เรืองศักดิ์ สนับสนุนปฏิรูปข้าราชการ เน้นสมรรถนะ-ธรรมาภิบาล-เส้นทางอาชีพ

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๔ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙

เรืองศักดิ์ จริตเอก หารือถึงบทบาทและพัฒนาการของข้าราชการไทย โดยเน้นการปฏิรูปที่สอดคล้องกับหลักธรรมาภิบาล ยกตัวอย่างจากพระราชนิปุทานที่ส่งเสริมการปฏิบัติหน้าที่ด้วยจิตวิญญาณ สนับสนุนการปรับโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มสมรรถนะและขวัญกำลังใจ พร้อมผลักดันเส้นทางอาชีพที่เปิดโอกาสอย่างเป็นธรรม โดยย้ำว่าการวางแผนต้องคำนึงถึงภารกิจที่แท้จริง ความซับซ้อนของปัญหา และบริบทที่เปลี่ยนไป รวมถึงการบริหารงานบุคคลอย่างรอบด้านตั้งแต่การสรรหาจนถึงการเกษียณ เพื่อสร้างระบบราชการที่มีประสิทธิภาพ ความภาคภูมิใจ และปราศจากการครอบงำโดยพวกพ้อง

พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพและ คณะกรรมาธิการผู้ทรงเกียรติ รวมทั้งสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศครับ กระผม พลตำรวจเอก เรืองศักดิ์ จริตเอก สมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ หมายเลข ๑๒๔ ก่อนอื่นท่านประธานครับ ต้องกราบขอบคุณที่ท่านได้ให้ผมได้ขึ้นอภิปรายในส่วนนี้ และต้อง ขอบคุณคณะกรรมาธิการที่ได้ศึกษาเรื่องนี้นะครับ ถึงแม้ว่าบางส่วนจะก้าวไปไม่ถึง ขั้นการวิจัยก็ตามนะครับ แต่เป็นการศึกษาซึ่งข้าราชการเป็นกลไกหลักของประเทศตั้งแต่ อดีตนะครับ ตั้งแต่เราเท้าความถึงพระปิยมหาราชท่านได้ทรงตราเกี่ยวกับหน่วยงาน บ้านที่ให้ ข้าราชการได้อยู่คือทบวง กรม ต่าง ๆ นะครับ ถัดมาก็มาถึงพระมหาธีรราชเจ้า ท่านก็ได้ ทรงบัญญัติแล้วก็ให้สิ่งที่ดี ๆ สำหรับผู้ที่จะเป็นข้าราชการนะครับ ต่อมาจนกระทั่งถึง พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่ท่านได้ทรงให้กำลังใจแล้วก็ให้ความสำคัญกับข้าราชการ สูงสุดเลยนะครับ ไม่ว่าด้านธรรมาภิบาล ด้านความเพียร ที่สำคัญก็คือว่าท่านทรงดำรงตน เป็นตัวอย่าง สอนโดยการทำเป็นตัวอย่าง ทั้งพสกนิกรทั่วประเทศและทั่วโลกเป็นที่ประจักษ์

