฑ์กองเรือพระที่นั่งให้โอ่โถง สง่างาม ใหญ่โต แล้วจําลองภาพพิธีทางชลมารคให้ชาวต่างชาติมาเมื่อไรได้ดูเมื่อนั้น เก็บสตางค์ได้ด้วย ปรากฏว่าไปอยู่กับกองทัพเรือกระมังครับ อยู่กรมอู่ทหารเรือ ซ่อมจอดอยู่ดูไม่ได้เลย ทางเข้าเป็นสลัม (Slum) คนไทยก็ไม่ไปดูทั้ง ๆ เป็นความภาคภูมิใจ ต่างชาติก็ไม่ได้เห็น เก็บสตางค์ไม่ได้อย่างนี้ครับ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยว ของดีเรามีตั้งเยอะตั้งแยะ ถ้าเป็นผม แค่รื้อฟื้นพิธีของพราหมณ์ โล้ชิงช้าของพราหมณ์ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยว ของประเทศมายาวนานมากแล้วครับ วัดอรุณราชวราราม ราชวรมหาวิหาร กับโล้ชิงช้า เป็นสัญลักษณ์การท่องเที่ยวมานานมากแล้ว ผมถามท่านประธานครับ ในชีวิตนี้ท่านได้ดู การโล้ชิงช้ากี่หน ไม่มี รื้อฟื้นได้ไหม ไม่ได้ ไม่คิดจะทํา ดูเหมือนจะเป็นบาปหรืออย่างไรไม่รู้ การรื้อฟื้นประเพณีดี ๆ ที่เป็นสิ่งเดียวในโลกที่มีอยู่ เป็นสัญลักษณ์ของประเทศด้วย ทําไม่เป็นหรือครับ พัฒนาไม่ได้หรือครับ สู้ตั้งคณะกรรมการบูรณาการการท่องเที่ยวดีกว่า ง่ายดี อย่างนี้หรือครับจะเป็นการปฏิรูปที่น่าภาคภูมิใจ เพราะฉะนั้นผมไม่ได้อยู่ในการท่องเที่ยวเลย แต่ผมมองเห็นว่าในเมื่อผมตระหนักอยู่ ทางคณะกรรมาธิการเองก็ตระหนักอยู่ คนทั้งประเทศ ก็ตระหนักอยู่ ว่าในวันยางถูก ข้าวถูก อะไรถูกนั้น เรายังขายการท่องเที่ยว ยังพอได้ชดเชย เราภาคภูมิใจที่มีชาวต่างชาติมาเที่ยว แต่ก็ดีแต่ภาคภูมิใจ ทางเข้าบ้านก็ดูไม่ได้ แหล่งท่องเที่ยว ก็ไม่ได้คิดครีเอต (Create) อะไรขึ้นมาใหม่ ของดีก็ถูกหมักหมมทิ้งไว้ ประเพณีอันดีงาม ก็ไม่ได้รื้อฟื้น ชาวต่างชาติจะดูโขน คนอื่นเขามีโรงละครแห่งชาติ ของเราโรงละครแห่งชาติ ก็ร้าง คิดกันเรื่องท่องเที่ยวอย่างไรครับ จะฝากความหวังไว้กับการปฏิรูปที่ท่านอุตส่าห์คิด เรื่องการปฏิรูปการท่องเที่ยวลงลึกลงไปในรายละเอียดอันเป็นความภาคภูมิใจ อันเป็น จิตสํานึก อันเป็นเจตจํานง และเป็นความทะเยอทะยานของชาตินี้ที่เรียกว่าประเทศไทย ที่จะทําการท่องเที่ยวของเราให้เป็นเลิศให้จงได้ หัวใจน่าจะอยู่ตรงนี้ครับท่านประธาน แต่เอาเถอะครับ ในเมื่อคิดได้แต่เรื่องกรรมการนโยบาย กรรมการบูรณาการ เพราะว่า ผมได้ยินเรื่องนี้เยอะมากนะครับ ยุทธศาสตร์ พัฒนา หลายร้อยตัวที่จะเจอ แล้วก็เจอ จนกระทั่ง ๒ กระทรวงนี้นะครับท่านประธาน ยังตกลงกันไม่ได้เลยครับว่าจะใช้โลโก้ (Logo) ช้าง ๓ เศียร หรือโลโก้ (Logo) สุพรรณหงส์ อยู่ในกระทรวงเดียวกันยังตีกันอยู่เลยครับ จําเป็นต้องใช้ ๒ และท่านประธานลองคิดดู ขออนุญาตนอกเรื่องนิดเดียวครับ ปรากฏว่า พวกอธิบดี อธิบดีคนหนึ่งมาจากกรมพลศึกษา ก็ถูกดูหมิ่นหาว่าพูดภาษาอังกฤษไม่เก่ง อธิบดีคนหนึ่งก็มาจากกรมการท่องเที่ยว ขนาดในกระทรวงเดียวกันจะสลับอธิบดีกันแทบยาก เพราะมากันคนละสาย เขาเรียกว่าสายงานหรือสายความถนัดที่ต่างกัน อะไรทํานองนี้ครับ เพราะฉะนั้นท่านประธานครับ ผมก็มุ่งหวังเห็นการปฏิรูปจะใส่ไว้ตรงไหนท่านประธาน กรรมาธิการช่วยใส่ก็แล้วกันครับว่าให้เป็นรูปธรรม ว่าได้ใส่จิตวิญาณ เจตจํานง ความมุ่งมั่น ลงไปให้ไม่น้อยกว่าเรื่องของโครงสร้าง เพราะโครงสร้าง ภารกิจของประเทศระดับที่ถูกยกขึ้น เป็นกระทรวงแล้วก็ถือว่าโครงสร้างไม่ธรรมดาแล้วละครับ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านสมพงษ์ค่ะ มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะอภิปรายเพิ่มเติม ไหมคะ เชิญท่านเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ก็ขออนุญาตเสนอคณะกรรมาธิการ คืออ่านรายงานของกรรมาธิการเกี่ยวกับการพัฒนาด้านการท่องเที่ยวนะครับ มีข้อเสนอ เป็นหลักสําคัญ เนื้องานที่จําเป็นในการแก้ปัญหาอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ท่านกําหนดไว้ ๘ ข้อ ใน ๘ ข้อดังกล่าวผมก็พยายามดูว่าปัญหาอุปสรรคของการท่องเที่ยวประเทศไทย มีเรื่องสําคัญ ๆ อะไรบ้าง และมีครบถ้วนหรือไม่ อย่างไร สิ่งหนึ่งที่ผมยังไม่เห็นนะครับว่า ถ้าพูดถึงการท่องเที่ยวเราก็จะเน้นเที่ยวในประเทศ กับคนต่างประเทศเขาเข้ามาเที่ยว ในเมืองไทย สิ่งที่เขาต้องการนั้นก็คือต้องการมาพักผ่อน สิ่งที่เขาต้องการก็คือเข้ามาเพื่อที่จะ ศึกษา แต่สิ่งสําคัญนะครับ ทุกคนที่เข้ามาในประเทศไทยหรือเข้ามาเที่ยวเขาต้องการ ความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สิน โดยเฉพาะชีวิต ที่เราฟังข่าวนะครับ เราจะเห็นเหตุการณ์ เกิดขึ้นประจํา ความปลอดภัยของเราต่ํากว่ามาตรฐาน เรายังขาดสิ่งที่จะสร้างความเชื่อมั่น ให้กับคนที่เขามาเที่ยว ท่านจะเห็นนะครับ อย่างเช่น ไม่กี่วันลงเรือเรือก็ล่ม เดินทางไปไหน ก็ไม่ปลอดภัย มีคดีอาญาเกิดขึ้นกับเขาทําให้เสียชีวิต ผมว่ามาตรการสําคัญก็จะกุมเนื้องานที่จําเป็นเพื่อจะให้อุตสาหกรรมท่องเที่ยวของประเทศไทย มีมาตรฐาน มีความปลอดภัย ซึ่งเป็นหัวใจสําคัญ ท่านต้องกําหนดเป็นยุทธศาสตร์ เป็นวิธีการปฏิรูปเรื่องการท่องเที่ยวที่จะไม่ให้เกิดเรื่องเหล่านี้เกิดขึ้นได้โดยง่าย เพราะมันง่ายเกินไปครับ นั่งเรือเรือก็ล่ม เดินป่าก็หลง อย่างนี้เป็นต้น แล้วเราก็จะให้คนมา ท่องเที่ยวประเทศไทย แต่เรายังไม่มีมาตรการป้องกันความปลอดภัยในชีวิตให้กับ นักท่องเที่ยวเหล่านี้อย่างสมบูรณ์นะครับ

