สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๔ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๑๘๒ คน
ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ 🔗

สวัสดีครับ เรียนท่านสมาชิก ขณะนี้มีสมาชิกลงชื่อมาประชุมจำนวน ๑๑๔ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว ผมขอเปิดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อดำเนินการ ประชุมตามระเบียบวาระ

เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ซึ่งไม่ปรากฏในระเบียบวาระการประชุม

- ก็คือว่าผมอยากจะขออนุญาตจากที่ประชุมเพื่อถวายสดุดีพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช พระมหากษัตริย์ประชาธิปไตย ๗๐ ปีที่ครองราชย์ จึงอยากจะขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตถวายคำสดุดีแด่พระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชด้วยนะครับ

พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงครองราชย์ครบ ๗๐ ปี นับแต่ พ.ศ. ๒๔๘๙ ยาวนานที่สุดในโลกและในประวัติศาสตร์ไทย ได้ทรงทุ่มเท พระสติปัญญา พระวรกาย ทรงมีพระวิริยะอุตสาหะ ตรากตรำบำเพ็ญพระราชกรณียกิจ น้อยใหญ่นานัปการ ดังนี้

๑. “ทรงเป็นพระเจ้าทรงธรรม” จากพระปฐมบรมราชโองการที่ว่า “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” เป็นต้นมา พระองค์ ได้ทรงประกอบพระราชกรณียกิจ เพราะเหตุแห่งธรรมที่ทรงยึดมั่นอย่างเคร่งครัดเสมอมา พระมหากษัตริย์ไทยนับตั้งแต่สมัยสุโขทัยจนถึงปัจจุบัน ทรงปรารถนาที่จะได้เป็น พระเจ้าทรงธรรมโดยทรงยึดมั่นในทศพิธราชธรรม ซึ่งได้แก่ การให้ การสำรวม การทำสาธารณประโยชน์ ความซื่อตรง ความสุภาพ การชนะชั่ว การไม่โกรธ ความไม่เบียดเบียน ความอดทน และความยุติธรรม ทั้งนี้ นอกเหนือจากจักรวรรดิวัตรและราชสังคหวัตถุอีกด้วย

๒. ทรงเป็นนักปกครองที่ดี ที่ทรงเสียสละเพื่อประโยชน์ส่วนรวมของ ผู้รับการปกครอง ในทุกพระราชกรณียกิจและทุกขณะ ซึ่งเป็นผู้ปกครองในอุดมคติที่บรรดา นักปรัชญาการเมืองแสวงหามากว่า ๒,๕๐๐ ปีมาแล้ว พระราชดำรัส พระราชดำริ และพระราชกรณียกิจ รวมถึงโครงการและกิจกรรมต่าง ๆ ก็เพื่อผลประโยชน์ส่วนรวมทั้งนั้น บางทีเราอาจรู้สึกว่าพระบรมราโชวาทของพระองค์นั้นเป็นยิ่งกว่าคำสอนของคำพระเสียอีก จึงทรงได้รับการยกย่องจากต่างประเทศว่าทรงเป็นกษัตริย์ของกษัตริย์ คิง ออฟ คิงส์ (King of Kings)

๓. ทรงแบกรับภาระของชาติอันหนักอึ้งไว้แต่พระองค์เดียวในรอบ ๗๐ ปี ที่ผ่านมา ไม่อาจทรงวางมือหรือทรงผ่องถ่ายไปให้ผู้อื่นได้ เมื่อเปรียบเทียบกับนายกรัฐมนตรี แต่ละคนที่ผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนกันเข้ามารับภาระของชาติ เมื่อพ้นวาระไปแล้วก็ไม่ต้องรับรู้ เครียด และเหนื่อยกับปัญหาใด ๆ ของประเทศอีก แบบผ่านมาแล้วก็ผ่านไป สามารถ พักผ่อนและหาความสุขส่วนตัวที่บ้านได้

๔. ทรงช่วยรักษาประชาธิปไตยไว้ได้ถึง ๗๐ ปีที่ทรงครองราชย์มา ถึงแม้ว่า จะเกิดการปฏิวัติรัฐประหารและการกบฏขึ้นเป็นครั้งคราว เมื่อเหตุการณ์ผ่านพ้นไป ระยะหนึ่ง ประเทศไทยก็จะกลับเข้าสู่การปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมี พระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และที่สำคัญก็คือ อุดมการณ์ “ชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ได้ทำให้ประเทศไทยของเรารอดพ้นมาจากการเป็นสังคมคอมมิวนิสต์แบบหลาย ๆ ประเทศ ในอินโดจีนได้

๕. ทรงสามารถระงับวิกฤตการณ์ทางการเมืองได้อย่างประเสริฐ จากการที่ ทรงเป็นพุทธมามกะ และองค์ศาสนูปถัมภก จึงทำให้ทรงสามารถทำนุบำรุงชนชาติอื่น ศาสนาอื่นได้ จึงทำให้ทรงเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวไทยทั้งชาติ ซึ่งอยู่กันด้วยความร่มเย็น เป็นสุขและทรงเป็นที่เคารพรักและเทิดทูนไว้เหนือเกล้าฯ ของพวกเราทุกคนเสมอมา นอกจากนี้แล้ว การที่ทรงอยู่เหนือการเมือง เพื่อจะได้ทรงเป็นกลางทางการเมือง เป็นพระมหากษัตริย์ของชาวไทยของทุกคนทุกหมู่เหล่าทุกฝ่าย และด้วยพระบารมี จึงทรงสามารถระงับวิกฤตการณ์วุ่นวาย รุนแรง โศกสลด ที่ทำให้คนไทยต้องบาดเจ็บ และสูญเสียชีวิตมากมายหลายครั้ง เช่น เหตุการณ์วันที่ ๑๔ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๑๖ และเหตุการณ์เดือนพฤษภาคม พ.ศ. ๒๕๓๕

นอกจากนี้แล้วในเดือนเมษายน พ.ศ. ๒๕๔๙ ยังได้ทรงช่วยผ่าทางตัน ที่ฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายรัฐบาลไม่อาจทำหน้าที่ได้ จึงทรงขอให้สถาบันตุลาการร่วมแก้ไข วิกฤติของประเทศจนผ่านพ้นภาวะนั้นไปได้

๖. ทรงยึดมั่นในหลักนิติธรรมของประชาธิปไตยอย่างแท้จริง เมื่อเกิดวิกฤติ ทางการเมืองและมีการเรียกร้องขอนายกรัฐมนตรีพระราชทาน โดยอ้างถึงมาตรา ๗ แห่งรัฐธรรมนูญบางฉบับ จะทรงมีพระราชดำรัสกับคณะตุลาการศาลปกครองสูงสุดว่า มาตราดังกล่าวไม่ได้หมายถึงการให้พระมหากษัตริย์มีอำนาจที่จะทำอะไรก็ได้ตามใจชอบ หรือจะตัดสินทำได้ทุกเรื่อง เพราะจะเป็นการทำเกินหน้าที่ไป ส่วนการแต่งตั้งนายสัญญา ธรรมศักดิ์ เป็นนายกรัฐมนตรีนั้น ไม่ได้ทรงทำผิดรัฐธรรมนูญ เพราะมีรองประธานสภา เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ดังนั้น การขอนายกรัฐมนตรีพระราชทานจึงไม่ใช่ แบบประชาธิปไตย

๗. โครงการพระราชดำริ จากการที่ทรงตรัสว่า “ประชาธิปไตยจะเกิดขึ้น ไม่ได้เลยหากประชาชนยังหิวอยู่” จึงได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินเยี่ยมเยียนพสกนิกร ทั่วราชอาณาจักร ทำให้ทราบปัญหาและความเดือดร้อนของพวกเขา เพื่อจะได้ทรงแก้ปัญหา ให้พวกเขาได้ จึงเกิดโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริอันเป็นประโยชน์ส่วนรวม นับแต่ พ.ศ. ๒๔๙๕ จำนวนกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ เพื่อสร้างชีวิตใหม่ให้กับประชาชน ที่ยังหิวอยู่ ด้วยการพลิกฟื้น “ดิน น้ำ ป่า” ในพื้นที่ชนบททุรกันดาร

๘. ทรงพระราชทานปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงตามฐานะของแต่ละคน ให้ใช้ความรอบรู้ รอบคอบ ระมัดระวัง คือ เพียงพอที่จะสร้างความพออยู่พอกิน สร้างรายได้ เลี้ยงครอบครัวได้อย่างพอเพียง ซึ่งได้รับการยอมรับกันอย่างกว้างขวางทั้งในและนานาประเทศว่า เป็นแนวทางการดำเนินชีวิตที่เป็นทางสายกลางของการพัฒนาและรู้จักพอนั่นเอง

นอกจากนี้แล้ว ยังได้ทรงแนะนำแนวคิดการเกษตรแนวใหม่สำหรับ การประกอบเกษตรกรรมทั่วทุกภูมิภาคอีกด้วย

๙. การสดุดีพระเกียรติคุณ พระราชดำริและพระราชกรณียกิจทั้งหลาย สามารถทำให้พสกนิกรชาวไทยรอดพ้นจากวิกฤตการณ์ต่าง ๆ ทั้งในด้านการเมือง เศรษฐกิจ สังคม รวมทั้งด้านทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม จึงทรงได้รับรางวัลสดุดีพระเกียรติคุณ ๔๔ ครั้ง นับแต่ พ.ศ. ๒๕๑๘ ถึง พ.ศ. ๒๕๕๕ เช่น องค์การอาหารและการเกษตร แห่งองค์การสหประชาชาติได้ประกาศให้วันที่ ๕ ธันวาคมของทุกปีเป็นวันดินโลก และได้ทูลเกล้าฯ ถวายเหรียญอะกริโคลา ที่ปรากฏพระบรมรูปของพระองค์ประทับนั่ง ท่ามกลางเกษตรกร นอกจากนี้ โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล ความสำเร็จด้านการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ และองค์การสหประชาชาติเองก็ได้ประกาศ เป็นปณิธานแน่วแน่ที่จะส่งเสริมปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้เพื่อจุดประกายแนวคิด การพัฒนาแบบใหม่ไปสู่นานาประเทศด้วย

๑๐. การปกครองจาก “เราจะครองแผ่นดินโดยธรรม เพื่อประโยชน์สุข แห่งมหาชนชาวสยาม” จึงได้รับการยกย่องจากผู้นำทั่วโลกว่า ทรงเป็นต้นแบบของ นักปกครองภายใต้ระบอบประชาธิปไตย ทรงเป็นกษัตริย์ของกษัตริย์ เพราะเหตุแห่งธรรม ดังกล่าวที่ทรงยึดมั่นมาอย่างเคร่งครัดในทุกพระราชกรณียกิจ ทุกขณะ ตลอดระยะเวลา ๗๐ ปีที่ผ่านมานั่นเอง

ข้าพระพุทธเจ้า ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศและสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกคน ขอบพระคุณครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

- รับทราบพระราชบัณฑู รของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชเจ้าฟ้ำ มหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร

ด้วยผมได้รับทราบจาก พลเอก ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้าคณ ะรักษาความสงบแห่งชาติว่า สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ์ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงมีพระราชบัณฑูรว่าช่วงเวลานี้ทุกคน ทุกฝ่ายแม้แต่พระองค์ท่านเองอยู่ระหว่างความเศร้าโศก โทมนัสอาลัย จึงควรให้ทุกฝ่าย ช่วยกันทำให้รู้สึกว่าเราผ่านพ้นหรือบรรเทาความวิปโยคอาดูรนี้ไปได้บ้างก่อน อย่าให้ ความรู้สึกว่ามีความเปลี่ยนแปลงใด ๆ ภายใต้ร่มพระบารมีของพระบาทสมเด็จพระปรมินทร มหาภูมิพลอดุลยเดชกะทันหันเกินไป ทุกคนควรใช้เวลานี้รักษาความทรงจำอันงดงาม ของเหตุการณ์เมื่อ ๗๐ ปีที่ผ่านมา เมื่อการบำเพ็ญพระราชกุศลและพระราชพิธีพระบรมศพ ผ่านพ้นไปแล้วระยะหนึ่ง ก็น่าจะถึงเวลาสมควรดำเนินการต่อไปได้ การดำเนินการเช่นนี้ ก็ไม่น่าจะกระทบกระบวนการสืบราชสันตติวงศ์ตามรัฐธรรมนูญ กฎมณเฑียรบาล และราชประเพณีที่กำหนดไว้

รัฐบาลได้รับสนองพระราชบัณฑูรใส่เกล้าฯ ไว้แล้ว สภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศสมควรรับสนองพระราชบัณฑูรใส่เกล้าฯ ด้วยเช่นกัน โดยเดินหน้าทำหน้าที่ ตามโรดแมป (Road Map) ของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศต่อไปให้ดีที่สุด ซึ่งคณะกรรมาธิการด้านต่าง ๆ ก็ยังมีการปฏิบัติหน้าที่กันอยู่ ดังนั้น ผมจึงได้มีคำสั่งให้มี การประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในวันนี้

- รับทราบงดการถ่ายทอดการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงและสถานีวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา

ด้วยในช่วงเวลานี้ยังไม่ผ่านพ้นครบกำหนด ๓๐ วันแห่งวันสวรรคต พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ผมจึงให้งดการถ่ายทอดการประชุม สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศในระยะนี้ไว้ก่อน เนื่องจากเราควรอยู่ในภาวะของการสำรวม ทั้งหมดนี้ก็ได้มีการปรึกษาประธานกรรมาธิการทั้ง ๑๒ ด้านแล้ว เพราะฉะนั้นจากนี้ไป ก็ของดการถ่ายทอดการประชุม

(ที่ประชุมรับทราบ)

เรื่องต่อไป รับทราบสรุปผลการประชุมคณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย และคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา

ด้วยในคราวประชุมคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา ครั้งที่ ๔๑ วันพฤหัสบดีที่ ๑๓ ตุลาคม พ.ศ. ๒๕๕๙ ที่ประชุมมีมติให้นำสรุปผลการประชุมของ คณะกรรมการประสานงาน ๒ ฝ่าย คณะกรรมการประสานงาน รวม ๓ ฝ่าย และ คณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภา แจ้งให้สมาชิกทุกท่านได้รับทราบการดำเนินงาน ของคณะกรรมการและคณะกรรมาธิการดังกล่าว รายละเอียดปรากฏตามเอกสาร ที่เจ้าหน้าที่ได้จัดวางไว้ประจำที่นั่งของสมาชิกทุกท่านแล้วนะครับ จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

รับรองรายงานการประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ครั้งที่ ๓๑/๒๕๕๙ วันอังคารที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๕๙

ครั้งที่ ๓๒/๒๕๕๙ วันจันทร์ที่ ๒๗ มิถุนายน ๒๕๕๙

ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจดูแล้ว เมื่อวันพฤหัสบดีที่ ๖ ตุลาคม ๒๕๕๙ บริเวณห้องรับรองสมาชิก ชั้น ๑ อาคารรัฐสภา ๑ และหอสมุดรัฐสภา ก่อนที่จะเสนอ ให้ที่ประชุมสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศรับรองนะครับ

(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)

เมื่อไม่มีผู้ใดเห็นเป็นอย่างอื่น ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงานการประชุมดังกล่าวนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

รายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดิน จำนวน ๓ เรื่อง คือ

๑. การบริหารจัดการของจังหวัดที่มุ่งหวังผลสัมฤทธิ์โดยยึดพื้นที่เป็นหลัก (Area-based Approach)

๒. การวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์

๓. แนวทางการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมและการบังคับใช้ ในกระบวนการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ และร่างพระราชบัญญัติ จำนวน ๒ ฉบับ

(๑) ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ....

(๒) ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

ด้วยประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหาร ราชการแผ่นดินได้มีหนังสือขออนุญาตให้บุคคลภายนอกเข้าร่วมประชุมเพื่อให้ข้อมูล ที่เกี่ยวข้องและตอบประเด็นข้อซักถามของสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศซึ่งได้พิจารณาแล้ว จึงได้อนุญาตนะครับ ได้แก่ ๑. ศาสตราจารย์อัมพร ธำรงลักษณ์ ที่ปรึกษาประจำ คณะกรรมาธิการ ซึ่งท่านเป็นอาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ๒. ท่านพินิจ เนตรพุกกณะ อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐในคณะกรรมาธิการ ท่านเป็นอดีตรองผู้ว่าราชการ จังหวัดปราจีนบุรี ๓. ท่านชุติมา หาญเผชิญ อนุกรรมาธิการชุดเดียวกันนะครับ ท่านเป็นรองเลขาธิการ ก.พ. ๔. ท่านอารีย์พันธ์ เจริญสุข อนุกรรมาธิการด้านเดียวกัน ท่านเป็นผู้อำนวยการกองบริหารการเปลี่ยนแปลงและนวัตกรรม สำนักงาน ก.พ.ร. ๕. พลตำรวจโท ปัญญา เอ่งฉ้วน อดีตผู้บัญชาการสำนักงานกฎหมายและคดี สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอเชิญผู้มีรายชื่อดังกล่าวเข้าร่วมชี้แจงต่อที่ประชุมด้วย

กราบเรียนท่านสมาชิกว่าเรางดเฉพาะการถ่ายทอดภายนอกนะครับ จนกว่าจะถึงเวลาอันเหมาะสม สำหรับวงจรปิดภายในนั้นก็ยังดำเนินการไปตามปกติของเรา ขอเรียนเชิญท่านยงยุทธ สาระสมบัติ

พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพยิ่ง เรียนท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ต้องขอบพระคุณท่านประธาน สปท. และท่านสมาชิกที่กรุณาให้เลื่อนการประชุมในเรื่องของแอเรียเบสแอปโพรช (Area-based Approach) ออกไป เนื่องจากว่าบุคลากรหลักเดินทางไปต่างประเทศ เมื่อมีการเลื่อนวาระมาก็ไม่สามารถจะเลื่อนการเดินทางไปต่างประเทศได้ นั่นเป็นประการที่ ๑

ประการที่ ๒ อยากกราบเรียนท่านประธานว่าในวาระที่เสนอในวันนี้ ได้รับ ความกรุณาจากท่านประธานและกรรมาธิการวิสามัญกิจการสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศให้ข้อแนะนำซึ่งเป็นประโยชน์อย่างยิ่งของรายงานการศึกษา ฉะนั้นท่านอาจจะเห็น ว่าในเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ของเรื่องที่จะเสนอ เรื่องที่ ๑ เรื่องการวางแผนกำลังคน ภาครัฐ อาจจะมีต่างกันในรายงานเล็กน้อยก็ต่างไม่มากนะครับ แต่เมื่อได้รับคำแนะนำ ชี้แนะจากท่านสมาชิกแล้วในรายงานเราก็จะได้ปรับปรุงไปพร้อมกันนะครับ นั่นก็กราบเรียน ในเบื้องต้น

กราบเรียนครับว่าในเรื่องคนนั้นมีความสำคัญมาก ท่านทั้งหลายคงจำ พระบรมราโชวาทของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ทรงให้ พระบรมราโชวาทไว้เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒ ในพิธีชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ความตอนหนึ่งว่า “ส่งเสริมคนดีให้ปกครองบ้านเมือง และควบคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้” นั่นคือเมื่อปี ๒๕๑๒ เหตุการณ์ผ่านมาเมื่อช่วงปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ ประมาณ ๔๐ กว่าปีที่ผ่านมาแล้วบ้านเมืองเป็นอย่างไร นั่นเป็นเพราะเหตุหนึ่งที่ไม่มีการควบคุมคนไม่ดีใช่หรือไม่ แสดงพระอัจฉริยภาพของพระองค์ อย่างน้อย ๒ ประการ ประการที่ ๑ ทรงให้ความสำคัญต่อการที่จะให้ส่งเสริมคนดี ประการที่ ๒ ให้ความสำคัญในการควบคุมคนไม่ดีไม่ให้ก่อความวุ่นวายได้ ก็ต้องมองให้ลึกซึ้งไปกว่านั้น พระบรมราโชวาทนี้พระองค์พระราชทานในวันชุมนุมลูกเสือแห่งชาติก็คือเยาวชนของชาติ บ่งชี้พระเนตรอันยาวไกลของพระองค์ท่าน กรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน ให้ความสำคัญกับคนด้วยเช่นกันได้ยึดพระบรมราโชวาทนั้นเป็นหลักในการพิจารณา ปฏิรูปประเทศ วันนี้อนุกรรมาธิการชุดที่ ๒ ของคณะกรรมาธิการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งเราใช้ชื่อว่า อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐจะขออนุญาตนำกราบเรียนท่านประธาน ๒ เรื่อง ดังที่ท่านประธานได้กรุณา ในเรื่องของวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์นั้น กระผม จะกราบเรียนขออนุญาตท่านประธานว่าจะให้ท่านศานิตย์ซึ่งเป็นผู้ศึกษาเรื่องนี้ ท่านศานิตย์ นาคสุขศรี กับอาจารย์อัมพร ๒ ท่านเป็นผู้เสนอ ส่วนในเรื่องของเวลาชี้แจงแล้วท่านประธาน อนุกรรมาธิการวิบูลย์จะช่วยเสริมครับ กราบขอบพระคุณท่านครับ

ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ

ท่าน พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ก็เป็นประธานกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ท่านเคยเป็นอดีตปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี อดีตสมาชิกวุฒิสภา อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ส่วนท่านศานิตย์ นาคสุขศรี ท่านเป็นกรรมาธิการและรองประธานอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพและการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ คนที่หนึ่ง ท่านเป็นอดีตผู้ว่าราชการ จังหวัดสระแก้ว อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเรียนเชิญท่านศานิตย์

นายศานิตย์ นาคสุขศรี กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๕๑ ในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และรองประธานอนุกรรมาธิการธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ขอรายงานเรื่องการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ ในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ ก่อนอื่นกระผมขอกราบเรียนว่าในรายงานฉบับนี้ที่ได้มอบให้แก่ ท่านสมาชิกทั้งหลายนั้นประกอบไปด้วย ๒ ส่วน

ส่วนหนึ่งคือบทสรุปสำหรับนักบริหารและรายงานฉบับสมบูรณ์ ซึ่งผมจะ กล่าวในส่วนของบทสรุปสำหรับนักบริหารในส่วนที่มาของการศึกษาและประโยชน์ที่ได้รับ ในภาพรวม และข้อเสนอขั้นตอนการปฏิรูป

ส่วนประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไม่ว่าจะเป็นขอบเขตเนื้อหา ปัญหา อุปสรรค และการนำหลักวิชาการมาประกอบทางศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อัมพร ธำรงลักษณ์ ที่ปรึกษากรรมาธิการจะได้รายงานต่อไป ซึ่งคิดว่าจะได้ประเด็นที่ครบถ้วน สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์

กระผมคิดว่าหลายท่านอาจจะสงสัยตรงที่กระผมก็คิดไว้เหมือนกันก็คือทำไม ทางคณะกรรมาธิการจึงได้เลือกศึกษาเรื่องนี้เนื่องจากฟังแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องตื่นเต้นเร้าใจ แต่เป็นเรื่องปกติของข้าราชการประจำ และทางวิชาการด้วยซ้ำไป ความเข้าใจดังกล่าวก็ไม่ติดใจอย่างใดครับ แต่ถ้าหากมองความสำคัญ ของเรื่องนี้แล้วกระผมคิดว่าเรื่องนี้จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปสู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามยุทธศาสตร์ชาติในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าโดยตรง การศึกษาเรื่องนี้ นับว่ามีโอกาสเป็นโอกาสอันดีของคณะกรรมาธิการที่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี จากสถาบันพระปกเกล้า มูลนิธิดอกเตอร์เทียม โชควัฒนา และสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษา แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมตลอดถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ที่สมัครใจตามที่ได้รับเลือกมาเป็นตัวแบบ เพื่อที่จะนำไปขยายผล ไปยังหน่วยงานของรัฐให้ครบถ้วนต่อไป จึงขอขอบพระคุณในที่นี้ด้วย

จากข้อมูลดังกล่าวคณะอนุกรรมาธิการซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้แทนจากสำนักงาน ก.พ. ผู้แทนจากสำนักงาน ก.พ.ร. นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้จัดทำรายงานเสนอ ต่อกรรมาธิการรัฐสภาแห่งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันถ้าท่านทั้งหลายได้ย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ ครั้งที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน ซึ่งกำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศรวม ๑๑ ด้าน และต่อมาได้ปรับให้มีการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศอย่างเป็นขั้นตอน ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญหลายประการหลายเหตุการณ์ ของประเทศที่จะกล่าวได้ว่าเป็นการจุดประกายของการศึกษารายงานฉบับนี้ก็ไม่ผิดนัก

วิกฤติกำลังคนที่ผ่านมา สำหรับเหตุการณ์แรกวิกฤตการณ์ไอเคโอ (ICAO) เกิดขึ้นที่กรมการบินพลเรือนที่มีการประกาศมาตรฐานการบินของไทยไม่เป็นไป ตามมาตรฐานความปลอดภัยของการบินของไอเคโอ (ICAO) หรือองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ รวมทั้งประกาศของสำนักงานการบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐ เอฟเอเอ (FAA) ซึ่งส่งผลเสียหายต่อการบินของไทยไม่น้อย การที่เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น เนื่องจากการขาดแคลนนักบิน ขาดแคลนเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค การขาดแคลนการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ รวมทั้งมีข้อบกพร่องเรื่องอื่น ๆ

เหตุการณ์ที่ ๒ ส่วนราชการขาดช่างเทคนิค กรณีการขาดแคลนผู้จบการศึกษา ทางด้านเทคนิคหรืออาชีวะจนไม่มีบุคคลเหล่านี้เข้ารับราชการในกระทรวง ทบวง กรม หรือที่มีอยู่บ้างก็อาจจะขาดความรู้ความสามารถ หรือคุณภาพ เช่นที่กรมที่ดิน ซึ่งมีตำแหน่ง ช่างรังวัดขาดแคลนอยู่มาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจอย่างไม่น้อย

เหตุการณ์ที่ ๓ เจ้าหน้าที่รองรับรถไฟความเร็วสูง กรณีที่ทางรัฐบาลได้ กำหนดให้มีรถไฟความเร็วสูงขึ้นในประเทศไทย ซึ่งก็มีคำถามว่าเราจะมีการสรรหาวิศวกร หรือบุคคลที่มีความรู้ด้านนี้มาจากไหน เรามีการวางแผนการผลิตไว้หรือไม่

เหตุการณ์ที่ ๔ การผลิตคนว่างงานมาก ในขณะที่ประเทศเราขาดแคลน บุคลากรบางด้านเป็นอันมาก แต่ก็มีข่าวว่าสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จัดหลักสูตรการเรียน การศึกษาสร้างคนที่สำเร็จการศึกษาออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้เกิดช่องว่างเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกปี

สำหรับกรณีตัวอย่างด้านปัญหากำลังคนที่สำคัญไม่น้อยและควรนำมากล่าว คือการขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาบาล

ผลการศึกษาวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าเมื่อปี ๒๕๕๗ สรุปได้อีกว่าอีก ๕ ปี ข้างหน้าถ้าไม่เตรียมการไว้จะขาดแคลนพยาบาลประมาณ ๔๐,๐๐๐ คน โดยเสนอแนว ทางแก้ไขไว้ ๖ ประการ ประการหนึ่งได้แก่รัฐบาลต้องวิเคราะห์อัตรากำลังและวางแผนการผลิตที่เพียงพอ และเหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ กระผมทราบว่าแม้ทางสำนักงาน ก.พ. เอง ที่ต้องพิจารณาข้อเสนอเรื่องขอทุนการศึกษาของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ในแต่ละปี ก็ยากในการตัดสินใจ เนื่องจากแต่ละหน่วยงานไม่มีข้อมูลการวางแผนกำลังคนในระยะยาว มาก่อนนั่นเอง ปัญหาของประเทศเรื่องการขาดแคลนกำลังคนดังกล่าวอาจมีอีก หลายประการ บางกรณีอาจเกิดขึ้นเฉพาะที่เฉพาะแห่งจึงไม่เป็นข่าวขึ้นมา ทำให้คณะกรรมาธิการได้นำมาประชุมระดมความคิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่รับผิดชอบอย่างไรบ้าง เพราะถ้าหากปล่อยไว้ซึ่งจะเกิดความเสียหาย ต่อประเทศของเราจนยากที่จะเยียวยา แม้ว่าทางรัฐบาลเองได้พยายามเร่งแก้ปัญหา เฉพาะหน้าโดยการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง การเร่งรัดจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ รวมตลอดถึงให้ทางทหารเข้าไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน กระผมใคร่ขอเรียนว่าเรื่อง การวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์แม้จะได้มีการศึกษาและดำเนินการมาบ้าง ในส่วนราชการก็ตาม แต่ทางรัฐบาลเองก็ไม่ได้เน้นให้ทุกส่วนทุกหน่วยงานจัดทำอย่างเป็นระบบนัก หลายรัฐบาลที่ผ่านมา ดังนั้นจึงไม่มีหน่วยงานใดได้จัดวางแผนกำลังคนไว้และสามารถ นำมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์เป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเห็นใจ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ต้องอาศัย ความรู้ ทักษะเชิงวิชาการ บุคลากรที่มีประสบการณ์สูงและเวลาในการดำเนินการ และในห้วงเวลานี้ผมคิดว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่เราจะมีการปฏิรูปประเทศเกิดขึ้นมา คิดว่าถ้าไม่มีการปฏิรูปในเวลานี้ก็คงเป็นโอกาสยากที่จะได้มีการปฏิรูปในเรื่องการวางแผน กำลังคนภาครัฐ โดยเนื้อหาของการวางแผนกำลังคนภาครัฐจะได้คำตอบว่าการวางแผน กำลังคนเติมเต็มอะไร จะได้คำตอบว่าหน่วยงานของรัฐในระดับจุลภาค หรือระดับประเทศ ของเราในระดับมหภาค ความต้องการบุคคลมาทำงานในแง่มิติของจำนวนและคุณภาพ และห้วงเวลาได้อย่างเหมาะสมทั้งในปัจจุบันและอนาคตและราชการไทยจะสามารถควบคุม วงเงินงบประมาณด้านบุคคลได้อย่างแน่นอนชัดเจน โดยไม่เพิ่มเติม โดยไม่มีขีดจำกัด เหมือนที่ผ่านมา รวมทั้งจะเป็นประโยชน์โดยตรงสำหรับการกำหนดทิศทางการผลิตบุคลากร ของสถาบันการศึกษาได้ตรงกับความต้องการ กระผมคิดว่ารายงานเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ ต่อการปฏิรูปอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ฉบับผ่านประชามติทางด้าน การบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา ๒๕๘ ข (๓) ที่กำหนดให้มีการวางแผนกำลังคน ภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ให้มีความเหมาะสมประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือพัฒนา และบริหารกำลังคนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ และใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มขีดสมรรถนะของบุคลากรให้มีขีดความสามารถและมีจำนวนคนที่เหมาะสม ไม่เป็นภาระงบประมาณของประเทศ สร้างความก้าวหน้าในสายอาชีพ สามารถรองรับ ต่อการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของระบบราชการ กระผมได้เล่า กระบวนการและสาระสำคัญในการเริ่มต้นมาพอสมควร และใคร่ขอเรียนสรุปว่า ผลการศึกษาได้ข้อสรุปขั้นตอนและระยะเวลาในการปฏิรูป รวมตลอดถึงข้อเสนอ ในการนำไปปฏิบัติได้จริงเพื่อท่านสมาชิกสภาทั้งหลายจะได้นำไปพิจารณาเสนอแนะ เติมเต็มในประเด็นต่าง ๆ ต่อไป สำหรับประเด็นการปฏิรูปตามรายงานนี้จะประกอบไปด้วย ๗ ประเด็น คือ

๑. การมีแผนยุทธศาสตร์การวางแผนกำลังคนภาครัฐที่ชัดเจนและเหมาะสม

๒. การกำหนดความต้องการกำลังคนภาครัฐที่ชัดเจน กำหนดกรอบ การพัฒนากำลังคนที่เหมาะสมตามตำแหน่งและสายอาชีพ

๓. การทบทวนระบบฐานข้อมูลกำลังคนภาครัฐที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสมบูรณ์

๔. การบูรณาการส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ เรื่องข้อมูลกำลังคน ภาครัฐให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ระบบเดียวกัน

๕. มีกฎหมาย ระเบียบและแผนรองรับ เช่นมติคณะรัฐมนตรีให้อำนาจ แก่หน่วยงานดำเนินการ

๖. การทบทวนสมรรถนะบุคลากรภาครัฐให้ทันสมัย

๗. มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินการเป็นระยะและจริงจัง

กระผมขออนุญาตท่านประธาน ขอให้ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อัมพร ธำรงลักษณ์ ที่ปรึกษากรรมาธิการนำเสนอในส่วนวิธีดำเนินการศึกษารายงานในรายละเอียด ต่อไปครับ ขออนุญาตครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ ร้อยเอก ทินพันธุ์ นาคะตะ ประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อัมพร ธำรงลักษณ์ ชี้แจงครับ

ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อัมพร ธำรงลักษณ์ ผู้ชี้แจงในนามคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบขอบพระคุณค่ะ กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพ ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่าน ดิฉัน ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อัมพร ธำรงลักษณ์ ที่ปรึกษากรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ขอรายงานถึงแนวคิดที่ใช้ในการศึกษานะคะ โดยทั่วไปก็คือแนวคิดการวางแผนกำลังคน เป็นกระบวนการที่เป็นพลวัตต้องสร้างความสอดคล้องเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างทิศทาง การบริหารงานของหน่วยงานกับกลยุทธ์ด้านทุนมนุษย์ขององค์กรเพื่อให้เกิดการจัดการ ความรู้ โดยมีเป้าหมายเพื่อให้ได้ทรัพยากรที่เหมาะสม มีความรู้ ทักษะ และสมรรถนะ ที่จำเป็นสำหรับการปฏิบัติงานสอดคล้องกับเงื่อนเวลา ทั้งนี้จะต้องมีการศึกษาใช้ระเบียบ วิธีการวิเคราะห์สภาพกำลังคนในปัจจุบัน ระบุความต้องการกำลังคนในอนาคต ศึกษา วิเคราะห์ ความต่างระหว่างปัจจุบันกับอนาคตเพี่อกำหนดแนวทางในการจัดการ และนำไปปฏิบัติต่อไป หากเราได้ทำการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์แล้วจะทำให้ เกิดประโยชน์หลายประการด้วยกัน อาทิเช่น สามารถเชื่อมโยงเงื่อนไขด้านกำลังคน กับแผนยุทธศาสตร์ของชาติหรือของประเทศโดยตรง เช่นที่เรากำลังมีกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี มีแผนพัฒนาประเทศฉบับที่ ๑๒ และแนวทางในการพัฒนาประเทศไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ นอกจากนี้ยังมีประโยชน์ในการเตรียมกำลังคนทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพเพื่อการเปลี่ยนแปลง ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย ทั้งนี้ในรายละเอียดของการวางแผนกำลังคนภาครัฐ เชิงยุทธศาสตร์นั้นสามารถระบุได้เป็น ๔ กระบวนการย่อย ๆ ๔ กระบวนการด้วยกัน กระบวนการที่ ๑ จะต้องมีการกำหนดทิศทางกลยุทธ์ของหน่วยงาน ซึ่งจะทำให้สามารถ มองเห็นว่าจะไปทิศทางไหนได้บ้าง จากนั้นในขั้นที่ ๒ กระบวนการย่อยจะมีการวิเคราะห์ กำลังคนเชิงอุปสงค์ อุปทาน และความต่าง เพื่อจะได้ไปกำหนดทิศทางและหาแนวทาง ในการพัฒนาและเพื่อจะได้ดำเนินการไปตามแผนการพัฒนากำลังคนต่อไป นอกจากนี้ ในขั้นที่ ๔ ของการวางแผนกำลังคนเชิงยุทธศาสตร์นั้นจะต้องมีการติดตาม ประเมินผล และทบทวนแผนกำลังคน ซึ่งในการศึกษานั้นเราเริ่มจากกระบวนการขั้นที่ ๑ จากการทบทวนแนวโน้มและทิศทาง ทบทวนมาตรการทางกฎหมายต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง และทบทวนสถานะกำลังคนที่มีอยู่ในปัจจุบัน จากการศึกษาทบทวนแนวโน้มจากเอกสาร ข้อมูลที่เกี่ยวข้องในประเทศและต่างประเทศทั้งหมดนั้นทำให้เราพบความท้าทายที่เกิดขึ้น ที่จะท้าทายเราในระดับโลกทั้งหมด ๕ ประเด็นที่เห็นได้ชัดเจน เช่น ชีวิตการทำงานในโลก ยุคปัจจุบันและในอนาคตหนีไม่พ้นเรื่องของเทคโนโลยี ชีวิตการทำงานจะเข้าไปสู่ยุคดิจิทัล (Digital) มากขึ้น โดยเฉพาะมีการใช้เทคโนโลยีมาแทนแรงงานคน รวมถึงทิศทางที่จะ พาประเทศไปสู่ประเทศไทย ๔.๐ ด้วย แน่นอนที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือการเข้าสู่สังคมสูงวัย ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอายุสังคมสูงวัยมีขนาดกำลังแรงงานคนลดลง มีการเคลื่อนย้ายแรงงานข้ามชาติ ซึ่งจะเป็นภาระทางการเงิน ทางด้านสุขภาพ และการใช้ชีวิต สำหรับผู้สูงอายุ นอกจากนี้เราจะเห็นข้อจำกัดในการแย่งชิงทรัพยากรทางด้านอาหาร น้ำ ที่ดินทำกิน เหล่านี้จะต้องพิจารณา รวมไปถึงความต้องการของประชาชนต่าง ๆ ที่ภาครัฐเอง จะต้องพิจารณาและนำมาตอบสนองทางการบริการทางด้านสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม ไม่นับรวมถึงความกดดันทางด้านเศรษฐกิจที่แม้รัฐบาลจะพยายามกระตุ้น เศรษฐกิจด้วยหลายมาตรการก็ตาม แต่ก็พบว่าเป็นไปไม่ได้ตามเป้าหมายที่ต้องการนัก นอกจากนี้เรายังพบว่าแนวโน้มที่เกิดขึ้นในอนาคตสำหรับประเทศไทยคือกรอบยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ซึ่งมี ๖ ด้านสำคัญ ทั้งด้านความมั่นคง ด้านความสามารถ การแข่งขันได้ในทาง เศรษฐกิจ ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพคน ด้านการสร้างโอกาสความเสมอภาค และความเท่าเทียม ด้านการเติบโตบนคุณภาพชีวิตที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และการปรับ สมดุลและการพัฒนาระบบบริหารจัดการภาครัฐ จากนั้นเราได้ไปศึกษาถึงแนวโน้ม ของสมรรถนะที่พึงประสงค์ และพบว่ามี ๑๐ ด้านด้วยกันสำหรับบุคลากรภาครัฐที่จะเกิดขึ้น ในอนาคต อาทิเช่น เราควรจะมีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถในการคิดเชิงระบบโลก มีความสามารถทางสังคมดิจิทัล (Digital) มีความสามารถ มีการวิเคราะห์ข้อมูล เหล่านี้ เป็นสิ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง จากการทบทวนในขั้นตอนที่ ๑ นั้นทำให้เราสามารถสรุปแนวโน้ม และสมรรถนะที่พึงประสงค์ที่สอดคล้องกับอนาคตได้ดังปรากฏในภาพห้าเหลี่ยม จากนั้น เราได้ไปศึกษาตัวอย่างกฎหมายอีกหลายประการ ตัวอย่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ การวางแผนกำลังคนภาครัฐ อาทิเช่น กฎหมายพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน พ.ศ. ๒๕๕๑ กฎหมายพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี พ.ศ. ๒๕๔๖ มาตรา ๓๓ ที่เฉพาะเจาะจงสำหรับการวางแผนกำลังคนภาครัฐนั้น เราพบว่ามียุทธศาสตร์และมาตรการดังนี้ เช่นยุทธศาสตร์ที่ ๒ ข้อ ๒.๒ พัฒนาระบบบริหาร จัดการกำลังคนและพัฒนาบุคลากรเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพระบบราชการในแผนยุทธศาสตร์ การพัฒนาระบบราชการไทย พ.ศ. ๒๕๕๖-๒๕๖๑ โดยเฉพาะอย่างยิ่งมาตรการบริหาร และพัฒนากำลังคนภาครัฐ พ.ศ. ๒๕๕๗-๒๕๖๑ ที่กำหนดให้ส่วนราชการมีการวางแผน อัตรากำลังคนที่เหมาะสมเพียงพอสำหรับการขับเคลื่อนนโยบายของรัฐบาล พร้อมรับ ต่อการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นในอนาคตอย่างมีประสิทธิภาพ และจากการที่ได้ไปศึกษา ทบทวนสถานะกำลังคนภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้าราชการพลเรือนสามัญในปัจจุบันนี้ เราพบว่ามาตรการต่าง ๆ ได้มีการนำมาบังคับใช้แล้วจากฐานข้อมูลนั้น ในปี ๒๕๕๓-๒๕๕๗ เราจะเห็นได้ว่าจำนวนข้าราชการพลเรือนสามัญนั้นมีเพิ่มขึ้นเป็นจำนวนน้อยกว่า ๑ เปอร์เซ็นต์ หรือจะว่าจริง ๆ แล้วน้อยกว่า ๐.๕๐ เปอร์เซ็นต์ ในระหว่างที่เห็นการเพิ่มขึ้นนั้น ในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นนั้นเราพบว่ามีการเพิ่มของอัตราส่วนของข้าราชการมีความเปลี่ยนแปลง เพิ่มเพียง ๓,๐๐๐ กว่าตำแหน่งเท่านั้นเอง ขณะที่มีการเพิ่มขึ้นอีกของลูกจ้างชั่วคราว พนักงานจ้าง ในจำนวนที่มากพอสมควร ถ้าหากมาดูรายละเอียดในเรื่องของอัตราส่วน ระหว่างเพศแล้ว พบว่าร้อยละ ๖๐ เป็นหญิง ซึ่งสิ่งเหล่านี้มีความสำคัญต่อการวางแผน กำลังคนภาครัฐและงบประมาณในอนาคต เพราะจะมีผลต่อค่าใช้จ่ายด้านต่าง ๆ ของบุคลากรเพศหญิงที่จะตามมา เมื่อทบทวนดูข้อมูลฐานกำลังคนจากที่มีในปัจจุบัน ตั้งแต่ปี ๒๕๕๓-๒๕๕๗ นั้น เราสามารถมองเห็นได้เลยว่าจากกราฟนี้เราจะพบว่ามีบุคลากร ภาครัฐมีจำนวนในอายุที่น้อยกว่า ๓๐ ปีอยู่ประมาณร้อยละ ๔.๓๔ เท่านั้น ในขณะที่เราจะ เห็นได้ว่าสำหรับอายุ ๕๐ ปีขึ้นไปนั้น หรือกล่าวง่าย ๆ อีก ๑๑ ปีข้างหน้าบุคลากรข้าราชการ พลเรือนสามัญของรัฐนั้นจะเกษียณอายุถึง ๓๕.๗๘ เปอร์เซ็นต์ ในระยะอีก ๑๕ ปีข้างหน้า เราจะเห็นว่าแนวโน้มจำนวนข้าราชการพลเรือนสามัญจะเกษียณอายุเกือบ ๕๐ เปอร์เซ็นต์ ที่เห็นเป็นที่น่าตระหนักมากยิ่งขึ้นคือในระยะอีก ๒๑ ปีข้างหน้าแนวโน้มจำนวนข้าราชการ พลเรือนสามัญของรัฐจะเกษียณอายุเกือบถึง ๖๙ เปอร์เซ็นต์ หากดูในแง่ของการศึกษาแล้ว ข้อมูลทำให้เราเห็นได้ว่าในช่วงเวลาที่ผ่านมาเรามีแนวโน้มในการรับปริญญาตรีน้อยลง และต่ำกว่าปริญญาตรีก็น้อยลงตามลำดับ แต่ในระดับปริญญาโทและปริญญาเอกแล้ว เรามีการรับเพิ่มมากขึ้นตามลำดับเช่นกัน ในส่วนของกระบวนการวางแผนกำลังคนเชิงยุทธศาสตร์ในขั้นที่ ๒ นั้น หลังจากที่เราทบทวน ดูแนวโน้มสิ่งที่จะมากระทบต่อการวางแผนกำลังคนภาครัฐที่จะเกิดขึ้น ในกระบวนการขั้นที่ ๒ คือการวิเคราะห์กำลังคน ในการวิเคราะห์กำลังคนนั้นจะต้องมีการวิเคราะห์ทั้งเชิงปริมาณ และเชิงคุณภาพ เราดูอะไรบ้าง เราดูทั้งการวิเคราะห์เชิงอุปสงค์ เราดูทั้งวิเคราะห์อุปทาน เพื่อมาเปรียบเทียบหาความต่าง ในการวิเคราะห์อุปสงค์นั้นนอกเหนือจากที่เราดูแนวโน้ม สถานการณ์โลก จุดมุ่งหมายของรัฐธรรมนูญในการพัฒนาประเทศตามมาตรา ๒๕๗ ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี และการดำเนินการปฏิรูปตามมาตรา ๒๕๘ และมาตรา ๒๕๙ แล้ว เรายังได้มีการใช้เทคนิคการคำนวณต่าง ๆ เพื่อใช้ประกอบในการศึกษานี้ ซึ่งเทคนิค ในการศึกษานั้นมีเป็นไปได้ตั้งแต่เทคนิคการใช้ดุลยพินิจของผู้มีประสบการณ์ที่เป็นผู้บริหาร หรือใช้นอมินัลกรุ๊ป (Nominal Group) ในการทำนาย รวมไปถึงเทคนิคในการวิเคราะห์ เชิงวิทยาศาสตร์ กระบวนการวิเคราะห์อย่างเป็นกระบวนการ รวมไปถึงเทคนิคการวิเคราะห์ ขั้นสูงเชิงคณิตศาสตร์ เช่นการวิเคราะห์เทิร์นอะนาไลซิส (Turn Analysis) และลีก เวอร์ชัน อะนาไลซิส (Leak Version Analysis) แต่สิ่งเหล่านี้สามารถนำมาประกอบการศึกษาได้ ในขณะที่การวิเคราะห์เชิงอุปทานนั้นก็ได้มีการศึกษาวิเคราะห์เพื่อหาดูว่ากำลังคนที่มีอยู่ เป็นอย่างไรและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้นจะเป็นอย่างไรบ้าง สิ่งเหล่านี้ก็ได้มีการใช้เทคนิคต่าง ๆ ประกอบในการศึกษาหลากหลายด้วยกัน ไม่ว่าจะดูดัชนีการสูญเสียกำลังคนหรือดูดัชนี การคงที่ของกำลังคน มีการวิเคราะห์อัตราคงเหลือ ดัชนีฮาล์ฟไลฟ์ (Half Life) การวิเคราะห์ โครงสร้างอายุของกำลังคน การวิเคราะห์การเลื่อนตำแหน่งหรือการวิเคราะห์การย้าย สับเปลี่ยนกำลังคนเหล่านี้เอาข้อมูลมาประกอบการศึกษา หลังจากนั้นก็มีการนำมาประกอบ ระหว่างวิเคราะห์อุปสงค์และอุปทานเพื่อหาความต่างประกอบการวางแผนกำลังคน จากนั้นเราได้ไปศึกษาหยิบตัวอย่างมาเป็นกรณี เนื่องจากว่าตัวอย่างที่เราศึกษานั้น เป็นหน่วยงานที่ปฏิบัติภารกิจให้บริการประชาชนที่หลากหลาย มีผลกระทบต่อประชาชน โดยตรงทั่วทั้งประเทศในวงกว้างและเป็นหน่วยงานที่ให้บริการแก่ประชาชนในทุกระดับ ที่จะมีผลกระทบต่อการเตรียมบุคลากรของชาติในอนาคต หน่วยงานที่เราได้เลือกมาศึกษานั้น ได้แก่ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และกรมกิจการเด็กและเยาวชน เครื่องมือที่ใช้ ประกอบในการศึกษาเป็น ๒ ชุดด้วยกัน ชุดที่ ๑ เพื่อใช้ในการตั้งประเด็นคำถาม ปรึกษาหารือร่วมกับผู้บริหารกับคณะผู้บริหารของกรมกิจการเด็กและเยาวชน และกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย และอีกชุดหนึ่งคือแบบเก็บข้อมูลเป็นแบบประเมิน สมรรถนะตามแบบของสำนักงาน ก.พ. ซึ่งเราเก็บบุคลากรทุกท่านจำนวน ๔,๐๐๐ ชิ้นบวก ๑,๙๐๐ กว่าชิ้น เกือบ ๖,๐๐๐ ชิ้นด้วยกัน จากการศึกษาทำให้พบว่าปัญหากำลังคน ในภาครัฐไทยมี ๓ ประการด้วยกัน

