ศานิตย์ นาคสุขศรี หารือความสำคัญของการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ โดยเน้นย้ำถึงปัญหาการขาดแคลนบุคลากรในหลายสาขา ทั้งการบิน เทคนิค และสาธารณสุข รวมถึงความไม่สอดคล้องของหลักสูตรการศึกษา กับความต้องการของตลาดแรงงาน จึงเรียกร้องให้มีการจัดทำแผนพัฒนากำลังคนอย่างเป็นระบบ ทั้งในด้านข้อมูล กฎหมาย และการประเมินผล เพื่อสนับสนุนการปฏิรูปประเทศตามรัฐธรรมนูญ และสร้างความสมดุลระหว่างคุณภาพแรงงาน งบประมาณ และยุทธศาสตร์ชาติอย่างยั่งยืน
กราบเรียนท่านประธาน สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศที่เคารพอย่างสูง ท่านสมาชิกสภาขับเคลื่อนการปฏิรูป ประเทศผู้ทรงเกียรติทุกท่านครับ กระผม นายศานิตย์ นาคสุขศรี สมาชิกสภาขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศ ลำดับที่ ๑๕๑ ในฐานะกรรมาธิการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ด้านการบริหารราชการแผ่นดิน และรองประธานอนุกรรมาธิการธรรมาภิบาล ประสิทธิภาพ และการพัฒนาบุคลากรภาครัฐ ขอรายงานเรื่องการวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ ในประเด็นสำคัญดังต่อไปนี้ ก่อนอื่นกระผมขอกราบเรียนว่าในรายงานฉบับนี้ที่ได้มอบให้แก่ ท่านสมาชิกทั้งหลายนั้นประกอบไปด้วย ๒ ส่วน
ส่วนหนึ่งคือบทสรุปสำหรับนักบริหารและรายงานฉบับสมบูรณ์ ซึ่งผมจะ กล่าวในส่วนของบทสรุปสำหรับนักบริหารในส่วนที่มาของการศึกษาและประโยชน์ที่ได้รับ ในภาพรวม และข้อเสนอขั้นตอนการปฏิรูป
ส่วนประเด็นสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการศึกษาไม่ว่าจะเป็นขอบเขตเนื้อหา ปัญหา อุปสรรค และการนำหลักวิชาการมาประกอบทางศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อัมพร ธำรงลักษณ์ ที่ปรึกษากรรมาธิการจะได้รายงานต่อไป ซึ่งคิดว่าจะได้ประเด็นที่ครบถ้วน สมบูรณ์ตามวัตถุประสงค์
กระผมคิดว่าหลายท่านอาจจะสงสัยตรงที่กระผมก็คิดไว้เหมือนกันก็คือทำไม ทางคณะกรรมาธิการจึงได้เลือกศึกษาเรื่องนี้เนื่องจากฟังแล้วไม่น่าจะเป็นเรื่องตื่นเต้นเร้าใจ แต่เป็นเรื่องปกติของข้าราชการประจำ และทางวิชาการด้วยซ้ำไป ความเข้าใจดังกล่าวก็ไม่ติดใจอย่างใดครับ แต่ถ้าหากมองความสำคัญ ของเรื่องนี้แล้วกระผมคิดว่าเรื่องนี้จะมีส่วนสำคัญในการขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศไปสู่ ความมั่นคง มั่งคั่ง ยั่งยืน ตามยุทธศาสตร์ชาติในอีก ๒๐ ปีข้างหน้าโดยตรง การศึกษาเรื่องนี้ นับว่ามีโอกาสเป็นโอกาสอันดีของคณะกรรมาธิการที่ได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดี จากสถาบันพระปกเกล้า มูลนิธิดอกเตอร์เทียม โชควัฒนา และสถาบันวิจัยและให้คำปรึกษา แห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รวมตลอดถึงกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย กระทรวงมหาดไทย และกรมกิจการเด็กและเยาวชน กระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ที่สมัครใจตามที่ได้รับเลือกมาเป็นตัวแบบ เพื่อที่จะนำไปขยายผล ไปยังหน่วยงานของรัฐให้ครบถ้วนต่อไป จึงขอขอบพระคุณในที่นี้ด้วย
จากข้อมูลดังกล่าวคณะอนุกรรมาธิการซึ่งประกอบไปด้วยสมาชิก สภาขับเคลื่อนการปฏิรูปประเทศ ผู้แทนจากสำนักงาน ก.พ. ผู้แทนจากสำนักงาน ก.พ.ร. นักวิชาการจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยมหิดล จึงได้จัดทำรายงานเสนอ ต่อกรรมาธิการรัฐสภาแห่งนี้ สถานการณ์ปัจจุบันถ้าท่านทั้งหลายได้ย้อนหลังไปถึงเหตุการณ์ ครั้งที่มีการประกาศใช้รัฐธรรมนูญฉบับชั่วคราว พ.ศ. ๒๕๕๗ เป็นต้นมาจวบจนปัจจุบัน ซึ่งกำหนดให้มีการปฏิรูปประเทศรวม ๑๑ ด้าน และต่อมาได้ปรับให้มีการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศอย่างเป็นขั้นตอน ได้เกิดเหตุการณ์สำคัญหลายประการหลายเหตุการณ์ ของประเทศที่จะกล่าวได้ว่าเป็นการจุดประกายของการศึกษารายงานฉบับนี้ก็ไม่ผิดนัก
วิกฤติกำลังคนที่ผ่านมา สำหรับเหตุการณ์แรกวิกฤตการณ์ไอเคโอ (ICAO) เกิดขึ้นที่กรมการบินพลเรือนที่มีการประกาศมาตรฐานการบินของไทยไม่เป็นไป ตามมาตรฐานความปลอดภัยของการบินของไอเคโอ (ICAO) หรือองค์การการบินพลเรือน ระหว่างประเทศ รวมทั้งประกาศของสำนักงานการบริหารการบินแห่งชาติของสหรัฐ เอฟเอเอ (FAA) ซึ่งส่งผลเสียหายต่อการบินของไทยไม่น้อย การที่เกิดปัญหาเหล่านี้ขึ้น เนื่องจากการขาดแคลนนักบิน ขาดแคลนเจ้าหน้าที่ที่เชี่ยวชาญทางด้านเทคนิค การขาดแคลนการฝึกอบรมเจ้าหน้าที่ รวมทั้งมีข้อบกพร่องเรื่องอื่น ๆ
เหตุการณ์ที่ ๒ ส่วนราชการขาดช่างเทคนิค กรณีการขาดแคลนผู้จบการศึกษา ทางด้านเทคนิคหรืออาชีวะจนไม่มีบุคคลเหล่านี้เข้ารับราชการในกระทรวง ทบวง กรม หรือที่มีอยู่บ้างก็อาจจะขาดความรู้ความสามารถ หรือคุณภาพ เช่นที่กรมที่ดิน ซึ่งมีตำแหน่ง ช่างรังวัดขาดแคลนอยู่มาก ส่งผลกระทบต่อประชาชนและธุรกิจอย่างไม่น้อย
เหตุการณ์ที่ ๓ เจ้าหน้าที่รองรับรถไฟความเร็วสูง กรณีที่ทางรัฐบาลได้ กำหนดให้มีรถไฟความเร็วสูงขึ้นในประเทศไทย ซึ่งก็มีคำถามว่าเราจะมีการสรรหาวิศวกร หรือบุคคลที่มีความรู้ด้านนี้มาจากไหน เรามีการวางแผนการผลิตไว้หรือไม่