อีกประเด็นหนึ่งครับท่านประธาน การท่องเที่ยวของเราขาดการบูรณาการ การร่วมมือกันของหน่วยงานอื่น ๆ การท่องเที่ยวเราในหลายแห่งเรายังขาดความร่วมมือ ยกตัวอย่างให้เห็น ๆ อย่างเช่นแถว ๆ ไชน่าทาวน์ (Chinatown) แถว ๆ เยาวราช เยาวราช เป็นแหล่งท่องเที่ยวนี่ยกตัวอย่างนะครับ เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่คนมาเดินมากมาย แต่ปรากฏว่า เรายังเห็นสภาพเลยครับ เห็นคนขอทาน เห็นคนพิการ คือเราไม่สามารถไปบริหารจัดการ ประสานกับหน่วยงานกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ว่าควรจะต้องไป ตรวจสอบดูสิ ทําไมมีคนยากจน คนที่ลําบาก คนที่พิการ ทําไมถึงปล่อยอยู่ในสถานท่องเที่ยว ตามวัดนี่เยอะแยะเลย ท่านบอกว่าจะพัฒนาท่องเที่ยว แต่ภาพเหล่านี้ปรากฏอยู่ใน หลายสถานที่ที่เป็นแหล่งท่องเที่ยว และจะทําให้ท่องเที่ยวนั้นได้อย่างไร ถ้าคนเขาพิการ ลําบากจริงเราก็ต้องหาคนไปดูแลครับ หาสถานที่ให้เขาอยู่อาศัย หาอาหารให้เขากิน ถ้าเขาช่วยตัวเองไม่ได้ แต่ไป ๆ มา ๆ แหล่งท่องเที่ยวปล่อยให้เหตุการณ์แบบนี้เกิดขึ้น มากมาย และส่วนการประสานงานครับ เมื่อสักครู่ผมยกตัวอย่างที่เยาวราช นักท่องเที่ยวมาเดินเที่ยวเยาวราช บนทางเท้าจะขายของได้ต้องผ่านเทศกิจ และบนทางเท้า ก็ต้องจ่ายเงินให้เทศกิจ ขายบนถนนก็ต้องจ่ายเงินให้กับจราจร วันดีคืนดีก็ไล่จับกัน พอตํารวจมาแม่ค้าก็วิ่งขึ้นบนทางเท้า พอเทศกิจมาขายบนทางเท้าก็วิ่งลงไปถนน นี่ยกตัวอย่างนะครับท่านประธานว่าถ้าเราจะพัฒนาการท่องเที่ยว ผมว่าเรื่องเหล่านี้ เป็นเรื่องที่ปรากฏอยู่ในแหล่งท่องเที่ยวมากมาย กลายเป็นว่าเป็นแหล่งทํามาหากินของ ราชการ อันนี้เป็นสิ่งที่เป็นปรากฏการณ์ ถ้าหากว่าเราสามารถที่จะบริหารจัดการให้ การท่องเที่ยว ถ้าหากว่าเราจะให้ความสําคัญตรงนั้นจริง การประสานงานกับหน่วยงาน ราชการต้องบูรณาการครับ ท่านต้องมีมาตรการ ถ้าบอกว่าอันนี้คือแหล่งท่องเที่ยวก็ให้เป็น แหล่งท่องเที่ยวจริง ๆ อย่าไปหาผลประโยชน์กัน ลักษณะแบบนี้ทําให้เสียภาพลักษณ์ อันนี้คือสิ่งที่อยากจะฝากท่านกรรมาธิการให้พิจารณาศึกษาเรื่องเหล่านี้ นอกจากนั้น แหล่งท่องเที่ยวเราสามารถสร้างอะไรได้เยอะ ขออนุญาตเอ่ยนาม ท่านสมพงษ์ สระกวี ก็พูดถึง เราทําอะไรได้เยอะครับ ผมยกตัวอย่างเยาวราชเพราะเห็นกับตา อย่างเราบอกว่า ที่เยาวราชคือที่ขายทอง ทําไมท่านไม่รณรงค์ว่าให้ขายทองถึงเที่ยงคืนอย่างนี้ ให้คนมาเที่ยว เมืองไทย ผ่านไปเยาวราชไปเที่ยวได้ ที่นี่เป็นแหล่งท่องเที่ยวเลย สามารถซื้อทองได้ถึงเที่ยงคืน นี่ยกตัวอย่างเห็นไหมครับ ทําอะไรได้เยอะเรื่องอุตสาหกรรมการท่องเที่ยว อยู่ที่ มาตรการภาครัฐจะทําอย่างไรให้เกิดผลพวงกับการบริหารจัดการ จริง ๆ แล้วเรื่องรายได้ ในส่วนการท่องเที่ยวเองถือว่าเป็นหัวใจสําคัญของประเทศ สามารถที่จะมีมาตรการ วิธีการ ได้เยอะ ไม่ใช่คิดเฉพาะในเรื่องหลักการสําคัญ แต่มองปัญหาในระดับเบื้องล่างนี่มองข้ามไป ก็คงฝากท่านกรรมาธิการเพื่อที่จะเสนอมาตรการ วิธีการแก้ปัญหาอย่างที่ผมกราบเรียนครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

ดิฉันมีชื่อผู้ขออภิปรายเพิ่มก่อนท่านอํานวยนะคะ มี พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ท่านผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ และต่อด้วยท่านอํานวยค่ะ เชิญ พลตํารวจโท สุวิระค่ะ

พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา : กราบเรียนท่านประธาน และท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้ทรงเกียรติที่เคารพทุกท่าน ผม พลตํารวจโท สุวิระ ทรงเมตตา ผู้ช่วยผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติ สมาชิกลําดับที่ ๑๗๖ ขออภิปราย เสนอแนะ เพิ่มเติมดังนี้นะครับ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจที่นําโดยท่านสถิตย์ ลิ่มพงศ์พันธุ์ ถือว่าเป็นวิสัยทัศน์แล้วก็เป็นภาวะ ที่เหมาะสมกับภาวะเศรษฐกิจของประเทศในขณะนี้ที่ท่านจะช่วยเหลือเศรษฐกิจของชาติ แล้วก็ช่วยเหลือเศรษฐกิจของชุมชน รวมทั้งกระเป๋าของประชาชนด้วยการส่งเสริม การท่องเที่ยว แล้วก็หยิบเรื่องการท่องเที่ยวขึ้นมาในการขับเคลื่อนครั้งนี้ ทีนี้การท่องเที่ยวนี้ จะดึงดูดนักท่องเที่ยวมาได้มากน้อยเพียงไร แค่ไหน และจะทําให้นักท่องเที่ยวมาเที่ยว แล้วกลับไปบอกต่อให้คนอื่นมาเที่ยวต่อ หรือว่านักท่องเที่ยวคนเดิมมาเที่ยวปีนี้ แล้วปีหน้ามาอีก ปีต่อ ๆ ไปมาอีก เขาเรียกว่าการกลับมาเที่ยวใหม่ซ้ํา ตรงนี้ ต้องสร้างให้เกิดขึ้นครับ เพราะว่าจะเป็นปัจจัยสําคัญในการที่จะทําให้การท่องเที่ยวนั้น มีความต่อเนื่องและมีคนมาเที่ยวมากขึ้น หัวใจสําคัญหรือปัจจัยสําคัญของเรื่องนี้ก็คือว่า คนที่มาเที่ยวเขาจะต้องมีความปลอดภัย ท่านลองนึกนะครับว่าขณะนี้ท่านจะไปเที่ยว ในยุโรป ไปเที่ยวในแถบประเทศฝรั่งเศส หรือประเทศอิตาลี สิ่งแรกพอพูดถึงเรื่องนี้ ท่านนึกถึงอะไรเป็นอันดับแรก คือพวกที่ล้วงกระเป๋า พวกที่โจรกรรม เพราะฉะนั้นตรงนี้ครับ เขามาเที่ยวประเทศไทยเหมือนกัน เขาก็นึกถึงเรื่องนี้เป็นเรื่องแรก ดังนั้นเราจะทําอย่างไร ที่จะทําให้นักท่องเที่ยวทั้งโลกมีความรู้สึกและมีความเชื่อมั่นว่ามาเที่ยวที่ประเทศไทย แล้วปลอดภัยตรงนี้แน่นอน เพราะฉะนั้นผมจึงอยากจะขอเรียนอย่างนี้ครับว่า ปัจจัยที่เกี่ยวกับความปลอดภัยนั้นผมขอนําเสนอดังนี้ครับ

๑. ปลอดภัยจากอาชญากรรมเกี่ยวกับชีวิต ก็คือเรื่องทําร้ายร่างกาย เรื่องฆาตกรรมทั้งหลาย

๒. ความปลอดภัยเกี่ยวกับทรัพย์ ได้แก่ ไม่ถูกลักทรัพย์ ไม่ถูกชิงทรัพย์ ไม่ถูกปล้นทรัพย์

๒.๑ กรณีชิงทรัพย์นี้นะครับ ในที่ท่องเที่ยวมาเที่ยวแล้วจะต้องไม่ถูก ล้วงกระเป๋าจะไม่ต้องถูกแย่งชิงทรัพย์สิน แล้วก็ไม่ถูกข่มขู่แล้วก็เอาทรัพย์ไปซึ่งจะเกิดขึ้น มีมาเฟีย (Mafia) ทั้งมาเฟีย (Mafia) จากต่างประเทศเอง หรือว่าอาชญากรในประเทศเราเอง หรือว่ามาจากอาเซียน (ASEAN) ก็ตามนะครับ ตรงนี้ก็ถือว่าเป็นอุปสรรคอันหนึ่งที่ทําให้ การท่องเที่ยวนั้นกระทบครับ

๒.๒ เรื่องการฉ้อโกง อันนี้ก็คือร้านค้าต่าง ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ร้านเครื่องประดับ หรือจิวเวลรี (Jewelry) หรือร้านเพชรทั้งหลายนี้นะครับ ถ้านักท่องเที่ยว มาซื้อแล้วบอกว่ามาตรฐานของจริงขนาดนั้นขนาดนี้ แต่พอกลับไปถึงประเทศของเขา แล้วเป็นของปลอม ตรงนี้ละครับก็กระทบต่อการท่องเที่ยวเป็นการฉ้อโกง และในส่วนนี้ ที่สําคัญก็คือว่ามีกระบวนการที่ทําในรูปแบบฉ้อโกงนักท่องเที่ยวอย่างเป็นรูปแบบ รวมถึงไกด์ (Guide) รวมถึงผู้ที่เป็นนายหน้า เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็ต้องมีมาตรการ แก้ไขนะครับ

๓. เรื่องความปลอดภัย ก็คือปลอดภัยเรื่องอุบัติเหตุ อุบัติภัยครับ คนมาเที่ยว ประเทศไทย ขับรถมาแล้วรถต้องไม่เกิดอุบัติเหตุ หรืออย่างที่ท่านเมื่อสักครู่นี้กล่าวถึงกรณี ข้ามทะเลก็ไม่ได้รับอันตรายนะครับ พูดง่าย ๆ มีมาตรฐานเรื่องความปลอดภัย ทีนี้ในเรื่อง ของอาชญากรรมดังกล่าวนี้ต้องมี ๓ ส่วนครับ ส่วนแรก ต้องมีระบบป้องกันไม่ให้เกิด ส่วนที่ ๒ คือเมื่อเกิดแล้วมีการเผชิญเหตุ หรือมีการช่วยเหลือทันท่วงทีแล้วก็ประทับใจ พึงพอใจกับผู้ที่เป็นนักท่องเที่ยว และประการที่ ๓ ถือว่าสําคัญกว่า ๒ ส่วนแรก คือการประชาสัมพันธ์หรือการไอโอ (IO) ให้เขารู้ว่าเมืองไทยนั้นเป็นเมืองปลอดภัย ดังนั้นผมขอนําเสนอนะครับ จากมาตรการ ดังกล่าวนั้นขอนําเสนอข้างในที่ท่านนําเสนอมาดังนี้นะครับ ที่ท่านเขียนว่าประการที่ ๓ นะครับ การสร้างความยั่งยืนด้านการท่องเที่ยว ผมอยากให้เติมคําว่า ปลอดภัย ไปตรงข้างหลังนะครับ และบรรทัดกลาง ๆ เขียนว่าการปฏิรูปมาตรฐานการจัดแหล่งท่องเที่ยวของไทย ให้อยู่ในระดับสากล อยากให้เติมคําว่า และปลอดภัย ไปด้วย และพอมาดูข้างในนะครับ กรรมการ ในหน้า ๙ ท่านเขียนว่า โครงสร้างคณะกรรมการบูรณาการการท่องเที่ยว มีผู้บัญชาการตํารวจแห่งชาติและมีผู้บัญชาการตํารวจท่องเที่ยว เปลี่ยนใหม่นะครับ ขอแก้ไขเป็น ผู้บังคับการตํารวจท่องเที่ยว ผบก. ตํารวจท่องเที่ยวนะครับ แล้วก็โครงสร้าง คณะกรรมการบูรณาการการท่องเที่ยวระดับจังหวัด ท่านมีผู้ว่าราชการจังหวัด แต่ท่านตกไปคนหนึ่งครับ ผู้บังคับการตํารวจภูธรจังหวัด เหตุที่ผมไม่ใส่อย่างนี้ก็เพราะว่า การท่องเที่ยวจะเป็นไปอย่างปลอดภัยได้ตํารวจมีส่วนสําคัญอย่างมากที่จะช่วยให้ การท่องเที่ยวเป็นไปอย่างปลอดภัย และเขาก็ทราบวิธีการว่าทําอย่างไรถึงจะทําให้เกิด ความปลอดภัย ทําอย่างไรเมื่อเหตุเกิดขึ้นแล้วถึงจะเผชิญเหตุและช่วยเหลือได้ทันท่วงที และที่สําคัญเขาก็จะมีความรู้ในเรื่องของการไอโอ (IO) หรือการปฏิบัติการการข่าวเพื่อให้ นักท่องเที่ยวเกิดความมั่นใจด้วยเช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมเลยอยากให้ท่าน ทําการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนคือการท่องเที่ยวเมืองไทยปลอดภัยครับ ขอขอบคุณครับ

