รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ขึ้นบัลลังก์ เวลา ๐๙.๓๙ นาฬิกา)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ผมเริ่มดำเนินการหารือเลยนะครับ เชิญท่านแรกครับ ท่านเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือความเดือดร้อนของ พี่น้องประชาชนนะครับ

เรื่องแรก เกี่ยวกับเรื่องเงินเอสเอ็มแอล (SML) มีพี่น้องประชาชนไปร้องเรียนทาง อำเภอแล้วนะครับ แต่ว่าทางอำเภอก็ไม่ดำเนินการด้วยประการใดจึงได้มาร้องเรียนผม บอกว่า เงินเอสเอ็มแอลบ้านไทรงาม ตำบลตาดทอง อำเภอศรีธาตุ จังหวัดอุดรธานี บอกว่าคณะกรรมการ ได้เบิกเงินไปซื้อรถดูดส้วมนะครับท่านประธาน แต่ปรากฏว่ามาถึงกลางทางรถดูดส้วมตาย วิ่งไปไม่ได้เลยนะครับก็เลยไปร้องเรียน พอคณะกรรมการหมู่บ้านไปสืบดูว่ารถคันนี้ซื้อมา ๑๔๐,๐๐๐ บาท แต่ว่าคณะกรรมการบอกว่าซื้อ ๔๐๐,๐๐๐ บาท เพราะฉะนั้นให้ท่านประธาน ได้ให้รัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องได้ไปเสาะแสวงหาเรื่องทุจริตเงินเอสเอ็มแอลด้วยนะครับท่านประธาน

เรื่องที่ ๒ เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องบ้านหนองไผ่-พรเจริญ ตำบลหนองหญ้าไซ เป็นถนนเข้าไปสู่บ้านดงง่าม ตำบลคำโคกสูง อำเภอวังสามหมอ ได้รับความเดือดร้อนมากนะครับ เพราะว่าถนนตรงนี้แยกจากทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๒๐๒๓ ที่จะแยกเข้าไปบ้านดงง่าม ผ่านไปยังบ้านคำโคกสูงทะลุไปยังบ้านแหลมทอง เขื่อนลำปาว ผ่านไปยังจังหวัดกาฬสินธุ์นะครับ ฝากท่านประธานไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบด้วย จักขอบพระคุณอย่างยิ่งนะครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมได้รับการร้องเรียนจากลูกจ้าง ข้าราชการ ที่เกษียณอายุราชการแล้วครับท่านประธาน หรือลูกจ้างที่รับเงินบำนาญของราชการ เพราะว่าทุกวันนี้ลูกจ้างเหล่านี้ถึงแม้เกษียณแล้วรับเงินบำนาญอยู่ แต่ไม่มีสิทธิที่จะเบิก ค่ารักษาพยาบาลได้เลยนะครับ ฉะนั้นทางลูกจ้างเขาจึงเรียกร้องสิทธิมาครับท่านประธาน ก็ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะอย่างยิ่งกระทรวงการคลังหรือทางรัฐบาลได้โปรด พิจารณาให้กับลูกจ้างในการที่ให้เขาได้สิทธิในการเบิกค่ารักษาพยาบาลได้ เขาเรียกร้องเพียงแต่ สิทธิของตัวเขาเองนะครับ ไม่เรียกร้องสิทธิไปถึงทางครอบครัวหรือว่าพ่อแม่ ขอให้เพียงแต่ ตัวลูกจ้างที่เกษียณอายุราชการแล้วเขาสามารถเบิกค่ารักษาพยาบาลได้เท่านั้นนะครับ

ในเรื่องที่ ๒ เกี่ยวกับเรื่องการที่ผมได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชน ในตำบลตาลเตี้ยและตำบลบ้านสวนว่าในตำบลนั้นได้มีบ่อขยะ ไม่ว่าจะเป็นหน่วยงาน เทศบาล หรือ อบต. บาง อบต. ได้เอาไปทิ้งรวมไว้ที่ในตำบลตาลเตี้ย หมู่ที่ ๒ ที่เรียกว่า บ้านหนองหล่ม แล้วก็ทำให้มีกลิ่นเหม็นฟุ้งเข้ามาสร้างความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชน ก็ฝากถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็นเทศบาลหรือทางจังหวัดได้โปรดเข้าไปตรวจสอบ ดูแลและหาทางแก้ไข เพราะว่าไปทิ้งขยะใกล้กับแหล่งชุมชนของพี่น้องประชาชนในตำบลตาลเตี้ย แล้วก็ตำบลบ้านสวน ก็ฝากต่อท่านประธานถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องด้วย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านประสงค์ นุรักษ์ ครับ

นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ สมาชิกวุฒิสภา ผู้แทนปวงชนชาวไทย ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรื่องที่ผมจะยกขึ้นมาหารือท่านประธานในวันนี้คงจะเป็น เรื่องที่มีการนำขึ้นมาพูดกันแล้วในสภาแห่งนี้หรือว่าสภาหนึ่งสภาใดนะครับ แต่ขณะนี้ความไม่สำเร็จ ในเรื่องนั้นก็ยังคงมีอยู่ แล้วก็ผมเองคิดว่าพี่น้องประชาชนก็ยังมีความเดือดร้อน ยังมีปัญหา และยังมีความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องอยู่ ซึ่งผมเองก็ได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเกือบทุกครั้ง ที่ผมลงไปในพื้นที่โดยเฉพาะต่างจังหวัดนะครับ ไม่ใช่ในกรุงเทพมหานคร แล้วผมคิดว่าเรื่องนี้ เป็นเรื่องที่มีความสำคัญทุกเรื่องที่มีการพูดในสภานี้สำคัญทั้งสิ้นครับ ในเรื่องนี้ก็เช่นกันครับ คือเรื่องที่พี่น้องได้มาบอกผมว่าปัญหาที่กำลังคาใจอยู่คือเรื่องทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ครับท่านประธาน ที่เคารพครับ เพราะทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์นี้ตามกฎหมายนั้นเป็นที่ซึ่งเป็นที่ดินสาธารณสมบัติ ของแผ่นดินสำหรับพลเมืองใช้ร่วมกัน ถ้าพลเมืองเลิกใช้ประโยชน์ในการเป็นที่เลี้ยงสัตว์แล้ว รัฐบาลประสงค์จะถอนสภาพเพื่อนำไปใช้ดำเนินการให้ราษฎรสามารถมีสิทธิในที่ดินตามกฎหมาย ที่ดินได้ แต่ขณะนี้ผมได้รับการร้องเรียนว่าอีกหลายพื้นที่ในประเทศไทย โดยเฉพาะอำเภอต่าง ๆ ซึ่งมีอยู่เกือบทุกแห่ง ที่ดินที่เป็นที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ยังไม่มีการเปลี่ยนสภาพโดยรัฐบาล และได้มีการครอบครองกันโดยประชาชน จะโดยใครก็ตามแต่ ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ผิดกฎหมาย และเป็นเรื่องที่จะต้องแก้ไขให้ถูกต้อง ถ้าหากว่ารัฐบาลมีความหวัง มีความตั้งใจที่จะบริหารประเทศ ให้ประชาชนมีความเสมอภาคระหว่างกันนะครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะขอความกรุณา ท่านประธานช่วยประสานไปทางรัฐบาลด้วยครับ ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับดูแลรักษา ที่ซึ่งเป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ทั่วประเทศไทยได้มีการสำรวจสักครั้งนะครับว่ายังมีที่เหล่านี้ ที่ว่างเปล่าที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ในขณะนี้อยู่มากเท่าไร ถ้าหากว่ามีความประสงค์จะใช้พื้นที่ แคบ ๆ ก็ขอที่จังหวัดชุมพรบ้านผมครับ ขอให้รัฐบาลช่วยสำรวจหน่อยครับว่าที่นี่ขณะนี้ มีที่ทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ซึ่งเป็นที่หลวงอยู่และยังไม่ได้มีการถอดถอนนั้นมากมายเท่าไร เพื่อประชาชน ได้มีความเข้าใจที่ถูกต้องครับท่านประธาน ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข ครับ

นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เลย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย เขต ๓ พรรคเพื่อไทย เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาดิฉันได้ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชน ในอำเภอด่านซ้ายและได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมาก เพราะว่า ในอำเภอด่านซ้ายเป็นอำเภอที่อยู่ในโซน (Zone) ภูเขาสูง มีแหล่งน้ำน้อย และแหล่งน้ำธรรมชาติ ที่มี ณ ขณะนี้ประสบปัญหาภัยแล้ง น้ำแห้งขอดนะคะ ผู้นำและพี่น้องประชาชนจึงร้องเรียน กับตัวดิฉันมามากอยากได้ประปาบาดาลเพื่อการเกษตร เพื่ออุปโภคบริโภคในหมู่บ้าน และเพื่อน้ำดื่มสะอาดในโรงเรียน ประกอบไปด้วยบ้านน้ำเย็น หมู่ที่ ๒ ตำบลกกสะทอน อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย บ้านห้วยมุ่น หมู่ที่ ๕ บ้านน้ำหมัน หมู่ที่ ๑ บ้านห้วยมุ่น หมู่ที่ ๘ บ้านกกจาน หมู่ที่ ๗ บ้านตูบค้อ หมู่ที่ ๖ และบ้านวังเป่ง หมู่ที่ ๘ บ้านตาดเสี้ยว หมู่ที่ ๑ ตำบลอิปุ่ม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และบ้านวังยาว หมู่ที่ ๓ ตำบลวังยาว อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย ส่วนน้ำดื่มสะอาดในโรงเรียนประกอบไปด้วย โรงเรียนบ้านโคกงาม ตำบลโคกงาม อำเภอด่านซ้าย จังหวัดเลย และเจาะบ่อดาบาลโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลปลาบ่า ตำบลปลาบ่า อำเภอภูเรือ จังหวัดเลย

และเรื่องสุดท้ายนะคะ ทางโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านนาเอี่ยม ตำบลเหล่ากอหก อำเภอนาแห้ว จังหวัดเลย อยากได้ทันตแพทย์เพื่อที่จะไปดูแลรักษาฟัน ให้กับพี่น้องประชาชนในหมู่บ้านและในตำบลเหล่ากอหกด้วยนะคะ เพราะฉะนั้นตัวดิฉัน จึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อมและกระทรวงสาธารณสุขช่วยส่งเจ้าหน้าที่ลงไปสำรวจเจาะบ่อบาดาล เพื่อการเกษตร เพื่อประปาน้ำดื่มสะอาดในโรงเรียน แล้วก็เกี่ยวกับเรื่องสุขภาพฟันให้กับ พี่น้องประชาชนบ้านเหล่ากอหกด้วยนะคะ ขอบคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวัชระ เพชรทอง

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กฎหมายรัฐธรรมนูญ มาตรา ๓ บัญญัติว่า อำนาจอธิปไตยเป็นของ ปวงชนชาวไทย พระมหากษัตริย์ผู้ทรงเป็นประมุขทรงใช้อำนาจนั้นทางรัฐสภา คณะรัฐมนตรี และศาล ตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญนี้

วรรคสอง การปฏิบัติหน้าที่ของรัฐสภา คณะรัฐมนตรี ศาล รวมทั้งองค์กร ตามรัฐธรรมนูญ และหน่วยงานรัฐ ต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม

ท่านประธานที่เคารพ นี่คือภาพตรารัฐสภา ด้านบนนั้นเป็นภาษาจีนเขียนว่า ไท่กั๋ว กั๋วหุ้ย จู่สี จงกั๋ว ซื่ออู้ เหว่ยหยวนหุ้ย ท่านประธานครับ ภาษาจีนอยู่ข้างบน แต่ภาษาไทย กลับอยู่ข้างล่าง เขียนว่า ฝ่ายกิจการจีนของประธานรัฐสภา ประเทศไทย ในฐานะที่ท่านประธาน เป็นผู้ที่แต่งตั้งนายหวัง หงปิน เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ ขอประทานโทษท่านประธาน นายหวัง หงปิน ยังได้ออกหนังสือมีหัวกระดาษชัดเจนเขียนว่าฝ่ายกิจการจีนของประธานรัฐสภา ประเทศไทย ประทับตรารัฐสภา ลงชื่อ นายหวัง หงปิน เป็นภาษาจีน ท่านประธานครับ และหนังสือคำสั่ง สภาผู้แทนราษฎร ที่ ๑๖/๒๕๕๔ เรื่อง แต่งตั้งที่ปรึกษาประธานรัฐสภากิตติมศักดิ์ ท่านประธาน ได้กรุณาลงนามแต่งตั้ง นายหลิว ฉูนอิง และนายหวัง หงปิน รวม ๒ คนซึ่งเป็นบุคคลสัญชาติจีน เป็นที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ เมื่อที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ของท่านได้ไปทำตรารัฐสภาปลอมเช่นนี้ ท่านจะดำเนินการอย่างไร และอยากจะถามท่านว่าฝ่ายกิจการจีนประจำประธานรัฐสภา ของประเทศไทยมีห้องทำงานอยู่ตรงไหน ผมจะได้ไปปรึกษาหารือ และเมื่อเป็นดังนี้การที่ท่าน ตั้งบุคคลสัญชาติจีนเป็นที่ปรึกษาประธานรัฐสภาถึง ๒ ท่าน และได้กระทำการผิดกฎหมาย คือทำตรารัฐสภาปลอม ท่านจะดำเนินการตามกฎหมายอย่างไร และจะปลดที่ปรึกษา ๒ คนนี้ หรือไม่ อย่างไร และรวมทั้งท่านได้ตั้งบุคคลชาวต่างประเทศเป็นที่ปรึกษารวมทั้งสิ้นกี่ราย โปรดตอบให้กับสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และประชาชนทั่วไปได้รับทราบ ขอกราบขอบพระคุณ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านวัชระนะครับ การตั้งที่ปรึกษานี่ถ้าตั้งเป็นที่ปรึกษาทางการคงตั้งคนที่ไม่ใช่สัญชาติไทยไม่ได้ แต่ทีนี้ผมตั้งเป็น ที่ปรึกษากิตติมศักดิ์ แล้วที่สำคัญเรื่องที่ท่านได้พูดถึงมันเป็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นมาเมื่อสัก ๑ ปี ที่ผ่านมา ซึ่งผมก็ได้ว่ากล่าวตักเตือนคุณหวังอย่างที่ได้อ้างถึงนะครับ ให้หยุดการดำเนินการตรงนั้น เพราะมันเป็นพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม ก็ได้ว่ากล่าวตักเตือนไปแล้วตั้งแต่เมื่อ ๑ ปีที่ผ่านมา ซึ่งเรื่องนี้มันก็นานมาแล้ว แล้วหลังจากนั้นมาเขาก็ไม่ได้ปฏิบัติการอย่างที่ว่านะครับ ก็ถือว่า มันน่าจะจบไปแล้ว เชิญท่านสุรเดช จิรัฐิติเจริญ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี

เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ตามที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปเปิดงานไทยแลนด์ ๒๐๒๐ (Thailand 2020) ก้าวใหม่เชื่อมไทยสู่โลก หรือแม้กระทั่งโครงการถนนที่ทางกระทรวงคมนาคม จะทำมอเตอร์เวย์ (Motorway) ๔ เลน (Lane) ๘ เลน แต่ท่านประธานทราบหรือไม่ว่าจังหวัดปราจีนบุรี ที่ผมอยู่นะครับ ทางหลวงซึ่งเป็นทางหลวงอาเซียนไฮเวย์ (ASEAN Highway) หมายเลข ๑ คือ เอเอช ๑ (AH1) คือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓ ถนนสุวรรณศร ช่วงระหว่างบ้านหนองชะอม อำเภอเมืองถึงบ้านห้วยขื่อ อำเภอประจันตคาม ๒๘ กิโลเมตร ยังเป็น ๒ ช่องการจราจร ดังนั้นเองท่านจะลงทุนกี่ล้านล้านบาท ทำไมเส้นทางนี้ซึ่งเป็นทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑ เอเอช ๑ ยังเป็น ๒ ช่องการจราจร ช่วยดำเนินการด้วย หรือแม้กระทั่งทางหลวงแผ่นดิน หมายเลข ๓๐๔ จากอำเภอวังน้ำเขียว จังหวัดนครราชสีมา มาอำเภอกบินทร์บุรี ลงเขา ก็เกิดอุบัติเหตุเป็นอันมาก ช่วยแก้ไขให้เป็น ๔ ช่องการจราจรด้วย รวมกระทั่งถึงเส้นทาง ทั้ง ๒ เส้นนี้ คือทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๐๔ กับทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๓ ตัดกัน ที่อำเภอกบินทร์บุรีมีรถเป็นจำนวนมาก ก็ขอให้มีสะพานข้ามแยกต่างระดับตรงนี้ เพราะว่า ช่วยลดอุบัติเหตุทำให้การคมนาคมสะดวกยิ่งขึ้น ก็ขอฝาก ๓ เรื่อง

