อำพล ชี้ปัญหาข้าราชการล้าสมัย หนุนแผนกำลังคนเชิงยุทธศาสตร์

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๔ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙

อำพล จินดาวัฒนะ หารือถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการปฏิรูปการบริหารทรัพยากรบุคคลภาครัฐ โดยเน้นย้ำปัญหาการวางแผนกำลังคนที่ล้าสมัย ขาดความเชื่อมโยงระหว่างหน่วยงาน และส่งผลให้เกิดช่องว่างสมรรถนะเมื่อเทียบกับมาตรฐานสากล พร้อมเสนอให้มีการจัดทำยุทธศาสตร์กำลังคนเชิงบูรณาการที่ร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน และภาคีที่เกี่ยวข้อง รวมถึงการพัฒนาระบบงานแบบยืดหยุ่นเพื่อดึงดูดบุคลากรคืนสู่ประเทศและยกระดับศักยภาพภาคราชการอย่างยั่งยืน

นายอำพล จินดาวัฒนะ

ขอบพระคุณท่านประธานครับ กราบเรียน ท่านประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ท่านสมาชิกครับ ผม อำพล จินดาวัฒนะ สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ เมื่อสักครู่ก็นั่งฟังเพื่อนสมาชิกได้ให้ ความคิดเห็นนะครับ เป็นเรื่องที่น่ารับฟังเป็นอย่างยิ่งทุก ๆ ท่าน รวมทั้งที่คณะกรรมาธิการ ท่านได้กรุณาทำงานหนักไว้แล้วก็นำเสนอในวันนี้นะครับ ผมคิดว่าเรื่องนี้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง ที่เป็นประเด็นใหญ่และสำคัญมากในเรื่องของการปฏิรูปประเทศไทย เป็นส่วนประกอบ ที่สำคัญของเรื่องการปฏิรูประบบราชการหรือการบริหารภาครัฐ เผอิญเราได้แยกส่วนออกมาเป็นเรื่องคน แล้วก็แยกส่วนมาเป็นเรื่องวางแผนกำลังคน ภาครัฐ เติมคำสำคัญไปคือเชิงยุทธศาสตร์ซึ่งก็ดี แสดงว่าท่านพยายามมองในเชิงเรื่องใหญ่ครับ แต่หัวใหญ่ของมันคือเป็นเรื่องของการวางแผนกำลังคน กำลังคนคือใคร ภาครัฐ ใหญ่มากนะครับเรื่องนี้ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ท่านหยิบเรื่องสำคัญ แต่จะนำไปสู่ การปฏิรูปจริงได้อย่างไรนั้นเป็นเรื่องที่จะต้องดูกันให้รอบคอบแล้วก็เดินหน้าต่อไปซึ่งยากนะครับ กระผมกราบเรียนท่านประธานอย่างนี้ว่าเรื่องนี้สำคัญเพราะอะไร เพราะว่าประเทศของเรา พัฒนามาถึงวันนี้ แล้วอยู่ได้และจะเดินหน้าต่อไปนี้ระบบการบริหารภาครัฐก็ยังต้องเป็น สดมภ์สำคัญอยู่เสมอ เราทำอย่างนี้มาเป็นร้อยปีแล้ว เรามีระบบที่สำคัญนี้ แต่ระบบนี้ ก็จะต้องมีการปรับตัวให้ทันโลกทันสมัยอยู่ตลอดเวลา ไม่เช่นนั้นระบบก็อาจจะกลายเป็น ตัวถ่วงก็ได้ ในเมื่อตอนแรกเป็นตัวเร่งและเป็นตัวสำคัญ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ท่านหยิบมานี้ สำคัญเหลือเกิน

