วลัยรัตน์ แจงร่างจริยธรรมข้าราชการ-เสนอแยกเกณฑ์นักการเมือง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๔ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙

วลัยรัตน์ ศรีอรุณ แจ้งผลการลงคะแนนและมติที่ประชุมที่เห็นชอบรายงานการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ ก่อนเข้าสู่การพิจารณารายงานแนวทางจริยธรรมในการบริหารงานบุคคลและร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเน้นการปฏิรูปการบริหารงานบุคคลให้ยึดมาตรฐานจริยธรรมตามเจตนารมณ์รัฐธรรมนูญใหม่ แก้ปัญหาความไม่โปร่งใส ทุจริต และการบังคับใช้จริยธรรมที่อ่อนแอ พร้อมเสนอการแยกเกณฑ์จริยธรรมสำหรับหน่วยงานรัฐและเจ้าหน้าที่รัฐตามมาตรา 76 กับผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง องค์กรอิสระ และสมาชิกสภากับคณะรัฐมนตรีตามมาตรา 219 ให้มีความชัดเจนและแตกต่างจากการบังคับใช้รวมกันในอดีต และเสนอให้มีคณะกรรมาธิการกลางรับผิดชอบแทนหน่วยงานเดิม เพื่อส่งเสริมธรรมาภิบาลและย้ำว่ารายงานชุดนี้ไม่ซ้ำซ้อน มีเจตนารมณ์ชัดในการปฏิรูปการบริหารราชการแผ่นดิน พร้อมเสนอการศึกษาบทเรียนจากอดีตและจัดทำมาตรฐานใหม่ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ก่อนเชิญผู้แทนอนุกรรมาธิการร่วมชี้แจงเพิ่มเติม

นางสาววลัยรัตน์ ศรีอรุณ รองประธานสภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ คนที่สอง

เห็นชอบนะคะ เจ้าหน้าที่ปิดการลงคะแนนนะคะ และขอผลการลงคะแนนค่ะ ผลการลงคะแนน ผู้เข้าร่วมประชุม ๑๖๒ ท่าน ก็เป็น ๑๖๓ ท่าน เห็นด้วย ๑๕๑ ท่าน ก็เป็น ๑๕๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๒ ท่าน

ก็เป็นอันว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบกับรายงานของคณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน เรื่อง การวางแผนกำลังคนภาครัฐ เชิงยุทธศาสตร์แล้วนะคะ ซึ่งคณะกรรมาธิการจะได้นำความคิดเห็นและข้อเสนอแนะ ของสมาชิกไปปรับปรุงก่อนที่จะส่งรายงานไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาดำเนินการต่อไปค่ะ จบการพิจารณารายงานเรื่องการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์แล้วนะคะ

ต่อไปเป็นการพิจารณารายงานเรื่องแนวทางการกำหนดมาตรฐานทาง จริยธรรมและการบังคับใช้ในกระบวนการบริหารงานบุคคลของหน่วยงานภาครัฐ และร่างพระราชบัญญัติจำนวน ๒ ฉบับ

๑. ร่างพระราชบัญญัติว่าด้วยจริยธรรมของเจ้าหน้าที่ของรัฐ พ.ศ. ....

