นิกร ชี้ปัญหาข้าราชการขาดแรงจูงใจ ห่วงระบบราชการไม่ยั่งยืน

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๔ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙

นิกร จำนง หารือปัญหาการวางแผนกำลังคนภาครัฐที่ได้รับผลกระทบจากข้อจำกัดด้านงบประมาณ กฎหมาย และนโยบายลดขนาดองค์กร ซึ่งส่งผลให้ขาดแคลนและรักษานายหน้าที่สำคัญไม่ได้ พร้อมตั้งคำถามถึงความยั่งยืนของระบบราชการในยุคเปลี่ยนผ่านเทคโนโลยี ทั้งเรื่องการพึ่งพิงบุคลากรภายนอก การจัดตั้งหน่วยงานใหม่ และความสัมพันธ์ระหว่างหน่วยงาน พร้อมเรียกร้องให้ทบทวนแผนระยะยาวและยึดหลักการทำงานร่วมกันตามพระราชดำรัสเพื่อความสำเร็จของรัฐ

นายนิกร จำนง

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กราบเรียนท่านสมาชิก ท่านกรรมาธิการครับ ต่อประเด็นเรื่องกรณีการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ของ กรรมาธิการที่เสนอในวันนี้ โดยภาพรวมผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่งเพราะว่าการวางแผน ด้านกำลังคนจะมีความสำคัญมากในการจัดการกับการพัฒนาประเทศก็ดี กับการบริหาร ประเทศก็ดี จะมีรายละเอียดมากมาย ท่านก็เสนอมาได้ละเอียดอยู่นะครับ ผมก็เพียงแต่อยากจะเพิ่มเติมประเด็นไม่ใหญ่นัก เป็นความเห็น เป็นข้อสังเกต ก็ขอความกรุณา เพิ่มเป็นความเห็นลงไป จากที่ท่านศึกษามาการมองปัญหาดูเหมือนว่าจริง ๆ แล้วปัญหาก็มี อยู่หลายส่วนแต่ผมอยากจะแย้งประเด็นว่าปัญหาไม่ใช่เกิดมันมีความลึกซึ้งของมันเอง ในตัวปัญหา เช่น ที่ท่านยกมาชัด ๆ ต่อปัญหาเรื่องการขาดกำลังคน ยกกรมการบินพลเรือน ที่ว่าเรามีปัญหารุนแรงมากแล้วก็สุดท้ายแทบจะเอาตัวไม่รอด ผมเองอยากจะเรียนว่าเรื่องนี้ มันมีความเป็นมา ถ้าเราแก้ปัญหาไม่ถูกจุดความพยายามที่จะแก้ปัญหาในอนาคต มันก็ยังไม่ได้รับการแก้ เพราะท่านยกปัญหานี้ผมก็ยกปัญหานี้ขึ้นมาเป็นข้อพิเคราะห์ ผมเองยังไม่เคยบริหารกรมการบินพลเรือน แต่ในอดีตเมื่อประมาณปี ๒๕๔๕ ปี ๒๕๔๖ ผมได้เข้าไปกำกับดูแลองค์การการบินพลเรือน ซึ่งเป็นหน่วยที่เราสร้างขึ้นมา และในหน่วยนั้นเอง สถาบันการบินพลเรือนตรงนี้ อยากจะเรียนว่าจริง ๆ แล้วเรามีปัญหาที่ท่านยกขึ้นมาเป็นเพราะไอเคโอ (ICAO) แต่หน่วยนี้ ไอเคโอ (ICAO) มาช่วยตั้งให้เราเมื่อปี ๒๕๐๔ เพราะเห็นอยู่แล้วว่าจะมีปัญหา เขามา เอสแทบลิช (Establish) ให้เอางบประมาณจากยูเอ็น UN มาช่วย ตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ แต่ตอนหลัง ช่วงที่ผมเข้าไปดูมีปัญหาเยอะ เพราะว่าเราของบประมาณไปเพิ่มกำลังคนก็ไม่ได้ ที่จริงแล้ว ตรงนั้นนักบินมาจากลาวก็มาเรียนที่เรา ผมได้เข้าไปดูระยะหนึ่ง แล้วตอนหลังผมยกคืนไปให้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เหตุผลเพราะว่าสถาบันนี้มีเรื่องกับการบินไทย ฟ้องกัน ฟ้องร้องกันอย่างรุนแรงบ้างแล้วก็จะเอาเป็นเอาตาย การบินไทยมีการดูแลอยู่ โดยรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคมอีกท่านหนึ่งดูแลการบินไทย ผมนี่ดูแลสถาบัน การบินพลเรือน ผมก็ดูแล้วทำท่าจะไม่สวยเพราะถือกันอยู่ ๒ คน อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี ๒ คน ผมก็เห็นว่าถ้ายังฟ้องกันแบบนี้ไม่จบ ผมก็เลยเซ็นโอนงานสถาบันการบินพลเรือนไปให้ ท่านพิเชษฐ สถิรชวาล เพราะท่านดูแลหน่วยงาน และท่านก็จับทั้ง ๒ ฝ่ายมาคุยกัน เรื่องที่ ฟ้องร้องกัน ฟ้องกันเรื่องตัวทดลองบินอะไรสักอย่างหนึ่ง มีเรื่องกันรุนแรงมาก ปรากฏว่า ตอนหลังเคลียร์ (Clear) กันได้ก็จบ ผมก็ไม่ได้บริหารอีกเลย แต่ผมรู้ปัญหาว่าปัญหาตรงนี้ มันมีความพยายามตอนนั้นที่เราพยายามจะสร้าง เพราะเรารู้ว่าเราพัฒนา เราเป็นศูนย์กลาง การบิน แต่ไม่มีใครยอมให้เราทำงบประมาณกำลังคนเรื่องนี้ ทั้ง ๆ ที่ไอเคโอ (ICAO) เขาเป็น คนสร้างเรามา ช่วยมาทำ แล้วก็โอนมาให้แล้วเราก็มาทำกัน จนกระทั่งค่อย ๆ ลีบเรียวไป ปัญหาตรงนี้อยู่ที่ใคร มันจะเป็นปัญหาเรื่องการที่ว่าเราจะทำดาวน์ไซซิง (Downsizing) ก็คือว่าทำระบบราชการให้เล็กไม่ต้องเพิ่มอีกแล้ว อาจารย์ที่นั่นก็ค่อยหายไป ๆ และตอนหลัง นั่นเป็นเรื่องของหน่วยงานที่จะสร้างคน กรมการบินพลเรือนเองที่บริหารตรงนี้ไม่มีใครพูด เรื่องความจริงกันหรอก มาดูกันตอนที่ฝีแตกแล้ว ทำไมจะไม่รู้ว่าเราขาดแคลนคนที่จะไปดู การสร้างคนตรงนี้สุดท้ายเราจะถูกฝ่ายของภาคเอกชนค่อยดูดคนเราไปทีละคน ๆ จนหมด การดำรงอยู่ตรงนี้เมื่อกี้เป็นงบประมาณที่เราไม่ให้ขยาย สุดท้ายสิ่งที่เราจำเป็นในอนาคต ณ วันนั้น ตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ จนกระทั่งถึงปัจจุบัน ตอนนี้เรากำลังจะตายเพราะว่าไปไม่ได้ ถูกบีบมาแล้วก็คือด้านหนึ่งโตแต่อีกด้านหนึ่งเราไม่ปลูกตาม ไม่โตตาม นี่คือปัญหาหนึ่ง เราได้แก้ปัญหานี้ไปในอนาคตไหมนะครับ ปัญหาที่ว่าไม่ใช่เป็นหน่วยงานไม่รู้ ไม่ใช่หน่วยงาน วางแผนไม่เป็น แต่เป็นปัญหาที่ว่าโดยเชิงระบบตรงนี้บล็อกเอาไว้ เป็นปัญหามากตอนนี้ ในการดาวน์ไซซิง (Downsizing) บางอย่างขึ้นมาตามแผน คือแผนมันครอบรวมหมด นี่คือแผนการบังคับโดยองค์รวมของรัฐที่ไปบังคับหน่วย แล้วก็ทุกคนปฏิเสธไม่ได้ คุณอยู่ในทีมนั่นแหละ จริง ๆ แล้วบางส่วนจำเป็นต้องขยาย เราไปพูดถึงด้านผู้พิพากษาที่เรา กำลังไปเร่งอย่างในจังหวัดชายแดนภาคใต้ คดีกว่าจะเสร็จ คดีความมั่นคงทั้งนั้น รัน (Run) ไปเถอะ ทำไปเถอะ เพราะว่าผู้พิพากษาเราไม่พอ จะถูกบีบตายหมดโดยการที่ว่า เราเพิ่มไม่ได้ เอาต์ซอร์ซ (Outsource) ก็ไม่ได้ แม้แต่กฎหมายของเราที่ไปเป็นคอขวดอยู่ใน กฤษฎีกา ถามว่าเพิ่มได้ไหมฉบับละ ๒ ปีที่เราเร่งตรงนี้ เพิ่มไม่ได้ มันเป็นกรอบเดียวที่เรา ขีดเส้น ตรงนี้คือเส้นใหญ่มากที่จะแก้ปัญหาเรื่องแผนกำลังคนหรือยุทธศาสตร์ตรงนี้ ถ้าเราแก้ประเด็นนี้ไม่หลุดก็ไม่หลุด

อันที่ ๒ คืออินเซนทิฟ (Incentive) หรือลักษณะของแรงจูงใจ การที่ว่า คนในสถาบันการบินพลเรือนที่ว่าเราขยายแล้ว เราประกาศไปแล้วเขาไม่เอา ไปอยู่ ภาคเอกชนหมดที่ดูดออกไป เขาอยู่ไม่ได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้นอกจากตรงนั้นแล้วแรงจูงใจ ตรงนี้ที่ภาครัฐที่เราจะสร้างขึ้นมาถามว่ามีแค่ไหน อย่างไร อันนี้เป็นด้านหนึ่ง อีกด้านหนึ่ง เอาละเอาต์ซอร์ซ (Outsource) กับกรณีการเอาต์ซอร์ซ (Outsource) เอง ในกระทรวง เกษตรและสหกรณ์ขณะนี้กำลังมีปัญหามาก เพราะว่าข้าราชการเองจากเดิมที่เคยอยู่กับ เกษตรกรใกล้ชิดมาก เป็นเหมือนเพื่อน เป็นเหมือนพี่ เป็นเหมือนน้อง ขณะนี้กลายเป็นว่า ข้าราชการเองไม่มีความชำนาญในเรื่องกิจการนั้น ๆ เพราะเราไปเอาต์ซอร์ซ (Outsource) มา เพราะฉะนั้นเรื่องเหล่านี้มันมีแต่ละส่วนแต่ละงานต่างไปหมดเลย อย่างเทคนิคของ การบินพลเรือนขณะนี้เราต้องการแต่ว่าไม่มีคนต้องไปจ้างจากอังกฤษมาแล้วไม่รู้จะไปอาศัย จมูกเขาหายใจ ประเด็นเหล่านี้ถ้าท่านยกการบินพลเรือน ผมก็ยกให้ชัดว่าที่จริงแล้ว มันลึกกว่าที่เป็นอยู่ ไม่ใช่ความขาดแคลนมันเป็นปัญหาตั้งแต่ปี ๒๕๐๔ มาแล้ว จุดตรงนี้ ในอนาคตก็มีเราจะแก้กันอย่างไร จุดตรงนี้เรื่องการดำรงอยู่ของข้าราชการที่เราวางแผน ก็เขาไม่อยู่ อยู่ไม่ได้ เราจะทำอย่างไรกันตรงนี้ มันเป็นเรื่องนอกเหนือยุทธศาสตร์ มันเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับส่วนอื่นที่จะต้องรับรู้ด้วยกันทั้งหมด

