อาจิณ เสนอตั้ง กก.กลางจริยธรรมข้าราชการ ยกระดับมาตรฐาน-บังคับใช้ชัด

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๔ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙

อาจิณ โชติวงศ์ หารือประเด็นการปฏิรูปจริยธรรมข้าราชการ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการกำหนดมาตรฐานจริยธรรมที่ชัดเจนตามรัฐธรรมนูญ มีกลไกบังคับใช้ที่เข้มแข็ง และการจัดตั้งคณะกรรมการกลางด้านจริยธรรมข้าราชการผ่านกฎหมายเฉพาะ เพื่อให้การกำกับดูแลเป็นระบบ ครอบคลุมทุกหน่วยงาน และสอดคล้องกับหลักการบริหารงานบุคคลที่โปร่งใสและเที่ยงธรรม โดยเสนอให้เชื่อมโยงจริยธรรมเข้ากับกระบวนการแต่งตั้ง เลื่อนเงินเดือน และการประเมินผลอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมแก้ไขข้อบกพร่องในการตรวจสอบประวัติและพฤติกรรมของข้าราชการเพื่อยกระดับความซื่อสัตย์สุจริตในภาครัฐ

พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ กรรมาธิการ

เรียนท่านประธาน ท่านสมาชิกสภาครับ ในเรื่องนี้ได้ทำการศึกษาโดยการเปรียบเทียบกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ระเบียบข้าราชการทุกฉบับเลย รวมทั้งประมวลจริยธรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งมีด้วยกัน เป็นจำนวนมาก เชื่อว่าครอบคลุมถึงทุกหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้และได้ดู รัฐธรรมนูญตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ ซึ่งเริ่มให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมา แล้วก็มีการปรับปรุง แก้ไขให้มีกลไกการขับเคลื่อน ในปีพุทธศักราช ๒๕๕๐ จนกระทั่งมาถึงในปัจจุบันซึ่งเป็น ร่างรัฐธรรมนูญใหม่นะครับ โดยได้ศึกษาถึงกลไก สภาพบังคับ การนำไปใช้ในการบริหารงานบุคคล ขั้นตอนต่าง ๆ ทั้งในการสรรหาบุคคลเข้ามารับราชการ การทดลองงาน การเลื่อนเงินเดือน การแต่งตั้ง รวมทั้งการออกจากราชการ ทั้งระบบของการบริหารงานบุคคล ในเบื้องต้นก่อนนะครับ จากการศึกษา ดูสภาพปัญหาที่ผ่านมาในช่วง ๑๐ ปี โดยยึดแนวทางตามที่รัฐธรรมนูญ พุทธศักราช ๒๕๕๐ ได้กำหนดไว้ ในรัฐธรรมนูญฉบับนั้น มาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ กำหนดสาระสำคัญเป็นหลักเอาไว้ซึ่งจะเป็นแนวทางในการศึกษาครั้งนี้อยู่ด้วยกัน ๕ เรื่อง

เรื่องแรก ให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐโดยเป็นไปปรากฏ อยู่ในประมวลจริยธรรมของหน่วยงานแต่ละแห่ง

ประการที่ ๒ ให้มีกลไกและระบบ เพื่อให้มีการบังคับใช้จริยธรรมดังกล่าว ให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ

ประการที่ ๓ ถ้าฝ่าฝืนไม่ปฏิบัติตามให้ถือว่าเป็นความผิดวินัย

ประการที่ ๔ การสรรหา การแต่งตั้ง การโยกย้าย การเลื่อนเงินเดือน การลงโทษให้คำนึงถึงมาตรฐานทางจริยธรรม

สุดท้ายก็ได้กำหนดให้ผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นผู้เสนอแนะ และให้คำแนะนำ หน่วยงานหรือองค์กรต่าง ๆ ในการจัดทำประมวลจริยธรรมครับ

อันนี้เป็นหลักสำคัญที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับ พ.ศ. ๒๕๕๐ ทีนี้ถ้าดู ตามที่รัฐธรรมนูญดังกล่าวกำหนดไว้นะครับ จากเงื่อนไขที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ก็ปรากฏว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้กำหนดค่านิยมหลักเอาไว้ ๙ ประการด้วยกัน เป็นมาตรฐาน ทางจริยธรรมเอาไว้ในประมวลจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของทุก ๆ หน่วยงาน จะมีมาตรฐาน ทางจริยธรรมปรากฏอยู่ หรือมีค่านิยมหลัก ๙ ประการอยู่ ในขณะเดียวกันวินัยของ ข้าราชการทั้งประเทศนี้ได้รับการพัฒนามาค่อนข้างมากครับ ปัจจุบันนี้ทุกส่วนราชการ ได้พัฒนาวินัยออกเป็น ๒ ส่วน วินัยในส่วนที่ห้ามกระทำ เป็นวินัยจริง ๆ แท้ ๆ ตั้งแต่ สมัยดั้งเดิมผ่านมา และตอนหลังได้มีวินัยในทางสร้างเสริม วินัยที่ให้กระทำ ตัวอย่างเช่น ซื่อสัตย์สุจริต ถือประโยชน์ของทางส่วนรวม จัดทำสิ่งที่ถูกต้องตามกฎหมาย บริการประชาชนรวดเร็ว มีอัธยาศัย ไม่เลือกปฏิบัติ ซึ่งจริง ๆ แล้วสิ่งเหล่านี้เป็นวินัย ในทางเสริมสร้าง ซึ่งก็ปรากฏว่าตรงกับค่านิยมหลัก ๙ ประการ หรือมาตรฐานทางจริยธรรม ที่กำหนดไว้โดยผู้ตรวจการแผ่นดิน บางเรื่องซ้ำซ้อนกันทั้งโดยตรงและโดยอ้อมนะครับ เนื้อหาจากที่แยกไม่ออกนะครับ และบางครั้งซ้ำซ้อนกันนี่ และเนื่องจากรัฐธรรมนูญกำหนด ไว้ว่าให้ใช้วิธีการถ้าทำผิดหรือฝ่าฝืนจริยธรรมให้ดำเนินการทางวินัย ก็ปรากฏว่ามาตรการ ในทางวินัยให้มีการรายงานผู้บังคับบัญชา มีการสืบสวน มีการสอบสวน มีการตรวจสอบ แล้วก็มีการดำเนินการลงโทษภาคทัณฑ์ ตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน หรือถ้าถึงขนาดฝ่าฝืน จริยธรรมอย่างร้ายแรงก็ต้องปลดออกหรือไล่ออกตามลำดับไปนะครับ ก็ปรากฏว่า มีการนำผลการดำเนินการทางวินัยไปใช้แทนในเนื้อหาของจริยธรรมในทุก ๆ ขั้นตอน ของการบริหารงานบุคคลครับ โดยถ้ามีการร้องเรียนกล่าวหาถูกลงโทษลงทัณฑ์ทางวินัย ก็จะถือว่าผ่านการพิจารณาองค์ประกอบทางด้านความประพฤติ แล้วก็ผ่านการพิจารณา องค์ประกอบทางด้านจริยธรรมไปด้วย เพราะฉะนั้นในขั้นตอนการบริหารงานบุคคลต่าง ๆ ในการพิจารณาความรู้ความสามารถและความประพฤติ ในส่วนของความประพฤติ หรือมาตรฐานทางจริยธรรมนี่ครับก็จะถือว่าผ่านไปด้วย ก็จะมีการบรรจุ มีการแต่งตั้ง มีการเลื่อนเงินเดือน ก็จะไปในลักษณะเช่นนี้ตามทางปฏิบัติที่ผ่านมาครับ ในส่วนของ ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นนะครับ เนื่องจากแต่เดิมนั้นรับผิดชอบ เสนอแนะ ให้คำแนะนำ ในการจัดทำประมวลจริยธรรมทั้งกับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ ของรัฐ ซึ่งกลุ่มเป้าหมายมีเป็นจำนวนมาก และแตกต่างกันทั้งในด้านเนื้อหาของอำนาจ หน้าที่ ทั้งกลไก สภาพบังคับ รวมทั้งสภาพปัญหาที่ต้องวินิจฉัยต่าง ๆ นะครับ และมีภารกิจ อื่น ๆ อีกจำนวนมากนะครับ ที่ผ่านมาจึงทำให้ผู้ตรวจการแผ่นดินนั้นดูแลไม่ทั่วถึงครับ และปัจจุบันนี้ยังมีหน่วยงานบางหน่วยงานค่อนข้างจะหลายร้อยหน่วยงานนะครับที่ยังไม่มี ประมวลจริยธรรมใช้อยู่ และโดยเฉพาะตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่นี้ผู้ตรวจการแผ่นดิน ก็จะไม่มีหน้าที่ตรงส่วนนี้แล้วนะครับ

