ประภาศ แจงร่าง พ.ร.บ.กองทุนน้ำมัน ชี้เปลี่ยนฐานกฎหมายเพื่อความชอบธรรม

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๗ · ๑๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙

ประภาศ คงเอียด รายงานผลการร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง โดยชี้ความจำเป็นในการยกฐานะจากคำสั่งนายกฯ สู่กฎหมายรัฐสภาเพื่อความชอบด้วยรัฐธรรมนูญ และสรุปสาระสำคัญของร่าง พ.ร.บ. ที่ครอบคลุมการจัดตั้งคณะกรรมการและสถาบันบริหารกองทุนพลังงานในรูปแบบนิติบุคคล การกำหนดบทบาทหน้าที่ของรัฐมนตรี การบริหารจัดการเงินกองทุนอย่างเป็นระบบ การแต่งตั้งผู้อำนวยการ การตรวจสอบทางบัญชี บทลงโทษ และมาตรการช่วงถ่ายโอนเพื่อความต่อเนื่อง ซึ่งจัดทำโดยคณะทำงานร่วมระหว่างภาครัฐและเอกชนโดยไม่กระทบงบประมาณเดิม

นายประภาศ คงเอียด กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ผม นายประภาศ คงเอียด สมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ลําดับที่ ๘๘ ในฐานะที่ได้รับมอบหมายให้เป็นประธาน คณะทํางานในการร่างพระราชบัญญัติกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง พ.ศ. .... ตามที่ได้รับมอบหมายจากท่านประธานนะครับ ผมขออนุญาตรายงานโดยสรุปเกี่ยวกับ โครงสร้างของกฎหมายที่มีการร่างในครั้งนี้ผ่านท่านประธานไปยังท่านสมาชิกทุกท่าน สืบเนื่องจากกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงที่เราจัดเก็บอยู่เดิมตามกฎหมายที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เป็นการอาศัยอํานาจตามคําสั่งของท่านนายกรัฐมนตรี ซึ่งอาศัยอํานาจตามพระราชกําหนด แก้ไขและป้องกันภาวะการขาดแคลนน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งมีข้อโต้แย้งอยู่อย่างต่อเนื่องว่า การใช้อํานาจดังกล่าวนี้เป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ และในการดําเนินการของ คณะกรรมาธิการในส่วนที่ท่านประธานคุรุจิตรับผิดชอบอยู่ จึงได้มีการนําเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อศึกษาแนวทางในการที่จะออกเป็นพระราชบัญญัติเพื่อที่จะแก้ปัญหาความชอบ หรือไม่ชอบด้วยกฎหมายดังกล่าว ซึ่งคณะทํางานร่าง พ.ร.บ. ประกอบด้วยบุคคล ในหลาย ๆ ภาคส่วนด้วยกัน ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน เช่น สํานักงานนโยบายและแผนพลังงาน สถาบันบริหารกองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) สํานักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา กรมธุรกิจพลังงาน กรมสรรพสามิต กรมศุลกากร กรมบัญชีกลาง กลุ่มอุตสาหกรรม โรงกลั่นน้ํามันปิโตรเลียม สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มูลนิธิเพื่อผู้บริโภค เป็นต้นนะครับ โดยผมเป็นประธานคณะทํางาน ซึ่งมีบุคคลอีก ๒ ท่านที่มีส่วนสําคัญในการดําเนินการ ร่าง พ.ร.บ. ครั้งนี้คือ ดอกเตอร์ศิริ จิระพงษ์พันธ์ แล้วก็ท่านมนูญ ศิริวรรณ ผมขอสรุปเนื้อหา ซึ่งเป็นโครงสร้างของกฎหมายนะครับ ร่าง พ.ร.บ. ฉบับนี้จะมีอยู่ด้วยกัน ๔๕ มาตรา ซึ่งมีโครงสร้างที่สําคัญดังนี้