ประการที่ ๑ คือด้านอัตรากำลังของข้าราชการพลเรือนเพิ่มขึ้น ๓,๔๗๕ อัตราเท่านั้น ซึ่งอันนี้เป็นผลมาจากมาตรการต่าง ๆ ทางกฎหมายที่ควบคุม อัตรากำลังข้าราชการ การเพิ่มขึ้นนั้นจะพบว่าเป็นการเพิ่มขึ้นในส่วนของลูกจ้างชั่วคราว พนักงานจ้าง พนักงานราชการรวมกัน และนอกจากนี้เรายังพบว่าอัตรากำลังนั้นยังกระจุกตัว อยู่ที่ส่วนกลางและส่วนภูมิภาคมากถึงร้อยละ ๘๐ การกระจุกตัวนี้ยังอยู่ที่ภาคบริการ สาธารณะร้อยละ ๗๑

ปัญหาอีกประการหนึ่งที่เราพบเป็นปัญหาที่ ๒ คือปัญหาด้านยุทธศาสตร์ คือพบว่าปัญหาการบริหารงานบุคคลภาครัฐในเชิงยุทธศาสตร์นั้นเป็นไปทั้งเชิงปริมาณ และคุณภาพ เนื่องจากขาดการวางแผนและติดตามการใช้กำลังคนอย่างเป็นระบบ ขาดระบบการติดตามและประเมินผล อาทิเช่น ยังขาดผู้มีศักยภาพที่เหมาะสมในหน่วยงาน ภาครัฐ

ประการที่ ๓ ที่เป็นปัญหาที่เราพบก็คือปัญหาด้านการงบประมาณ มีรายจ่าย งบประมาณด้านบุคลากรสูงในอัตราส่วนเป็นร้อยละ ๒๓ ของงบรายจ่ายทั้งหมด หากเรารวม งบประมาณบุคลากรและค่าใช้จ่ายแฝงที่เกี่ยวข้องกับการบริหารบุคลากรในค่าใช้จ่ายทั่วไปแล้ว จะทำให้งบประมาณที่เกี่ยวกับบุคลากรนั้นสูงถึงร้อยละ ๔๐ ของงบประมาณรายจ่าย ประจำปี

ขอสรุปปัญหาที่เราพบของการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ ดังปรากฏในภาพกระบวนการดังนี้ จากที่เราศึกษามากระบวนการขั้นที่ ๑ กระบวนการ ขั้นที่ ๒ ทำให้ไปเก็บตกให้เห็นถึงกระบวนการการปฏิบัติตามแผนกำลังคนและกระบวนการ ขั้นที่ ๔ การติดตามและประเมินผล การทบทวนแผนกำลังคน กล่าวได้ว่าเรายังขาด การทบทวนแนวโน้ม ทิศทางกำลังคนภาครัฐให้ทันสมัย เรายังต้องมีการพัฒนาบุคลากร ในเรื่องของทักษะความรู้ สมรรถนะที่จำเป็นให้ทันสมัย สอดคล้องกับภารกิจของหน่วยงาน และยุทธศาสตร์ของประเทศ ในเรื่องของการปฏิบัติตามแผนกำลังคนนั้นเรายังต้องมี การเชื่อมโยงแผนการสรรหาและพัฒนาบุคลากรกับยุทธศาสตร์ของหน่วยงาน และสุดท้าย เราจะต้องมีการทบทวน สรรหา พัฒนาเครื่องมือในการประเมินสมรรถนะบุคลากร ให้ทันสมัยที่สามารถปฏิบัติได้ค่ะ ในลำดับต่อไปดิฉันขออนุญาตท่านประธานให้ท่านศานิตย์ นาคสุขศรี นำเสนอข้อเสนอประกอบการปฏิรูปต่อไปค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอเชิญท่านศานิตย์ นาคสุขศรี ครับ

นายศานิตย์ นาคสุขศรี กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติครับ กระผม ขอสรุปผลรายงานเรื่องการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ ซึ่งประกอบด้วยขั้นตอน และการกำหนดระยะเวลาในการปฏิรูปออกเป็น ๒ ระยะ

ระยะที่ ๑ คือขั้นการเตรียมการระยะ ๑ ปี ๗ ประการ คือ

๑. เสนอให้มีมติคณะรัฐมนตรีกำหนดให้ทุกส่วนราชการจัดทำการวางแผน กำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ให้สอดคล้องกับแผนยุทธศาสตร์ชาติและแผนพัฒนาประเทศ โดยอาจให้สำนักงาน ก.พ. เป็นหน่วยงานหลัก

๒. ปรับปรุงฐานข้อมูลกำลังคนภาครัฐให้ครบถ้วน ถูกต้องและสมบูรณ์ ใช้งานง่าย ตามมาตรา ๒๕๘ ข (๑) ของรัฐธรรมนูญที่ผ่านประชามติ คือเรื่องการนำ เทคโนโลยีที่เหมาะสมมาประยุกต์ใช้ในการบริหารราชการแผ่นดิน

๓. การบูรณาการหน่วยงานบริหารงานบุคคลภาครัฐทุกประเภท โดยจะต้อง มีการบูรณาการ ให้กำหนดรูปแบบและการใช้งานฐานข้อมูลกำลังคนภาครัฐตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ข (๒) ให้มีการบูรณาการการทำงานระหว่างหน่วยงานบริหารงานบุคคลกลาง ของบุคลากรภาครัฐทุกประเภท

๔. การปรับปรุงชุดสมรรถนะให้ทันสมัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของ เซอร์วิสมายด์ (Service Mind)

๕. กำหนดกรอบอัตราส่วนระหว่างข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้าง ให้สอดคล้องกับภารกิจ ตัวอย่างที่อยากจะนำเสนอเพื่อเป็นตัวอย่างคือการกำหนดอัตราส่วน ระหว่างข้าราชการ พนักงานราชการและลูกจ้างตามภารกิจ แนวทางการกำหนดประเภท บุคคลของภาครัฐ ในภารกิจหลักขอเสนอให้เป็นข้าราชการทั้งหมดร้อยละ ๑๐๐ ในภารกิจหลัก ในภารกิจรองข้าราชการประมาณ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นบุคลากรภาครัฐประเภทอื่น ๆ ภารกิจสนับสนุนข้าราชการประมาณร้อยละ ๕๐ ที่เหลือเป็นบุคลากรภาครัฐประเภทอื่น ๆ ทั้งนี้ควรทบทวนปรับตำแหน่งข้าราชการในกลุ่มงานที่สนับสนุนที่ว่างไปใช้ในการจ้าง พนักงานราชการหรือการจ้างเหมาบริการแทนก็จะเห็นว่าจะเป็นที่เหมาะสมกับภารกิจ

๖. เตรียมสร้างความตระหนักและความเข้าใจเรื่องความสำคัญของการบูรณาการ ฐานข้อมูลดังกล่าวในเรื่องกำลังคนภาครัฐ และการใช้ประโยชน์ในการวางแผนกำลังคน ภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ให้กับผู้บริหาร ทีมงานและบุคลากรให้กับทุกส่วนราชการ

๗. การสร้างและพัฒนาทีมพัฒนาทรัพยากรบุคคลเพื่อขับเคลื่อนการปฏิรูป การวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งถือเป็นเรื่องสำคัญที่จะต้องสร้างทีมงานพัฒนา ทรัพยากรบุคคลนะครับ

ในระยะที่ ๒ ขั้นการดำเนินการ ติดตาม และประเมินผลเป็นระยะเวลา ๒ ปี ซึ่งมี ๓ ประการคือ

ข้อ ๑ เสนอให้คณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานดำเนินการจัดทำการวางแผน กำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ทุกหน่วยงาน

ข้อ ๒ ให้มีการพัฒนาและใช้ระบบการติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงาน ของบุคลากรให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ข้อ ๓ การใช้ประโยชน์จากฐานข้อมูลกำลังคนในการผลิตบัณฑิตเพื่อรองรับ ความต้องการทั้งในปัจจุบันและอนาคต

กระผมในนามของกรรมาธิการคิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่งที่จะต้อง ดำเนินการต่อยอดต่อไป โดยให้แต่ละหน่วยงานของรัฐมีแผนกำลังคนทุกระยะอย่างสมบูรณ์ และจากข้อจำกัดในระยะเวลาของการจัดทำรายงานเพียง ๕ เดือน คิดว่าผลงานที่สามารถ ดำเนินการให้สมบูรณ์ครบถ้วนตามแนวทางของรัฐธรรมนูญใหม่ที่จะประกาศใช้ได้ต่อไป และหวังเป็นอย่างยิ่งว่าอีก ๓ ปีต่อไป ทุกส่วนราชการไทยจะมีการวางแผนกำลังคนภาครัฐ เชิงยุทธศาสตร์ไว้ครบถ้วน เราจะมีกำลังคนภาคราชการตามที่คาดไว้ และขอความกรุณา ข้อเสนอแนะจากท่านสมาชิกทั้งหลายต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต้องขอบคุณท่านศานิตย์ นาคสุขศรี กรรมาธิการ และเป็นรองประธาน อนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพและการพัฒนาบุคลากร ภาครัฐ คนที่หนึ่ง เป็นอดีตผู้ว่าราชการจังหวัดสระแก้ว และเป็นอดีตสมาชิกสภาปฏิรูป แห่งชาตินะครับ

เมื่อท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการและผู้ชี้แจงได้เสนอรายงาน เป็นที่เรียบร้อยแล้ว ต่อไปขอเชิญท่านสมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นท่านละไม่เกิน ๑๐ นาที ท่านแรกขอเชิญท่านสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ อดีตเลขาธิการสำนักงานประกันสังคม อดีตรองปลัดกระทรวงแรงงาน ท่านได้ขออนุญาตในการนำเสนอเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ประกอบการอภิปรายแสดงความคิดเห็น ขอเชิญครับ

นายสุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ 🔗

ขอบคุณครับ กระผม สุรินทร์ จิรวิศิษฎ์ หมายเลข ๑๗๓ กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพและเพื่อนสมาชิกที่รักทุกท่าน เรื่องการวางแผน กำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์นั้นเป็นเรื่องสำคัญ เพราะเป็นตัวจักรสำคัญในการผลักดัน กิจกรรมต่าง ๆ ที่มีอยู่ทั้งประเทศนี้ตั้งแต่เรื่องเล็ก ๆ จนถึงเรื่องใหญ่ ๆ และเมื่อสักครู่ ผมได้ฟังท่านกรรมาธิการแต่ละท่านแล้ว รวมทั้งประธานกรรมาธิการกล่าวก็เรียกว่าชัดเจน อย่างไรก็ตามผมก็อยากจะกราบเรียนว่าในอนาคตกำลังคนภาครัฐจะนำไปสู่การไม่สมดุล ระหว่างเพศก็มีอย่างที่กราบเรียน แต่อย่างไรก็ตามผมยังอยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังกรรมาธิการว่าผมอยากเห็นสักภาพหนึ่ง ท่านลองรับไปคิดดูแล้วกันว่า เรามีโครงสร้างประชากรแล้วว่าอายุเท่าไร อย่างไร เราจะสู่วัยที่มีผู้สูงอายุมากขึ้น ผมยังไม่เคยเห็นสำนักงาน ก.พ. หรือ ก.พ.ร. หรือใครที่จะทำว่าโครงสร้างของอายุ ของข้าราชการในแต่ละระดับมันอายุเท่าไร เพื่อเตรียมกำลังคนว่าเมื่อถึงเวลาแล้วเขาควรจะขึ้น บางกระทรวงท่านจะเห็นว่าขาดแคลนมนุษย์ผู้ชาย ส่วนใหญ่เกือบทั้งหมด รองปลัด ปลัด และอธิบดีเป็นสุภาพสตรี หน่วยงานที่ผมเคยดูแลมาก็คือสำนักงานประกันสังคมมีกำลังคน โดยเฉลี่ยประมาณ ๖,๐๐๐ คน ท่านจะเชื่อหรือไม่ก็ตามใจเถอะครับ เป็นสุภาพสตรี ๕,๐๐๐ กว่าคน อันนี้ก็ต้องเป็นเรื่องของการวางแผนกำลังคน แต่วางแผนกำลังคนภาครัฐ ผมอยากจะกราบเรียนว่าที่ท่านพูดทั้งหมดผมเห็นด้วยหมด และผมเห็นด้วยจนต้องยกมือ ให้ท่าน แต่อยากจะกราบเรียนว่าถ้าท่านนำข้าราชการที่มีอยู่หลายแสนคนทุกหมู่เหล่า เดินตามรอยพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ไม่ต้องให้ถึงกับใกล้ชิด เอาแค่ห่าง ๆ ดูว่า พระองค์ทำอะไรแล้ว ผมคิดว่าประเทศชาติจะเจริญยิ่ง ๆ ขึ้นกว่าเดิม จึงขอนำไปสู่ เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ภาพแรกครับ

(เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการเปิดพรีเซนเทชัน)

ผมน้อมนำกราบมาด้วยความเคารพ เป็นภาพที่พระองค์ ถือแผนที่เสมอไม่ว่าจะไปที่ไหนและมีภาพถ่ายจากกล้องของพระองค์ กล้องอันนี้ท่านดูได้ ผมเป็นเด็กเลยนะครับ ผมเกิดมาท่านก็ดูแลบ้านเมืองแล้วเพราะผมอายุ ๗๐ ปีพอดี ภาพทุกภาพ ที่เกิดจากกล้องฝีพระหัตถ์ของพระองค์เป็นงานทั้งนั้น เป็นฝาย เป็นบ่อน้ำ เป็นการพัฒนา ทั้งสิ้น ภาพต่อไปครับ นี่ก็เป็นภาพอีกภาพหนึ่งที่อยากจะเรียกว่า ชาวโลกท่านขนานนาม โดยให้สมัญญาท่านว่าพระมหากษัตริย์นักพัฒนา แต่ผมอยากจะกราบเรียนว่าถ้าท่านดูดี ๆ จะมีพระเสโทอยู่ที่ปลายจมูก ผมไม่ทราบว่าเรียกอะไรนะครับ ผมกราบเรียนว่าพระเสโท หลั่งไหลเพื่อใครกัน ภาพต่อไปครับ อันนี้ท่านกำลังถ่ายหลังจากถ่ายแล้วผมไปค้นคว้าปรากฏว่า เกิดฝายน้ำ เกิดบ่อน้ำหลังจากที่พระองค์ถ่ายรูปแล้ว ไม่มีใครทราบว่าท่านถ่ายวิว ถ้าเป็นผม ผมก็ถ่ายวิวสวย ๆ ท่านถ่ายภาพป่าดงพงพี สันเขา ที่ดินแห้งแล้ง แล้วก็เป็นเรื่องของ การพัฒนาตามมาซึ่งมีอยู่มากกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ ภาพต่อไปครับ ภาพนี้เป็นภาพถ้าจำไม่ผิด คือที่จังหวัดนราธิวาสท่านทรงขับรถเองไปสิ้นสุดไม่มีถนนต่อไปแล้ว ท่านต้องถอยหลังกลับ ก็เป็นภาพที่ประทับใจจนสหประชาชาติ ยูเอ็นดีพี (UNDP) ได้ทูลเกล้าฯ ถวายรางวัล ความสำเร็จสูงสุดด้านการพัฒนามนุษย์ เมื่อวันที่ ๒๖ พฤษภาคม ๒๕๔๙ ผมก็น้อมนำมาให้ ท่านประธานและพี่ ๆ สปท. ทุกท่านได้ชม มากไปกว่านี้ขอชมภาพต่อไปครับ พระองค์นั่งอยู่ กับดินกับหญ้าสนทนากับชาวบ้าน เห็นไหมครับ ชาวบ้านจะใช้คำว่า เขาเรียกว่านุ่งผ้าเตี่ยว พระองค์ไม่ถือพระวรกายเลย และมีสมเด็จพระเทพนั่งอยู่เคียงข้าง อันนี้เป็นภาพที่นาน มาแล้ว ผมหาประวัติไม่ได้ว่าถ่ายเมื่อไรแต่เป็นภาพที่นานมากนะครับ ภาพขวามือก็เป็นภาพ ที่ท่านนั่งอยู่บนสันดินแห้งแล้ง แล้วต่อมาทั้ง ๒ แห่งนี้ก็กลายเป็นการพัฒนาที่กินดีอยู่ดี มาจากพระราชดำริของพระองค์ทั้งสิ้น ภาพต่อไปครับ อันนี้ผมนำแผนที่ประเทศไทยมา ท่านกำลังพูดเรื่องของพัฒนากำลังคนภาครัฐ ก็คือท่านต้องการเห็นข้าราชการกระทรวง ทบวง กรม ต่าง ๆ ที่มีอยู่ ๒๐ กระทรวงไปพัฒนาประเทศทุกจังหวัด อันนี้เป็นแผนที่ประเทศไทย ที่เรารักจะให้ขาดตรงไหนไม่ได้เลย ไม่ใช่ประเทศไทยที่สมบูรณ์ เพราะฉะนั้นเรา ก็ต้องรักษาแผ่นดินไทยของเราไว้ด้วยการพัฒนาคนภาครัฐให้เขาใส่ใจโดยการดูแลทุกข์สุข ของประชาชนตามรอยเบื้องพระยุคลบาทของพระองค์ท่าน ต่อไปครับ เมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานได้กล่าวไปแล้วแต่ผมกล่าวซ้ำอีกทีก็แล้วกันนะครับ “ท่านต้องห้ามไม่ให้มี การทุจริตเกิดขึ้นแล้วท่านจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอ (CEO) ที่มีประสิทธิภาพ ถ้าทุจริตแม้แต่นิดเดียวก็ขอแช่ง แช่งให้มีอันเป็นไปพูดอย่างนี้หยาบคายแต่ว่าขอให้มี อันเป็นไป ถ้าไม่ทุจริต สุจริตและมีความตั้งใจในธรรมขอให้ต่ออายุได้ถึง ๑๐๐ ปี หรืออายุมาก แล้วก็แข็งแรง ประเทศไทยจะรอดพ้นจากอันตรายอย่างมาก” เป็นพระบรมราโชวาท ของพระองค์ต่อผู้ว่าราชการจังหวัดบูรณาการเมื่อวันที่ ๘ ตุลาคม ๒๕๔๖ ผมคิดว่าก็มี การถ่ายทอดน้อมนำกันมาเยอะแล้ว และที่เกี่ยวกับกำลังคนภาครัฐอีกอันหนึ่ง จริง ๆ ไม่ใช่ ภาครัฐ ทุกภาคส่วนของประเทศไทยทั้ง ๗๐ ล้านคนนี้ก็คือ “ในบ้านเมืองนั้นมีทั้งคนดี และคนไม่ดี ไม่มีใครที่จะทำให้ทุกคนเป็นคนดีได้ทั้งหมด การทำให้บ้านเมืองมีความปกติสุข เรียบร้อยจึงมิใช่การทำให้ทุกคนเป็นคนดี หากแต่อยู่ที่การส่งเสริมความดีให้คนดี ปกครองบ้านเมือง และคุมคนไม่ดีไม่ให้มีอำนาจ ไม่ให้ก่อความเดือดร้อนวุ่นวายได้” เป็นพระบรมราโชวาทในพิธีเปิดงานชุมนุมลูกเสือแห่งชาติ ณ ค่ายลูกเสือวชิราวุธ จังหวัดชลบุรี เมื่อวันที่ ๑๑ ธันวาคม ๒๕๑๒ ผมเพิ่งรับราชการเพียงปีเดียว ผมรับราชการ ปี ๒๕๑๑ ข้อเสนอผม ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการว่า

๑. ต้องทำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดที่ดีตามพระราชกระแส หมายถึงว่าผู้ว่าราชการจังหวัดปัจจุบันและอนาคตที่จะเป็นด้วย ผมว่าเรื่องนี้ต้องเป็นเรื่องที่ กระทรวงมหาดไทยรวมทั้งรัฐบาลต้องทำ รัฐบาลนี้ก็ใส่ใจเรื่องนี้อยู่แล้วนะครับสำคัญที่สุดว่า จะทำอย่างไรถึงจะขับเคลื่อนได้

๒. ใช้แนวทางการพัฒนากำลังคน ตามแนวพระบรมราโชวาทของ พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดชให้คนดีปกครองบ้านเมือง

๓. การพัฒนากำลังคนภาครัฐ ท่านต้องทำไปพร้อม ๆ กับพัฒนาประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีความรู้เท่าทันที่ท่านพูด ไม่ใช่ท่านพูดไกลไปแล้ว ไปถึงแดนไหนแล้ว ประชาชนยังตามไม่ทัน ไม่มีทางพัฒนาได้ และพร้อมกับให้เขามีส่วนร่วมในการพัฒนา ประเทศพร้อม ๆ กับข้าราชการ ข้าราชการเป็นผู้นำฝูงคนต้องนำไปในทางที่ดี เหมือนกับ ขณะนี้การนำโดยที่ไม่มีผู้นำเลยคือท้องสนามหลวง ไม่มีใครสั่งใครเลยนะ แต่ทุกคนมา เพื่อกระทำความดี เพื่อนึกถึง ขออนุญาตอีกครึ่งวินาทีครับท่าน ผมอยากจะยกโคลงมาสัก โคลงหนึ่งให้ท่านได้ชม โคลงนี้มีความว่า “พฤษภกาสร อีกกุญชรอันปลดปลง โททนต์เสน่งคง สำคัญหมายในกายมี นรชาติวางวาย มลายสิ้นทั้งอินทรีย์ สถิตทั่วแต่ชั่วดี ประดับไว้ในโลกา” จากกฤษณาสอนน้องคำฉันท์ โดยสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระปรมานุชิตชิโนรส ผมกราบน้อมนำมาอันนี้ทั้งหมดนี้เพื่อใส่เกล้า โดยเฉพาะตัวผมเองนะครับที่จะทำแต่ความดี ต่อไปในอนาคตจนกว่าชีวิตผมจะหาไม่

สุดท้ายผมอยากให้ท่านเพื่อน ๆ สมาชิกพี่ ๆ ได้ชมพระบารมีภาพนี้นะครับ ขอเกิดเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไปครับ ขออนุญาตจบเพียงเท่านี้ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณท่านสุรินทร์ครับ ต่อไปขอเชิญท่านนิกร จำนง อดีต ส.ส. และอดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงคมนาคมครับ

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กราบเรียนท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการครับ ต่อประเด็นเรื่องกรณีการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ของ กรรมาธิการที่เสนอในวันนี้ โดยภาพรวมผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าการวางแผน ด้านกำลังคนจะมีความสำคัญมากในการจัดการกับการพัฒนาประเทศก็ดี กับการบริหาร ประเทศก็ดี จะมีรายละเอียดมากมาย ท่านก็เสนอมาได้ละเอียดอยู่นะครับ ผมก็เพียงแต่อยากจะเพิ่มเติมประเด็นไม่ใหญ่นัก เป็นความเห็น เป็นข้อสังเกต ก็ขอความกรุณา เพิ่มเป็นความเห็นลงไป จากที่ท่านศึกษามาการมองปัญหาดูเหมือนว่าจริง ๆ แล้วปัญหาก็มี อยู่หลายส่วนแต่ผมอยากจะแย้งประเด็นว่าปัญหาไม่ใช่เกิดมันมีความลึกซึ้งของมันเอง ในตัวปัญหา เช่น ที่ท่านยกมาชัด ๆ ต่อปัญหาเรื่องการขาดกำลังคน ยกกรมการบินพลเรือน ที่ว่าเรามีปัญหารุนแรงมากแล้วก็สุดท้ายแทบจะเอาตัวไม่รอด ผมเองอยากจะเรียนว่าเรื่องนี้ มันมีความเป็นมา ถ้าเราแก้ปัญหาไม่ถูกจุดความพยายามที่จะแก้ปัญหาในอนาคต มันก็ยังไม่ได้รับการแก้ เพราะท่านยกปัญหานี้ผมก็ยกปัญหานี้ขึ้นมาเป็นข้อพิเคราะห์ ผมเองยังไม่เคยบริหารกรมการบินพลเรือน แต่ในอดีตเมื่อประมาณปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ผมได้เข้าไปกำกับดูแลองค์การการบินพลเรือน ซึ่งเป็นหน่วยที่เราสร้างขึ้นมา และในหน่วยนั้นเอง สถาบันการบินพลเรือนตรงนี้ อยากจะเรียนว่าจริง ๆ แล้วเรามีปัญหาที่ท่านยกขึ้นมาเป็นเพราะไอเคโอ (ICAO) แต่หน่วยนี้ ไอเคโอ (ICAO) มาช่วยตั้งให้เราเมื่อปี ๒๕๐๔ เพราะเห็นอยู่แล้วว่าจะมีปัญหา เขามา เอสแทบลิช (Establish) ให้เอางบประมาณจากยูเอ็น UN มาช่วย ตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ แต่ตอนหลัง ช่วงที่ผมเข้าไปดูมีปัญหาเยอะ เพราะว่าเราของบประมาณไปเพิ่มกำลังคนก็ไม่ได้ ที่จริงแล้ว ตรงนั้นนักบินมาจากลาวก็มาเรียนที่เรา ผมได้เข้าไปดูระยะหนึ่ง แล้วตอนหลังผมยกคืนไปให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เหตุผลเพราะว่าสถาบันนี้มีเรื่องกับการบินไทย ฟ้องกัน ฟ้องร้องกันอย่างรุนแรงบ้างแล้วก็จะเอาเป็นเอาตาย การบินไทยมีการดูแลอยู่ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมอีกท่านหนึ่งดูแลการบินไทย ผมนี่ดูแลสถาบัน การบินพลเรือน ผมก็ดูแล้วทำท่าจะไม่สวยเพราะถือกันอยู่ ๒ คน อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี ๒ คน ผมก็เห็นว่าถ้ายังฟ้องกันแบบนี้ไม่จบ ผมก็เลยเซ็นโอนงานสถาบันการบินพลเรือนไปให้ ท่านพิเชษฐ สถิรชวาล เพราะท่านดูแลหน่วยงาน และท่านก็จับทั้ง ๒ ฝ่ายมาคุยกัน เรื่องที่ ฟ้องร้องกัน ฟ้องกันเรื่องตัวทดลองบินอะไรสักอย่างหนึ่ง มีเรื่องกันรุนแรงมาก ปรากฏว่า ตอนหลังเคลียร์ (Clear) กันได้ก็จบ ผมก็ไม่ได้บริหารอีกเลย แต่ผมรู้ปัญหาว่าปัญหาตรงนี้ มันมีความพยายามตอนนั้นที่เราพยายามจะสร้าง เพราะเรารู้ว่าเราพัฒนา เราเป็นศูนย์กลาง การบิน แต่ไม่มีใครยอมให้เราทำงบประมาณกำลังคนเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ไอเคโอ (ICAO) เขาเป็น คนสร้างเรามา ช่วยมาทำ แล้วก็โอนมาให้แล้วเราก็มาทำกัน จนกระทั่งค่อย ๆ ลีบเรียวไป ปัญหาตรงนี้อยู่ที่ใคร มันจะเป็นปัญหาเรื่องการที่ว่าเราจะทำดาวน์ไซซิง (Downsizing) ก็คือว่าทำระบบราชการให้เล็กไม่ต้องเพิ่มอีกแล้ว อาจารย์ที่นั่นก็ค่อยหายไป ๆ และตอนหลัง นั่นเป็นเรื่องของหน่วยงานที่จะสร้างคน กรมการบินพลเรือนเองที่บริหารตรงนี้ไม่มีใครพูด เรื่องความจริงกันหรอก มาดูกันตอนที่ฝีแตกแล้ว ทำไมจะไม่รู้ว่าเราขาดแคลนคนที่จะไปดู การสร้างคนตรงนี้สุดท้ายเราจะถูกฝ่ายของภาคเอกชนค่อยดูดคนเราไปทีละคน ๆ จนหมด การดำรงอยู่ตรงนี้เมื่อกี้เป็นงบประมาณที่เราไม่ให้ขยาย สุดท้ายสิ่งที่เราจำเป็นในอนาคต ณ วันนั้น ตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ตอนนี้เรากำลังจะตายเพราะว่าไปไม่ได้ ถูกบีบมาแล้วก็คือด้านหนึ่งโตแต่อีกด้านหนึ่งเราไม่ปลูกตาม ไม่โตตาม นี่คือปัญหาหนึ่ง เราได้แก้ปัญหานี้ไปในอนาคตไหมนะครับ ปัญหาที่ว่าไม่ใช่เป็นหน่วยงานไม่รู้ ไม่ใช่หน่วยงาน วางแผนไม่เป็น แต่เป็นปัญหาที่ว่าโดยเชิงระบบตรงนี้บล็อกเอาไว้ เป็นปัญหามากตอนนี้ ในการดาวน์ไซซิง (Downsizing) บางอย่างขึ้นมาตามแผน คือแผนมันครอบรวมหมด นี่คือแผนการบังคับโดยองค์รวมของรัฐที่ไปบังคับหน่วย แล้วก็ทุกคนปฏิเสธไม่ได้ คุณอยู่ในทีมนั่นแหละ จริง ๆ แล้วบางส่วนจำเป็นต้องขยาย เราไปพูดถึงด้านผู้พิพากษาที่เรา กำลังไปเร่งอย่างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คดีกว่าจะเสร็จ คดีความมั่นคงทั้งนั้น รัน (Run) ไปเถอะ ทำไปเถอะ เพราะว่าผู้พิพากษาเราไม่พอ จะถูกบีบตายหมดโดยการที่ว่า เราเพิ่มไม่ได้ เอาต์ซอร์ซ (Outsource) ก็ไม่ได้ แม้แต่กฎหมายของเราที่ไปเป็นคอขวดอยู่ใน กฤษฎีกา ถามว่าเพิ่มได้ไหมฉบับละ ๒ ปีที่เราเร่งตรงนี้ เพิ่มไม่ได้ มันเป็นกรอบเดียวที่เรา ขีดเส้น ตรงนี้คือเส้นใหญ่มากที่จะแก้ปัญหาเรื่องแผนกำลังคนหรือยุทธศาสตร์ตรงนี้ ถ้าเราแก้ประเด็นนี้ไม่หลุดก็ไม่หลุด

อันที่ ๒ คืออินเซนทิฟ (Incentive) หรือลักษณะของแรงจูงใจ การที่ว่า คนในสถาบันการบินพลเรือนที่ว่าเราขยายแล้ว เราประกาศไปแล้วเขาไม่เอา ไปอยู่ ภาคเอกชนหมดที่ดูดออกไป เขาอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้นอกจากตรงนั้นแล้วแรงจูงใจ ตรงนี้ที่ภาครัฐที่เราจะสร้างขึ้นมาถามว่ามีแค่ไหน อย่างไร อันนี้เป็นด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่ง เอาละเอาต์ซอร์ซ (Outsource) กับกรณีการเอาต์ซอร์ซ (Outsource) เอง ในกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ขณะนี้กำลังมีปัญหามาก เพราะว่าข้าราชการเองจากเดิมที่เคยอยู่กับ เกษตรกรใกล้ชิดมาก เป็นเหมือนเพื่อน เป็นเหมือนพี่ เป็นเหมือนน้อง ขณะนี้กลายเป็นว่า ข้าราชการเองไม่มีความชำนาญในเรื่องกิจการนั้น ๆ เพราะเราไปเอาต์ซอร์ซ (Outsource) มา เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้มันมีแต่ละส่วนแต่ละงานต่างไปหมดเลย อย่างเทคนิคของ การบินพลเรือนขณะนี้เราต้องการแต่ว่าไม่มีคนต้องไปจ้างจากอังกฤษมาแล้วไม่รู้จะไปอาศัย จมูกเขาหายใจ ประเด็นเหล่านี้ถ้าท่านยกการบินพลเรือน ผมก็ยกให้ชัดว่าที่จริงแล้ว มันลึกกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ความขาดแคลนมันเป็นปัญหาตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ มาแล้ว จุดตรงนี้ ในอนาคตก็มีเราจะแก้กันอย่างไร จุดตรงนี้เรื่องการดำรงอยู่ของข้าราชการที่เราวางแผน ก็เขาไม่อยู่ อยู่ไม่ได้ เราจะทำอย่างไรกันตรงนี้ มันเป็นเรื่องนอกเหนือยุทธศาสตร์ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับส่วนอื่นที่จะต้องรับรู้ด้วยกันทั้งหมด