หน่วยงานต่อมาที่เกี่ยวข้อง ก็คือคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ หรือ ก.พ.ร. ตามพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน มาตรา ๗๑/๑๐ ให้ ก.พ.ร. มีหน้าที่รับผิดชอบเกี่ยวกับโครงสร้าง ระบบวิธีปฏิบัติราชการ ซึ่งจริง ๆ แล้วก็บัญญัติรวมถึง มาตรฐานทางคุณธรรมและจริยธรรมรวมอยู่ด้วยนะครับ แต่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของหน้าที่ หลัก ๆ ของคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน ซึ่งทำหน้าที่ทางด้านเกี่ยวกับโครงสร้างระบบ วิธีปฏิบัติราชการ ประกอบกับว่าในเรื่องของจริยธรรมนี้มี ก.พ. มีองค์กรกลางต่าง ๆ ดำเนินการอยู่ส่วนหนึ่งแล้ว ก.พ.ร. จึงเน้นบทบาทเฉพาะทางด้านการสร้างเสริม เช่น การสร้างขวัญกำลังใจ เช่นการสร้างธรรมาภิบาลให้ไปใช้ถือปฏิบัติ รวบรวมกับการปฏิบัติ หน้าที่ราชการอื่น ๆ ครับ ไม่ได้เน้นในเรื่องของกลไกหรือการบังคับใช้ หรือสภาพบังคับ ในเรื่องของมาตรฐานทางจริยธรรมครับ พอไปดูในด้านต่อมาก็คือองค์กรกลางในการบริหารงานบุคคล ในที่นี้ก็จะรวมทั้ง ก.พ. ก.ตร. ก.ม. ของอัยการ ของครู ของอาจารย์มหาวิทยาลัยทั่ว ๆ ไป ของ กทม. องค์กรกลางต่าง ๆ เหล่านี้ทุกวันนี้ทำหน้าที่ในการสร้างประมวลจริยธรรมให้กับคนในหน่วยงานของตน การสร้างดังกล่าวนี้ไม่มีกฎหมายหรือไม่มีบทบัญญัติรองรับให้ทำหน้าที่นี้แต่อย่างใด เป็นแต่เพียงบ้างที่ทำกัน เนื่องจากมีหน้าที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลของข้าราชการ ที่เกี่ยวข้องกับตนประกอบกับทางผู้ตรวจการแผ่นดินเห็นดีด้วย จึงได้ให้องค์กรกลางต่าง ๆ เหล่านี้เป็นผู้สร้างประมวลจริยธรรมขึ้นมาใช้บังคับ ก.พ. เองก็ไม่มีกฎหมายรองรับ ในการสร้างประมวลจริยธรรม ในการสร้างกลไก ในการสร้างสภาพบังคับต่าง ๆ เหล่านี้ นอกจากนั้นแล้วรัฐธรรมนูญที่ผมว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ ที่บัญญัติขึ้นมา แต่ปรากฏว่า ทางพลเรือนนั้นได้มีการแก้ไขกฎหมายครั้งใหญ่เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๕๐ ในนั้นสร้างหมวดเพิ่มเติม ขึ้นมาหมวดหนึ่งว่าด้วยหมวดที่ว่าด้วยจรรยาควบคู่อยู่กับหมวดที่ว่าด้วยวินัย แต่หมวดที่ว่า หรือคำพูดที่พูดถึงประมวลจริยธรรมนั้นในนั้นไม่ปรากฏ ก็เข้าไปศึกษาก็ปรากฏว่าคำว่า จริยธรรม คำว่าจรรยา กับคำว่าวินัย มองเห็นว่าเป็นเรื่องเดียวกันหมด เพราะว่าครั้งนั้น เมื่อใส่จรรยาเข้าไปแล้วเขาก็เชื่อว่าครอบคลุมไปหมด และโดยเฉพาะอย่างยิ่งรัฐธรรมนูญ บอกว่าให้ถือว่าเป็นการกระทำผิดวินัย เพราะฉะนั้นจึงเกิดสภาพขึ้นมาก็คือว่า เมื่อมีการประพฤติฝ่าฝืนค่านิยมหลัก ๙ ประการ หรือตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดไว้ มาตรการทางวินัยก็เข้ามาใช้แทนแล้วก็ไปจบตรงมาตรการทางวินัยนั่นแหละครับ ไม่ได้เอา ไปใช้ต่อ ก.พ. หรือทาง ก. ต่าง ๆ เหล่านั้นก็จะสร้างเสริมทางด้านขวัญกำลังใจให้มี การพัฒนาให้มีการอบรมเช่นนี้ต่อเนื่องไปตลอด ส่วนกลไกทางด้านจริยธรรมที่สร้างขึ้นมา อย่างเช่น ตำรวจก็สร้างกองบัญชาการศึกษา สร้างจเรตำรวจให้รับผิดชอบเป็นกลไกผลักดัน ขับเคลื่อนทางด้านจริยธรรม และส่วนทางพลเรือนหรือทางหน่วยงานต่าง ๆ ที่อนุโลม นำกฎหมายพลเรือนไปใช้ก็จะมีคณะกรรมการจริยธรรมประจำส่วนราชการระดับกระทรวง จะมีหน่วยงานคุ้มครองจริยธรรมระดับกรม จะมีคณะกรรมการจริยธรรมจังหวัดอย่างนี้ เป็นต้น หน่วยงานต่าง ๆ เหล่านี้จากการสัมมนาพบว่าได้เน้นบทบาททางด้านการส่งเสริม เพียงอย่างเดียว จัดอบรม จัดพัฒนา คัดเลือกข้าราชการดีเด่น แล้วก็ประกาศให้เป็น ที่เปิดเผย แต่การเข้าไปขับเคลื่อนที่จะเป็นกลไกแท้ ๆ ในการผลักดันการดำเนินการ ให้เป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว ขณะนี้ยังไม่มีนโยบายที่ชัดเจนที่จะลงไปทำ ไม่ได้รับผิดชอบจัดทำกำหนดรายละเอียดและวิธีการในการพิจารณาประเมินผลวัดผลในแต่ละ ขั้นตอนต่าง ๆ ของการบริหารงานบุคคล รวมทั้งไม่มีการเก็บรวบรวมข้อมูลของเจ้าหน้าที่ ของรัฐให้เป็นรูปธรรม ไม่ได้นำข้อมูลด้านจริยธรรมของแต่ละบุคคลไปประกอบการพิจารณา ในการบริหารงานบุคคลขั้นตอนต่าง ๆ สุดท้ายแล้วจึงขาดสภาพบังคับในการนำจริยธรรม ไปใช้จริง ๆ ในการบรรจุ การทดลองงาน การเลื่อนเงินเดือน การเลื่อนตำแหน่ง และการให้ ออกจากราชการ และที่สำคัญก็คือไม่มีการคุ้มครองเจ้าหน้าที่ที่ทำเกี่ยวกับเรื่องนี้

