กษิต เสนอปฏิรูปการท่องเที่ยว เผลกท้องถิ่น-เอกชนดูแลเพิ่มประสิทธิภาพ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

กษิต ภิรมย์ หารือการปฏิรูปการท่องเที่ยวโดยเสนอให้แยกการท่องเที่ยวออกจากกีฬาหรือจัดตั้งเป็นหน่วยงานภายใต้คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการบริหาร พร้อมผลักดันให้ภาคเอกชนและท้องถิ่นเข้ามามีบทบาทแทนหน่วยงานราชการในการจัดการ เพื่อลดบทบาทของรัฐและยกระดับประสิทธิภาพในทางปฏิบัติ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณครับท่านประธาน ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ ผมอยู่กระทรวงการต่างประเทศ ๓๐ กว่าปี งานเรื่องท่องเที่ยวก็ถือว่าเป็น งานประจําอันหนึ่งของกระทรวงการต่างประเทศ ก็ขอร่วมแสดงความคิดเห็นด้วย ท่านประธานครับ ผมคิดว่าบางครั้งบางคราวเราคงต้องมานั่งทบทวนตัวเราเองว่าเราจะ ปฏิรูปประเทศหรือว่าเราจะปรับปรุงหน่วยราชการ อันนี้ในอนาคต เพราะว่าเรามาทํางานกัน ที่นี่คือปฏิรูปสิ่งต่าง ๆ ในประเทศไทย ต้องมีการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง แต่ว่าเท่าที่ เสนอมาก็เป็นเรื่องของการปรับปรุงการบริหารราชการของกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ถ้าเผื่อจะปฏิรูปเรื่องนี้ ก็มีข้อคิดว่าทําไมถึงไม่แยกการท่องเที่ยวออกจากการกีฬาเป็น ๒ หน่วยงานเลยได้ไหมครับ ๒ กระทรวง หรือว่าถ้าเผื่อไม่ต้องเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็ได้ ก็มีสํานักงาน คณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยวแห่งชาติ แล้วก็บูรณาการดังที่คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านเศรษฐกิจได้แจ้งมา ผมไม่มีปัญหาในการจะเอาที่ กระจัดกระจายอยู่ข้างนอกแล้วก็ไปขึ้นกับทางสํานักนายกรัฐมนตรี ขึ้นกับนายกรัฐมนตรีนั้น ให้มารวมอยู่ ณ ที่เดียวภายใต้ร่มอันเดียวคือสํานักงานคณะกรรมการนโยบายการท่องเที่ยว แห่งชาติ หรือจะกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา แยกออกมาจากเรื่องของการกีฬา นั่นเป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ ผมก็หวั่นไหวทุกที เมื่อสักครู่นี้ก็พูด มีอะไรก็เป็นเรื่องของ หน่วยงาน แล้วก็ต้องไปที่ปลัดกระทรวง ไปที่อธิบดีนี้ แล้วก็มีรัฐมนตรีเป็นประธาน ผมก็ ค่อนข้างจะแปลกใจ แล้วต้องขอเอ่ยชื่อท่านกลินท์ สารสิน นิดหนึ่งนะครับ ท่านมาจาก แวดวงธุรกิจ ถ้าผมเป็นท่านผมจะเรียกร้องเอางานภารกิจที่อยู่ในมือของหน่วยราชการ แล้วก็เป็นไปได้ตัวฝ่ายการเมืองคือตัวรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา เอามาอยู่ที่ทางภาคเอกชนให้หมดเลย หรือให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ ไหน ๆ จะปฏิรูป เรื่องท่องเที่ยวแล้ว แล้วเราก็มีสมาคมการบินพาณิชย์ สมาคมโรงแรม สมาคมมัคคุเทศก์ สมาคมท่องเที่ยว ร้านอาหารต่าง ๆ เยอะแยะมากมายมหาศาล รวมทั้งกิจการปลอดภาษี แทกซ์ฟรี (Tax free) ตามสนามบินต่าง ๆ ด้วย แล้วก็ที่เกี่ยวกับรถลีมูซีน รถแท็กซี่ รถบัส ต่าง ๆ เหล่านี้ ทําไมไม่โอนอํานาจทั้งหมดที่มีอยู่จากหน่วยราชการต่าง ๆ นั้นมาอยู่ที่ สมาพันธ์การท่องเที่ยวแห่งชาติทางภาคเอกชน ด้วยจุดประสงค์ว่าเราจะปฏิรูปกันแล้วก็ โอนงานที่อยู่ในแวดวงของฝ่ายราชการแล้วก็ฝ่ายการเมืองที่จะเข้ามาบริหารประเทศนั้นไปให้ ทางภาคเอกชนให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ เพราะผมเองมีความเชื่อ แล้วผมก็คิดว่า เพื่อนสมาชิกทั้งหลายมีความเชื่อว่าทางภาคเอกชน ผู้ประกอบการ ที่เป็นหัวใจในเรื่อง การท่องเที่ยวทั้งหมดก็สามารถที่จะปกครองตนเองได้ ดูแลตนเองได้ สิ่งที่เขาต้องการคือ การสนับสนุนในด้านนโยบายจากรัฐ อาจจะมีกองทุนงบประมาณบางส่วนที่เก็บมาจากภาษี วีเอที (VAT) หรือภาษีศุลกากรอื่น ๆ ต่าง ๆ ก็ได้ เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะเสนอว่าถ้าเผื่อ จะปฏิรูปกันแล้วโอนภารกิจมาที่ภาคเอกชนผู้ประกอบการทางด้านการท่องเที่ยวทั้งหมด ให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ นั่นคือการปฏิรูปครับ ส่วนอันที่ ๒ อะไรที่ทางท้องถิ่นทําได้ โดยเฉพาะคณะกรรมการบูรณาการระดับจังหวัด เราก็มี อบจ. มี อบต. มีเทศบาลเมือง ในแต่ละจังหวัด ก็ให้ ๓ หน่วยงานนี้เขาบูรณาการกันเองว่าเขาจะดูแลจังหวัดของเขาอย่างไร ผู้ว่าราชการจังหวัดตราบใดที่ยังมาจากกระทรวงมหาดไทยและยังไม่ได้มีการเลือกตั้ง ก็เป็นแค่ที่ปรึกษาเท่านั้นเอง แต่ว่าการดูแลชายทะเล ภูเขา ต้นน้ํา โบราณสถานสําคัญ ๆ ของจังหวัดนั้น ๆ ก็โอนไปให้ท้องถิ่นเขาทําเดี๋ยวนี้เลย นั่นคือการปฏิรูปครับ ไม่ใช่ยังเก็บงานไว้ที่สํานักงานกลาง แล้วสํานักงานกลางก็ยังส่งเจ้าหน้าที่มาอยู่ในต่างจังหวัด ต่าง ๆ เหล่านี้ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา หรือว่ากระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานเหล่านี้มีหน้าที่วางแผน แล้วก็เป็นผู้แทนของประเทศไทยในการประชุม การท่องเที่ยวระดับโลกที่กรุงมาดริด หรือว่าในกรอบของเอเชียแปซิฟิก (Asia Pacific) หรือว่าด้วยกรอบของอาเซียน (ASEAN) แล้วท่านก็เอาพันธกรณีระหว่างประเทศนั้น มาให้เอกชนทําแล้วหน่วยงานรัฐจะช่วยเหลืออย่างไรได้ก็ทําไป เพราะฉะนั้นให้เอกชนทํา คือการปฏิรูป กับอันที่ ๒ โอนไปให้ท้องถิ่นให้มากที่สุดก็คือการปฏิรูป ผมขอเสนออย่างนี้ เป็นแนวคิดใหม่ดีกว่า ไม่เอามาเพิ่มหน่วยราชการอะไรกันต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วส่วนกลางก็ยัง เข้าไปเกี่ยวข้องในทุกอณูของแวดวงธุรกิจ แล้วก็ยังลึกเข้าไปในท้องถิ่น เสมือนกับว่า ทางท้องถิ่นและทางภาคเอกชนซึ่งเป็นกลไกที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศไทยเกือบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ก็ยังเป็นเด็กอมมือไม่สามารถที่จะดูแลตนเองได้ ผมคิดว่าเราต้องเชื่อใน ท้องถิ่น ต้องเชื่อในขีดความสามารถของทางภาคเอกชนเป็นสําคัญ แล้วเราก็ต้องปฏิรูป ในทํานองนี้ครับ ไม่ใช่มาเพิ่มอํานาจของกระทรวง ทบวง กรม และอะไร ๆ ก็รัฐมนตรีเป็นประธาน เป็นผู้ดูแลพระราชบัญญัตินี้ ปลัดกระทรวงมาเป็น ประธานโน่น ประธานนี่ อธิบดีก็เป็นประธานโน่น ประธานนี่ ผมคิดว่าเราเสียเวลาที่จะมา ปฏิรูป ไม่ใช่ครับ นั่นปรับปรุงระบบราชการ คสช. ครม. อยากจะทําอันนี้ทําไป แต่ที่นี่ต้อง ปฏิรูปประเทศไทยอย่างจริงจังครับ แล้วเรื่องการท่องเที่ยวเป็นเรื่องที่สําคัญที่สุดอันหนึ่ง ของเศรษฐกิจแล้วก็ชีวิตของคนไทยลงไปจนถึงพ่อค้าแม่ค้าบนท้องถนนทั้งหมด ก็มีส่วนได้ส่วนเสีย ต้องอํานวยให้เขาทํามาหากินแล้วให้เขาดูแลตนเองให้มากที่สุด รัฐเป็นผู้อํานวยความสะดวก เป็นฟาซิลิเตเตอร์ (Facilitator) เป็นผู้สนับสนุน อันนี้เป็น หัวใจสําคัญครับ ผมขอเสนอไว้แค่นี้ครับ ขอกราบขอบพระคุณครับท่านประธาน