ท่านประธานครับ ท่านกรรมาธิการได้พยายามทำในสิ่งที่ดีหลาย ๆ ส่วน ผมขอลำดับสั้น ๆ ว่าสิ่งที่ในการศึกษานั้นจริง ๆ แล้วท่านกรรมาธิการหลายท่านได้พูดถึง ย่อว่าการที่เราจะศึกษาเรื่องนี้นั้นมันต้องอยู่บนพื้นฐานของความเชื่อมโยงที่ ขออนุญาตภาษาอังกฤษที่ว่าคอนเนกทิวิตี (Connectivity) โพรเซส (Process) โพรซีเยอร์ (Procedure) นะครับ ความเชื่อมโยงต่าง ๆ เหล่านี้เราเห็นว่าที่เราพูดกันทั้งหมดการศึกษานี้ เราอ่านกันดูย่อ ๆ ผมก็ย่อในส่วนตัวนะครับว่ามันมี ๓ หลักมุ่งไปสู่ตัวนั้น ก็คือ อันที่ ๑ ขนาด อาจจะปรับเรื่องขนาด ปริมาณของจำนวนข้าราชการ แล้วก็ในส่วนของจำนวนงบประมาณ ขอโทษที่พูดภาษาอังกฤษว่าดาวน์ไซซิง (Downsizing) นะครับ อันที่ ๒ ก็คือหลักที่เพิ่ม ในส่วนที่เรานำเสนอที่เรียกว่าการเพิ่มสมรรถนะ หรือเพิ่มประสิทธิภาพของกำลังคนนะครับ จะต้องทำให้ข้าราชการไม่ว่าจะมากหรือน้อย ทำให้ประชาชนชื่นใจ แล้วก็สามารถทำให้ ประชาชนยอมรับ จะเป็นส่วนของการทำเซอร์วิสมายด์ (Service Mind) ซึ่งตรงนี้หลัก ๆ ข้อที่ ๒ เราเรียกว่าหลักเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) ตรงนี้นะครับ หลักที่ ๒ ที่กรรมาธิการได้นำเสนอนะครับ แล้วก็ก้าวไปสู่อันที่ ๓ ซึ่งทั้ง ๒ หลักจะคืบสู่ความเป็นจริงได้ ในเชิงประจักษ์มันต้องวนอยู่ที่ว่าทำให้ข้าราชการเหล่านี้ที่เป็นกลุ่มก้อนใหญ่เป็นพลัง ขับเคลื่อนของประเทศ หรือประเทศกำลังพัฒนาจะต้องขับเคลื่อนให้คนเหล่านี้ได้บรรลุ ได้เป็น ได้เป็นข้าราชการตั้งแต่ก่อนเข้า แล้วได้มาเป็นข้าราชการ ได้ทำ เมื่อเป็นแล้ว มีการอบรม ปลูกฝังจริยธรรมให้เป็นข้าราชการที่ดีของประเทศชาติ ของสังคม ของประชาชน แล้วของตนเอง และของครอบครัวด้วยนะครับ สิ่งนี้ต้องมีความสมดุล คือพื้นฐาน ต้องหวนกลับไปให้ข้าราชการเหล่านั้นมีความสุขก่อน ก่อนที่จะให้ความสุขคนอื่น มีจิตใจ เอื้ออาทร ความเยือกเย็น ความสงบ หรือความดีงามนั้น ต้องเกิดขึ้นกับตัวเอง บ้านตัวเอง ครอบครัวตัวเอง กลุ่มตัวเอง กลุ่มที่ว่าคือบรรดาข้าราชการทั้งหมดจะต้องมีความสุข ก็คือเรา คงได้ยินว่าให้ความสุขโดยบางส่วน บอกว่าต้องมีวินัยเข้มแข็ง แต่การจะมีวินัยเข้มแข็ง ได้นั้นก็ต้องให้สวัสดิการที่เพียงพอ คือ ๒ ขาเดินไปด้วยกัน ภาษาอังกฤษอาจจะเรียกว่า เดินทั้งด้านเวลแฟร์ (Welfare) และเดินทั้งด้านดิสซิพลิน (Discipline) คู่กันไป ตราบใดที่ยัง มีหนี้สิน จิตใจที่จะไปพยุงคนอื่นนั้นยากนะครับ ตราบใดที่จะก้าวออกจากบ้าน ลูกยังนอนป่วยแม่ยายยังนอนป่วย สมาธิไม่มีนะครับสิ่งเหล่านี้ ก็คืออันที่ ๓ แอ็กชีฟเมนต์ (Achievement) ภาษาอังกฤษ แอ็กชีฟเมนต์ แคเรีย พาท (Achievement Career Path) แอ็กชีฟเมนต์ แคเรีย พาท (Achievement Career Path) เป็นส่วนที่ผมอยากฝากไว้ว่า นอกจากโมดูล (Module) ๒ อันแล้ว ดาวน์ไซซิง (Downsizing) กับเอ็มเพาเวอร์เมนต์ (Empowerment) แล้วแอ็กชีฟเมนต์ แคเรีย พาท (Achievement Career Path) บางส่วน อาจจะบอกว่าตาสีตาสาไม่มีเงินเดือนทำไมอยู่ได้ จริง ๆ แล้วข้าราชการอยู่ด้วยมีเกียรติ เราไม่ใช่นักธุรกิจ หลายคนเราก็เป็นนักธุรกิจ แต่หลาย ๆ ท่านบอกว่าเราไม่ใช่แสวงตัว เป็นตัวเลข ไม่ใช่คิดแต่ดอกเบี้ย ความสุขหรือสิ่งที่ได้รับ ความอิ่มใจ หรือเกียรติยศมองไม่เห็น แต่มีอานุภาพสูงสุด จะล่องลอยอยู่ในอากาศก็ตามนะครับ หากถ้าสิ่งดี ๆ เหล่านี้ถ้าได้รับ ตอบสนองแล้วก็จะเกิดความสมดุลระหว่าง ๓ โมดูล (Module) นี้นะครับ ท่านประธานครับ ผมก็ขอเข้าประเด็นเลยว่าสิ่งที่คณะกรรมาธิการนำเสนอผมเห็นด้วยอย่างยิ่งนะครับ ผมก็ขออภิปรายว่าอยากจะเพิ่มเติมในส่วนของข้อเสนอในเอกสารรายงาน ข้อ ๑๘ นะครับ ที่ว่าได้มีข้อเสนอเพื่อนำไปสู่ภาคปฏิบัติจริงให้เกิดมรรคผลในความเป็นจริงต่อไปนะครับ สั้น ๆ ๓ ข้อครับ

ข้อเสนอที่ ๑ ข้อเสนอมาทั้งหมดนั้นดีแล้วครับ แต่ผมอยากจะขอให้ คณะกรรมาธิการได้พิจารณาว่าในการที่เราจะทำในการวางแผน หรือในการให้เกิดผล เป็นจริงนั้น ในส่วนที่จะทำอยู่เราบอกว่าเป็นพลวัต มีทุนมนุษย์ มีทั้งอุปสงค์ อุปทานเหล่านี้ สิ่งเหล่านี้นอกจาก ๓ โมดูล (Module) ที่ผมพูดแล้วนี่เกณฑ์ที่จะเป็นปัจจัย ในการนำมาวางแผนควรพิจารณาหน้าที่และความรับผิดชอบ หน้าที่และความรับผิดชอบ ตามธรรมชาติของงานนะครับ คำว่าธรรมชาติของงาน ขอโทษภาษาอังกฤษ เดอะ เนเจอร์ ออฟ เวิร์ก (The Nature of Work) หรือเป็นศัพท์ทางด้านนี้ผมก็ไม่ทราบนะครับอาจจะ เป็นดิสซิพลิน (Discipline) เดสคริปชัน ออฟ เวิร์ก (Descriptions of Work) อะไรพวกนี้ ในนี้อาจจะพูดถึงงานหลัก งานรอง งานเสริมอะไรต่าง ๆ จริง ๆ แล้วเป็นเพียงแค่ตัวอักษร ข้าราชการบางส่วน ขออภัยยกตัวอย่างเพียงใกล้ ๆ จากประสบการณ์ชีวิตที่ผมทำงาน ตำรวจมานี่เราต้องซ้อนมอเตอร์ไซค์ออกตรวจ เราทำงานด้วยมือ ขณะเดียวกัน เราก็มีคอมพิวเตอร์ที่ทันสมัย เราจับโจร หรือจราจร หรือสืบสวน เราทำด้วยมือ อยู่บนเขาบ้าง อยู่กลางทะเลบ้าง อยู่บนตึกสูงบ้าง อยู่ใต้ดินบ้าง อยู่ในน้ำบ้าง สิ่งเหล่านี้เพราะฉะนั้น ถ้าดูตามธรรมชาติของงานที่เขาจะรับผิดชอบในแต่ละกลไกนั้นเพื่อให้ประชาชนได้รับ ตอบสนองหรือได้รับการปฏิบัติไม่มีช่องว่าง ไม่ใช่ไม่มีงบ ไม่มีเครื่องมือแล้วเราไม่ทำ เราทำด้วยจิตวิญญาณครับ แม้แต่เสียชีวิต แม้แต่เจ็บป่วยนอนป่วยอยู่โรงพยาบาลก็แยะ ก็ยังทำ เราไม่เคยบ่นไม่เคยพูด ตากแดดตากฝนไม่เคยพูด แต่ถ้าทำไม่ดีนิดเดียวอาจจะโดน ตำหนิก็ไม่เป็นไร เพราะฉะนั้นขอให้ตัวชี้วัดที่ส่วนนี้ให้เป็นธรรม เพราะผมเคยไปอภิปราย หลายส่วนก็เป็นเพื่อนรักทั้ง ก.