ประเด็นต่อมาที่ผมอยากจะยกขึ้นมาว่าเรื่องข้อมูลที่ท่านเสนอ ตรงนี้ มันจะต้องเป็นโครงสร้างที่ใหญ่มากเรื่องสารสนเทศ เพราะว่าเรามีระบบราชการ ที่เป็นจำนวนมากในลักษณะการไขว้กันไปไขว้กันมา ผมเห็นด้วยว่าจะต้องมี แต่ว่าประเด็น ที่ยกขึ้นมาอาจจะต้องระมัดระวังเกี่ยวกับเรื่องไอที (IT) เพราะว่าจะต้องใช้ไอที (IT) ถ้าตามรัฐธรรมนูญที่ว่าให้ดูอีกด้านหนึ่ง ตรงนี้อาจจะเป็นข้อกำหนดว่าตอนนั้นมีอยู่ เราอภิปรายกันนะครับว่าเรามีกำลังคนอยู่ แล้วก็เครื่องเอทีเอ็ม (ATM) เข้ามาใหม่ ๆ หลายสิบปีแล้ว ผมเคยอภิปรายเรื่องนี้ในสภานี้ว่ามันมาแทนคนเป็นจำนวนมากและมันจะกิน คนไป พอกินคนไปตรงนี้งานก็น้อยลง ๆ ในระบบราชการก็เหมือนกันอัลวิน ทอฟฟเลอร์ พูดไว้เมื่อ ๓๐ ปีที่แล้วว่าคนต่อจากนี้จะต้องทำงานเองที่บ้านได้ไม่ต้องมาทำให้วุ่นวาย เพราะว่าสามารถจะแยกส่วนออกไปได้ อาจจะเป็นฟรีแลนซ์ (Freelance) หรืออะไรพวกนี้ สิ่งเหล่านี้น่าจะเกิดขึ้นกับเทคโนโลยีแน่คือมันจะพัฒนาไป ทีนี้ถ้าเราจะมีการวางแผนตรงนี้ เทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงไปในอนาคตเรามองเห็นไหม เรายากที่จะมองเห็น ตรงนี้เป็นประเด็นในข้อสังเกตที่ว่ามันคือวินด์ ออฟ เชนจ์ (Wind of Change) เราจะเห็น ยากมาก เพราะฉะนั้นการมองยาวไปในอนาคตผมให้ ๔ ปี ขณะนี้เราดูว่ากูเกิล (Google) เองก็ดี เฟซบุ๊ก (Facebook) ก็ดี มีอิทธิพลต่อโลกมากมายเพิ่งกี่ปีเองไม่ถึง ๑๐ ปี มันกำลัง เปลี่ยนโลกไปหมด ระบบการขายเปลี่ยนหมด ระบบศูนย์การค้าเปลี่ยนหมด ลักษณะ การสั่งซื้อเป็นอีคอมเมิร์ซ (e-Commerce) มันเพิ่งเข้ามา เพราะฉะนั้นจุดตรงนี้ มันจะกระทบกระเทือนต่อบุคลากรของเรารุนแรงมาก ผมก็เพียงแต่ฝากไว้ว่าการมองยาวไป ๒๐ ปีเป็นเรื่องเป็นไปไม่ได้เลย เพราะฉะนั้นข้อต่อตรงนี้อยากจะให้ล็อกไว้ หมายถึงให้มีข้อ ผมเคยพูดเรื่องนี้ไว้หลายครั้งไม่ใช่ไม่เห็นด้วยกับท่านประธานที่ว่าเป็นแผน ๒๐ ปี แต่แผน ๒๐ ปี มันไกลมาก