ประการที่ ๑ ในส่วนแรกได้แบ่งออกเป็น ๖ หมวด และมีบทเฉพาะกาล รวมทั้งสิ้น ๔๕ มาตรา โดยในหมวด ๑ เป็นเรื่องของกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงซึ่งเป็นบททั่วไป หมวด ๒ การบริหารกิจการของกองทุน เป็นการกําหนดคณะกรรมการที่มีอํานาจหน้าที่ ในการบริหารกองทุน หมวด ๓ เป็นการดําเนินการของกองทุนกําหนดหลักเกณฑ์ การดําเนินการต่าง ๆ หมวด ๔ เป็นเรื่องพนักงานเจ้าหน้าที่ หมวด ๕ เป็นเรื่องของการบัญชี การตรวจสอบ การประเมินผล และหมวด ๖ คือบทกําหนดโทษ สาระสําคัญของ ร่างกฎหมายฉบับนี้

ประการที่ ๒ คือกําหนดให้โอนอํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการบริหาร นโยบายพลังงานหรือ กบง. ในส่วนที่เกี่ยวกับกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงและอํานาจของ คณะกรรมการสถาบันบริหารกองทุนพลังงานตามพระราชกฤษฎีกาจัดตั้งสถาบันบริหาร กองทุนพลังงาน (องค์การมหาชน) พ.ศ. ๒๕๔๖ มากําหนดไว้รวมกันโดยตั้งเป็น คณะกรรมการใหม่เรียกว่าคณะกรรมการกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิง ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๘ โดยการกําหนดหน้าที่ให้สอดคล้องกับงานที่ต้องปฏิบัติไว้ในมาตรา ๑๒

ประการที่ ๓ มีการกําหนดนิยามเพื่อให้เกิดความเข้าใจและสะดวก ในการใช้งาน ซึ่งนิยามต่าง ๆ ก็จะอยู่ที่มาตรา ๓ ของร่างพระราชบัญญัติ

ประการที่ ๔ กําหนดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานเป็นผู้รักษาการ ตามพระราชบัญญัติฉบับนี้ ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๔

ประการที่ ๕ มีการจัดตั้งกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงและกําหนดวัตถุประสงค์ไว้ ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๕ ดังที่ท่านเลิศรัตน์ได้อภิปรายไปแล้วนะครับ

ประการที่ ๖ คือการกําหนดเงินและทรัพย์สิน และการใช้จ่ายเงินของกองทุน ให้มีความชัดเจน ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๖ และมาตรา ๗ ของร่างพระราชบัญญัติ

ต่อไปคือการกําหนดแนวทางการบริหารกองทุน ซึ่งมีการตั้งคณะกรรมการ โดยมีองค์ประกอบจากผู้แทนภาครัฐ จํานวน ๙ คน ผู้ทรงคุณวุฒิ จํานวน ๕ คน ดังที่ท่านเลิศรัตน์ได้กล่าวไปแล้วนะครับ ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๘ ส่วนการกําหนดคุณสมบัติ วาระการดํารงตําแหน่ง และการพ้นจากตําแหน่งของคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจะอยู่ที่ มาตรา ๙ และมาตรา ๑๐ อํานาจหน้าที่ของคณะกรรมการโดยรวมในส่วนของ กบง. ที่เกี่ยวกับกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงและของคณะกรรมการสถาบันบริหารกองทุนพลังงาน ก็จะอยู่ที่มาตรา ๑๒

ส่วนต่อไปมีการจัดตั้งสํานักงานกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงขึ้นเป็นนิติบุคคล ซึ่งสถาบันดังกล่าวนี้จะถือว่าไม่ใช่เป็นส่วนราชการ ไม่ใช่รัฐวิสาหกิจ โดยกําหนดอํานาจ หน้าที่ในส่วนที่เป็นของสถาบันบริหารกองทุนพลังงานที่จะต้องประกาศยกเลิกต่อไป ตามกฎหมายมาไว้ในร่าง พ.ร.บ. นี้ จะอยู่ที่มาตรา ๑๔ ซึ่งเป็นการโอนการปฏิบัติงาน ในส่วนของสํานักงานบริหารกองทุนพลังงานมาไว้เป็นหน่วยใหม่และไม่ให้กระทบ กับงบประมาณ

