วิเชียร ชวลิต หารือประเด็นการวางแผนกำลังคนภาครัฐอย่างยุทธศาสตร์ โดยเน้นความจำเป็นในการจัดสรรข้าราชการให้สอดคล้องกับภารกิจของแต่ละหน่วยงาน โดยเฉพาะในหน่วยงานสำคัญอย่างกรมกิจการเด็กและเยาวชนที่มีข้าราชการจำกัด พร้อมเสนอให้ปรับโครงสร้างการบริหารทรัพยากรบุคคลให้คำนึงถึงความจำเป็นเฉพาะด้าน แทนการห้ามเพิ่มอัตรากำลังแบบเหมารวม และผลักดันให้ระบบการเติบโตในสายอาชีพมีความเป็นธรรม รวมถึงการประเมินสมรรถนะที่ไม่เลือกปฏิบัติระหว่างเพศ เพื่อสร้างความเสมอภาคและประสิทธิภาพในการบริหารราชการ
ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานไปยัง คณะกรรมาธิการ ผม วิเชียร ชวลิต สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ขออนุญาต เรียนว่าการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ที่คณะกรรมาธิการได้นำเสนอนั้น ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะประเด็นที่วันนี้เรามีความจำเป็นจะต้องมีการดำเนินการ ก็คือทำอย่างไรถึงจะวางแผนกำลังคนให้เหมาะสมกับภารกิจของรัฐ ด้วยประสบการณ์ ที่ผ่านมาในฐานะที่เคยดำรงตำแหน่งปลัดกระทรวงมหาดไทยและปลัดกระทรวง การพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งมีภารกิจที่จะต้องเกี่ยวข้องหรือดูแล ข้าราชการที่จะต้องทำงานให้บรรลุผลสำเร็จ ก็ขออนุญาตเรียนว่า
ประเด็นแรกที่คณะกรรมาธิการได้เลือกกรมกิจการเด็กและเยาวชน เป็นหน่วยหนึ่งในการที่จะทำการศึกษาถึงความเหมาะสมว่าการวางแผนกำลังคนภาครัฐ มีปัญหาอุปสรรคหรือไม่ อย่างไร ต้องขอเรียนว่ากรมกิจการเด็กและเยาวชนเป็นกรมใหม่ก็จริง ซึ่งตั้งขึ้นในพระราชบัญญัติปรับปรุงโครงสร้างของกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ในปี ๒๕๕๘ ขณะนี้อยู่ในระหว่างการบัญญัติกฎกระทรวงเพื่อที่จะกำหนด รายละเอียดของโครงสร้างของกรม แต่อย่างไรก็ตามกรมนี้เป็นกรมที่ตั้งขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ที่มีการตั้งกระทรวง พม. แล้วก็ได้ตั้งกรมกิจการที่ดูแลเด็ก เยาวชน ซึ่งขณะนั้นดูแลทั้งเด็ก เยาวชน ผู้สูงอายุ ผู้ด้อยโอกาส ซึ่งใช้ชื่อว่าสำนักงานส่งเสริม สวัสดิภาพและพิทักษ์ เด็ก เยาวชน ผู้ด้อยโอกาสและผู้สูงอายุ แล้วต่อมาก็มีการแยกงานของ ผู้ด้อยโอกาสหรือผู้สูงอายุออกไปตั้งกรมใหม่นะครับ เพราะฉะนั้นภารกิจของกรมก็ยังคง ดำเนินการภายใต้กรอบงานเดิมแล้วก็มีการขับเคลื่อนงานด้านของการดูแลสถานคุ้มครองเด็ก ซึ่งผมเรียนว่าภารกิจของกรมนี้ถ้ามองอย่างผิวเผินทุกคนก็อาจจะเข้าใจว่ากรมนี้เป็นกรมที่ ทำงานด้านเด็กและเยาวชนโดยดูแลเด็กที่ด้อยโอกาสทั้งหลาย ซึ่งต้องเรียนว่าปัจจุบัน การดูแลเด็กและเยาวชนในสังคมโลกนั้นถือว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง แล้วเราก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าภารกิจการดูแลเด็กซึ่งเป็นอนาคตของชาตินั้นเป็นเรื่องที่มี ความสำคัญ แล้วนอกจากนั้นภารกิจของเราในการดูแลยังต้องเชื่อมโยงกับภารกิจ หรือทิศทางของโลกในเรื่องของการดูแลเด็กซึ่งจะต้องได้รับการคุ้มครอง ซึ่งเป็นเรื่องที่ ยิ่งใหญ่แล้วก็มีความสำคัญที่เราจะต้องให้ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งนอกจากภารกิจในการที่จะ ดูแลอนาคตของชาตินะครับ ที่ผมเรียนประเด็นนี้เป็นประเด็นหลักก็คือว่ากรมกิจการเด็ก และเยาวชนนั้นถือว่าเป็นกรมเล็กมีอัตราข้าราชการจากผลการศึกษานี้ประมาณ ๑,๙๐๐ คน ไม่นับถึงอัตราตัวเองแล้วก็มียืมอัตราคนอื่นเขามาด้วยนะครับ ต้องเรียนว่าภารกิจอันยิ่งใหญ่ แต่ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นวันนี้นะครับ ผมต้องขอขอบคุณทางกรรมาธิการที่ได้ศึกษาแล้วก็นำไปสู่ การที่จะมีการวางแผนยุทธศาสตร์ด้านนี้ให้ชัดเจน ก็เพราะว่าที่ผ่านมาเราก็มองว่าการดูแล ผู้คนทั้งหลายในประเทศเราจะยึดหลัก ซึ่งหลักประการแรกที่สำคัญก็คืออย่างที่หลายท่าน ได้อภิปรายกันก็คือเรายึดหลักว่ากำลังคนภาครัฐขณะนี้ที่มีอยู่นั้นมีจำนวนมากเกินพอแล้ว เมื่อใช้หลักว่ามีจำนวนมากเกินพอ สิ่งที่ตามมาก็คือหลายปีที่ผ่านมาเรากำหนดว่าจะไม่มี การเพิ่มกำลังคนภาครัฐเพราะเรามีมากพอแล้ว เพราะฉะนั้นวิธีที่ดำเนินการอยู่ก็คือไม่ให้ หน่วยงานต่าง ๆ เพิ่ม ยกเว้นมีเหตุจำเป็นพิเศษก็ไปใช้อัตราของคนที่เกษียณอายุราชการ มาจัดสรรให้นะครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือว่าเราก็ไม่สามารถที่จะเพิ่มกำลังคน ซึ่งก็จะเป็นปัญหาเหมือนที่กรรมาธิการได้ยกตัวอย่างก็คืออย่างกรณีของไอเคโอ (ICAO) ที่เป็นปัญหาเรื่องการบินซึ่งท่านนิกร ขออภัยที่ได้เอ่ยชื่อท่าน ได้อ้างว่าหรือได้เรียนว่า เหตุผลต่าง ๆ นั้นมีที่มาที่ไปอย่างไร แต่ผมอยากจะเรียนว่าการกำหนดระยะเวลา อย่างยาวนานในการกำหนดจำนวนคนภาครัฐไม่ให้เพิ่มขึ้นนี่ไม่ใช่เรื่องเสียหาย และไม่ใช่เรื่องที่เป็นเรื่องบกพร่องของหลักการ แต่ผมอยากจะเรียนว่าหลักการนี้จะต้อง นำไปสู่การนำกำลังคนที่เหลือที่อยู่ในส่วนราชการต่าง ๆ นำมาจัดสรรให้เหมาะสมกับ การจัดการภาครัฐ มิฉะนั้นก็จะกลายเป็นถ้าผมจะเรียนยกตัวอย่างให้ท่านได้รับทราบก็คือว่า สมมุติว่ากระทรวงหนึ่งมีข้าราชการ ๓,๐๐๐ คนนะครับ อย่างเช่นกระทรวง พม. มีข้าราชการประมาณ ๓,๐๐๐-๔,๐๐๐ คน เป็นกระทรวงตั้งใหม่ เพราะฉะนั้นอัตรา ๓,๐๐๐ นี่ก็จะไม่มีโอกาสได้เพิ่มนะครับ แต่ในขณะที่อีกกระทรวงหนึ่งมีข้าราชการ ๑๐๐,๐๐๐ คน กระทรวงนั้นก็จะลดจาก ๑๐๐,๐๐๐ คนลงไปแล้วก็อาจจะลงไปเหลือสัก ๖๐,๐๐๐ คน ๗๐,๐๐๐ คน ซึ่งก็แสดงว่าลดมาก