ขอบพระคุณค่ะท่านสุวิระ ต่อไปดิฉันมีอีก ๒ ท่านที่อยู่ในรายชื่อที่จะขอ อภิปรายนะคะ คือท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน และต่อด้วยท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช เชิญท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน อดีตผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๑ เรียนเชิญค่ะ

พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน : กราบขอบพระคุณครับ ท่านประธาน ที่เคารพ ผม พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน สมาชิกลําดับ ๑๙๗ ต้องเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการครับ ผมต้องขอบพระคุณและขออนุญาต ผมไม่ได้ยื่นอภิปรายไว้ พยายามนั่งฟังอยู่ในประเด็นนี้ยังไม่มีใครพูดเลยต้องขออนุญาตเติมเต็มนิดหนึ่งครับ เราเรียกว่าอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวหรือธุรกิจการท่องเที่ยวก็แล้วแต่ ก็แปลว่าจะก่อให้เกิด รายได้กับประเทศ ก่อให้เกิดรายได้กับคนในชาติ ฝากไปยังคณะกรรมาธิการครับ เราอย่าคํานึงถึงตัวเลขนักท่องเที่ยว ต้องคํานึงถึงเงินที่เข้าสู่ประเทศควบคู่กันไปด้วย เช่าเหมาลํามาลงที่สนามบินดอนเมืองเครื่องบินของเขา ผมตั้งเป็นปัญหาไว้นะครับ ส่วนวิธีแก้ คณะกรรมาธิการไปคิดให้ผมด้วย เพราะผมบอกแล้วว่าไม่มีสภาใดในโลกใบนี้ที่จะรู้ปัญหา ของประเทศนี้เท่ากับสภานี้แม้ว่าจะมีข้าราชการอยู่มากก็ตาม ลงเครื่องบินรถทัวร์ (Tour) ที่ไปรับเป็นรถทัวร์ (Tour) ของชาตินั้น ๆ ครับ รับจากรถทัวร์ (Tour) แน่นอนครับ เราไปเมืองนอกกันบ่อยก็ต้องไปรับประทานอาหาร ร้านของเขาเองเขามาลงทุน เข้าโรงแรมของเขาพักในโรงแรม กลางคืนไปล่องเรือ เรือของเขาเอง ไปเที่ยวที่ไหน เขาไปทําธุรกิจรอไว้ทั้งหมด เราได้อะไรจากการท่องเที่ยว ค่าสุขาครับ ค่าส้วม เพียงพอไหม จะทําอย่างไรต่อครับฝากกรรมาธิการไปคิด เขามาทําธุรกิจซ้อนอยู่บนคนไทยทั้งหมด มาแต่งงานกับคนไทยบ้างโยงไปนิดหนึ่ง จะเป็นคณะกรรมาธิการชุดไหนก็แล้วแต่ ขออนุญาต คล้าย ๆ กันเลยปัญหาเดียวกันครับ ชัดเจนมากในทุกภาคโดยเฉพาะที่ภาคเหนือ เรามีโรงงานอบผลไม้ลําไยเก็บได้ไม่กี่วันก็มีลําไยแห้งอบส่งไปขายยังประเทศหนึ่ง เขาซื้อจากเราไปครับรายได้เข้าประเทศมหาศาล มีสายการบินบินตรงไปยังประเทศนั้น ๆ ลําไยไปหลายตู้คอนเทนเนอร์ (Container) ต่อวัน ต่อมาเขามาตั้งโรงงานอบลําไยเองครับ เขาเอาลําไยเราไปกินฟรี ๆ เขาเอาลําไยไปกินฟรี ๆ ครับ การท่องเที่ยวเหมือนกัน เขามาเที่ยวเราฟรี ๆ ครับ จะโล้ชิงช้าของท่านสมพงษ์ดูฟรีครับ จะแห่เรือ ที่พัก อาหาร โรงแรม รถทัวร์ (Tour) เครื่องบิน เขามาทําธุรกิจซ้อนอยู่ข้างบนเราหมดแล้ว จะสร้างมาตรการ อย่างไรฝากกรรมาธิการไปคิดให้ผมด้วยครับ ขอบคุณครับ

ขอบพระคุณค่ะ ตอไปเชิญท่าน พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธาน กรรมการบริหารสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการยกร่างรัฐธรรมนูญ อดีตสมาชิกวุฒิสภา เรียนเชิญค่ะ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณ ที่ท่านประธานกรุณาให้โอกาสในการอภิปรายในเรื่องของการท่องเที่ยว ก็ขอใช้เวลาสัก ๒-๓ นาทีเท่านั้นครับ ในประเด็นแรกที่ตั้งใจจะพูดก็ตรงกับที่ท่าน พลตํารวจโท อํานวย นิ่มมะโน ได้กรุณาพูดไปแล้วนะครับ ซึ่งก็เป็นเรื่องฝากมาจากอดีตประธานคณะกรรมาธิการ การท่องเที่ยวของวุฒิสภา ซึ่งท่านอยู่ที่จังหวัดภูเก็ต ก็เป็นข้อเท็จจริงตามที่ท่าน พลตํารวจโท อํานวยได้กรุณากล่าวไว้ว่าเป็นปัญหาที่สําคัญมาก ผู้ประกอบการท่องเที่ยว ในจังหวัดภูเก็ตเดือดร้อนกันค่อนข้างมาก เพราะว่าปัจจุบันนักท่องเที่ยวที่ไปที่จังหวัดภูเก็ต คือต่างชาติจากยุโรปจะลดลงไปเยอะก็อาศัยพึ่งพานักท่องเที่ยวจากประเทศจีน ซึ่งนักท่องเที่ยวจากประเทศจีนเขาก็มีความเฉลียวฉลาดในการเข้ามาทําธุรกิจ รองรับนักท่องเที่ยวเขาเอง และตรงนี้ก็เป็นประเด็นที่สําคัญยิ่งว่าจะมีมาตรการอย่างไร ยิ่งเมื่อเรามีการจัดตั้งคณะกรรมการระดับจังหวัดหรือระดับประเทศขึ้นแล้วจะต้องนํา ปัญหาเหล่านี้ไปใช้ในการพิจารณาว่าทําอย่างไรเมื่อมีนักท่องเที่ยวเข้ามาแล้วเราจะ รักษาประโยชน์อันพึงได้จากการที่นักท่องเที่ยวเข้ามาในประเทศเรา มิใช่ปล่อยให้ปัญหานี้ เรื้อรังแล้วก็ขยายเกินเลยไปจนถึงจังหวัดอื่น ๆ ด้วย ประเด็นสุดท้ายที่ผมอยากจะขออนุญาต กราบเรียนคือเรื่องของการจัดหน่วยใหม่นี้ ซึ่งเป็นแผนการปฏิรูปที่อนุกรรมาธิการ ด้านการท่องเที่ยวได้นําเสนอขึ้นมาซึ่งกระผมก็เห็นด้วยนะครับ เพียงแต่ จะฝากข้อสังเกตไว้ในหน่วยที่เรียกว่า สํานักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ซึ่งเป็น องค์การมหาชน ประกอบด้วยศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติเฉลิมพระเกียรติ พระชนมพรรษา ๗ รอบ แล้วก็เชียงใหม่ไนท์ซาฟารีที่เรารู้จักกัน ซึ่งเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีนี้เกิด ขึ้นมาประมาณสัก ๑๐ ปีที่แล้วนี่เอง ใช้งบประมาณไปหลายร้อยล้านบาท ปัจจุบันนี้ก็เปิด ดําเนินการอยู่ก็ยังต้องอาศัยการสนับสนุนงบประมาณจากภาครัฐเนื่องจากว่าเป็นหน่วยงาน ที่ค่อนข้างใหม่ แล้วที่สําคัญที่ผมอยากจะฝากเรียนตรงนี้คือว่าเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีนี้ อยู่ไม่ถูกที่ถูกทาง เป็นหน่วยงานที่ไม่ได้แตกต่างจากการบริหารกิจการของสวนสัตว์ เพราะเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีเองเรียกว่า ไนท์ซาฟารี แต่กลางวันก็เป็นกิจกรรมเหมือนกับ สวนสัตว์ทั่ว ๆ ไป แล้วสวนสัตว์ทั่ว ๆ ไปที่อยู่ภายใต้องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ทุกวันนี้ประมาณ ๘-๙ สวนสัตว์ เขาก็มีกิจกรรมให้เข้าไปเที่ยว สวนสัตว์ในเวลากลางคืน เช่น สวนสัตว์เปิดเขาเขียว หรือแม้แต่เขาดินในบางช่วงก็เปิดให้ เข้าไปดูสัตว์กลางคืนได้ ไปส่องสัตว์ได้ จึงคิดว่าการแยกเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีออกไปไว้กับ สํานักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) และในเมื่อจะมีการปรับ การจัดองค์กรใหม่ ผมอยากจะเสนอว่าน่าจะแยกเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีให้มาขึ้นกับองค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์เสียเลย เพราะการบริหารสวนสัตว์หรือไนท์ซาฟารีต้องใช้บุคลากร ที่มีความเชี่ยวชาญทางด้านนั้น ๆ โดยเฉพาะ ไม่ว่าจะเป็นสัตวแพทย์เป็นผู้ดูแล ผู้ดูแล สัตว์ต่าง ๆ หรือแม้แต่ผู้บริหารสวนสัตว์ก็ต้องมีความรู้ ความเข้าใจ ถ้าให้เขามาอยู่กับองค์การ สวนสัตว์แห่งประเทศไทยในพระบรมราชูปถัมภ์ การเจริญเติบโต การหาคนเข้าไปทดแทน การสับเปลี่ยนบุคลากรต่าง ๆ แคเรียร์พาท (Career path) ของผู้ทํางานในเชียงใหม่ ไนท์ซาฟารีเองก็จะมีอนาคตที่ก้าวไกลกว่าที่จะเป็นแค่ผู้อํานวยการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี หัวหน้าแผนกแล้วก็ตันอยู่แค่นั้นแทนที่จากหัวหน้าแผนกตรงนี้จะไปเป็นผู้ช่วยสวนสัตว์ ตรงโน้นอะไรต่าง ๆ นานา รวมถึงการนําความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเรื่องสัตว์ที่องค์การสวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ มีอยู่เพราะตั้งมาแล้วประมาณ ๖๐-๗๐ ปีมาใช้ในการดูแลสัตว์ต่าง ๆ ในเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี ซึ่งก็เป็นสัตว์ประเภทเดียวกันนั่นละ ก็จึงฝากเป็นข้อสังเกตว่า ไหน ๆ จะมีการปรับหน่วยงานใหม่แล้วก็แยกเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีออกเสียนะครับ ที่จังหวัดเชียงใหม่ก็มีสวนสัตว์เชียงใหม่อยู่ก็สามารถนํามาเป็นส่วนหนึ่งขององค์การสวนสัตว์ แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ซึ่งก็อยู่ตรงข้ามกับสภาเรานี่ละเรียกว่าองค์การ สวนสัตว์แห่งประเทศไทย ในพระบรมราชูปถัมภ์ นํามาเป็นหน่วยแม่ของเชียงใหม่ไนท์ซาฟารี เสียด้วยก็เลยทําให้การบริหารจัดการเชียงใหม่ไนท์ซาฟารีนั้นคุ้มค่าขึ้นแล้วก็เกิดประสิทธิผล มากขึ้นครับ ขอขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะท่าน พลเอก เลิศรัตน์ มีสมาชิกท่านใดจะขออภิปรายไหมคะ เชิญเลยค่ะ

พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ พลอากาศตรี เฉลิมชัย เครืองาม คิดว่าเวลาท่านประธานยังพอมีก็ขออนุญาตเติมเต็ม นิดเดียวครับท่านประธาน ประเด็นเรื่องการปฏิรูปด้านการท่องเที่ยวซึ่งผมนั่งฟังตั้งแต่ต้น พยายามที่จะจับใจความที่ทางคณะกรรมาธิการได้กรุณาเสนอมา ท่านได้ศึกษาไว้ อย่างรอบด้านแล้ว แต่อย่างที่สมาชิกหลายท่านได้อภิปรายไว้แล้วว่าส่วนมากเน้นในเรื่องของ โครงสร้าง ผมขออนุญาตที่จะเสริมเติมเต็มในเรื่องของคอนเทนต์ (Content) หรือว่าเนื้อหา สิ่งที่นักท่องเที่ยวแสวงหาในเมืองไทยนั้นผมว่ามีความหลากหลายมากมายหลายประการ เมืองไทยนั้นได้ชื่อติดท็อปเทน (Top ten) ท็อปไฟว์ (Top five) ก็ว่าได้ในเรื่องของ การท่องเที่ยว เอกสารหรือว่านิตยสารต่าง ๆ เวลาพูดถึงเรื่องเมืองไทยแล้วส่วนมากพูดไป ในแนวทางที่ดี แต่ในความรู้สึกส่วนตัวของผม ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าสิ่งที่นักท่องเที่ยว แสวงหาเวลามาเมืองไทยนั้นองค์ประกอบหลัก ๆ ที่ผมคิดขึ้นได้เร็ว ๆ เวลานี้มีอยู่ ๕ ประการ

ประการแรก คือเขามาช้อปปิง (Shopping) ก็คือวัฒนธรรมเชิงช้อปปิง (Shopping) คือมาจับจ่ายใช้สอย ซื้อสินค้า ซื้ออะไรต่าง ๆ เรามีชื่อเสียงมากในเรื่องของ ห้างสรรพสินค้าขึ้นชื่อระดับโลกก็ว่าได้

ประการที่ ๒ คือท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม คิดว่าเมืองไทยติดอันดับท็อปไฟว์ (Top five) ก็ว่าได้ในเรื่องของสถานที่ท่องเที่ยว แต่เรายังขาดการบูรณาการในเรื่องของ การพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวเพิ่มทั้งคุณภาพแล้วก็ปริมาณ ขอฝากคณะกรรมาธิการท่าน ศึกษาต่อในเรื่องนี้

ประการที่ ๓ คือเรื่องเชิงวัฒนธรรม อันนี้ละครับที่ผมขออนุญาตใช้เวลา เพิ่มเติมนิดหนึ่ง ผมได้เคยอภิปรายไว้ในห้องประชุมแห่งนี้นานมาแล้วในเรื่องของ การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมว่าประเทศไทยนั้นอ่อนด้อยมากในเรื่องของทั้งการประชาสัมพันธ์ ทั้งเรื่องของการบูรณาการ หรือการพัฒนาสถานที่ท่องเที่ยวของเราให้เป็นที่น่าสนใจ ในเชิงวัฒนธรรม ตัวอย่างง่าย ๆ ที่ผมก็เคยพูดคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประเทศไทย บกพร่องมากผมขอกราบเรียนว่าอย่างนี้ ใช้คําว่า บกพร่อง เลยในเรื่องของการพัฒนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติให้เป็นสถานที่ที่น่าภาคภูมิใจของคนไทย ของเมืองไทย ของประเทศไทย ของชาติไทย นักท่องเที่ยวที่ท่องเที่ยวในบริเวณเกาะรัตนโกสินทร์ รถเป็นคัน ๆ ที่ผ่านออกจากบริเวณวัดพระแก้ว พระบรมมหาราชวังแล้ว สถานที่ห่างออกมา อีกประมาณ ๑๐๐ กว่าเมตรแค่นั้นเองคือพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ เนชันนัลมิวเซียม (National Museum) กลับไม่เป็นที่น่าสนใจของนักท่องเที่ยว ทั้งไกด์ (Guide) ทั้งบริษัท ที่จัดทัวร์ (Tour) เขาสามารถที่จะขับรถผ่านพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติของเราไปได้ อย่างหน้าตาเฉย อันนี้เป็นเรื่องที่น่าแปลกใจมาก ผมเคยศึกษาและเคยสอบถามผู้ที่เกี่ยวข้อง เรื่องนี้ต้องขอกราบเรียนว่าปัญหาที่สําคัญอันนี้คือขาดความน่าสนใจอยู่ในพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ประการที่ ๒ คือขาดสิ่งจูงใจหรือแรงจูงใจ ไม่น่าเชื่อนะครับ แรงจูงใจนั้นคืออะไรครับ คือเงินใต้โต๊ะ ไกด์ (Guide) หรือบริษัทจัดทัวร์ (Tour) จัดเที่ยวไม่มีส่วนเสริม ไม่มีเงินเพิ่ม หรือเงินใต้โต๊ะที่จะสนับสนุนให้บริษัททัวร์ (Tour) แวะพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ที่อยู่ใกล้ ๆ นั้น เขายอมรับว่ามีนะครับ อันนี้เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจหรือเปล่าผมไม่ปฏิเสธ แต่เป็นสิ่งที่บางครั้ง มีความจําเป็นแล้วก็ขาดการพัฒนาในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ แต่สําคัญที่สุดคือเราขาดการบูรณาการ หรือการพัฒนา พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติเป็นสถานที่ที่มีสิ่งของมากมายหลายอย่าง ที่ภาคภูมิใจทั้งคนไทยเองและนักท่องเที่ยวคนต่างชาติควรที่จะมาเยี่ยมชม ผมไปมาแล้ว หลายครั้ง แต่ว่าอันนี้ฝากทางคณะกรรมาธิการท่านช่วยไปบูรณาการกับกระทรวงวัฒนธรรม แล้วก็กระทรวงศึกษาธิการในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ประการที่ ๔ การท่องเที่ยวเชิงสันทนาการคือการเล่นกีฬาหรืออะไรต่าง ๆ เป็นต้น เรามีสนามกอล์ฟที่ขึ้นชื่อลือชาในระดับโลกก็ว่าได้นะครับ มีไดร์ฟเบลนด์ (Drive blend) มีอะไรต่าง ๆ ที่มากมาย

ประการสุดท้ายที่ขออนุญาตใช้เวลา เป็นสิ่งที่อึดอัดใจครับเพราะว่าผม เป็นคนในพื้นที่ เป็นคนที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวในเชิงที่ผมจะกล่าวในอันดับสุดท้ายนี้คือ การท่องเที่ยวเชิงเริงรมย์ คําว่า เชิงเริงรมย์ ในที่นี้ผมเน้นหนักในเรื่องของการขายบริการทางเพศ เมืองไทยเราขึ้นชื่อลือชาในเรื่องของการขายบริการทางเพศ เราคงไม่ปฏิเสธครับ ไม่ปฏิเสธ เพราะความจริงเป็นอย่างนั้นจริง ๆ ผมอยู่ในพื้นที่ ไม่พูดถึงพื้นที่ก็แล้วกัน แต่อยู่ในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ และเชื่อว่าถ้าขาดการท่องเที่ยวในเชิงนี้พื้นที่นั้น จะเกิดความโกลาหลวุ่นวายทันทีในเรื่องของจํานวนนักท่องเที่ยวที่มาจากต่างชาติ โดยเฉพาะ จากประเทศมาเลเซียคือพื้นที่ทางภาคใต้ ท่านเชื่อไหมครับ คนที่มาท่องเที่ยว ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี่คือมาท่องเที่ยวเชิงเริงรมย์เสีย ๘๐ เปอร์เซ็นต์ เริงรมย์ในที่นี้คือการมา ซื้อหาบริการทางเพศ ไม่น่าเชื่อนะครับ เมืองไทยมีขึ้นชื่อเรื่องนี้ ไม่มีการโฆษณา ประชาสัมพันธ์ที่ไหนครับ แต่เขารู้กันเอง เขามากันได้ทุกวันศุกร์ วันเสาร์ วันอาทิตย์ มาวันศุกร์ มาวันเสาร์ อยู่วันอาทิตย์แล้วก็กลับ อันนี้ต่าง ๆ เป็นสิ่งที่ผมฝากทางคณะกรรมาธิการว่า เมืองไทยเราพอกันเสียทีในการโฆษณา ในการประชาสัมพันธ์ให้คนต่างชาติเข้าใจผิดว่า ประเทศไทยขึ้นชื่อลือชาหรือมีชื่อเสียงในด้านนี้ ไม่ใช่ครับ เราเป็นแลนด์ ออฟ สไมล์ (Land of smile) เราไม่ได้เป็นแลนด์ ออฟ เซ็กส์ (Land of sex) เป็นสิ่งที่ทาง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคงจะต้องไปปรับปรุง เพราะฉะนั้นนอกจากท่านจะมีกฎหมาย ท่านจะมี หน่วยงานขึ้นมากํากับนโยบายเรื่องนี้แล้ว ขอเถอะครับ นโยบายที่จะเขียนขึ้นใหม่ทําขึ้นใหม่ ช่วยตัดเรื่องนี้ออกไปจากเมืองไทยเสียที ผมว่ามีทั้งภาคเหนือแล้วก็ภาคใต้ แต่ภาคใต้พื้นที่ อําเภอหนึ่งขึ้นชื่อลือชาในเรื่องนี้ ถ้าเมื่อไรที่บ้านเกิดของผมที่นี้ไม่มีชื่อเสียงเรื่องนี้ขึ้นมา ผมจะมีความภูมิใจมากกว่านี้อีกมาก ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันว่าเป็นการดีที่ท่านสมาชิกมีความสนใจที่จะ อภิปรายข้อเสนอของทุกท่านดี ๆ แล้วดิฉันคิดว่าคณะกรรมาธิการน่าจะนําข้อเสนอ หลายประการกลับไปปรับปรุงรายงานของคณะกรรมาธิการนะคะ ขณะนี้มีอีก ๓ ท่านที่จะ อภิปรายเป็นลําดับไป มีท่านวิทยา ท่านสุรินทร์ และท่านธานินทร์ค่ะ ขอเรียนเชิญ ท่านวิทยา แก้วภราดัย อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และอดีตรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงสาธารณสุข เรียนเชิญค่ะ