ประเด็นต่อมาที่ผมอยากจะยกขึ้นมาว่าเรื่องข้อมูลที่ท่านเสนอ ตรงนี้ มันจะต้องเป็นโครงสร้างที่ใหญ่มากเรื่องสารสนเทศ เพราะว่าเรามีระบบราชการ ที่เป็นจำนวนมากในลักษณะการไขว้กันไปไขว้กันมา ผมเห็นด้วยว่าจะต้องมี แต่ว่าประเด็น ที่ยกขึ้นมาอาจจะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องไอที (IT) เพราะว่าจะต้องใช้ไอที (IT) ถ้าตามรัฐธรรมนูญที่ว่าให้ดูอีกด้านหนึ่ง ตรงนี้อาจจะเป็นข้อกำหนดว่าตอนนั้นมีอยู่ เราอภิปรายกันนะครับว่าเรามีกำลังคนอยู่ แล้วก็เครื่องเอทีเอ็ม (ATM) เข้ามาใหม่ ๆ หลายสิบปีแล้ว ผมเคยอภิปรายเรื่องนี้ในสภานี้ว่ามันมาแทนคนเป็นจำนวนมากและมันจะกิน คนไป พอกินคนไปตรงนี้งานก็น้อยลง ๆ ในระบบราชการก็เหมือนกันอัลวิน ทอฟฟเลอร์ พูดไว้เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วว่าคนต่อจากนี้จะต้องทำงานเองที่บ้านได้ไม่ต้องมาทำให้วุ่นวาย เพราะว่าสามารถจะแยกส่วนออกไปได้ อาจจะเป็นฟรีแลนซ์ (Freelance) หรืออะไรพวกนี้ สิ่งเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีแน่คือมันจะพัฒนาไป ทีนี้ถ้าเราจะมีการวางแผนตรงนี้ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตเรามองเห็นไหม เรายากที่จะมองเห็น ตรงนี้เป็นประเด็นในข้อสังเกตที่ว่ามันคือวินด์ ออฟ เชนจ์ (Wind of Change) เราจะเห็น ยากมาก เพราะฉะนั้นการมองยาวไปในอนาคตผมให้ ๔ ปี ขณะนี้เราดูว่ากูเกิล (Google) เองก็ดี เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็ดี มีอิทธิพลต่อโลกมากมายเพิ่งกี่ปีเองไม่ถึง ๑๐ ปี มันกำลัง เปลี่ยนโลกไปหมด ระบบการขายเปลี่ยนหมด ระบบศูนย์การค้าเปลี่ยนหมด ลักษณะ การสั่งซื้อเป็นอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) มันเพิ่งเข้ามา เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้ มันจะกระทบกระเทือนต่อบุคลากรของเรารุนแรงมาก ผมก็เพียงแต่ฝากไว้ว่าการมองยาวไป ๒๐ ปีเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นข้อต่อตรงนี้อยากจะให้ล็อกไว้ หมายถึงให้มีข้อ ผมเคยพูดเรื่องนี้ไว้หลายครั้งไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับท่านประธานที่ว่าเป็นแผน ๒๐ ปี แต่แผน ๒๐ ปี มันไกลมาก แล้วก็มันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายที่อยู่เหนือ การควบคุมของเรา เรื่องการวางกำลังคนตรงนี้พึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะจัดการ กับความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ที่เราควบคุมไม่ได้เลยได้อย่างไรนี่เป็นประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ สิ่งที่ดีไซน์ (Design) มาขณะนี้ ก.พ. และ ก.พ.ร. ผมนำเรียนว่า อย่างนี้ครับ อ้างถึงท่านรองวิษณุสักหน่อยนะครับ เอ่ยนามท่านแต่คงไปไม่ถึงเพราะว่า เราอยู่กันเฉพาะแค่นี้ ในรายละเอียดนี้ผมได้เคยเข้าไปคุย เรากำลังออกแบบหน่วยงานขึ้นมา ก็คือว่าจะไปแก้ซึ่งในนี้เป็นรายงานว่าผมลาออกจากอนุกรรมการเฉพาะกิจการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. พัฒนาการเมือง ปี ๒๕๕๑ ๒ สภานี้ผมลาออกแล้วครับ แต่ก่อนตรงนี้ได้ไปคุยกัน ถึงเรื่องการปรับปรุงเพื่อจะเอามาพัฒนาองค์กรก็คือว่าพัฒนาเรื่องการเรียนรู้ทางการเมือง ที่เสนอเข้าไป ท่านประธานก็ทราบเป็น ๒ กรรมาธิการร่วม ข้อนี้เราออกแบบกรรมการขึ้นมา เป็นคณะกรรมการ สถาบันพัฒนาการเมืองเปลี่ยนแปลงใหม่เพื่อจะเอามารับกับงาน การปฏิรูปการเมือง ก็มีคำเสนอกันอย่างนี้ว่าอยากจะแยกออกจากสถาบันพระปกเกล้า ก็ไปเสนอกัน ไปเสนอกันว่ามีผู้เสนอว่าเลขาสถาบันพระปกเกล้าไม่ควรจะมานั่งอยู่ใน คณะกรรมการชุดใหม่ที่ตั้งขึ้นมา ทีนี้มันมีประเด็นที่ผมยังไม่ทราบแต่ว่าเป็นการพูดขึ้นมา และทำให้ผมได้เห็นชัด ท่านรองวิษณุท่านเห็นว่าให้อยู่ดีกว่า หมายถึงว่าจากสถาบัน พระปกเกล้าให้นั่งอยู่ในกรรมการชุดนี้แล้วชุดนี้ก็ค่อยมาแก้ให้ชุดนี้ไปอยู่ในสถาบัน พระปกเกล้า ท่านพูดมาอย่างนี้พูดบอกว่า ก.พ. กับ ก.พ.ร. แยกขาดออกจากกัน แยกขาด ออกจากกัน หมายถึงว่าไม่ค่อยจะสัมพันธ์กันนักในการทำงาน ทั้ง ๆ ที่เป็นงานเดียวกัน นี่คือประสบการณ์ในการที่เราพยายามแยกหน่วยงานออกจากกัน พอความสัมพันธ์นี้ขาดงานมันก็ขาดตามไปด้วย หมายถึงว่าการเชื่อมโยงการรีเลชัน (Relation) ความสัมพันธ์ระหว่างกันตรงนี้ก็เหมือนกัน ประเด็นที่ผมจะยกขึ้นมาว่าขณะนี้ จะถามว่าการแบ่งภารกิจระหว่าง ก.พ. กับ ก.พ.ร. ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่เราวางขึ้นมา จะแบ่งอย่างไร แล้วเรากำลังจะมีออกแบบเป็นอีกกลไกหนึ่งขึ้นมาใช่ไหม มันจะกลายเป็น สามเส้าไหม ถ้ากลายเป็นสามเส้าความสัมพันธ์ขณะนี้หมายถึงว่าบางทีก็ดาวดวงเดียวกัน บางทีก็ดาวคนละดวงกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกันจะทำอย่างไรตรงนี้ นี่เป็นประเด็นที่ผม อยากจะสอบถามว่าการซ้อนกันแผนกำลังคนระหว่างนี้จะมีการจัดวางระยะความสัมพันธ์กัน อย่างไร ดังนั้นในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเรียนต่อไปถึงว่าดังนั้นการยึดโยงกับส่วนอื่น เป็นเรื่องสำคัญมากในการวางแผนตรงนี้ แล้วก็ถือว่าเป็นส่วนที่จะประสบความสำเร็จ หรือไม่เลยแต่เป็นเรื่องสำคัญ ก็เลยอยากจะขออัญเชิญเหมือนกันนะครับ เพราะว่าในช่วงนี้ เราคงจะมีแต่คำสอนของพ่อ คำสอนของพระเจ้าอยู่หัวของเรา คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เช่นกัน คำสอนในศาสนาทำให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ สิ่งที่จะดำรงอยู่ในประเทศนี้ต่อไปได้ ก็คือว่าพระราชดำรัสต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องงานซึ่งมีครบทุกอย่าง เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมใช้มา หลายปีแล้ว ๒ ปี ๓ ปี เนื่องจากว่าได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรพิเศษเกี่ยวกับสถาบัน พัฒนาการชั้นสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการประจำ กับฝ่ายการเมือง ผมรับผิดชอบพูดเรื่องนี้ ผมก็ยกเป็นวาระสุดท้ายให้ข้าราชการ ฟังเสมอว่าอย่างนี้ครับ ผมจะกล่าวมาทุกครั้งที่บรรยายว่าขอให้น้อมนำพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงให้ไว้ ณ พระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีความว่า “งานของชาตินั้น เป็นงานที่กว้างขวาง ประกอบด้วยงานทุกด้านทุกระดับอันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องถึงกันหมด โดยแต่ละอย่างต่างต้องอาศัยและเกื้อกูลสนับสนุนกันอย่างสอดคล้องพอเหมาะพอดี จึงจะสัมฤทธิผลที่จะทำให้ชาติบ้านเมืองมั่นคงและเจริญก้าวหน้าไปได้ ดังนั้นข้าราชการ ผู้ปฏิบัติบริหารงานของแผ่นดินจึงต้องพยายามปฏิบัติงานให้สัมพันธ์ประสานกับบุคคลอื่น ๆ ฝ่ายอื่นให้ได้” เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะฝากตามกระแสพระราชดำรัสนี้ก็คือว่า ความสัมพันธ์ตรงนี้แหละครับที่กำลังพูดถึงว่า ก.พ. ก.พ.ร. แล้วก็หน่วยอื่น ๆ ตรงนี้ ในอนาคตมันจะมีความสัมพันธ์ที่เป็นกรณีพิเศษไม่ว่ากับประชาชนก็ดี ความสัมพันธ์ตรงนี้ จะเป็นส่วนสำคัญมากในการทำให้เกิดสิ่งที่ท่านทำประสบความสำเร็จ ก็กราบเรียนมาด้วย ความเคารพเป็นข้อสังเกตแล้วก็เป็นข้อเสนอครับ ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญท่านวิเชียร ชวลิต อดีตปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด ขอเชิญครับ

นายวิเชียร ชวลิต 🔗

ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการ ผม วิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาต เรียนว่าการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอนั้น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นที่วันนี้เรามีความจำเป็นจะต้องมีการดำเนินการ ก็คือทำอย่างไรถึงจะวางแผนกำลังคนให้เหมาะสมกับภารกิจของรัฐ ด้วยประสบการณ์ ที่ผ่านมาในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีภารกิจที่จะต้องเกี่ยวข้องหรือดูแล ข้าราชการที่จะต้องทำงานให้บรรลุผลสำเร็จ ก็ขออนุญาตเรียนว่า

ประเด็นแรกที่คณะกรรมาธิการได้เลือกกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นหน่วยหนึ่งในการที่จะทำการศึกษาถึงความเหมาะสมว่าการวางแผนกำลังคนภาครัฐ มีปัญหาอุปสรรคหรือไม่ อย่างไร ต้องขอเรียนว่ากรมกิจการเด็กและเยาวชนเป็นกรมใหม่ก็จริง ซึ่งตั้งขึ้นในพระราชบัญญัติปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ในปี ๒๕๕๘ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการบัญญัติกฎกระทรวงเพื่อที่จะกำหนด รายละเอียดของโครงสร้างของกรม แต่อย่างไรก็ตามกรมนี้เป็นกรมที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ที่มีการตั้งกระทรวง พม. แล้วก็ได้ตั้งกรมกิจการที่ดูแลเด็ก เยาวชน ซึ่งขณะนั้นดูแลทั้งเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ซึ่งใช้ชื่อว่าสำนักงานส่งเสริม สวัสดิภาพและพิทักษ์ เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ แล้วต่อมาก็มีการแยกงานของ ผู้ด้อยโอกาสหรือผู้สูงอายุออกไปตั้งกรมใหม่นะครับ เพราะฉะนั้นภารกิจของกรมก็ยังคง ดำเนินการภายใต้กรอบงานเดิมแล้วก็มีการขับเคลื่อนงานด้านของการดูแลสถานคุ้มครองเด็ก ซึ่งผมเรียนว่าภารกิจของกรมนี้ถ้ามองอย่างผิวเผินทุกคนก็อาจจะเข้าใจว่ากรมนี้เป็นกรมที่ ทำงานด้านเด็กและเยาวชนโดยดูแลเด็กที่ด้อยโอกาสทั้งหลาย ซึ่งต้องเรียนว่าปัจจุบัน การดูแลเด็กและเยาวชนในสังคมโลกนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แล้วเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภารกิจการดูแลเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาตินั้นเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญ แล้วนอกจากนั้นภารกิจของเราในการดูแลยังต้องเชื่อมโยงกับภารกิจ หรือทิศทางของโลกในเรื่องของการดูแลเด็กซึ่งจะต้องได้รับการคุ้มครอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ ยิ่งใหญ่แล้วก็มีความสำคัญที่เราจะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งนอกจากภารกิจในการที่จะ ดูแลอนาคตของชาตินะครับ ที่ผมเรียนประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักก็คือว่ากรมกิจการเด็ก และเยาวชนนั้นถือว่าเป็นกรมเล็กมีอัตราข้าราชการจากผลการศึกษานี้ประมาณ ๑,๙๐๐ คน ไม่นับถึงอัตราตัวเองแล้วก็มียืมอัตราคนอื่นเขามาด้วยนะครับ ต้องเรียนว่าภารกิจอันยิ่งใหญ่ แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นวันนี้นะครับ ผมต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการที่ได้ศึกษาแล้วก็นำไปสู่ การที่จะมีการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านนี้ให้ชัดเจน ก็เพราะว่าที่ผ่านมาเราก็มองว่าการดูแล ผู้คนทั้งหลายในประเทศเราจะยึดหลัก ซึ่งหลักประการแรกที่สำคัญก็คืออย่างที่หลายท่าน ได้อภิปรายกันก็คือเรายึดหลักว่ากำลังคนภาครัฐขณะนี้ที่มีอยู่นั้นมีจำนวนมากเกินพอแล้ว เมื่อใช้หลักว่ามีจำนวนมากเกินพอ สิ่งที่ตามมาก็คือหลายปีที่ผ่านมาเรากำหนดว่าจะไม่มี การเพิ่มกำลังคนภาครัฐเพราะเรามีมากพอแล้ว เพราะฉะนั้นวิธีที่ดำเนินการอยู่ก็คือไม่ให้ หน่วยงานต่าง ๆ เพิ่ม ยกเว้นมีเหตุจำเป็นพิเศษก็ไปใช้อัตราของคนที่เกษียณอายุราชการ มาจัดสรรให้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือว่าเราก็ไม่สามารถที่จะเพิ่มกำลังคน ซึ่งก็จะเป็นปัญหาเหมือนที่กรรมาธิการได้ยกตัวอย่างก็คืออย่างกรณีของไอเคโอ (ICAO) ที่เป็นปัญหาเรื่องการบินซึ่งท่านนิกร ขออภัยที่ได้เอ่ยชื่อท่าน ได้อ้างว่าหรือได้เรียนว่า เหตุผลต่าง ๆ นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ผมอยากจะเรียนว่าการกำหนดระยะเวลา อย่างยาวนานในการกำหนดจำนวนคนภาครัฐไม่ให้เพิ่มขึ้นนี่ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และไม่ใช่เรื่องที่เป็นเรื่องบกพร่องของหลักการ แต่ผมอยากจะเรียนว่าหลักการนี้จะต้อง นำไปสู่การนำกำลังคนที่เหลือที่อยู่ในส่วนราชการต่าง ๆ นำมาจัดสรรให้เหมาะสมกับ การจัดการภาครัฐ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นถ้าผมจะเรียนยกตัวอย่างให้ท่านได้รับทราบก็คือว่า สมมุติว่ากระทรวงหนึ่งมีข้าราชการ ๓,๐๐๐ คนนะครับ อย่างเช่นกระทรวง พม. มีข้าราชการประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน เป็นกระทรวงตั้งใหม่ เพราะฉะนั้นอัตรา ๓,๐๐๐ นี่ก็จะไม่มีโอกาสได้เพิ่มนะครับ แต่ในขณะที่อีกกระทรวงหนึ่งมีข้าราชการ ๑๐๐,๐๐๐ คน กระทรวงนั้นก็จะลดจาก ๑๐๐,๐๐๐ คนลงไปแล้วก็อาจจะลงไปเหลือสัก ๖๐,๐๐๐ คน ๗๐,๐๐๐ คน ซึ่งก็แสดงว่าลดมาก ลดไปเกือบครึ่งหนึ่งแต่กระทรวงที่มีข้าราชการ ๓,๐๐๐ คน จะเพิ่มข้าราชการจาก ๓,๐๐๐ คนเป็น ๕,๐๐๐ คน เพิ่มเกือบเท่าหนึ่ง เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่เราพูดกันในแง่ตัวเลข แต่สิ่งที่ตามมาก็คือว่าเราไม่ได้มีการวิเคราะห์ และวางแผนว่าประเทศเราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกำลังคนอย่างไร ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนผมเป็นบริษัทหนึ่ง เป็นองค์กรหนึ่ง ผมมีนโยบายว่าหรือประเทศเรามีนโยบายว่า เราจะขับเคลื่อนประเทศก็คือว่าจะไปดูแล วันนี้เราประสบปัญหาที่ร้ายแรงและสำคัญที่สุด พอเราพูดเรื่องความปลอดภัย เราพูดถึง เรื่องการศึกษา เราพูดถึงเรื่องต่าง ๆ เราก็บอกว่าเราจะต้องไปขับเคลื่อนและดูแลเด็ก ที่เป็นกำลังหรือเป็นอนาคตของชาติ เพื่อที่จะทำให้รุ่นต่อไปนั้นมีความเจริญก้าวหน้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือเราก็พูดไป แต่กำลังคนที่ขับเคลื่อนภาครัฐก็จำกัดจำนวนอยู่ เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนในทิศทางที่แท้จริงคงจะเป็นไปได้ยาก เพราะว่ากำลังคนก็กำหนดไว้ เท่าเดิมนะครับ การที่จะเพิ่มกำลังเพื่อจะไปทำงานด้านโน้นด้านนี้ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่ผมสนับสนุนว่าจะต้องมีการวางแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แล้วผมอยากจะ เรียนตรงไปตรงมาก็คือต้องกล้าที่จะลดจำนวนข้าราชการในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งแล้วก็ นำไปจัดสรรให้กับกระทรวงที่จะต้องขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล ถ้าจะเลยไป จากขอบเขตของเรื่องนี้ก็คงจะต้องพูดถึงเรื่องเงินด้วยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะคนที่จะไปทำงาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาหลังจากเราจำกัดจำนวนข้าราชการเราก็ทำอีกอย่างหนึ่งในช่วงเวลา ที่ผ่านมาก็คือเราใช้หลักการของการเออร์ลีรีไทร์ (Early Retire) หรือให้คนที่ประสงค์ จะไม่อยากทำงานแล้วออกจากราชการ ตอนแรกวัตถุประสงค์นี้ดีมากเลย เพราะว่าเรามี ความคิดว่าเราต้องการให้คนที่อยากจะเปลี่ยนอาชีพหรือไม่อยากจะทำงานในระบบราชการ ก็จะได้ขยับขยายออกไปอยู่ที่อื่น ผลที่สุดเราทุกคนรับทราบดีก็คือคนที่ขยันขันแข็ง คนที่เก่ง ก็ออกไปอยู่ที่อื่น คนที่ไม่อยากจะไปที่ไหนก็อยู่กับระบบราชการ สิ่งที่ตามมาวันนี้ผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นก็คือว่าเรามีข้าราชการที่อายุมากอยู่ในระบบราชการจำนวนมากมายมหาศาล แล้วขณะนี้กำลังเกิดผลกระทบแล้วครับ คลื่นลูกใหญ่กำลังมา ในที่สุดเราจะมีการเกษียณ อายุราชการในช่วงเวลาอันใกล้นี้อย่างมากมาย เราจะหาคนที่ไหนมาแทน นี่ก็เป็นโจทย์ ที่เกิดจากผลลัพธ์ที่เราขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวนะครับ

อันที่ ๓ ที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการก็คือว่า เราใช้เกณฑ์ตัวเลขวงเงินและค่าตอบแทนที่หน่วยต่าง ๆ เป็นผู้ใช้เป็นหลักในการกำหนด สิ่งที่ตามมาก็คือข้าราชการก็มีการขยับขยายเลื่อนระดับสูงขึ้นไป สิ่งที่ตามมาก็คือเรามี ข้าราชการระดับสูงจำนวนมาก แต่เราไม่มีข้าราชการระดับทำงาน วันนี้ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านที่มาจากราชการหรืออยู่ในราชการขณะนี้ทุกคน ทราบดีครับว่าเรามีแต่ผู้ใหญ่ แต่เราไม่มีคนทำงาน เพราะว่าเราใช้ระบบการกำหนดวงเงิน และค่าตอบแทนเป็นหลักในการจัดการ ท่านคงนึกภาพออก ประเด็นแรกเราจำกัดจำนวน คงที่ไว้ที่ใดที่หนึ่งก็จะคงที่ตามหลักดังกล่าว ขั้นที่ ๒ เราให้เออร์ลีรีไทร์ (Early Retire) ไป ขั้นที่ ๓ เราจำกัดวงเงินและค่าตอบแทนนะครับ ทั้ง ๓ อย่างมีผลกระทบโดยรวมอย่างที่เรา เห็นและวิตกกังวลอยู่ในปัจจุบันนะครับ

อันที่ ๔ ที่ผมอยากจะเรียนก็คือว่าในข้อเสนอที่เราพูดกันก็พูดเรื่องจำนวน และสมรรถนะนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าจำนวนและสมรรถนะของข้าราชการจำเป็น จะต้องมีการวางแผนเดินไปข้างหน้าร่วมกัน อันนี้ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมว่าเรากำหนด ข้าราชการไว้ ทุกคนทราบดีนะครับ คนที่จบปริญญาตรีเข้ามาในสายงานของปริญญาตรี สามารถเติบโตไปจนเป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวงได้นะครับ แต่คนที่ไม่จบปริญญาตรี ไม่สามารถเติบโตเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองได้เลย ถึงแม้ภายหลังจะจบปริญญาตรี แต่ไม่ได้เปลี่ยนสายงานก็ไม่สามารถเติบโตได้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนเสนอว่าคือเหตุผล สำคัญที่ทำไมคนของเราถึงอยากจะไปจบปริญญาตรีแล้วไม่จำเป็นจะต้องมีความรู้ ความชำนาญเฉพาะทาง วิทยาลัยการอาชีพหรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ก็ผลิตแต่ไม่มีคน อยากมาเรียนเพราะว่าเรียนแล้วไม่ได้เป็นอธิบดีนะครับ เพราะฉะนั้นทุกคนก็ไม่อยากไป สายงานนี้ตันทุกสายงานไม่สามารถเติบโตได้ นี่ก็คือข้อเสนอที่อยากจะเรียนว่าถ้าจะประกอบกัน กับเรื่องจำนวนและสมรรถนะก็จะเกิดความสมดุลในการบริหารจัดการในระบบราชการยิ่งขึ้น

ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะเรียนก็คือว่าในข้อเสนอ ในฐานะที่มาจากกระทรวง พม. ด้วยนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนเสนอว่าไม่อยากให้เน้นประเด็นเรื่องของผู้หญิงกับผู้ชาย ในเรื่องของสมรรถนะ เพราะเขาถือว่าผู้หญิงกับผู้ชายสมรรถนะเหมือนกัน เท่ากัน ไม่สามารถจะแยกความแตกต่างได้ แต่ว่าถ้าประเมินสมรรถนะแล้วจะเป็นความเห็น ในเชิงแนวโน้มว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางตำแหน่งวิเคราะห์แล้วต้องการผู้ชายหรือผู้หญิง อันนั้น สามารถดำเนินการได้ แต่อย่าพูดโดยรวมว่าผู้ชายเก่งกว่าผู้หญิง หรือผู้หญิงเก่งกว่าผู้ชาย เพราะว่าทั้งหญิงและชายเขาถือว่าเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นอันนี้ในข้อเสนอรายงานอยากให้ เน้นประเด็นนี้เป็นประเด็นแห่งความแตกต่าง มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง หรือผู้ชายดังที่ผมได้เรียน ก็ขออนุญาตเรียนฝากท่านกรรมาธิการโดยสรุปดังนี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ขอบคุณมากครับ ต่อไปขอเชิญท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร อดีตเลขาธิการ ก.พ. และ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ ขอเชิญครับ

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร 🔗

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน นางเบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ดิฉันก็อยู่ในคณะกรรมการ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินเช่นเดียวกันนะคะ ก็มีการพิจารณาเรื่องนี้หลายครั้งนะคะ ดิฉันขอมีความเห็นเพิ่มเติมดังนี้

ประการแรก ชื่อของโครงการว่าโครงการศึกษาการวางแผนกำลังคนภาครัฐ เชิงยุทธศาสตร์ แค่ได้ยินชื่อคณะกรรมาธิการก็เห็นชอบด้วยทุกคนนะคะ แล้วก็สนับสนุน ที่ควรจะดำเนินการอย่างยิ่ง เพราะอย่างที่หลายท่านกล่าวมา ปัญหาเรื่องการวางแผน กำลังคนเป็นปัญหาของประเทศชาติ แล้วจากวัตถุประสงค์ของโครงการบอกว่าต้องการเห็น ความต้องการด้านกำลังคนของส่วนราชการที่สอดคล้องกับความจำเป็นในการปฏิบัติภารกิจ ในปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต และการวางแผนกำลังคน ๒ ส่วนราชการ เป้าหมายและเป็นต้นแบบสำหรับส่วนราชการอื่นได้นะคะ เพื่อจะนำไปสู่การวางแผน กำลังคนภาครัฐของประเทศทั้งหมดต่อไป เมื่อกี้ที่ท่านมีการบอกว่าชื่ออาจจะไม่น่าตื่นเต้น ดิฉันคิดว่าแค่ชื่อเรื่องก็น่าตื่นเต้นแล้วก็เร้าใจ ปัญหามันสำคัญอยู่ที่เนื้อหามากกว่านะคะ แล้วก็นำมาสู่ประเด็นการปฏิรูป ประเด็นการปฏิรูปบอกว่าจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ การวางแผนกำลังคนภาครัฐที่ชัดเจน เหมาะสม กำหนดความต้องการกำลังคนภาครัฐ ที่ชัดเจน กำหนดกรอบการพัฒนากำลังคนที่เหมาะสมตามตำแหน่งและสายอาชีพ มีการบูรณาการส่วนราชการเรื่องข้อมูลภาครัฐ ดิฉันพูดแค่ย่อ ๆ นะคะ นี่ก็คือโดยภาพ ที่บอกว่าจะมีการดำเนินการในส่วนไหน อย่างไรบ้าง ทีนี้ในกระบวนการวิเคราะห์กำลังคน พูดถึงบอกว่าการวางแผนกำลังคนนั้นจะต้องมีการวิเคราะห์อุปสงค์กับวิเคราะห์อุปทาน เมื่อกี้ก็มีการนำเสนอนะคะบอกว่าจะมีการปรับปรุงรายงาน รายละเอียดของรายงานอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าที่นำเสนอกับรายงานอาจจะไม่ตรงกัน ดิฉันก็ขอถือว่าเป็นเรื่องเหมือนการให้ สัตยาบันกับสภาว่าจะต้องมีการปรับปรุงรายงานอีกครั้งหนึ่งตามข้อเสนอ อย่างเช่น การวิเคราะห์อุปสงค์ การวิเคราะห์อุปสงค์ในรายงานไม่ปรากฏชัดเจน ด้วยหลักแล้ว มันจะต้องวิเคราะห์อุปสงค์ว่าอุปสงค์ตรงนั้นมันสอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กรอย่างไร ใช้แนวโน้มของกำลังคนที่ต้องการ ใช้วิจารณญาณของผู้บริหารอย่างไร ใช้อัตราส่วนกับ การปฏิบัติงานอย่างไร หรือใช้เทคนิคการวัดงานอย่างไร นี่คือส่วนของอุปสงค์ ในส่วนของ อุปทานก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ดูเฉพาะโครงสร้างอายุ และบอกว่าปีนั้นคนนั้นเกษียณ ปีนี้คนนี้เกษียณ การวิเคราะห์อุปทานนั้นมันมีองค์ประกอบมาก นอกจากโครงสร้างอายุของผู้ดำรงตำแหน่งแล้ว ยังเรื่องอายุงานในการปฏิบัติงาน การเคลื่อนไหวกำลังคนของส่วนราชการแต่ละส่วนราชการ มีความแตกต่างกัน การสูญเสียกำลังคนของส่วนราชการนั้น ความคงเหลือของกำลังคน ของส่วนราชการนั้นเป็นอย่างไรด้วย ก็ขอให้มีข้อมูลในตรงนี้

สุดท้ายจะตอบเรื่องการวิเคราะห์ความต่างว่ายังขาดอะไร หรือเกินอะไร หรือพอดีอะไรบ้าง จึงจะเป็นการวางแผนกำลังคนเชิงกลยุทธ์จริง ๆ นะคะ

ทีนี้มาประเด็นเรื่องการเลือกส่วนราชการบอกว่าในการศึกษาครั้งนี้เลือก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปภ. และกรมกิจการเด็กและเยาวชนโดยให้เหตุผล ตามที่ปรากฏบอกว่าเนื่องจากเป็นภารกิจให้บริการประชาชนของทั้ง ๒ กรม ต้องขอให้ไปดู หลักของการบริการประชาชน การบริการถ้าส่วนราชการที่ให้บริการประชาชนนั้นจะต้อง เป็นส่วนราชการที่ประชาชนเข้ามาติดต่อ มาขออนุญาต ขออนุมัติหรืออะไรอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นประเด็นท่านบอกว่า ๒ กรมนี้เป็นกรมบริการประชาชนในทุกระดับก็ขอไปดู ตรงส่วนนี้เพิ่มเติมว่ามันใช่ตรงเดฟินิชัน (Definition) โดยทั่วไปหรือเปล่า

ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าสำหรับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรมขนาดใหญ่ประกอบด้วยบุคลากรจำนวน ๔,๐๐๐ คน ดิฉันอยากจะให้เขียนตัวเลข ที่ให้มันตรงกับข้อเท็จจริง อย่างเช่นคำว่าจะมากกว่า ๔,๐๐๐ คนนั้นอยากจะให้แยกแยะว่า เป็นข้าราชการ ๒,๒๑๐ คน พนักงานราชการ ๑,๑๓๒ คน ลูกจ้างประจำ ๑,๒๓๗ คน รวมทั้งสิ้น ๔,๕๗๙ คน ส่วนกรม ดย. ท่านบอกว่าเป็นกรมขนาดเล็กประกอบด้วยบุคลากร จำนวน ๑,๙๐๐ คน ถ้าเห็นตัวเลขนี้ คปร. เวลาเขาพิจารณาตำแหน่ง คืนตำแหน่งเกษียณ เขายังไม่คืนทันทีหรอกค่ะ สำหรับกรมขนาดเล็กในความหมายของคณะกรรมการกำหนด เป้าหมายและขนาดกำลังพลภาครัฐก็คือกรมที่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ คนลงมา เมื่อครบปีเกษียณ เขาจะคืนให้หมด จะไม่มีการเอาตำแหน่งไปเกลี่ยให้ส่วนราชการอื่น

สำหรับกรณีกรม ดย. นั้นเป็นข้าราชการ ๕๐๐ คน เป็นพนักงานราชการ ๑,๓๗๖ คน และเป็นลูกจ้างประจำ ๔๓๕ คน เพราะฉะนั้นตัวเลขตรงนี้จะต้องเขียนให้ ชัดเจนเพราะคนอ่านบอกว่าเป็นกรมขนาดเล็กมีบุคลากรจำนวน ๑,๙๐๐ คน ถ้าคนเห็นตรงนี้ คปร. สบายมากเลยนะคะ ถึงเวลาพิจารณาตำแหน่งเกษียณก็ไม่คืนให้หมดหรอกค่ะแบบนี้ เพราะฉะนั้นตัวเลขมันก็เป็นสื่อเหมือนกัน

ทีนี้พอมาประเด็นเรื่องการวิเคราะห์ ตรงนี้ดิฉันก็อยากจะเชิญชวน ให้ท่านกรรมาธิการทั้งหลายดูข้อมูลประกอบว่าตั้งแต่การเริ่มเลือกกรมตัวอย่าง เพราะเราคาดหวัง แน่นอนค่ะงานวิจัยอะไรก็ตามสิ่งที่ทำมันจะต้องเกิดประโยชน์ งานวิจัยจะต้องนำไปเป็นต้นแบบ เพื่อนำไปดำเนินการต่อไปได้ แต่ถ้างานวิจัยนั้นไม่เกิดผลอะไรดิฉันคิดว่ามันจะเหมาะสม หรือไม่ ท่านลองดูกรณีของในรายงานหน้า ๑๐ การวิเคราะห์อุปสงค์กำลังคนของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จากข้อมูลบอกว่าเมื่อมีการประเมินความต้องการ กำลังคนของกรมในที่นี้จึงได้วิเคราะห์จากแนวโน้มในอดีต ในการวิเคราะห์อัตรากำลัง แน่นอนค่ะเราต้องเอาปริมาณงานจากอดีตมาคาดการณ์ในอนาคต แล้วต้องวิเคราะห์ได้ แต่สิ่งที่ปรากฏนี้ไม่มีการวิเคราะห์ตรงส่วนนี้เป็นกรมตัวอย่างแต่ไม่มีการวิเคราะห์ แล้วก็ เอาจำนวนตัวเลขที่ ก.พ. กำหนดให้เป็นรายปีมาบอกมันก็ไม่ใช่ ส่วนเรื่องตำแหน่งที่บอก ยุบเลิกนั้นแน่นอนค่ะตอนนี้เนื่องจากรัฐบาลคุมค่าใช้จ่ายด้านกำลังคนภาครัฐมันจะมี ตำแหน่งส่วนหนึ่งซึ่งส่วนราชการกันไว้เพื่อยุบรวมเพื่อกำหนดเป็นระดับสูงขึ้น นี่คือกรณี ของ ปภ. เฉพาะเรื่องอุปสงค์ดิฉันไม่พูดเรื่องอุปทานเพราะว่าอุปทานที่ปรากฏ ปรากฏเฉพาะ เรื่องโครงสร้างอายุไม่ได้กำหนดครบลูป (Loop) ตามหลักวิชาการที่ควรจะเป็นไป

ในทำนองเดียวกันในหน้า ๑๖ เรื่องการวิเคราะห์อุปสงค์กำลังพลของ กรมกิจการเด็กและเยาวชน อย่างเมื่อกี้ที่ท่านอดีตปลัดกระทรวง พม. พูดกรมนี้แม้จะตั้งขึ้นใหม่ ก็ตาม บอกว่าตั้งขึ้นใหม่เมื่อปี ๒๕๕๘ แต่เป็นกรมที่มีดั้งเดิมกันอยู่แล้วแต่มันรวมกัน หลายภารกิจมาก ไม่ว่าเด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และคนชรา บอกว่ากรมนี้ตั้งขึ้นใหม่ ข้อมูลด้านอุปสงค์รายละเอียดที่จะจำแนกต่าง ๆ และไม่เคยวิเคราะห์กันมาก่อน จึงไม่สามารถพูด เรื่องอุปสงค์ได้ ดิฉันคิดว่าแค่เจอ ๒ จุดนี้ ถ้าเป็นนักวิจัยต้องถอยออกมาแล้ว แสดงว่า ๒ กรมนี้ ไม่ตอบคำถามในการที่จะศึกษาค้นคว้าต่อไป ดิฉันก็ฝากเป็นข้อสังเกตไว้ว่าการวิจัยอะไร ทั้งหลาย ดิฉันก็แค่ประสบการณ์ส่วนหนึ่งถ้าเจ้าของเงินที่รีวิว (Review) แค่อินเซปชันรีวิว (Inception Review) บอกข้อมูลเพียงแค่นี้แล้วข้อมูลเบื้องต้นออกแค่นี้ ดิฉันคิดว่าคงจะบอกว่า ให้ไปเลือกกรมอื่นเถอะอย่าเลือกกรมนี้เลย

ข้อมูลในส่วนอื่น ๆ ต่อไปในเรื่องกำลังคนภาครัฐ ดิฉันก็คิดว่าตัวเลขทั้งหลาย ท่านยังให้ข้อมูลอัตรากำลังคนภาครัฐตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๔ ตอนนี้ข้อมูลมีถึงปี ๒๕๕๘ ด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันขอย้ำว่างานวิจัยต้องเป็นข้อมูลที่ทันสมัย ไม่ใช่ข้อมูลที่แบบค่อนข้างเก่ามาก แล้วก็ในแง่ตัวเลขจริง ๆ ตอนนี้มีการอัปเดต (Update) แล้ว เพราะตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ รัฐบาลมีข้อกำหนดว่าจะต้องจัดสรรตำแหน่งเพิ่มใหม่ให้กระทรวงสาธารณสุข ๒๒,๐๐๐ ตำแหน่ง เพราะฉะนั้นตัวเลขตรงนี้ก็ขอให้ไปปรับตามข้อเท็จจริงด้วยว่าควรจะเป็น แบบไหน อย่างไร

ท้ายที่สุดดิฉันขอลงไปถึงการจัดทำกรณีตัวอย่าง ภาพที่ออกมันไม่ปรากฏว่า ในกระบวนการท่านวิเคราะห์สรุปปัญหา แต่พอกระบวนการที่ ๒ ในการวิเคราะห์อัตราส่วน ที่ต้องการกำลังคนเท่าไร ไม่มี ไม่มีบอกว่าท้ายที่สุดในอนาคต ปภ. ต้องการกำลังคนด้านไหน จำนวนเท่าไร ดย. ต้องการกำลังคนด้านไหน เท่าไร เพราะได้ชื่อว่าเป็นกรมตัวอย่างจะต้องมี ภาพตรงนี้ออกมาให้ปรากฏ แต่กรมตัวอย่างไม่มีภาพนี้ออกมา ดิฉันก็ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ว่า เราวิจัยเพื่อจะเป็นต้นแบบใช่ไหม ตกลงต้นแบบเป็นต้นแบบหรือเปล่า หรือจะเป็นต้นอะไร และสิ่งที่ตามมาเรื่องกระบวนการที่ ๒ เรื่องวิเคราะห์กำลังคนไม่ออก พอกระบวนการที่ ๓ พูดแต่เรื่องสรรหาอย่างเดียว จริง ๆ เรื่องตัวเลขสรรหามันปรากฏตั้งแต่เรื่องวางแผนกำลังคน อยู่แล้วว่าไม่มีการสรรหาตามเวลา ดิฉันคิดว่าเรื่องสรรหาเป็นกระบวนการต่อจาก เรื่องการวางแผนกำลังคน เมื่อภาพการวางแผนกำลังคนออกมาแล้วว่าต้องการกำลังคนด้านไหน จำนวนเท่าไร เราถึงจะได้มารู้ว่าอุปสงค์ต้องการแบบนี้ สต็อก (Stock) เรามีแบบนี้นะ ส่วนที่ขาดอยู่นั้นเราจะต้องมาวางแผนในเรื่องการสรรหาแต่ละด้าน ๆ แบบไหน อย่างไร นี่คือสิ่งที่มันควรจะเป็น เพราะฉะนั้นในส่วนที่บอกว่าต้องมาวางแผนการสรรหา ดิฉันคิดว่า ไม่ใช่สรรหาอย่างเดียว อย่างอื่นมันตามมาทั้งหมด ไม่ว่าสรรหา พัฒนา หรือรักษาไว้ อะไรทั้งหลายก็ตาม ดิฉันขอข้ามมาถึงเรื่องการปรับข้อมูล เรื่องสมรรถนะดิฉันก็อยากจะ เรียนอย่างนี้นะคะ สำนักงาน ก.พ. ทำแต่สมรรถนะของข้าราชการ พนักงานราชการนั้น เป็นเรื่องของแต่ละส่วนราชการเป็นคนจัดทำสมรรถนะเอง เพราะว่าพนักงานราชการของแต่ละ ส่วนราชการความต้องการแตกต่างกันแล้วก็สำหรับลูกจ้างนั้นเราไม่มีการทำสมรรถนะ เพราะว่าในความหมายลูกจ้างนั้นคือลูกจ้างชั่วคราวซึ่งจ้างตามโครงการ ลูกจ้างประจำที่มีอยู่ ณ ขณะนี้มีแต่จะหายไปคือเกษียณก็จะเปลี่ยนเป็นพนักงานราชการ เกษียณก็จะเปลี่ยนเป็น พนักงานราชการ เพื่อประกอบการที่จะดูรายละเอียดต่อไป ดิฉันเห็นหน้าหนึ่งในหน้า อัตรากำลังที่พูดว่าถึงปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๔ มันมีคำว่าพนักงานจ้างเข้ามาด้วย ถ้าท่านจะพูดถึงข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตัวข้อมูลที่เราจะรวมนั้นเราไม่รวมพนักงานจ้าง เพราะว่าพนักงานจ้างเป็นของท้องถิ่นเท่านั้น ไม่มีในกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย กระทรวง ทบวง กรมทั้งหลายมีแต่ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ถ้าลูกจ้างชั่วคราวนั้นจะเป็นลูกจ้างตามโครงการเท่านั้นนะคะ ซึ่งแต่เราก็รับทราบว่า ลูกจ้างชั่วคราวหลายส่วนราชการจะเป็นลูกจ้างชั่วคราวประจำไปเสียแล้วนะคะ ก็คือมี หลายส่วนราชการที่จ้างยาวจ้างตลอดนะคะ ดิฉันขอเลยไปถึงประเด็นการปฏิรูป ประเด็นการปฏิรูปในข้อที่บอกว่าให้ทุกองค์กรกลางใช้ระบบข้อมูลร่วมกัน ดิฉันอยากจะบอก ว่าก่อนที่จะให้ใช้ข้อมูลร่วมกันท่านน่าจะมีการศึกษาว่าองค์กรกลางมีกี่ประเภท ประเภทไหน ใช้ฐานข้อมูลอะไร อย่างไรนะคะ ใช้ดีพีส (DPIS) ของ ก.พ. หรือเปล่า ขอโทษค่ะ เฉพาะข้าราชการพลเรือนสามัญ ๑๐๐ กว่ากรม ยังมีอีก ๑๐ กรมที่ยังไม่ใช้ดีพีส (DPIS) แต่เราสามารถซิงค์ (Sync) ข้อมูลกันได้ เรามีวิธีการหาข้อมูลที่จะให้ได้ข้อมูลเพื่อตอบโจทย์ รัฐบาลว่าส่วนราชการไหนมีจำนวนเท่าไร อย่างไรนะคะ เพราะฉะนั้นการที่จะเป็นข้อเสนอ ที่บอกว่าข้าราชการทุกประเภทให้ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน ดิฉันคิดว่าฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะขณะนี้กรมบัญชีกลางทำอีเพย์โรล (e-Payroll) เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีข้อมูลที่จะ ตอบว่าส่วนราชการไหนมีอัตรากำลังเท่าไร ซึ่งตรงนั้นในเรื่องการทำอีเพย์โรลล์ (e-Payroll) คงจะต้องมีส่วนประสานกับทางสำนักงาน ก.พ. ที่จะพัฒนาดีพีส (DPIS) ที่จะให้ มันปรับเข้าหากันได้นะคะ เพื่อประโยชน์ในเรื่องการดำเนินงานต่อไปนะคะ นั่นคือดิฉัน มีข้อสังเกตเรื่องการที่จะบอกว่าส่วนราชการให้ทำมาตรฐานเดียวกัน การทำแต่ละประเภทนั้น แต่ท้ายที่สุดมันเป็นเรื่องกลยุทธ์ในการบริหารจัดการว่าจะสามารถเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ แค่ไหน เพียงไรนะคะ

อีกอันหนึ่งเมื่อกี้ก็เป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ท่านฉายอยู่ในจอ ให้แต่ละท่านดูนี่นะคะ บอกว่าการกำหนดสัดส่วนระหว่างข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ในนี้บอกว่าภารกิจหลักให้เป็นข้าราชการทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ภารกิจรอง ให้เป็นข้าราชการ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นบุคลากรภาครัฐประเภทอื่น แต่ภารกิจ สนับสนุนก็เป็นข้าราชการ ๕๐ นอกนั้นจะมีอะไรก็แล้วแต่ ดิฉันบอกว่านี่เป็นเพียงทิศทาง ที่ คปร. กำหนดเป็นแนวให้แต่ละส่วนราชการพิจารณาเท่านั้น ไม่ได้มีข้อกฎหมาย การที่ได้มี การเคยกล่าวอ้างถึงมาตรา ๔๗ ของสำนักงาน ก.พ. ว่าส่วนราชการไหนควรจะมี จำนวนข้าราชการประเภทไหน ระดับไหน จำนวนเท่าไร เป็นอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.พ. กระทรวง อ.ก.พ. กระทรวงแต่ละกระทรวงนั้นมีอำนาจหน้าที่เพียงกำหนดประเภทตำแหน่ง ข้าราชการพลเรือนสามัญเท่านั้นว่าควรจะมีประเภทบริหารเท่าไร ควรจะมีประเภท อำนวยการเท่าไร ควรจะมีประเภทวิชาการเท่าไร และควรจะมีประเภททั่วไปเท่าไรนะคะ นี่คือในส่วนของอำนาจที่ตัวกฎหมายแม่ก็คือ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนได้กำหนดไว้ ส่วนอัตราสัดส่วนนั้นเป็นเพียงแนวทางที่ คปร. คปร. คือคณะกรรมการกำหนดเป้าหมาย และนโยบายกำลังคนภาครัฐ ให้แนวทางสำหรับส่วนราชการต่าง ๆ ไปพิจารณา แต่การพิจารณาจะได้หรือไม่นั้นต้องมีการทบทวนบทบาทภารกิจก่อนว่าภารกิจนั้นสมควร ที่ภาครัฐจะต้องดำเนินการเองต่อไปหรือไม่ หรือภารกิจนั้นควรจะถ่ายโอนให้เอกชน หรือไปให้หน่วยงานอื่นดำเนินการนะคะ