ท่านประธานครับ ในวันนี้ผมได้คุยกับภาคเอกชน เขาบอกว่าการบริหาร ในปัจจุบันมีเรื่องสำคัญอยู่เพียงแค่ ๓ เรื่องเท่านั้นเอง คือเรื่องคน คน คน ก็คือสรุปเรื่องคน ทั้งหมดนั่นแหละครับ เรื่องนี้ก็เป็นเรื่องใหญ่ของระบบราชการหรือระบบบริหารภาครัฐ เรามีระบบราชการที่เข้มแข็งมายาวนาน ๑๐๐ กว่าปี มีส่วนสำคัญมากต่อการพัฒนาประเทศ เดินหน้ามาถึงในวันนี้ เรามีข้าราชการแล้วข้าราชการในอดีตนั้นที่ผ่านมาถึงปัจจุบันนี้ เป็นบุคคลที่มีคุณค่าศักดิ์ศรีทีเดียว เราเติบโตมา เราเป็นข้าราชการกันนี่เราจะยึดมั่นว่า เราคือข้าของพระราชา ข้าของพระราชาคือผู้ที่ทำงานให้ประชาชนพึงพอใจ ก็คือ ข้าของราษฎรนั่นเอง อันนี้คือจุดสำคัญที่หล่อเลี้ยงคุณค่าศักดิ์ศรีของความเป็นข้าราชการ หรือผมเรียกรวม ๆ ว่าพนักงานของรัฐ เราไปแยกแยะในนั้นเป็นข้าราชการ เป็นลูกจ้าง เป็นพนักงานประเภทอื่น ๆ ก็คือทั้งหมดนั่นแหละครับ ในภาคของสังคมเขามองว่า เป็นข้าราชการ เป็นพนักงานของรัฐนั่นเอง ในอดีตนั้นเรามีคนเก่งครับ คนมีความรู้ ความสามารถสูงเข้าสู่ระบบราชการ เรามีโรงเรียน เรามีมหาวิทยาลัย ผลิตบุคลากรเข้ามา เป็นข้าราชการหรือบริกรของรัฐเพื่อแผ่นดิน เพื่อประเทศชาติ เพื่อทำงานให้พระราชา เพื่อจะสนองต่อราษฎร ท่านทั้งหลายที่นั่งอยู่ ผู้ที่เป็นกรรมาธิการและอยู่ในห้องนี้ และอื่น ๆ อีกมากมาย ทั้งที่ท่านเป็นข้าราชการประจำอยู่ ข้าราชการเกษียณ หรือเป็นผู้ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือกำลังจะเข้ามาสู่ระบบนี้ เรามีทิศทางแบบนี้มาโดยตลอดครับ ท่านประธานกรรมาธิการนี้ ท่านก็เป็นกรณีตัวอย่างของข้าราชการที่มีความรู้ความสามารถสูง เราทำงานกันมาจนถึงวันนี้ และจะเดินหน้าต่อไป ผมคิดว่าท่านได้วิเคราะห์ไว้ดีว่าโลกเปลี่ยนมาก สมรรถนะ ของข้าราชการในอนาคตไม่เหมือนในอดีตแล้วครับ แล้ววันนี้ข้าราชการหรือบุคลากรของรัฐนั้น เราอยู่ในระดับวิกฤติจริง เพราะว่าสังคมเปลี่ยน โลกเปลี่ยน แต่ตัวระบบนั้นเราเปลี่ยนช้ามากครับ เราเปลี่ยนช้ามาก เรามีนโยบายจำกัดกำลังคนภาครัฐเมื่อหลายปีก่อนเป็นแบบหน้ากระดาน และแบบรวมทั้งหมด แล้วเราไม่มีพลังพอลึกลงไปถึงการที่ไปขับเคลื่อนจนให้รู้ว่าอะไรควรจะลด อะไรควรจะเพิ่มครับ วิกฤติมันก็เกิดวันนี้ เพราะในจุดสำคัญขาดครับ ในจุดไม่สำคัญนั้น อาจจะมีเกินอยู่ ผมย้ำว่าผมเป็นข้าราชการและเป็นพนักงานของรัฐรวมเกือบ ๔๐ ปี เราเห็นประสบการณ์ครับ บางจุดนั้นเกินจริง ๆ แต่มันก็ไม่ง่ายในการที่จะลดเพราะทุกอย่าง มันก็เป็นสิ่งที่เขามีอยู่แล้ว แต่บางส่วนนั้นสำคัญอย่างยิ่งยวดเราตามไม่ทัน ท่านก็มาจับ เรื่องวางแผนผมก็คิดว่าสำคัญ ตัวนโยบายจำกัดกำลังคนภาครัฐไม่ผิดครับ แต่ไม่ได้มีกลไก