๒. ร่างพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือน (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... เพราะสมาชิกหลายท่านเมื่อเห็นชื่อเรื่องแล้วคงเข้าใจคล้ายกับผม คือน่าจะเป็นเรื่องของคน หรือการบริหารงานบุคคลของเจ้าหน้าที่ของรัฐและมาตรฐานจริยธรรมที่หน่วยงานของรัฐ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐพึงปฏิบัติ ซึ่งระยะ ๑๐ ปีที่ผ่านมา การบริหารงานบุคคลมีปัญหาสำคัญ หลายประการไม่ว่าจะเป็นเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน การขาดคุณธรรม ความโปร่งใส ในการปฏิบัติงาน การมีกรอบปฏิบัติด้านวินัยเรื่องเดียวซึ่งอาจไม่เพียงพอในการป้องปราม สิ่งที่เกิดขึ้นได้ ประกอบกับประเทศไทยมีร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เกิดขึ้น ซึ่งบัญญัติ เรื่องจริยธรรมไว้ชัดเจน จึงเป็นเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้คณะกรรมาธิการต้องศึกษาเพื่อต่อยอด ให้เป็นมรรคเป็นผลต่อไป ตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญใหม่ ตามแผนและขั้นตอน การปฏิรูปประเทศต่อไป สำหรับรายละเอียดการนำเสนอนี้จะประกอบด้วยเพาเวอร์พอยต์ (PowerPoint) รวม ๖ ข้อและเอกสารรายงานของเรื่องที่ได้มอบให้ท่านสมาชิกสภาทุกท่านแล้ว ตามหลักการและเหตุผลหรือที่มาของการศึกษาเรื่องนี้ ซึ่งหลักการสำคัญคือการบัญญัติไว้ ในร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ได้บัญญัติเกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนการบริหารงานบุคคล ให้มีการกำหนดมาตรฐานทางจริยธรรมและการบังคับใช้ในกระบวนการบริหารงานบุคคล ของหน่วยงานของรัฐไว้ อย่างไรก็ดีเรื่องนี้มีที่มาหรือปัญหาที่เกิดขึ้นซึ่งจะต้องแก้ไข ดังที่กระผมได้กราบเรียนแล้วในเบื้องต้น ซึ่งคงต้องย้อนหลังไปถึงเมื่อมีการใช้รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ และมาตรา ๒๘๐ ซึ่งกำหนดให้มี มาตรฐานทางจริยธรรมของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ หรือเจ้าหน้าที่ของรัฐ ตามประมวลจริยธรรมที่กำหนดขึ้นของแต่ละหน่วยงาน รวมทั้งให้ผู้ตรวจการแผ่นดินมีหน้าที่ เป็นเจ้าภาพหลักเกี่ยวกับเรื่องนี้ตลอดถึงการกำหนดกลไกและระบบการดำเนินการไว้ อย่างครบถ้วน จากที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ดังกล่าวหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการอย่างน้อย ๔ หน่วยงาน ได้แก่ รัฐบาลได้กำหนดเป็นนโยบายชัดเจนเช่นการกำหนดค่านิยม ๑๒ ประการ ผู้ตรวจการแผ่นดินกำหนดค่านิยมหลักของมาตรฐานทางจริยธรรม ๙ ข้อ หน่วยงานกลางการบริหารงานบุคคลจัดทำประมวลจริยธรรมของหน่วยงาน และส่วนราชการ หน่วยงานของรัฐองค์กรอื่น ๆ ได้พยายามส่งเสริมสนับสนุนเพื่อส่งเสริมคุณธรรม และจริยธรรมของคนในชาติ เมื่อหันมาพิจารณาการพัฒนาด้านคุณธรรมและจริยธรรม ซึ่งมีองค์ประกอบหลัก ๓ ประการ คือ องค์ความรู้ ความรู้สึกตระหนัก และความประพฤติ และการกระทำ จากรายงานจะพบว่าสำหรับ ๒ องค์ประกอบแรกได้มีการส่งเสริมกัน โดยทั่วไป แต่ในส่วนที่ ๓ ได้แก่ความประพฤติ การกระทำ จะนำจริยธรรมไปใช้ประพฤติ ปฏิบัติในการทำงานยังประสบปัญหาอยู่มาก รวมทั้งไม่มีกลไกและสภาพบังคับเพียงพอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำมาตรฐานทางจริยธรรมดังกล่าวไปใช้ประกอบในการใช้ดุลยพินิจ ในกระบวนการบริหารงานบุคคลที่มีอยู่ และเรื่องนี้ก็เป็นประเด็นหลักสำคัญ ในการศึกษาและนำเสนอคณะกรรมาธิการที่เสนอให้มีการปฏิรูปในครั้งนี้ กระผมขอกราบเรียน ถึงตอนนี้คิดว่าท่านสมาชิกทั้งหลายคงจะทราบถึงความเป็นมาในอดีต ด้วยผลในอดีตดังกล่าว เมื่อมาพิจารณาถึงร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. .... ที่ผ่านประชามติแล้วจึงได้ บัญญัติให้ความสำคัญอย่างยิ่งเกี่ยวกับการใช้จริยธรรม เกี่ยวกับการบริหารราชการแผ่นดิน ส่วนที่เกี่ยวข้องกับการบริหารงานบุคคลและสิ่งที่กำหนดไว้ในแผนและขั้นตอน การปฏิรูปประเทศ ๕ ปีต่อไป ทั้งนี้หลักการเกี่ยวกับจริยธรรมตามร่างรัฐธรรมนูญใหม่ มีความแตกต่างจากที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับปี ๒๕๕๐ ไว้หลายประการ ซึ่งจะขอยกกล่าวไว้ ในที่นี้เฉพาะประเด็นสำคัญ ๒ ประการ คือ