ท้ายที่สุดโดยสรุปดิฉันมีข้อสังเกตที่เมื่อกี้ได้มีการชี้แจงว่าจะมีการปรับปรุง เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่นำเสนอกับเอกสารอาจจะไม่สอดคล้องกันก็จะมี การไปปรับปรุง ดิฉันก็ขอสรุปดังนี้ว่า

อันที่ ๑ ไม่มีการระบุให้ชัดเจนว่าอัตรากำลังที่เหมาะสมไรต์ไซซ์ (Right Size) ที่ว่าของภาครัฐควรเป็นเท่าไร และขาดแนวทางที่ชัดเจนเพื่อให้ส่วนราชการนำไปกำหนด อัตรากำลังที่เหมาะสมได้

ประการที่ ๒ ไม่ได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่าส่วนราชการจะแปลงทิศทาง เชิงยุทธศาสตร์ของส่วนราชการไปเป็นแผนความต้องการอัตรากำลัง เวิร์กฟอร์ซดีมานด์ (Workforce Demand) ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพได้อย่างไร

ประการที่ ๓ ขาดความเชื่อมโยงระหว่างการทบทวนบทบาทภารกิจ ของส่วนราชการให้สอดคล้องกับทิศทางเชิงกลยุทธ์ระยะทั้งปานกลางและระยะยาวกับการปฏิรูป โครงสร้างส่วนราชการ ซึ่งถือว่าเป็นต้นน้ำของการที่จะกำหนดกรอบอัตรากำลังที่เหมาะสม

ประการที่ ๔ การวิเคราะห์อุปสงค์กำลังคน โดยพิจารณาจากแนวโน้มที่ผ่านมานั้น มันอาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ไม่สอดคล้องกับบริบทของภาคราชการที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วมันจะยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในอนาคต

ประการที่ ๕ การวิเคราะห์อุปทานกำลังคน โดยพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างอายุเพียงอย่างเดียว ยังขาดการเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับความต้องการอัตรากำลังได้ อย่างไร เนื่องจากแม้ว่าจะเป็นเพียงอัตราเกษียณ แต่ส่วนราชการยังได้รับการทดแทน อย่างอื่นประกอบด้วย

ประการที่ ๖ การวิเคราะห์อุปทานกำลังคน โดยพิจารณาจากความรู้ ความสามารถ ทักษะและสมรรถนะตามกรอบที่กำหนดอาจไม่สอดคล้องกับทิศทาง การเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ประการที่ ๗ ข้อเสนอที่ให้กำหนดสัดส่วนของข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างในแต่ละภารกิจ อาทิ หลักรองและสนับสนุนไม่สอดคล้องกับหลักวิชา และไม่สามารถปฏิบัติได้ในทางปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น ภารกิจจำนวนมากที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ข้าราชการไปปฏิบัติทั้งหมดก็มี และภารกิจที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นคอร์ปอเรตฟังก์ชัน (Corporate Function) ซึ่งเป็นภารกิจสนับสนุน แต่ก็ต้องการใช้ข้าราชการเป็นผู้ปฏิบัติก็ได้

ประการที่ ๘ ตัวแบบของการวางแผนกำลังคนตามที่เสนอขาดการวิเคราะห์ เรื่องค่าใช้จ่ายด้านบุคคลซึ่งแปรผันตรงกับกำลังคน ดังนั้นจึงเป็นตัวแบบที่อาจมีปัญหา ในทางปฏิบัติ

ประการที่ ๙ มีการอ้างถึงแต่ไม่มีการวิเคราะห์ให้เห็นว่าบทบาทของ ดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Technology) จะเข้าไปมีส่วนในการวางแผนกำลังคนได้อย่างไร

ประการที่ ๑๐ กระบวนการวางแผนกำลังคนที่เสนอยังมีความทั่วไป และกว้างเกินไป ขาดความยึดโยงปัจจัยเชิงมหภาคทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และขาดความลุ่มลึกในเชิงเทคนิคและเครื่องมือในการวิเคราะห์

กล่าวสรุปก็คือรายงานเป็นเชิงวิชาการแบบกว้าง ๆ ซึ่งยากที่จะนำไปปฏิบัติ ก็ขอนำเรียนที่ประชุมเพื่อประกอบการพิจารณา แม้เรื่องนี้ดิฉันคิดว่าผู้ที่กำลังประชุมอยู่ คณะอื่น ๆ กลับมานี่นะคะ เราก็คงกดเห็นด้วย เพราะมันเป็นวิถีทาง เป็นชีวิตของผู้ที่มี ประชุมคณะอื่น แม้จะผ่านไปด้วยประการใดก็ตาม สิ่งที่ยังอยากจะฝากไว้ให้ทางสภาได้นำไป ประกอบการพิจารณาก็คือว่าขอให้มีการปรับปรุงเนื้อหาในรายงานตามที่มีการนำเสนอด้วยค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

เนื่องจากท่านเบญจวรรณ สร่างนิทร เป็นอดีตเลขาธิการ ก.พ. ที่มีประสบการณ์โดยตรง ก็เลยให้เวลาท่านในการแสดงความคิดเห็นอย่างเต็มที่ ความจริง สปท. เรามีเลขาธิการ ก.พ. ท่านปัจจุบันอยู่ด้วยนะครับ ก็จะเป็นประโยชน์หากว่าจะได้แสดงความคิดเห็นต่อรายงานชิ้นนี้ ซึ่งก็นับว่าเป็นรายงานที่ดีมากฉบับหนึ่งของเรานะครับ ต่อไปขอเชิญท่านอำพล จินดาวัฒนะ อดีตเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตประธาน กรรมาธิการการปฏิรูปด้านสังคมและชุมชน ขอเชิญครับ

นายอำพล จินดาวัฒนะ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ เมื่อสักครู่ก็นั่งฟังเพื่อนสมาชิกได้ให้ ความคิดเห็นนะครับ เป็นเรื่องที่น่ารับฟังเป็นอย่างยิ่งทุก ๆ ท่าน รวมทั้งที่คณะกรรมาธิการ ท่านได้กรุณาทำงานหนักไว้แล้วก็นำเสนอในวันนี้นะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นประเด็นใหญ่และสำคัญมากในเรื่องของการปฏิรูปประเทศไทย เป็นส่วนประกอบ ที่สำคัญของเรื่องการปฏิรูประบบราชการหรือการบริหารภาครัฐ เผอิญเราได้แยกส่วนออกมาเป็นเรื่องคน แล้วก็แยกส่วนมาเป็นเรื่องวางแผนกำลังคน ภาครัฐ เติมคำสำคัญไปคือเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งก็ดี แสดงว่าท่านพยายามมองในเชิงเรื่องใหญ่ครับ แต่หัวใหญ่ของมันคือเป็นเรื่องของการวางแผนกำลังคน กำลังคนคือใคร ภาครัฐ ใหญ่มากนะครับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ท่านหยิบเรื่องสำคัญ แต่จะนำไปสู่ การปฏิรูปจริงได้อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องดูกันให้รอบคอบแล้วก็เดินหน้าต่อไปซึ่งยากนะครับ กระผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าเรื่องนี้สำคัญเพราะอะไร เพราะว่าประเทศของเรา พัฒนามาถึงวันนี้ แล้วอยู่ได้และจะเดินหน้าต่อไปนี้ระบบการบริหารภาครัฐก็ยังต้องเป็น สดมภ์สำคัญอยู่เสมอ เราทำอย่างนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว เรามีระบบที่สำคัญนี้ แต่ระบบนี้ ก็จะต้องมีการปรับตัวให้ทันโลกทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นระบบก็อาจจะกลายเป็น ตัวถ่วงก็ได้ ในเมื่อตอนแรกเป็นตัวเร่งและเป็นตัวสำคัญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านหยิบมานี้ สำคัญเหลือเกิน

ท่านประธานครับ ในวันนี้ผมได้คุยกับภาคเอกชน เขาบอกว่าการบริหาร ในปัจจุบันมีเรื่องสำคัญอยู่เพียงแค่ ๓ เรื่องเท่านั้นเอง คือเรื่องคน คน คน ก็คือสรุปเรื่องคน ทั้งหมดนั่นแหละครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ของระบบราชการหรือระบบบริหารภาครัฐ เรามีระบบราชการที่เข้มแข็งมายาวนาน ๑๐๐ กว่าปี มีส่วนสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศ เดินหน้ามาถึงในวันนี้ เรามีข้าราชการแล้วข้าราชการในอดีตนั้นที่ผ่านมาถึงปัจจุบันนี้ เป็นบุคคลที่มีคุณค่าศักดิ์ศรีทีเดียว เราเติบโตมา เราเป็นข้าราชการกันนี่เราจะยึดมั่นว่า เราคือข้าของพระราชา ข้าของพระราชาคือผู้ที่ทำงานให้ประชาชนพึงพอใจ ก็คือ ข้าของราษฎรนั่นเอง อันนี้คือจุดสำคัญที่หล่อเลี้ยงคุณค่าศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการ หรือผมเรียกรวม ๆ ว่าพนักงานของรัฐ เราไปแยกแยะในนั้นเป็นข้าราชการ เป็นลูกจ้าง เป็นพนักงานประเภทอื่น ๆ ก็คือทั้งหมดนั่นแหละครับ ในภาคของสังคมเขามองว่า เป็นข้าราชการ เป็นพนักงานของรัฐนั่นเอง ในอดีตนั้นเรามีคนเก่งครับ คนมีความรู้ ความสามารถสูงเข้าสู่ระบบราชการ เรามีโรงเรียน เรามีมหาวิทยาลัย ผลิตบุคลากรเข้ามา เป็นข้าราชการหรือบริกรของรัฐเพื่อแผ่นดิน เพื่อประเทศชาติ เพื่อทำงานให้พระราชา เพื่อจะสนองต่อราษฎร ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ ผู้ที่เป็นกรรมาธิการและอยู่ในห้องนี้ และอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งที่ท่านเป็นข้าราชการประจำอยู่ ข้าราชการเกษียณ หรือเป็นผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือกำลังจะเข้ามาสู่ระบบนี้ เรามีทิศทางแบบนี้มาโดยตลอดครับ ท่านประธานกรรมาธิการนี้ ท่านก็เป็นกรณีตัวอย่างของข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถสูง เราทำงานกันมาจนถึงวันนี้ และจะเดินหน้าต่อไป ผมคิดว่าท่านได้วิเคราะห์ไว้ดีว่าโลกเปลี่ยนมาก สมรรถนะ ของข้าราชการในอนาคตไม่เหมือนในอดีตแล้วครับ แล้ววันนี้ข้าราชการหรือบุคลากรของรัฐนั้น เราอยู่ในระดับวิกฤติจริง เพราะว่าสังคมเปลี่ยน โลกเปลี่ยน แต่ตัวระบบนั้นเราเปลี่ยนช้ามากครับ เราเปลี่ยนช้ามาก เรามีนโยบายจำกัดกำลังคนภาครัฐเมื่อหลายปีก่อนเป็นแบบหน้ากระดาน และแบบรวมทั้งหมด แล้วเราไม่มีพลังพอลึกลงไปถึงการที่ไปขับเคลื่อนจนให้รู้ว่าอะไรควรจะลด อะไรควรจะเพิ่มครับ วิกฤติมันก็เกิดวันนี้ เพราะในจุดสำคัญขาดครับ ในจุดไม่สำคัญนั้น อาจจะมีเกินอยู่ ผมย้ำว่าผมเป็นข้าราชการและเป็นพนักงานของรัฐรวมเกือบ ๔๐ ปี เราเห็นประสบการณ์ครับ บางจุดนั้นเกินจริง ๆ แต่มันก็ไม่ง่ายในการที่จะลดเพราะทุกอย่าง มันก็เป็นสิ่งที่เขามีอยู่แล้ว แต่บางส่วนนั้นสำคัญอย่างยิ่งยวดเราตามไม่ทัน ท่านก็มาจับ เรื่องวางแผนผมก็คิดว่าสำคัญ ตัวนโยบายจำกัดกำลังคนภาครัฐไม่ผิดครับ แต่ไม่ได้มีกลไก และเครื่องมือหรือมีพลังงานเพียงพอในการที่จะทำให้นโยบายนี้ไปสู่สิ่งที่ทันสมัยกับโลก กับสังคม เราจะมีวิกฤติแบบนี้อีก เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการท่านพูดถึงกรณีพยาบาล ขาดแคลน ๔๐,๐๐๐ คนในอนาคต ผมเข้าใจว่าท่านหมายถึงพยาบาลในภาคราชการ ของกระทรวงสาธารณสุข แต่ท่านพูดปั๊บ ท่านไม่ได้พูดคำนี้ต่อ คนจะเข้าใจว่าพยาบาล ขาดแคลนในประเทศไทยซึ่งไม่จริงครับ พยาบาลมีการผลิตเพิ่มไม่ได้ขาดแคลน แต่พยาบาล ภาครัฐของกระทรวงสาธารณสุขขาดแคลน ขาดแคลนเพราะจำกัดกำลังคนภาครัฐ หมอใช้ทุนมีตำแหน่งให้ แต่พยาบาลซึ่งเป็นลูกชาวบ้านเรารับเขามาจากท้องถิ่นครับ พยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขนั้น รับคนที่เป็นนักเรียนที่จบจากพื้นที่มาเรียนในวิทยาลัยของกระทรวงสาธารณสุข ในภูมิภาค แล้วกลับไปอยู่บ้านเป็นข้าราชการ มีคุณค่าศักดิ์ศรีมาก ลูกชาวบ้าน ลูกใครต่อใครอยากเข้ามาเรียน เขามีความมั่นคง มีคุณค่าศักดิ์ศรี กลับไปทำงานทดแทนบุญคุณของบ้านเมือง แล้วก็อยู่มายาวนานหลายสิบปีมาแล้ว เกษียณไปก็จำนวนมาก วันนี้ก็กำลังมี แต่พอเราจำกัด กำลังคนภาครัฐ เราไม่ให้ตำแหน่งเขาครับ ในขณะนั้นที่อื่นก็มีแรงจูงใจมากกว่า อันนี้ผมแตะ ไปตรงพยาบาลนิดหนึ่ง เป็นกรณีให้เห็นว่าเวลาเรามองแบบนี้มันมีอะไรที่ลึกกว่านั้น พูดรวม ๆ ก็อาจจะเห็นไม่ชัดครับ

ประเด็นที่ ๑ คือแรงจูงใจในระบบราชการนั้นต่ำลงอย่างมาก ชัดเจน คนเก่ง ๆ คนมีความสามารถมีความจูงใจไหมครับที่จะเข้ามา แต่ถามว่าเวลาสมัครข้าราชการทีหนึ่ง คนสมัครเยอะไหม เยอะครับ แต่ใช่คนในกลุ่มที่เป็นกลุ่มเดิม ๆ นั้นหรือเปล่า หรือเป็นคนกลุ่มไหน ค่าตอบแทน ระบบมีอำนาจนิยมค่อนข้างสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ ติดกรอบ ทำงานกระดาษ ทำงานหนังสือ ติดต่อกันอะไรต่าง ๆ ความท้าทายน้อยลง เมื่อไปเทียบกับโลก ที่มันยากขึ้น เรื่องต่าง ๆ ยากขึ้น งานยากขึ้น ความท้าทายในภาคเอกชนและภาคส่วนอื่น ๆ นำหน้ามากเลย เพราะฉะนั้นเรากำลังเผชิญวิกฤติอันใหญ่หลวงครับ ๑. คือมีแรงถ่วง ๒. มีความคาดหวังไกลมาก ท่านได้เขียนไว้ผมขอบพระคุณอย่างสูงครับ ผมได้อ่านในหน้า ๗ ของท่าน ท่านพูดถึงคุณสมบัติและขีดความสามารถหรือสมรรถนะของราชการในอนาคต ที่ท่านได้ดูมาจากต่างประเทศ ๑๐ ประการ ผมอ่านอย่างตื่นตาตื่นใจ แล้วเดี๋ยวผมจะขึ้น เฟซบุ๊ก (Facebook) เพื่อจะบอกสังคมว่าอันนี้ต่างประเทศเขามองอย่างนี้แล้วครับ เราเอามาดูแกป (Gap) กับของเรา ข้าราชการของเรามีมากน้อยแค่ไหน อันนี้มหึมานะครับ เพราะฉะนั้นการวางแผนกำลังคน ข้าราชการภาครัฐของท่านถ้าเอาตัวนี้มาเป็นกรอบ ในการมองว่าข้าราชการในอนาคต จริง ๆ คือในปัจจุบันนะครับ เรามีช่องว่างมโหฬาร มหาศาล เราจะไปอย่างไร เดี๋ยวผมจะขออนุญาตกราบเรียนตรงนั้น ต้องขออนุญาต ท่านประธานอาจจะเกินเวลาเล็กน้อย ซึ่งก็มีเนื้อหาสาระสำคัญนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนครับ ท่านได้ตั้งใจดีมาก ท่านมามอง เรื่องวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ที่ผมเรียนแล้ว ผมขอเสนอสัก ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ การมองโดยแยกส่วนเรื่องแผนออกมาอาจจะทำให้วิเคราะห์ ไปไม่ถึงปลายทางไหมครับ เราน่าจะต้องมองเรื่องแผนกำลังคนควบคู่ไปกับระบบและโครงสร้าง ของราชการครับ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น มันเป็นข้าราชการทั้งหมด เป็นพนักงานของรัฐทั้งหมด จะแยกแต่เฉพาะในกระทรวง ทบวง กรมไม่ได้ครับ ท้องถิ่นก็เกี่ยว เมื่อสักครู่นี้ท่านอดีตเลขาธิการ ก.พ. ท่านพูดถึงท้องถิ่น เรียกชื่อนั้นชื่อนี้ อันนั้นเป็นเรื่องของ การเรียกรายละเอียด แต่ผมคิดว่าจุดใหญ่คือพนักงานของรัฐเหมือนกัน เพียงแต่ถ้าเราปรับ ทิศทางว่าพนักงานของรัฐ หรือกำลังคนภาครัฐอยู่ตรงไหนบ้าง อันนี้ก็มหึมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นการวางแผนถ้าท่านไปเริ่มที่วางแผนที่กระทรวง ทบวง กรม ท่านจะเป็น การวางแผนแบบเดิม คือเอากรมเป็นตัวตั้ง แท้ที่จริงแล้วมันจะต้องดูระบบและโครงสร้าง ราชการว่าจะปฏิรูปอย่างไร คนมันจะได้สอดคล้องตรงนั้นครับ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น องค์กรที่ไม่ใช่ราชการ เป็นพนักงานของรัฐรูปแบบอื่น มหึมานะครับ เพราะฉะนั้นแยกส่วนเรื่องคนไม่ได้ ผมพูดจุดนี้เพื่อจะย้ำว่าแยกส่วนวางแผนคนอย่างเดียว ไม่ได้ ในขณะที่มองระบบและโครงสร้างที่ว่าท่านก็ต้องมาดูพันธกิจซึ่งท่านพูดไว้แล้ว อะไรสำคัญอย่างยิ่งยวดครับ เป็นพันธกิจใหม่ที่ถ้ารัฐไม่ทำวันนี้อนาคตเดือดร้อน ท่านก็ยกตัวอย่างมาแล้วที่เราเห็นนะครับ สำคัญยิ่งยวดเป็นภารกิจเก่า สำคัญปานกลาง สำคัญน้อยที่จะผ่องถ่ายให้คนอื่นเขาทำได้แล้ว ราชการหรือรัฐไม่ต้องทำแล้ว ถ้าไม่คิดแบบนี้ เราก็คิดวางแผนกำลังคนบนจำนวนเดิม งานเดิม หน้าตาเดิม มันก็ติดแหละครับ ประเด็นนี้ คือประเด็นใหญ่ที่ผมอยากกราบเรียน คือผมกราบเรียนตรงนี้เพื่อจะย้ำว่าการวางแผน กำลังคนโดด ๆ แยกออกมามันจะเข้าอีหรอบเดิม ส่วนราชการต่าง ๆ เขาก็วิเคราะห์ว่า ของเขาสำคัญทั้งนั้นแหละครับ แล้วก็จะปรับอะไรไม่ได้ เดินไปไม่ได้ ติดขัดนะครับ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับขอใช้เวลาอีกนิดหนึ่ง ผมเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นข้าราชการประจำ ดูแลเรื่องกำลังคนด้านสาธารณสุขของกระทรวง สาธารณสุข และดูแลเรื่องการผลิตและพัฒนาคนมาทั้งหมดรวม ๑๐ กว่าปีนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่าเรื่องคน ผมกำลังเอาประสบการณ์ผมในด้านสุขภาพ ในด้านสาธารณสุข เราได้สรุปบทเรียนระดับโลกแล้วว่าเราจะแยกการวางแผนคนออกมา โดด ๆ ไม่ได้ มันมี ๔ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ คือเรื่องการวางแผน ถูกต้องครับที่ท่านจับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องการผลิตและพัฒนาครับ ถ้าเราคิดโดด ๆ แล้วบอกว่า ท้องตลาดเขาคงผลิตมาสนองเอง ไม่พอครับ เมื่อก่อนนี้เราถึงขนาดมีการตั้งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยก็คือผลิตข้าราชการให้ระบบหลักของประเทศ แล้ววันนี้เราจะเอาอย่างไรครับ อันที่ ๒ การพัฒนามหึมามากนะครับ คนที่เป็นข้าราชการ เป็นพนักงานของรัฐ มันต้องพัฒนาตลอดเพื่อให้มีสมรรถนะ ๑๐ ข้อที่ท่านว่า ไม่ต้องครบ ๑๐ ข้อก็ได้ ตรงไหนล่ะครับ เป็นที่พัฒนา เรามีโครงการอบรมข้าราชการระดับต่าง ๆ เหมือนเดิม ลองไปดูเถอะครับ ยังไม่ทันสมัยเท่าที่ควร ผมต้องขออภัยที่พูดรวม ๆ แบบนี้ ไม่ได้ไปตำหนิติติงหน่วยใดทั้งสิ้น ผมก็ผ่านการอบรมเหล่านั้นมา แต่ผมคิดว่าการพัฒนาคนคือพนักงานของรัฐมันต้อง เปลี่ยนเยอะมาก และมีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมพัฒนา ไม่ใช่ข้าราชการเราทำกันเอง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคต่าง ๆ มันจะต้องมาช่วยกันคิดในเชิงนโยบาย เชิงยุทธศาสตร์ที่ท่านว่า เพราะฉะนั้นผมคิดว่าแผนแล้วท่านต้องมามองเรื่องการพัฒนาไปด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ที่ผมคิดว่าใหญ่มหึมาท่านแยกไม่ได้ คือเรื่องการบริหารคนหรือการใช้คน ถ้าท่านไม่แยกอันนี้ออกไปแล้ววางแผนแต่คนไปไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ เรามองพนักงาน ของรัฐแบบเต็มเวลาตายตัวที่เรียกว่าเพอร์มาเนนต์ กัฟเวิร์นเมนทัล ออฟฟิศเซอร์ (Permanent Governmental Officer) เราไม่มีระบบเพอร์มาเนนต์ พาร์ตไทม์ ออฟฟิศเซอร์ (Permanent Part-time Officer) เราไม่มีระบบพาร์ตไทม์ (Part-time) สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่เอา มาใช้ เรามาดูแต่จำนวนหัวข้าราชการ จำนวนหัวพนักงานของรัฐก็เหมือนเดิมครับ ผมจะยกตัวอย่างง่าย ๆ รูปธรรมครับ พยาบาลคนหนึ่งเขาเป็นพยาบาลบริการได้เป็น ข้าราชการ วันหนึ่งเมื่อเขาตั้งครรภ์แล้วออกลูก เขาเลี้ยงลูก หรือพ่อแม่สูงอายุต้องดูแลพ่อแม่ อาจจะต้องหยุดงานบริการ ของเราอาจจะไม่ให้เขาเป็นข้าราชการ เขาต้องเลือกเอาจะออก หรือไม่ออกแต่ไม่มีระบบหรือครับที่เขากลับมาทำงานเมื่อเขาพร้อม อันนี้มันจะต่อยอดมาถึง คนอายุ ๖๐ กว่าปี ข้าราชการของเราอายุ ๖๐ กว่าปีมีความสามารถอีกเยอะมาก ผมเสียดาย หลายคนที่ท่านเป็นอธิบดี เป็นปลัด ท่านมีความรู้เยอะมาก แต่ก็ไม่ควรที่จะให้ท่านเกษียณ ยืดไป มันอาจจะไม่ทันสมัยก็ได้ มันอาจจะไม่เหมาะสมก็ได้ แต่จะทำอย่างไรให้คนเหล่านั้น เอาสมรรถนะเขามาทำงานเพื่อแผ่นดิน จะเรียกเขาว่าเป็นข้าราชการแบบไหนได้ไหมครับ ไม่ใช่ว่าเกษียณแล้วก็ปล่อยทิ้งไปเลย รับเงินบำนาญอย่างเดียว แต่เอามาใช้ในระบบใด ตรงนี้ ผมอยากจะย้ำเรียนนะครับว่าถ้าเราวางแผนกำลังคนโดยไม่มองเรื่องการบริหารและการใช้คน เราก็ไปไม่ได้ เพราะเราไปมองข้าราชการและพนักงานของรัฐแบบเต็มเวลา แบบเข้ามาแล้วก็ ถึงอายุ ๖๐ ปีแล้วก็จบไป เรื่องนี้สำคัญ ทั้งหมดนี้ก็มาสู่เรื่องนโยบายกำลังคนซึ่งต้องมี การวิจัยและพัฒนารองรับ ผมพูดถึง ๔ เรื่องนี้ ในขณะนี้ในแวดวงของการสุขภาพ หรือสาธารณสุขในระดับโลกและระดับในประเทศเรา เรามองว่าไม่สามารถมอง เรื่องการวางแผนกำลังคนได้โดยอิสระ เราต้องมอง ๔ เรื่องนี้ไปด้วยกัน และที่สำคัญ คือต้องวิจัยและพัฒนา แล้วปรับไปในตัวมันเองตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นถ้าไปยกโครงสร้าง ขึ้นมาเป็นเรื่องการวางแผนใหญ่เลยนะครับ มันไปไม่ได้ มันจะต้องบูรณาการแล้วขับเคลื่อน ไปด้วยกัน พัฒนาศักยภาพ พัฒนาวิธีการจ้างงาน พัฒนาวิธีอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่มานับ แต่จำนวนข้าราชการประจำเท่านั้น หรือพนักงาน หรือลูกจ้างประจำเท่านั้น แต่จะต้องมีวิธี การจ้างงานมากมาย ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง แพทย์บางคนไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา มานานกลับมาบ้านครับ เขาอยากช่วยราชการทำงาน แต่ระบบไม่มี เพราะจะต้องมาสมัคร เป็นข้าราชการประจำ จะต้องมีระบบที่เขาเข้ามาเป็นพนักงานของรัฐที่เป็นบางเวลา แล้วก็ อาจจะมีความต่อเนื่องมั่นคง ไม่ใช่ไม่มั่นคง เขาจะได้มีคุณค่าศักดิ์ศรี เราจะได้ใช้ทรัพยากร ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ต้องขออภัยท่านประธานที่พูดยาวนิดหนึ่งนะครับ แต่คิดว่าเรื่องนี้ ผมเห็นด้วยกับที่ท่านหยิบเรื่องสำคัญขึ้นมา

สุดท้ายผมอยากจะฝากท่านว่าสิ่งที่เราจะทำคือวางแผนกำลังคนภาครัฐ เชิงยุทธศาสตร์ แล้วสิ่งที่ท่านได้กรุณาเสนอไว้ในขั้นตอนการปฏิรูปที่อยู่ในหน้า ๒๒ เรื่องการเสนอคณะรัฐมนตรีปรับปรุงฐานข้อมูล บูรณาการสิ่งต่าง ๆ และมีการวิจัยเรื่องต่าง ๆ ผมฝากกราบเรียนว่าผมไม่แน่ใจว่ามันจะนำไปสู่การปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐได้จริงไหม เพราะดูเหมือนเครื่องมือ กลไกและกระบวนการที่จะนำไปสู่การทำนโยบายใหญ่ การทำยุทธศาสตร์ แล้วก็การขับเคลื่อนที่ไปสู่เกี่ยวข้องการปฏิรูปตัวระบบและโครงสร้าง การจำแนกแจกแจงให้รายละเอียดมากขึ้นว่าการจ้างงาน การมีพนักงานของรัฐกี่แบบ กี่ประเภท ดูเหมือนมันจะไปไม่ถึงถ้าเผื่อว่าเป็นข้อเสนอเท่านี้ ผมฝากกราบเรียน ด้วยความเป็นห่วงครับ อยากให้ท่านเดินหน้าต่อไปแล้วก็คิดว่ามีเรื่องใหญ่ที่จะต้องทำ มากกว่านี้ หากเป็นไปได้ถ้ามีโอกาสก็จะได้ร่วมมือกันผลักดันขับเคลื่อนเรื่องนี้ ด้วยความขอบคุณท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ต่อไปขอเชิญท่านกษิต ภิรมย์ อดีตเอกอัครราชทูต อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ และอดีต ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ ขอเชิญครับ

นายกษิต ภิรมย์ 🔗

ขอขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. อันดับที่ ๗ ท่านประธานผมขอเรียนถามท่านประธานผ่านไปที่กรรมาธิการว่าในการทำงาน ของอนุกรรมาธิการและของกรรมาธิการที่ผ่านมานั้น ได้มีการประชุมปรึกษาหารือ กับสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือนและสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ ของรัฐมากน้อยแค่ไหน แล้วก็ได้รับทราบว่า ๒ หน่วยงานนี้ได้มีแผนที่จะพัฒนา บุคลากรของไทยในยุคโลกาภิวัตน์มากน้อยแค่ไหน และแผนพัฒนาบุคลากรนั้นบรรจุอยู่ใน แผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ๕ ปี ที่สภาพัฒน์หรือเปล่า ประเด็นของผม ก็คือว่าท่านกรรมาธิการจะต้องปรึกษาหารือกับ ๒ หน่วยงาน แล้วก็อาจจะเป็นอันที่ ๓ ก็คือ สภาพัฒน์ให้มันแน่ชัดเสียก่อนแล้วก็เอาผลของการปรึกษาหารือนั้นมาเสนอต่อที่ประชุม สปท. เราเพราะว่างานของท่านมันไม่ได้เริ่มลอยอยู่ในอากาศมันต้องโยงกับ ๒ หน่วยงานนั้น เป็นอย่างน้อยบวกสภาพัฒน์เป็น ๓ หน่วยงาน แล้วก็ทั้ง ๓ หน่วยงานนั้นเขาว่าอย่างไร ในเรื่องพัฒนาบุคลากรของเรา ในกรอบอะไรครับอันนี้ก็ไม่แน่ชัด คือจะบอกว่าข้าราชการ จะต้องมีบัญญัติ ๑๐ ประการที่ระบุอยู่ในเอกสาร เมื่อกี้คุณหมอก็ได้กรุณาย้ำ ต้องถามว่า แล้วอยู่ในบริบทของสังคมไทยแล้วก็ของสังคมโลกอย่างไร เราจะพัฒนาบุคลากรของประเทศ โดยเฉพาะที่เป็นข้าราชการที่จะต้องรับใช้ประเทศ ๑,๐๐๐,๐๐๐ คน ๒,๐๐๐,๐๐๐ คน รวมทั้งหมดนะครับ ทั้งพนักงานรัฐ ทั้งข้าราชการต่าง ๆ เหล่านี้ เพื่อเป้าหมายอะไร เพื่อเป้าหมายของเศรษฐกิจอุตสาหกรรม ๔.๐ หรือว่าเพื่อเป้าหมายของยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี หรือเพื่อเป้าหมายของชาติในแผนพัฒนา ๕ ปี ฉบับที่ ๑๒ ฉบับที่ ๑๓ ฉบับที่ ๑๔ ฉบับที่ ๑๕ ฉบับที่ ๑๖ หรือจะพัฒนาบุคลากรที่เป็นข้าราชการเพื่อรองรับพันธกรณีระหว่างประเทศ ทั้งในกรอบของสหประชาชาติแล้วก็องค์การชำนัญพิเศษที่เราเป็นสมาชิกอยู่ จะเป็นไอซีเอโอ (ICAO) ไอเอ็มโอ (IMO) เอฟเอโอ (FAO) ไอเอ็มโอ (IMO) ต่าง ๆ มากมาย ซึ่งถ้ามี ความชำนาญการ มีบุคลากรพร้อม มีผู้เชี่ยวชาญที่จะให้คำแนะนำในการที่จะพัฒนาบุคลากร ของเราได้ และหลาย ๆ ครั้งเขาก็ทำรายงานเกี่ยวกับประเทศไทยในเรื่องนั้น ๆ จะเป็น การบินพาณิชย์ จะเป็นเรื่องของแรงงาน จะเป็นเรื่องของอวกาศ เรื่องอะไรต่าง ๆ เขาก็มี การประเมิน วิเคราะห์ สมรรถนะหรือว่าขีดความสามารถของเราอยู่ เพราะฉะนั้นการที่จะ พัฒนาบุคลากรของไทยที่เป็นข้าราชการนั้นไปในอนาคต ๒๐ ปี ต้องรู้ก่อนว่าเราจะพัฒนาคน เพื่อไปรองรับความเป็นประเทศไทยที่ในอนาคตจะบอกว่าจะเป็นประเทศพัฒนาแล้ว และไม่เป็นประเทศกำลังพัฒนาอีกต่อไปภายใน ๑๐ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า ภาพนี้ต้องแน่ชัดครับ ต้องบอกเสียก่อนว่ามันจะอยู่ในบริบทของประเทศไทยและของโลกอย่างไร แล้วก็อันที่ ๒ ก็มาโยงกับแผนพัฒนากำลังคนที่ให้เป็นดิจิทัลแมน (Digital Man) บุคลากรแห่งโลกดิจิทัล (Digital) ๑๐ ประการ มันถึงจะโยงกันได้ ทีนี้อยู่ดี ๆ จะมาทำให้เขาเป็นดิจิทัลแมน (Digital Man) เมื่อเขามาเป็นข้าราชการ สอบเข้า ผ่านข้อเขียนของสำนักงาน ก.พ. คงจะไม่ใช่ครับ ที่จะมาทำก็หมายความว่า เมื่อมาเป็นข้าราชการแล้วก็อาจจะมีที่เรียกว่า มิกซ์ แคเรีย เทรนนิง (Mix Careers Training) หรือว่าอินเฮาส์ เทรนนิง (In-House Training) คือฝึกช่วงที่รับราชการอยู่เป็นระยะ ๆ ซี ๔ ซี ๖ ซี ๘ ซี ๙ เป็นซี ๑๑ แล้วทุกคนก็ต้องผ่าน อันนั้นเป็นเรื่องของการฝึกระหว่าง ที่รับหน้าที่แล้ว แต่ว่าตอนเรียนอยู่ที่โรงเรียนอาชีวศึกษาและเรียนอยู่ที่มหาวิทยาลัย ทำอย่างไรจะให้สอดคล้องกับดิจิทัลแมน (Digital Man) ๑๐ ประการที่ทางคณะกรรมาธิการ ได้ระบุไว้หรือเปล่า ซิสเต็มทิงกิง (System Thinking) มันแปลว่าอะไร เลดี้เนิร์ส (Lady Nurse) ในการที่จะเรสพอนด์ (Respond) ว่าอย่างไร ความสามารถในการที่จะ มีคอมมิวนิเคชัน (Communication) สื่อสารจะทำอย่างไร หรือว่าการที่จะเป็นผู้ให้บริการ เป็นเซอร์วิส (Service) เป็นผู้รับใช้ต่อประชาชน พรรค์อย่างนี้มันคงจะต้องว่ากันที่โรงเรียน มัธยมศึกษา โรงเรียนอาชีวศึกษา แล้วก็โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัย มันต้องโยงกันไปตลอดทาง เพื่อจะได้เตรียมบุคลากรตั้งแต่ยังเป็นนิสิต นักศึกษาอยู่ และเมื่อเขาเข้ามารับราชการก็มี ฝึกอบรมเพิ่มเติม แล้วก็มีฝึกอบรมเป็นระยะ ๆ เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายของการที่จะเป็น ประเทศพัฒนาแล้วดังที่ผมได้ระบุไว้จะเป็น ๔.๐ ยุทธศาสตร์ ๒๐ ปี หรืออะไรต่าง ๆ นานา ในอนาคตที่จะวางเป้าหมายให้กับประเทศไทย แล้วก็แน่นอนมันก็ต้องควบคู่กับในเรื่องของ จริยธรรมด้วยซึ่งเราคงจะพูดในวาระต่อไป แต่ผมขอเน้นเสียก่อนว่าการที่จะมาพูดว่า อยากจะพัฒนาบุคลากรลอย ๆ โดยไม่โยงกับบริบทของประเทศไทย ของโลก ไม่ไปโยงกับ ระบบการศึกษา มันก็ค่อนข้างจะขาดความเชื่อมโยงแล้วก็ความแน่นอน แล้วผมก็อยากจะ ยกตัวอย่างสัก ๒-๓ ประการด้วยกัน เราก็รู้กันแล้วว่ากลุ่มบริษัท เทสล่า ภายใน ๕ ปีจะทำ ให้รถยนต์ทุกคันไม่มีคนขับ หมายความว่าต่อไปนี้รถสาธารณะ รถแท็กซี่ รถบัส รถเมล์ ทั้งหลาย แล้วเราก็มาถามว่าแล้วบุคลากรที่กรมการขนส่งทางบกเริ่มเตรียมตัวเตรียมใจหรือยัง สำนักงาน ก.พ. ร่วมกับทางกระทรวงคมนาคมเริ่มที่จะฝึกอบรมหรือยัง หรือที่ผมได้อภิปราย เมื่อเดือนที่แล้วว่าอยากจะให้ตุ๊กตุ๊กทั้งประเทศเป็นตุ๊กตุ๊กอิเล็กทรอนิกส์ไฟฟ้า กระทรวงวิทยาศาสตร์ว่าอย่างไร กระทรวงอุตสาหกรรมว่าอย่างไร กระทรวงคมนาคมว่า อย่างไร สำนักงาน ก.พ. ว่าอย่างไร ในการที่จะเตรียมบุคลากรแล้วก็กฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ แล้วเราก็ไล่ไปได้อีกหลายร้อยเรื่อง ในกรอบของโลกร้อนเราก็พูดกันหลายครั้ง ท่านนายกรัฐมนตรีประยุทธ์ก็ไปประชุมที่กรุงปารีสมาเมื่อเดือนธันวาคมศกก่อน พันธกรณี มากมาย เรื่องการพัฒนาของโลกในกรอบของสหประชาชาติไปอีก ๑๕ ปี ๒๐ ปีข้างหน้า แล้วก็ธุรกิจการค้า เราก็พูดกันเรื่องบิตคอยน์ (Bitcoin) แล้วก็อื่น ๆ ที่มันจะเป็นยุคของ ไม่มีกระดาษ ไร้กระดาษ เปเปอร์เลส (Paperless) ดิจิทัล (Digital) ทั้งหมดเลย การธนาคารต่าง ๆ เหล่านี้อาจจะไม่ต้องไปผ่านธนาคารเพราะมันมีกลุ่มชนที่สามารถที่จะสร้างแพลตฟอร์ม (Platform) ฐานปฏิบัติการที่ไม่ต้องไปยุ่งกับสถาบันทางการเงิน ทั้งหมดนี้มันต้องมาทบทวน แล้วต้องมานั่งคุยกันว่าโลกเขาจะเป็นอย่างไร ประเทศไทยจะอยู่ในโลกอย่างไร แล้วเราจะ เตรียมบุคลากรของเราโดยเฉพาะข้าราชการที่จะต้องเป็นตัวเชื่อมระหว่างกฎเกณฑ์ กติกา ของประเทศ ของโลกกับประชาชนชาวไทย แล้วก็เป็นตัวเชื่อมในการที่จะให้บริการต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องมาพูดกันในภาพรวมให้มันแน่ชัดเสียก่อนแล้วก็ควรจะใช้เวทีที่นี่ สปท. ผมก็พูดมาหลายครั้งว่ามาถกกันในเรื่องของภาพรวมเสียก่อนไม่อย่างนั้นเราก็มาว่ากันทีละ เรื่อง ๆ ไป มันก็แยกกันแล้วมันก็ไม่โยงกัน อีกตัวอย่างหนึ่งเราบอกว่าเราอยากจะเป็น ศูนย์กลางของการคมนาคมและการสื่อสาร แล้วเราก็มีแผนพัฒนาว่าด้วยการเชื่อมโยง มาสเตอร์ แพลน ออน คอนเนกทิวิตี (Master Plan on Connectivity) ของระดับ ประชาคมอาเซียนแล้ว ประเทศไทยเป็นคนริเริ่มเป็นผู้ที่ทำ เราก็จะได้วางตัวเอง โพซิชัน (Position) ประเทศไทยตรงกลางภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เชื่อมจากออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ขึ้นมาไปจนถึงไซบีเรีย หรือจะเวียดนามจนทะลุไปถึงยุโรปผ่านตะวันออกกลาง บุคลากรของเราจะเป็นอย่างไรครับ ข้าราชการของเราจะเป็นอย่างไร จะวางตัวเป็นอย่างไร ต่าง ๆ เหล่านี้มันต้องดูในภาพรวมแล้วก็ทำความเข้าอกเข้าใจกัน แล้วก็เตรียมการ กล่าวลอย ๆ บอกว่าอยากจะพัฒนาบุคลากร แค่นี้ผมคิดว่ามันขาดตอน มันลอยอยู่ในอากาศครับ ผมอยากจะขอให้ไปทบทวนทั้งหมดเลยไม่ได้มีความรีบร้อนอะไรในการที่จะดำเนินการ ของการที่จะต้องพัฒนาปรับปรุงบุคลากร ที่เรียกว่าเป็นข้าราชการที่เป็นผู้รับใช้ประชาชน ก็ขอกล่าวไว้แค่นี้ครับ ขอบคุณมากท่านประธานครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ท่านต่อไปขอเชิญ พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช ประธานกรรมการบริหารสถาบันคุณภาพ คุณวุฒิวิชาชีพ (องค์การมหาชน) อดีตสมาชิกสภาปฏิรูปแห่งชาติ อดีตกรรมาธิการ ยกร่างรัฐธรรมนูญ และอดีต ส.ว. ครับ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปราย ซึ่งเรื่อง ที่นำเสนอโดยกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ในเรื่องนี้คือเรื่องการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศไทยในภาพรวมในปัจจุบันและในอนาคต ยิ่งเรามอง ยุทธศาสตร์ ทุกวันนี้เรามองกัน ๒๐ ปีเป็นอย่างน้อย และผมก็คงตีความได้ว่าคงครอบคลุม ในทุกประเด็น ทุกมิติที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรของรัฐ ซึ่งมีท่านสมาชิกก่อนหน้าผม ๕-๖ ท่านได้อภิปรายในประเด็นต่าง ๆ ไปพอสมควรแล้ว ผมก็คงจะขออนุญาตพูด สัก ๒ ประเด็นในเรื่องที่อาจจะเกี่ยวข้องในภาพกว้างกว่าที่ได้ทำการศึกษามา