และอีกเรื่องหนึ่งนะครับ คือขอฝากว่าเมื่อวานนี้ผมไปดูที่ด่านทางด่วนพระราม ๙ เห็นตำรวจจับปรับรถขับความเร็วสูงก็ดี หรือรถป้ายทะเบียนปลอมก็ดี ผมเห็นด้วยนะครับ อยากให้ทางรัฐบาลหรือเจ้าหน้าที่เคร่งครัดไม่เพียงแค่บนทางด่วนเท่านั้น ทุกพื้นที่นะครับ ต่างจังหวัดก็ดี รถที่ไม่ติดป้ายทะเบียน รถที่ป้ายปลอมช่วยตรวจเข้มงวดด้วย เพราะว่า ผู้ที่กระทำอย่างนี้มีเจตนาที่ไม่บริสุทธิ์ เราเองก็ไม่อยากให้เหตุการณ์นี้เกิดขึ้นแล้วมาตามจับกัน ดังนั้นคนที่ไม่ติดป้ายทะเบียนหรือใช้ป้ายทะเบียนปลอมอยากให้เจ้าหน้าที่ทุกพื้นที่กวดขัน และเข้มงวดจะทำให้ประชาชนมีความสุขแล้วก็มีความอุ่นใจต่อไปครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุนทรี ชัยวิรัตนะ

นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย จังหวัดชัยภูมิ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ เรื่องที่อยากจะขอหารือ กับท่านประธานในวันนี้นะคะ ดิฉันเองได้รับการร้องเรียนจากท่านนายกองค์การบริหาร ส่วนตำบลท่ากูบ และนายกองค์การบริหารส่วนตำบลตะโกทอง อำเภอซับใหญ่ จังหวัดชัยภูมิ เขาร้องเรียนดิฉันเกี่ยวกับเรื่องว่าปัจจุบันมีแหล่งน้ำที่ใช้กักเก็บน้ำที่บ้านวังกุง ตำบลท่ากูบ อำเภอซับใหญ่ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำที่ทางกรมชลประทานได้ไปทำการก่อสร้างเอาไว้ เป็นแหล่งกักเก็บน้ำขนาดกลาง ซึ่งต้องยอมรับว่าปัจจุบันยังไม่ได้นำน้ำที่กักเก็บเอาไว้ ไปใช้ประโยชน์อย่างมากที่สุดนะคะ ปัจจุบันทาง อบต. ท่ากูบ เขาได้มีการไปสร้างถังสูง เพื่อใช้ส่งน้ำให้กับบ้านที่อยู่รอบ ๆ บ้านวังกุงแห่งนี้ แต่ว่าจากการศึกษาของหน่วยงานค่ะ ท่านประธาน เขาบอกว่าแหล่งน้ำแห่งนี้สามารถที่จะพัฒนาปรับปรุงเป็นการประปาประจำ อำเภอซับใหญ่ได้ ซึ่งอำเภอซับใหญ่เองนี้นะคะท่านประธาน มีหมู่บ้านทั้งหมด ๓๘ หมู่บ้าน แน่นอนว่ายังมีอีกหลายหมู่บ้านแล้วก็หลายแห่ง บางแห่งมีประปาแต่ว่าก็ไม่สามารถใช้ได้ อย่างเต็มประสิทธิภาพ บางแห่งก็ยังไม่มีระบบน้ำประปาใช้ต้องเอาน้ำจากสระ น้ำคลองขึ้นมา ก็อยากจะฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คือการประปาส่วนภูมิภาค ให้ช่วยดูแลในเรื่องเกี่ยวกับการจัดสรรงบประมาณในการไปก่อสร้างประปาประจำอำเภอซับใหญ่ เพื่อให้พี่น้องทั้ง ๓๘ หมู่บ้านได้มีน้ำกินน้ำใช้อย่างที่อำเภออื่น ๆ เขาได้รับการดูแลกันค่ะ