ต่อไปก็คือเรื่องของการกําหนดหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการบริหารสํานักงาน โดยให้มีผู้อํานวยการซึ่งคณะกรรมการเป็นผู้สรรหา แต่งตั้ง และถอดถอน กําหนด การปฏิบัติหน้าที่แทนในกรณีที่ไม่มีผู้อํานวยการหรือผู้อํานวยการไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ได้ อยู่ที่มาตรา ๑๕ และมีการกําหนดคุณสมบัติวาระการดํารงตําแหน่ง การพ้นจากตําแหน่ง ของผู้อํานวยการไว้อยู่ที่มาตรา ๑๕ ถึงมาตรา ๑๘ มีการกําหนดสถานะของกองทุนสุทธิ ทั้งสูงสุดและต่ําสุดดังที่ท่านเลิศรัตน์ได้อภิปรายไปแล้วอยู่ที่มาตรา ๒๐ ของร่างพระราชบัญญัติ มีการกําหนดหลักเกณฑ์ต้องประกาศให้ประชาชนรับทราบเมื่อมีการใช้เงินกองทุนเพื่อรักษา เสถียรภาพระดับราคาน้ํามันเชื้อเพลิงซึ่งกําหนดไว้ในร่างพระราชบัญญัติ มาตรา ๒๑ กําหนดแนวทางปฏิบัติให้ชัดเจนเกี่ยวกับการส่งเงินเข้ากองทุน การจ่ายเงินจากกองทุน และแนวทางปฏิบัติเฉพาะเรื่องไว้ตั้งแต่มาตรา ๒๒ ถึงมาตรา ๒๔ มีการกําหนดมาตรการ ในทางแพ่งสําหรับผู้ที่ส่งเงินเข้ากองทุนไม่ครบหรือไม่มีการนําส่งภายในกําหนด ในกรณีที่ยัง ไม่มีหนังสือแจ้งเตือนจะมีเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๑.๕ ส่วนถ้ามีหนังสือแจ้งเตือนไปแล้ว ก็จะเสียเงินเพิ่มในอัตราร้อยละ ๓ ซึ่งจะอยู่ที่มาตรา ๒๔ ของร่างพระราชบัญญัติ กําหนด ให้มีเจ้าหน้าที่ที่ต้องปฏิบัติการตามร่างพระราชบัญญัตินี้เนื่องจากว่าจะต้องมีความจําเป็น ที่จะให้เจ้าพนักงานตามร่างพระราชบัญญัติดังกล่าวเป็นเจ้าพนักงานตามประมวลกฎหมายอาญา ซึ่งกําหนดไว้ในมาตรา ๓๐ นอกจากนี้ก็ยังมีการกําหนดมาตรการด้านบัญชี ด้านการตรวจสอบ การประเมินผลให้เป็นไปตามมาตรฐาน และหน่วยที่จะต้องตรวจสอบคือสํานักงาน การตรวจเงินแผ่นดินหรือหน่วยงานที่ สตง. ให้ความเห็นชอบนะครับ ซึ่งจะกําหนดขอบเขต ของเรื่องนี้ไว้ตั้งแต่มาตรา ๓๑ ซึ่งมาตรา ๓๔ ของร่างพระราชบัญญัติ มีบทกําหนดโทษ เพื่อให้การบังคับใช้ร่างพระราชบัญญัติเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพอยู่ที่หมวด ๖ ตั้งแต่ มาตรา ๓๕ ถึงมาตรา ๓๘ และในส่วนสุดท้ายครับ มีการกําหนดบทเฉพาะกาลไว้ในระหว่าง ที่เป็นช่วงการถ่ายโอนระหว่างกองทุนน้ํามันเชื้อเพลิงเดิมมาสู่ร่างพระราชบัญญัติฉบับใหม่ ให้เป็นไปอย่างต่อเนื่องไม่เกิดความเสียหาย อันนี้จะกําหนดไว้ในมาตรา ๓๙ ถึงมาตรา ๔๔ ขอบคุณครับ