เหตุการณ์ที่ ๔ การผลิตคนว่างงานมาก ในขณะที่ประเทศเราขาดแคลน บุคลากรบางด้านเป็นอันมาก แต่ก็มีข่าวว่าสถาบันการศึกษาต่าง ๆ จัดหลักสูตรการเรียน การศึกษาสร้างคนที่สำเร็จการศึกษาออกมาไม่ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน ทำให้เกิดช่องว่างเป็นจำนวนมากและเพิ่มขึ้นทุกปี
สำหรับกรณีตัวอย่างด้านปัญหากำลังคนที่สำคัญไม่น้อยและควรนำมากล่าว คือการขาดแคลนบุคลากรด้านสาธารณสุข โดยเฉพาะอย่างยิ่งพยาบาล
ผลการศึกษาวิจัยของสถาบันพระปกเกล้าเมื่อปี ๒๕๕๗ สรุปได้อีกว่าอีก ๕ ปี ข้างหน้าถ้าไม่เตรียมการไว้จะขาดแคลนพยาบาลประมาณ ๔๐,๐๐๐ คน โดยเสนอแนว ทางแก้ไขไว้ ๖ ประการ ประการหนึ่งได้แก่รัฐบาลต้องวิเคราะห์อัตรากำลังและวางแผนการผลิตที่เพียงพอ และเหมาะสมทั้งปริมาณและคุณภาพ กระผมทราบว่าแม้ทางสำนักงาน ก.พ. เอง ที่ต้องพิจารณาข้อเสนอเรื่องขอทุนการศึกษาของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ ในแต่ละปี ก็ยากในการตัดสินใจ เนื่องจากแต่ละหน่วยงานไม่มีข้อมูลการวางแผนกำลังคนในระยะยาว มาก่อนนั่นเอง ปัญหาของประเทศเรื่องการขาดแคลนกำลังคนดังกล่าวอาจมีอีก หลายประการ บางกรณีอาจเกิดขึ้นเฉพาะที่เฉพาะแห่งจึงไม่เป็นข่าวขึ้นมา ทำให้คณะกรรมาธิการได้นำมาประชุมระดมความคิดว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการขับเคลื่อน การปฏิรูปประเทศที่รับผิดชอบอย่างไรบ้าง เพราะถ้าหากปล่อยไว้ซึ่งจะเกิดความเสียหาย ต่อประเทศของเราจนยากที่จะเยียวยา แม้ว่าทางรัฐบาลเองได้พยายามเร่งแก้ปัญหา เฉพาะหน้าโดยการโยกย้ายข้าราชการระดับสูง การเร่งรัดจัดโครงสร้างองค์กรใหม่ รวมตลอดถึงให้ทางทหารเข้าไปช่วยเหลืออย่างเร่งด่วน กระผมใคร่ขอเรียนว่าเรื่อง การวางแผนกำลังคนภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์แม้จะได้มีการศึกษาและดำเนินการมาบ้าง ในส่วนราชการก็ตาม แต่ทางรัฐบาลเองก็ไม่ได้เน้นให้ทุกส่วนทุกหน่วยงานจัดทำอย่างเป็นระบบนัก หลายรัฐบาลที่ผ่านมา ดังนั้นจึงไม่มีหน่วยงานใดได้จัดวางแผนกำลังคนไว้และสามารถ นำมาใช้ได้อย่างสมบูรณ์เป็นมาตรฐาน ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเห็นใจ เพราะว่าเป็นเรื่องที่ต้องอาศัย ความรู้ ทักษะเชิงวิชาการ บุคลากรที่มีประสบการณ์สูงและเวลาในการดำเนินการ และในห้วงเวลานี้ผมคิดว่าเป็นช่วงที่เหมาะสมอย่างยิ่งที่เราจะมีการปฏิรูปประเทศเกิดขึ้นมา คิดว่าถ้าไม่มีการปฏิรูปในเวลานี้ก็คงเป็นโอกาสยากที่จะได้มีการปฏิรูปในเรื่องการวางแผน กำลังคนภาครัฐ โดยเนื้อหาของการวางแผนกำลังคนภาครัฐจะได้คำตอบว่าการวางแผน กำลังคนเติมเต็มอะไร