พอไปดูในประมวลจริยธรรมเองที่รัฐธรรมนูญบอกว่าให้มีการเขียนข้อบังคับเอาไว้ ก็ปรากฏว่าข้อบังคับนั้นก็เขียนคล้าย ๆ กันนั่นแหละครับ การฝ่าฝืนจริยธรรมให้ถือว่า เป็นการกระทำผิดวินัย อันนี้จะปรากฏอยู่ในประมวลจริยธรรมทุกฉบับเลย แล้วก็จะใช้ มาตรการทางวินัยนั่นแหล่ะครับ วกกลับมาดูในเรื่องการบริหารงานบุคคลต่าง ๆ ว่าจะผ่าน การพิจารณาด้านองค์ประกอบทางด้านความประพฤตินั้น ๆ ไหม จะมีที่เสริมเข้ามาก็จะมี เช่น ถ้าเกิดมีการฝ่าฝืนจริยธรรมให้ส่งตัวไปฝึกอบรม ให้ไปอบรม ให้พัฒนา ให้ไปฟื้นฟู ที่จะมีก็จะตรง ๆ ในลักษณะนี้ แต่ถ้าเกิดว่าส่งตัวไปอบรมแล้ว พัฒนาแล้ว ฟื้นฟูแล้ว กลับมา ยังทำผิดวินัยเล็ก ๆ น้อย ๆ ซ้ำอีก ตรงนี้ก็ไม่ได้เขียนต่อว่าจะให้ดำเนินการต่อไปอย่างไร แล้วจุดที่จะเชื่อมออกไปที่รัฐธรรมนูญบอกว่าการบรรจุ การแต่งตั้ง การเลื่อนเงินเดือน ให้คำนึงถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ก็ยังไม่เห็นการคำนึงถึงมาตรฐานจริยธรรมอยู่ใน ประมวลจริยธรรมหรือในทางปฏิบัติที่เป็นจริง

พอศึกษาลึกลงไปในแต่ละขั้นตอนของการบริหารงานบุคคลก็ปรากฏว่า ในแต่ละขั้นตอนไม่ว่าจะเป็นการสรรหาบุคคลเข้ามา ไม่ว่าจะเป็นการทดลองงาน ไม่ว่า จะเป็นเลื่อนเงินเดือน หรือไม่ว่าจะเป็นการแต่งตั้ง จะมีการเขียนองค์ประกอบนอกจาก ความรู้ความสามารถแล้วก็เขียนทางด้านความประพฤติ ความประพฤติดังกล่าวนี้จริง ๆ แล้วก็ควรจะเอามาตรฐานในทางจริยธรรมไปกำหนดไว้ แต่ปรากฏว่าในด้านความประพฤติแต่ละขั้นตอนก็จะมีวิธีการดูในเรื่องความประพฤติ แตกต่างต่างหาก ไม่ได้เอามาตรฐานจริยธรรมไปกำหนดไว้ในแทบจะทุกขั้นตอนเลยครับ ตัวอย่างเช่นจะบรรจุบุคคลเข้ารับราชการนะครับ จะมีการดูความประพฤติอยู่ ๒ ส่วน

ส่วนแรกดูคุณสมบัติทั่วไปก่อน คุณสมบัติทั่วไปจะเขียนเอาไว้เหมือนกันเกือบหมด ในทุกข้าราชการ ต้องไม่บกพร่องในศีลธรรมอันดี ต้องซื่อสัตย์สุจริต ต้องไม่ถูกจำคุก รับโทษจำคุกโดยคำพิพากษาถึงที่สุดให้จำคุก เว้นแต่ความผิดที่กระทำโดยประมาทหรือลหุโทษ แต่ส่วนใหญ่ที่สุดแล้วนะครับ ใช้วิธีการตรวจประวัติโดยตรวจไปที่กองทะเบียนประวัติ ของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ถ้าผลของประวัติปรากฏว่าไม่ถูกดำเนินการในทางอาญา ไม่ถูกฟ้องต้องหาในคดีอาญาปกติแล้วก็จะถือว่าผ่านเกือบหมด ที่จะเจาะลึกลงไปตรวจสอบ ภูมิหลัง ไปตรวจสอบประวัติถึงที่อยู่ให้สายสืบของตำรวจไปดูบ้าง อันนั้นมันก็ยังไม่มี มาตรฐานที่ชัดเจนแน่นอนเลยครับ แล้วก็แทบเอามาประกอบการพิจารณาไม่ได้ ประกอบกับว่า มีคุณสมบัติ มีกฎหมายเขียนรองรับไปด้วยว่าถ้าบรรจุเข้ามาแล้วปรากฏภายหลังว่า ขาดคุณสมบัติก็สามารถให้ออกได้ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็เลยทำในลักษณะพอตรวจสอบแล้ว ไม่พบก็เอาเข้ากันมาก่อนนะครับ

