เลิศรัตน์ หารือแผนกำลังคนภาครัฐ-เสนอปฏิรูปค่าตอบแทนดึงคนเก่ง

สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ · ครั้งที่ ๕๔ · ๒๕ ตุลาคม ๒๕๕๙

เลิศรัตน์ รัตนวานิช หารือประเด็นการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศระยะยาว โดยเน้นปัญหาการสรรหาบุคลากรที่ต้องแข่งขันกับภาคเอกชน ซึ่งได้รับผลกระทบจากค่าตอบแทนที่ต่ำ ส่งผลให้ภาครัฐได้บุคลากรคุณภาพต่ำกว่าเป้าหมาย จึงเรียกร้องการปฏิรูประบบเพื่อดึงคนเก่งเข้าสู่ภาครัฐ พร้อมเสนอแนวทางพัฒนาสมรรถนะกำลังคนโดยใช้กรอบคุณวุฒิแห่งชาติและแบบจำลองจากกองทัพเพื่อสร้างมาตรฐานการทำงานที่มีประสิทธิภาพทั้งในภาครัฐและเอกชน รวมถึงชื่นชมพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ที่ทรงเน้นการพัฒนาการศึกษาและการสร้างคน พร้อมเสนอให้ สปท. รวบรวมพระราชกรณียกิจเป็นแนวทางให้เยาวชนรุ่นหลังได้ยึดถือ

พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช

กราบเรียนท่านประธานสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่เคารพ กระผม พลเอก เลิศรัตน์ รัตนวานิช สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ขอขอบพระคุณท่านประธานที่ให้โอกาสในการอภิปราย ซึ่งเรื่อง ที่นำเสนอโดยกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศด้านการบริหารราชการแผ่นดิน ในเรื่องนี้คือเรื่องการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ ถือเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่ง เพราะเกี่ยวกับการขับเคลื่อนประเทศไทยในภาพรวมในปัจจุบันและในอนาคต ยิ่งเรามอง ยุทธศาสตร์ ทุกวันนี้เรามองกัน ๒๐ ปีเป็นอย่างน้อย และผมก็คงตีความได้ว่าคงครอบคลุม ในทุกประเด็น ทุกมิติที่เกี่ยวกับการพัฒนาบุคลากรของรัฐ ซึ่งมีท่านสมาชิกก่อนหน้าผม ๕-๖ ท่านได้อภิปรายในประเด็นต่าง ๆ ไปพอสมควรแล้ว ผมก็คงจะขออนุญาตพูด สัก ๒ ประเด็นในเรื่องที่อาจจะเกี่ยวข้องในภาพกว้างกว่าที่ได้ทำการศึกษามา

