เบญจวรรณ ชี้ปัญหาวางแผนกำลังคน วอนปรับข้อมูล-เชื่อมระบบราชการ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๔ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙

เบญจวรรณ สร่างนิทร หารือการวางแผนกำลังคนภาครัฐอย่างละเอียด โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการปรับปรุงข้อมูลอุปสงค์และอุปทานให้ทันสมัย สอดคล้องกับยุทธศาสตร์องค์กรและข้อเท็จจริงในทางปฏิบัติ พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนการวิเคราะห์กำลังคนของหน่วยงานต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ ปรับปรุงฐานข้อมูลร่วมระหว่างหน่วยงานให้มีความสอดคล้องกัน และเชื่อมโยงการวางแผนกับปัจจัยแวดล้อมต่าง ๆ เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการบริหารทรัพยากรบุคคลอย่างเป็นรูปธรรมและใช้การได้จริง

นางเบญจวรรณ สร่างนิทร

เรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ดิฉัน นางเบญจวรรณ สร่างนิทร สปท. หมายเลข ๘๕ ดิฉันก็อยู่ในคณะกรรมการ ด้านการบริหารราชการแผ่นดินเช่นเดียวกันนะคะ ก็มีการพิจารณาเรื่องนี้หลายครั้งนะคะ ดิฉันขอมีความเห็นเพิ่มเติมดังนี้

ประการแรก ชื่อของโครงการว่าโครงการศึกษาการวางแผนกำลังคนภาครัฐ เชิงยุทธศาสตร์ แค่ได้ยินชื่อคณะกรรมาธิการก็เห็นชอบด้วยทุกคนนะคะ แล้วก็สนับสนุน ที่ควรจะดำเนินการอย่างยิ่ง เพราะอย่างที่หลายท่านกล่าวมา ปัญหาเรื่องการวางแผน กำลังคนเป็นปัญหาของประเทศชาติ แล้วจากวัตถุประสงค์ของโครงการบอกว่าต้องการเห็น ความต้องการด้านกำลังคนของส่วนราชการที่สอดคล้องกับความจำเป็นในการปฏิบัติภารกิจ ในปัจจุบัน และเตรียมความพร้อมสำหรับอนาคต และการวางแผนกำลังคน ๒ ส่วนราชการ เป้าหมายและเป็นต้นแบบสำหรับส่วนราชการอื่นได้นะคะ เพื่อจะนำไปสู่การวางแผน กำลังคนภาครัฐของประเทศทั้งหมดต่อไป เมื่อกี้ที่ท่านมีการบอกว่าชื่ออาจจะไม่น่าตื่นเต้น ดิฉันคิดว่าแค่ชื่อเรื่องก็น่าตื่นเต้นแล้วก็เร้าใจ ปัญหามันสำคัญอยู่ที่เนื้อหามากกว่านะคะ แล้วก็นำมาสู่ประเด็นการปฏิรูป ประเด็นการปฏิรูปบอกว่าจะต้องมีแผนยุทธศาสตร์ การวางแผนกำลังคนภาครัฐที่ชัดเจน เหมาะสม กำหนดความต้องการกำลังคนภาครัฐ ที่ชัดเจน กำหนดกรอบการพัฒนากำลังคนที่เหมาะสมตามตำแหน่งและสายอาชีพ มีการบูรณาการส่วนราชการเรื่องข้อมูลภาครัฐ ดิฉันพูดแค่ย่อ ๆ นะคะ นี่ก็คือโดยภาพ ที่บอกว่าจะมีการดำเนินการในส่วนไหน อย่างไรบ้าง ทีนี้ในกระบวนการวิเคราะห์กำลังคน พูดถึงบอกว่าการวางแผนกำลังคนนั้นจะต้องมีการวิเคราะห์อุปสงค์กับวิเคราะห์อุปทาน เมื่อกี้ก็มีการนำเสนอนะคะบอกว่าจะมีการปรับปรุงรายงาน รายละเอียดของรายงานอีกครั้งหนึ่ง เพราะว่าที่นำเสนอกับรายงานอาจจะไม่ตรงกัน ดิฉันก็ขอถือว่าเป็นเรื่องเหมือนการให้ สัตยาบันกับสภาว่าจะต้องมีการปรับปรุงรายงานอีกครั้งหนึ่งตามข้อเสนอ อย่างเช่น การวิเคราะห์อุปสงค์ การวิเคราะห์อุปสงค์ในรายงานไม่ปรากฏชัดเจน ด้วยหลักแล้ว มันจะต้องวิเคราะห์อุปสงค์ว่าอุปสงค์ตรงนั้นมันสอดคล้องกับกลยุทธ์ขององค์กรอย่างไร ใช้แนวโน้มของกำลังคนที่ต้องการ ใช้วิจารณญาณของผู้บริหารอย่างไร ใช้อัตราส่วนกับ การปฏิบัติงานอย่างไร หรือใช้เทคนิคการวัดงานอย่างไร นี่คือส่วนของอุปสงค์ ในส่วนของ อุปทานก็เช่นเดียวกัน ไม่ใช่ดูเฉพาะโครงสร้างอายุ และบอกว่าปีนั้นคนนั้นเกษียณ ปีนี้คนนี้เกษียณ การวิเคราะห์อุปทานนั้นมันมีองค์ประกอบมาก นอกจากโครงสร้างอายุของผู้ดำรงตำแหน่งแล้ว ยังเรื่องอายุงานในการปฏิบัติงาน การเคลื่อนไหวกำลังคนของส่วนราชการแต่ละส่วนราชการ มีความแตกต่างกัน การสูญเสียกำลังคนของส่วนราชการนั้น ความคงเหลือของกำลังคน ของส่วนราชการนั้นเป็นอย่างไรด้วย ก็ขอให้มีข้อมูลในตรงนี้