ในส่วนที่ ๒ ที่ดูเวลาเอาคนเข้ามานี่ก็คือการสอบแข่งขัน ในการสอบแข่งขันนี่ ก็จะมีรายการสอบ ๓ ภาคด้วยกัน ความรู้ความสามารถก็จะใช้การสอบข้อเขียน แต่พอไปถึง ในตอนสอบภาคความเหมาะสมกับตำแหน่งคือใช้วิธีการสัมภาษณ์ครับ ถ้าเป็นทางพลเรือน ก็จะสอบ ๒ ภาคนี้เอาไว้ก่อน แล้วพอถึงภาคสัมภาษณ์นี่ก็จะส่งให้แต่ละหน่วยนั้น ไปดำเนินการในอีกส่วนหนึ่ง ของตำรวจก็เช่นกันครับ พอจะสัมภาษณ์แล้วผู้ที่สัมภาษณ์ วิธีการสัมภาษณ์ แบบประเมินในการสัมภาษณ์ขณะนี้กว้าง ๆ ไปหมดนะครับ และยังไม่เป็น มาตรฐาน ขาดมาตรฐานความเที่ยงตรงและการวัดผลไม่เป็นที่แน่นอนครับ แล้วถามว่า ดูอะไร ในนั้นก็เขียนเอาไว้กว้าง ๆ เท่านั้นแหละครับ เช่น เขียนให้ดูท่วงที วาจา อุปนิสัย อารมณ์ ทัศนคติ บุคลิกภาพและพฤติกรรม ไม่ได้ยึดลงไปถึงมาตรฐานทางจริยธรรม ที่รัฐธรรมนูญบอกไว้ว่าให้เอามาดูประกอบโดยคำนึงถึงครับ ขั้นตอนต่อไปพอเราลงไปดู เรื่องการทดลองงานนะครับ ก็เช่นกันครับให้ดูกว้าง ๆ เช่นให้ประเมินความประพฤติ ความมีคุณธรรม จริยธรรม รักษาวินัย เขียนแค่นี่แหละครับ ส่วนจะมีคุณธรรมอย่างไร จริยธรรมอย่างไร ก็อยู่ที่ผู้ที่ประเมินในการทดลองซึ่งก็คือผู้บังคับบัญชาแต่ละระดับชั้น เท่านั้น และที่ผ่านมาถ้าไม่ถูกดำเนินการทางวินัยนะครับ ไม่ถูกกล่าวหาหรือถูกฟ้องคดีอาญา ก็จะผ่านเกือบหมดทุกราย อันนี้เป็นระบบของการบรรจุแทบจะทุกส่วนราชการ จะเหมือนกันแทบหมดนะครับ พอไปถึงในเรื่องของการเลื่อนเงินเดือนซึ่งรวมถึง เรื่องการแต่งตั้งด้วยนะครับ ในกฎ ก.ตร. ก็ดี ในกฎ ก.พ. ก.ม. ก.อ. ต่าง ๆ เหล่านี้นะครับ ก็กำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการไว้ให้ดูความรู้ ความสามารถ แล้วก็ความประพฤติเหมือนกัน นั่นแหละครับ แต่ความประพฤติก็เขียนเอาไว้กว้าง ๆ อย่างเช่นตำรวจเขียนเอาไว้ตรง ๆ ให้ดูความประพฤติ ให้ดูประวัติส่วนตัว แล้วให้ดูความอาวุโส ให้ดูความรู้ ความสามารถ แล้วก็ เขียนแค่นั้น ส่วนความประพฤติจะดูอย่างไร เอามาตรฐานทางจริยธรรมมาดูหรือเปล่า ก็ปล่อยให้ผู้ที่มีอำนาจในการแต่งตั้งนั้นเป็นคนดู จะมีก็มีแต่ทาง ก.พ. นี่แหละครับ ท่านได้ กำหนดวิธีการดูเอาไว้ในสมรรถนะ กำหนดเอาไว้ในสมรรถนะ โดยแยกระดับตำแหน่งที่จะ แต่งตั้งไว้ ๕ ระดับตำแหน่ง ระดับที่ ๑ ให้ดูความสุจริตต้องไม่เลือกปฏิบัติในการทำงาน ระดับที่ ๒ ให้มีสัจจะเชื่อถือได้ อันนี้ก็เน้นไว้ ระดับที่ ๓ ให้ยึดมั่นในหลักการ อันที่ ๔ ให้ดู การยืนหยัดเพื่อความถูกต้องก็หมายความว่าดูทั้ง ๓ เรื่อง ๔ เรื่อง แล้วก็บวกอันนี้เพิ่มระดับ ตามความสูงขึ้นของตำแหน่งนะครับ อันที่ ๔ อุทิศตนเพื่อความยุติธรรม ท่านเขียน เป็นลักษณะของอุดมคติเอาไว้ อุดมการณ์อย่างนี้เขียนเอาไว้โดยเอาความในมาตรฐาน ทางจริยธรรมมาเขียน ซึ่งก็เป็นแนวทางที่ผมว่ามันเป็นไปตามรัฐธรรมนูญนะครับ แต่พอจะ ใช้จริงก็ส่งไปให้หน่วยที่ทำการแต่งตั้งใช้ ก็ไม่มีรายละเอียดหรอกครับว่าจะดูอย่างไร มีแบบประเมินก็ยังไม่ชัดเจน แล้วพอไปดูจริง ๆ อย่างอันแรก สุจริตไม่เลือกปฏิบัตินี่ดูอย่างไรครับ ก็ปรากฏว่าก็ดูแต่เพียงว่าสุจริตไหม มีใครร้องเรียนไหม มีใครกล่าวหาไหม ถ้าปรากฏว่า ไม่มีใครร้องเรียน ไม่มีการกล่าวหา ไม่มีเรื่องในทางวินัยอะไรเลยก็ต้องถือว่าเขาสุจริต ก็ผ่านองค์ประกอบด้านนี้แล้ว ในส่วนที่ ๒ ไม่เลือกปฏิบัติ ก็ไม่มีใครมาร้องเลยว่าประชาชน ที่มาติดต่อก็ไม่ได้ร้องเรียนอะไรเลยก็ต้องถือว่าผ่านกรณีที่ไม่เลือกปฏิบัติไปอีกนะครับ ตรงนี้ครับคือสภาพปัญหาทั้งหมดนะครับ

โดยสรุปใช้แนวทางพิจารณาแบบเดียวกับขั้นตอนอื่น ๆ คือมีการร้องเรียน กล่าวหา ผลการดำเนินการทางวินัยเป็นอย่างไร มีการถูกฟ้องต้องหาคดีอาญาหรือไม่ ผลเป็นประการใด ถ้าไม่มีก็ถือว่าสุจริต ไม่เลือกปฏิบัติ แล้วก็ผ่านเกณฑ์ความประพฤติครับ จะไปดูด้านความรู้ความสามารถเพียงอย่างเดียว ส่วนความดีที่ข้าราชการทำมาแต่ละคน ในรอบปีที่ผ่านมานี่ ผมยังเชื่อว่าจะมีการหยิบไปดูกันบ้างไหม ถ้าไม่ใช่เรื่องที่สำคัญจริง ๆ จริง ๆ แล้วข้าราชการส่วนใหญ่จะทำดีกันแทบตลอดนะครับ เรื่องนั้นเรื่องนี้แต่ก็ไม่เคยมี การเก็บรวบรวมข้อมูลที่เป็นเรื่องเป็นราวเอาไว้ครับ