ประเด็นแรกคือเรื่องของรีครูตเมนต์ (Recruitment) โดยการหากำลังคน เข้ามาเป็นข้าราชการ ผมคิดว่านั่นคือหัวใจของทุกองค์กร ในภาคเอกชนเดี๋ยวนี้ตำแหน่ง ผู้ที่รับผิดชอบการหาคนเข้ามาทำงานเป็นตำแหน่งไวซ์เพรสซิเดนต์ (Vice President) ตำแหน่งระดับสูง ๆ เลย และมีความสำคัญมาก ค่าจ้างสูงด้วย ในมหาวิทยาลัยก็เช่นเดียวกัน แผนกแอดมิสชัน (Admission) หรือแผนกรับนักเรียน นักศึกษา เป็นแผนกที่มีความสำคัญ ที่สุดแผนกหนึ่งของสถาบัน ทำไมเขาถึงให้ความสำคัญกับการหาคนเข้ามา ทำไมเขาถึง ให้ความสำคัญกับการหานักเรียนเข้ามา เราก็ต้องยอมรับว่าคนนี้ไม่เท่ากัน ไม่เท่ากันในด้านของ ความคิด ไม่เท่ากันในเรื่องของทัศนคติ ทักษะต่าง ๆ หรือการที่จะเรียนรู้ไปสู่อนาคต ไม่ใช่ว่า เราจะเอาคนทุกคนมาแล้วเราบอกเราสามารถพัฒนาเข้าหลักสูตร และทุกคนก็จะสามารถ ทำงานได้เท่ากัน มีประสิทธิภาพประสิทธิผลเกิดขึ้นเท่ากัน ถ้าเรายอมรับตรงนี้ ถ้าเราเริ่มต้น ที่ต้นทุนที่ต่ำกว่า แน่นอนผลงานประสิทธิภาพประสิทธิผลก็ย่อมต่ำกว่า เพราะฉะนั้นตรงนี้ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งที่ระบบราชการต้องให้ความสำคัญที่จะแข่งขันกับ ภาคเอกชน เราต้องยอมรับว่าทุกวันนี้ค่าตอบแทนของภาคเอกชนนั้นสูงกว่าราชการหลาย ๆ เท่า เพราะฉะนั้นจึงทำให้ภาคราชการได้บุคลากรถ้าภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าเป็นเซกคันด์เรต (Second Rate) หรือเซกคันด์เกรด (Second Grade) ก็ได้ ต้องยอมรับตรงนั้น คนที่เขา เรียนได้ปริญญาสูง ๆ จากมหาวิทยาลัยดี ๆ คะแนนมาก ๆ เขาก็เลือกไปทำงานในที่ที่คน จะให้เงินเดือนเขาสูงกว่า เพราะฉะนั้นผมจึงฝากข้อสังเกตตรงนี้ว่าเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ ไม่น้อยกว่าการจะพัฒนาเขา เมื่อเขามาเป็นข้าราชการหรือมาเป็นกำลังคนภาครัฐแล้ว ภาครัฐวิสาหกิจของเราจึงมีคนอยากไปอยู่มากกว่าเพราะมีค่าตอบแทนสูงกว่าหลายเท่า ผมใช้คำว่าหลายเท่าเลยนะครับ ซีอีโอ (CEO) ของรัฐวิสาหกิจของเราเงินเดือนเหยียบ ล้านบาท แต่ข้าราชการระดับ ซี ๑๑ ของเราเงินเดือนแสนนิด ๆ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ ทำอย่างไรเราถึงจะแก้ปัญหาของการได้คนที่มีศักยภาพ มีความสามารถสูงกว่าเข้ามาเป็น ข้าราชการ มาเป็นกำลังคนภาครัฐได้ ผมเชื่อว่าเป็นการบ้านเป็นโจทย์ที่สำคัญไม่น้อยกว่า โจทย์อื่น ๆ การเอาคนเข้ามาไม่ว่าจะเข้ามาในระดับไหนก็แล้วแต่ นั่นเป็นประเด็นแรกที่ผมอยากจะกราบเรียนว่ามันมีความสำคัญ แล้วระบบการศึกษาของเรา ก็เป็นเรื่องที่มีความสำคัญยิ่งที่โยงกับการที่จะวางอัตรากำลังหรือจะได้คนเข้ามาสู่ระบบ ราชการ ระบบการศึกษาของเราไปเน้นการสร้างคนที่มีปริญญาจนเรามีเกรดูเอต (Graduate) แต่ละปีผมว่าเป็นแสนคนที่จบปริญญาตรี ปริญญาโท ปริญญาเอก เป็นความภาคภูมิใจของเขา ของครอบครัว แต่เมื่อมารับราชการมาเข้าทำงานแล้วไม่ตรงกับ ที่เรียนมาบ้าง ไม่ตรงกับขีดความสามารถบ้าง เราจะเห็นว่าเอกชนบางแห่งเขาตั้งแง่เลย ว่าถ้าจบจากที่เหล่านี้เขาไม่รับเข้าทำงานเลย เห็นไหมครับเขาตั้งแง่เพราะอะไร เพราะเขา ต้องการได้คนที่มีต้นทุนสูงกว่ามาเริ่มทำงานกับเขา