สุดท้ายจะตอบเรื่องการวิเคราะห์ความต่างว่ายังขาดอะไร หรือเกินอะไร หรือพอดีอะไรบ้าง จึงจะเป็นการวางแผนกำลังคนเชิงกลยุทธ์จริง ๆ นะคะ

ทีนี้มาประเด็นเรื่องการเลือกส่วนราชการบอกว่าในการศึกษาครั้งนี้เลือก กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ปภ. และกรมกิจการเด็กและเยาวชนโดยให้เหตุผล ตามที่ปรากฏบอกว่าเนื่องจากเป็นภารกิจให้บริการประชาชนของทั้ง ๒ กรม ต้องขอให้ไปดู หลักของการบริการประชาชน การบริการถ้าส่วนราชการที่ให้บริการประชาชนนั้นจะต้อง เป็นส่วนราชการที่ประชาชนเข้ามาติดต่อ มาขออนุญาต ขออนุมัติหรืออะไรอยู่ตลอดเวลา เพราะฉะนั้นประเด็นท่านบอกว่า ๒ กรมนี้เป็นกรมบริการประชาชนในทุกระดับก็ขอไปดู ตรงส่วนนี้เพิ่มเติมว่ามันใช่ตรงเดฟินิชัน (Definition) โดยทั่วไปหรือเปล่า

ประการที่ ๒ ท่านบอกว่าสำหรับกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย เป็นกรมขนาดใหญ่ประกอบด้วยบุคลากรจำนวน ๔,๐๐๐ คน ดิฉันอยากจะให้เขียนตัวเลข ที่ให้มันตรงกับข้อเท็จจริง อย่างเช่นคำว่าจะมากกว่า ๔,๐๐๐ คนนั้นอยากจะให้แยกแยะว่า เป็นข้าราชการ ๒,๒๑๐ คน พนักงานราชการ ๑,๑๓๒ คน ลูกจ้างประจำ ๑,๒๓๗ คน รวมทั้งสิ้น ๔,๕๗๙ คน ส่วนกรม ดย. ท่านบอกว่าเป็นกรมขนาดเล็กประกอบด้วยบุคลากร จำนวน ๑,๙๐๐ คน ถ้าเห็นตัวเลขนี้ คปร. เวลาเขาพิจารณาตำแหน่ง คืนตำแหน่งเกษียณ เขายังไม่คืนทันทีหรอกค่ะ สำหรับกรมขนาดเล็กในความหมายของคณะกรรมการกำหนด เป้าหมายและขนาดกำลังพลภาครัฐก็คือกรมที่ต่ำกว่า ๑,๐๐๐ คนลงมา เมื่อครบปีเกษียณ เขาจะคืนให้หมด จะไม่มีการเอาตำแหน่งไปเกลี่ยให้ส่วนราชการอื่น