สุดท้ายเป็นสภาพปัญหาในขั้นตอนของการออกจากราชการครับ ปกติแล้ว เราคิดกันว่าต้องทำผิดวินัยอย่างร้ายแรงเท่านั้นจึงจะมีกระบวนการที่จะให้ไล่ออกได้ ปลดออกได้ อันนั้นก็เป็นส่วนหนึ่งนะครับ แต่ปรากฏว่าในทางราชการนั้นกฎหมายทุกฉบับ ที่เกี่ยวกับการบริหารงานบุคคลจะกำหนดให้ทางราชการมีบทบัญญัติที่ป้องกันตัวเองไว้ได้ ถ้าเกิดคนของตัวเองหรือข้าราชการของตัวเองหย่อนความสามารถ ประพฤติตนไม่เหมาะสม บกพร่องต่อหน้าที่ และถ้าอยู่ต่อจะเสียหายกับทางราชการ ก็สามารถตั้งกรรมการ มีวิธีการครับ แล้วก็ให้ออกจากราชการได้ จะเป็นอย่างนี้ทั้งหมดครับ ซึ่งเรื่องนี้จริง ๆ แล้วเอามาปรับใช้กับ กรณีมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ก็ได้ด้วยอีกส่วนหนึ่ง แต่ก็ปรากฏว่าเท่าที่ไปตรวจสอบดูนะครับ ตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ รัฐธรรมนูญบอกให้มีมาตรฐานทางจริยธรรม ก็ไม่เคยมีการให้ออก ตามมาตรานี้ ทุก ๆ เรื่อง ทั้ง ๓ เรื่องนะครับ ผมไปดูแล้วไม่มี จะมีก็ทางอัยการ ทางศาล ท่านก็จะพอมีบางส่วนนะครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วจะไม่มีกรณีนี้ ที่สำคัญที่สุดข้าราชการเหล่านี้ พออาวุโสสุดท้ายแล้วก็ได้รับการเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้บังคับบัญชาที่สูงขึ้น แล้วก็ไม่รู้จะทำ อย่างไร เขาก็ยังคงรับราชการต่อเนื่องมาเรื่อย ๆ สร้างปัญหา สร้างสิ่งที่ไม่ถูกต้องขึ้นมา เรื่อย ๆ ครับ

ทิศทางในการปฏิรูปในครั้งนี้นะครับ จากสภาพปัญหาถ้าจะมองอีกมุมหนึ่ง ผมยังเห็นว่า หรือคณะอนุกรรมาธิการเห็นว่าก็เป็นการพัฒนา ถ้าดูในรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๔๐ ในนั้นเขียนไว้เพียงประโยคเดียวนะครับ ให้มีมาตรฐานทางคุณธรรม และจริยธรรมเพื่อป้องกันการทุจริตประพฤติมิชอบ ในนั้นไม่มีกลไก ไม่มีสภาพบังคับ ไม่มีอะไรนะครับ มีอยู่แค่นั้น ต่อมาพอปี ๒๕๕๐ ครับ มีปี ๒๕๕๐ ก็เริ่มมีกลไก มีวิธีการ มีข้อบังคับ มีประสบการณ์ และโดยเฉพาะก็มีสภาพปัญหาอย่างที่ผมได้นำเรียนนะครับ เป็นบทเรียนมาให้เห็นนะครับ พอมาเป็นร่างรัฐธรรมนูญฉบับผ่านประชามติ หรือร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นี่นะครับ ก็ปรากฏว่าได้บัญญัติไว้ในมาตรา ๗๖ รัฐพึงจัดให้มี มาตรฐานทางจริยธรรม เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นหลักในการจัดทำประมวลจริยธรรม สำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐในหน่วยงานนั้น ๆ ซึ่งต้องไม่ต่ำกว่ามาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าว ร่างรัฐธรรมนูญฉบับนี้ได้แยกมาตรฐานทางจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐออกมาจาก ทางด้านการเมืองตามมาตรา ๒๑๙ แยกเป็นคนละส่วนครับ แล้วก็ตัดพี่เลี้ยงเดิมที่เคยสร้าง ประมวลจริยธรรมให้คือผู้ตรวจการแผ่นดินออก ตอนนี้ไม่ได้เข้ามาดูแล้วนะครับ และไม่มี ข้อจำกัดหรือเงื่อนไขใด ๆ ในร่างรัฐธรรมนูญอีก ซึ่งจริง ๆ แล้วก็จะสามารถหยิบยกมาพัฒนา ต่อยอดให้เนื้อหาที่เป็นมาตรฐานทางจริยธรรม กลไก วิธีการ และสภาพบังคับต่าง ๆ ให้เข้าที่ได้ ให้มีความเหมาะสมและเพิ่มประสิทธิภาพในการนำไปใช้ถือปฏิบัติได้เป็นจริงเป็นจังได้ มากขึ้นกว่าที่เป็นอยู่เดิมครับ

นโยบายของรัฐบาลเองในครั้งที่แถลงไว้กับสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ก็ยังต้องการให้มีการใช้มาตรการทางกฎหมาย ปลูกฝังค่านิยม จริยธรรม จิตสำนึก ความซื่อสัตย์สุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐ และการสำรวจความคิดเห็นของนิด้าโพล เมื่อเดือนสิงหาคม ๒๕๕๙ ประชาชนส่วนใหญ่ก็ยังคงเห็นว่าเจ้าหน้าที่รัฐขาดจิตสาธารณะ ขาดความรับผิดชอบต่อหน้าที่ ควรมีมาตรฐานด้านจริยธรรมเป็นพื้นฐานในการพัฒนาองค์กร

จากทิศทางดังกล่าวรวมทั้งสภาพปัญหาดังกล่าวนะครับ คณะกรรมาธิการ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้พิจารณาแล้วก็จะขอเสนอ โดยแยกออกเป็น ๓ ส่วนด้วยกัน

ข้อเสนอส่วนแรกจะเกี่ยวข้องกับคณะกรรมการกลางทางด้านมาตรฐาน ทางจริยธรรม

ส่วนที่ ๒ จะเกี่ยวข้องอยู่กับการแก้ไขปรับปรุงกฎหมายว่าด้วยระเบียบ ข้าราชการต่าง ๆ

และในส่วนที่ ๓ จะเป็นข้อเสนอแนะในการนำประมวลจริยธรรมไปใช้บังคับ ในขั้นตอนต่าง ๆ ของการบริหารงานบุคคลครับ