ลดไปเกือบครึ่งหนึ่งแต่กระทรวงที่มีข้าราชการ ๓,๐๐๐ คน จะเพิ่มข้าราชการจาก ๓,๐๐๐ คนเป็น ๕,๐๐๐ คน เพิ่มเกือบเท่าหนึ่ง เพราะฉะนั้นอันนี้คือสิ่งที่เราพูดกันในแง่ตัวเลข แต่สิ่งที่ตามมาก็คือว่าเราไม่ได้มีการวิเคราะห์ และวางแผนว่าประเทศเราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกำลังคนอย่างไร ถ้าจะเปรียบเทียบ ก็เหมือนผมเป็นบริษัทหนึ่ง เป็นองค์กรหนึ่ง ผมมีนโยบายว่าหรือประเทศเรามีนโยบายว่า เราจะขับเคลื่อนประเทศก็คือว่าจะไปดูแล วันนี้เราประสบปัญหาที่ร้ายแรงและสำคัญที่สุด พอเราพูดเรื่องความปลอดภัย เราพูดถึง เรื่องการศึกษา เราพูดถึงเรื่องต่าง ๆ เราก็บอกว่าเราจะต้องไปขับเคลื่อนและดูแลเด็ก ที่เป็นกำลังหรือเป็นอนาคตของชาติ เพื่อที่จะทำให้รุ่นต่อไปนั้นมีความเจริญก้าวหน้า เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาก็คือเราก็พูดไป แต่กำลังคนที่ขับเคลื่อนภาครัฐก็จำกัดจำนวนอยู่ เพราะฉะนั้นการขับเคลื่อนในทิศทางที่แท้จริงคงจะเป็นไปได้ยาก เพราะว่ากำลังคนก็กำหนดไว้ เท่าเดิมนะครับ การที่จะเพิ่มกำลังเพื่อจะไปทำงานด้านโน้นด้านนี้ก็ไม่สามารถดำเนินการได้ นี่คือสิ่งที่สำคัญที่ผมสนับสนุนว่าจะต้องมีการวางแผนยุทธศาสตร์ที่ชัดเจน แล้วผมอยากจะ เรียนตรงไปตรงมาก็คือต้องกล้าที่จะลดจำนวนข้าราชการในกระทรวงใดกระทรวงหนึ่งแล้วก็ นำไปจัดสรรให้กับกระทรวงที่จะต้องขับเคลื่อนภารกิจตามนโยบายของรัฐบาล ถ้าจะเลยไป จากขอบเขตของเรื่องนี้ก็คงจะต้องพูดถึงเรื่องเงินด้วยนะครับ ไม่ใช่เฉพาะคนที่จะไปทำงาน เพราะฉะนั้นสิ่งที่ตามมาหลังจากเราจำกัดจำนวนข้าราชการเราก็ทำอีกอย่างหนึ่งในช่วงเวลา ที่ผ่านมาก็คือเราใช้หลักการของการเออร์ลีรีไทร์ (Early Retire) หรือให้คนที่ประสงค์ จะไม่อยากทำงานแล้วออกจากราชการ ตอนแรกวัตถุประสงค์นี้ดีมากเลย เพราะว่าเรามี ความคิดว่าเราต้องการให้คนที่อยากจะเปลี่ยนอาชีพหรือไม่อยากจะทำงานในระบบราชการ ก็จะได้ขยับขยายออกไปอยู่ที่อื่น ผลที่สุดเราทุกคนรับทราบดีก็คือคนที่ขยันขันแข็ง คนที่เก่ง ก็ออกไปอยู่ที่อื่น คนที่ไม่อยากจะไปที่ไหนก็อยู่กับระบบราชการ สิ่งที่ตามมาวันนี้ผลลัพธ์ ที่เกิดขึ้นก็คือว่าเรามีข้าราชการที่อายุมากอยู่ในระบบราชการจำนวนมากมายมหาศาล แล้วขณะนี้กำลังเกิดผลกระทบแล้วครับ คลื่นลูกใหญ่กำลังมา ในที่สุดเราจะมีการเกษียณ อายุราชการในช่วงเวลาอันใกล้นี้อย่างมากมาย เราจะหาคนที่ไหนมาแทน นี่ก็เป็นโจทย์ ที่เกิดจากผลลัพธ์ที่เราขับเคลื่อนนโยบายดังกล่าวนะครับ