สำหรับกรณีกรม ดย. นั้นเป็นข้าราชการ ๕๐๐ คน เป็นพนักงานราชการ ๑,๓๗๖ คน และเป็นลูกจ้างประจำ ๔๓๕ คน เพราะฉะนั้นตัวเลขตรงนี้จะต้องเขียนให้ ชัดเจนเพราะคนอ่านบอกว่าเป็นกรมขนาดเล็กมีบุคลากรจำนวน ๑,๙๐๐ คน ถ้าคนเห็นตรงนี้ คปร. สบายมากเลยนะคะ ถึงเวลาพิจารณาตำแหน่งเกษียณก็ไม่คืนให้หมดหรอกค่ะแบบนี้ เพราะฉะนั้นตัวเลขมันก็เป็นสื่อเหมือนกัน

ทีนี้พอมาประเด็นเรื่องการวิเคราะห์ ตรงนี้ดิฉันก็อยากจะเชิญชวน ให้ท่านกรรมาธิการทั้งหลายดูข้อมูลประกอบว่าตั้งแต่การเริ่มเลือกกรมตัวอย่าง เพราะเราคาดหวัง แน่นอนค่ะงานวิจัยอะไรก็ตามสิ่งที่ทำมันจะต้องเกิดประโยชน์ งานวิจัยจะต้องนำไปเป็นต้นแบบ เพื่อนำไปดำเนินการต่อไปได้ แต่ถ้างานวิจัยนั้นไม่เกิดผลอะไรดิฉันคิดว่ามันจะเหมาะสม หรือไม่ ท่านลองดูกรณีของในรายงานหน้า ๑๐ การวิเคราะห์อุปสงค์กำลังคนของ กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย จากข้อมูลบอกว่าเมื่อมีการประเมินความต้องการ กำลังคนของกรมในที่นี้จึงได้วิเคราะห์จากแนวโน้มในอดีต ในการวิเคราะห์อัตรากำลัง แน่นอนค่ะเราต้องเอาปริมาณงานจากอดีตมาคาดการณ์ในอนาคต แล้วต้องวิเคราะห์ได้ แต่สิ่งที่ปรากฏนี้ไม่มีการวิเคราะห์ตรงส่วนนี้เป็นกรมตัวอย่างแต่ไม่มีการวิเคราะห์ แล้วก็ เอาจำนวนตัวเลขที่ ก.พ. กำหนดให้เป็นรายปีมาบอกมันก็ไม่ใช่ ส่วนเรื่องตำแหน่งที่บอก ยุบเลิกนั้นแน่นอนค่ะตอนนี้เนื่องจากรัฐบาลคุมค่าใช้จ่ายด้านกำลังคนภาครัฐมันจะมี ตำแหน่งส่วนหนึ่งซึ่งส่วนราชการกันไว้เพื่อยุบรวมเพื่อกำหนดเป็นระดับสูงขึ้น นี่คือกรณี ของ ปภ. เฉพาะเรื่องอุปสงค์ดิฉันไม่พูดเรื่องอุปทานเพราะว่าอุปทานที่ปรากฏ ปรากฏเฉพาะ เรื่องโครงสร้างอายุไม่ได้กำหนดครบลูป (Loop) ตามหลักวิชาการที่ควรจะเป็นไป

ในทำนองเดียวกันในหน้า ๑๖ เรื่องการวิเคราะห์อุปสงค์กำลังพลของ กรมกิจการเด็กและเยาวชน อย่างเมื่อกี้ที่ท่านอดีตปลัดกระทรวง พม. พูดกรมนี้แม้จะตั้งขึ้นใหม่ ก็ตาม บอกว่าตั้งขึ้นใหม่เมื่อปี ๒๕๕๘ แต่เป็นกรมที่มีดั้งเดิมกันอยู่แล้วแต่มันรวมกัน หลายภารกิจมาก ไม่ว่าเด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาส และคนชรา บอกว่ากรมนี้ตั้งขึ้นใหม่ ข้อมูลด้านอุปสงค์รายละเอียดที่จะจำแนกต่าง ๆ และไม่เคยวิเคราะห์กันมาก่อน จึงไม่สามารถพูด เรื่องอุปสงค์ได้ ดิฉันคิดว่าแค่เจอ ๒ จุดนี้ ถ้าเป็นนักวิจัยต้องถอยออกมาแล้ว แสดงว่า ๒ กรมนี้ ไม่ตอบคำถามในการที่จะศึกษาค้นคว้าต่อไป ดิฉันก็ฝากเป็นข้อสังเกตไว้ว่าการวิจัยอะไร ทั้งหลาย ดิฉันก็แค่ประสบการณ์ส่วนหนึ่งถ้าเจ้าของเงินที่รีวิว (Review) แค่อินเซปชันรีวิว (Inception Review) บอกข้อมูลเพียงแค่นี้แล้วข้อมูลเบื้องต้นออกแค่นี้ ดิฉันคิดว่าคงจะบอกว่า ให้ไปเลือกกรมอื่นเถอะอย่าเลือกกรมนี้เลย