แล้วก็มันมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นมากมายที่อยู่เหนือ การควบคุมของเรา เรื่องการวางกำลังคนตรงนี้พึงระมัดระวังเป็นอย่างยิ่งว่าเราจะจัดการ กับความเปลี่ยนแปลงตรงนี้ที่เราควบคุมไม่ได้เลยได้อย่างไรนี่เป็นประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ สิ่งที่ดีไซน์ (Design) มาขณะนี้ ก.พ. และ ก.พ.ร. ผมนำเรียนว่า อย่างนี้ครับ อ้างถึงท่านรองวิษณุสักหน่อยนะครับ เอ่ยนามท่านแต่คงไปไม่ถึงเพราะว่า เราอยู่กันเฉพาะแค่นี้ ในรายละเอียดนี้ผมได้เคยเข้าไปคุย เรากำลังออกแบบหน่วยงานขึ้นมา ก็คือว่าจะไปแก้ซึ่งในนี้เป็นรายงานว่าผมลาออกจากอนุกรรมการเฉพาะกิจการปรับปรุงแก้ไข พ.ร.บ. พัฒนาการเมือง ปี ๒๕๕๑ ๒ สภานี้ผมลาออกแล้วครับ แต่ก่อนตรงนี้ได้ไปคุยกัน ถึงเรื่องการปรับปรุงเพื่อจะเอามาพัฒนาองค์กรก็คือว่าพัฒนาเรื่องการเรียนรู้ทางการเมือง ที่เสนอเข้าไป ท่านประธานก็ทราบเป็น ๒ กรรมาธิการร่วม ข้อนี้เราออกแบบกรรมการขึ้นมา เป็นคณะกรรมการ สถาบันพัฒนาการเมืองเปลี่ยนแปลงใหม่เพื่อจะเอามารับกับงาน การปฏิรูปการเมือง ก็มีคำเสนอกันอย่างนี้ว่าอยากจะแยกออกจากสถาบันพระปกเกล้า ก็ไปเสนอกัน ไปเสนอกันว่ามีผู้เสนอว่าเลขาสถาบันพระปกเกล้าไม่ควรจะมานั่งอยู่ใน คณะกรรมการชุดใหม่ที่ตั้งขึ้นมา ทีนี้มันมีประเด็นที่ผมยังไม่ทราบแต่ว่าเป็นการพูดขึ้นมา และทำให้ผมได้เห็นชัด ท่านรองวิษณุท่านเห็นว่าให้อยู่ดีกว่า หมายถึงว่าจากสถาบัน พระปกเกล้าให้นั่งอยู่ในกรรมการชุดนี้แล้วชุดนี้ก็ค่อยมาแก้ให้ชุดนี้ไปอยู่ในสถาบัน พระปกเกล้า ท่านพูดมาอย่างนี้พูดบอกว่า ก.พ. กับ ก.พ.ร. แยกขาดออกจากกัน แยกขาด ออกจากกัน หมายถึงว่าไม่ค่อยจะสัมพันธ์กันนักในการทำงาน ทั้ง ๆ ที่เป็นงานเดียวกัน นี่คือประสบการณ์ในการที่เราพยายามแยกหน่วยงานออกจากกัน พอความสัมพันธ์นี้ขาดงานมันก็ขาดตามไปด้วย หมายถึงว่าการเชื่อมโยงการรีเลชัน (Relation) ความสัมพันธ์ระหว่างกันตรงนี้ก็เหมือนกัน ประเด็นที่ผมจะยกขึ้นมาว่าขณะนี้ จะถามว่าการแบ่งภารกิจระหว่าง ก.พ. กับ ก.พ.