นายวิทยา แก้วภราดัย 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิก สปท. ลําดับที่ ๑๔๒ ต้องขอขอบคุณคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจนะครับ โดยเฉพาะคณะทั้งหมดและท่านประธานกรรมาธิการ เพราะว่าท่านได้ หยิบยกเรื่องที่เป็นเรื่องหลักของเศรษฐกิจประเทศไทยขณะนี้ครับ วันนี้การท่องเที่ยว ไม่ใช่กิจการเล็ก ๆ แล้ว ประเทศเราที่อยู่รอดมาได้ภาวะเศรษฐกิจที่ทุกอย่างรุมเร้าทั้งหมด ทั้งภาวะการเมือง ทั้งเศรษฐกิจโลก ปรากฏว่าสิ่งที่พาประเทศเราอยู่รอดถึงวันนี้จริง ๆ ต้องยอมรับครับ เรื่องการท่องเที่ยว แม้หลายคนจะบอกว่านักท่องเที่ยวจากบางประเทศ ที่ไม่มีคุณภาพ แล้วเขาเริ่มครอบครองกิจการการท่องเที่ยวของเรามากกว่าที่เราได้จากเขา แต่ผมก็มองอีกด้านหนึ่ง ในด้านบวกครับ วันนี้นักท่องเที่ยวจีน ถ้าขาดนักท่องเที่ยวจีน เสียอย่างเราคงซบเซากว่านี้เยอะ หลายจังหวัดที่เป็นเมืองท่องเที่ยว เดี๋ยวนี้จังหวัดเชียงใหม่ ทั้งหมดครับ ทุกฤดูกาลนักท่องเที่ยวจีนเดินกันเต็มไปหมด เกาะสมุย อําเภอหาดใหญ่ จังหวัดภูเก็ต ทุกเมืองการท่องเที่ยวพัทยา คนจีนเดินเต็มไปหมดครับ เราก็กลัวว่า นักท่องเที่ยวจีนเป็นนักท่องเที่ยวที่ด้อยคุณภาพ แต่จริง ๆ แล้วนักท่องเที่ยวจีนปริมาณเยอะมาก และเขากําลังพัฒนาคุณภาพของเขา วันนี้คนจีนในยุคการท่องเที่ยวปีนี้กับเมื่อ ๕ ปีที่แล้ว เปลี่ยนแปลงครับ และผมเชื่อว่าประเทศเขากําลังที่จะพัฒนาโดยปฏิรูปคนของเขามากกว่านี้ เหมือนกับเมื่อ ๒๐ ปีที่แล้วครับที่ผมเคยบอกว่าประเทศไทยรังเกียจนักท่องเที่ยวชาวเกาหลีใต้ สนามกอล์ฟทุกสนามกอล์ฟไม่มีใครอยากรับ จอมโวยวายที่สุดไม่มีใครชนะเกาหลี วันนี้เกาหลีไปที่ไหนทุกสนามปูพรมเดินให้เขาแล้วครับ แล้วถ้าเรารองรับนักท่องเที่ยวจาก ประเทศจีนได้ภายใต้ยุทธศาสตร์ที่เหมาะสมแล้วก็การเอาจริงเอาจังผมเชื่อว่าเรายังสามารถ ฝ่าวิกฤติเศรษฐกิจเหล่านี้ไปได้ในระดับที่สวยงามมากกว่าประเทศอื่น ๆ มากครับ ท่านประธานครับ มีเรื่องหนึ่งที่ผมจะฝากคณะกรรมาธิการไปก็คือเรื่อง กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ผมคิดว่าลองไปช่วยปรับปรุงกระทรวงสักนิดเถอะครับ เรารู้ว่าการท่องเที่ยวเป็นม้ามืด ที่จะแซงอุตสาหกรรมต่าง ๆ มาเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว เราก็เลยยกการท่องเที่ยวจาก ททท. ขึ้นเป็นกระทรวงการท่องเที่ยว ขณะเดียวกันเราก็รู้สึกว่าการกีฬาเป็นเรื่องสําคัญ สําคัญเกินกว่า ที่จะแอบอยู่ในกระทรวงศึกษาธิการ สําคัญยิ่งกว่าจะแอบไว้ในสํานักนายกรัฐมนตรี เห็นสําคัญพร้อมกันก็เลยพามาด้วยกันครับ กลายเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา จนมาถึงวันนี้ระบบราชการในภูมิภาคปั่นป่วนหมด ท่านประธานสถิตย์ก็เป็น คนในภูมิภาคครับ ท่านคงเข้าใจดีว่าวันที่หัวหน้าสํานักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัด กลายเป็นครูพลศึกษาการท่องเที่ยวจังหวัดนั้นจะเป็นอย่างไร เราก็อาจจะเห็นสนามฟุตซอล ได้งบจากกระทรวงนี้ไป และเป็นที่อื้อฉาวเรื่องการทุจริตในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ซึ่งไม่น่าจะเกิด สิ่งเหล่านี้ผมฝากท่านไปนิดหนึ่งครับ ไปช่วยคิดดูว่าเราปฏิรูประบบราชการ มาครั้งสุดท้ายปี ๒๕๔๕ ปฏิรูปตามกระแสครับ ผมอยู่ในสภานี้ช่วงการปฏิรูปและชิงไหวชิงพริบกัน ในสภาเพราะอยากได้กฎหมายก่อนวันที่ ๓๑ ตุลาคม ถึงขั้นว่าลักลอบเอากฎหมาย ที่คนกําลังจะค้านเพราะว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญกราบบังคมทูลภายใน ๕ นาทีนับแต่ กฎหมายผ่านสภา กฎหมายปฏิรูประบบราชการวันนั้นจะทําให้ระบบราชการสั้นลง กระชับเข้า เราเพิ่มจาก ๑๓ กระทรวงจนเป็นกี่กระทรวงผมจําไม่ได้ เราเพิ่มกรมขึ้นมา มากมาย ขณะเดียวกันเราก็เอาการกีฬาที่เขาบอกว่าอยากก้าวหน้ามาซุกไว้อยู่ในกระทรวงนี้ วันนี้ฟุตบอลไทยไปแพ้ในต่างประเทศ ไม่มีใครนึกไล่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยว และกีฬาหรอกครับ แต่ผมพูดอย่างนี้ไม่ได้หมายความว่าจะต้องตั้งกระทรวงกีฬา ขึ้นมาอีก แต่บอกว่างาน ๒ อย่างนี้เมื่อทับซ้อนกันในภูมิภาคจะเป็นปัญหาในการพัฒนา การท่องเที่ยวบางจังหวัดที่รอการเติบโตทางการท่องเที่ยว

ประเด็นที่ ๒ ที่จะฝากท่านไปอีกนิดครับ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกซึ่งเป็นอดีตวุฒิสภา ท่านได้พูดถึงประตูหน้าของการเข้าสู่ภูมิภาคประเทศไทยของอาเซียน (ASEAN) วันนี้ประตูสําคัญ จากอาเซียน (ASEAN) และจากทั่วโลกที่ประเทศไทยเปิดรับก็คือท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ทั่วโลกเดินทางมาจากที่ไหนเพื่อการท่องเที่ยวในประเทศไทย ร้อยละ ๘๐ ร้อยละ ๙๐ ลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ ถามว่าวันนี้การท่องเที่ยวเรากับท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ รองรับอะไรบ้างครับ วันนี้ท่านเอาคนจากท่าอากาศยานสุวรรณภูมิเข้ามากรุงเทพฯ อย่างไรครับ ใครจะต้องคิดครับ จะให้กระทรวงคมนาคมคิดเชื่อมระหว่างเส้นทางท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ มาสู่ใจกลางกรุงเทพฯ หรือจะให้การรถไฟคิดก็จะได้แอร์พอร์ตลิงก์ (Airport link) ถ้าเราคิดเรื่องการท่องเที่ยวว่าเราจะนํานักท่องเที่ยวจากทั่วโลกลงที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เข้ามาสู่กรุงเทพฯ โดยวิธีไหน แล้วจะเชื่อมจากกรุงเทพฯ ไปสู่ภูมิภาคด้วยวิธีไหน ด่านประตูกรุงเทพฯ อยู่ที่ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ เรารองรับการคมนาคมตรงนี้ไว้อย่างไร วันนี้ยังไม่มีระบบครับ ยังขึ้นแอร์พอร์ตลิงก์ (Airport link) มาลงครึ่งทาง แล้วต่อรถไฟฟ้าก็ไม่ได้ ก็ต้องมาไล่ต่อแท็กซี่ วันนี้แท็กซี่ที่สนามบินสุวรรณภูมิก็เป็นปัญหา รถเมล์ รถไฟก็ใช้ไม่ได้ รถไฟฟ้าจะเชื่อมต่อระหว่างท่าอากาศยานสุวรรณภูมิกับท่าอากาศยานดอนเมืองก็ไม่รู้จะให้ ใครทําต่อ ถ้าภารกิจของการท่องเที่ยวนําไปสู่อย่างนี้ ผมคิดว่าเราก็สามารถเปิดประตู ด้านการท่องเที่ยวเพื่อรับรายได้มาแก้ปัญหาเศรษฐกิจของเราได้อีกมาก