ข้อมูลในส่วนอื่น ๆ ต่อไปในเรื่องกำลังคนภาครัฐ ดิฉันก็คิดว่าตัวเลขทั้งหลาย ท่านยังให้ข้อมูลอัตรากำลังคนภาครัฐตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๔ ตอนนี้ข้อมูลมีถึงปี ๒๕๕๘ ด้วย เพราะฉะนั้นดิฉันขอย้ำว่างานวิจัยต้องเป็นข้อมูลที่ทันสมัย ไม่ใช่ข้อมูลที่แบบค่อนข้างเก่ามาก แล้วก็ในแง่ตัวเลขจริง ๆ ตอนนี้มีการอัปเดต (Update) แล้ว เพราะตั้งแต่ปี ๒๕๕๕ ปี ๒๕๕๖ ปี ๒๕๕๗ รัฐบาลมีข้อกำหนดว่าจะต้องจัดสรรตำแหน่งเพิ่มใหม่ให้กระทรวงสาธารณสุข ๒๒,๐๐๐ ตำแหน่ง เพราะฉะนั้นตัวเลขตรงนี้ก็ขอให้ไปปรับตามข้อเท็จจริงด้วยว่าควรจะเป็น แบบไหน อย่างไร

ท้ายที่สุดดิฉันขอลงไปถึงการจัดทำกรณีตัวอย่าง ภาพที่ออกมันไม่ปรากฏว่า ในกระบวนการท่านวิเคราะห์สรุปปัญหา แต่พอกระบวนการที่ ๒ ในการวิเคราะห์อัตราส่วน ที่ต้องการกำลังคนเท่าไร ไม่มี ไม่มีบอกว่าท้ายที่สุดในอนาคต ปภ. ต้องการกำลังคนด้านไหน จำนวนเท่าไร ดย. ต้องการกำลังคนด้านไหน เท่าไร เพราะได้ชื่อว่าเป็นกรมตัวอย่างจะต้องมี ภาพตรงนี้ออกมาให้ปรากฏ แต่กรมตัวอย่างไม่มีภาพนี้ออกมา ดิฉันก็ไม่เข้าใจตรงจุดนี้ว่า เราวิจัยเพื่อจะเป็นต้นแบบใช่ไหม ตกลงต้นแบบเป็นต้นแบบหรือเปล่า หรือจะเป็นต้นอะไร และสิ่งที่ตามมาเรื่องกระบวนการที่ ๒ เรื่องวิเคราะห์กำลังคนไม่ออก พอกระบวนการที่ ๓ พูดแต่เรื่องสรรหาอย่างเดียว จริง ๆ เรื่องตัวเลขสรรหามันปรากฏตั้งแต่เรื่องวางแผนกำลังคน อยู่แล้วว่าไม่มีการสรรหาตามเวลา ดิฉันคิดว่าเรื่องสรรหาเป็นกระบวนการต่อจาก เรื่องการวางแผนกำลังคน เมื่อภาพการวางแผนกำลังคนออกมาแล้วว่าต้องการกำลังคนด้านไหน จำนวนเท่าไร เราถึงจะได้มารู้ว่าอุปสงค์ต้องการแบบนี้ สต็อก (Stock) เรามีแบบนี้นะ ส่วนที่ขาดอยู่นั้นเราจะต้องมาวางแผนในเรื่องการสรรหาแต่ละด้าน ๆ แบบไหน อย่างไร นี่คือสิ่งที่มันควรจะเป็น เพราะฉะนั้นในส่วนที่บอกว่าต้องมาวางแผนการสรรหา ดิฉันคิดว่า ไม่ใช่สรรหาอย่างเดียว อย่างอื่นมันตามมาทั้งหมด ไม่ว่าสรรหา พัฒนา หรือรักษาไว้ อะไรทั้งหลายก็ตาม ดิฉันขอข้ามมาถึงเรื่องการปรับข้อมูล เรื่องสมรรถนะดิฉันก็อยากจะ เรียนอย่างนี้นะคะ สำนักงาน ก.