และเครื่องมือหรือมีพลังงานเพียงพอในการที่จะทำให้นโยบายนี้ไปสู่สิ่งที่ทันสมัยกับโลก กับสังคม เราจะมีวิกฤติแบบนี้อีก เมื่อสักครู่ท่านกรรมาธิการท่านพูดถึงกรณีพยาบาล ขาดแคลน ๔๐,๐๐๐ คนในอนาคต ผมเข้าใจว่าท่านหมายถึงพยาบาลในภาคราชการ ของกระทรวงสาธารณสุข แต่ท่านพูดปั๊บ ท่านไม่ได้พูดคำนี้ต่อ คนจะเข้าใจว่าพยาบาล ขาดแคลนในประเทศไทยซึ่งไม่จริงครับ พยาบาลมีการผลิตเพิ่มไม่ได้ขาดแคลน แต่พยาบาล ภาครัฐของกระทรวงสาธารณสุขขาดแคลน ขาดแคลนเพราะจำกัดกำลังคนภาครัฐ หมอใช้ทุนมีตำแหน่งให้ แต่พยาบาลซึ่งเป็นลูกชาวบ้านเรารับเขามาจากท้องถิ่นครับ พยาบาลของกระทรวงสาธารณสุขนั้น รับคนที่เป็นนักเรียนที่จบจากพื้นที่มาเรียนในวิทยาลัยของกระทรวงสาธารณสุข ในภูมิภาค แล้วกลับไปอยู่บ้านเป็นข้าราชการ มีคุณค่าศักดิ์ศรีมาก ลูกชาวบ้าน ลูกใครต่อใครอยากเข้ามาเรียน เขามีความมั่นคง มีคุณค่าศักดิ์ศรี กลับไปทำงานทดแทนบุญคุณของบ้านเมือง แล้วก็อยู่มายาวนานหลายสิบปีมาแล้ว เกษียณไปก็จำนวนมาก วันนี้ก็กำลังมี แต่พอเราจำกัด กำลังคนภาครัฐ เราไม่ให้ตำแหน่งเขาครับ ในขณะนั้นที่อื่นก็มีแรงจูงใจมากกว่า อันนี้ผมแตะ ไปตรงพยาบาลนิดหนึ่ง เป็นกรณีให้เห็นว่าเวลาเรามองแบบนี้มันมีอะไรที่ลึกกว่านั้น พูดรวม ๆ ก็อาจจะเห็นไม่ชัดครับ

ประเด็นที่ ๑ คือแรงจูงใจในระบบราชการนั้นต่ำลงอย่างมาก ชัดเจน คนเก่ง ๆ คนมีความสามารถมีความจูงใจไหมครับที่จะเข้ามา แต่ถามว่าเวลาสมัครข้าราชการทีหนึ่ง คนสมัครเยอะไหม เยอะครับ แต่ใช่คนในกลุ่มที่เป็นกลุ่มเดิม ๆ นั้นหรือเปล่า หรือเป็นคนกลุ่มไหน ค่าตอบแทน ระบบมีอำนาจนิยมค่อนข้างสูงมากขึ้นเรื่อย ๆ ติดกรอบ ทำงานกระดาษ ทำงานหนังสือ ติดต่อกันอะไรต่าง ๆ ความท้าทายน้อยลง เมื่อไปเทียบกับโลก ที่มันยากขึ้น เรื่องต่าง ๆ ยากขึ้น งานยากขึ้น ความท้าทายในภาคเอกชนและภาคส่วนอื่น ๆ นำหน้ามากเลย เพราะฉะนั้นเรากำลังเผชิญวิกฤติอันใหญ่หลวงครับ ๑. คือมีแรงถ่วง ๒. มีความคาดหวังไกลมาก ท่านได้เขียนไว้ผมขอบพระคุณอย่างสูงครับ ผมได้อ่านในหน้า ๗ ของท่าน ท่านพูดถึงคุณสมบัติและขีดความสามารถหรือสมรรถนะของราชการในอนาคต ที่ท่านได้ดูมาจากต่างประเทศ ๑๐ ประการ ผมอ่านอย่างตื่นตาตื่นใจ แล้วเดี๋ยวผมจะขึ้น เฟซบุ๊ก (Facebook) เพื่อจะบอกสังคมว่าอันนี้ต่างประเทศเขามองอย่างนี้แล้วครับ เราเอามาดูแกป (Gap) กับของเรา ข้าราชการของเรามีมากน้อยแค่ไหน อันนี้มหึมานะครับ เพราะฉะนั้นการวางแผนกำลังคน ข้าราชการภาครัฐของท่านถ้าเอาตัวนี้มาเป็นกรอบ ในการมองว่าข้าราชการในอนาคต จริง ๆ คือในปัจจุบันนะครับ เรามีช่องว่างมโหฬาร มหาศาล เราจะไปอย่างไร เดี๋ยวผมจะขออนุญาตกราบเรียนตรงนั้น ต้องขออนุญาต ท่านประธานอาจจะเกินเวลาเล็กน้อย ซึ่งก็มีเนื้อหาสาระสำคัญนะครับ