ประเด็นที่ ๒ ในเรื่องของการพัฒนาสมรรถนะ ผมอยากให้ท่านดูตัวอย่างที่ดีที่สุด ก็ของกองทัพนะครับ กองทัพตั้งแต่เอาคนเข้ามาก็ให้ผ่านโรงเรียนที่สร้างขึ้นมาเป็นโรงเรียน นายร้อย โรงเรียนนายสิบ เห็นไหมครับ ได้คนมาเลย กลั่นกรองจากการสอบมาก่อนเลย พัฒนาเองเลย เสร็จแล้วไม่ใช่แค่นั้นคนที่เติบโตขึ้นมายิ่งระดับชั้นประทวนเขาจะมีศัพท์ ที่เรียกว่า ชกท. คือความชำนาญการทางทหาร ความชำนาญการทางทหารแปลว่า เขาต้องผ่านการอบรมอาจจะ ๖ เดือน ๘ เดือน หรือ ๑ ปี ในสิ่งซึ่งเขาจะต้องไปทำในอนาคต ถ้าเขาสอบได้ สอบผ่าน เรียนผ่าน เขาจะได้ความชำนาญการทางทหารหมายเลขนั้น ๆ แล้วเขาก็จะสามารถไปทำงานนั้นได้ ไปขับรถประเภทรถทางการช่างที่ตรงกับ ชกท. ได้ ไปทำงานในด้านต่าง ๆ ในเหล่าต่าง ๆ ได้ เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้ปัจจุบันนี้ภาคเอกชน นำมาใช้ ภาครัฐนำมาใช้ ที่เรียกว่ากรอบคุณวุฒิแห่งชาติ เพราะฉะนั้นกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ก็ไม่แตกต่างจากความชำนาญการทางทหารของกองทัพเท่าไร เพียงแต่ว่าไม่ใช่เป็นสิ่งที่เป็น ภาคบังคับ ไม่ได้นำมาใช้กันอย่างกว้างขวางเพียงพอ เพราะฉะนั้นถ้าเรานำกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ มาใช้ในการกำหนดมาตรฐานของคนที่เราจะรับเข้ามาทำงาน มาตรฐานของการที่จะ เลื่อนตำแหน่ง เลื่อนเงินเดือน ให้ทำงานในตำแหน่งที่สูงขึ้นก็จะทำให้เราได้คนที่สามารถทำงาน ในหน้าที่นั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทุกวันนี้รัฐบาลก็ได้ดำเนินการหลายเรื่อง ในการที่จะเน้นการส่งเสริมสมรรถนะ ในระดับรัฐบาลเอง ระดับชาติเอง มีคณะกรรมการ ขับเคลื่อนกรอบคุณวุฒิแห่งชาติซึ่งมีถึงรองนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน มีคณะกรรมการ หลายระดับที่รัฐมนตรีศึกษาที่ผู้ที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่ที่จะขับเคลื่อนเชื่อมโยง ความรู้ความเข้าใจจากการศึกษากับความสามารถที่จะไปปฏิบัติงานในโรงงานหรือในอาชีพ ที่ตัวเองจะไปประกอบได้อันนั้นจึงเป็นสิ่งซึ่งมีความสำคัญยิ่ง รัฐบาลได้ตั้งสถาบันคุณวุฒิวิชาชีพ ขึ้นมาทำงานควบคู่กับกรมพัฒนาฝีมือแรงงานของกระทรวงแรงงานในการที่จะ ส่งเสริมการพัฒนาสมรรถนะซึ่งเราเรียกกันว่าคอมพีเทนซี (Competency) ซึ่งท่านได้ กล่าวถึงไว้หลายแห่งในเอกสารฉบับนี้ รวมทั้งผลการศึกษาด้วยว่าการพัฒนาสมรรถนะนั้น เป็นสิ่งที่มีความสำคัญยิ่งของข้าราชการของกำลังคนภาครัฐ แต่ในภาคเอกชนปัจจุบันนี้ มีการทดสอบเลย ทดสอบว่าเขามีคอมพีเทนซี (Competency) มีสมรรถนะระดับไหน ถ้าของสถาบันวิชาชีพเราก็เรียกว่ากรอบคุณวุฒิวิชาชีพซึ่งก็เทียบเคียงกับกรอบคุณวุฒิแห่งชาติ ของรัฐบาลของระดับชาติได้ เพราะฉะนั้นถ้าเขาได้ผ่านการทดสอบในระดับ ที่พึงพอใจ ผู้ประกอบการก็จะรับเขาเข้าไปทำงาน ในการทำงานนั้นมันก็จะมีการพัฒนา จากการที่ได้มีประสบการณ์เพิ่มมากขึ้นเขาก็จะมาทดสอบในระดับที่สูงขึ้นอาจจะเป็น ระดับ ๓ ระดับ ๔ แล้วก็ได้เลื่อนเงินเดือน เลื่อนหน้าที่การงานขึ้น มีความรับผิดชอบสูงขึ้น ซึ่งในการทดสอบคอมพีเทนซี (Competency) เหล่านี้มันต่างจากการเรียน ต่างจากใบประกาศนียบัตร ต่างจากใบปริญญาบัตร เพราะมันจะรวมถึงการทดสอบด้านทักษะ ด้านประสบการณ์ ทัศนคติ ความรู้ ความสามารถ ในการใช้ภาษา ความรู้ในด้านการใช้ไอที (IT) ต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเราจึงจะเห็นว่า ก็ไม่แตกต่างจากที่ท่านพูดถึง ๑๗ สมรรถนะที่ท่านใช้ในการทดสอบ ๓๖๐ องศา แต่อันนั้น อาจจะเป็นการทดสอบที่ยากที่จะเข้าใจที่ท่านเองก็ยอมรับว่าระบบที่มีอยู่นั้นยากที่จะนำไปสู่ การปฏิบัติและยากที่จะเข้าใจได้ เพราะฉะนั้นการที่จะทดสอบข้าราชการในเรื่องของ สมรรถนะก็จะต้องไปดูให้กว้างขึ้น ไปดูถึงพัฒนาการที่มีอยู่ในประเทศในปัจจุบันนี้ ที่ใช้อยู่ใน ต่างประเทศที่เราจะสามารถที่จะรับรองได้ว่ากำลังคนของภาครัฐนั้นมีขีดความสามารถ ในการที่จะปฏิบัติหน้าที่หรืองานที่ต้องใช้ความรู้ความสามารถในหลาย ๆ อย่างนะครับ นั่นก็เป็นสิ่งที่ผมจะฝากเป็นข้อสังเกตให้กับทางคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเพิ่มเติมว่า การให้ความสำคัญในการพัฒนาสมรรถนะนั้นมีความสำคัญยิ่ง แล้วก็มีระบบการทดสอบ ที่เป็นมาตรฐานที่ดำเนินการอยู่แล้วนะครับ