พ. ทำแต่สมรรถนะของข้าราชการ พนักงานราชการนั้น เป็นเรื่องของแต่ละส่วนราชการเป็นคนจัดทำสมรรถนะเอง เพราะว่าพนักงานราชการของแต่ละ ส่วนราชการความต้องการแตกต่างกันแล้วก็สำหรับลูกจ้างนั้นเราไม่มีการทำสมรรถนะ เพราะว่าในความหมายลูกจ้างนั้นคือลูกจ้างชั่วคราวซึ่งจ้างตามโครงการ ลูกจ้างประจำที่มีอยู่ ณ ขณะนี้มีแต่จะหายไปคือเกษียณก็จะเปลี่ยนเป็นพนักงานราชการ เกษียณก็จะเปลี่ยนเป็น พนักงานราชการ เพื่อประกอบการที่จะดูรายละเอียดต่อไป ดิฉันเห็นหน้าหนึ่งในหน้า อัตรากำลังที่พูดว่าถึงปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๔ มันมีคำว่าพนักงานจ้างเข้ามาด้วย ถ้าท่านจะพูดถึงข้าราชการฝ่ายพลเรือน ตัวข้อมูลที่เราจะรวมนั้นเราไม่รวมพนักงานจ้าง เพราะว่าพนักงานจ้างเป็นของท้องถิ่นเท่านั้น ไม่มีในกระทรวง ทบวง กรมทั้งหลาย กระทรวง ทบวง กรมทั้งหลายมีแต่ข้าราชการ พนักงานราชการ ลูกจ้างประจำ ถ้าลูกจ้างชั่วคราวนั้นจะเป็นลูกจ้างตามโครงการเท่านั้นนะคะ ซึ่งแต่เราก็รับทราบว่า ลูกจ้างชั่วคราวหลายส่วนราชการจะเป็นลูกจ้างชั่วคราวประจำไปเสียแล้วนะคะ ก็คือมี หลายส่วนราชการที่จ้างยาวจ้างตลอดนะคะ ดิฉันขอเลยไปถึงประเด็นการปฏิรูป ประเด็นการปฏิรูปในข้อที่บอกว่าให้ทุกองค์กรกลางใช้ระบบข้อมูลร่วมกัน ดิฉันอยากจะบอก ว่าก่อนที่จะให้ใช้ข้อมูลร่วมกันท่านน่าจะมีการศึกษาว่าองค์กรกลางมีกี่ประเภท ประเภทไหน ใช้ฐานข้อมูลอะไร อย่างไรนะคะ ใช้ดีพีส (DPIS) ของ ก.พ. หรือเปล่า ขอโทษค่ะ เฉพาะข้าราชการพลเรือนสามัญ ๑๐๐ กว่ากรม ยังมีอีก ๑๐ กรมที่ยังไม่ใช้ดีพีส (DPIS) แต่เราสามารถซิงค์ (Sync) ข้อมูลกันได้ เรามีวิธีการหาข้อมูลที่จะให้ได้ข้อมูลเพื่อตอบโจทย์ รัฐบาลว่าส่วนราชการไหนมีจำนวนเท่าไร อย่างไรนะคะ เพราะฉะนั้นการที่จะเป็นข้อเสนอ ที่บอกว่าข้าราชการทุกประเภทให้ใช้ฐานข้อมูลเดียวกัน ดิฉันคิดว่าฐานข้อมูลที่มีอยู่แล้ว โดยเฉพาะขณะนี้กรมบัญชีกลางทำอีเพย์โรล (e-Payroll) เสร็จเรียบร้อยแล้ว มีข้อมูลที่จะ ตอบว่าส่วนราชการไหนมีอัตรากำลังเท่าไร ซึ่งตรงนั้นในเรื่องการทำอีเพย์โรลล์ (e-Payroll) คงจะต้องมีส่วนประสานกับทางสำนักงาน ก.พ. ที่จะพัฒนาดีพีส (DPIS) ที่จะให้ มันปรับเข้าหากันได้นะคะ เพื่อประโยชน์ในเรื่องการดำเนินงานต่อไปนะคะ นั่นคือดิฉัน มีข้อสังเกตเรื่องการที่จะบอกว่าส่วนราชการให้ทำมาตรฐานเดียวกัน การทำแต่ละประเภทนั้น แต่ท้ายที่สุดมันเป็นเรื่องกลยุทธ์ในการบริหารจัดการว่าจะสามารถเอาข้อมูลมาใช้ประโยชน์ แค่ไหน เพียงไรนะคะ