ประเด็นแรกคือเรื่องของรีครูตเมนต์ (Recruitment) โดยการหากำลังคน เข้ามาเป็นข้าราชการ ผมคิดว่านั่นคือหัวใจของทุกองค์กร ในภาคเอกชนเดี๋ยวนี้ตำแหน่ง ผู้ที่รับผิดชอบการหาคนเข้ามาทำงานเป็นตำแหน่งไวซ์เพรสซิเดนต์ (Vice President) ตำแหน่งระดับสูง ๆ เลย และมีความสำคัญมาก ค่าจ้างสูงด้วย ในมหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน แผนกแอดมิสชัน (Admission) หรือแผนกรับนักเรียน นักศึกษา เป็นแผนกที่มีความสำคัญ ที่สุดแผนกหนึ่งของสถาบัน ทำไมเขาถึงให้ความสำคัญกับการหาคนเข้ามา ทำไมเขาถึง ให้ความสำคัญกับการหานักเรียนเข้ามา เราก็ต้องยอมรับว่าคนนี้ไม่เท่ากัน ไม่เท่ากันในด้านของ ความคิด ไม่เท่ากันในเรื่องของทัศนคติ ทักษะต่าง ๆ หรือการที่จะเรียนรู้ไปสู่อนาคต ไม่ใช่ว่า เราจะเอาคนทุกคนมาแล้วเราบอกเราสามารถพัฒนาเข้าหลักสูตร และทุกคนก็จะสามารถ ทำงานได้เท่ากัน มีประสิทธิภาพประสิทธิผลเกิดขึ้นเท่ากัน ถ้าเรายอมรับตรงนี้ ถ้าเราเริ่มต้น ที่ต้นทุนที่ต่ำกว่า แน่นอนผลงานประสิทธิภาพประสิทธิผลก็ย่อมต่ำกว่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งที่ระบบราชการต้องให้ความสำคัญที่จะแข่งขันกับ ภาคเอกชน เราต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ค่าตอบแทนของภาคเอกชนนั้นสูงกว่าราชการหลาย ๆ เท่า เพราะฉะนั้นจึงทำให้ภาคราชการได้บุคลากรถ้าภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเป็นเซกคันด์เรต (Second Rate) หรือเซกคันด์เกรด (Second Grade) ก็ได้ ต้องยอมรับตรงนั้น คนที่เขา เรียนได้ปริญญาสูง ๆ จากมหาวิทยาลัยดี ๆ คะแนนมาก ๆ เขาก็เลือกไปทำงานในที่ที่คน จะให้เงินเดือนเขาสูงกว่า เพราะฉะนั้นผมจึงฝากข้อสังเกตตรงนี้ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ไม่น้อยกว่าการจะพัฒนาเขา เมื่อเขามาเป็นข้าราชการหรือมาเป็นกำลังคนภาครัฐแล้ว ภาครัฐวิสาหกิจของเราจึงมีคนอยากไปอยู่มากกว่าเพราะมีค่าตอบแทนสูงกว่าหลายเท่า ผมใช้คำว่าหลายเท่าเลยนะครับ ซีอีโอ (CEO) ของรัฐวิสาหกิจของเราเงินเดือนเหยียบ ล้านบาท แต่ข้าราชการระดับ ซี ๑๑ ของเราเงินเดือนแสนนิด ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ทำอย่างไรเราถึงจะแก้ปัญหาของการได้คนที่มีศักยภาพ มีความสามารถสูงกว่าเข้ามาเป็น ข้าราชการ มาเป็นกำลังคนภาครัฐได้ ผมเชื่อว่าเป็นการบ้านเป็นโจทย์ที่สำคัญไม่น้อยกว่า โจทย์อื่น ๆ การเอาคนเข้ามาไม่ว่าจะเข้ามาในระดับไหนก็แล้วแต่ นั่นเป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนว่ามันมีความสำคัญ แล้วระบบการศึกษาของเรา ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งที่โยงกับการที่จะวางอัตรากำลังหรือจะได้คนเข้ามาสู่ระบบ ราชการ ระบบการศึกษาของเราไปเน้นการสร้างคนที่มีปริญญาจนเรามีเกรดูเอต (Graduate) แต่ละปีผมว่าเป็นแสนคนที่จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เป็นความภาคภูมิใจของเขา ของครอบครัว แต่เมื่อมารับราชการมาเข้าทำงานแล้วไม่ตรงกับ ที่เรียนมาบ้าง ไม่ตรงกับขีดความสามารถบ้าง เราจะเห็นว่าเอกชนบางแห่งเขาตั้งแง่เลย ว่าถ้าจบจากที่เหล่านี้เขาไม่รับเข้าทำงานเลย เห็นไหมครับเขาตั้งแง่เพราะอะไร เพราะเขา ต้องการได้คนที่มีต้นทุนสูงกว่ามาเริ่มทำงานกับเขา

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการพัฒนาสมรรถนะ ผมอยากให้ท่านดูตัวอย่างที่ดีที่สุด ก็ของกองทัพนะครับ กองทัพตั้งแต่เอาคนเข้ามาก็ให้ผ่านโรงเรียนที่สร้างขึ้นมาเป็นโรงเรียน นายร้อย โรงเรียนนายสิบ เห็นไหมครับ ได้คนมาเลย กลั่นกรองจากการสอบมาก่อนเลย พัฒนาเองเลย เสร็จแล้วไม่ใช่แค่นั้นคนที่เติบโตขึ้นมายิ่งระดับชั้นประทวนเขาจะมีศัพท์ ที่เรียกว่า ชกท. คือความชำนาญการทางทหาร ความชำนาญการทางทหารแปลว่า เขาต้องผ่านการอบรมอาจจะ ๖ เดือน ๘ เดือน หรือ ๑ ปี ในสิ่งซึ่งเขาจะต้องไปทำในอนาคต ถ้าเขาสอบได้ สอบผ่าน เรียนผ่าน เขาจะได้ความชำนาญการทางทหารหมายเลขนั้น ๆ แล้วเขาก็จะสามารถไปทำงานนั้นได้ ไปขับรถประเภทรถทางการช่างที่ตรงกับ ชกท. ได้ ไปทำงานในด้านต่าง ๆ ในเหล่าต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ปัจจุบันนี้ภาคเอกชน นำมาใช้ ภาครัฐนำมาใช้ ที่เรียกว่ากรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพราะฉะนั้นกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ก็ไม่แตกต่างจากความชำนาญการทางทหารของกองทัพเท่าไร เพียงแต่ว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็น ภาคบังคับ ไม่ได้นำมาใช้กันอย่างกว้างขวางเพียงพอ เพราะฉะนั้นถ้าเรานำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาใช้ในการกำหนดมาตรฐานของคนที่เราจะรับเข้ามาทำงาน มาตรฐานของการที่จะ เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน ให้ทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นก็จะทำให้เราได้คนที่สามารถทำงาน ในหน้าที่นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกวันนี้รัฐบาลก็ได้ดำเนินการหลายเรื่อง ในการที่จะเน้นการส่งเสริมสมรรถนะ ในระดับรัฐบาลเอง ระดับชาติเอง มีคณะกรรมการ ขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติซึ่งมีถึงรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีคณะกรรมการ หลายระดับที่รัฐมนตรีศึกษาที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ที่จะขับเคลื่อนเชื่อมโยง ความรู้ความเข้าใจจากการศึกษากับความสามารถที่จะไปปฏิบัติงานในโรงงานหรือในอาชีพ ที่ตัวเองจะไปประกอบได้อันนั้นจึงเป็นสิ่งซึ่งมีความสำคัญยิ่ง รัฐบาลได้ตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ขึ้นมาทำงานควบคู่กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานของกระทรวงแรงงานในการที่จะ ส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะซึ่งเราเรียกกันว่าคอมพีเทนซี (Competency) ซึ่งท่านได้ กล่าวถึงไว้หลายแห่งในเอกสารฉบับนี้ รวมทั้งผลการศึกษาด้วยว่าการพัฒนาสมรรถนะนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งของข้าราชการของกำลังคนภาครัฐ แต่ในภาคเอกชนปัจจุบันนี้ มีการทดสอบเลย ทดสอบว่าเขามีคอมพีเทนซี (Competency) มีสมรรถนะระดับไหน ถ้าของสถาบันวิชาชีพเราก็เรียกว่ากรอบคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งก็เทียบเคียงกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ของรัฐบาลของระดับชาติได้ เพราะฉะนั้นถ้าเขาได้ผ่านการทดสอบในระดับ ที่พึงพอใจ ผู้ประกอบการก็จะรับเขาเข้าไปทำงาน ในการทำงานนั้นมันก็จะมีการพัฒนา จากการที่ได้มีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นเขาก็จะมาทดสอบในระดับที่สูงขึ้นอาจจะเป็น ระดับ ๓ ระดับ ๔ แล้วก็ได้เลื่อนเงินเดือน เลื่อนหน้าที่การงานขึ้น มีความรับผิดชอบสูงขึ้น ซึ่งในการทดสอบคอมพีเทนซี (Competency) เหล่านี้มันต่างจากการเรียน ต่างจากใบประกาศนียบัตร ต่างจากใบปริญญาบัตร เพราะมันจะรวมถึงการทดสอบด้านทักษะ ด้านประสบการณ์ ทัศนคติ ความรู้ ความสามารถ ในการใช้ภาษา ความรู้ในด้านการใช้ไอที (IT) ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราจึงจะเห็นว่า ก็ไม่แตกต่างจากที่ท่านพูดถึง ๑๗ สมรรถนะที่ท่านใช้ในการทดสอบ ๓๖๐ องศา แต่อันนั้น อาจจะเป็นการทดสอบที่ยากที่จะเข้าใจที่ท่านเองก็ยอมรับว่าระบบที่มีอยู่นั้นยากที่จะนำไปสู่ การปฏิบัติและยากที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นการที่จะทดสอบข้าราชการในเรื่องของ สมรรถนะก็จะต้องไปดูให้กว้างขึ้น ไปดูถึงพัฒนาการที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบันนี้ ที่ใช้อยู่ใน ต่างประเทศที่เราจะสามารถที่จะรับรองได้ว่ากำลังคนของภาครัฐนั้นมีขีดความสามารถ ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่หรืองานที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถในหลาย ๆ อย่างนะครับ นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมจะฝากเป็นข้อสังเกตให้กับทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเพิ่มเติมว่า การให้ความสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะนั้นมีความสำคัญยิ่ง แล้วก็มีระบบการทดสอบ ที่เป็นมาตรฐานที่ดำเนินการอยู่แล้วนะครับ

ประเด็นสุดท้ายก็คงอยากจะเรียนถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ท่านได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา ได้เสด็จไปพระราชทานปริญญา ด้วยพระองค์เองอยู่หลายสิบปี หรือไม่ก็ให้ผู้แทนพระองค์ กับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ของชาติ แทบจะทุกมหาวิทยาลัย ทางทหารเองก็ได้พระราชทานด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัย ป้องกันราชอาณาจักร สถาบันการศึกษาของทหาร โรงเรียนเหล่าทัพ วิทยาลัยพยาบาลเหล่าทัพ ต่าง ๆ ซึ่งหลายท่านได้อภิปรายล่วงหน้าผมแล้ว ได้ยกพระบรมราโชวาทของพระองค์ ที่เกี่ยวกับด้านการพัฒนาการศึกษา การพัฒนาคน เราคงจะได้ทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงตั้งศูนย์การศึกษาพัฒนาขึ้นในทุกภาค ในภาคใต้ ในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ซึ่งศูนย์การศึกษาการพัฒนาเป็นแหล่งที่สร้างคนไม่ใช่เฉพาะเข้าไปเดินดูสวน ดูพันธุ์ไม้ แต่จะมีหลักสูตรอบรมในการสร้างคน สร้างเกษตรกร สร้างผู้ที่จะสามารถไปทำ อาชีพในการเพาะปลูก ทำไร่ ทำนา สามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ เพราะนั่นก็เป็นแนวทางหนึ่ง ในการสร้างคน ผมก็อยากฝาก สปท. ไว้ว่าน่าจะได้มีการรวบรวมพระราชกรณียกิจ ของพระองค์ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ดำเนินการมาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ด้านการศึกษาและการสร้างคนก็จะเป็นคุณูปการแก่เยาวชนรุ่นหลังที่จะได้ทราบว่าการสร้างคนนั้น พระองค์เองได้ให้ความสำคัญ ได้พระราชทานแนวทาง พระราชทานทุนทรัพย์ แล้วก็ได้ สร้างสถาบันต่าง ๆ ขึ้นมาอีกมากมายเพื่อที่จะให้เกิดความเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะว่า คนเท่านั้นที่จะสร้างชาติได้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

ยังมีสมาชิกที่แสดงความจำนงจะอภิปรายแสดงความคิดเห็นอีก ๔ ท่านนะครับ มีท่านมิ่งขวัญ ท่าน พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ ท่านเมธินี เลขาธิการ ก.พ. แล้วก็ท่านสุวิระ ทรงเมตตา ขอเชิญท่านมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ อดีตปลัดกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมครับ

นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ ดิฉัน นางมิ่งขวัญ วิชยารังสฤษดิ์ สปท. ๑๑๖ แล้วก็ในฐานะ ที่เป็นข้าราชการพลเรือนนะคะ ดิฉันต้องขอขอบพระคุณทางคณะกรรมการชุดนี้เป็นอย่างยิ่ง ในการที่ได้หยิบยกเสนอเรื่องการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ในครั้งนี้นะคะ แต่อย่างไรก็ตามในรายงานตามที่ปรากฏเพื่อที่จะให้เกิดความชัดเจน เห็นเป็นรูปธรรม แล้วก็เป็นสิ่งที่สามารถดำเนินการต่อไปได้ ดิฉันก็อาจจะมีข้อเสนอแนะ เพราะว่าในเรื่องนี้ ถือว่าเป็นการปฏิรูปในเรื่องของภาครัฐเราไม่ได้ทำมานานแล้วตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ มากกว่า ๑๗ ปี ไม่ได้มีการปฏิรูปในเชิงระบบของราชการ แม้ว่าในเรื่องของกำลังคนก็มีข้อจำกัดอยู่ ซึ่งในเรื่อง นี้ตามข้อเสนอของท่านทั้ง ๓ ประเด็นนี้ ดิฉันขอมีข้อเสนอแนะโดยเฉพาะในเรื่องของ

ประเด็นแรก ในการที่จะเสนอให้มีการกำหนดแผน แล้วก็ในเรื่องของการที่จะให้ คณะรัฐมนตรีมีมติให้หน่วยงานดำเนินการจัดทำการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ เป็นไปได้ไหมคะว่าถ้าหากว่าขณะนี้ทางคณะทำงานของชุดท่านเองนี่ดิฉันเชื่อมั่นว่ามีข้อมูล อยู่ระดับหนึ่งแล้วหลายท่านที่ทาง สปท. ได้มีการอภิปรายไปแล้วในเรื่องของอัตรากำลัง ที่ควรจะเป็นหรือว่าไรต์ไซซ์ (Right Size) หรือว่าจะมีจำนวนเท่าไรนี่ สิ่งเหล่านี้นี่เป็นสิ่งที่ ทางกระทรวงต่าง ๆ มีเควสชัน (Question) แล้วก็อยากทราบด้วยว่ามีอัตรากำลัง ที่เหมาะสมนี้เท่าไร เราตระหนักอยู่เสมอว่าตามที่ตัวเลขที่ทางท่านบอกว่าในเรื่องของ ค่าใช้จ่าย ในเรื่องของที่เกี่ยวกับเรื่องคนนี่ขณะนี้สูงถึงร้อยละ ๔๐ ของงบประมาณนี่นะคะ ที่จริงแล้วควรจะเป็นเท่าไร ซึ่งเหล่านี้ถ้าหากว่าท่านคณะทำงานคณะนี้มีตัวเลขที่เกี่ยวข้องกับ ในเรื่องนี้ว่าควรจะเป็นเท่าไร ดิฉันคิดว่าจะเป็นประโยชน์ยิ่งเพราะถ้าหากว่ามอบให้กับ ทางหน่วยงานต่าง ๆ ไปดำเนินการกำหนดเป็นไปไม่ได้เลยค่ะ เพราะว่าทุกหน่วยงาน ก็พยายามที่จะเพิ่มหรือว่าในเรื่องของขอกำลังเพิ่มเติมทั้งหมดทุกหน่วยงานนะคะ ในเรื่องของตามที่ท่านได้บอกว่าแผนอัตรากำลังคนภาครัฐในเชิงยุทธศาสตร์ดิฉันก็ยังมองภาพ ไม่ชัดนักนะคะว่าในยุทธศาสตร์ของประเทศในอนาคตถึงปี ๒๕๗๙ อีก ๒๐ ปีข้างหน้า ณ เวลานั้นในเรื่องของประชากรมีเท่าไร แล้วอัตรากำลังของภาครัฐควรจะเป็นเท่าไร ซึ่งมี ความสัมพันธ์กัน ดิฉันคิดว่าอยากจะเห็นทุกหน่วยงานนะคะในการที่จะวางแผน แต่ข้อมูล เหล่านี้ก็คงจะต้องมีให้ในระดับหนึ่งเพื่อที่ให้หน่วยงานต่าง ๆ ได้ดำเนินการได้สอดรับกับ สิ่งที่ท่านได้กำหนด ในเรื่องของการกำหนดเป้าหมาย ความจริงแล้วท่านได้มีการกำหนดไว้ว่า ในกลุ่มของข้าราชการ ในเรื่องของพนักงานราชการ หรือพนักงานที่เป็นหน่วยงานกำลังหลัก หรือว่าภารกิจรอง หรือในเรื่องของการสนับสนุนถ้าหากว่าท่านมีเกณฑ์หรือมีมาตรฐาน ในเรื่องของการกำหนดเหล่านี้จะทำให้ทุกหน่วยงานสามารถในเรื่องของการปรับตัวได้ แล้วก็ ถ้าหากว่าได้มีการชี้แนะว่าในอนาคตอีก ๒๐ ปีข้างหน้าตามยุทธศาสตร์นี่นะคะ หน้าตา ในเรื่องของโครงสร้างของภาครัฐเป็นแบบไหน หรือควรจะไปในทิศทางใด ดิฉันคิดว่าอันนั้น จะเป็นสิ่งสำคัญยิ่ง

สำหรับในเรื่องของการจัดทำแผน ประเด็นที่ ๒ ค่ะ เป็นไปได้ไหมคะว่า นอกจากในเรื่องของข้าราชการพลเรือนแล้วนี่ท่านก็จะให้มีการพัฒนา หรือว่ามีการที่จะ คิดไปพร้อม ๆ กันไม่ว่าในเรื่องของตำรวจ ทหาร หรือว่าข้าราชการอื่น ๆ ทั้งหมดไปพร้อม ๆ กัน

สำหรับในเรื่องที่ดิฉันคิดว่าสิ่งสำคัญอีกเรื่องหนึ่งก็คือการกำหนดแผนนี่ จะต้องมีระยะเวลา ก็อยากจะเสนอว่าในเรื่องของการกำหนดระยะเวลา ถ้าหากว่าแบ่งเป็น ๒ ช่วง ช่วงแรกก็คือขณะนี้เรายังมี ๒๐ กระทรวงอยู่ แล้วก็ในโอกาสต่อไปในระยะยาวจนถึง ปี ๒๕๗๙ เราไม่แน่ใจว่า ณ เวลานั้นโครงสร้างของหน่วยงานของภาครัฐจะมีหน้าตา เป็นอย่างไร แต่ว่าถ้าหากในเบื้องต้นในขณะนี้ในเรื่องของการที่จะกำหนดในเรื่องความชัดเจน ของทั้ง ๒๐ กระทรวงนี่มีการกำหนดเป้าหมายในการที่ถ้าหากบอกว่าขณะนี้มีมากเกินไป มีการกำหนดเป้าหมายในแต่ละระยะให้เหลือเท่าไร โดยเฉพาะดิฉันเห็นในเรื่องของกราฟ ที่แสดงให้เห็นว่าจะมีระยะหนึ่งที่ข้าราชการปัจจุบันนี้จะมีการรีไทร์ (Retire) ไปในช่วงของ ระยะรอยต่อตรงนั้นก็มีความจำเป็นเช่นกันในเรื่องของการที่จะหากำลังทดแทนนะคะ ซึ่งตรงนี้ถ้าหากว่ามีรายละเอียดเหล่านี้ถ้าหากสามารถดำเนินการได้ทันไปล่วงหน้าก่อนนี่นะคะ ก็คิดว่าจะเป็นการเสนอให้มีการจัดทำแผนที่กำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนนะคะ แล้วก็ ระยะเวลาดำเนินการซึ่งอาจจะแบ่งเป็น ๒ ช่วงนั้นก็คือในช่วงแรกที่ยังไม่มีการปรับเปลี่ยน ในเรื่องของกระทรวงต่าง ๆ ก่อนนะคะ หรือถ้าหากว่ามีการปรับเปลี่ยนในเรื่องของกระทรวง ใหม่ ๆ ที่จะต้องให้สอดรับกับกระแสโลกหรือว่าสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปอันนั้นดิฉัน ก็คิดว่าจะทำให้เกิดความชัดเจนขึ้นค่ะ

เรื่องที่ ๒ ที่ทางท่านเสนอบอกว่าในเรื่องของการให้มีการพัฒนาระบบ การติดตามและประเมินผลการปฏิบัติงานของบุคลากรให้ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดิฉัน คิดว่านอกจากในเรื่องของประเมินสมรรถนะแล้ว อันที่จริงแล้วควรจะต้องมีโปรแกรมในเรื่อง ของการที่จะเพิ่มศักยภาพในเรื่องของการที่แคเรียพาท (Career Path) ของแต่ละสายงาน หรือว่าแต่ละระดับที่จะต้องมีกำหนด แม้ว่าในเรื่องของระยะที่ผ่านมาอาจจะมีอยู่แล้ว แต่ว่า ในเรื่องของการปฏิบัติให้เกิดความจริงจังและความต่อเนื่องนี้ยังไม่ครบถ้วนนะคะ เพราะฉะนั้นดิฉันอยากจะเสนอแนะในเรื่องของการเพิ่มศักยภาพในเรื่องของสมรรถนะของ ข้าราชการนะคะ ซึ่งจำเป็นอย่างยิ่งจะต้องมีการฝึกอบรมหลักสูตรหรือในเรื่องของการที่จะ เพิ่มศักยภาพของสายงานแต่ละสายนะคะ เพื่อที่จะให้ได้ประสบความสำเร็จในแต่ละสายงาน หรือว่าในแต่ละด้าน ในแต่ละระดับนะคะ

ส่วนเรื่องที่ ๓ ที่ท่านบอกว่าในเรื่องของฐานข้อมูล การใช้ประโยชน์ จากฐานข้อมูลกำลังคนในการผลิตเพื่อรองรับความต้องการในปัจจุบัน ซึ่งดิฉันคิดว่า ถ้าเป็นไปได้ขณะนี้มีข้อมูลอะไรก็ตามสามารถที่จะดำเนินการในเรื่องของการจัดทำให้แล้วเสร็จได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความต้องการในอนาคต ซึ่งเหล่านี้ที่จะต้องเกี่ยวข้องกับ ในเรื่องของการผลิตและการพัฒนา ขณะนี้ดิฉันคิดว่านักศึกษาหรือว่าในเรื่องของเยาวชน ทั้งหลายยังมองไม่เห็นในอนาคต แต่ถ้าหากว่าเราได้มีการจัดทำฐานข้อมูลเหล่านี้ และสามารถในการวิเคราะห์หรือบ่งชี้ได้ในอนาคตจะเป็นประโยชน์ยิ่งสำหรับในเรื่องของ การจัดเตรียมในเรื่องของอัตรากำลังทั้งหมด หรือว่าในเรื่องของบุคลากรที่จะต้องการ หรือยังขาดอยู่ในตลาดแรงงานหรือในสายงานทั้งหมดนะคะ ซึ่งอย่างไรก็ตามในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าท่านได้กรุณาเพิ่มเติมในรายละเอียดดังกล่าวก็จะทำให้รายงาน ฉบับนี้สามารถในการที่จะดำเนินการได้โดยเร็ว แล้วก็ถ้าหากท่านเพิ่มระยะเวลา ในเรื่องของการที่จะคาดว่าใน ๓ ปี ๕ ปี หรือจนถึงระยะที่ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปี ท่านต้องการที่จะให้เห็นกำลังคนของภาครัฐเป็นอย่างไร ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านั้นในการที่จะ เป็นประโยชน์ยิ่งค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ลำดับต่อไปนะคะ เชิญท่าน พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและ คณะกรรมาธิการผู้ทรงเกียรติ รวมทั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ กระผม พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ก่อนอื่นท่านประธานครับ ต้องกราบขอบคุณที่ท่านได้ให้ผมได้ขึ้นอภิปรายในส่วนนี้ และต้อง ขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาเรื่องนี้นะครับ ถึงแม้ว่าบางส่วนจะก้าวไปไม่ถึง ขั้นการวิจัยก็ตามนะครับ แต่เป็นการศึกษาซึ่งข้าราชการเป็นกลไกหลักของประเทศตั้งแต่ อดีตนะครับ ตั้งแต่เราเท้าความถึงพระปิยมหาราชท่านได้ทรงตราเกี่ยวกับหน่วยงาน บ้านที่ให้ ข้าราชการได้อยู่คือทบวง กรม ต่าง ๆ นะครับ ถัดมาก็มาถึงพระมหาธีรราชเจ้า ท่านก็ได้ ทรงบัญญัติแล้วก็ให้สิ่งที่ดี ๆ สำหรับผู้ที่จะเป็นข้าราชการนะครับ ต่อมาจนกระทั่งถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ท่านได้ทรงให้กำลังใจแล้วก็ให้ความสำคัญกับข้าราชการ สูงสุดเลยนะครับ ไม่ว่าด้านธรรมาภิบาล ด้านความเพียร ที่สำคัญก็คือว่าท่านทรงดำรงตน เป็นตัวอย่าง สอนโดยการทำเป็นตัวอย่าง ทั้งพสกนิกรทั่วประเทศและทั่วโลกเป็นที่ประจักษ์

ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการได้พยายามทำในสิ่งที่ดีหลาย ๆ ส่วน ผมขอลำดับสั้น ๆ ว่าสิ่งที่ในการศึกษานั้นจริง ๆ แล้วท่านกรรมาธิการหลายท่านได้พูดถึง ย่อว่าการที่เราจะศึกษาเรื่องนี้นั้นมันต้องอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมโยงที่ ขออนุญาตภาษาอังกฤษที่ว่าคอนเนกทิวิตี (Connectivity) โพรเซส (Process) โพรซีเยอร์ (Procedure) นะครับ ความเชื่อมโยงต่าง ๆ เหล่านี้เราเห็นว่าที่เราพูดกันทั้งหมดการศึกษานี้ เราอ่านกันดูย่อ ๆ ผมก็ย่อในส่วนตัวนะครับว่ามันมี ๓ หลักมุ่งไปสู่ตัวนั้น ก็คือ อันที่ ๑ ขนาด อาจจะปรับเรื่องขนาด ปริมาณของจำนวนข้าราชการ แล้วก็ในส่วนของจำนวนงบประมาณ ขอโทษที่พูดภาษาอังกฤษว่าดาวน์ไซซิง (Downsizing) นะครับ อันที่ ๒ ก็คือหลักที่เพิ่ม ในส่วนที่เรานำเสนอที่เรียกว่าการเพิ่มสมรรถนะ หรือเพิ่มประสิทธิภาพของกำลังคนนะครับ จะต้องทำให้ข้าราชการไม่ว่าจะมากหรือน้อย ทำให้ประชาชนชื่นใจ แล้วก็สามารถทำให้ ประชาชนยอมรับ จะเป็นส่วนของการทำเซอร์วิสมายด์ (Service Mind) ซึ่งตรงนี้หลัก ๆ ข้อที่ ๒ เราเรียกว่าหลักเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ตรงนี้นะครับ หลักที่ ๒ ที่กรรมาธิการได้นำเสนอนะครับ แล้วก็ก้าวไปสู่อันที่ ๓ ซึ่งทั้ง ๒ หลักจะคืบสู่ความเป็นจริงได้ ในเชิงประจักษ์มันต้องวนอยู่ที่ว่าทำให้ข้าราชการเหล่านี้ที่เป็นกลุ่มก้อนใหญ่เป็นพลัง ขับเคลื่อนของประเทศ หรือประเทศกำลังพัฒนาจะต้องขับเคลื่อนให้คนเหล่านี้ได้บรรลุ ได้เป็น ได้เป็นข้าราชการตั้งแต่ก่อนเข้า แล้วได้มาเป็นข้าราชการ ได้ทำ เมื่อเป็นแล้ว มีการอบรม ปลูกฝังจริยธรรมให้เป็นข้าราชการที่ดีของประเทศชาติ ของสังคม ของประชาชน แล้วของตนเอง และของครอบครัวด้วยนะครับ สิ่งนี้ต้องมีความสมดุล คือพื้นฐาน ต้องหวนกลับไปให้ข้าราชการเหล่านั้นมีความสุขก่อน ก่อนที่จะให้ความสุขคนอื่น มีจิตใจ เอื้ออาทร ความเยือกเย็น ความสงบ หรือความดีงามนั้น ต้องเกิดขึ้นกับตัวเอง บ้านตัวเอง ครอบครัวตัวเอง กลุ่มตัวเอง กลุ่มที่ว่าคือบรรดาข้าราชการทั้งหมดจะต้องมีความสุข ก็คือเรา คงได้ยินว่าให้ความสุขโดยบางส่วน บอกว่าต้องมีวินัยเข้มแข็ง แต่การจะมีวินัยเข้มแข็ง ได้นั้นก็ต้องให้สวัสดิการที่เพียงพอ คือ ๒ ขาเดินไปด้วยกัน ภาษาอังกฤษอาจจะเรียกว่า เดินทั้งด้านเวลแฟร์ (Welfare) และเดินทั้งด้านดิสซิพลิน (Discipline) คู่กันไป ตราบใดที่ยัง มีหนี้สิน จิตใจที่จะไปพยุงคนอื่นนั้นยากนะครับ ตราบใดที่จะก้าวออกจากบ้าน ลูกยังนอนป่วยแม่ยายยังนอนป่วย สมาธิไม่มีนะครับสิ่งเหล่านี้ ก็คืออันที่ ๓ แอ็กชีฟเมนต์ (Achievement) ภาษาอังกฤษ แอ็กชีฟเมนต์ แคเรีย พาท (Achievement Career Path) แอ็กชีฟเมนต์ แคเรีย พาท (Achievement Career Path) เป็นส่วนที่ผมอยากฝากไว้ว่า นอกจากโมดูล (Module) ๒ อันแล้ว ดาวน์ไซซิง (Downsizing) กับเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) แล้วแอ็กชีฟเมนต์ แคเรีย พาท (Achievement Career Path) บางส่วน อาจจะบอกว่าตาสีตาสาไม่มีเงินเดือนทำไมอยู่ได้ จริง ๆ แล้วข้าราชการอยู่ด้วยมีเกียรติ เราไม่ใช่นักธุรกิจ หลายคนเราก็เป็นนักธุรกิจ แต่หลาย ๆ ท่านบอกว่าเราไม่ใช่แสวงตัว เป็นตัวเลข ไม่ใช่คิดแต่ดอกเบี้ย ความสุขหรือสิ่งที่ได้รับ ความอิ่มใจ หรือเกียรติยศมองไม่เห็น แต่มีอานุภาพสูงสุด จะล่องลอยอยู่ในอากาศก็ตามนะครับ หากถ้าสิ่งดี ๆ เหล่านี้ถ้าได้รับ ตอบสนองแล้วก็จะเกิดความสมดุลระหว่าง ๓ โมดูล (Module) นี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมก็ขอเข้าประเด็นเลยว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการนำเสนอผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ผมก็ขออภิปรายว่าอยากจะเพิ่มเติมในส่วนของข้อเสนอในเอกสารรายงาน ข้อ ๑๘ นะครับ ที่ว่าได้มีข้อเสนอเพื่อนำไปสู่ภาคปฏิบัติจริงให้เกิดมรรคผลในความเป็นจริงต่อไปนะครับ สั้น ๆ ๓ ข้อครับ

ข้อเสนอที่ ๑ ข้อเสนอมาทั้งหมดนั้นดีแล้วครับ แต่ผมอยากจะขอให้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาว่าในการที่เราจะทำในการวางแผน หรือในการให้เกิดผล เป็นจริงนั้น ในส่วนที่จะทำอยู่เราบอกว่าเป็นพลวัต มีทุนมนุษย์ มีทั้งอุปสงค์ อุปทานเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้นอกจาก ๓ โมดูล (Module) ที่ผมพูดแล้วนี่เกณฑ์ที่จะเป็นปัจจัย ในการนำมาวางแผนควรพิจารณาหน้าที่และความรับผิดชอบ หน้าที่และความรับผิดชอบ ตามธรรมชาติของงานนะครับ คำว่าธรรมชาติของงาน ขอโทษภาษาอังกฤษ เดอะ เนเจอร์ ออฟ เวิร์ก (The Nature of Work) หรือเป็นศัพท์ทางด้านนี้ผมก็ไม่ทราบนะครับอาจจะ เป็นดิสซิพลิน (Discipline) เดสคริปชัน ออฟ เวิร์ก (Descriptions of Work) อะไรพวกนี้ ในนี้อาจจะพูดถึงงานหลัก งานรอง งานเสริมอะไรต่าง ๆ จริง ๆ แล้วเป็นเพียงแค่ตัวอักษร ข้าราชการบางส่วน ขออภัยยกตัวอย่างเพียงใกล้ ๆ จากประสบการณ์ชีวิตที่ผมทำงาน ตำรวจมานี่เราต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกตรวจ เราทำงานด้วยมือ ขณะเดียวกัน เราก็มีคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย เราจับโจร หรือจราจร หรือสืบสวน เราทำด้วยมือ อยู่บนเขาบ้าง อยู่กลางทะเลบ้าง อยู่บนตึกสูงบ้าง อยู่ใต้ดินบ้าง อยู่ในน้ำบ้าง สิ่งเหล่านี้เพราะฉะนั้น ถ้าดูตามธรรมชาติของงานที่เขาจะรับผิดชอบในแต่ละกลไกนั้นเพื่อให้ประชาชนได้รับ ตอบสนองหรือได้รับการปฏิบัติไม่มีช่องว่าง ไม่ใช่ไม่มีงบ ไม่มีเครื่องมือแล้วเราไม่ทำ เราทำด้วยจิตวิญญาณครับ แม้แต่เสียชีวิต แม้แต่เจ็บป่วยนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลก็แยะ ก็ยังทำ เราไม่เคยบ่นไม่เคยพูด ตากแดดตากฝนไม่เคยพูด แต่ถ้าทำไม่ดีนิดเดียวอาจจะโดน ตำหนิก็ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นขอให้ตัวชี้วัดที่ส่วนนี้ให้เป็นธรรม เพราะผมเคยไปอภิปราย หลายส่วนก็เป็นเพื่อนรักทั้ง ก.พ. ก.พ.ร. เคพีไอ (KPI) ลดคน ลดงบ เช่นลดคนว่าตำรวจ ๒๐๐,๐๐๐ คน ลดให้น้อยลง ลดงบ น้ำมันจะตรวจยังไม่พอเราก็รู้อยู่นะครับ ลดงบประมาณ ทุกอย่าง หนี้สินเยอะแยะ ข้าราชการชั้นประทวนก็มีหนี้สินเหล่านี้ แต่จับคนร้ายเพิ่มขึ้น คดีค้างเก่าอย่าเหลือ ป้องกันภัยอย่าให้เกิดคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้นอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ จริง ๆ ตัวชี้วัดเหล่านี้ผมบอกว่าถ้าย้อนกลับธรรมชาติของงานว่าแค่สังคมสงบสุข สังคมมีความสุข ไม่จำเป็นต้องเกิดคดี รั้วไม่ต้องสูง เราก็มีความสุข เพราะฉะนั้นขอให้พิจารณาในหลัก ธรรมชาติของงานนั้นที่เขาจะทำ

อันที่ ๒ อีกอันหนึ่งก็คือว่าแนวทางในการวางแผนยุทธศาสตร์และการพัฒนา ระบบราชการไทยนั้นไม่ควรเอาที่ผมพูดแล้วคือหลักของการปรับลดปริมาณในเชิงตัวเลข ขนาด ภาระต่องบประมาณเป็นตัวตั้งหลัก จริงอยู่ต้องมาคำนึงแต่มันเชื่อมโยงทุกอย่างเลยนะครับว่า สิ่งเหล่านี้ถ้าเราคำนึงถึงตัวนี้เป็นหลักหรืออะไรเราจะปิดประตูเลยครับ แล้วก็เราจะได้ ภาพที่มัวมาก เป็นภาพที่มัวแล้วก็ทำต่อกันไป อย่างเช่นงบประมาณของเราอาจจะ ใช้ระบบที่ว่าเดิมเคยได้เท่าไรปีนี้ก็เพิ่มขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ประชาชนเพิ่มขึ้น ปัญหาเพิ่มขึ้น ซับซ้อนขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้มันพันหลายเรื่องครับ

และอันที่ ๓ อีกอันหนึ่งก็คือว่าการวางแผนต้องดำเนินการทั้งวงรอบของ การบริหารงานบุคคลนะครับ ตั้งแต่ก่อนเกิดบางทีบอกว่ารอให้ถึงอนุบาลก็สายไปเสียแล้ว รอเขามาเป็นข้าราชการแล้วก็สายเกินไป ต่างประเทศผมไปดูงานบ่อยเลยครับ อย่างการเป็น ตำรวจเขาเฝ้าดูเลยครับเป็นตำรวจของชุมชน เขาเกิดที่นั่น ตายที่นั่น เขาไม่มีวุ่นวาย เรื่องการแต่งตั้งต้องไปอยู่หน่วยโน้นหน่วยนี้เฉกเช่นข้าราชการอื่นเหมือนกัน เขารักถิ่นฐานเขา เพราะฉะนั้นความละเอียดรอบคอบในส่วนของการสรรหาซึ่งหลายท่านอภิปรายไปแล้ว แยกส่วนอภิปรายไปนะครับ และเมื่อเขาเข้ามาแล้วก็ต้องทำให้เขาดีนะครับ ขณะคลอด ก็ต้องดี เราเลี้ยงให้เขาดีเลี้ยงอย่างไร เลี้ยงให้เติบโต มีประสิทธิภาพ จนกระทั่งรีไทร์ (Retire) ออกไป วงรอบเหล่านี้ต้นธารเหล่านี้ต้องคัดคนดี คนเก่ง เข้ามา เมื่อเข้าระบบแล้วคนไม่ดี ต้องคัดออก คนไม่ดีต้องคัดออก เพราะว่าเราให้เขาเต็มที่แล้วก็คือว่าสวัสดิการให้เต็มที่แล้ว แต่ถ้าไม่ดีก็ต้องคัดออกนะครับ สิ่งเหล่านี้ต้องเข้มแข็งและต้องให้ความเป็นธรรมนะครับ จะใจอ่อนไม่ได้ โดยให้สวัสดิการที่ดีก่อน แล้วด้านวินัยเอามาจับนะครับ อย่างน้อยต้องมีคู่แฝด ระหว่างสวัสดิการกับวินัยนะครับ ระบบคุณธรรมที่เราพูดอยู่เสมอในการแต่งตั้งต้องให้มี ความสำคัญเหมาะสม เรามีแบบฟอร์ม (Form) อะไรต่าง ๆ ที่มีการประเมินอะไรต่าง ๆ ขอให้เชิงประจักษ์ก็คือ ต้องเอามาใช้จริง ให้น้ำหนักกับสิ่งเหล่านี้มาก ๆ นะครับ เพราะประเทศไทยเราระบบเกรงใจ แล้วก็ประเมินสูงก็จริง จริง ๆ ผมได้อภิปรายในที่นี้หลายครั้งว่าอย่างวิชาครู โบราณใช้วิธี ดูแววว่าคนนี้เหมาะจะเป็นครูไหม ทำงานจริงไหม ผมเคยพูดกับตำรวจว่าตั้งแต่นักรบ น้องคนสุดท้อง ๒๐๐,๐๐๐ กว่า คนที่ ๒๑๑,๑๐๐ เขาอยู่อย่างไร เขาสามารถดูถึง ผบ.ตร. ได้ น้องคนนี้ทำผิดก็คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับบาดแผลเต็ม ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น เขาต้องดี ใน ๒๑๑,๑๐๐ ต้องดีพอ ๆ กันนะครับ และไพร่พลเลวไม่มี มีแต่หัวหน้าที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือว่าต้องพยายามให้แต่ละคนได้อยู่บนพื้นฐานของแอ็กชีฟเมนต์ แคเรีย พาท (Achievement Career Path) ทำให้เขาได้มีโอกาส คนดีต้องแจ้งเกิดได้ โดยให้เขา บรรลุ บรรลุอะไรครับ บรรลุตั้งแต่ก่อนเข้า บรรลุเข้ามาแล้วให้ได้เป็นได้ทำในสายงาน เพราะมิฉะนั้นแล้วตัวชี้วัดมันเป็นภาพละเมอ ภาพหลอนกับคนเก่ง ๆ ถนอมตัวนะครับ เรียกว่าคนเก่ง ๆ ถนอมตัว เขาถนอมตัวเพื่ออะไรครับ เพื่อให้พ้นระบบอะไรต่าง ๆ ไปสักช่วงหนึ่งเข้าสู่อีกระบบหนึ่ง ข้าราชการเก่ง ๆ บางคนถนอมตัว ตรงนี้ไม่ต้องถนอมตัว เก่ง ดี ต้องกล้าด้วยบวกอีกนิดหนึ่งกล้านะครับ กล้าก็คือว่าพึ่งระบบได้ ฝันตื่นขึ้นมาแล้ว พึ่งระบบได้ ไม่ใช่พึ่งพวกพ้องหรือพึ่งแต่สิ่งอะไรต่าง ๆ เราไม่ใช่ฝันไป ผมว่าทำได้ครับ ผมมีเพื่อนหลาย ๆ คนที่อยู่ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเขาเตรียมคนเป็นรุ่น ๆ ไปเลยครับ หรือบางหน่วยงานราชการเหมือนกันรู้เลยว่าคนนี้สตาร์ต (Start) มานี่จะต้องเป็นไปทอป (Top) สุด ทำเส้นนี้ได้แคเรียพาท (Career Path) เราพยายามอนุรักษ์เส้นนี้ไว้ให้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วผมก็คิดว่า ๓ ข้อที่ผมเสนอก็คงเป็นส่วนหนึ่งให้คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาแล้วก็ได้มีส่วนที่เพิ่มเติมตามความเหมาะสมครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปเชิญท่านเมธินี เทพมณี อดีตปลัดกระทรวงเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร อดีตผู้ตรวจราชการพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เลขาธิการ ก.พ. เรียนเชิญค่ะ