ประเด็นสุดท้ายก็คงอยากจะเรียนถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ ๙ ที่ท่านได้ให้ความสำคัญกับเรื่องการศึกษา ได้เสด็จไปพระราชทานปริญญา ด้วยพระองค์เองอยู่หลายสิบปี หรือไม่ก็ให้ผู้แทนพระองค์ กับสถาบันการศึกษาต่าง ๆ ของชาติ แทบจะทุกมหาวิทยาลัย ทางทหารเองก็ได้พระราชทานด้วยพระองค์เอง ไม่ว่าจะเป็นวิทยาลัย ป้องกันราชอาณาจักร สถาบันการศึกษาของทหาร โรงเรียนเหล่าทัพ วิทยาลัยพยาบาลเหล่าทัพ ต่าง ๆ ซึ่งหลายท่านได้อภิปรายล่วงหน้าผมแล้ว ได้ยกพระบรมราโชวาทของพระองค์ ที่เกี่ยวกับด้านการพัฒนาการศึกษา การพัฒนาคน เราคงจะได้ทราบถึงพระมหากรุณาธิคุณ ที่ได้ทรงตั้งศูนย์การศึกษาพัฒนาขึ้นในทุกภาค ในภาคใต้ ในภาคกลาง ภาคเหนือ ภาคตะวันออก ซึ่งศูนย์การศึกษาการพัฒนาเป็นแหล่งที่สร้างคนไม่ใช่เฉพาะเข้าไปเดินดูสวน ดูพันธุ์ไม้ แต่จะมีหลักสูตรอบรมในการสร้างคน สร้างเกษตรกร สร้างผู้ที่จะสามารถไปทำ อาชีพในการเพาะปลูก ทำไร่ ทำนา สามารถแข่งขันกับผู้อื่นได้ เพราะนั่นก็เป็นแนวทางหนึ่ง ในการสร้างคน ผมก็อยากฝาก สปท. ไว้ว่าน่าจะได้มีการรวบรวมพระราชกรณียกิจ ของพระองค์ พระมหากรุณาธิคุณของพระองค์ที่ได้ดำเนินการมาที่เกี่ยวข้องกับการพัฒนา ด้านการศึกษาและการสร้างคนก็จะเป็นคุณูปการแก่เยาวชนรุ่นหลังที่จะได้ทราบว่าการสร้างคนนั้น พระองค์เองได้ให้ความสำคัญ ได้พระราชทานแนวทาง พระราชทานทุนทรัพย์ แล้วก็ได้ สร้างสถาบันต่าง ๆ ขึ้นมาอีกมากมายเพื่อที่จะให้เกิดความเป็นรูปธรรมที่สุด เพราะว่า คนเท่านั้นที่จะสร้างชาติได้ครับ ขอบพระคุณครับ