อีกอันหนึ่งเมื่อกี้ก็เป็นเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ท่านฉายอยู่ในจอ ให้แต่ละท่านดูนี่นะคะ บอกว่าการกำหนดสัดส่วนระหว่างข้าราชการ พนักงานราชการ และลูกจ้าง ในนี้บอกว่าภารกิจหลักให้เป็นข้าราชการทั้งหมด ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ภารกิจรอง ให้เป็นข้าราชการ ๗๕ เปอร์เซ็นต์ ที่เหลือเป็นบุคลากรภาครัฐประเภทอื่น แต่ภารกิจ สนับสนุนก็เป็นข้าราชการ ๕๐ นอกนั้นจะมีอะไรก็แล้วแต่ ดิฉันบอกว่านี่เป็นเพียงทิศทาง ที่ คปร. กำหนดเป็นแนวให้แต่ละส่วนราชการพิจารณาเท่านั้น ไม่ได้มีข้อกฎหมาย การที่ได้มี การเคยกล่าวอ้างถึงมาตรา ๔๗ ของสำนักงาน ก.พ. ว่าส่วนราชการไหนควรจะมี จำนวนข้าราชการประเภทไหน ระดับไหน จำนวนเท่าไร เป็นอำนาจหน้าที่ของ อ.ก.พ. กระทรวง อ.ก.พ. กระทรวงแต่ละกระทรวงนั้นมีอำนาจหน้าที่เพียงกำหนดประเภทตำแหน่ง ข้าราชการพลเรือนสามัญเท่านั้นว่าควรจะมีประเภทบริหารเท่าไร ควรจะมีประเภท อำนวยการเท่าไร ควรจะมีประเภทวิชาการเท่าไร และควรจะมีประเภททั่วไปเท่าไรนะคะ นี่คือในส่วนของอำนาจที่ตัวกฎหมายแม่ก็คือ พ.ร.บ. ระเบียบข้าราชการพลเรือนได้กำหนดไว้ ส่วนอัตราสัดส่วนนั้นเป็นเพียงแนวทางที่ คปร. คปร. คือคณะกรรมการกำหนดเป้าหมาย และนโยบายกำลังคนภาครัฐ ให้แนวทางสำหรับส่วนราชการต่าง ๆ ไปพิจารณา แต่การพิจารณาจะได้หรือไม่นั้นต้องมีการทบทวนบทบาทภารกิจก่อนว่าภารกิจนั้นสมควร ที่ภาครัฐจะต้องดำเนินการเองต่อไปหรือไม่ หรือภารกิจนั้นควรจะถ่ายโอนให้เอกชน หรือไปให้หน่วยงานอื่นดำเนินการนะคะ

ท้ายที่สุดโดยสรุปดิฉันมีข้อสังเกตที่เมื่อกี้ได้มีการชี้แจงว่าจะมีการปรับปรุง เพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) ที่นำเสนอกับเอกสารอาจจะไม่สอดคล้องกันก็จะมี การไปปรับปรุง ดิฉันก็ขอสรุปดังนี้ว่า

อันที่ ๑ ไม่มีการระบุให้ชัดเจนว่าอัตรากำลังที่เหมาะสมไรต์ไซซ์ (Right Size) ที่ว่าของภาครัฐควรเป็นเท่าไร และขาดแนวทางที่ชัดเจนเพื่อให้ส่วนราชการนำไปกำหนด อัตรากำลังที่เหมาะสมได้

ประการที่ ๒ ไม่ได้กำหนดแนวทางที่ชัดเจนว่าส่วนราชการจะแปลงทิศทาง เชิงยุทธศาสตร์ของส่วนราชการไปเป็นแผนความต้องการอัตรากำลัง เวิร์กฟอร์ซดีมานด์ (Workforce Demand) ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพได้อย่างไร