ในส่วนแรกที่เป็นเรื่องของคณะกรรมการมาตรฐานทางจริยธรรมนี่นะครับ มาตรฐานทางจริยธรรมสุดท้ายแล้วก็ต้องกำหนดขึ้นมาในรูปแบบของคณะกรรมการกลาง เอาไว้ คณะกรรมการที่ว่านี้ไม่ควรให้มีอำนาจหน้าที่ให้คุณ ให้โทษต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐ แต่ละบุคคลโดยตรง ๆ แต่ทำหน้าที่รับผิดชอบในภาพรวม ในการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรม และเสนอแนะในเรื่องประมวลจริยธรรม ดูแลเรื่องกลไก วิธีการ และสภาพบังคับต่าง ๆ คณะกรรมการดังกล่าวนี้ควรทำในรูปแบบของกฎหมาย เนื่องจากมาตรฐานทางจริยธรรม จะเปลี่ยนแปลงไปตามบริบทของสังคม ตามเวลาและยุคสมัย และต้องทันต่อ การเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๕๘ ข (๓) กำหนดไว้ ในเรื่องของการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน นอกจากนั้นแล้วต้องมีการติดตาม ประเมินผลการดำเนินการตามมาตรฐานทางจริยธรรม รวมทั้งวินิจฉัยสภาพปัญหาต่าง ๆ ที่อาจเกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่องไปโดยตลอดครับ การจัดทำเป็นรูปแบบ ของกฎหมายที่ว่านี้ก็ควรต้องออกเป็นพระราชบัญญัติ คณะกรรมาธิการก็ได้ดู พระราชบัญญัติที่เกี่ยวข้องแล้วนะครับ ดูว่าจะเสริมคณะกรรมการชุดนี้ลงไปในกฎหมาย ฉบับไหนได้บ้าง ก็ไปดูพระราชกฤษฎีกาว่าด้วยการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี ก็ยังเป็น การออกมาโดยเป็นเรื่องของธรรมาภิบาลในภาพรวมของการปฏิบัติหน้าที่ไม่ได้มุ่งเน้น ทางด้านบุคลากร หรือพัฒนาบุคลากรตรง ๆ พอไปดูพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ก็ปรากฏว่าก็จะใช้ได้เฉพาะข้าราชการพลเรือนเท่านั้น ข้าราชการตำรวจ พ.ร.บ. ข้าราชการตำรวจก็ใช้ได้เฉพาะตำรวจ พ.ร.บ. ข้าราชการครูก็ใช้ได้เฉพาะครู ก็ไม่สามารถ ที่จะสร้างเพิ่มเติมคณะกรรมการกลางเอาไว้ในนั้นได้นะครับ และแม้กระทั่ง ในพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดินเองก็ดี เดิมคณะกรรมาธิการคิดว่าจะแก้ เอาไว้ในกฎหมายฉบับนี้ แต่พอไปหารือคณะกรรมการกฤษฎีกาก็ปรากฏว่าข้าราชการของรัฐเอง บางหน่วยงานนั้น พระราชบัญญัติฉบับนี้ก็ยังครอบคลุมไม่ถึง เช่นครู เช่นตำรวจ และยังไม่ครอบคลุมถึงองค์กรท้องถิ่นต่าง ๆ ไม่ครอบคลุมถึงรัฐวิสาหกิจ ไม่ครอบคลุมถึง องค์การมหาชนและหน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐ กล่าวโดยสรุปแล้วก็ออกตามพระราชบัญญัติ ระเบียบบริหารราชการแผ่นดินไม่ได้ จำเป็นที่จะต้องออกมาเป็นพระราชบัญญัติโดยเฉพาะ ขึ้นมาอีก ๑ ฉบับ เพิ่มเติมเรื่องนี้ขึ้นมา แต่คณะกรรมาธิการก็ดูแล้วเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญ และเป็นเรื่องที่ต้องทำต่อเนื่องครับ และคณะกรรมการในที่นั้น ถ้าท่านเหมาะสม และมีประสิทธิภาพ และสามารถขับเคลื่อนจริยธรรมของข้าราชการของรัฐได้จริง ๆ แล้วก็ น่าจะคุ้มในการออกกฎหมายขึ้นมาใหม่ คณะกรรมาธิการก็เลยเสนอร่างพระราชบัญญัติ ว่าด้วยจริยธรรมของข้าราชการขึ้นมาให้ที่ประชุมได้พิจารณานะครับ ในร่างฉบับนี้เพื่อให้ การดำเนินการในรูปแบบของคณะกรรมการมีผลจริงขึ้นมาในทางปฏิบัติ คณะกรรมการ ควรประกอบด้วย ผู้ที่ทำหน้าที่เกี่ยวกับบุคลากรของรัฐโดยตรง และมีประสบการณ์เกี่ยวข้อง กับมาตรฐานทางจริยธรรม และประมวลจริยธรรมอยู่แล้ว รวมทั้งเป็นผู้ที่บูรณาการร่วมมือ และช่วยเหลือกันระหว่างหน่วยงานในการปฏิบัติหน้าที่ตามที่บัญญัติเอาไว้ในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๗๖ วรรคแรก ให้หน่วยงานต่าง ๆ ของรัฐมาช่วยในการปฏิบัติหน้าที่ ซึ่งในที่นี้ก็เห็นว่า ควรจะให้ผู้แทนของคณะกรรมการข้าราชการต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศที่เกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ ของรัฐทั้งหมดมาร่วมกันขึ้นมาเป็นคณะกรรมการครับ เสร็จแล้วก็ให้มีผู้แทน ก.พ.ร. เข้ามาด้วย คณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ เนื่องจากว่า ก.พ.ร. นี้ ก็จะทำหน้าที่ที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องโครงสร้างระบบที่ปฏิบัติราชการให้มันโยงต่อถึงกัน แล้วก็ควรจะมีผู้แทนศูนย์คุณธรรม (องค์การมหาชน) เข้ามาร่วมด้วย เนื่องจากเป็นผู้ที่คอยดูแลจริยธรรมของคนในชาติ ทั้งระบบอยู่ ก็คิดว่าคณะกรรมการชุดนี้จะเวิร์ก (Work) นะครับ คณะกรรมการชุดนี้ ก็คงต้องหาผู้นำขึ้นมา ผู้นำที่ว่านี้ก็คงจะต้องเป็นผู้ที่มีความเชี่ยวชาญมีประสบการณ์ ในทางจัดการและทางปฏิบัติมากกว่าบุคคลอื่น หรือกลุ่มบุคคลอื่น รวมทั้งเป็นผู้ที่ร่วมหารือ กับผู้ตรวจการแผ่นดินมาโดยตลอด เป็นองค์กรแรกที่กำหนดประมวลจริยธรรมขึ้นมา เป็นต้นแบบของประมวลจริยธรรมของหน่วยงานต่าง ๆ ซึ่งในที่นี้ก็ขอเสนอให้เป็นผู้แทน ก.พ. ครับ ทำหน้าที่เป็นรองประธานของคณะกรรมการชุดนี้เพื่อให้ดำเนินการขับเคลื่อน ไปได้โดยตรง และรู้สภาพปัญหา รู้ทุกอย่างอยู่แล้วครับ ส่วนประธานนั้นก็คงต้องเชิญ ท่านนายกรัฐมนตรีหรือท่านรัฐมนตรี เนื่องจากเป็นนโยบายที่สำคัญจะขยับตรงไหน จะเคลื่อนตรงไหน เอาจริงแค่ไหน ขั้นตอนไหน ก็น่าจะต้องเป็นนโยบายตรง ๆ ออกมาตรงนี้ครับ นอกจากนั้นแล้วก็จะมีกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิอยู่ ๕ ท่าน โดยคณะรัฐมนตรีแต่งตั้ง จากผู้เชี่ยวชาญทางด้านการบริหารทรัพยากรบุคคล การบริหารราชการและการจัดการ ด้านกฎหมาย ด้านจิตวิทยา สังคมวิทยา และส่งเสริมจริยธรรมที่มีผลงานเป็นที่ประจักษ์ ๕ คนครับ ร่วมมาเป็นคณะกรรมการเพื่อผลักดันขับเคลื่อนสร้างเป็นมาตรฐานกลางจริยธรรมที่ว่านี้นะครับ