ร. ซึ่งจะเป็นหน่วยงานที่เราวางขึ้นมา จะแบ่งอย่างไร แล้วเรากำลังจะมีออกแบบเป็นอีกกลไกหนึ่งขึ้นมาใช่ไหม มันจะกลายเป็น สามเส้าไหม ถ้ากลายเป็นสามเส้าความสัมพันธ์ขณะนี้หมายถึงว่าบางทีก็ดาวดวงเดียวกัน บางทีก็ดาวคนละดวงกัน ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องเดียวกันจะทำอย่างไรตรงนี้ นี่เป็นประเด็นที่ผม อยากจะสอบถามว่าการซ้อนกันแผนกำลังคนระหว่างนี้จะมีการจัดวางระยะความสัมพันธ์กัน อย่างไร ดังนั้นในประเด็นต่าง ๆ เหล่านี้ ผมเรียนต่อไปถึงว่าดังนั้นการยึดโยงกับส่วนอื่น เป็นเรื่องสำคัญมากในการวางแผนตรงนี้ แล้วก็ถือว่าเป็นส่วนที่จะประสบความสำเร็จ หรือไม่เลยแต่เป็นเรื่องสำคัญ ก็เลยอยากจะขออัญเชิญเหมือนกันนะครับ เพราะว่าในช่วงนี้ เราคงจะมีแต่คำสอนของพ่อ คำสอนของพระเจ้าอยู่หัวของเรา คำสอนของพระพุทธเจ้า ก็เช่นกัน คำสอนในศาสนาทำให้ดำรงอยู่ต่อไปได้ สิ่งที่จะดำรงอยู่ในประเทศนี้ต่อไปได้ ก็คือว่าพระราชดำรัสต่าง ๆ เกี่ยวกับเรื่องงานซึ่งมีครบทุกอย่าง เกี่ยวกับเรื่องนี้ผมใช้มา หลายปีแล้ว ๒ ปี ๓ ปี เนื่องจากว่าได้รับเชิญไปเป็นวิทยากรพิเศษเกี่ยวกับสถาบัน พัฒนาการชั้นสูงของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างข้าราชการประจำ กับฝ่ายการเมือง ผมรับผิดชอบพูดเรื่องนี้ ผมก็ยกเป็นวาระสุดท้ายให้ข้าราชการ ฟังเสมอว่าอย่างนี้ครับ ผมจะกล่าวมาทุกครั้งที่บรรยายว่าขอให้น้อมนำพระบรมราโชวาท ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ซึ่งทรงให้ไว้ ณ พระตำหนัก จิตรลดารโหฐาน เมื่อวันที่ ๒๘ มีนาคม พุทธศักราช ๒๕๔๐ มีความว่า “งานของชาตินั้น เป็นงานที่กว้างขวาง ประกอบด้วยงานทุกด้านทุกระดับอันสัมพันธ์เกี่ยวเนื่องถึงกันหมด โดยแต่ละอย่างต่างต้องอาศัยและเกื้อกูลสนับสนุนกันอย่างสอดคล้องพอเหมาะพอดี จึงจะสัมฤทธิผลที่จะทำให้ชาติบ้านเมืองมั่นคงและเจริญก้าวหน้าไปได้ ดังนั้นข้าราชการ ผู้ปฏิบัติบริหารงานของแผ่นดินจึงต้องพยายามปฏิบัติงานให้สัมพันธ์ประสานกับบุคคลอื่น ๆ ฝ่ายอื่นให้ได้” เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะฝากตามกระแสพระราชดำรัสนี้ก็คือว่า ความสัมพันธ์ตรงนี้แหละครับที่กำลังพูดถึงว่า ก.พ. ก.พ.ร. แล้วก็หน่วยอื่น ๆ ตรงนี้ ในอนาคตมันจะมีความสัมพันธ์ที่เป็นกรณีพิเศษไม่ว่ากับประชาชนก็ดี ความสัมพันธ์ตรงนี้ จะเป็นส่วนสำคัญมากในการทำให้เกิดสิ่งที่ท่านทำประสบความสำเร็จ ก็กราบเรียนมาด้วย ความเคารพเป็นข้อสังเกตแล้วก็เป็นข้อเสนอครับ ขอบคุณท่านประธานครับ ขอบพระคุณครับ