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากกราบเรียนครับ ท่านได้ตั้งใจดีมาก ท่านมามอง เรื่องวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ที่ผมเรียนแล้ว ผมขอเสนอสัก ๒ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ การมองโดยแยกส่วนเรื่องแผนออกมาอาจจะทำให้วิเคราะห์ ไปไม่ถึงปลายทางไหมครับ เราน่าจะต้องมองเรื่องแผนกำลังคนควบคู่ไปกับระบบและโครงสร้าง ของราชการครับ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น มันเป็นข้าราชการทั้งหมด เป็นพนักงานของรัฐทั้งหมด จะแยกแต่เฉพาะในกระทรวง ทบวง กรมไม่ได้ครับ ท้องถิ่นก็เกี่ยว เมื่อสักครู่นี้ท่านอดีตเลขาธิการ ก.พ. ท่านพูดถึงท้องถิ่น เรียกชื่อนั้นชื่อนี้ อันนั้นเป็นเรื่องของ การเรียกรายละเอียด แต่ผมคิดว่าจุดใหญ่คือพนักงานของรัฐเหมือนกัน เพียงแต่ถ้าเราปรับ ทิศทางว่าพนักงานของรัฐ หรือกำลังคนภาครัฐอยู่ตรงไหนบ้าง อันนี้ก็มหึมาแล้วนะครับ เพราะฉะนั้นการวางแผนถ้าท่านไปเริ่มที่วางแผนที่กระทรวง ทบวง กรม ท่านจะเป็น การวางแผนแบบเดิม คือเอากรมเป็นตัวตั้ง แท้ที่จริงแล้วมันจะต้องดูระบบและโครงสร้าง ราชการว่าจะปฏิรูปอย่างไร คนมันจะได้สอดคล้องตรงนั้นครับ ส่วนกลาง ส่วนภูมิภาค ส่วนท้องถิ่น องค์กรที่ไม่ใช่ราชการ เป็นพนักงานของรัฐรูปแบบอื่น มหึมานะครับ เพราะฉะนั้นแยกส่วนเรื่องคนไม่ได้ ผมพูดจุดนี้เพื่อจะย้ำว่าแยกส่วนวางแผนคนอย่างเดียว ไม่ได้ ในขณะที่มองระบบและโครงสร้างที่ว่าท่านก็ต้องมาดูพันธกิจซึ่งท่านพูดไว้แล้ว อะไรสำคัญอย่างยิ่งยวดครับ เป็นพันธกิจใหม่ที่ถ้ารัฐไม่ทำวันนี้อนาคตเดือดร้อน ท่านก็ยกตัวอย่างมาแล้วที่เราเห็นนะครับ สำคัญยิ่งยวดเป็นภารกิจเก่า สำคัญปานกลาง สำคัญน้อยที่จะผ่องถ่ายให้คนอื่นเขาทำได้แล้ว ราชการหรือรัฐไม่ต้องทำแล้ว ถ้าไม่คิดแบบนี้ เราก็คิดวางแผนกำลังคนบนจำนวนเดิม งานเดิม หน้าตาเดิม มันก็ติดแหละครับ ประเด็นนี้ คือประเด็นใหญ่ที่ผมอยากกราบเรียน คือผมกราบเรียนตรงนี้เพื่อจะย้ำว่าการวางแผน กำลังคนโดด ๆ แยกออกมามันจะเข้าอีหรอบเดิม ส่วนราชการต่าง ๆ เขาก็วิเคราะห์ว่า ของเขาสำคัญทั้งนั้นแหละครับ แล้วก็จะปรับอะไรไม่ได้ เดินไปไม่ได้ ติดขัดนะครับ

เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพครับขอใช้เวลาอีกนิดหนึ่ง ผมเป็น ผู้ทรงคุณวุฒิที่เป็นข้าราชการประจำ ดูแลเรื่องกำลังคนด้านสาธารณสุขของกระทรวง สาธารณสุข และดูแลเรื่องการผลิตและพัฒนาคนมาทั้งหมดรวม ๑๐ กว่าปีนะครับ ขออนุญาตกราบเรียนว่าเรื่องคน ผมกำลังเอาประสบการณ์ผมในด้านสุขภาพ ในด้านสาธารณสุข เราได้สรุปบทเรียนระดับโลกแล้วว่าเราจะแยกการวางแผนคนออกมา โดด ๆ ไม่ได้ มันมี ๔ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ คือเรื่องการวางแผน ถูกต้องครับที่ท่านจับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องการผลิตและพัฒนาครับ ถ้าเราคิดโดด ๆ แล้วบอกว่า ท้องตลาดเขาคงผลิตมาสนองเอง ไม่พอครับ เมื่อก่อนนี้เราถึงขนาดมีการตั้งจุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัยก็คือผลิตข้าราชการให้ระบบหลักของประเทศ แล้ววันนี้เราจะเอาอย่างไรครับ อันที่ ๒ การพัฒนามหึมามากนะครับ คนที่เป็นข้าราชการ เป็นพนักงานของรัฐ มันต้องพัฒนาตลอดเพื่อให้มีสมรรถนะ ๑๐ ข้อที่ท่านว่า ไม่ต้องครบ ๑๐ ข้อก็ได้ ตรงไหนล่ะครับ เป็นที่พัฒนา เรามีโครงการอบรมข้าราชการระดับต่าง ๆ เหมือนเดิม ลองไปดูเถอะครับ ยังไม่ทันสมัยเท่าที่ควร ผมต้องขออภัยที่พูดรวม ๆ แบบนี้ ไม่ได้ไปตำหนิติติงหน่วยใดทั้งสิ้น ผมก็ผ่านการอบรมเหล่านั้นมา แต่ผมคิดว่าการพัฒนาคนคือพนักงานของรัฐมันต้อง เปลี่ยนเยอะมาก และมีภาคส่วนต่าง ๆ เข้ามาร่วมพัฒนา ไม่ใช่ข้าราชการเราทำกันเอง ภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคต่าง ๆ มันจะต้องมาช่วยกันคิดในเชิงนโยบาย เชิงยุทธศาสตร์ที่ท่านว่า เพราะฉะนั้นผมคิดว่าแผนแล้วท่านต้องมามองเรื่องการพัฒนาไปด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ที่ผมคิดว่าใหญ่มหึมาท่านแยกไม่ได้ คือเรื่องการบริหารคนหรือการใช้คน ถ้าท่านไม่แยกอันนี้ออกไปแล้ววางแผนแต่คนไปไม่ได้ครับ เพราะอะไรครับ เรามองพนักงาน ของรัฐแบบเต็มเวลาตายตัวที่เรียกว่าเพอร์มาเนนต์ กัฟเวิร์นเมนทัล ออฟฟิศเซอร์ (Permanent Governmental Officer) เราไม่มีระบบเพอร์มาเนนต์ พาร์ตไทม์ ออฟฟิศเซอร์ (Permanent Part-time Officer) เราไม่มีระบบพาร์ตไทม์ (Part-time) สิ่งเหล่านี้ถ้าไม่เอา มาใช้ เรามาดูแต่จำนวนหัวข้าราชการ จำนวนหัวพนักงานของรัฐก็เหมือนเดิมครับ ผมจะยกตัวอย่างง่าย ๆ รูปธรรมครับ พยาบาลคนหนึ่งเขาเป็นพยาบาลบริการได้เป็น ข้าราชการ วันหนึ่งเมื่อเขาตั้งครรภ์แล้วออกลูก เขาเลี้ยงลูก หรือพ่อแม่สูงอายุต้องดูแลพ่อแม่ อาจจะต้องหยุดงานบริการ ของเราอาจจะไม่ให้เขาเป็นข้าราชการ เขาต้องเลือกเอาจะออก หรือไม่ออกแต่ไม่มีระบบหรือครับที่เขากลับมาทำงานเมื่อเขาพร้อม อันนี้มันจะต่อยอดมาถึง คนอายุ ๖๐ กว่าปี ข้าราชการของเราอายุ ๖๐ กว่าปีมีความสามารถอีกเยอะมาก ผมเสียดาย หลายคนที่ท่านเป็นอธิบดี เป็นปลัด ท่านมีความรู้เยอะมาก แต่ก็ไม่ควรที่จะให้ท่านเกษียณ ยืดไป มันอาจจะไม่ทันสมัยก็ได้ มันอาจจะไม่เหมาะสมก็ได้ แต่จะทำอย่างไรให้คนเหล่านั้น