ประเด็นที่ ๓ ที่ผมอยากจะฝากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านเศรษฐกิจไปครับ เรื่องการท่องเที่ยวที่เป็นเชิงอนุรักษ์ และบางครั้งการอนุรักษ์ ก็ทําให้การท่องเที่ยวหดสั้นเข้า ผมตื่นเต้นดีใจที่มีการปราบปรามการบุกรุกป่าโดยกลุ่มที่ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ดีใจครับที่รัฐเอาจริงเอาจัง และถือว่าเรื่องการทําลายธรรมชาติ เป็นเรื่องการทําลายชาติ แต่ก็เสียใจทุกครั้งเมื่อเห็นพื้นที่ที่ถูกบุกรุกแล้วถูกสร้างเป็นโรงแรม ถูกสร้างเป็นอาคารอย่างสวยงาม ขณะเดียวกันเราบุกเข้าไปเพื่อทุบทิ้งอย่างเดียว ถามว่าเราทุบทิ้งอย่างเดียวแล้วเราเอาป่านั้นคืนมาได้ไหม หลายประเทศเขาบอกว่าการฟื้นฟู สภาพป่าที่ดีที่สุดก็คืออย่าไปยุ่งกับป่าเขา แต่ประเทศไทยเราใช้นโยบาย ๓๐ ปีครับ เน้นหนัก การปลูกป่า บางป่าประสบความสําเร็จก็ต้องสรรเสริญนะครับ แต่โดยหลักแนวทางของ การรักษาป่าที่แท้จริงก็คือการอย่าไปยุ่งกับป่ามากนักธรรมชาติเขาจะฟื้นฟู ขณะเดียวกันวันนี้ เรามีพื้นที่ป่ามากที่โดนบุกรุก แล้วก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าส่วนหนึ่งเกิดจากธุรกิจการท่องเที่ยว แล้วเรา ก็จะเข้าไปทุบโรงแรม รีสอร์ต (Resort) ในการท่องเที่ยวอีกเยอะแยะ วันนี้ฝากการท่องเที่ยว ไปดูกรณีภูเก็ตที่เกิดขึ้นเป็นที่วิพากษ์วิจารณ์มาก แล้วก็ขัดแย้งระหว่างการท่องเที่ยวกับ การอนุรักษ์ แต่ที่ผมจะเสนอกับท่านก็คือในบางพื้นที่ที่เราประสบความเสียหาย และไม่สามารถฟื้นได้ในระยะเวลาอันสั้นกลายเป็นพื้นที่ที่สร้างสิ่งก่อสร้างขึ้นมามากมาย ผมคิดว่าแนวทางที่ดีที่สุดวันนี้คงไม่ใช่ทุบทิ้งครับ แนวทางที่ดีที่สุดก็คือต้องใช้กฎหมาย ว่าด้วยกรรมสิทธิ์ ใครที่ไปปลูกสร้างอะไรก็ตามในที่ดินของผู้อื่น สิ่งปลูกสร้างนั้นตกเป็น เจ้าของที่ดิน ที่ดินของรัฐตกน้ําไม่ไหลตกไฟไม่ไหม้ ใครไปสร้างรีสอร์ต (Resort) อยู่ในที่ดินหลวง ในที่ป่าสงวนตกเป็นของรัฐหมด ไม่ต้องทุบทิ้งนะครับ ถือว่าเป็นของรัฐทั้งหมด รัฐเขาจัดการ แล้วก็จัดการในฐานะเป็นเจ้าของเอง ใครจะอยู่ต่อมาทําข้อตกลงกับรัฐ ในเรื่องของการที่จะจ่ายค่าบํารุงรักษารวมทั้งฟื้นฟูสภาพธรรมชาติคืนขึ้นมา ใครผิดเงื่อนไข ก็เลิกสัญญา ผมว่าในภาวะเศรษฐกิจอย่างนี้การสร้างน่าจะดีกว่าการทําลายทิ้ง เพราะฉะนั้นขอฝากคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจไปด้วยนะครับ คิดการท่องเที่ยวควบคู่กับเศรษฐกิจไป ยังมีอีกหลายแปลงในประเทศนี้ที่รอการทุบทิ้ง แล้วต้องเอาคืนมาเป็นของรัฐ อย่างเช่นที่เพื่อนสมาชิกของเราต่อสู้เรื่องอุทยานแห่งชาติสิรินาถ ที่จังหวัดภูเก็ต ผมเข้าใจว่าพื้นที่ที่เป็นอุทยานแห่งชาติสิรินาถประมาณสัก ๖,๐๐๐ ไร่เป็นพื้นที่ ที่เหลือเป็นป่าสัก ๒,๐๐๐ ไร่ หายไป ๔,๐๐๐ ไร่ หายไป ๔,๐๐๐ ไร่เขาบอกแน่ ๆ ว่าสัก ๑,๐๐๐ ไร่ ผิดกฎหมายแน่ ส่วนจะเป็นสีเทา ๆ อีกสัก ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ไร่ แต่ถ้ามีการเบียดเบียน กฎหมายนิดเดียวที่ดินของรัฐก็จะหายไป ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ไร่เฉย ๆ กลายเป็นของเอกชน ถ้าเข้าไปดูจริง ๆ รัฐเราจะได้มหาศาล มีคนไปลงทุนไว้ให้รัฐเสร็จแล้วในป่าเหล่านั้นผมว่า หลายหมื่นล้านบาท ถ้าทุบทิ้งก็ได้ครับ แต่ถามว่าคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจไปคิดต่อยอดให้เขาหน่อยว่าตึกที่สร้าง โรงแรมที่สร้าง บ้านพัก รีสอร์ต (Resort) ที่สร้างทั้งหมดเป็นหมื่นล้านบาทท่านจะสนุกเล่นกับการทุบทิ้งและปลูกต้นไม้มาทดแทน และท่านเชื่อไหมว่าคนของเราจะไปปลูกต้นไม้ได้ และป่าจะคืนมาได้ แต่ถ้าท่านอยู่เฉย ๆ ครับ รีสอร์ต (Resort) ๑๐,๐๐๐ กว่าล้านบาทนั้นจะตกเป็นของรัฐทันที คนที่ครอบครองอยากจะ สู้กับรัฐก็เชิญครับ ติดคุกหมดทุกคนละครับ แต่ถ้าไม่สู้กับรัฐ มาทําความตกลงกับรัฐก็ได้ครับ ลงทุนไป ๑๐,๐๐๐ ล้านบาทจ่ายให้รัฐไหม ขอเก็บค่าเช่าปีละสัก ๑,๐๐๐ ล้านบาท มีหน้าที่ ปลูกป่ากี่ต้น ปลูกต้นไม้กี่ต้น รักษาแนวเท่าไร รัฐก็จะได้มา และที่เหล่านั้นก็จะถูกปรับปรุง เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่อยู่กับธรรมชาติได้จริง ๆ คนอยู่กับป่าได้ครับ ประชาชนก็อยู่กับป่าได้ ถ้าเขามีหน้าที่หวงรักษาป่า ผมเห็นพี่น้องประชาชนที่เป็นชาวประมงอยู่ในป่าโกงกางเขาอยู่ มาเป็นร้อยปีครับ ป่าโกงกางไม่เคยถูกบุกรุก เพราะเขาหากินกับธรรมชาติที่อยู่ในป่าโกงกาง คนที่สร้างรีสอร์ต (Resort) อยู่ในป่าเขาก็อยากหากินอยู่กับป่า ถ้ารัฐควบคุมเขาได้แล้วเอามา เป็นของรัฐผมคิดว่าเราก็จะเอาการท่องเที่ยวอยู่กับธรรมชาติได้ และสอนคนให้รู้จักกับ การท่องเที่ยวกับธรรมชาติ ๒-๓ ประเด็นฝากท่านไป แล้วก็ภูมิใจในความหวังดี ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวเท่านั้นที่จะพา ประเทศเราฟันฝ่าไปได้ในช่วงวิกฤติสั้น ๆ นี้ ส่วนการเกษตรจะสร้างความยั่งยืนและขาหยั่ง ให้กับประเทศอย่างประเทศไทยเราครับ ขอขอบพระคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านวิทยานะคะ ต่อไปเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการ สํานักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน เรียนเชิญค่ะ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สปท. ที่เคารพ เพื่อน สปท. ที่รักทุกท่าน กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ ท่านประธานครับ ยุคปัจจุบันในสังคมไทยถ้าใครไม่พูดถึงเรื่องการท่องเที่ยว ใครไม่เชียร์ (Cheer) เรื่องการท่องเที่ยว ถือว่าตกยุคหรือว่าเกาะขบวนรถไฟไม่ทัน ผมอยากกราบเรียนว่าคําพูดหนึ่งที่คิดว่า ก็ยังเป็นอมตะอยู่ มีเงินก็นับเป็นน้อง มีทองก็นับเป็นพี่ ก็เป็นสัจธรรมของทั่วโลก ของคน ทุกเชื้อชาติ ศาสนา ไม่มีใครคบกับคนจน ไม่มีใครไม่ชอบคนรวย ที่ผมพูดอย่างนี้ก็คือว่าคนที่ เป็นนักท่องเที่ยวเราก็หวังว่าเขาจะเอาเงินมาใช้จ่ายในประเทศไทยทําให้เศรษฐกิจเราดี แม้แต่เพื่อน สปท. เมื่อสักครู่นี้ก็พูดเช่นนั้น ที่ฟังมาก็เป็นเช่นนั้นทุกคน แต่ผมอยากกราบเรียนว่า ผมก็เห็นด้วยว่าการท่องเที่ยวควรที่จะได้รับการสนับสนุนอย่างยั่งยืนอย่างที่เพื่อน สปท. หลายท่านพูด ผมอยากให้กลับไปอีกมุมมองหนึ่งที่ผมจะพาท่านไปนะครับ ถ้าท่านไปที่ สนามบินทุกสนามบินโดยเฉพาะที่สุวรรณภูมิกับดอนเมืองจะเห็นว่ามีนักท่องเที่ยว หลั่งไหลมาเหมือนสายน้ําเลย ยิ่งเมื่อใดก็ตามเที่ยวบินที่เป็นเที่ยวบินเช่าเหมาลําจะมาแบบ เหมือนน้ําป่าเลยครับ ตอนออกก็เช่นเดียวกันแย่งกันออก ที่สนามบินก็แย่งกันซื้อ ผมอยากกราบเรียนว่าประโยคหนึ่งที่ผมชอบมากเลยของท่านกรรมาธิการ การปฏิรูป โครงสร้างองค์กรด้านการท่องเที่ยวทั้งระบบและบูรณาการการทํางานของหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ผมอยากกราบเรียนว่าถ้าท่านจะมีเงินเท่าไรก็ตามใจเถอะ แต่ถ้าบ้านท่าน เต็มไปด้วยโจรผมว่าท่านอยู่ลําบาก ถ้าไม่เชื่อท่านลองไปสร้างคฤหาสน์และมีรถเบนซ์ ๖๐๐ (Benz 600) ไปจอดและไปปลูกบ้านอยู่ที่สลัม (Slum) แห่งใดแห่งหนึ่งท่านจะนอนหลับไหม ผมว่านอนไม่หลับ วันนี้นักท่องเที่ยวเข้ามาผมอยากจะพาท่านไปดูการทํางานของ ตํารวจตรวจคนเข้าเมือง ผมอยากกราบเรียนว่าถามไปเลยว่า ณ วันนี้เรามีระบบป้องกันตัวเอง ดีหรือยัง ระบบเช็ก (Check) คนเข้า เช็ก (Check) คนออกครบเครื่องไหม บูรณาการเป็นอย่างไร แต่ผมเชื่อว่าท่านประธานสถิตย์ท่านคงดูแล้ว แต่ผมก็อยากจะกราบเรียนเพิ่มเติมไปว่า ต้องดูแลว่าเข้ามากี่คน ออกไปกี่คน เข้ามามียาเสพติดไหม มีอะไรแอบแฝงไหม เป็นสปาย (Spy) ไหม หรืออะไรแล้วแต่จิปาถะ ออกไปเอาอะไรออกไปร้อยแปดจิปาถะอยากจะให้ดู เพราะว่าได้เงินมาเท่าไรแต่ถ้าระบบความปลอดภัยของประเทศ เรื่องความมั่นคง ของประเทศร่อยหรอ สึกหรอ หรือไม่ได้มาตรฐาน เราจะเสียใจในอนาคตอันไกล มีหลายเรื่องหลายราวในประเทศไทย ได้อย่างหนึ่งและเสียอย่างหนึ่ง หลายอย่างเป็นเช่นนั้น