พ. ก.พ.ร. เคพีไอ (KPI) ลดคน ลดงบ เช่นลดคนว่าตำรวจ ๒๐๐,๐๐๐ คน ลดให้น้อยลง ลดงบ น้ำมันจะตรวจยังไม่พอเราก็รู้อยู่นะครับ ลดงบประมาณ ทุกอย่าง หนี้สินเยอะแยะ ข้าราชการชั้นประทวนก็มีหนี้สินเหล่านี้ แต่จับคนร้ายเพิ่มขึ้น คดีค้างเก่าอย่าเหลือ ป้องกันภัยอย่าให้เกิดคดีลัก วิ่ง ชิง ปล้นอะไรต่าง ๆ เหล่านี้ จริง ๆ ตัวชี้วัดเหล่านี้ผมบอกว่าถ้าย้อนกลับธรรมชาติของงานว่าแค่สังคมสงบสุข สังคมมีความสุข ไม่จำเป็นต้องเกิดคดี รั้วไม่ต้องสูง เราก็มีความสุข เพราะฉะนั้นขอให้พิจารณาในหลัก ธรรมชาติของงานนั้นที่เขาจะทำ

อันที่ ๒ อีกอันหนึ่งก็คือว่าแนวทางในการวางแผนยุทธศาสตร์และการพัฒนา ระบบราชการไทยนั้นไม่ควรเอาที่ผมพูดแล้วคือหลักของการปรับลดปริมาณในเชิงตัวเลข ขนาด ภาระต่องบประมาณเป็นตัวตั้งหลัก จริงอยู่ต้องมาคำนึงแต่มันเชื่อมโยงทุกอย่างเลยนะครับว่า สิ่งเหล่านี้ถ้าเราคำนึงถึงตัวนี้เป็นหลักหรืออะไรเราจะปิดประตูเลยครับ แล้วก็เราจะได้ ภาพที่มัวมาก เป็นภาพที่มัวแล้วก็ทำต่อกันไป อย่างเช่นงบประมาณของเราอาจจะ ใช้ระบบที่ว่าเดิมเคยได้เท่าไรปีนี้ก็เพิ่มขึ้นอีกนิดหนึ่ง แต่จริง ๆ ไม่ใช่ครับ ประชาชนเพิ่มขึ้น ปัญหาเพิ่มขึ้น ซับซ้อนขึ้น เพราะฉะนั้นตรงนี้มันพันหลายเรื่องครับ

และอันที่ ๓ อีกอันหนึ่งก็คือว่าการวางแผนต้องดำเนินการทั้งวงรอบของ การบริหารงานบุคคลนะครับ ตั้งแต่ก่อนเกิดบางทีบอกว่ารอให้ถึงอนุบาลก็สายไปเสียแล้ว รอเขามาเป็นข้าราชการแล้วก็สายเกินไป ต่างประเทศผมไปดูงานบ่อยเลยครับ อย่างการเป็น ตำรวจเขาเฝ้าดูเลยครับเป็นตำรวจของชุมชน เขาเกิดที่นั่น ตายที่นั่น เขาไม่มีวุ่นวาย เรื่องการแต่งตั้งต้องไปอยู่หน่วยโน้นหน่วยนี้เฉกเช่นข้าราชการอื่นเหมือนกัน เขารักถิ่นฐานเขา เพราะฉะนั้นความละเอียดรอบคอบในส่วนของการสรรหาซึ่งหลายท่านอภิปรายไปแล้ว แยกส่วนอภิปรายไปนะครับ และเมื่อเขาเข้ามาแล้วก็ต้องทำให้เขาดีนะครับ ขณะคลอด ก็ต้องดี เราเลี้ยงให้เขาดีเลี้ยงอย่างไร เลี้ยงให้เติบโต มีประสิทธิภาพ จนกระทั่งรีไทร์ (Retire) ออกไป วงรอบเหล่านี้ต้นธารเหล่านี้ต้องคัดคนดี คนเก่ง เข้ามา เมื่อเข้าระบบแล้วคนไม่ดี ต้องคัดออก คนไม่ดีต้องคัดออก