อันที่ ๓ ที่ผมอยากจะเรียนกับท่านประธานผ่านไปยังกรรมาธิการก็คือว่า เราใช้เกณฑ์ตัวเลขวงเงินและค่าตอบแทนที่หน่วยต่าง ๆ เป็นผู้ใช้เป็นหลักในการกำหนด สิ่งที่ตามมาก็คือข้าราชการก็มีการขยับขยายเลื่อนระดับสูงขึ้นไป สิ่งที่ตามมาก็คือเรามี ข้าราชการระดับสูงจำนวนมาก แต่เราไม่มีข้าราชการระดับทำงาน วันนี้ท่านสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศทุกท่านที่มาจากราชการหรืออยู่ในราชการขณะนี้ทุกคน ทราบดีครับว่าเรามีแต่ผู้ใหญ่ แต่เราไม่มีคนทำงาน เพราะว่าเราใช้ระบบการกำหนดวงเงิน และค่าตอบแทนเป็นหลักในการจัดการ ท่านคงนึกภาพออก ประเด็นแรกเราจำกัดจำนวน คงที่ไว้ที่ใดที่หนึ่งก็จะคงที่ตามหลักดังกล่าว ขั้นที่ ๒ เราให้เออร์ลีรีไทร์ (Early Retire) ไป ขั้นที่ ๓ เราจำกัดวงเงินและค่าตอบแทนนะครับ ทั้ง ๓ อย่างมีผลกระทบโดยรวมอย่างที่เรา เห็นและวิตกกังวลอยู่ในปัจจุบันนะครับ
อันที่ ๔ ที่ผมอยากจะเรียนก็คือว่าในข้อเสนอที่เราพูดกันก็พูดเรื่องจำนวน และสมรรถนะนะครับ ผมอยากจะเรียนว่าจำนวนและสมรรถนะของข้าราชการจำเป็น จะต้องมีการวางแผนเดินไปข้างหน้าร่วมกัน อันนี้ผมอยากจะเรียนเพิ่มเติมว่าเรากำหนด ข้าราชการไว้ ทุกคนทราบดีนะครับ คนที่จบปริญญาตรีเข้ามาในสายงานของปริญญาตรี สามารถเติบโตไปจนเป็นอธิบดี เป็นปลัดกระทรวงได้นะครับ แต่คนที่ไม่จบปริญญาตรี ไม่สามารถเติบโตเป็นผู้หลักผู้ใหญ่ของบ้านเมืองได้เลย ถึงแม้ภายหลังจะจบปริญญาตรี แต่ไม่ได้เปลี่ยนสายงานก็ไม่สามารถเติบโตได้ นี่คือสิ่งที่ผมอยากจะเรียนเสนอว่าคือเหตุผล สำคัญที่ทำไมคนของเราถึงอยากจะไปจบปริญญาตรีแล้วไม่จำเป็นจะต้องมีความรู้ ความชำนาญเฉพาะทาง วิทยาลัยการอาชีพหรือสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ก็ผลิตแต่ไม่มีคน อยากมาเรียนเพราะว่าเรียนแล้วไม่ได้เป็นอธิบดีนะครับ เพราะฉะนั้นทุกคนก็ไม่อยากไป สายงานนี้ตันทุกสายงานไม่สามารถเติบโตได้ นี่ก็คือข้อเสนอที่อยากจะเรียนว่าถ้าจะประกอบกัน กับเรื่องจำนวนและสมรรถนะก็จะเกิดความสมดุลในการบริหารจัดการในระบบราชการยิ่งขึ้น
ประเด็นสุดท้ายที่อยากจะเรียนก็คือว่าในข้อเสนอ ในฐานะที่มาจากกระทรวง พม. ด้วยนะครับ ก็ขออนุญาตเรียนเสนอว่าไม่อยากให้เน้นประเด็นเรื่องของผู้หญิงกับผู้ชาย ในเรื่องของสมรรถนะ เพราะเขาถือว่าผู้หญิงกับผู้ชายสมรรถนะเหมือนกัน เท่ากัน ไม่สามารถจะแยกความแตกต่างได้ แต่ว่าถ้าประเมินสมรรถนะแล้วจะเป็นความเห็น ในเชิงแนวโน้มว่าจะเกิดอะไรขึ้น บางตำแหน่งวิเคราะห์แล้วต้องการผู้ชายหรือผู้หญิง อันนั้น สามารถดำเนินการได้ แต่อย่าพูดโดยรวมว่าผู้ชายเก่งกว่าผู้หญิง หรือผู้หญิงเก่งกว่าผู้ชาย เพราะว่าทั้งหญิงและชายเขาถือว่าเท่าเทียมกัน เพราะฉะนั้นอันนี้ในข้อเสนอรายงานอยากให้ เน้นประเด็นนี้เป็นประเด็นแห่งความแตกต่าง มิฉะนั้นจะถือว่าเป็นการเลือกปฏิบัติต่อผู้หญิง หรือผู้ชายดังที่ผมได้เรียน ก็ขออนุญาตเรียนฝากท่านกรรมาธิการโดยสรุปดังนี้ครับ ขอบพระคุณครับ