ประการแรก มีการแยกในการใช้จริยธรรมสำหรับองค์กรและบุคคล ที่เกี่ยวข้องต่าง ๆ กล่าวคือกลุ่มแรก ตามมาตรา ๗๖ บัญญัติไว้สำหรับหน่วยงานของรัฐ และเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเป็นหลักในการบริหารงานบุคคลซึ่งเป็นประเด็นหลักในการเสนอ รายงานนี้ ส่วนกลุ่มที่ ๒ ตามมาตรา ๒๑๙ ซึ่งประกอบไปด้วยศาลรัฐธรรมนูญและองค์กรอิสระ ตลอดถึงคณะรัฐมนตรี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภา หลักการนี้ ซึ่งมีความแตกต่างจากที่กำหนดไว้เดิมที่ให้ใช้ทั้งผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ประเด็นที่ ๒ ผู้เป็นเจ้าภาพเกี่ยวกับเรื่องนี้สำหรับตามมาตรา ๗๖ กำหนดให้ รัฐเป็นผู้จัดดำเนินการ ซึ่งคณะกรรมาธิการได้เสนอให้มีคณะกรรมาธิการกลางในการจัดทำ มาตรฐานจริยธรรมขึ้น ส่วนมาตรา ๒๑๙ ผู้จัดทำมาตรฐานจริยธรรมได้แก่ศาลรัฐธรรมนูญ และองค์กรอิสระซึ่งแตกต่างกัน โดยต้องรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมาชิกวุฒิสภา และคณะรัฐมนตรีด้วย จะเห็นว่ามาตรา ๒๑๙ นั้นแตกต่างกัน ซึ่งแตกต่าง จากเดิมที่กำหนดให้มีผู้ตรวจการแผ่นดินเป็นเจ้าภาพ และส่วนราชการแต่ละแห่งจัดทำ ประมวลจริยธรรมของหน่วยงาน นอกจากนั้นยังมีประเด็นย่อย ๆ อีกหลายประการเกี่ยวกับ มาตรฐานทางจริยธรรมและประมวลจริยธรรมของหน่วยงานซึ่งไม่ขอกล่าวในที่นี้ ประเด็นหนึ่ง ที่กระผมคิดว่าบางท่านอาจมีข้อสงสัยซึ่งกระผมใคร่ขอกราบเรียนเสียเลยได้แก่รายงานฉบับนี้ จะซ้ำซ้อนกับรายงานของกรรมาธิการชุดอื่นที่เคยเสนอที่ประชุมสภาเพื่อพิจารณาไป ก่อนหน้านี้หรือไม่ จากข้อเท็จจริงแล้วคณะกรรมาธิการและคณะอนุกรรมาธิการได้ให้ความสำคัญ ในเรื่องนี้เป็นอย่างยิ่ง และเห็นว่าไม่มีความซ้ำซ้อนกันทั้งในแง่ของที่มาของรายงาน หลักการและเหตุผล มาตรการต่าง ๆ เจตนารมณ์และกลุ่มบุคคลที่เป็นกลุ่มเป้าหมาย ในการพิจารณาของคณะอนุกรรมาธิการธรรมาภิบาลที่ผ่านมายังได้ประสานงานกับ คณะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการกีฬา และคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตและประพฤติมิชอบ รวมทั้งเชิญกรรมาธิการบางท่านมาร่วมประชุมหารือกันจนได้ข้อยุติ และผลงานจะช่วย เป็นหลักและเสริมซึ่งกันและกันให้สมบูรณ์ยิ่งขึ้น ซึ่งรายละเอียดจะปรากฏในเอกสารรายงานแล้ว ดังที่กระผมได้กราบเรียนมานี้จึงเป็นเหตุสำคัญที่ทำให้คณะกรรมาธิการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดินได้ศึกษาและเสนอรายงานนี้ด้วยเหตุผล สำคัญโดยสรุป ๓ ประการ คือ

ประการแรก การบริหารงานบุคคลหน่วยงานของรัฐ จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้อง มีจริยธรรมกำกับดูแลอย่างเป็นรูปธรรม รวมทั้งการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ของรัฐทั้งหลาย

ประการที่ ๒ การศึกษาบทเรียนที่ผ่านมาจากที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐

ประการที่ ๓ คือการที่ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ได้กำหนดให้รัฐพึงจัดทำมาตรฐาน จริยธรรมและประมวลจริยธรรมสำหรับเจ้าหน้าที่ของรัฐตามมาตรา ๗๖ และการดำเนินการ ให้สอดคล้องตามแผนและขั้นตอนการปฏิรูปตามมาตรา ๒๕๘ ข (๔)

ลำดับต่อไปผมขออนุญาตท่านประธานสภา เรียนเชิญ พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ ในฐานะรองประธานอนุกรรมาธิการได้นำเสนอเกี่ยวกับสาระสำคัญในรายละเอียด และร่างกฎหมายต่อไปครับ ขออนุญาตครับ

เชิญท่าน พลตำรวจโท อาจิณ โชติวงศ์ ค่ะ