ประการที่ ๓ ขาดความเชื่อมโยงระหว่างการทบทวนบทบาทภารกิจ ของส่วนราชการให้สอดคล้องกับทิศทางเชิงกลยุทธ์ระยะทั้งปานกลางและระยะยาวกับการปฏิรูป โครงสร้างส่วนราชการ ซึ่งถือว่าเป็นต้นน้ำของการที่จะกำหนดกรอบอัตรากำลังที่เหมาะสม

ประการที่ ๔ การวิเคราะห์อุปสงค์กำลังคน โดยพิจารณาจากแนวโน้มที่ผ่านมานั้น มันอาจจะเป็นเพียงส่วนหนึ่ง แต่ไม่สอดคล้องกับบริบทของภาคราชการที่เปลี่ยนแปลงไป แล้วมันจะยิ่งมีการเปลี่ยนแปลงขนานใหญ่ในอนาคต

ประการที่ ๕ การวิเคราะห์อุปทานกำลังคน โดยพิจารณาจากการเปลี่ยนแปลง โครงสร้างอายุเพียงอย่างเดียว ยังขาดการเชื่อมโยงว่าเกี่ยวข้องกับความต้องการอัตรากำลังได้ อย่างไร เนื่องจากแม้ว่าจะเป็นเพียงอัตราเกษียณ แต่ส่วนราชการยังได้รับการทดแทน อย่างอื่นประกอบด้วย

ประการที่ ๖ การวิเคราะห์อุปทานกำลังคน โดยพิจารณาจากความรู้ ความสามารถ ทักษะและสมรรถนะตามกรอบที่กำหนดอาจไม่สอดคล้องกับทิศทาง การเปลี่ยนแปลงในอนาคต

ประการที่ ๗ ข้อเสนอที่ให้กำหนดสัดส่วนของข้าราชการ พนักงาน และลูกจ้างในแต่ละภารกิจ อาทิ หลักรองและสนับสนุนไม่สอดคล้องกับหลักวิชา และไม่สามารถปฏิบัติได้ในทางปฏิบัติ ตัวอย่างเช่น ภารกิจจำนวนมากที่ไม่จำเป็นต้องใช้ ข้าราชการไปปฏิบัติทั้งหมดก็มี และภารกิจที่ส่วนใหญ่มีลักษณะเป็นคอร์ปอเรตฟังก์ชัน (Corporate Function) ซึ่งเป็นภารกิจสนับสนุน แต่ก็ต้องการใช้ข้าราชการเป็นผู้ปฏิบัติก็ได้

ประการที่ ๘ ตัวแบบของการวางแผนกำลังคนตามที่เสนอขาดการวิเคราะห์ เรื่องค่าใช้จ่ายด้านบุคคลซึ่งแปรผันตรงกับกำลังคน ดังนั้นจึงเป็นตัวแบบที่อาจมีปัญหา ในทางปฏิบัติ

ประการที่ ๙ มีการอ้างถึงแต่ไม่มีการวิเคราะห์ให้เห็นว่าบทบาทของ ดิจิทัลเทคโนโลยี (Digital Technology) จะเข้าไปมีส่วนในการวางแผนกำลังคนได้อย่างไร

ประการที่ ๑๐ กระบวนการวางแผนกำลังคนที่เสนอยังมีความทั่วไป และกว้างเกินไป ขาดความยึดโยงปัจจัยเชิงมหภาคทั้งในเรื่องเศรษฐกิจ สังคมและการเมือง และขาดความลุ่มลึกในเชิงเทคนิคและเครื่องมือในการวิเคราะห์

กล่าวสรุปก็คือรายงานเป็นเชิงวิชาการแบบกว้าง ๆ ซึ่งยากที่จะนำไปปฏิบัติ ก็ขอนำเรียนที่ประชุมเพื่อประกอบการพิจารณา แม้เรื่องนี้ดิฉันคิดว่าผู้ที่กำลังประชุมอยู่ คณะอื่น ๆ กลับมานี่นะคะ เราก็คงกดเห็นด้วย เพราะมันเป็นวิถีทาง เป็นชีวิตของผู้ที่มี ประชุมคณะอื่น แม้จะผ่านไปด้วยประการใดก็ตาม สิ่งที่ยังอยากจะฝากไว้ให้ทางสภาได้นำไป ประกอบการพิจารณาก็คือว่าขอให้มีการปรับปรุงเนื้อหาในรายงานตามที่มีการนำเสนอด้วยค่ะ