เพราะว่าเราให้เขาเต็มที่แล้วก็คือว่าสวัสดิการให้เต็มที่แล้ว แต่ถ้าไม่ดีก็ต้องคัดออกนะครับ สิ่งเหล่านี้ต้องเข้มแข็งและต้องให้ความเป็นธรรมนะครับ จะใจอ่อนไม่ได้ โดยให้สวัสดิการที่ดีก่อน แล้วด้านวินัยเอามาจับนะครับ อย่างน้อยต้องมีคู่แฝด ระหว่างสวัสดิการกับวินัยนะครับ ระบบคุณธรรมที่เราพูดอยู่เสมอในการแต่งตั้งต้องให้มี ความสำคัญเหมาะสม เรามีแบบฟอร์ม (Form) อะไรต่าง ๆ ที่มีการประเมินอะไรต่าง ๆ ขอให้เชิงประจักษ์ก็คือ ต้องเอามาใช้จริง ให้น้ำหนักกับสิ่งเหล่านี้มาก ๆ นะครับ เพราะประเทศไทยเราระบบเกรงใจ แล้วก็ประเมินสูงก็จริง จริง ๆ ผมได้อภิปรายในที่นี้หลายครั้งว่าอย่างวิชาครู โบราณใช้วิธี ดูแววว่าคนนี้เหมาะจะเป็นครูไหม ทำงานจริงไหม ผมเคยพูดกับตำรวจว่าตั้งแต่นักรบ น้องคนสุดท้อง ๒๐๐,๐๐๐ กว่า คนที่ ๒๑๑,๑๐๐ เขาอยู่อย่างไร เขาสามารถดูถึง ผบ.ตร. ได้ น้องคนนี้ทำผิดก็คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติรับบาดแผลเต็ม ๆ นะครับ เพราะฉะนั้น เขาต้องดี ใน ๒๑๑,๑๐๐ ต้องดีพอ ๆ กันนะครับ และไพร่พลเลวไม่มี มีแต่หัวหน้าที่ไม่ดี เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็คือว่าต้องพยายามให้แต่ละคนได้อยู่บนพื้นฐานของแอ็กชีฟเมนต์ แคเรีย พาท (Achievement Career Path) ทำให้เขาได้มีโอกาส คนดีต้องแจ้งเกิดได้ โดยให้เขา บรรลุ บรรลุอะไรครับ บรรลุตั้งแต่ก่อนเข้า บรรลุเข้ามาแล้วให้ได้เป็นได้ทำในสายงาน เพราะมิฉะนั้นแล้วตัวชี้วัดมันเป็นภาพละเมอ ภาพหลอนกับคนเก่ง ๆ ถนอมตัวนะครับ เรียกว่าคนเก่ง ๆ ถนอมตัว เขาถนอมตัวเพื่ออะไรครับ เพื่อให้พ้นระบบอะไรต่าง ๆ ไปสักช่วงหนึ่งเข้าสู่อีกระบบหนึ่ง ข้าราชการเก่ง ๆ บางคนถนอมตัว ตรงนี้ไม่ต้องถนอมตัว เก่ง ดี ต้องกล้าด้วยบวกอีกนิดหนึ่งกล้านะครับ กล้าก็คือว่าพึ่งระบบได้ ฝันตื่นขึ้นมาแล้ว พึ่งระบบได้ ไม่ใช่พึ่งพวกพ้องหรือพึ่งแต่สิ่งอะไรต่าง ๆ เราไม่ใช่ฝันไป ผมว่าทำได้ครับ ผมมีเพื่อนหลาย ๆ คนที่อยู่ในหน่วยงานรัฐวิสาหกิจเขาเตรียมคนเป็นรุ่น ๆ ไปเลยครับ หรือบางหน่วยงานราชการเหมือนกันรู้เลยว่าคนนี้สตาร์ต (Start) มานี่จะต้องเป็นไปทอป (Top) สุด ทำเส้นนี้ได้แคเรียพาท (Career Path) เราพยายามอนุรักษ์เส้นนี้ไว้ให้ได้นะครับ เพราะฉะนั้นโดยสรุปแล้วผมก็คิดว่า ๓ ข้อที่ผมเสนอก็คงเป็นส่วนหนึ่งให้คณะกรรมาธิการ ได้พิจารณาแล้วก็ได้มีส่วนที่เพิ่มเติมตามความเหมาะสมครับท่านประธาน กราบขอบคุณครับ