นางเมธินี เทพมณี 🔗

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพแล้วก็ ท่านกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านบริหารราชการแผ่นดิน ดิฉันจะขออนุญาต ขอบคุณในข้อเสนอแล้วก็บทศึกษาฉบับนี้เป็นอย่างยิ่ง แล้วขอขอบพระคุณท่านสมาชิก ทุกท่านที่กรุณาให้ความเห็นในแง่มุมต่าง ๆ ในหลาย ๆ มิติที่เกี่ยวข้องกับทางสำนักงาน ก.พ. ในส่วนที่ดิฉันอยากจะขออนุญาตในส่วนที่เป็นเรื่องของภารกิจในการทำงานของสำนักงาน ก.พ. ในขณะนี้นั้น แต่อยากจะขออนุญาตนำสิ่งที่พวกเราได้กรุณาอภิปรายนั้นไปทำงาน ในเชิงรุกและในรายละเอียดต่อไป ในสัดส่วนของข้าราชการนั้นในขณะนี้หากเรามอง ที่จำนวน ๑,๘๐๐,๐๐๐ อัตราซึ่งเป็นสถิติของข้าราชการในรูปแบบต่าง ๆ เรามีข้าราชการ พลเรือนสามัญซึ่งอยู่ในความดูแลของสำนักงาน ก.พ. นั้นอยู่ที่ประมาณ ๒๒ เปอร์เซ็นต์ เรามีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาอยู่ที่ประมาณ ๒๖ เปอร์เซ็นต์ ข้าราชการ ตำรวจอยู่ที่ประมาณ ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ข้าราชการทหารอยู่ที่ประมาณ ๑๙ เปอร์เซ็นต์ และยังมีส่วนของข้าราชการส่วนท้องถิ่น ข้าราชการในสายความยุติธรรมอีกส่วนหนึ่ง ดังนั้น ในสัดส่วนเหล่านี้นั้นในภารกิจของการดูในภาพรวมของคณะกรรมการกำหนดเป้าหมาย และนโยบายกำลังคนภาครัฐที่ได้มีการศึกษาและเขียนอยู่ในเอกสารวิชาการฉบับนี้นั้น หรือเราเรียกว่า คปร. ได้มีการมองร่วมกันในภาพใหญ่ในเชิงนโยบายของการขับเคลื่อน กำลังคนภาครัฐ และในขณะนี้นั้นฝ่ายเลขานุการซึ่งประกอบด้วยสำนักงาน ก.พ. สำนักงาน ก.พ.ร. สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ กรมบัญชีกลางและสำนักงบประมาณนั้น ได้มีการมองไปสู่ยุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีข้างหน้าซึ่งมีเป้าหมายหลัก ๆ ว่าจะมีการปรับปรุง โครงสร้างภารกิจของหน่วยงานภาครัฐให้มีขนาดที่เหมาะสมในระยะ ๒๐ ปีข้างหน้า รวมทั้งการพัฒนาระบบบริหารจัดการกำลังคน บุคลากรภาครัฐดังกล่าวด้วย สอดรับกับ ทางแผนพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ ๑๒ ซึ่งกำหนดเป้าหมาย ให้มีการพัฒนาบุคลากรภาครัฐให้มีความเป็นมืออาชีพเพียงพอต่อการขับเคลื่อนภารกิจ ร่วมกันกับภาคเอกชนและภาคประชาสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วก็ยังได้เน้นย้ำว่าให้ระบบราชการมีความเล็กกะทัดรัด มีความคล่องตัวและ มีประสิทธิภาพสูง มาถึงตรงจุดนี้นั้นดิฉันขอนำเรียนว่าภารกิจที่ยิ่งใหญ่นั้นเป็นภารกิจ ที่อาจจะต้องมีการศึกษาเชิงลึกในบางมิตินอกเหนือจากเล่มที่ได้มีการนำเสนอ โดยคณะกรรมาธิการในวันนี้ ซึ่งอาจจะเป็นข้อเสนอเป็นเบื้องต้นในระดับหนึ่งแล้วก็นำไปสู่ การทำงานร่วมกับทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในระดับต่อไป ในภารกิจของการปรับสมดุล และพัฒนากำลังคนภาครัฐเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้งในยุทธศาสตร์ ๒๐ ปีดังกล่าว ในสังคมโลกนั้นก็มีภารกิจที่จะต้องดำเนินการร่วมกันในทุก ๆ ภาคส่วนของภาครัฐและ เอกชนแล้วก็ภาคประชาชน ต้องขอขอบคุณที่ท่านได้กรุณาเน้นย้ำในเรื่องการสรรหา เรื่องการปรับปรุงระบบค่าตอบแทน เรื่องการโยกย้าย การทำโรเทชัน (Rotation) รวมทั้ง การสร้างกลไกกลางของการรวบรวมผู้เชี่ยวชาญต่าง ๆ ทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคม ซึ่งจะต้องเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนการทำงานในภาคส่วนต่าง ๆ ร่วมกัน และได้มี การพัฒนาไปในแนวทางเดียวกัน ดังนั้นต้องขอขอบคุณอีกครั้งหนึ่งที่ให้ทางสำนักงาน ก.พ. มีบทบาทในเปเปอร์ (Paper) ฉบับนี้นะคะ แล้วก็รวมทั้งได้สนับสนุนให้สำนักงาน ก.พ. เป็นแกนกลางในการทำงานเรื่องฐานข้อมูลที่จะเชื่อมโยงแลกเปลี่ยนกับส่วนราชการต่าง ๆ รวมทั้งภาคส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องด้วย ในส่วนนั้น ๆ ก็เป็นภารกิจที่สำนักงาน ก.พ. เห็นว่า เป็นเรื่องที่สำคัญและจำเป็นยิ่งยวดที่จะต้องมีฐานกำลังคนที่ชัดเจนที่จะให้ทางรัฐบาลและ ทางหน่วยงานต่าง ๆ นั้นสามารถดึงข้อมูลขึ้นไปเพื่อการบริหารจัดการได้อย่างมีประสิทธิภาพ และในส่วนนี้นั้นก็ไม่ได้ละเลยในเรื่องของการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และการกำหนด มาตรฐานกลางในส่วนต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ดังนั้นในส่วนของการพัฒนาในช่วงต่อไปนั้น ก็ขอเรียนเป็นเพียงว่าสนับสนุนในเรื่องข้อเสนอแนะของทางคณะกรรมาธิการในวันนี้ เป็นอย่างยิ่ง และอยากจะให้มีการทำงานร่วมกันในโอกาสต่อไปในรายละเอียดอย่างมาก เพราะว่าในส่วนนั้นอาจจะต้องมีการนำเสนอแผนงานที่ออกมาเป็นรูปธรรมจับต้องได้ อย่างน้อยที่สุดในระยะเวลา ๑ ปีที่กำลังจะถึงข้างหน้าและในช่วงระยะเวลาถัดไป ในเป้าหมายที่ชัดเจนของรัฐบาลแล้วก็ในการขับเคลื่อนของแต่ละส่วนราชการที่มี ความรับผิดชอบร่วมกันในการที่จะพัฒนากำลังคนในสายงานต่าง ๆ ให้เหมาะสมกับ การเปลี่ยนแปลงของมิติต่าง ๆ ในยุทธศาสตร์ต่าง ๆ ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่านเลขาธิการ ก.พ. นะคะ ชัดเจน ต่อไปท่านสุดท้ายนะคะ พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา อดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ รักษาราชการแทน ที่ปรึกษา สบ. ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียนเชิญค่ะ

พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา 🔗

กราบเรียนท่านประธาน ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศผู้ทรงเกียรติ ผม พลตำรวจโท สุวิระ ทรงเมตตา รักษาราชการแทนที่ปรึกษา สบ. ๑๐ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณ คณะอนุกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพและการพัฒนาบุคลากร ภาครัฐ และคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินครับ ที่ได้เสนอรายงานเรื่องการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ เพราะว่าแนวคิด ในการพัฒนาทุกหน่วยงานหรือพัฒนาชาติของเรา เขาบอกว่าต้องเริ่มจากการพัฒนาคนก่อน จากนั้นองค์กรจึงจะพัฒนา และท้ายสุดงานจึงจะได้รับการพัฒนาครับ ปัจจัยในการบริหาร บอกว่าทรัพยากรมนุษย์ถือเป็นแอสเซต (Asset) หรือเป็นทรัพยากรที่สำคัญที่สุดเพื่อที่ให้ องค์กรหรือหน่วยงานบรรลุเป้าหมาย ดังนั้นปัจจัยที่สำคัญที่สุดที่ทำให้บุคลากรภาครัฐ เป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพและมีศักยภาพสูงก็คือการวางแผนกำลังคนนั่นเองครับ ภาครัฐต้องมี การวางแผนกำลังคนหรือวางแผนทรัพยากรมนุษย์นั้นเนื่องจากปัจจัยดังนี้ครับ

ปัจจัยแรก คือการขยายตัวหรือการลดขนาดขององค์กร ยกตัวอย่าง ที่เกิดอิมแพกต์ (Impact) แรง ๆ ก็คือในเรื่องของการที่เรากำลังจะควบรวมเทศบาลเล็ก ๆ เป็นเทศบาลใหญ่ กำลังจะยุบ อบต. เปลี่ยนเป็นเทศบาลอย่างนี้เป็นต้นนะครับ ตรงนี้ถือว่า มีการลดและมีการขยายขนาดขององค์กร ดังนั้นการวางแผนทรัพยากรบุคคลจึงเป็น เรื่องที่สำคัญในภาครัฐ

ประการที่ ๒ คือมีการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ปัจจุบันนี้หน่วยงานราชการ คงจะทำงานเหมือนเดิมไม่ได้ คงต้องใช้เทคโนโลยีในการทำงาน เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ทางเทคโนโลยีก็มีผลกระทบอยู่ ๒ อย่าง อย่างแรกก็คือว่าเมื่อนำเทคโนโลยีเข้ามาจะต้อง ลดปริมาณคนลงเป็นจำนวนมากก็ต้องมีการวางแผนกำลังคน หรือเมื่อเทคโนโลยีเข้ามา ก็ต้องมีการพัฒนาบุคลากรหรือจัดหาบุคลากรที่สามารถใช้งานกับเทคโนโลยีนั้นได้ ก็จะต้อง มีการวางแผนกำลังคนเช่นเดียวกันครับ

ประการที่ ๓ ความก้าวหน้าทางด้านวิชาการ เมื่อมีความก้าวหน้าด้านวิชาการ มากขึ้น ก็ต้องใช้บุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญทางด้านวิชาการ ก็จะต้องมีการวางแผน บุคลากรเหมือนกันว่าจะใช้คนเก่าฝึกอบรมขึ้นมาหรือจะต้องรีครูต (Recruit) หรือว่าสรรหา คนใหม่เข้ามาทำหน้าที่นั้น

ประการที่ ๔ ก็คือคุณภาพของบุคลากรที่มีอยู่ในองค์กรว่ามีความพร้อม ในการเปลี่ยนแปลงต่าง ๆ ที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่หรือไม่ ไม่ว่าทางด้านเทคโนโลยี หรือทางด้านสภาพแวดล้อมต่าง ๆ หรือความคาดหวังของประชาชน

ประการที่ ๕ การเกษียณ การเลื่อนตำแหน่ง การโยกย้ายของบุคลากร ก็มีผลกระทบต่อการจัดหาหรือการสรรหาบุคลากรใหม่จึงต้องมีการวางแผน

ประการที่ ๖ คืออัตราเข้าออกของบุคลากรเพื่อจะได้วางแผนได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทางด้านเทคโนโลยีจะมีบุคลากรภาครัฐลาออก ไปทำงานเอกชนเป็นจำนวนมาก อย่างนี้ก็ต้องมีการวางแผนด้วยเช่นเดียวกันครับ

ด้วยเหตุผลดังกล่าว ผมจึงเห็นด้วยและสนับสนุนข้อเสนอของอนุกรรมาธิการ เต็มร้อยนะครับ แต่ผมมีข้อเสนอแนะเพื่อที่ให้บังเกิดผลเป็นรูปธรรมและดียิ่งขึ้นนะครับ

การวางแผนทรัพยากรมนุษย์มีลักษณะสำคัญอยู่ ๔ ประการ ดังนี้นะครับ

ประการที่ ๑ เป็นกระบวนการที่ต้องทำอย่างต่อเนื่องครับ โดยต้องเก็บข้อมูล ศึกษา วิเคราะห์ และกำหนดแนวทางปฏิบัติ การตรวจสอบ การปรับปรุง และการเปลี่ยนแปลง แผนดำเนินการให้เหมาะสมตลอดเวลา ไม่ใช่ว่าทำเพียงแค่ครั้งเดียวและจบนะครับ

ประการที่ ๒ จะต้องมีการคาดการณ์ถึงอนาคต และการคาดการณ์นั้น ต้องมีความแม่นยำนะครับ

ประการที่ ๓ ต้องมีวิธีการปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมในแต่ละด้าน

ประการที่ ๔ ต้องมีความสมดุลของบุคลากร ก็คือว่าไม่เกิดภาวะบุคลากร ล้นงานหรือเกิดภาวะขาดแคลนบุคลากร

ทีนี้ปัจจัยที่ควรคำนึงถึงในการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ ก็มีอยู่ ๖ ปัจจัยนะครับ

ปัจจัยแรก ปัจจัยทางด้านนโยบายขององค์กร ก็คือในเรื่องของการกำหนด ทิศทางขององค์กรและวิสัยทัศน์ขององค์กรนะครับ ตอนนี้เรามียุทธศาสตร์ชาติ ๒๐ ปีแล้ว และถือว่าเรามีทิศทางขององค์กรแล้ว แต่เรายังไม่ได้กำหนดการวางแผนบุคลากรขององค์กรครับ

ปัจจัยที่ ๒ ปัจจัยทางด้านโครงสร้างขององค์กร ก็คือว่าในอดีตที่ผ่านมานั้น การทำงานราชการแบบยุคดั้งเดิมจะมีสายการบังคับบัญชา เมื่อมีสายการบังคับบัญชา ก็จะทำให้องค์กรนั้นเทอะทะ ในอดีตนั้นมีสายการบังคับบัญชามาก เพราะว่าหลักสแพน ออฟ คอนโทรล (Span of Control) แต่ปัจจุบันนี้หลักนั้นต้องคิดใหม่แล้วครับ ทุกวันนี้ มีเทคโนโลยีสารสนเทศ มีระบบออนไลน์ (Online) ในการทำงาน ดังนั้นสแพน ออฟ คอนโทรล (Span of Control) หรือว่าขอบข่ายที่หัวหน้า ๑ คนจะมีลูกน้อง กำกับดูแลงานของลูกน้องนั้น สามารถดูแลได้มากคนมากกว่าเดิม เพราะฉะนั้นการจัดสายการบังคับบัญชาเดิมคงจะ ไม่เหมาะสม คงจะต้องมีการปรับปรุงองค์กร เมื่อมีการปรับปรุงองค์กร แน่นอนครับ ก็จะต้องมีการวางแผนกำลังคน เพราะบางส่วนคนอาจจะเกิน บางส่วนคนอาจจะขาด

ปัจจัยที่ ๓ คือปัจจัยทางด้านวัฒนธรรมขององค์กร บางองค์กรนั้นมีวัฒนธรรม ที่แตกต่างกัน มีวัฒนธรรมที่สายการทำงานเป็นทีมหรือมีวัฒนธรรมที่จำเป็นต้อง มีการบังคับบัญชา เช่น ของทหาร ของตำรวจ ก็จะต้องมีสายการบังคับบัญชา หรือของสายวิชาการ หรือสายผู้เชี่ยวชาญ หรือสายครูอาจารย์ ก็เป็นลักษณะของการทำงานเป็นทีม หรือว่า ลักษณะของการฐานกว้างผู้บังคับบัญชาน้อย เพราะฉะนั้นก็ต้องให้สอดคล้องกับคัลเจอร์ (Culture) วัฒนธรรมขององค์กรครับ

ปัจจัยที่ ๔ ปัจจัยด้านบุคลากรในองค์กรครับ ต้องพิจารณาโดยรวมว่าบุคลากร ในองค์กรนั้นมีอัตราส่วนของอายุ อัตราส่วนของคนที่จะเกษียณนั้นเท่าไร เพื่อจะได้จัดให้ เหมาะสมครับ

ปัจจัยที่ ๕ ปัจจัยด้านลักษณะงานครับ ต้องพิจารณาถึงลักษณะงานว่า จะต้องใช้บุคลากรที่มีคุณสมบัติอย่างไร

ปัจจัยที่ ๖ ปัจจัยเรื่องสิ่งแวดล้อมครับ ต้องพิจารณาสิ่งแวดล้อมทั้งภายใน ภายนอกองค์กร และคำนึงถึงสังคมหรือชุมชนที่เป็นบริบทนั้นด้วยครับ

อันนั้นคือ ๖ ปัจจัยต้องคำนึงถึงครับ ทีนี้มาดูว่าขั้นตอนในการวางแผน ทรัพยากรมนุษย์นั้น ผมขอแบ่งเป็นง่าย ๆ สั้น ๆ คือ ๓ ขั้นตอนนะครับ

ขั้นตอนแรกก็คือขั้นตอนการพยากรณ์กำลังคนที่ต้องการในอนาคตโดยดู จาก ๖ ข้อที่กล่าวไปแล้วเมื่อข้างต้นว่าปัจจัยทางด้านองค์กร โครงสร้างหรือวัฒนธรรมองค์กร เมื่อวิเคราะห์เสร็จเรียบร้อยแล้ว เราก็วิเคราะห์ว่าความต้องการคนในอนาคตนั้นต้องการ เท่าไรในลักษณะอย่างไร ซึ่งมีการพยากรณ์เชิงปริมาณก็คือการวิเคราะห์ปริมาณงาน การวิเคราะห์กำลังคน การวิเคราะห์ปริมาณงานก็คือการคาดคะเนปริมาณงานที่จะต้องทำ ในอนาคต การวิเคราะห์กำลังคนก็คือวิเคราะห์ว่าบุคลากรที่มีอยู่เพียงพอหรือไม่ครับ

ประการที่ ๒ ที่ต้องมีวิเคราะห์คือวิเคราะห์เชิงคุณภาพ ก็จะต้องวิเคราะห์ ในลักษณะงานใหม่นะครับ และคุณสมบัติของผู้ที่จะมาทำงานนั้นทั้ง ๒ อันนี้จะต้อง ดำเนินการอย่างถูกต้องเหมาะสมจึงจะบังเกิดผลสำเร็จได้ และในขั้นตอนที่ ๒ ของการวางแผนกำลังคนก็คือสำรวจกำลังคนที่มีอยู่ในปัจจุบัน ก็ต้องสำรวจนะครับ ที่จริงเมื่อสักครู่นี้ท่านสมาชิกได้อภิปรายว่าต้องสำรวจคอมพีเทนซี (Competency) ด้วย เพื่อสำรวจศักยภาพปัจจุบันว่าข้าราชการปัจจุบันนั้นทำงานเต็มศักยภาพหรือยัง ถ้ายังไม่เต็ม ทำอย่างไรถึงจะเต็มศักยภาพ และถ้าทำงานเต็มศักยภาพแล้วปริมาณคนจะลดลงเท่าไร ประการที่ ๒ ก็ต้องสำรวจว่าคนในปัจจุบันที่มีอยู่นั้นสามารถรองรับเทคโนโลยีใหม่ หรือลักษณะงานใหม่ได้หรือไม่ ก็ต้องสำรวจครับ เมื่อสำรวจเสร็จแล้วขั้นตอนที่ ๓ ทำการเปรียบเทียบกำลังคนที่มีอยู่ในปัจจุบันกับความต้องการในอนาคตว่าจะต้องการ คนจำนวนเท่าไร และจะต้องสรรหาจากภายใน หรือพัฒนาจากบุคลากรภายในขึ้นมา หรือว่าจะต้องหาบุคคลใหม่เข้ามาแทน อันนั้นเป็นขั้นตอนครับ จากเหตุผลที่กล่าวมาแล้ว ทั้งหมด ผมจึงขอนำเสนอหรือเสนอแนะท่านกรรมาธิการเพิ่มเติมใน ๒ ประเด็น

ประเด็นแรก ในหน่วยงานที่รับผิดชอบที่ท่านบอกว่า ก.พ. เป็นหน่วยงาน ที่รับผิดชอบนั้น ผมขออนุญาตนำเสนอว่าให้ทุกส่วนราชการนี้เป็นหน่วยงานที่รับผิดชอบ และมีพี่เลี้ยงประกอบด้วยหน่วยงาน ดังนี้

๑. สภาพัฒน์หรือสำนักงานคณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคม แห่งชาติ เพราะว่าจะเป็นผู้ให้คำแนะนำในเรื่องการกำหนดทิศทางและภารกิจของภาครัฐได้ แล้วก็ทิศทางของประเทศนะครับ

หน่วยงานที่ ๒ คือ ก.พ.ร. สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เพราะจะสามารถช่วยประเมินผลการปฏิบัติงาน รวมทั้งตัวชี้วัดของหน่วยงานภาครัฐต่าง ๆ ได้ครับ

หน่วยงานที่ ๓ คือสำนักงาน ก.พ. หรือสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการ พลเรือน ก็สามารถเป็นพี่เลี้ยงช่วยในเรื่องการบริหารงานบุคคลในภาพรวมได้

หน่วยงานที่ ๔ คือกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม เพื่อให้ คำเสนอแนะในด้านการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการบริหารงานภาครัฐเพื่อจะได้ลดปริมาณคน และเพิ่มประสิทธิภาพงานภาครัฐนั่นเอง

หน่วยงานที่ ๕ คือมหาวิทยาลัยซึ่งจะต้องมาช่วยทั้งในเรื่องของ การทำการวิจัยว่าลักษณะของอนาคตของการทำงานจะเป็นอย่างไร บุคลากรที่จะมารองรับ ควรจะเป็นลักษณะอย่างไร และที่สำคัญก็จะบอกว่าหลักการในการทำเฮชอาร์พี (HRP) หรือฮิวแมน รีซอร์ซ แพลนนิง (Human Resource Planning) หรือการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ ในภาครัฐนั้นจะทำอย่างไร มีหลักการและขั้นตอนอย่างไร แล้วก็มหาวิทยาลัยก็จะต้อง เตรียมบุคลากรที่จะไปเป็นข้าราชการในภาครัฐในอนาคตนั้นอย่างไรจึงจะตรงกับที่ภาครัฐ ต้องการ

หน่วยงานที่ ๖ ก็คือสถาบันพัฒนาบุคลากรของทุกส่วนราชการซึ่งทำหน้าที่ ๒ ส่วน ส่วนแรกคือเพิ่มศักยภาพของคนที่มีอยู่เดิมหรือเพิ่มคอมพีเทนซี (Competency) ของคนที่มีอยู่เดิมให้สูงขึ้น ประการที่ ๒ เมื่อมีบุคลากรใหม่เข้ามาก็จะต้องพัฒนาบุคลากรใหม่ ให้รองรับกับลักษณะงานใหม่ได้

หน่วยงานที่ ๗ ก็คืออันนี้สำคัญมากนะครับ ผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และประสบความสำเร็จในการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ทั้งในภาครัฐและเอกชนเพื่อมาเป็น พี่เลี้ยง หรือเป็นกรณีตัวอย่างในการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐ ขอเรียนนะครับว่า บริษัทใหญ่ ๆ ขณะนี้ได้ทำการวางแผนทรัพยากรบุคลากรของหน่วยงานนั้นประสบ ความสำเร็จและเป็นแบบอย่างได้ อยากให้ภาคเอกชนเหล่านี้มาเป็นพี่เลี้ยงให้ภาคราชการ จะได้ทำให้งานสำเร็จเป็นรูปธรรมได้ครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่จะขอแนะนำก็คือกำหนดระยะเวลาในการดำเนินการ ตามขั้นตอนการวางแผนทรัพยากรมนุษย์ภาครัฐนี้ให้ชัดเจนครับ เพื่อบังเกิดผลสำเร็จ ในการวางแผนบุคลากรในภาครัฐทั่วประเทศในประเด็นดังนี้นะครับ

อันแรก กำหนดวัน เวลาที่แล้วเสร็จในการพัฒนาทรัพยากรกำลังคน ที่ต้องการในอนาคต

ประการที่ ๒ กำหนดวัน เวลาที่แล้วเสร็จในการสำรวจกำลังคนที่มีอยู่ใน ปัจจุบัน

ประการที่ ๓ กำหนดวัน เวลาที่แล้วเสร็จในการเปรียบเทียบกำลังคนที่มี ปัจจุบันกับความต้องการในอนาคต รวมทั้งแผนดำเนินการด้านกำลังคน เช่น

๓.๑ แผนการพัฒนากำลังคนที่มีอยู่เดิมให้มีสมรรถนะ หรือขีดความสามารถ หรือศักยภาพสูงขึ้น เพื่อชดเชยหรือทดแทนกำลังคนที่ลดลงให้หน่วยงานใช้คนน้อยลง แต่ผลงานมาก หรือว่าเกตสมาร์ต (Get Smart) นั่นเอง และเพื่อรองรับสำนักงานใหม่ ที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม

๓.๒ วางแผนการสรรหาบุคลากรใหม่เพื่อรองรับลักษณะงานใหม่และ ทดแทนบุคลากรเดิมที่จะเกษียณอายุราชการครับ

ผมจึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการเพื่อให้ข้อเสนอในการปฏิรูป บังเกิดผลเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เพื่อให้หน่วยงานราชการไทยมีสมรรถนะสูง และเกตสมาร์ต (Get Smart) อย่างยั่งยืนครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ ต่อไปก็ขอเชิญคณะกรรมาธิการ ท่านประธานกรรมาธิการ และคณะตอบ เรียนเชิญค่ะ

พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ เพื่อประหยัดเวลานะครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน คนเดียวนะครับ ประการที่ ๑ ต้องขอบคุณทุกท่าน ท่านประธาน ท่านสมาชิกทุกท่านนะครับ ที่กรุณาให้ข้อแนะนำที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แม้ว่าเรื่องนี้อนุกรรมาธิการซึ่งประกอบด้วย ทั้ง ก.พ. ก.พ.ร. ร่วมเป็นอนุกรรมาธิการด้วย และมีภาคเอกชน แล้วมีอาจารย์ ทางจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยด้วยเข้าร่วมเป็นอนุกรรมาธิการ แล้วเอาเข้ากรรมาธิการเอง ๔-๕ ครั้ง ผมย้ำว่า ๔-๕ ครั้ง แต่ก็ยังไม่สมบูรณ์พอ ฉะนั้นข้อมูลของท่านทั้งหลายก็จะเป็นประโยชน์ สิ่งที่อยากจะกราบเรียนนิดหนึ่ง คือมาตรา ๓๑ ประกอบมาตรา ๓๙/๒ ของรัฐธรรมนูญ ฉบับชั่วคราวที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน กำหนดหน้าที่ของ สปท. ว่าให้ศึกษา ศึกษาและจัดทำแนวทาง ฉะนั้นกรุณาอย่าไปสับสนกับเรื่องของวิจัย เราเพียงศึกษา ฉะนั้นตรงนี้ต้องขอทำความเข้าใจ แต่ก็เข้าใจเจตนาของท่านนะครับว่าอยากให้รายงานนี้สมบูรณ์มากที่สุด แต่เราก็ต้องดูว่า ขอบเขตของเรามีแค่ไหน ต่อไปนะครับ สั้น ๆ นะครับ หัวข้อเขียนไว้ว่าเชิงยุทธศาสตร์ ท่านคงทราบนะครับ มันมีทั้งเชิงนโยบาย เชิงยุทธศาสตร์ เชิงบริหาร แล้วก็เชิงปฏิบัติการ แต่ของเราเชิงยุทธศาสตร์ ผมไม่ต้องอธิบายเพิ่มมากกว่านี้นะครับ อย่างไรก็ตามความเห็น ที่เป็นประโยชน์เราจะไปดู เพราะฉะนั้นหลักการของกรรมาธิการนั้นเป็นหลักการของสภาด้วย ก็คือว่าธรรมเนียมปฏิบัติเราให้แปรญัตติใน ๓ วัน หลังจากที่ผ่านสภา สมมุติว่าผ่านนะครับ ฉะนั้นถ้าท่านมีคำแนะนำเพิ่มเติมเราน้อมรับ แล้วก็พรุ่งนี้เรานัดประชุมเวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา เพื่อพิจารณาข้อแนะนำของท่าน ผมก็เชื่อว่าท่านก็ต้อง เราเคารพความเห็นของท่าน แต่ท่าน ก็ต้องเคารพความเห็นของกรรมาธิการด้วยเช่นกัน ถ้าท่านเสนอมาแล้วกรรมาธิการเห็นว่า เรื่องนี้สอดคล้องควรจะแก้ตามเราก็จะแก้ตาม แต่ถ้ากรรมาธิการยืนก็ต้องขออนุญาต เป็นอย่างนั้น เพราะเป็นทางปฏิบัติอย่างนี้มาตลอด แล้วก็หลายเรื่องที่ท่านสมาชิก ให้ความเห็นไปทุกเรื่อง ผมยืนยันทุกเรื่อง เราไปทำตารางเปรียบเทียบแต่ละท่านพูดว่า อย่างไร แล้วเราเห็นอย่างไร ที่จริงก็ไม่อยากพูด มีอยู่ครั้งหนึ่งอนุกรรมาธิการเห็นว่าเรื่องนี้ ไม่เป็นอะไร ไม่ต้องก็ได้ บอกไม่ได้ ผมรับปาก ผมขึ้นมายืน รับปากในที่ประชุมว่าเราจะรับมา พิจารณาก็จะต้องพิจารณา ส่วนจะเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนั่นอีกประการหนึ่ง นี่คือข้อจริง ไม่ใช่ข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตามขอบพระคุณอย่างสูงนะครับที่ทุกท่านให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ แล้วทุกท่านเห็นความสำคัญของเรื่องนี้ เราจะเอาข้อแนะนำ ข้อสังเกตของทุกท่าน ไปประกอบการพิจารณาทำรายงานให้สมบูรณ์มากที่สุดเท่าที่จะสามารถทำได้ ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันส่งสัญญาณไฟลงมติไปเมื่อประมาณ ๓ นาทีนี้เองนะคะ คงจะต้องคอยสักครู่หนึ่ง รอให้สมาชิกเข้ามาก่อนนะคะ ถ้าทราบว่าสมาชิกประชุมห้องไหน เจ้าหน้าที่กรุณาโทรตามด้วยนะคะ เพราะว่าท่านประธานตอบสั้น ๆ ค่ะ เรียนเชิญท่านนิกรค่ะ

นายนิกร จำนง

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมคาดว่าจะได้คำตอบ ในรายละเอียดบ้าง แต่ไม่เป็นอะไรครับ เพราะว่าจะไม่ได้มีการออกไปอภิปราย ผมมีประเด็น สำคัญอยู่ประเด็นหนึ่งที่ผมได้อภิปรายไว้แล้ว แต่ที่จริงอยากจะฟังคำตอบ ผมก็ย้ำแล้วกันนะครับ ระหว่างรอ ยังพอมีเวลา คือมีเหตุการณ์ที่สำคัญสำหรับประเทศเรา รอยแยกระหว่าง การจัดการเรื่องกำลังคน ท่านประธานคงจำได้ว่าสมัยก่อนเรามีเวียง วัง คลัง นา เป็นหน่วย สำคัญ เวียง วัง คลัง นา และต่อมากรมนาได้กลายมาเป็นกรมการข้าว เป็นกรมนา และสุดท้ายให้ถูกยุบเลิกไป และต่อจากนั้นมาระยะหนึ่งเมื่อไม่กี่ปีนี้เองตามพระราชเสาวนีย์ ของสมเด็จพระนางเจ้าฯ เราเอากรมการข้าวกลับมา เหมือนกรมหม่อนไหมเหมือนกัน พอเอากลับมาสิ่งสำคัญก็คือว่าเดิมงานข้าวไปอยู่ที่กรมส่งเสริมการเกษตร กระทรวงเกษตร และสหกรณ์แล้วไปอยู่ในหลายหน่วย พอเอากลับมาปั๊บทุกคนก็ทิ้งความสำคัญเรื่องข้าว ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่มากของประเทศนี้ ซึ่งเดิมอยู่ในจตุสดมภ์ ก็คือ เวียง วัง คลัง นา ปรากฏว่า มาอยู่เป็นกรม แต่การพิจารณาเรื่องกำลังคนของกรมการข้าวที่ต้องแบกภาระข้าวทั้งประเทศไว้ มหาศาลมาก แต่ปรากฏว่าการเติบโตไม่ว่าเชิงงบประมาณหรือเชิงบุคลากร เราอยากจะมี ข้าวในจังหวัดที่ปลูกข้าวเยอะ ทำไม่ได้เลย จนถึงบัดนี้ที่ต้องดูแลเรื่องข้าวที่เป็นปัญหาใหญ่ ของชาติทำไม่ได้ ตรงนี้เป็นกรณีพิเศษในการตั้งหน่วยราชการขึ้นมาใหม่ แต่ว่าการคิดในการ จัดการเรื่องข้าราชการคิดแบบตามกรอบ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ในอนาคตถ้ามีนโยบายอะไร ใหม่ ๆ สิ่งเหล่านี้สามารถที่จะเหมือนซีโรเบส (Zero based) กันได้ ตั้งกันใหม่เลย ไม่ต้อง ยึดถือเพราะว่าจะเอาตามกรอบเดิมไม่ได้ ไม่อย่างนั้นสิ่งใหม่ ๆ ในอนาคตจะเกิดไม่ได้ ผมก็แค่ได้อภิปรายเรื่องนี้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องใหม่ ๆ ที่จะเกิดขึ้นต้องพิจารณาเป็นกรณี ๆ ไป คิดว่าท่านคงจะรับไปบ้าง อย่างเรื่องแบบนี้สำคัญมาก ๆ แต่มันถูกทับโดยเชิงนโยบาย คือมันเป็นมุมกลับ ก็กราบเรียนเรคคอร์ด (Record) ไว้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ขอรับไว้ครับ กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

และฝากท่านเลขาธิการ ก.พ. ด้วยนะคะเรื่องนี้ เพราะดิฉันเห็นด้วยว่ากรมการข้าว เป็นกรมที่มีความสำคัญอย่างยิ่งยวดต่อประเทศไทย และยังเป็นกรมขนาดไม่ใหญ่มากอยู่ค่ะ สมาชิกมาพร้อมหรือยังคะ ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนค่ะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ยังมีสมาชิกทยอยมา เจ้าหน้าที่อย่าเพิ่งปิดระบบนะคะ เรียบร้อยแล้วนะคะ เชิญค่ะ ใช้ขานชื่อได้ค่ะ บัตรมีปัญหาใช่ไหมคะ ให้เจ้าหน้าที่ดูให้ ท่านกษิดิ์เดชธนทัต

นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด

กษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด ลำดับที่ ๐๐๕ ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เรียบร้อยไหมคะ เรียบร้อยนะคะท่านกษิดิ์เดชธนทัต ๑ ท่านค่ะ เดี๋ยวเราบวก ๑ ตอนแสดงผล เชิญเจ้าหน้าที่แสดงผลด้วยค่ะ จำนวนขึ้นมา ๑๕๙ ท่าน เป็น ๑๖๐ ท่านนะคะ ครบองค์ประชุมค่ะ

ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นชอบกับรายงานเรื่องการวางแผน กำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์หรือไม่

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะคะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เชิญท่านขานเลยค่ะ

นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด

กษิดิ์เดชธนทัต อันดับที่ ๐๐๕ เห็นชอบครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง 🔗

เห็นชอบนะคะ เจ้าหน้าที่ปิดการลงคะแนนนะคะ และขอผลการลงคะแนนค่ะ ผลการลงคะแนน ผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๒ ท่าน ก็เป็น ๑๖๓ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๑ ท่าน ก็เป็น ๑๕๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน

ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การวางแผนกำลังคนภาครัฐ เชิงยุทธศาสตร์แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณารายงานเรื่องการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์แล้วนะคะ

ต่อไปเป็นการพิจารณารายงานเรื่องแนวทางการกำหนดมาตรฐานทาง จริยธรรมและการบังคับใช้ในกระบวนการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานภาครัฐ และร่างพระราชบัญญัติจำนวน ๒ ฉบับ

๑. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ....