ส่วนตัวเลขานุการนั้นน่าจะให้ผู้ที่ดำรงตำแหน่งประจำอยู่แล้วได้รับผิดชอบ ในเรื่องนี้มาตั้งแต่ต้น ก็คือให้เลขาธิการ ก.พ. มาทำหน้าที่เป็นเลขานุการของคณะกรรมการ ชุดนี้ ทั้งนี้เป็นไปตามร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมที่แนบเสนอมาแล้วมาตรา ๕ คณะกรรมการชุดนี้ต้องมีเจ้าหน้าที่ที่ทำงานทางธุรการและวิชาการให้ ก็ขอเสนอให้ ทางสำนักงาน ก.พ. เนื่องจากอยู่ในความดูแลของเลขาธิการ ก.พ. อยู่แล้วมาทำงานให้ไม่ต้องไป กำหนดตำแหน่งเพิ่มเติมหรือสร้างส่วนราชการใหม่ และโดยเฉพาะทางพลเรือนเองหลังจาก ปี ๒๕๔๐ ที่รัฐธรรมนูญให้มีมาตรฐานทางจริยธรรมแล้วทาง ก.พ. ก็ได้สร้างหน่วยงานขึ้นมา เป็นกลุ่มงานจริยธรรมขึ้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ ตอนนี้ค่อนข้างจะมีคุณภาพค่อนข้างมาก เท่าที่ได้เข้าไปศึกษาดู จากคณะกรรมการชุดนี้เชื่อว่าน่าจะทำงานในเรื่องการสร้างกลไก สภาพบังคับต่าง ๆ ให้เป็นผลหรือเป็นรูปธรรมในทางปฏิบัติได้จริงนะครับ คณะกรรมการชุดนี้ จะมีหน้าที่อะไรบ้างนั้นก็จะอยู่ในร่างพระราชบัญญัติ มาตรา ๑๒ ให้มีหน้าที่ปรับปรุง มาตรฐานทางจริยธรรมให้ส่วนราชการนำไปกำหนดประมวลจริยธรรม กำหนดเนื้อหา จริยธรรมที่ต้องการวัดผลให้เหมาะสมกับเป้าหมายแต่ละขั้นตอนการบุคคล ตรงนี้ คณะกรรมการก็ได้ยกตัวอย่างเอาไว้แต่ก็เป็นแค่ตัวอย่างที่จะเสนอให้คณะกรรมการที่จะ ตั้งขึ้นมานี้เอาไปดูนะครับ ตัวอย่างเช่น จริยธรรมที่เป็นแกนหลักของจิตใจบุคคลที่จะเริ่ม เข้ารับราชการ เช่น ความมุ่งมั่น ความซื่อตรง ใส่ใจในเรื่องที่ตนชอบ การเข้าร่วมกิจกรรม การมีจิตบริการ อย่างนี้เป็นต้นครับ จริยธรรมที่จะต้องใช้เวลาในการติดตามเพื่อดูให้แน่ใจ ในการทดลองงาน เช่น ความใส่ใจ ความสามัคคี การมีน้ำใจ การยอมรับผู้อื่น หรือจริยธรรม ที่เข้มข้นขึ้นในบางเนื้อหา สำหรับการเลื่อนระดับตำแหน่งให้เป็นผู้นำที่สูงขึ้น เช่น ความรับผิดชอบ กล้าตัดสินใจ เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม รับฟังความคิดเห็นผู้อื่น ตามระดับสูงขึ้นของแต่ละตำแหน่งนะครับ และบางประการนั้นก็ควรถือเป็นผู้บกพร่อง ทางจริยธรรมที่ไม่สมควรให้อยู่ในราชการ เช่น เช้าชามเย็นชามไม่รับผิดชอบต่อหน้าที่ เป็นที่พึ่งพาของผู้ใต้บังคับบัญชาไม่ได้ เพื่อนร่วมงานไม่ได้ ทำผิดวินัยเล็ก ๆ น้อย ๆ แต่ทำ เป็นประจำ แก้ไขไม่ได้ อย่างนี้เป็นต้นครับ นอกจากนั้นแล้วก็จะปรากฏอยู่ในมาตรา ๑๕ และโดยเฉพาะจะกำหนดไว้ในร่างมาตรา ๑๕ อีกส่วนหนึ่งในกรณีที่จะมีการกำหนดลักษณะ รายละเอียดของความประพฤติทางจริยธรรมที่ต้องการและไม่ต้องการให้ใช้ได้ ในทุก ๆ ขั้นตอน แม้กระทั่งการรับคนเข้ามาซึ่งอาจจะดูเป็นการขัดต่อสิทธิเสรีภาพ แต่ทั้งนี้จะอาศัยเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๗ วรรคท้ายที่กำหนดไว้ว่า ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ เจ้าหน้าที่อื่นของรัฐ มีสิทธิและเสรีภาพเช่นเดียวกับบุคคลทั่วไป เว้นแต่ที่จำกัดไว้ ในกฎหมายเฉพาะ ในส่วนที่เกี่ยวกับสมรรถภาพ วินัย หรือจริยธรรม ตรงในส่วนนี้ก็จะเอามา ใส่ให้เป็นอำนาจหรือเป็นหน้าที่ส่วนหนึ่งของคณะกรรมการด้วย การออกมาใช้บังคับ ก็จะได้เป็นจริงเป็นจังในทางปฏิบัตินะครับ แล้วก็ให้มีการให้คำแนะนำองค์กรกลางต่าง ๆ ในการจัดทำประมวลจริยธรรมแล้วก็ให้มีการสร้างมาตรการคุ้มครองประกันความเป็นอิสระ และเที่ยงธรรม ทั้งของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่มีหน้าที่ในการนำมาตรฐานทางจริยธรรมไปใช้ เจ้าหน้าที่ของรัฐซึ่งปฏิบัติตามประมวลจริยธรรมที่ทำตามหน้าที่โดยสุจริต รวมทั้งคุ้มครอง ผู้ที่แจ้งข้อมูลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับความประพฤติ ทั้งที่เป็นตัวเจ้าหน้าที่ของรัฐเอง และบุคคลภายนอกตามหลักการคุ้มครองผู้เปิดโปงซึ่งบัญญัติไว้ส่วนหนึ่งในรัฐธรรมนูญ อีกเช่นกันนะครับ

ส่วนอื่นนอกจากนั้นเป็นเรื่องของวาระการดำรงตำแหน่งก็ใช้ ๔ ปี ไม่เกิน ๒ วาระ การตั้งอนุกรรมการ การประชุม การลงคะแนนต่าง ๆ ซึ่งกำหนดไว้ในลักษณะเดียวกันกับ การดำเนินการของคณะกรรมการตามกฎหมายต่าง ๆ โดยทั่วไปครับ ตรงนี้ก็จะเป็น รายละเอียดในร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐนะครับ

ส่วนร่างกฎหมายฉบับที่ ๒ ก็คือร่างกฎหมายว่าด้วยการแก้ไขกฎหมายว่าด้วย ระเบียบข้าราชการต่าง ๆ ในส่วนนี้จริง ๆ แล้วต้องการที่จะแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับ ระเบียบข้าราชการทุกฉบับ แต่ก็คงจะติดขัดอยู่ทำไม่ได้ เนื่องจากบางหน่วยงานนั้น ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เองก็ได้กำหนดให้มีคณะกรรมการมีวิธีปฏิบัติในการแก้ไขปรับปรุง ไว้อีกส่วนหนึ่งแล้ว ในส่วนแรกก็ขอแก้หรือขอเพิ่มเติมให้อำนาจหน้าที่ไว้กับ ก.พ. หรือใน พระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนเพื่อเป็นต้นแบบให้กับระเบียบข้าราชการอื่น ๆ ต่อไปนะครับ ในร่างพระราชบัญญัติแก้ไขพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน ก็จะมีสาระสำคัญอยู่ ๔ ประเด็นด้วยกัน