เอาสมรรถนะเขามาทำงานเพื่อแผ่นดิน จะเรียกเขาว่าเป็นข้าราชการแบบไหนได้ไหมครับ ไม่ใช่ว่าเกษียณแล้วก็ปล่อยทิ้งไปเลย รับเงินบำนาญอย่างเดียว แต่เอามาใช้ในระบบใด ตรงนี้ ผมอยากจะย้ำเรียนนะครับว่าถ้าเราวางแผนกำลังคนโดยไม่มองเรื่องการบริหารและการใช้คน เราก็ไปไม่ได้ เพราะเราไปมองข้าราชการและพนักงานของรัฐแบบเต็มเวลา แบบเข้ามาแล้วก็ ถึงอายุ ๖๐ ปีแล้วก็จบไป เรื่องนี้สำคัญ ทั้งหมดนี้ก็มาสู่เรื่องนโยบายกำลังคนซึ่งต้องมี การวิจัยและพัฒนารองรับ ผมพูดถึง ๔ เรื่องนี้ ในขณะนี้ในแวดวงของการสุขภาพ หรือสาธารณสุขในระดับโลกและระดับในประเทศเรา เรามองว่าไม่สามารถมอง เรื่องการวางแผนกำลังคนได้โดยอิสระ เราต้องมอง ๔ เรื่องนี้ไปด้วยกัน และที่สำคัญ คือต้องวิจัยและพัฒนา แล้วปรับไปในตัวมันเองตลอดเวลา ไม่อย่างนั้นถ้าไปยกโครงสร้าง ขึ้นมาเป็นเรื่องการวางแผนใหญ่เลยนะครับ มันไปไม่ได้ มันจะต้องบูรณาการแล้วขับเคลื่อน ไปด้วยกัน พัฒนาศักยภาพ พัฒนาวิธีการจ้างงาน พัฒนาวิธีอะไรต่าง ๆ ไม่ใช่มานับ แต่จำนวนข้าราชการประจำเท่านั้น หรือพนักงาน หรือลูกจ้างประจำเท่านั้น แต่จะต้องมีวิธี การจ้างงานมากมาย ยกตัวอย่างอีกอันหนึ่ง แพทย์บางคนไปอยู่ประเทศสหรัฐอเมริกา มานานกลับมาบ้านครับ เขาอยากช่วยราชการทำงาน แต่ระบบไม่มี เพราะจะต้องมาสมัคร เป็นข้าราชการประจำ จะต้องมีระบบที่เขาเข้ามาเป็นพนักงานของรัฐที่เป็นบางเวลา แล้วก็ อาจจะมีความต่อเนื่องมั่นคง ไม่ใช่ไม่มั่นคง เขาจะได้มีคุณค่าศักดิ์ศรี เราจะได้ใช้ทรัพยากร ที่เป็นประโยชน์ร่วมกัน ต้องขออภัยท่านประธานที่พูดยาวนิดหนึ่งนะครับ แต่คิดว่าเรื่องนี้ ผมเห็นด้วยกับที่ท่านหยิบเรื่องสำคัญขึ้นมา

สุดท้ายผมอยากจะฝากท่านว่าสิ่งที่เราจะทำคือวางแผนกำลังคนภาครัฐ เชิงยุทธศาสตร์ แล้วสิ่งที่ท่านได้กรุณาเสนอไว้ในขั้นตอนการปฏิรูปที่อยู่ในหน้า ๒๒ เรื่องการเสนอคณะรัฐมนตรีปรับปรุงฐานข้อมูล บูรณาการสิ่งต่าง ๆ และมีการวิจัยเรื่องต่าง ๆ ผมฝากกราบเรียนว่าผมไม่แน่ใจว่ามันจะนำไปสู่การปฏิรูประบบกำลังคนภาครัฐได้จริงไหม เพราะดูเหมือนเครื่องมือ กลไกและกระบวนการที่จะนำไปสู่การทำนโยบายใหญ่ การทำยุทธศาสตร์ แล้วก็การขับเคลื่อนที่ไปสู่เกี่ยวข้องการปฏิรูปตัวระบบและโครงสร้าง การจำแนกแจกแจงให้รายละเอียดมากขึ้นว่าการจ้างงาน การมีพนักงานของรัฐกี่แบบ กี่ประเภท ดูเหมือนมันจะไปไม่ถึงถ้าเผื่อว่าเป็นข้อเสนอเท่านี้ ผมฝากกราบเรียน ด้วยความเป็นห่วงครับ อยากให้ท่านเดินหน้าต่อไปแล้วก็คิดว่ามีเรื่องใหญ่ที่จะต้องทำ มากกว่านี้ หากเป็นไปได้ถ้ามีโอกาสก็จะได้ร่วมมือกันผลักดันขับเคลื่อนเรื่องนี้ ด้วยความขอบคุณท่านประธานครับ