ท่านประธานครับ ปีใหม่หลายคนอาจจะได้ไปที่วัดพระแก้ว ผมไปทุกปี เพราะจะต้องไปเซ็นลงนามถวายพระพรพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและไปกราบขอพร จากพระแก้วมรกต สมัยก่อนนี้ผมเจอพรรคพวกทักทายกันด้วยความสุข ปัจจุบันนี้ท่านไปดูสิครับ ปีที่แล้วที่ผมไปมามีแต่คนจีน พอคนจีนเสร็จก็จะมีชาวมอญและพม่าเต็มทั้งวัด ที่ผมพูดเรื่องนี้ทําไม ก็คืออยากจะกราบเรียนว่าการท่องเที่ยวก็ต้องสนับสนุนและส่งเสริมแต่ต้องไม่ทําลาย วัฒนธรรมไทย เช่นไปที่วัดพระแก้วก็ยังดีมากเลยว่าห้ามใส่กางเกงไปต้องนุ่งผ้าถุง และถ้า ไม่มีผ้าถุงก็ต้องไปเช่าผ้าถุงมาใส่ แต่หลายวัดก็คงไม่ได้ทํา เอาในกรุงเทพมหานครผมเคยไป อย่าไปเอ่ยชื่อวัดเลยนะครับ ก็เดินนุ่งสั้น ๆ เข้าไปเลย พอไหว้ปลกจะทําบุญเท่าไรก็ออกมา วัฒนธรรมไทยก็เสียหาย ผมอยากจะกราบเรียน ตรงนี้ไปเรื่องของบูรณาการว่าจะต้องเข้มงวด บอกไปยังสํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ หรือวัดวาอารามต่าง ๆ สถานที่ราชการที่สวยงามต้องมีระเบียบ ต้องมีวินัย แบบไทย ๆ ต้องรักษาประเพณีไว้ เป็นเรื่องที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียน

เรื่องที่ ๓ ผมอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยราชการ รวมทั้งท่านกรรมาธิการว่าการท่องเที่ยวเราก็บอกว่าเงินเข้ามาเท่านั้นเท่านี้ นี่เป็นตัวเลขที่ ประมาณการ แต่ว่าถ้าท่านไปดูการท่องเที่ยวที่ผ่านบริษัทจีน สมัยก่อนนี้บริษัทของเกาหลีใต้ จะเห็นว่ามาถึงไกด์ (Guide) เป็นคนจีน ขึ้นรถจีน นอนโรงแรมที่จีนมีหุ้นส่วน ไปซื้อของร้านจีน กินอาหารจีน ผมไม่แน่ใจว่าคนไทยจริง ๆ ได้อะไรสักเท่าไร ก็ฝากท่านประธาน คณะกรรมาธิการไปด้วยก็แล้วกันว่าขอให้ท่านบูรณาการเรื่องเหล่านี้ให้ดีและทําตัวเลข ให้ชัดเจนว่าจริง ๆ เรามีไกด์ (Guide) ผี ทัวร์ (Tour) ผี หรือมีบริษัทต่างชาติมาตั้งนอมินี (Nominee) อยู่ในประเทศไทยสักเท่าไร ต้องเข้มงวดเรื่องนี้กับส่วนงานต่าง ๆ โดยเฉพาะ ส่วนงานที่เกี่ยวกับกระทรวงพาณิชย์ในการตั้งบริษัท และส่วนงานที่เกี่ยวกับการท่องเที่ยว มัคคุเทศก์ก็ต้องเข้มงวด ที่ผมกราบเรียนทั้งหมดไม่ได้หมายถึงว่าผมไม่เห็นด้วยนะครับ ผมเห็นด้วยทุกประการ แต่ว่าขออนุญาตเพิ่มความปลอดภัยของชาติบ้านเมือง ในด้านต่าง ๆ ให้มาก ส่วนราชการต่าง ๆ ต้องใส่ใจ โดยเฉพาะท่านต้องจัดงบประมาณ ส่วนหนึ่งให้ตํารวจท่องเที่ยวโดยเฉพาะตํารวจตรวจคนเข้าเมืองไปทําระบบไอที (IT) ให้ดีที่สุด คนเข้ามาเดินผ่านจะรู้เลยหน้าตาเป็นอย่างไร อาจจะไม่ต้องเขียนใบเข้าใบออกก็ได้ แต่ต้องตรวจสอบอย่างเข้มงวดว่าทัวร์ (Tour) ไหนเอาคนเข้ามา ๑๐๐ คนออกไปไม่ครบ ต้องจัดการกับบริษัททัวร์ (Tour) และจะต้องขึ้นบัญชีแดงไว้เลยว่าไม่ออกกี่คน อยู่ที่ไหน ทําอะไร ถ้าไม่ทําอย่างนี้วันหนึ่งเราก็จะหลงกับเมื่อเราไปดูเขาเรียกว่าการประกวดพันธุ์ไม้งามก็ดี ไปประกวดนางสาวไทยก็ดี ก็หลงใหลว่าการท่องเที่ยวมันสุดยอด มันทําเงินเท่านั้นเท่านี้ ร้อยแปดจิปาถะ ลืมไปว่ากลับไปบ้านช่องเรายังเรียบร้อยดีไหม ผมกราบเรียนท่านประธาน ด้วยความเคารพนะครับ อาจจะมองต่างมุมไปบ้างเล็กน้อย ไม่ใช่ติเรือทั้งโกลนนะครับ อันนี้ ติเพื่อก่อ ผมยืนยันนะครับ แล้วก็มั่นใจว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการคงได้คิดเรื่องเหล่านี้ ไว้แล้ว แต่ผมก็อยากจะย้ําอีกทีว่าเรื่องความปลอดภัยของชาติบ้านเมืองเป็นเรื่องสําคัญ ท่านจะมีทหารสักกี่หมื่น กี่พัน กี่แสน ก็ตามใจเถอะ แต่ถ้าหลังบ้านเรากลวงให้เขาเจาะหลังบ้านได้ ปีนรั้วได้ ท่านจะเห็นเลยว่าตรอกซอกซอยเดี๋ยวนี้เต็มไปด้วยแขก หรือไม่จริง ยังไม่เห็นว่า ตรอกซอกซอยมีคนจีนนะครับ แต่ผมไม่ค่อยได้ไปแถวเยาวราช แต่ว่าตรอกซอกซอย แถวบ้านผมไปดูสิครับ ห้วยขวางเต็มไปด้วยแขก และยังมีบางชาติที่ผิวเข้มเดินกันเยอะแยะ พอสมควร ก็ฝากไว้ว่าผมมีความรู้สึกเลยว่าเมื่อไรที่ผมตายไปลูกหลานผมต้องอยู่บน ผืนแผ่นดินนี้ด้วยความปลอดภัย ไม่ใช่รวยแต่ไม่ปลอดภัย ผมกราบเรียนด้วยความเคารพครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณท่านสุรินทร์นะคะ ต่อไปท่านธานินทร์ ผะเอม เป็นรองเลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

นายธานินทร์ ผะเอม

ขอบพระคุณท่านประธานครับ ผม ธานินทร์ ผะเอม หมายเลข ๗๔ นะครับ ก็เห็นด้วยกับแนวทางบูรณาการที่จะนําไปสู่การพัฒนาการท่องเที่ยว อย่างยั่งยืนแล้วก็ให้มีการกระจายตามที่เขียนไว้ในสไลด์ (Slide) อินคลูซีฟทัวริซึม (Inclusive Tourism) การปฏิรูปเราต้องพูดถึงเรื่องกลไกและกระบวนการไปด้วยนะครับ ผมมีอยู่ ๒ ประเด็นสั้น ๆ

ประเด็นแรก เป็นเรื่องเกี่ยวกับสํานักงานพัฒนาพิงคนคร (องค์การมหาชน) ตรงนี้เวลาบูรณาการเข้ามากระบวนการในการทํางานเราจะเห็นว่าเป็นแอเรียแอปโพรช (Area approach) ที่กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาเขาทําอยู่นะครับ ก็คือคลัสเตอร์ (Cluster) ที่ตอนนี้เน้นอยู่ ๕ คลัสเตอร์ (Cluster) หนึ่งในนั้นก็คือคลัสเตอร์ (Cluster) ล้านนา พิงคนครก็จะเป็นแอเรีย แอปโพรช (Area approach) อันหนึ่ง แล้วตรงนี้ผมอยากฝากทางคณะกรรมาธิการผ่านไป ทางท่านประธานว่าอยากให้ไปดูเรื่องความทับซ้อน แล้วกฎหมายที่แบคอัพ (Backup) การทํางานของพิงคนครอยู่ก็ให้อํานาจค่อนข้างจะกว้างขวาง เช่นการให้อํานาจการวาง โครงสร้างพื้นฐานในพื้นที่เชื่อมโยงกับเชียงใหม่ต้องอยู่ภายใต้ความดูแลของสํานักงานแห่งนี้ อันนี้ไม่ได้รังเกียจ แต่ถ้าจะให้บูรณาการและให้เป็นเอกภาพต้องตัดสินใจว่าตกลงใครเป็นหลัก ใครเป็นรอง เรื่องแอเรียแอปโพรช (Area approach) ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ดี เพราะว่า ความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศไทยสูง เช่นเดียวกับความหลากหลายทางด้านวัฒนธรรม ซึ่งเป็นเสน่ห์ของแต่ละพื้นที่นะครับ

