เสรี เสนอปฏิรูปกองทุนน้ำมัน ชี้ประชาชนถูกดูดเลือดมานาน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

เสรี สุวรรณภานนท์ หารือปัญหาราคาน้ำมันที่ไม่สอดคล้องกับราคาโลกและผลกระทบต่อประชาชน พร้อมเรียกร้องให้ปรับโครงสร้างกองทุนน้ำมันและกฎหมายที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุมราคาอย่างเป็นธรรม

นายเสรี สุวรรณภานนท์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายเสรี สุวรรณภานนท์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขอเสนอความคิดเห็น เกี่ยวกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านพลังงานที่กําลัง พิจารณาอยู่นี้นะครับ ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ เป็นเรื่องที่ กระทบกับวิถีชีวิตประชาชนคนทั้งประเทศ การปฏิรูปประเทศคราวนี้เมื่อได้มีการพิจารณา ถึงเรื่องกองทุนน้ํามัน ผมคิดว่าเป็นเรื่องสมควรอย่างยิ่งที่สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศของเรา จะนําปัญหาความทุกข์ร้อนของพี่น้องประชาชนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมามาพิจารณา เพื่อหาทางออกหรือแก้ไขปัญหาให้กับคนทั้งประเทศ ท่านประธานเคยพิจารณาไหมว่า ระยะเวลาที่ผ่านมาประเทศเรามีราคาน้ํามันสูง ซึ่งผิดไปจากสภาพความเป็นจริงของ ราคาน้ํามันโลกในหลายช่วงเวลา ประชาชนคนไทยในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา เหมือนคนถูกสูบเลือดสูบเนื้อมาตลอด ประชาชนไม่มีสิทธิไม่มีเสียงที่จะออกมาโต้แย้ง ไม่มีสิทธิไม่มีเสียงที่จะขอความเป็นธรรมว่าทําไมอยู่ในประเทศไทยแล้วราคาน้ํามันไม่ตรงกับ สภาพความเป็นจริง พูดไปก็จะได้รับรายงานจากทางราชการว่านี่คือนโยบายของรัฐ นี่คือ นโยบายที่จะแก้ปัญหาภาวะวิกฤติน้ํามันของประเทศโดยรวม เพื่อประโยชน์สุขของคน ทั้งประเทศจึงต้องมีนโยบายแนวทางดังกล่าว ท่านประธานครับ ถ้าเรามองย้อนกลับไปจนถึงปัจจุบันนี้ ต้องเรียนด้วยความเข้าใจถึงปัญหา ที่เกิดขึ้นว่าประชาชนถูกสูบเลือดสูบเนื้อจากกองทุนน้ํามันมาตลอด แต่ก็น่าแปลกครับ ท่านประธาน ใครก็ตามที่เข้ามามีอํานาจในประเทศ พอมีอํานาจแล้วก็จะเออออห่อหมก แล้วก็เห็นชอบกับวิธีการดังกล่าว แต่วิธีการดังกล่าวถูกแอบแฝงไปด้วยผลประโยชน์มหาศาล สุดท้ายภาระปัญหาต่าง ๆ กลับตกสู่พี่น้องประชาชน ก็คือราคาน้ํามันที่ถูกกําหนด วิธีการต่าง ๆ นั้นนํามากําหนดราคาที่แบกให้เป็นภาระของประชาชนคนทั้งประเทศ เมื่อถึงเวลานี้ครับท่านประธาน ผมว่าสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเรา โดยเฉพาะ ท่านกรรมาธิการที่กําลังทําหน้าที่ศึกษาแล้วก็เสนอบทบัญญัติของร่างกฎหมายดังกล่าวนี้ ผมหวังว่าร่างกฎหมายที่จะออกมานี้เป็นการแก้ปัญหาของประเทศ แก้ปัญหาเรื่องน้ํามัน อย่างแท้จริง ผมอยากจะเห็นกฎหมายที่ออกมาแก้ปัญหาแล้วสามารถจะควบคุมราคาน้ํามัน ให้อยู่สภาพความเป็นจริง คือราคาถูกมาก ๆ ครับ ผมไม่ได้พูดตามใครนะครับ ที่เขาเรียกร้องกันว่า ทําไมน้ํามันราคาถูกสามารถทําได้ แต่ทําไมมันถึงแพง แต่ผมดูจากรายงานครับท่านประธาน ผมให้ความสําคัญมาก พอได้รับรายงานก็พยายามอ่านดูว่าปัญหาที่เกิดในประเทศเรานี้ ราคาน้ํามันที่ถูกกล่าวอ้างว่าต้องการจะปรับให้สมดุลในน้ํามันบางประเภททําอย่างไร กองทุนน้ํามันควรจะต้องมีสักเท่าไร แล้วกองทุนน้ํามันจะเป็นจํานวนเงินที่พยุงราคา ให้ประชาชนสามารถใช้น้ํามันถูกได้ สิ่งที่ได้ยินมายาวนานนะครับ ไม่ใช่เฉพาะกรรมาธิการ มาพูดหรอกครับ สิ่งที่ได้ยินมายาวนานก็คือเราไม่สามารถที่จะทําน้ํามันให้ราคาถูกได้ เพราะถ้าน้ํามันราคาถูกคนจะใช้น้ํามันมาก คนจะใช้น้ํามันฟุ่มเฟือย พูดมาหลายยุคครับ พูดจนกระทั่งน่าเชื่อครับว่าสิ่งที่นักการเมืองพยายามจะป้อนข้อมูลให้กับพี่น้องประชาชน ก็คือสร้างภาพว่าถ้าน้ํามันถูกคนจะใช้มาก แต่จริง ๆ ไม่ใช่หรอกครับ น้ํามันยิ่งถูกยิ่งดีครับ ยิ่งถูกนั้นค่าใช้จ่าย ค่าโสหุ้ย ค่าขนส่ง ที่ต้องใช้น้ํามันอะไรทั้งหลาย โรงงานอะไรทั้งหลาย ถ้าหากว่าลงทุนต้นทุนต่ําสินค้าจะถูก ค่าบริการจะถูก ถ้าประชาชนเดินทาง ๑๐ กิโลเมตร น้ํามันถูกก็คงไม่เดินทาง ๒๐ กิโลเมตรหรอกครับ นี่คือความเป็นจริงท่านประธาน สิ่งที่เกิดขึ้น ต้นตอนี้ถ้าไปดูนะครับ ถ้าท่านกรรมาธิการจะดูมาจากไหน มาจากปัญหาของประเทศ ในเรื่องการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิงครับท่านประธาน เรามีพระราชกําหนดแก้ไข และป้องกันภาวะขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๑๖ โดยเน้นหนักไปในเรื่องของ การขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง ขีดเส้นใต้ ๓ เส้นเลยท่านประธาน ต้องเป็นเรื่องของ การขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง แต่ปรากฏว่าที่ผ่านมานี้การขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิงของเรา มีไหม ไม่ขาดหรอกครับ น้ํามันเชื้อเพลิงของเราไม่เคยขาด แต่อาจจะมีบางช่วงเวลา ที่ประเทศที่ผลิตน้ํามันเขาเพิ่มราคาหรือมีราคาน้ํามันที่สูงขึ้น พอน้ํามันสูงขึ้นก็เกิดราคาผันผวน เราซื้อแพงมาใช้ถูกคงไม่ได้ ดังนั้นมาตรการของการที่จะแก้ปัญหานี้เราเน้นหนักไปในเรื่อง ความสําคัญของการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง แต่เราเอากฎหมายเหล่านี้มาเป็นช่องทางว่า การขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิงจนกระทั่งราคาน้ํามันผันผวน ก็เลยออกเป็นคําสั่ง