๒. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพราะสมาชิกหลายท่านเมื่อเห็นชื่อเรื่องแล้วคงเข้าใจคล้ายกับผม คือน่าจะเป็นเรื่องของคน หรือการบริหารงานบุคคลของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมาตรฐานจริยธรรมที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐพึงปฏิบัติ ซึ่งระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมา การบริหารงานบุคคลมีปัญหาสำคัญ หลายประการไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน การขาดคุณธรรม ความโปร่งใส ในการปฏิบัติงาน การมีกรอบปฏิบัติด้านวินัยเรื่องเดียวซึ่งอาจไม่เพียงพอในการป้องปราม สิ่งที่เกิดขึ้นได้ ประกอบกับประเทศไทยมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น ซึ่งบัญญัติ เรื่องจริยธรรมไว้ชัดเจน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คณะกรรมาธิการต้องศึกษาเพื่อต่อยอด ให้เป็นมรรคเป็นผลต่อไป ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญใหม่ ตามแผนและขั้นตอน การปฏิรูปประเทศต่อไป สำหรับรายละเอียดการนำเสนอนี้จะประกอบด้วยเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) รวม ๖ ข้อและเอกสารรายงานของเรื่องที่ได้มอบให้ท่านสมาชิกสภาทุกท่านแล้ว ตามหลักการและเหตุผลหรือที่มาของการศึกษาเรื่องนี้ ซึ่งหลักการสำคัญคือการบัญญัติไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนการบริหารงานบุคคล ให้มีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมและการบังคับใช้ในกระบวนการบริหารงานบุคคล ของหน่วยงานของรัฐไว้ อย่างไรก็ดีเรื่องนี้มีที่มาหรือปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งจะต้องแก้ไข ดังที่กระผมได้กราบเรียนแล้วในเบื้องต้น ซึ่งคงต้องย้อนหลังไปถึงเมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ ซึ่งกำหนดให้มี มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้นของแต่ละหน่วยงาน รวมทั้งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ เป็นเจ้าภาพหลักเกี่ยวกับเรื่องนี้ตลอดถึงการกำหนดกลไกและระบบการดำเนินการไว้ อย่างครบถ้วน จากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ดังกล่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างน้อย ๔ หน่วยงาน ได้แก่ รัฐบาลได้กำหนดเป็นนโยบายชัดเจนเช่นการกำหนดค่านิยม ๑๒ ประการ ผู้ตรวจการแผ่นดินกำหนดค่านิยมหลักของมาตรฐานทางจริยธรรม ๙ ข้อ หน่วยงานกลางการบริหารงานบุคคลจัดทำประมวลจริยธรรมของหน่วยงาน และส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐองค์กรอื่น ๆ ได้พยายามส่งเสริมสนับสนุนเพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมของคนในชาติ เมื่อหันมาพิจารณาการพัฒนาด้านคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก ๓ ประการ คือ องค์ความรู้ ความรู้สึกตระหนัก และความประพฤติ และการกระทำ จากรายงานจะพบว่าสำหรับ ๒ องค์ประกอบแรกได้มีการส่งเสริมกัน โดยทั่วไป แต่ในส่วนที่ ๓ ได้แก่ความประพฤติ การกระทำ จะนำจริยธรรมไปใช้ประพฤติ ปฏิบัติในการทำงานยังประสบปัญหาอยู่มาก รวมทั้งไม่มีกลไกและสภาพบังคับเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวไปใช้ประกอบในการใช้ดุลยพินิจ ในกระบวนการบริหารงานบุคคลที่มีอยู่ และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นหลักสำคัญ ในการศึกษาและนำเสนอคณะกรรมาธิการที่เสนอให้มีการปฏิรูปในครั้งนี้ กระผมขอกราบเรียน ถึงตอนนี้คิดว่าท่านสมาชิกทั้งหลายคงจะทราบถึงความเป็นมาในอดีต ด้วยผลในอดีตดังกล่าว เมื่อมาพิจารณาถึงร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... ที่ผ่านประชามติแล้วจึงได้ บัญญัติให้ความสำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับการใช้จริยธรรม เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลและสิ่งที่กำหนดไว้ในแผนและขั้นตอน การปฏิรูปประเทศ ๕ ปีต่อไป ทั้งนี้หลักการเกี่ยวกับจริยธรรมตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีความแตกต่างจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไว้หลายประการ ซึ่งจะขอยกกล่าวไว้ ในที่นี้เฉพาะประเด็นสำคัญ ๒ ประการ คือ

ประการแรก มีการแยกในการใช้จริยธรรมสำหรับองค์กรและบุคคล ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ กล่าวคือกลุ่มแรก ตามมาตรา ๗๖ บัญญัติไว้สำหรับหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเป็นหลักในการบริหารงานบุคคลซึ่งเป็นประเด็นหลักในการเสนอ รายงานนี้ ส่วนกลุ่มที่ ๒ ตามมาตรา ๒๑๙ ซึ่งประกอบไปด้วยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ตลอดถึงคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา หลักการนี้ ซึ่งมีความแตกต่างจากที่กำหนดไว้เดิมที่ให้ใช้ทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ประเด็นที่ ๒ ผู้เป็นเจ้าภาพเกี่ยวกับเรื่องนี้สำหรับตามมาตรา ๗๖ กำหนดให้ รัฐเป็นผู้จัดดำเนินการ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้เสนอให้มีคณะกรรมาธิการกลางในการจัดทำ มาตรฐานจริยธรรมขึ้น ส่วนมาตรา ๒๑๙ ผู้จัดทำมาตรฐานจริยธรรมได้แก่ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระซึ่งแตกต่างกัน โดยต้องรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย จะเห็นว่ามาตรา ๒๑๙ นั้นแตกต่างกัน ซึ่งแตกต่าง จากเดิมที่กำหนดให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นเจ้าภาพ และส่วนราชการแต่ละแห่งจัดทำ ประมวลจริยธรรมของหน่วยงาน นอกจากนั้นยังมีประเด็นย่อย ๆ อีกหลายประการเกี่ยวกับ มาตรฐานทางจริยธรรมและประมวลจริยธรรมของหน่วยงานซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้ ประเด็นหนึ่ง ที่กระผมคิดว่าบางท่านอาจมีข้อสงสัยซึ่งกระผมใคร่ขอกราบเรียนเสียเลยได้แก่รายงานฉบับนี้ จะซ้ำซ้อนกับรายงานของกรรมาธิการชุดอื่นที่เคยเสนอที่ประชุมสภาเพื่อพิจารณาไป ก่อนหน้านี้หรือไม่ จากข้อเท็จจริงแล้วคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และเห็นว่าไม่มีความซ้ำซ้อนกันทั้งในแง่ของที่มาของรายงาน หลักการและเหตุผล มาตรการต่าง ๆ เจตนารมณ์และกลุ่มบุคคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ในการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการธรรมาภิบาลที่ผ่านมายังได้ประสานงานกับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา และคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งเชิญกรรมาธิการบางท่านมาร่วมประชุมหารือกันจนได้ข้อยุติ และผลงานจะช่วย เป็นหลักและเสริมซึ่งกันและกันให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งรายละเอียดจะปรากฏในเอกสารรายงานแล้ว ดังที่กระผมได้กราบเรียนมานี้จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้ศึกษาและเสนอรายงานนี้ด้วยเหตุผล สำคัญโดยสรุป ๓ ประการ คือ

ประการแรก การบริหารงานบุคคลหน่วยงานของรัฐ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง มีจริยธรรมกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลาย

ประการที่ ๒ การศึกษาบทเรียนที่ผ่านมาจากที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

ประการที่ ๓ คือการที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้กำหนดให้รัฐพึงจัดทำมาตรฐาน จริยธรรมและประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๗๖ และการดำเนินการ ให้สอดคล้องตามแผนและขั้นตอนการปฏิรูปตามมาตรา ๒๕๘ ข (๔)

ลำดับต่อไปผมขออนุญาตท่านประธานสภา เรียนเชิญ พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ ในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการได้นำเสนอเกี่ยวกับสาระสำคัญในรายละเอียด และร่างกฎหมายต่อไปครับ ขออนุญาตครับ

เชิญท่าน พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ ค่ะ

พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ กรรมาธิการ 🔗

เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาครับ ในเรื่องนี้ได้ทำการศึกษาโดยการเปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ระเบียบข้าราชการทุกฉบับเลย รวมทั้งประมวลจริยธรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีด้วยกัน เป็นจำนวนมาก เชื่อว่าครอบคลุมถึงทุกหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และได้ดู รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเริ่มให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมา แล้วก็มีการปรับปรุง แก้ไขให้มีกลไกการขับเคลื่อน ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ จนกระทั่งมาถึงในปัจจุบันซึ่งเป็น ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นะครับ โดยได้ศึกษาถึงกลไก สภาพบังคับ การนำไปใช้ในการบริหารงานบุคคล ขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งในการสรรหาบุคคลเข้ามารับราชการ การทดลองงาน การเลื่อนเงินเดือน การแต่งตั้ง รวมทั้งการออกจากราชการ ทั้งระบบของการบริหารงานบุคคล ในเบื้องต้นก่อนนะครับ จากการศึกษา ดูสภาพปัญหาที่ผ่านมาในช่วง ๑๐ ปี โดยยึดแนวทางตามที่รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น มาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ กำหนดสาระสำคัญเป็นหลักเอาไว้ซึ่งจะเป็นแนวทางในการศึกษาครั้งนี้อยู่ด้วยกัน ๕ เรื่อง

เรื่องแรก ให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเป็นไปปรากฏ อยู่ในประมวลจริยธรรมของหน่วยงานแต่ละแห่ง

ประการที่ ๒ ให้มีกลไกและระบบ เพื่อให้มีการบังคับใช้จริยธรรมดังกล่าว ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่ ๓ ถ้าฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าเป็นความผิดวินัย

ประการที่ ๔ การสรรหา การแต่งตั้ง การโยกย้าย การเลื่อนเงินเดือน การลงโทษให้คำนึงถึงมาตรฐานทางจริยธรรม

สุดท้ายก็ได้กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้เสนอแนะ และให้คำแนะนำ หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ในการจัดทำประมวลจริยธรรมครับ

อันนี้เป็นหลักสำคัญที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ ทีนี้ถ้าดู ตามที่รัฐธรรมนูญดังกล่าวกำหนดไว้นะครับ จากเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ก็ปรากฏว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้กำหนดค่านิยมหลักเอาไว้ ๙ ประการด้วยกัน เป็นมาตรฐาน ทางจริยธรรมเอาไว้ในประมวลจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของทุก ๆ หน่วยงาน จะมีมาตรฐาน ทางจริยธรรมปรากฏอยู่ หรือมีค่านิยมหลัก ๙ ประการอยู่ ในขณะเดียวกันวินัยของ ข้าราชการทั้งประเทศนี้ได้รับการพัฒนามาค่อนข้างมากครับ ปัจจุบันนี้ทุกส่วนราชการ ได้พัฒนาวินัยออกเป็น ๒ ส่วน วินัยในส่วนที่ห้ามกระทำ เป็นวินัยจริง ๆ แท้ ๆ ตั้งแต่ สมัยดั้งเดิมผ่านมา และตอนหลังได้มีวินัยในทางสร้างเสริม วินัยที่ให้กระทำ ตัวอย่างเช่น ซื่อสัตย์สุจริต ถือประโยชน์ของทางส่วนรวม จัดทำสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย บริการประชาชนรวดเร็ว มีอัธยาศัย ไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งจริง ๆ แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นวินัย ในทางเสริมสร้าง ซึ่งก็ปรากฏว่าตรงกับค่านิยมหลัก ๙ ประการ หรือมาตรฐานทางจริยธรรม ที่กำหนดไว้โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน บางเรื่องซ้ำซ้อนกันทั้งโดยตรงและโดยอ้อมนะครับ เนื้อหาจากที่แยกไม่ออกนะครับ และบางครั้งซ้ำซ้อนกันนี่ และเนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนด ไว้ว่าให้ใช้วิธีการถ้าทำผิดหรือฝ่าฝืนจริยธรรมให้ดำเนินการทางวินัย ก็ปรากฏว่ามาตรการ ในทางวินัยให้มีการรายงานผู้บังคับบัญชา มีการสืบสวน มีการสอบสวน มีการตรวจสอบ แล้วก็มีการดำเนินการลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน หรือถ้าถึงขนาดฝ่าฝืน จริยธรรมอย่างร้ายแรงก็ต้องปลดออกหรือไล่ออกตามลำดับไปนะครับ ก็ปรากฏว่า มีการนำผลการดำเนินการทางวินัยไปใช้แทนในเนื้อหาของจริยธรรมในทุก ๆ ขั้นตอน ของการบริหารงานบุคคลครับ โดยถ้ามีการร้องเรียนกล่าวหาถูกลงโทษลงทัณฑ์ทางวินัย ก็จะถือว่าผ่านการพิจารณาองค์ประกอบทางด้านความประพฤติ แล้วก็ผ่านการพิจารณา องค์ประกอบทางด้านจริยธรรมไปด้วย เพราะฉะนั้นในขั้นตอนการบริหารงานบุคคลต่าง ๆ ในการพิจารณาความรู้ความสามารถและความประพฤติ ในส่วนของความประพฤติ หรือมาตรฐานทางจริยธรรมนี่ครับก็จะถือว่าผ่านไปด้วย ก็จะมีการบรรจุ มีการแต่งตั้ง มีการเลื่อนเงินเดือน ก็จะไปในลักษณะเช่นนี้ตามทางปฏิบัติที่ผ่านมาครับ ในส่วนของ ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นนะครับ เนื่องจากแต่เดิมนั้นรับผิดชอบ เสนอแนะ ให้คำแนะนำ ในการจัดทำประมวลจริยธรรมทั้งกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายมีเป็นจำนวนมาก และแตกต่างกันทั้งในด้านเนื้อหาของอำนาจ หน้าที่ ทั้งกลไก สภาพบังคับ รวมทั้งสภาพปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่าง ๆ นะครับ และมีภารกิจ อื่น ๆ อีกจำนวนมากนะครับ ที่ผ่านมาจึงทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นดูแลไม่ทั่วถึงครับ และปัจจุบันนี้ยังมีหน่วยงานบางหน่วยงานค่อนข้างจะหลายร้อยหน่วยงานนะครับที่ยังไม่มี ประมวลจริยธรรมใช้อยู่ และโดยเฉพาะตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็จะไม่มีหน้าที่ตรงส่วนนี้แล้วนะครับ

หน่วยงานต่อมาที่เกี่ยวข้อง ก็คือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา ๗๑/๑๐ ให้ ก.พ.ร. มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับโครงสร้าง ระบบวิธีปฏิบัติราชการ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็บัญญัติรวมถึง มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมรวมอยู่ด้วยนะครับ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหน้าที่ หลัก ๆ ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ซึ่งทำหน้าที่ทางด้านเกี่ยวกับโครงสร้างระบบ วิธีปฏิบัติราชการ ประกอบกับว่าในเรื่องของจริยธรรมนี้มี ก.พ. มีองค์กรกลางต่าง ๆ ดำเนินการอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ก.พ.ร. จึงเน้นบทบาทเฉพาะทางด้านการสร้างเสริม เช่น การสร้างขวัญกำลังใจ เช่นการสร้างธรรมาภิบาลให้ไปใช้ถือปฏิบัติ รวบรวมกับการปฏิบัติ หน้าที่ราชการอื่น ๆ ครับ ไม่ได้เน้นในเรื่องของกลไกหรือการบังคับใช้ หรือสภาพบังคับ ในเรื่องของมาตรฐานทางจริยธรรมครับ พอไปดูในด้านต่อมาก็คือองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล ในที่นี้ก็จะรวมทั้ง ก.พ. ก.ตร. ก.ม. ของอัยการ ของครู ของอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไป ของ กทม. องค์กรกลางต่าง ๆ เหล่านี้ทุกวันนี้ทำหน้าที่ในการสร้างประมวลจริยธรรมให้กับคนในหน่วยงานของตน การสร้างดังกล่าวนี้ไม่มีกฎหมายหรือไม่มีบทบัญญัติรองรับให้ทำหน้าที่นี้แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงบ้างที่ทำกัน เนื่องจากมีหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการ ที่เกี่ยวข้องกับตนประกอบกับทางผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นดีด้วย จึงได้ให้องค์กรกลางต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผู้สร้างประมวลจริยธรรมขึ้นมาใช้บังคับ ก.พ. เองก็ไม่มีกฎหมายรองรับ ในการสร้างประมวลจริยธรรม ในการสร้างกลไก ในการสร้างสภาพบังคับต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากนั้นแล้วรัฐธรรมนูญที่ผมว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ที่บัญญัติขึ้นมา แต่ปรากฏว่า ทางพลเรือนนั้นได้มีการแก้ไขกฎหมายครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ในนั้นสร้างหมวดเพิ่มเติม ขึ้นมาหมวดหนึ่งว่าด้วยหมวดที่ว่าด้วยจรรยาควบคู่อยู่กับหมวดที่ว่าด้วยวินัย แต่หมวดที่ว่า หรือคำพูดที่พูดถึงประมวลจริยธรรมนั้นในนั้นไม่ปรากฏ ก็เข้าไปศึกษาก็ปรากฏว่าคำว่า จริยธรรม คำว่าจรรยา กับคำว่าวินัย มองเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกันหมด เพราะว่าครั้งนั้น เมื่อใส่จรรยาเข้าไปแล้วเขาก็เชื่อว่าครอบคลุมไปหมด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ บอกว่าให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัย เพราะฉะนั้นจึงเกิดสภาพขึ้นมาก็คือว่า เมื่อมีการประพฤติฝ่าฝืนค่านิยมหลัก ๙ ประการ หรือตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดไว้ มาตรการทางวินัยก็เข้ามาใช้แทนแล้วก็ไปจบตรงมาตรการทางวินัยนั่นแหละครับ ไม่ได้เอา ไปใช้ต่อ ก.พ. หรือทาง ก. ต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะสร้างเสริมทางด้านขวัญกำลังใจให้มี การพัฒนาให้มีการอบรมเช่นนี้ต่อเนื่องไปตลอด ส่วนกลไกทางด้านจริยธรรมที่สร้างขึ้นมา อย่างเช่น ตำรวจก็สร้างกองบัญชาการศึกษา สร้างจเรตำรวจให้รับผิดชอบเป็นกลไกผลักดัน ขับเคลื่อนทางด้านจริยธรรม และส่วนทางพลเรือนหรือทางหน่วยงานต่าง ๆ ที่อนุโลม นำกฎหมายพลเรือนไปใช้ก็จะมีคณะกรรมการจริยธรรมประจำส่วนราชการระดับกระทรวง จะมีหน่วยงานคุ้มครองจริยธรรมระดับกรม จะมีคณะกรรมการจริยธรรมจังหวัดอย่างนี้ เป็นต้น หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้จากการสัมมนาพบว่าได้เน้นบทบาททางด้านการส่งเสริม เพียงอย่างเดียว จัดอบรม จัดพัฒนา คัดเลือกข้าราชการดีเด่น แล้วก็ประกาศให้เป็น ที่เปิดเผย แต่การเข้าไปขับเคลื่อนที่จะเป็นกลไกแท้ ๆ ในการผลักดันการดำเนินการ ให้เป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนที่จะลงไปทำ ไม่ได้รับผิดชอบจัดทำกำหนดรายละเอียดและวิธีการในการพิจารณาประเมินผลวัดผลในแต่ละ ขั้นตอนต่าง ๆ ของการบริหารงานบุคคล รวมทั้งไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลของเจ้าหน้าที่ ของรัฐให้เป็นรูปธรรม ไม่ได้นำข้อมูลด้านจริยธรรมของแต่ละบุคคลไปประกอบการพิจารณา ในการบริหารงานบุคคลขั้นตอนต่าง ๆ สุดท้ายแล้วจึงขาดสภาพบังคับในการนำจริยธรรม ไปใช้จริง ๆ ในการบรรจุ การทดลองงาน การเลื่อนเงินเดือน การเลื่อนตำแหน่ง และการให้ ออกจากราชการ และที่สำคัญก็คือไม่มีการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้

พอไปดูในประมวลจริยธรรมเองที่รัฐธรรมนูญบอกว่าให้มีการเขียนข้อบังคับเอาไว้ ก็ปรากฏว่าข้อบังคับนั้นก็เขียนคล้าย ๆ กันนั่นแหละครับ การฝ่าฝืนจริยธรรมให้ถือว่า เป็นการกระทำผิดวินัย อันนี้จะปรากฏอยู่ในประมวลจริยธรรมทุกฉบับเลย แล้วก็จะใช้ มาตรการทางวินัยนั่นแหล่ะครับ วกกลับมาดูในเรื่องการบริหารงานบุคคลต่าง ๆ ว่าจะผ่าน การพิจารณาด้านองค์ประกอบทางด้านความประพฤตินั้น ๆ ไหม จะมีที่เสริมเข้ามาก็จะมี เช่น ถ้าเกิดมีการฝ่าฝืนจริยธรรมให้ส่งตัวไปฝึกอบรม ให้ไปอบรม ให้พัฒนา ให้ไปฟื้นฟู ที่จะมีก็จะตรง ๆ ในลักษณะนี้ แต่ถ้าเกิดว่าส่งตัวไปอบรมแล้ว พัฒนาแล้ว ฟื้นฟูแล้ว กลับมา ยังทำผิดวินัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ซ้ำอีก ตรงนี้ก็ไม่ได้เขียนต่อว่าจะให้ดำเนินการต่อไปอย่างไร แล้วจุดที่จะเชื่อมออกไปที่รัฐธรรมนูญบอกว่าการบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนเงินเดือน ให้คำนึงถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ก็ยังไม่เห็นการคำนึงถึงมาตรฐานจริยธรรมอยู่ใน ประมวลจริยธรรมหรือในทางปฏิบัติที่เป็นจริง

พอศึกษาลึกลงไปในแต่ละขั้นตอนของการบริหารงานบุคคลก็ปรากฏว่า ในแต่ละขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการสรรหาบุคคลเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการทดลองงาน ไม่ว่า จะเป็นเลื่อนเงินเดือน หรือไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง จะมีการเขียนองค์ประกอบนอกจาก ความรู้ความสามารถแล้วก็เขียนทางด้านความประพฤติ ความประพฤติดังกล่าวนี้จริง ๆ แล้วก็ควรจะเอามาตรฐานในทางจริยธรรมไปกำหนดไว้ แต่ปรากฏว่าในด้านความประพฤติแต่ละขั้นตอนก็จะมีวิธีการดูในเรื่องความประพฤติ แตกต่างต่างหาก ไม่ได้เอามาตรฐานจริยธรรมไปกำหนดไว้ในแทบจะทุกขั้นตอนเลยครับ ตัวอย่างเช่นจะบรรจุบุคคลเข้ารับราชการนะครับ จะมีการดูความประพฤติอยู่ ๒ ส่วน

ส่วนแรกดูคุณสมบัติทั่วไปก่อน คุณสมบัติทั่วไปจะเขียนเอาไว้เหมือนกันเกือบหมด ในทุกข้าราชการ ต้องไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี ต้องซื่อสัตย์สุจริต ต้องไม่ถูกจำคุก รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ แต่ส่วนใหญ่ที่สุดแล้วนะครับ ใช้วิธีการตรวจประวัติโดยตรวจไปที่กองทะเบียนประวัติ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ้าผลของประวัติปรากฏว่าไม่ถูกดำเนินการในทางอาญา ไม่ถูกฟ้องต้องหาในคดีอาญาปกติแล้วก็จะถือว่าผ่านเกือบหมด ที่จะเจาะลึกลงไปตรวจสอบ ภูมิหลัง ไปตรวจสอบประวัติถึงที่อยู่ให้สายสืบของตำรวจไปดูบ้าง อันนั้นมันก็ยังไม่มี มาตรฐานที่ชัดเจนแน่นอนเลยครับ แล้วก็แทบเอามาประกอบการพิจารณาไม่ได้ ประกอบกับว่า มีคุณสมบัติ มีกฎหมายเขียนรองรับไปด้วยว่าถ้าบรรจุเข้ามาแล้วปรากฏภายหลังว่า ขาดคุณสมบัติก็สามารถให้ออกได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยทำในลักษณะพอตรวจสอบแล้ว ไม่พบก็เอาเข้ากันมาก่อนนะครับ

ในส่วนที่ ๒ ที่ดูเวลาเอาคนเข้ามานี่ก็คือการสอบแข่งขัน ในการสอบแข่งขันนี่ ก็จะมีรายการสอบ ๓ ภาคด้วยกัน ความรู้ความสามารถก็จะใช้การสอบข้อเขียน แต่พอไปถึง ในตอนสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งคือใช้วิธีการสัมภาษณ์ครับ ถ้าเป็นทางพลเรือน ก็จะสอบ ๒ ภาคนี้เอาไว้ก่อน แล้วพอถึงภาคสัมภาษณ์นี่ก็จะส่งให้แต่ละหน่วยนั้น ไปดำเนินการในอีกส่วนหนึ่ง ของตำรวจก็เช่นกันครับ พอจะสัมภาษณ์แล้วผู้ที่สัมภาษณ์ วิธีการสัมภาษณ์ แบบประเมินในการสัมภาษณ์ขณะนี้กว้าง ๆ ไปหมดนะครับ และยังไม่เป็น มาตรฐาน ขาดมาตรฐานความเที่ยงตรงและการวัดผลไม่เป็นที่แน่นอนครับ แล้วถามว่า ดูอะไร ในนั้นก็เขียนเอาไว้กว้าง ๆ เท่านั้นแหละครับ เช่น เขียนให้ดูท่วงที วาจา อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติ บุคลิกภาพและพฤติกรรม ไม่ได้ยึดลงไปถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ที่รัฐธรรมนูญบอกไว้ว่าให้เอามาดูประกอบโดยคำนึงถึงครับ ขั้นตอนต่อไปพอเราลงไปดู เรื่องการทดลองงานนะครับ ก็เช่นกันครับให้ดูกว้าง ๆ เช่นให้ประเมินความประพฤติ ความมีคุณธรรม จริยธรรม รักษาวินัย เขียนแค่นี่แหละครับ ส่วนจะมีคุณธรรมอย่างไร จริยธรรมอย่างไร ก็อยู่ที่ผู้ที่ประเมินในการทดลองซึ่งก็คือผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับชั้น เท่านั้น และที่ผ่านมาถ้าไม่ถูกดำเนินการทางวินัยนะครับ ไม่ถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้องคดีอาญา ก็จะผ่านเกือบหมดทุกราย อันนี้เป็นระบบของการบรรจุแทบจะทุกส่วนราชการ จะเหมือนกันแทบหมดนะครับ พอไปถึงในเรื่องของการเลื่อนเงินเดือนซึ่งรวมถึง เรื่องการแต่งตั้งด้วยนะครับ ในกฎ ก.ตร. ก็ดี ในกฎ ก.พ. ก.ม. ก.อ. ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ก็กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการไว้ให้ดูความรู้ ความสามารถ แล้วก็ความประพฤติเหมือนกัน นั่นแหละครับ แต่ความประพฤติก็เขียนเอาไว้กว้าง ๆ อย่างเช่นตำรวจเขียนเอาไว้ตรง ๆ ให้ดูความประพฤติ ให้ดูประวัติส่วนตัว แล้วให้ดูความอาวุโส ให้ดูความรู้ ความสามารถ แล้วก็ เขียนแค่นั้น ส่วนความประพฤติจะดูอย่างไร เอามาตรฐานทางจริยธรรมมาดูหรือเปล่า ก็ปล่อยให้ผู้ที่มีอำนาจในการแต่งตั้งนั้นเป็นคนดู จะมีก็มีแต่ทาง ก.พ. นี่แหละครับ ท่านได้ กำหนดวิธีการดูเอาไว้ในสมรรถนะ กำหนดเอาไว้ในสมรรถนะ โดยแยกระดับตำแหน่งที่จะ แต่งตั้งไว้ ๕ ระดับตำแหน่ง ระดับที่ ๑ ให้ดูความสุจริตต้องไม่เลือกปฏิบัติในการทำงาน ระดับที่ ๒ ให้มีสัจจะเชื่อถือได้ อันนี้ก็เน้นไว้ ระดับที่ ๓ ให้ยึดมั่นในหลักการ อันที่ ๔ ให้ดู การยืนหยัดเพื่อความถูกต้องก็หมายความว่าดูทั้ง ๓ เรื่อง ๔ เรื่อง แล้วก็บวกอันนี้เพิ่มระดับ ตามความสูงขึ้นของตำแหน่งนะครับ อันที่ ๔ อุทิศตนเพื่อความยุติธรรม ท่านเขียน เป็นลักษณะของอุดมคติเอาไว้ อุดมการณ์อย่างนี้เขียนเอาไว้โดยเอาความในมาตรฐาน ทางจริยธรรมมาเขียน ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ผมว่ามันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญนะครับ แต่พอจะ ใช้จริงก็ส่งไปให้หน่วยที่ทำการแต่งตั้งใช้ ก็ไม่มีรายละเอียดหรอกครับว่าจะดูอย่างไร มีแบบประเมินก็ยังไม่ชัดเจน แล้วพอไปดูจริง ๆ อย่างอันแรก สุจริตไม่เลือกปฏิบัตินี่ดูอย่างไรครับ ก็ปรากฏว่าก็ดูแต่เพียงว่าสุจริตไหม มีใครร้องเรียนไหม มีใครกล่าวหาไหม ถ้าปรากฏว่า ไม่มีใครร้องเรียน ไม่มีการกล่าวหา ไม่มีเรื่องในทางวินัยอะไรเลยก็ต้องถือว่าเขาสุจริต ก็ผ่านองค์ประกอบด้านนี้แล้ว ในส่วนที่ ๒ ไม่เลือกปฏิบัติ ก็ไม่มีใครมาร้องเลยว่าประชาชน ที่มาติดต่อก็ไม่ได้ร้องเรียนอะไรเลยก็ต้องถือว่าผ่านกรณีที่ไม่เลือกปฏิบัติไปอีกนะครับ ตรงนี้ครับคือสภาพปัญหาทั้งหมดนะครับ

โดยสรุปใช้แนวทางพิจารณาแบบเดียวกับขั้นตอนอื่น ๆ คือมีการร้องเรียน กล่าวหา ผลการดำเนินการทางวินัยเป็นอย่างไร มีการถูกฟ้องต้องหาคดีอาญาหรือไม่ ผลเป็นประการใด ถ้าไม่มีก็ถือว่าสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ แล้วก็ผ่านเกณฑ์ความประพฤติครับ จะไปดูด้านความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียว ส่วนความดีที่ข้าราชการทำมาแต่ละคน ในรอบปีที่ผ่านมานี่ ผมยังเชื่อว่าจะมีการหยิบไปดูกันบ้างไหม ถ้าไม่ใช่เรื่องที่สำคัญจริง ๆ จริง ๆ แล้วข้าราชการส่วนใหญ่จะทำดีกันแทบตลอดนะครับ เรื่องนั้นเรื่องนี้แต่ก็ไม่เคยมี การเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นเรื่องเป็นราวเอาไว้ครับ

สุดท้ายเป็นสภาพปัญหาในขั้นตอนของการออกจากราชการครับ ปกติแล้ว เราคิดกันว่าต้องทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงเท่านั้นจึงจะมีกระบวนการที่จะให้ไล่ออกได้ ปลดออกได้ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งนะครับ แต่ปรากฏว่าในทางราชการนั้นกฎหมายทุกฉบับ ที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลจะกำหนดให้ทางราชการมีบทบัญญัติที่ป้องกันตัวเองไว้ได้ ถ้าเกิดคนของตัวเองหรือข้าราชการของตัวเองหย่อนความสามารถ ประพฤติตนไม่เหมาะสม บกพร่องต่อหน้าที่ และถ้าอยู่ต่อจะเสียหายกับทางราชการ ก็สามารถตั้งกรรมการ มีวิธีการครับ แล้วก็ให้ออกจากราชการได้ จะเป็นอย่างนี้ทั้งหมดครับ ซึ่งเรื่องนี้จริง ๆ แล้วเอามาปรับใช้กับ กรณีมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ก็ได้ด้วยอีกส่วนหนึ่ง แต่ก็ปรากฏว่าเท่าที่ไปตรวจสอบดูนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญบอกให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม ก็ไม่เคยมีการให้ออก ตามมาตรานี้ ทุก ๆ เรื่อง ทั้ง ๓ เรื่องนะครับ ผมไปดูแล้วไม่มี จะมีก็ทางอัยการ ทางศาล ท่านก็จะพอมีบางส่วนนะครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีกรณีนี้ ที่สำคัญที่สุดข้าราชการเหล่านี้ พออาวุโสสุดท้ายแล้วก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้น แล้วก็ไม่รู้จะทำ อย่างไร เขาก็ยังคงรับราชการต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ สร้างปัญหา สร้างสิ่งที่ไม่ถูกต้องขึ้นมา เรื่อย ๆ ครับ

ทิศทางในการปฏิรูปในครั้งนี้นะครับ จากสภาพปัญหาถ้าจะมองอีกมุมหนึ่ง ผมยังเห็นว่า หรือคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าก็เป็นการพัฒนา ถ้าดูในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในนั้นเขียนไว้เพียงประโยคเดียวนะครับ ให้มีมาตรฐานทางคุณธรรม และจริยธรรมเพื่อป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ ในนั้นไม่มีกลไก ไม่มีสภาพบังคับ ไม่มีอะไรนะครับ มีอยู่แค่นั้น ต่อมาพอปี ๒๕๕๐ ครับ มีปี ๒๕๕๐ ก็เริ่มมีกลไก มีวิธีการ มีข้อบังคับ มีประสบการณ์ และโดยเฉพาะก็มีสภาพปัญหาอย่างที่ผมได้นำเรียนนะครับ เป็นบทเรียนมาให้เห็นนะครับ พอมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่นะครับ ก็ปรากฏว่าได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๖ รัฐพึงจัดให้มี มาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการจัดทำประมวลจริยธรรม สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แยกมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐออกมาจาก ทางด้านการเมืองตามมาตรา ๒๑๙ แยกเป็นคนละส่วนครับ แล้วก็ตัดพี่เลี้ยงเดิมที่เคยสร้าง ประมวลจริยธรรมให้คือผู้ตรวจการแผ่นดินออก ตอนนี้ไม่ได้เข้ามาดูแล้วนะครับ และไม่มี ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใด ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญอีก ซึ่งจริง ๆ แล้วก็จะสามารถหยิบยกมาพัฒนา ต่อยอดให้เนื้อหาที่เป็นมาตรฐานทางจริยธรรม กลไก วิธีการ และสภาพบังคับต่าง ๆ ให้เข้าที่ได้ ให้มีความเหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพในการนำไปใช้ถือปฏิบัติได้เป็นจริงเป็นจังได้ มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิมครับ

นโยบายของรัฐบาลเองในครั้งที่แถลงไว้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ยังต้องการให้มีการใช้มาตรการทางกฎหมาย ปลูกฝังค่านิยม จริยธรรม จิตสำนึก ความซื่อสัตย์สุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพล เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๙ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังคงเห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐขาดจิตสาธารณะ ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ควรมีมาตรฐานด้านจริยธรรมเป็นพื้นฐานในการพัฒนาองค์กร

จากทิศทางดังกล่าวรวมทั้งสภาพปัญหาดังกล่าวนะครับ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้พิจารณาแล้วก็จะขอเสนอ โดยแยกออกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน

ข้อเสนอส่วนแรกจะเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการกลางทางด้านมาตรฐาน ทางจริยธรรม

ส่วนที่ ๒ จะเกี่ยวข้องอยู่กับการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการต่าง ๆ

และในส่วนที่ ๓ จะเป็นข้อเสนอแนะในการนำประมวลจริยธรรมไปใช้บังคับ ในขั้นตอนต่าง ๆ ของการบริหารงานบุคคลครับ

ในส่วนแรกที่เป็นเรื่องของคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมนี่นะครับ มาตรฐานทางจริยธรรมสุดท้ายแล้วก็ต้องกำหนดขึ้นมาในรูปแบบของคณะกรรมการกลาง เอาไว้ คณะกรรมการที่ว่านี้ไม่ควรให้มีอำนาจหน้าที่ให้คุณ ให้โทษต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ละบุคคลโดยตรง ๆ แต่ทำหน้าที่รับผิดชอบในภาพรวม ในการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม และเสนอแนะในเรื่องประมวลจริยธรรม ดูแลเรื่องกลไก วิธีการ และสภาพบังคับต่าง ๆ คณะกรรมการดังกล่าวนี้ควรทำในรูปแบบของกฎหมาย เนื่องจากมาตรฐานทางจริยธรรม จะเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม ตามเวลาและยุคสมัย และต้องทันต่อ การเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ข (๓) กำหนดไว้ ในเรื่องของการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน นอกจากนั้นแล้วต้องมีการติดตาม ประเมินผลการดำเนินการตามมาตรฐานทางจริยธรรม รวมทั้งวินิจฉัยสภาพปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่องไปโดยตลอดครับ การจัดทำเป็นรูปแบบ ของกฎหมายที่ว่านี้ก็ควรต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ คณะกรรมาธิการก็ได้ดู พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องแล้วนะครับ ดูว่าจะเสริมคณะกรรมการชุดนี้ลงไปในกฎหมาย ฉบับไหนได้บ้าง ก็ไปดูพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ก็ยังเป็น การออกมาโดยเป็นเรื่องของธรรมาภิบาลในภาพรวมของการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้มุ่งเน้น ทางด้านบุคลากร หรือพัฒนาบุคลากรตรง ๆ พอไปดูพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ก็ปรากฏว่าก็จะใช้ได้เฉพาะข้าราชการพลเรือนเท่านั้น ข้าราชการตำรวจ พ.ร.บ. ข้าราชการตำรวจก็ใช้ได้เฉพาะตำรวจ พ.ร.บ. ข้าราชการครูก็ใช้ได้เฉพาะครู ก็ไม่สามารถ ที่จะสร้างเพิ่มเติมคณะกรรมการกลางเอาไว้ในนั้นได้นะครับ และแม้กระทั่ง ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเองก็ดี เดิมคณะกรรมาธิการคิดว่าจะแก้ เอาไว้ในกฎหมายฉบับนี้ แต่พอไปหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ปรากฏว่าข้าราชการของรัฐเอง บางหน่วยงานนั้น พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ยังครอบคลุมไม่ถึง เช่นครู เช่นตำรวจ และยังไม่ครอบคลุมถึงองค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ ไม่ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจ ไม่ครอบคลุมถึง องค์การมหาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ กล่าวโดยสรุปแล้วก็ออกตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องออกมาเป็นพระราชบัญญัติโดยเฉพาะ ขึ้นมาอีก ๑ ฉบับ เพิ่มเติมเรื่องนี้ขึ้นมา แต่คณะกรรมาธิการก็ดูแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่องครับ และคณะกรรมการในที่นั้น ถ้าท่านเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ และสามารถขับเคลื่อนจริยธรรมของข้าราชการของรัฐได้จริง ๆ แล้วก็ น่าจะคุ้มในการออกกฎหมายขึ้นมาใหม่ คณะกรรมาธิการก็เลยเสนอร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยจริยธรรมของข้าราชการขึ้นมาให้ที่ประชุมได้พิจารณานะครับ ในร่างฉบับนี้เพื่อให้ การดำเนินการในรูปแบบของคณะกรรมการมีผลจริงขึ้นมาในทางปฏิบัติ คณะกรรมการ ควรประกอบด้วย ผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับบุคลากรของรัฐโดยตรง และมีประสบการณ์เกี่ยวข้อง กับมาตรฐานทางจริยธรรม และประมวลจริยธรรมอยู่แล้ว รวมทั้งเป็นผู้ที่บูรณาการร่วมมือ และช่วยเหลือกันระหว่างหน่วยงานในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๖ วรรคแรก ให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐมาช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในที่นี้ก็เห็นว่า ควรจะให้ผู้แทนของคณะกรรมการข้าราชการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐทั้งหมดมาร่วมกันขึ้นมาเป็นคณะกรรมการครับ เสร็จแล้วก็ให้มีผู้แทน ก.พ.ร. เข้ามาด้วย คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เนื่องจากว่า ก.พ.ร. นี้ ก็จะทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องโครงสร้างระบบที่ปฏิบัติราชการให้มันโยงต่อถึงกัน แล้วก็ควรจะมีผู้แทนศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เข้ามาร่วมด้วย เนื่องจากเป็นผู้ที่คอยดูแลจริยธรรมของคนในชาติ ทั้งระบบอยู่ ก็คิดว่าคณะกรรมการชุดนี้จะเวิร์ก (Work) นะครับ คณะกรรมการชุดนี้ ก็คงต้องหาผู้นำขึ้นมา ผู้นำที่ว่านี้ก็คงจะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมีประสบการณ์ ในทางจัดการและทางปฏิบัติมากกว่าบุคคลอื่น หรือกลุ่มบุคคลอื่น รวมทั้งเป็นผู้ที่ร่วมหารือ กับผู้ตรวจการแผ่นดินมาโดยตลอด เป็นองค์กรแรกที่กำหนดประมวลจริยธรรมขึ้นมา เป็นต้นแบบของประมวลจริยธรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งในที่นี้ก็ขอเสนอให้เป็นผู้แทน ก.พ. ครับ ทำหน้าที่เป็นรองประธานของคณะกรรมการชุดนี้เพื่อให้ดำเนินการขับเคลื่อน ไปได้โดยตรง และรู้สภาพปัญหา รู้ทุกอย่างอยู่แล้วครับ ส่วนประธานนั้นก็คงต้องเชิญ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นนโยบายที่สำคัญจะขยับตรงไหน จะเคลื่อนตรงไหน เอาจริงแค่ไหน ขั้นตอนไหน ก็น่าจะต้องเป็นนโยบายตรง ๆ ออกมาตรงนี้ครับ นอกจากนั้นแล้วก็จะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ ๕ ท่าน โดยคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล การบริหารราชการและการจัดการ ด้านกฎหมาย ด้านจิตวิทยา สังคมวิทยา และส่งเสริมจริยธรรมที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ๕ คนครับ ร่วมมาเป็นคณะกรรมการเพื่อผลักดันขับเคลื่อนสร้างเป็นมาตรฐานกลางจริยธรรมที่ว่านี้นะครับ

ส่วนตัวเลขานุการนั้นน่าจะให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งประจำอยู่แล้วได้รับผิดชอบ ในเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ก็คือให้เลขาธิการ ก.พ. มาทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการ ชุดนี้ ทั้งนี้เป็นไปตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมที่แนบเสนอมาแล้วมาตรา ๕ คณะกรรมการชุดนี้ต้องมีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานทางธุรการและวิชาการให้ ก็ขอเสนอให้ ทางสำนักงาน ก.พ. เนื่องจากอยู่ในความดูแลของเลขาธิการ ก.พ. อยู่แล้วมาทำงานให้ไม่ต้องไป กำหนดตำแหน่งเพิ่มเติมหรือสร้างส่วนราชการใหม่ และโดยเฉพาะทางพลเรือนเองหลังจาก ปี ๒๕๔๐ ที่รัฐธรรมนูญให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมแล้วทาง ก.พ. ก็ได้สร้างหน่วยงานขึ้นมา เป็นกลุ่มงานจริยธรรมขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ตอนนี้ค่อนข้างจะมีคุณภาพค่อนข้างมาก เท่าที่ได้เข้าไปศึกษาดู จากคณะกรรมการชุดนี้เชื่อว่าน่าจะทำงานในเรื่องการสร้างกลไก สภาพบังคับต่าง ๆ ให้เป็นผลหรือเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติได้จริงนะครับ คณะกรรมการชุดนี้ จะมีหน้าที่อะไรบ้างนั้นก็จะอยู่ในร่างพระราชบัญญัติ มาตรา ๑๒ ให้มีหน้าที่ปรับปรุง มาตรฐานทางจริยธรรมให้ส่วนราชการนำไปกำหนดประมวลจริยธรรม กำหนดเนื้อหา จริยธรรมที่ต้องการวัดผลให้เหมาะสมกับเป้าหมายแต่ละขั้นตอนการบุคคล ตรงนี้ คณะกรรมการก็ได้ยกตัวอย่างเอาไว้แต่ก็เป็นแค่ตัวอย่างที่จะเสนอให้คณะกรรมการที่จะ ตั้งขึ้นมานี้เอาไปดูนะครับ ตัวอย่างเช่น จริยธรรมที่เป็นแกนหลักของจิตใจบุคคลที่จะเริ่ม เข้ารับราชการ เช่น ความมุ่งมั่น ความซื่อตรง ใส่ใจในเรื่องที่ตนชอบ การเข้าร่วมกิจกรรม การมีจิตบริการ อย่างนี้เป็นต้นครับ จริยธรรมที่จะต้องใช้เวลาในการติดตามเพื่อดูให้แน่ใจ ในการทดลองงาน เช่น ความใส่ใจ ความสามัคคี การมีน้ำใจ การยอมรับผู้อื่น หรือจริยธรรม ที่เข้มข้นขึ้นในบางเนื้อหา สำหรับการเลื่อนระดับตำแหน่งให้เป็นผู้นำที่สูงขึ้น เช่น ความรับผิดชอบ กล้าตัดสินใจ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ตามระดับสูงขึ้นของแต่ละตำแหน่งนะครับ และบางประการนั้นก็ควรถือเป็นผู้บกพร่อง ทางจริยธรรมที่ไม่สมควรให้อยู่ในราชการ เช่น เช้าชามเย็นชามไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ เป็นที่พึ่งพาของผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้ เพื่อนร่วมงานไม่ได้ ทำผิดวินัยเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ทำ เป็นประจำ แก้ไขไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้นครับ นอกจากนั้นแล้วก็จะปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๕ และโดยเฉพาะจะกำหนดไว้ในร่างมาตรา ๑๕ อีกส่วนหนึ่งในกรณีที่จะมีการกำหนดลักษณะ รายละเอียดของความประพฤติทางจริยธรรมที่ต้องการและไม่ต้องการให้ใช้ได้ ในทุก ๆ ขั้นตอน แม้กระทั่งการรับคนเข้ามาซึ่งอาจจะดูเป็นการขัดต่อสิทธิเสรีภาพ แต่ทั้งนี้จะอาศัยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคท้ายที่กำหนดไว้ว่า ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ ในกฎหมายเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวกับสมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม ตรงในส่วนนี้ก็จะเอามา ใส่ให้เป็นอำนาจหรือเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของคณะกรรมการด้วย การออกมาใช้บังคับ ก็จะได้เป็นจริงเป็นจังในทางปฏิบัตินะครับ แล้วก็ให้มีการให้คำแนะนำองค์กรกลางต่าง ๆ ในการจัดทำประมวลจริยธรรมแล้วก็ให้มีการสร้างมาตรการคุ้มครองประกันความเป็นอิสระ และเที่ยงธรรม ทั้งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ในการนำมาตรฐานทางจริยธรรมไปใช้ เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมที่ทำตามหน้าที่โดยสุจริต รวมทั้งคุ้มครอง ผู้ที่แจ้งข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความประพฤติ ทั้งที่เป็นตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง และบุคคลภายนอกตามหลักการคุ้มครองผู้เปิดโปงซึ่งบัญญัติไว้ส่วนหนึ่งในรัฐธรรมนูญ อีกเช่นกันนะครับ