ประเด็นแรก ก็จะให้มีกำหนดหมวดว่าด้วยประมวลจริยธรรมขึ้นมาแทน หมวดที่ว่าด้วยจรรยาเลย อย่างที่ผมนำเรียนเรื่องจรรยาเป็นเรื่องเดียวกับวินัยอยู่แล้ว แม้กระทั่งค่านิยมหลัก ๙ ประการที่ผู้ตรวจการแผ่นดินกำหนดไว้ จรรยาก็เป็น ๑ ใน ๙ ข้อนั้น อยู่แล้ว จึงเป็นเรื่องเดียวกันก็เอาเข้าไปแทนนะครับเพื่อจะได้มีประสิทธิภาพ อยู่ในมาตรา ๓ นะครับ

๒. ให้ข้าราชการพลเรือนต้องประพฤติตนตามประมวลจริยธรรมที่ ก.พ. กำหนด อันนี้จะอยู่ในร่างแก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๘ ต่อไปก็จะให้ ก.พ. กำหนดกลไก ระบบการบังคับใช้ประมวลจริยธรรมให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ และให้นำไปใช้ ในการสรรหาบรรจุ ทดลองงาน แต่งตั้ง เลื่อนเงินเดือน ให้ความดีความชอบ ให้ออกจาก ราชการ อันนี้เป็นไปตามมาตรา ๓ แก้ไขเพิ่มเติมมาตรา ๗๙ ครับ และโดยเฉพาะขอแก้ไข เติมเข้าไปมาตราหนึ่งนะครับ ก็คือกำหนดหลักเกณฑ์ วิธีการเพิ่มเติมให้ผู้ที่ฝ่าฝืน หรือบกพร่องประพฤติตนไม่เป็นไปตามมาตรฐานทางจริยธรรมต้องถูกออกจากราชการด้วย ตามระบบหรือวิธีการที่ควรจะเป็น ตามกฎต่าง ๆ ที่จะออกตามมาครับ อันนี้ก็เป็นไปตาม แก้ไขมาตรา ๑๑๐ (๖)

ข้อเสนอประการสุดท้ายนะครับเป็นข้อเสนอในส่วนที่ ๓ ในส่วนนี้ข้อเสนอ ก็จะลงไปที่กลไกการบังคับใช้แต่เดิม เช่น คณะกรรมการจริยธรรมของส่วนราชการต่าง ๆ คณะกรรมการคุ้มครองต่าง ๆ ก็คือว่าให้เปลี่ยนบทบาทจากการสร้างเสริมเดิมให้มีบทบาท ของการตรวจสอบ กำกับดูแลและให้มีการศึกษา วิเคราะห์ จัดทำแบบประเมินมาตรฐาน ทางจริยธรรมครับ แบบประเมินมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ก็จะต้องสร้างให้สามารถตรวจสอบ และวัดผลได้จริง ทั้งในเชิงปริมาณและคุณภาพ แล้วก็ให้มีการรายงานหรือแจ้ง ผลการดำเนินการทางจริยธรรมทั้งในทางบวก ทางลบ ไปยังกลุ่มงานที่ดูแลทางด้านจริยธรรม ดังกล่าวเพื่อบันทึกเก็บรวบรวมเป็นข้อมูลใช้ประกอบการพิจารณาในขั้นตอนต่าง ๆ ของการบริหารงานบุคคล นอกจากนั้นแล้วก็เสนอแนะในวิธีการบริหารงานบุคคลต่าง ๆ ไว้ โดยสรุปนะครับ ก็คือให้นำมาตรฐานทางจริยธรรมเข้าไปใช้ในการที่จะตรวจสอบ เรื่องความประพฤติในแง่มุมต่าง ๆ นะครับ ให้มีการตรวจสอบภูมิหลังด้วยวิธีการต่าง ๆ อันนี้ก็จะเสนอแนะไว้หลายข้ออยู่ด้วยกัน กระผมขออนุญาตข้ามเนื่องจากเป็นรายละเอียด ก็จะข้ามไปในประเด็นที่ ๕ นะครับ ควรจะมีการเพิ่มเติมกำหนดเป็นเหตุพิเศษให้สามารถ คัดเลือกบุคคลเข้ารับราชการได้จากเดิมที่มีแต่เพียงโครงการช้างเผือก โครงการนักกีฬาดีเด่น โครงการวิชาชีพขาดแคลน อย่างนี้เป็นต้น เพิ่มเติมให้เป็นเรื่อง ให้มีการคัดเลือกรับเยาวชน บุคคลดีเด่น มีความประพฤติดีงามได้รับการยกย่องยอมรับเข้ารับราชการเพื่อให้สอดคล้อง รองรับกับการสร้างระบบคุณธรรมและจริยธรรมของคนในชาติขึ้นมาด้วยครับ

และประการสุดท้ายนะครับในเรื่องสภาพบังคับ กำหนดสภาพบังคับที่แท้จริง ของผู้ที่ฝ่าฝืนตามมาตรฐานทางจริยธรรมขึ้นมา สภาพบังคับหรือโทษที่ว่านี้ครับถ้าเราไปดู ในทางวินัย โทษทางวินัยนี้ก็คือตัดเงินเดือน เมื่อเสร็จแล้วปรากฏว่าทำผิดวินัยจริง ๆ ก็จะตัดเงินเดือน ลดขั้นเงินเดือน หรือไล่ออก หรือปลดออก อันนั้นเป็นโทษทางวินัยที่ชัด อันที่ ๒ ก็คือถ้าเกิดทำผิดจรรยาก็ต้องย้ายออกจากตำแหน่งนั้นหรือให้อยู่ในราชการต่อไป ไม่ได้ ส่วนสภาพบังคับที่แท้จริงของมาตรฐานทางจริยธรรมนี้ก็คือต้องไม่รับบรรจุครับ สุดท้ายแล้วต้องไม่รับบรรจุ ต้องไม่ให้ผ่านการทดลอง ต้องไม่แต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งให้สูงขึ้น และถ้ากระทำผิดซ้ำซากก็ต้องให้ออกจากราชการ ถ้ามันเป็นจริงขึ้นมาได้จริง ๆ นะครับ สภาพบังคับตัวนี้มันก็จะส่งผลไปเป็นที่ยอมรับและว่ามันเป็นโทษ และทุกคนก็เชื่อว่าทำให้ ชัดเจนและเป็นจริงเป็นจังขึ้นมา โทษสภาพบังคับก็จะตามมาให้ทุกคนถือปฏิบัติตามนะครับ อันนี้ก็เป็นความหวังส่วนหนึ่งเอาไว้ประกอบในเรื่องที่เสนอในครั้งนี้ โดยสรุปนะครับ ข้อเสนอที่ขอรับความเห็นชอบจากสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศเพื่อเสนอรัฐบาลต่อไป ในครั้งนี้ก็จะเป็น ๓ ส่วน

ส่วนแรกขอรับความเห็นชอบร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมของ เจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ....

ส่วนที่ ๒ เป็นร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. ....

ส่วนที่ ๓ เป็นข้อเสนอการนำมาตรฐานทางจริยธรรมไปใช้บังคับในขั้นตอน ต่าง ๆ ของการบริหารงานบุคคลรวม ๖ ประเด็นด้วยกัน กราบขอบพระคุณครับ