นายกรัฐมนตรี ถ้าหากว่าตามรายงานแล้วผมก็ไปค้นมาทั้งหมดที่ท่านอ้างถึงไม่ว่าจะเป็น พระราชกําหนดแก้ไขและป้องกันการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. ๒๕๑๖ จริง ๆ แล้ว พระราชกําหนดฉบับนี้มีอายุแค่ปีเดียวครับ แต่ต่อมาก็มีการออกพระราชบัญญัติแก้ไขมาตรา ๑๐ ต่ออายุมาเรื่อย ๆ จนฉบับที่ ๓ ก็บอกว่าระยะเวลาที่มีกําหนดยกเลิกเสียเลยดีกว่า ถามว่าทําไมเขาต้องมีกําหนดครับ เขามีกําหนดเพราะว่าเขาไม่ต้องการที่จะให้ราคาน้ํามันถูกควบคุมจนเกินกว่าความจําเป็น เขาถึงได้ต้องออกอันนี้มา แต่ตอนหลังนักการเมืองเราเก่งท่านประธานครับ ไป ๆ มา ๆ ไปออกพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันการบริหารกองทุนพลังงานซึ่งเป็นองค์การมหาชน มีการออกคําสั่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ฉบับปี ๒๕๒๐ เป็นคําสั่ง ที่ ๑๗๘ แล้วก็ฉบับที่ ๔/๒๕๔๗ เรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ํามัน แต่ปรากฏว่าตามรายงานของ คณะกรรมาธิการได้จัดทําร่างพระราชบัญญัติขึ้นมา แต่เป็นเรื่องการตั้งกองทุนน้ํามัน เพื่อจะกําหนดเสถียรภาพราคาน้ํามันเท่านั้นเอง ความเน้นหนักในเรื่องการแก้การขาดแคลนน้ํามัน ไม่มีครับ แต่เป็นเรื่องการกําหนดราคาน้ํามันที่ผันผวน ก็คือมีขึ้น ๆ ลง ๆ แล้วก็ไปตั้งกองทุน แล้วก็อาศัยคําสั่งนายกรัฐมนตรีตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๗ แล้วก็มาตั้งเป็น กองทุนน้ํามัน โดยมีร่างพระราชบัญญัติเกี่ยวกับกองทุนน้ํามันดังกล่าวขึ้นมา ไป ๆ มา ๆ พระราชกําหนดเกี่ยวกับการแก้ปัญหาเรื่องการขาดแคลนน้ํามันยังอยู่นะครับ ไม่ได้ถูกยกเลิก ฉบับนี้ไม่ได้ยกเลิกเลย เพียงแต่ย้ายสํานักงานเกี่ยวกับเรื่องการจัดการกองทุนน้ํามัน มาเป็นสํานักงานตามร่างกฎหมายฉบับนี้ ส่วนราคาผันผวนของน้ํามัน ผันผวนมีขึ้นมีลง ถ้าน้ํามันลงราคาถูกอย่างปัจจุบันนี้ถามว่าจําเป็นไหมที่จะต้องไปเก็บเงินเข้ากองทุน ก็น้ํามันถูก แต่ทําไมเราไม่ปล่อยราคาน้ํามันถูกให้เป็นราคาตามธรรมชาติ ตามปกติ ราคาในท้องตลาดของประเทศ ซึ่งถ้าถูกมากประชาชนก็ไม่เดือดร้อน แต่เอาเถอะครับ ท่านประธาน ถ้าหากจะมีกองทุนถ้าดูตามร่างกฎหมายดังกล่าวนี้แล้ว ถ้าท่านประธานจะดู ผมกราบเรียนท่านกรรมาธิการที่เคารพนะครับ ท่านให้ความสําคัญกับร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ ขอให้ดูมาก ๆ แล้วก็เคารพท่านที่กรุณายกร่างขึ้นมา แต่ในร่างฉบับนี้จะบอกว่าดี พูดไปก็ดี เหมือนกับว่าเราจําเป็นต้องมีกองทุนมาคอยรองรับเพื่อไม่ให้ราคาน้ํามันผันผวน หรือราคาแพงเกินความจําเป็น แต่ในร่างกฎหมายฉบับนี้ผมห่วงหลายเรื่อง ยกตัวอย่างตั้งแต่ วัตถุประสงค์อยู่ในมาตรา ๕