ส่วนอื่นนอกจากนั้นเป็นเรื่องของวาระการดำรงตำแหน่งก็ใช้ ๔ ปี ไม่เกิน ๒ วาระ การตั้งอนุกรรมการ การประชุม การลงคะแนนต่าง ๆ ซึ่งกำหนดไว้ในลักษณะเดียวกันกับ การดำเนินการของคณะกรรมการตามกฎหมายต่าง ๆ โดยทั่วไปครับ ตรงนี้ก็จะเป็น รายละเอียดในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐนะครับ

ส่วนร่างกฎหมายฉบับที่ ๒ ก็คือร่างกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการต่าง ๆ ในส่วนนี้จริง ๆ แล้วต้องการที่จะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ระเบียบข้าราชการทุกฉบับ แต่ก็คงจะติดขัดอยู่ทำไม่ได้ เนื่องจากบางหน่วยงานนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เองก็ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการมีวิธีปฏิบัติในการแก้ไขปรับปรุง ไว้อีกส่วนหนึ่งแล้ว ในส่วนแรกก็ขอแก้หรือขอเพิ่มเติมให้อำนาจหน้าที่ไว้กับ ก.พ. หรือใน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนเพื่อเป็นต้นแบบให้กับระเบียบข้าราชการอื่น ๆ ต่อไปนะครับ ในร่างพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ก็จะมีสาระสำคัญอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก ก็จะให้มีกำหนดหมวดว่าด้วยประมวลจริยธรรมขึ้นมาแทน หมวดที่ว่าด้วยจรรยาเลย อย่างที่ผมนำเรียนเรื่องจรรยาเป็นเรื่องเดียวกับวินัยอยู่แล้ว แม้กระทั่งค่านิยมหลัก ๙ ประการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินกำหนดไว้ จรรยาก็เป็น ๑ ใน ๙ ข้อนั้น อยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องเดียวกันก็เอาเข้าไปแทนนะครับเพื่อจะได้มีประสิทธิภาพ อยู่ในมาตรา ๓ นะครับ

๒. ให้ข้าราชการพลเรือนต้องประพฤติตนตามประมวลจริยธรรมที่ ก.พ. กำหนด อันนี้จะอยู่ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๘ ต่อไปก็จะให้ ก.พ. กำหนดกลไก ระบบการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้นำไปใช้ ในการสรรหาบรรจุ ทดลองงาน แต่งตั้ง เลื่อนเงินเดือน ให้ความดีความชอบ ให้ออกจาก ราชการ อันนี้เป็นไปตามมาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๙ ครับ และโดยเฉพาะขอแก้ไข เติมเข้าไปมาตราหนึ่งนะครับ ก็คือกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเพิ่มเติมให้ผู้ที่ฝ่าฝืน หรือบกพร่องประพฤติตนไม่เป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมต้องถูกออกจากราชการด้วย ตามระบบหรือวิธีการที่ควรจะเป็น ตามกฎต่าง ๆ ที่จะออกตามมาครับ อันนี้ก็เป็นไปตาม แก้ไขมาตรา ๑๑๐ (๖)

ข้อเสนอประการสุดท้ายนะครับเป็นข้อเสนอในส่วนที่ ๓ ในส่วนนี้ข้อเสนอ ก็จะลงไปที่กลไกการบังคับใช้แต่เดิม เช่น คณะกรรมการจริยธรรมของส่วนราชการต่าง ๆ คณะกรรมการคุ้มครองต่าง ๆ ก็คือว่าให้เปลี่ยนบทบาทจากการสร้างเสริมเดิมให้มีบทบาท ของการตรวจสอบ กำกับดูแลและให้มีการศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแบบประเมินมาตรฐาน ทางจริยธรรมครับ แบบประเมินมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ก็จะต้องสร้างให้สามารถตรวจสอบ และวัดผลได้จริง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ แล้วก็ให้มีการรายงานหรือแจ้ง ผลการดำเนินการทางจริยธรรมทั้งในทางบวก ทางลบ ไปยังกลุ่มงานที่ดูแลทางด้านจริยธรรม ดังกล่าวเพื่อบันทึกเก็บรวบรวมเป็นข้อมูลใช้ประกอบการพิจารณาในขั้นตอนต่าง ๆ ของการบริหารงานบุคคล นอกจากนั้นแล้วก็เสนอแนะในวิธีการบริหารงานบุคคลต่าง ๆ ไว้ โดยสรุปนะครับ ก็คือให้นำมาตรฐานทางจริยธรรมเข้าไปใช้ในการที่จะตรวจสอบ เรื่องความประพฤติในแง่มุมต่าง ๆ นะครับ ให้มีการตรวจสอบภูมิหลังด้วยวิธีการต่าง ๆ อันนี้ก็จะเสนอแนะไว้หลายข้ออยู่ด้วยกัน กระผมขออนุญาตข้ามเนื่องจากเป็นรายละเอียด ก็จะข้ามไปในประเด็นที่ ๕ นะครับ ควรจะมีการเพิ่มเติมกำหนดเป็นเหตุพิเศษให้สามารถ คัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการได้จากเดิมที่มีแต่เพียงโครงการช้างเผือก โครงการนักกีฬาดีเด่น โครงการวิชาชีพขาดแคลน อย่างนี้เป็นต้น เพิ่มเติมให้เป็นเรื่อง ให้มีการคัดเลือกรับเยาวชน บุคคลดีเด่น มีความประพฤติดีงามได้รับการยกย่องยอมรับเข้ารับราชการเพื่อให้สอดคล้อง รองรับกับการสร้างระบบคุณธรรมและจริยธรรมของคนในชาติขึ้นมาด้วยครับ

และประการสุดท้ายนะครับในเรื่องสภาพบังคับ กำหนดสภาพบังคับที่แท้จริง ของผู้ที่ฝ่าฝืนตามมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมา สภาพบังคับหรือโทษที่ว่านี้ครับถ้าเราไปดู ในทางวินัย โทษทางวินัยนี้ก็คือตัดเงินเดือน เมื่อเสร็จแล้วปรากฏว่าทำผิดวินัยจริง ๆ ก็จะตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน หรือไล่ออก หรือปลดออก อันนั้นเป็นโทษทางวินัยที่ชัด อันที่ ๒ ก็คือถ้าเกิดทำผิดจรรยาก็ต้องย้ายออกจากตำแหน่งนั้นหรือให้อยู่ในราชการต่อไป ไม่ได้ ส่วนสภาพบังคับที่แท้จริงของมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ก็คือต้องไม่รับบรรจุครับ สุดท้ายแล้วต้องไม่รับบรรจุ ต้องไม่ให้ผ่านการทดลอง ต้องไม่แต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น และถ้ากระทำผิดซ้ำซากก็ต้องให้ออกจากราชการ ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมาได้จริง ๆ นะครับ สภาพบังคับตัวนี้มันก็จะส่งผลไปเป็นที่ยอมรับและว่ามันเป็นโทษ และทุกคนก็เชื่อว่าทำให้ ชัดเจนและเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา โทษสภาพบังคับก็จะตามมาให้ทุกคนถือปฏิบัติตามนะครับ อันนี้ก็เป็นความหวังส่วนหนึ่งเอาไว้ประกอบในเรื่องที่เสนอในครั้งนี้ โดยสรุปนะครับ ข้อเสนอที่ขอรับความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อเสนอรัฐบาลต่อไป ในครั้งนี้ก็จะเป็น ๓ ส่วน

ส่วนแรกขอรับความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ....

ส่วนที่ ๒ เป็นร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

ส่วนที่ ๓ เป็นข้อเสนอการนำมาตรฐานทางจริยธรรมไปใช้บังคับในขั้นตอน ต่าง ๆ ของการบริหารงานบุคคลรวม ๖ ประเด็นด้วยกัน กราบขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณท่าน พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ มากนะคะ คณะกรรมาธิการ เสนอเสร็จแล้วใช่ไหมคะ ต่อไปเป็นการอภิปรายของท่านสมาชิกท่านละ ๑๐ นาที เชิญท่านนิกร จำนง ค่ะ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม

นายนิกร จำนง 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ ท่านสมาชิกทุกท่าน ท่านกรรมาธิการ สำหรับประเด็นนี้นะครับเรื่องแนวทางการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม และการบังคับใช้ในกระบวนการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของภาครัฐ ผมเห็นด้วย เป็นอย่างมาก แล้วก็คิดว่าเรื่องนี้มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศมาก และระบบราชการ ของเรามีอำนาจมากแล้วก็มีความต่อเนื่องยาวนานมาก ดังนั้นจุดตรงนี้จะต้องมี การดำเนินการดูแลเรื่องคุณธรรม จริยธรรม เพราะถ้าหากว่าขาดตรงนี้เสียแล้วจะนำมา ซึ่งความไม่เรียบร้อยในการปฏิบัติราชการและการบริการประชาชนส่งผลกระทบทั้ง ๒ อย่าง ต่องานและต่อประชาชนซึ่งเป็นเป้าหมายของงาน ผมเองได้เคยมีโอกาสอยู่ในคณะกรรมการ ที่ยกร่างของผู้ตรวจการแผ่นดินตอนนั้น เรื่องจริยธรรมที่มีการบังคับใช้ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ก็พิจารณากันมากแล้วก็ค่อนข้างละเอียดนะครับ แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องของ ฝ่ายการเมืองด้วยอะไรด้วยขณะนี้แยกเสีย ฝ่ายราชการก็เป็นเรื่องดีนะครับ ส่วนฝ่ายการเมืองก็ยังไม่รู้ว่าจะเป็นอย่างไรเพราะว่าเคยวางอำนาจไว้จุดหนึ่งแล้วก็ยัง สับสนอลหม่านอยู่ก็เดี๋ยวรอดูกันต่อไป แต่ตรงนี้ที่จะขึ้นฝั่งได้ก่อนก็คือของระบบราชการ ก็คือน่าจะไปอยู่ในที่ที่เหมาะสม ผมเห็นด้วยนะครับ แต่ว่าในรายละเอียดผมก็มีความคิดเห็น ในเชิงรายละเอียดอยู่บ้างในฐานะที่เคยยกร่างมาก่อนหน้านี้ในส่วนของที่ใช้อยู่ ตามรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ คือผมมองว่าการเสนอของคณะกรรมการเราก็เสนอเป็นองค์กร ขึ้นมา องค์กรที่ว่าเหมือนกับว่าเดิมเราไม่มีนะครับ เหมือนกับว่าเป็น ก.พ. แล้วเราก็แยกไป แต่ที่ดีไซน์ (Design) มาเรื่องระดับชาติก็ถือว่าโดยคณะกรรมการมาตรฐานจริยธรรมแล้วก็ องค์กรกลางบริหารงานบุคคลของรัฐเท่าที่ดูเราคิดกันหรือเปล่าว่าผู้ที่จะเข้ามานั่งเป็น นายกรัฐมนตรีหรือนายกรัฐมนตรีมอบหมายดีแล้ว อำนาจเยอะ แต่ใหญ่เกินไปหรือเปล่า สำหรับงานนี้ คือถ้ามาแล้วก็ไม่มีกระดิกแล้วที่เหลือ ก็เราไปเอายอดเขามาวางแล้ว ที่จริงแล้ว เรื่องตรงนี้เรายกเนินขึ้นมาก็ได้ในการจัดการคือให้สูงกว่าระดับปกติจะได้จัดการได้ เพราะว่า ผมเองอยากจะเรียนว่าได้รับคำสอนจาก ฯพณฯ บรรหาร ศิลปอาชา อยู่เสมอว่า ในการทำงานใด ๆ ให้ใช้บุคคลหรือหน่วยงานที่เล็กที่สุดที่ทำงานนั้นได้เพราะถ้าเราไป หน่วยงานใหญ่มันลองแฮนด์ (Longhand) มากแล้วมันยาวมาก อำนาจมาก สมมุติว่า รองนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีถ้าเป็นเนชันนัลอะเจนดา (National Agenda) บางเรื่องนานมากกว่าจะประชุมได้ เรามีประสบการณ์เรื่องนี้กันอยู่มากเหลือเกิน ทีนี้ถ้าประชุมไม่ได้หลักการต่าง ๆ ในการจะพิจารณา สมมุติว่าเราจะตัดสินเราจะใช้ อนุตัดสินคนใช่ไหม แล้วอนุต้องเสนอไปยังบอร์ด (Board) ชุดใหญ่ คำถามก็คือว่าขณะนี้ ระบบที่เราออกแบบเนื่องจากว่าเราเป็นระบบอำนาจนิยม เรานิยมใช้อำนาจ เราก็เลย เอาผู้ใหญ่มาเป็นประธาน ประธาน ประธาน หลายบอร์ด (Board) มากที่เราออกแบบ ไม่ได้ประชุมงานก็ล้มเหลวไปเพราะไม่มีการประชุม ผมเพียงให้พิจารณาอีกครั้งหนึ่งว่า การออกแบบตรงนี้มีอำนาจจริงแต่ว่าใหญ่เกินไปหรือเปล่า เพดานบินสูงเกินไปหรือเปล่า เพราะถ้าเป็นอย่างนั้นกับงานในการตัดสินคนเป็นคน ๆ ตอนนี้ไม่ใช่เป็นระบบ ไม่ใช่จะมีการ ตัดสินว่าข้าราชการกระทรวงนี้มีปัญหา ทั้งกระทรวงจะต้องใช้บอร์ด (Board) ชุดใหญ่มา ข้าราชการคนเดียวแต่ต้องใช้อำนาจนายกรัฐมนตรีหรือรองนายกรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายมา อยากให้พิจารณาอีกที เพราะฉะนั้นงานจะติดหมด เราพิจารณาคนเป็นหมื่น ๆ คน ในการพิจารณา จะมีการประชุมกันอาทิตย์ละครั้งไหวไหม ไม่ได้ เดือนละครั้งไหวไหม ไม่ได้ ๓ เดือนครั้ง บางทีบอร์ด (Board) ลักษณะแบบนี้ผมมีประสบการณ์อยู่บ่อย ๆ เพราะผมเองต้องไปประชุมแทนรองนายกรัฐมนตรีบ่อย ๆ เพราะฉะนั้นลำบากมากเหลือเกิน เพราะฉะนั้นให้พิจารณาอีกครั้งตรงนี้ว่าในการทำงานจริง ๆ มีอำนาจจริง แต่ใหญ่โตมโหฬาร เกินไปกว่างานที่เราจะทำหรือเปล่า นี่เป็นประเด็นสำคัญเกี่ยวกับผลสัมฤทธิ์ของงานด้วยนะครับ

ประเด็นที่ ๒ การกำหนดให้สำนักงาน ก.พ. ออกประมวลจริยธรรม โดยการเสนอร่าง โดยการออกเป็นประมวลจริยธรรมเพื่อให้ข้าราชการพลเรือนปฏิบัตินั้น เรามาย้อนกลับว่าการพิจารณาเรื่องจริยธรรมเหมือนกันไหม ขณะนี้เรากำลังยกว่า จริยธรรมกลางเวลาบุคคลสอบเข้าทำงานราชการเราจะสอบให้ผ่านข้อเขียนใช่ไหมของ ก.พ. เราทำอยู่อย่างนี้ แต่เวลาไปงานเทคนิคเราจะแยกสอบอีกอย่าง อาจจะสอบสัมภาษณ์ หรือสอบงานทางเทคนิคต่างหาก ช่างไฟฟ้าจะมีคือสอบให้ผ่านว่าคุณอ่านออกเขียนได้ เข้าใจเรื่องราวหมด แต่ว่าพองานด้านเทคนิคคุณมีความสามารถเฉพาะด้านนั้น ๆ เท่านั้นถึงจะรับได้ ไม่ใช่ว่า สอบผ่านเกณฑ์ของ ก.พ. มาแล้วจะเข้างานทุกอย่างได้ เรามองจากจุดเข้า แต่ในการทำงาน ในการกำหนดเรื่องจริยธรรม อยากจะเรียนว่าจริยธรรมของแต่ละหน่วยไม่เหมือนกัน จริยธรรมของตำรวจเป็นแบบหนึ่ง จริยธรรมของพยาบาลหรือหมอเหมือนกับคนปกติไหม ไม่เหมือน เราจะใช้วิถีและจะมาบ่นว่าฉันลำบากคนไข้มาเยอะก็เลยมีอารมณ์นิดหน่อย เหมือนกับกระทรวงอื่น ๆ ไม่ได้ ทำไม่ได้เพราะว่าการซิมพาที (Sympathy) หรือ การอ่อนโยนของระบบ ทางฝ่ายพยาบาลมันเป็นจุดที่ทำให้คนไข้รู้สึกหาย ความห่วงใยนี่ เพราะฉะนั้นจริยธรรมตรงนี้ต่างไป จริยธรรมด้านผู้พิพากษาเป็นจริยธรรมที่ต่างไปเลย จากข้าราชการพลเรือนทั่วไป ตรงนี้ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง การพิจารณานี่จะให้เหมือนกับบุคคลอื่น ไม่ได้ หรือเราจะไปเอาคนนิ่ม ๆ เก่ง แล้วก็มีปรัชญาสูงและไปอยู่ดูแลราชทัณฑ์ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นอาจจะดุนิด ดุดันหน่อย เพราะเป็นลักษณะคอร์เรกทิฟ (Corrective) เป็นลักษณะทำให้ถูกต้องเป็นหน่วยงานอีกแบบ เพราะฉะนั้นจริยธรรมตรงนี้ผมมีความเห็น ว่าอย่างนี้ครับว่าจะเป็น ๒ ประเด็นที่จะเสนอก็คือว่า

ประเด็นแรกก็คือองค์กรที่ออกแบบมา ผมมองว่าใหญ่เกินไปและจะทำงานไม่ได้ ลักษณะการประชุมหรืออะไรพวกนี้โตเกินไปจะเข้าในที่แคบ ๆ ไม่ได้ เข้าไปจัดการกับ บางทีมันไปติดอยู่ตามซอกประเด็นเรื่องเหล่านี้ เพราะฉะนั้นต้องใช้สิ่งที่เล็ก ๆ ในการไปแกะออกมา เราจะใช้สิ่งใหญ่เข้าไม่ถึงเป็นปัญหาของความใหญ่โตมโหฬารขององค์กร

ประเด็นที่ ๒ คือตรงนี้เอง ความแยกย่อย ความแตกต่าง ผมเสนอว่านอกจาก ว่าการกำหนดจริยธรรมแล้วที่เป็นการเฉพาะ เป็นจริยธรรมกลางของ ก.พ. ให้แต่ละหน่วย เขามีจริยธรรม ในฝ่ายสาธารณสุข หมอ พยาบาล ต้องมีจริยธรรมอีกแบบหนึ่ง หรือในฝ่าย ของผู้ใช้อำนาจต้องมีจริยธรรมในแบบที่คนถือปืน โดยเฉพาะตำรวจ ตำรวจจะมานิ่ม ๆ ก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นการแยกตรงนี้ให้หนีบคู่ไป เพราะไม่อย่างนั้นเราจะไปขีดเส้นเดียวใช้ มันต้องมีทั้งบนทั้งล่างดึงเพื่อให้อยู่ในระหว่างนี้ เป็นกราฟอยู่ระหว่างกลาง ตรงนี้ผมก็เลยเสนอ ว่าควรจะมีกำหนดไว้ในมาตรา ๗๘ ท่านจะกำหนดในมาตรา ๗๘ ใช่ไหมครับว่าให้เป็นไป ตามนี้ ก็กำหนดลงไปในตรงนี้ด้วยว่าให้เป็นซ้อน ๒ ชั้น ก็คือในแต่ละหน่วยของตัวเอง มีจริยธรรมของเขาด้วย เหมือนกับที่เราสอบ สอบก็มีคุณสมบัติพิเศษ เวลาพิจารณาความดี ความชอบหรือจริยธรรมก็มีลักษณะต้องเป็นพิเศษด้วย ไม่อย่างนั้นผมมองว่ามันตัดไม่เข้ารูปหรอก แบบนี้ คือจะหยาบเกินไปนะครับ

สุดท้ายอยากจะเรียนว่าช่วงนี้อาจจะเป็น ผมอยากจะกล่าวบางเรื่อง เดิมนี่ อาจจะเป็นการไม่บังควร แต่ขณะนี้อยากจะบันทึกเรื่องราว เพราะว่าพระบาทสมเด็จ พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชของเราได้กล่าวทุกเรื่องไว้ในประเทศนี้มากมายเหลือเกิน ในทุกมิติ เรื่องกับข้าราชการพลเรือนท่านกล่าวไว้ ท่านมีเป็นพระราชดำรัสเยอะมากทุกปี วันที่ ๑ นี่ก็อีกที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้นะครับ ท่านได้มีพระราชดำรัสในเรื่องเกี่ยวกับข้าราชการ อยากจะน้อมนำมานะครับเป็นข้อเตือนใจในการปฏิบัติงานของข้าราชการ เรียกว่า ๑ องค์ เมื่อวันที่ ๓๑ มีนาคม มีความดังนี้ครับ

“การปฏิบัติราชการให้สำเร็จที่พึงประสงค์นั้น นอกจากจะอาศัยความรู้ ความสามารถในทางวิชาการแล้ว แต่ละบุคคลยังจะต้องมีรากฐานทางจิตใจที่ดี คือความหนักแน่น มั่นคงในสุจริตยุติธรรม และความมุ่งมั่นที่จะปฏิบัติหน้าที่ให้จนเสร็จ ทั้งต้องมีกุศโลบาย หรือวิธีการอันแยบยลในการปฏิบัติงานประกอบกันพร้อมด้วย จึงจะสัมฤทธิผลที่แน่นอน และบังเกิดประโยชน์อันยั่งยืนทั้งแก่ตนเองและแผ่นดิน”

เป็นกระแสพระราชดำรัสที่มีไว้กับข้าราชการทั้งมวลไว้ตอนหนึ่ง มันจะมี เยอะมาก ก็อยากจะนำเรียนไว้ ณ ที่นี้ ดังนั้นเพื่อเป็นการเสริมว่าสิ่งเหล่านี้นอกจากกฎหมาย ที่เรากำหนดแล้ว นอกจากโทษที่เรากำหนดแล้ว เราจะเอาสิ่งเหล่านี้ไปใส่ไว้ในหัวใจ ของข้าราชการได้อย่างไร เพราะถ้าใส่แล้วบางทีกฎหมายที่เรายกร่างขึ้นมาไม่ต้องมีก็ได้ เพราะว่าทุกอย่างใจนี้จะกำหนดจริยธรรมก็ดี อะไรก็ดีไปด้วยตนเอง ซึ่งเป็นการใช้ลักษณะ ที่เป็นสิ่งที่ดีที่สุดก็คือว่าใส่ไว้ในใจ ใส่ไว้ในเกล้าของเขาเหล่านั้น ผมกราบเรียนด้วยความเคารพ เป็นข้อเสนอ ๒ ประเด็น กราบเรียนครับ ขอบคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ จากข้ออภิปรายของท่านนิกร จำนง เรื่องจริยธรรมของตำรวจ ของทหาร ของหมอ ของอะไรนี่นะคะ ทำให้ดิฉันรู้สึกว่ามีคำอีกคำหนึ่งซึ่งใกล้กันมาก คือจรรยาบรรณ เพราะฉะนั้นถ้าหากกรรมาธิการจะสามารถให้ความหมายของคำจริยธรรม และจรรยาบรรณหรือคุณธรรมอะไรพวกนี้เอาไว้ในเปเปอร์ (Paper) ด้วย มันจะทำให้ชัดเจน ว่าต่างกันอย่างไร มีสมาชิกท่านใดที่จะอภิปรายอีกไหมคะ เพราะว่าท่านนิกรเสนอชื่อไว้ เพียงท่านเดียวค่ะ เชิญท่านนิกรค่ะ

นายนิกร จำนง

ท่านประธานครับ ผมคิดแบบท่านประธานไม่ได้ ผมขอกราบอนุญาตขอใช้ของท่านประธานเพราะว่าจะได้เขียนง่ายหน่อย คือถ้าเราไปเขียน จริยธรรมตามที่ท่านเขียนนี้ไปซ้อนไว้อีก ผมคิดว่าคงจะยาก แต่ถ้าเป็นจริยธรรมมันชี้ไป เฉพาะหน่วยนั้นก็กลายเป็น ๒ อย่าง ผมเห็นว่าเหมาะสมมากเลย ก็กราบสนับสนุนคำที่ ท่านประธานให้ไว้ครับ จริยธรรม ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบคุณค่ะ มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะอภิปรายอีกไหมคะ เชิญค่ะ

พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ กระผม พลโท กฤษณะ บวรรัตนารักษ์ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออภิปรายครับ พอดีเห็นมีท่านเดียว พอดีของผมก็ขออภิปรายเล็กน้อยครับ อันนี้ก็เห็นด้วย เรื่องจริยธรรมเป็นสิ่งจำเป็น เพราะปัจจุบันนี้เขาบอกว่ามีธรรมะ ๓ ประการ ที่ข้าราชการ หน่วยงานของรัฐต้องปฏิบัติ ๑. ยุติธรรม ๒. คุณธรรม และ ๓. จริยธรรม บอกว่าถ้าปฏิบัติตาม ๓ ธรรมนี้ก็จะรอดพ้นปลอดภัยจากการถูกดำเนินคดีทั้งแพ่ง ทั้งอาญา อันนี้ก็เป็นธรรมะ ๓ ประการ สำหรับข้าราชการที่จำกันแม่นก็คือยุติธรรม คุณธรรมและจริยธรรม สำหรับ ในตัวร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ ผมมีข้อสังเกตเล็กน้อยดังนี้นะครับ

เรื่องแรกผมเคยผ่านตาในพระราชบัญญัติที่มีจัดตั้งคณะกรรมการต่าง ๆ ก็จะมีบอกไว้เรื่องสิทธิประโยชน์ จะเป็นเงินเดือนหรือเบี้ยประชุม พอดีผมตรวจยังไม่เจอ ไม่ทราบว่าในนี้ต้องมี ปกติต้องมีอยู่วรรคหนึ่งบอกว่าให้เป็นไปตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด หรือให้เป็นไปตามพระราชกฤษฎีกา แต่นี่ผมหาไม่เจอ อาจจะมีก็ได้แต่ว่าผมรีบดูอย่างเร็ว ๆ ยังไม่เห็นนะครับ

แล้วก็มีข้อสังเกตอีกอันหนึ่งในรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติในมาตรา ๗๗ วรรคสามนี้ ก็บัญญัติไว้ว่ารัฐพึงใช้ระบบคณะกรรมการในกฎหมายเฉพาะกรณีที่จำเป็น อันนี้คิดว่าคณะกรรมาธิการเท่าที่ฟังก็มีเหตุผล แต่อาจจะต้องพยายามเพิ่มมากกว่านี้ เวลาจะไปนำเสนอต่อวิป (Whip) ๓ ฝ่าย หรือ ๒ ฝ่าย ขออนุญาตเสนอแนะว่าควรจะมี เหตุผลว่ามีความจำเป็นอย่างไร เพราะว่ากรรมการร่างรัฐธรรมนูญก็เห็นว่าในกฎหมาย หลายฉบับจะมีกรรมการแห่งชาติมากเกินความจำเป็น ก็เลยเป็นครั้งแรกที่ในรัฐธรรมนูญนี้ มีการระบุในเรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการไว้นะครับ

ประเด็นที่ ๒ ในมาตรา ๕ ก็จะมีอันนี้เป็นข้อสังเกตบอกว่ามีผู้แทน คณะกรรมการข้าราชการพลเรือนเป็นรองประธาน แต่ตัวท่านเลขาธิการ ก.พ. มาเป็น กรรมการและเลขานุการโดยตำแหน่ง ทีนี้ผมไม่ทราบว่าผู้แทนของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน จะเป็นท่านใดที่ว่าไม่ได้เป็นท่านเลขาธิการ ก.พ. เพราะเท่าที่ดูในกฎหมายนี้คณะกรรมการ ก.พ. ก็จะมีท่านนายกรัฐมนตรี ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการ คณะกรรมการพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เลขาธิการ ก.พ. แล้วก็มีกรรมการ ผู้ทรงคุณวุฒิอีก ๗ ท่าน อันนี้ก็เป็นข้อสังเกตว่าผู้แทนคณะกรรมการนี้ที่จะมาเป็น รองประธานก็ต้องมาจากคณะกรรมการไม่ได้เป็นผู้แทนสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน และถ้าเป็นผู้แทนสำนักงานตำแหน่งต่ำกว่าเลขาธิการ ก.พ. ก็อาจจะไม่เหมาะสมนะครับ

ประการสุดท้ายนะครับ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิที่คณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง มีจำนวนไม่เกิน ๕ คน แต่ผมดูที่เขียนไว้ คืออาจจะตั้งน้อยกว่านั้นก็ได้นะครับ แต่เป็น ข้อสังเกตว่าแต่อยากเพิ่มความรู้ความเชี่ยวชาญในทางด้าน ปรากฏมีทั้งหมด ๖ ด้านนะครับ ด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล ด้านการบริหารและการจัดการ ด้านกฎหมาย ด้านจิตวิทยา ด้านสังคมวิทยา และด้านการส่งเสริมจริยธรรม ทีนี้จำเป็นว่าผู้ทรงคุณวุฒิมี ๕ มันจำเป็น จะต้องเชี่ยวชาญ ๕ ด้านหรือเปล่า ผมดูในกฎหมายหลายฉบับ มีการแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิ ๒ รูปแบบ คือ ๑. กำหนดไว้เลยนะครับ กี่ด้าน ด้านละ ๑ คน หรือด้านละ ๒ คน บางฉบับ ก็ไม่กำหนด อย่างเช่น บอกว่ามี ๕ ด้าน อาจจะตั้งมา ๓ ด้านก็ได้ ทีนี้ผมไม่ทราบเจตนารมณ์ ของคณะกรรมาธิการว่าจะให้ชัดเจนว่าจะต้องเป็นด้านละ ๑ ท่านหรือเปล่า อันนี้ก็เป็นเพียง ข้อสังเกตครับ กระผมมีเพียงเท่านี้ครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ มีสมาชิกท่านใดประสงค์จะอภิปรายอีกไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มี เชิญท่านประธานกรรมาธิการและกรรมาธิการตอบค่ะ

พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ข้อสังเกตของท่านทั้งหลาย ทั้งท่านที่ ๑ และท่านที่ ๒ กรรมาธิการรับ จะไปดูนะครับ โดยเฉพาะของท่านที่ ๑ ในเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีตั้งเป็นรองประธานนั้น ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกว่าหรือที่มอบหมายนะครับ แต่ไม่เป็นอะไรครับ คือถ้าในเรื่องจริยธรรม ถ้าผมจำไม่ผิดในเรื่องของกฎหมายเกี่ยวกับด้านสาธารณสุขเรื่องจริยธรรม อย่างพระราชบัญญัติวิชาชีพเวชกรรม หรือพระราชบัญญัติการประกอบโรคศิลปะ ถ้าเป็นกรรมการจริยธรรมลงโทษแล้วต้องให้รัฐมนตรีให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้น ในลักษณะเดียวกันเดี๋ยวจะลองไปดู ลองเปรียบเทียบดูอาจจะประยุกต์ใช้ว่าจริยธรรม อาจจะไม่ต้องถึงระดับนายกรัฐมนตรี แต่ถ้าเมื่อจะมีมติอย่างไรแล้วต้องให้นายกรัฐมนตรี เห็นชอบ อันนั้นก็เป็นรูปแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตามก็จะรับไปพิจารณาครับ แล้วก็ทำให้รายงานนี้ สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ท่านศานิตย์จะตอบไหมคะ ไม่ใช่ไหมคะ ท่านกรรมาธิการท่านอื่นจะมีข้อชี้แจง ไหมคะ ไม่มีนะคะ ขอบคุณค่ะ เชิญท่านนิกรค่ะ

นายนิกร จำนง

ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานครับ ประเด็น เรื่องจริยธรรมในประเด็นที่ว่าเฉพาะหน่วยที่ท่านประธานเสนอ ผมใช้คำผิดไป ก็คือ ที่ท่านประธานเสนอก็คือจรรยาบรรณ ทีนี้จรรยาบรรณในมาตรา ๗๔ ที่ว่ามาตราที่เรากำลัง จะเขียนลงไป ถ้าเป็นจรรยาบรรณมันจะชี้ ๒ มุมไปเลยนะครับ ก็คือว่าจริยธรรมเป็นไป ตามที่มันเป็นค่ากลางที่ ก.พ. กำหนด ซึ่งเห็นด้วยว่าควรจะมีค่ากลางตรงนี้ แต่ตรงนั้นจะเป็น เกี่ยวกับเรื่องจรรยาบรรณ จรรยาบรรณจะเป็นแต่ละหน่วยแล้วซึ่งผมเห็นแล้วเหมาะสมมาก ก็อยากจะฝากพิจารณาเพราะจะได้ง่ายในการพิจารณาครับ จะสอดคล้องมาก จะตรงเป้ามาก กราบเรียนด้วยความเคารพครับ ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ดิฉันส่งสัญญาณไฟลงมติไปแล้วนะคะ ทีนี้กรรมาธิการยังน้อยอยู่ แสดงว่าท่านยังประชุมอยู่ที่ห้องต่าง ๆ เจ้าหน้าที่กรุณาโทรเรียนเชิญด้วยนะคะว่าเราจะลงมติกัน ในขณะนี้แล้ว เชิญท่านประธานค่ะ

พันตำรวจตรี ยงยุทธ สาระสมบัติ ประธานกรรมาธิการ

ท่านประธานครับ เพื่อรอเพื่อนสมาชิกนะครับ เดี๋ยวให้ตอบนิดหน่อยจะได้มีเวลาอีกสัก ๓ นาทีเผื่อเดินมาครับ

พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ กรรมาธิการ

ขอบพระคุณนะครับ ในเรื่องนี้ ก็ได้ศึกษาเอาไว้บางส่วน แล้วก็พยายามที่จะกำหนดไว้ให้แตกต่างกันนะครับ เพราะฉะนั้น ในเรื่องนี้ก็จะมี ๓ ส่วนจริง ๆ อย่างที่ท่านว่า ส่วนแรก จะเป็นมาตรฐานจริยธรรมกลางก่อน และส่วนที่ ๒ ก็จะเป็นประมวลจริยธรรมของแต่ละหน่วยงาน ของตำรวจก็ว่าไป ของครู ของแพทย์อะไรก็ว่าไป และส่วนที่ ๓ ก็จะเป็นอย่างที่ท่านประธานว่ามีเรื่องจรรยาบรรณ ของแต่ละวิชาชีพแทรกเข้าไปอีก อย่างเช่นตำรวจอาจจะมีหลายหน้าที่ สอบสวนก็มี จรรยาบรรณของเขาอีกส่วนหนึ่งนะครับ จะเป็นลักษณะนั้น ขอบพระคุณครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขณะนี้รอเพื่อนสมาชิกอยู่นะคะ ท่านกษิดิ์เดชธนทัตให้เจ้าหน้าที่ดูบัตร หรือเอาบัตรสำรองมาให้ท่าน ได้บัตรสำรองแล้วนะคะ เรียบร้อยนะคะ ใช้ได้นะคะ ท่านรองใช้ไม่ได้เหมือนกันหรือคะ ท่านลองดูว่าถ้ากดแล้วไมโครโฟนมันใช้ได้ก็แสดงว่าใช้ได้ ถ้ากดแล้วไมโครโฟนไม่ติดก็แสดงว่าใช้ไม่ได้ ติดใช่ไหมคะ ติดก็น่าจะลงมติได้นะคะ ขอเวลา รออีกสัก ๕ นาทีนะคะ เจ้าหน้าที่ได้ตามตามห้องประชุมต่าง ๆ แล้วนะคะ รู้สึกท่านสมาชิก ก็มากันหนาตาแล้ว ดิฉันขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนดีกว่านะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุม)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิแสดงตน โปรดเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตนนะคะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ยังมีทยอยกันเข้ามาอีก ๒-๓ ท่าน ของท่านกษิดิ์เดชธนทัตได้นะคะ

นายกษิดิ์เดชธนทัต เสกขุนทด

ได้ครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

คงจะไม่มีเข้ามาอีกแล้วนะคะ ขอผลทางเจ้าหน้าที่ค่ะ ปิดระบบไปแล้ว ปิดระบบไปแล้วที่ ๑๔๒ ท่าน ขอให้ท่านผู้เข้ามาใหม่กรุณาขานชื่อด้วยค่ะ

นายพนม ศรศิลป์

๑๐๒ เห็นชอบครับ

นายบวรเวท รุ่งรุจี

เห็นด้วยครับ ๘๒ ครับ

พลเรือเอก ชนินทร์ ชุณหรัชพันธุ์

พลเรือเอก ชนินทร์ ๐๓๔ ครับ

นางประภา เหตระกูล ศรีนวลนัด

ประภา ๘๗ ค่ะ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ ทั้งหมด ๔ ท่านนะคะ รวมเป็น ๑๔๖ ท่าน

เป็นอันว่าครบองค์ประชุม ต่อไปดิฉันจะขอมติจากที่ประชุมนะคะว่า จะเห็นชอบกับรายงานเรื่องแนวทางการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมและการบังคับใช้ ในกระบวนการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ และร่างพระราชบัญญัติจำนวน ๒ ฉบับ คือ ๑. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. .... ๒. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... หรือไม่นะคะ

(นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบก่อนลงมติ)

ขอเชิญท่านสมาชิกใช้สิทธิออกเสียงลงคะแนนนะคะ ผู้ใดเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ผู้ใดเห็นว่าควรงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียงค่ะ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีสมาชิกท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

เรียบร้อยนะคะ ขอผลการลงคะแนนค่ะ ผลการลงคะแนน จำนวนผู้เข้าร่วมประชุม ๑๔๖ ท่าน เห็นด้วย ๑๔๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียงไม่มี

ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่องแนวทางการกำหนดมาตรฐาน ทางจริยธรรมและการบังคับใช้ในกระบวนการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานของรัฐ และร่างพระราชบัญญัติทั้ง ๒ ฉบับแล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็น และข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานและร่างพระราชบัญญัติ ไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณารายงาน ของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ครบทั้ง ๒ เรื่องแล้วนะคะ ขอขอบพระคุณคณะกรรมาธิการค่ะ ดิฉันขออนุญาตดำเนินการ ประชุมตามวาระต่อไปก่อนนะคะ

ระเบียบวาระที่ ๔ เรื่องที่ค้างพิจารณา ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๕ เรื่องที่เสนอใหม่ ไม่มี

ระเบียบวาระที่ ๖ เรื่องอื่น ๆ

การหารือของสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ มีสมาชิกท่านใด ประสงค์จะหารือในเรื่องใดไหมคะ ขอเชิญท่านกษิตค่ะ

นายกษิต ภิรมย์

ขอบคุณท่านประธานครับ ผม กษิต ภิรมย์ สปท. เบอร์ ๗ เรื่องเดียวครับ เพราะว่าทางรัฐบาลได้มีการจัดตั้งคณะรัฐมนตรีส่วนหน้าเกี่ยวกับ ปัญหา ๓ จังหวัดภาคใต้ ซึ่งก็เป็นการปฏิรูปการบริหารราชการแล้วมันก็เกี่ยวกับความมั่นคง ปลอดภัยจะเป็นไปได้ว่าในอนาคตเราจะได้รับทราบข้อมูลว่ารัฐบาลกำลังจะทำอะไรที่ ๓ จังหวัดภาคใต้ในการเสริมสร้างสันติภาพแล้วก็นำสันติสุขกลับมา แล้วก็ในการดำเนินการนี้ เรื่องในการที่จะต้องชี้แจงไปที่ประชาคมโลกก็เป็นเรื่องที่สำคัญ จะเป็นในกรณีในกรอบ ของสหประชาชาติ องค์การแห่งความโปร่งใส อภัยโทษ แอมเนสตี (Amnesty) เครือข่าย ของทางด้านสิทธิมนุษยชนทั้งหลายเป็นเรื่องที่สำคัญยิ่ง และเราเองก็ได้รับเชิญไปประชุม ในฐานะผู้สังเกตการณ์กับองค์กรโอไอซี (OIC) ของโลกอิสลามต่าง ๆ เหล่านี้เป็นเรื่องที่สำคัญ และมันก็เกี่ยวโยงกับงานของคณะกรรมาธิการหลายคณะครับ ขอบคุณมากครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

ขอบพระคุณค่ะ เชิญท่านรองประธาน คนที่หนึ่งค่ะ

นายอลงกรณ์ พลบุตร รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่หนึ่ง

กราบเรียนท่านประธานครับ ผมจะนำข้อหารือท่านเข้าไปในที่ประชุมวิป (Whip) ๓ ฝ่ายนะครับ แล้วก็จะได้มีรายงานความคืบหน้ามาเรียนให้ทราบอีกครั้งหนึ่งครับ

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

มีสมาชิกท่านอื่นประสงค์จะหารือเรื่องอะไรอีกไหมคะ

(ไม่มีสมาชิกยกมือ)

ถ้าไม่มี วันนี้หมดวาระแล้ว ขอขอบพระคุณท่านสมาชิกทุกท่านที่กรุณา มาประชุมโดยพร้อมเพรียงกันและขอปิดประชุมค่ะ สวัสดีค่ะ

เลิกประชุมเวลา ๑๔.๓๐ นาฬิกา