ประการที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่อง อปท. อปท. ถูกออกแบบมาให้เป็นเหมือนกับ หน่วยรบพิเศษ ไม่ใช่กองทัพภาคที่มีกองพล มีกรมประจําอยู่ในพื้นที่ เวลาที่ อปท. ไปทํางาน เริ่มต้นตั้งแต่เกาะช้างก็ควรจะมีการประเมินผลและวางระบบให้ชัดเจน ให้มีการทํางาน ร่วมกันระหว่างพวกฟังก์ชัน (Function) พวกหน่วยงานกลาง ซึ่งจะต้องดูแลทางด้าน การกําหนดนโยบายที่เชื่อมโยงกับยุทธศาสตร์หลักแล้วก็ดูเรื่องมาตรฐาน แล้วโยงไปกับ พื้นที่ก็คือจังหวัดแล้วก็ท้องถิ่น ซึ่งบทบาทของท้องถิ่นในตรงนี้จะเป็นเรื่องที่สําคัญมาก กับความยั่งยืน และเป็นฐานที่จะกระจายรายได้ กระบวนการการมีส่วนร่วม ความยั่งยืน จะอยู่กับการมีส่วนร่วมของพื้นที่ท้องถิ่นชุมชน ตรงนี้ผมอยากให้ทบทวนว่าเวลาบูรณาการ ให้มีความเชื่อมโยงกันแล้ว อปท. ควรจะต้องปรับบทบาท เพราะไม่อย่างนั้นเราจะมี กรมการท่องเที่ยวอยู่ ๒ กรม แล้วก็ทํางานค่อนข้างที่จะซ้อน ๆ กันอยู่ ตรงนี้จะทําให้ การใช้งบประมาณมีประสิทธิภาพ แล้วเงินจากส่วนกลางก็ตกลงพื้นที่เดียวกัน และจังหวัดเอง ก็เป็นนิติบุคคล ซึ่งแผนจังหวัดจะต้องได้รับความสําคัญมากขึ้นในแง่ที่จะบูรณาการในพื้นที่ ถ้าตรงนี้เราตกลงกันได้ว่าเข้ามาแล้ว แล้วกระบวนการไปกับกลไกที่จะบูรณาการ ทั้งเรื่องแผนแล้วก็งบประมาณ แล้วเป็นไปได้ก็คือการที่จะผนึกความสามารถของการทํางาน ร่วมกันภายใต้เรื่องของการท่องเที่ยว อันนี้ก็จะเป็นประโยชน์ ก็เรียนฝากท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันคิดว่าได้อภิปรายกันมาเป็นระยะเวลาพอสมควร แล้วนะคะ ต่อไปก็ขอเรียนเชิญคณะกรรมาธิการชี้แจง หรือให้ความเห็นต่อข้อสังเกตของ ท่านสมาชิก ซึ่งข้อเสนอของคณะกรรมาธิการนี้เป็นควิกวิน (Quick win) คือว่าทําเฉพาะ ในช่วง ๖ เดือนนี้เท่านั้น แต่มีอีก ๔ เรื่องปฏิรูปที่จะทําต่อหลังจากการปรับปรุงโครงสร้าง องค์กร เพราะฉะนั้นข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกหลายท่านจะเป็นข้อเสนอแนะ ที่กรรมาธิการรับจะทําในระยะยาวต่อไปค่ะ เชิญท่านกรรมาธิการค่ะ

นายกลินท์ สารสิน กรรมาธิการ

ท่านประธานครับ ผมขอบพระคุณ ทุก ๆ ท่านที่ให้ข้อเสนอแนะวันนี้ที่เป็นข้อมูลที่ดีนะครับ หลายเรื่องที่เรากะจะทําเร็ว ๆ นี้ แล้วก็หลายเรื่องที่จะเป็นลองเทิร์ม (Long-term) ขอเปิดหน้า ๒๒ ในแอพเพนดิกซ์ (Appendix) ให้ดูนิดหนึ่ง ขอสไลด์ (Slide) นะครับ เพาเวอร์พอยท์ (PowerPoint)

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดพรีเซนเทชัน (Presentation))

ช่วยเปิดหน่อย หน้า ๒๒ นะครับ จะให้เห็นว่าหลังจากที่เราปรับโครงสร้างแล้วจะมีหลาย ๆ เรื่องที่หน่วยงานหลาย ๆ หน่วยงาน ในกระทรวงทํางานซ้ําซ้อนกัน ยกตัวอย่างด้านยุทธศาสตร์ก็ดี เรื่องการพัฒนาก็ดี ประชาสัมพันธ์ก็ดี หรือว่าการศึกษา หรือวิจัย ทุกคนทําหมด เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อเข้ามาจัดได้ ในแนวทางเดียวกันแล้ว จะประหยัดงบประมาณค่อนข้างเยอะและเป็นไปในแนวทางเดียวกันแบบบูรณาการ แบบที่เมื่อสักครู่นี้ท่านผู้ทรงเกียรติทุกท่านได้เล่าให้ฟังแล้วนะครับ ในเรื่องการทํางานต่าง ๆ เราพยายามทําให้มีเอกชนเข้ามีส่วนร่วมมากที่สุด

แล้วก็เรื่องเกตเวย์ (Gateway) ที่จะเข้าประเทศ ก็เห็นด้วยว่าเราควรจะเป็น สถานที่ที่เขาเข้าสะดวกแล้วมีการเอาระบบไอที (IT) มาช่วยในการเข้ามาในประเทศ และมีการตรวจสอบให้ชัดเจน

ส่วนทางด้านการบูรณาการการร่วมมือต่าง ๆ หลังจากมีการรีสตรักเจอร์ (Restructure) แล้ว ทางเราก็จะมีการเข้าไปติดตามกระทรวงว่าทําอะไร แล้วก็มีการร่วมมือ อะไรได้บ้าง ก็รับข้อเสนอทุกท่านเกี่ยวกับเรื่องห้างทองเปิดกลางคืนประมาณนี้ การท่องเที่ยวกลางคืนจะเป็นอย่างไร เรื่องผู้พิการต่าง ๆ สถานที่ท่องเที่ยว เรื่องการประชาสัมพันธ์ อันนี้สําคัญมาก ๆ ทําอย่างไรให้บอกว่าบ้านเราเป็นเมืองที่ปลอดภัย ซึ่งการปลอดภัยนี้สําคัญ คือว่าไม่ใช่จะเป็นตํารวจก็ดี หรือว่าทหารก็ดี อันนี้เป็นการมีส่วนร่วมของคนทุกคน ในประเทศที่ยังคอยสอดส่องดูความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวทั้งหมด

เรื่องการบังคับใช้กฎหมาย อันนี้สําคัญมาก ๆ เมื่อสักครู่ที่ท่านบอกไปแล้ว มีประเทศบางประเทศที่เข้ามาแล้วก็ใช้ชื่อคนไทยก็ดี แล้วก็ดูว่าแต่ละแวลูเชน (Value chain) ทั้งหมดจะลงจากเครื่องบินมา หลงบินมาเสร็จ รถบัส (Bus) โรงแรม สถานที่ท่องเที่ยว ร้านอาหาร แม้กระทั่งเรือตอนนี้ก็กลายเป็นอยู่ในมือของบางชาติแล้ว อันนี้ ก็เป็นสเต็ป (Step) ต่อไปที่ทางคณะกรรมาธิการจะมาศึกษาดูว่าเราจะทําอย่างไรต่อไปได้

เรื่องการจัดหน่วยงานใหม่ หลังจากที่เมื่อสักครู่นี้มีท่านผู้ทรงเกียรติ บอกว่างานบางงานก็อาจจะย้ายไปอยู่ในด้านคนที่เหมาะสม ยกตัวอย่างทางด้านสวนสัตว์ ไนท์ซาฟารีเป็นต้น

อีกหลายเรื่อง เรื่องโลจิสติกส์ (Logistics) สําคัญนะครับ ทําอย่างไร ถ้าเรามองในภาพว่าเขามาจากต่างประเทศแล้วเข้าถึงกลางเมืองได้อย่างไร จะเอา ด้านโลจิสติกส์ (Logistics) เอาทะเบียนรถไฟหรืออะไรที่เข้าได้สะดวกมากขึ้นโดยการมอง ในเชิงของภาคการท่องเที่ยว ก็รับข้อเสนอไว้ โดยภาพรวมแล้วจะรับข้อเสนอไว้เกือบทั้งหมด แล้วก็จะรายงานต่อท่านผู้ทรงเกียรติผ่านท่านประธานไว้ในวาระต่อไป ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ก็เป็นอันว่าเราได้พิจารณารายงานเรื่อง การพัฒนา ด้านการท่องเที่ยว ดิฉันจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)

เชิญท่านสมาชิกเสียบบัตรแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ไม่ต้องรีบนะคะ เรามีเวลาเยอะค่ะ เดี๋ยวรอสมาชิกทยอยมา บางท่านอาจจะยัง ประชุมอยู่บางห้อง ดิฉันเพิ่งกดสัญญาณไฟลงมติไปเมื่อไม่นานเอง เพราะคาดว่ากรรมาธิการ จะใช้เวลาตอบยาวกว่านี้ เราจะรอสมาชิกสักครู่และรอท่านประธานด้วยค่ะ เชิญท่านสมาชิก เสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะคะ มีสมาชิกท่านไหนบัตรใช้ไม่ได้โปรดยกมือ เจ้าหน้าที่กําลังดูแลอยู่ มีไหมคะ สมาชิกท่านใดยังไม่เรียบร้อยยกมือด้วย เดี๋ยวค่ะ มีสมาชิกกําลังทยอยมา เรียนเชิญค่ะ โปรดแสดงตน มีอีกไหมคะ เรียบร้อยแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยค่ะ มีผู้เข้าร่วมประชุม ๑๗๕ ท่าน ครบองค์ประชุมนะคะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าเห็นชอบกับรายงานเรื่องการพัฒนา ด้านการท่องเที่ยวหรือไม่ ซึ่งถ้าหากเห็นชอบ กรรมาธิการจะได้นําความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกไปปรับปรุงรายงานก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อพิจารณาต่อไปค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ท่านเสรีแสดงตนทันไหมคะ ทันนะคะ โปรดใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนน ท่านผู้ใดเห็นชอบ โปรดกดปุ่มเห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบ โปรดกดปุ่มไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่า ควรงดออกเสียง โปรดกดปุ่มงดออกเสียง เชิญลงคะแนนได้ค่ะ

(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

สมาชิกทุกท่านลงคะแนนหมดแล้วนะคะ เจ้าหน้าที่ขอผลคะแนนด้วยค่ะ จํานวนผู้เข้าประชุมทั้ง ๑๗๕ ท่าน มีสมาชิกเห็นด้วย ๑๗๑ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนน ไม่มีนะคะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจ เรื่อง การพัฒนาการท่องเที่ยวแล้ว ซึ่งกรรมาธิการจะได้นํา ความเห็นและข้อเสนอแนะของทุกท่านไปปรับปรุงรายงานก่อนที่จะเสนอคณะรัฐมนตรี ต่อไป จบการพิจารณารายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านเศรษฐกิจนะคะ สมาชิกสามารถส่งคําแปรญัตติที่จะแก้ไขรายงานของคณะกรรมาธิการ ได้ภายใน ๓ วัน แล้วภายใน ๗ วัน คณะกรรมาธิการจะสรุปเสนอคณะรัฐมนตรีต่อไปค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

ท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เชิญท่านเสรีค่ะ

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม เสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิก สปท. เมื่อสักครู่นี้ที่ท่านประธานบอกว่าให้สมาชิกเสนอเป็นเอกสาร ได้ภายใน ๓ วันใช่ไหมครับ อันนี้ผมกราบเรียนว่าญัตติเรื่องที่พิจารณาก่อนหน้านี้ เรื่องกองทุนน้ํามันนะครับ ท่านประธานไม่ได้ประกาศเรื่องนี้ไว้ด้วย ผมถือว่าดําเนินการ เหมือนกันใช่ไหมครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ใช่ค่ะ เหมือนกันทั้ง ๒ เรื่องสําหรับวันนี้ค่ะ ขอบพระคุณท่านเสรีมากค่ะ ไม่มีสมาชิกเสนอเรื่องอื่นอีกนะคะ ดิฉันขอไปวาระตามปกติ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

วันนี้ก็หมดระเบียบวาระการประชุมแล้ว ขอขอบพระคุณสมาชิกทุกท่าน และขอปิดประชุมค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๐๔ นาฬิกา