จะได้คำตอบว่าหน่วยงานของรัฐในระดับจุลภาค หรือระดับประเทศ ของเราในระดับมหภาค ความต้องการบุคคลมาทำงานในแง่มิติของจำนวนและคุณภาพ และห้วงเวลาได้อย่างเหมาะสมทั้งในปัจจุบันและอนาคตและราชการไทยจะสามารถควบคุม วงเงินงบประมาณด้านบุคคลได้อย่างแน่นอนชัดเจน โดยไม่เพิ่มเติม โดยไม่มีขีดจำกัด เหมือนที่ผ่านมา รวมทั้งจะเป็นประโยชน์โดยตรงสำหรับการกำหนดทิศทางการผลิตบุคลากร ของสถาบันการศึกษาได้ตรงกับความต้องการ กระผมคิดว่ารายงานเรื่องนี้จะเป็นประโยชน์ ต่อการปฏิรูปอย่างแน่นอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งสอดคล้องกับการปฏิรูปประเทศ ตามร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ฉบับผ่านประชามติทางด้าน การบริหารราชการแผ่นดินตามมาตรา ๒๕๘ ข (๓) ที่กำหนดให้มีการวางแผนกำลังคน ภาครัฐเชิงยุทธศาสตร์ให้มีความเหมาะสมประการหนึ่ง อีกประการหนึ่งคือพัฒนา และบริหารกำลังคนให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงและความท้าทายต่าง ๆ และใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้น เพื่อเพิ่มขีดสมรรถนะของบุคลากรให้มีขีดความสามารถและมีจำนวนคนที่เหมาะสม ไม่เป็นภาระงบประมาณของประเทศ สร้างความก้าวหน้าในสายอาชีพ สามารถรองรับ ต่อการเปลี่ยนแปลงและสอดคล้องกับทิศทางการพัฒนาของระบบราชการ กระผมได้เล่า กระบวนการและสาระสำคัญในการเริ่มต้นมาพอสมควร และใคร่ขอเรียนสรุปว่า ผลการศึกษาได้ข้อสรุปขั้นตอนและระยะเวลาในการปฏิรูป รวมตลอดถึงข้อเสนอ ในการนำไปปฏิบัติได้จริงเพื่อท่านสมาชิกสภาทั้งหลายจะได้นำไปพิจารณาเสนอแนะ เติมเต็มในประเด็นต่าง ๆ ต่อไป สำหรับประเด็นการปฏิรูปตามรายงานนี้จะประกอบไปด้วย ๗ ประเด็น คือ
๑. การมีแผนยุทธศาสตร์การวางแผนกำลังคนภาครัฐที่ชัดเจนและเหมาะสม
๒. การกำหนดความต้องการกำลังคนภาครัฐที่ชัดเจน กำหนดกรอบ การพัฒนากำลังคนที่เหมาะสมตามตำแหน่งและสายอาชีพ
๓. การทบทวนระบบฐานข้อมูลกำลังคนภาครัฐที่ถูกต้อง ครบถ้วน และสมบูรณ์
๔. การบูรณาการส่วนราชการหรือหน่วยงานของรัฐ เรื่องข้อมูลกำลังคน ภาครัฐให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน ระบบเดียวกัน
๕. มีกฎหมาย ระเบียบและแผนรองรับ เช่นมติคณะรัฐมนตรีให้อำนาจ แก่หน่วยงานดำเนินการ
๖. การทบทวนสมรรถนะบุคลากรภาครัฐให้ทันสมัย
๗. มีการติดตามและประเมินผลการดำเนินการเป็นระยะและจริงจัง
กระผมขออนุญาตท่านประธาน ขอให้ศาสตราจารย์ ดอกเตอร์อัมพร ธำรงลักษณ์ ที่ปรึกษากรรมาธิการนำเสนอในส่วนวิธีดำเนินการศึกษารายงานในรายละเอียด ต่อไปครับ ขออนุญาตครับ