เรื่องที่ ๒ ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานนะคะ ก็คือดิฉันเองได้รับ การบอกกล่าวจากพี่น้องผู้ใช้เส้นทางสัญจรไปมาจากบ้านโนนคร้อ ตำบลบ้านขาม อำเภอจัตุรัส ช่วงโรงเรียนโนนคร้อวิทยาถึงบ้านหนองพันก๊ก ตำบลหนองโดน อำเภอจัตุรัส แล้วก็ถึงบ้านเขื่อนลั่น ตำบลตะโกทอง อำเภอซับใหญ่ค่ะ เส้นทางตรงนี้เป็นเส้นทางลูกรังเด็กนักเรียนใช้สัญจรไปมา เพื่อมายังโรงเรียนโนนคร้อวิทยา พี่น้องประชาชนใช้ในการขนส่งสินค้าทางการเกษตรเพื่อจะ นำไปขาย อยากฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยดูแลในการก่อสร้างถนน ให้กับพี่น้องเขาด้วย เนื่องจากว่าเส้นทางนี้ยังเป็นหลุมเป็นบ่อ แล้วก็ต้องบอกว่าในช่วงกลางคืน มีบางช่วงที่เป็นป่าเปลี่ยว ซึ่งจะก่อให้เกิดอันตราย แล้วก็เป็นแหล่งที่ก่อให้เกิดเหตุการณ์ร้าย กับความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนได้ ก็อยากจะฝากท่านประธานด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมใคร่หารือท่านประธาน รัฐสภา ๒ เรื่องครับ

เรื่องแรก ก็คือโครงการถนน ๔ เลน จากตำบลโคกกลอย ไปที่อำเภอท้ายเหมือง แล้วก็อีกช่วงหนึ่งคือจากอำเภอท้ายเหมืองไปที่อำเภอตะกั่วป่าของจังหวัดพังงา เนื่องจาก ณ วันนี้นักท่องเที่ยวที่เดินทางจากสนามบินภูเก็ตไปที่เขาหลักจะต้องผ่านเส้นทางดังกล่าว ในช่วงจากสะพานสารสินมาถึงตำบลโคกกลอยเป็นถนน ๔ เลนแล้วครับ แต่ว่าในช่วงจาก ตำบลโคกกลอยถึงอำเภอท้ายเหมืองยังเป็นถนน ๒ เลนอยู่นะครับ แล้วตอนเช้าชาร์เตอร์ไฟลท์ (Charter flight) ไฟลท์ (Flight) หนึ่งมีนักท่องเที่ยวประมาณ ๔๐๐-๕๐๐ คนต่อไฟลท์ที่พักอยู่ เขาหลักก็มีรถตู้วิ่งตอนเช้าประมาณ ๒๐๐-๓๐๐ คันครับ แล้วก็ในช่วงที่โรงเรียนเปิดเทอม เกิดอุบัติเหตุบ่อยมาก เพราะรถตู้ก็ต้องรีบทำเวลาเพื่อไปที่สนามบินเพื่อไปส่งผู้โดยสารให้ทัน และถนน ๒ เลนแคบมากครับ เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ทุกวันนี้อุบัติเหตุเกิดบ่อยมาก จึงฝากเรียนท่านประธานรัฐสภาว่าช่วยทำหนังสือไปยังรัฐบาลยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เพราะเดิมทีถนนเส้นดังกล่าวมีความสำคัญอยู่อันดับต้น ๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แต่จนบัดนี้ผ่านมา ปีที่ ๖ แล้วไม่ทราบว่าอยู่อันดับไหนแล้ว ก็ฝากท่านประธานด้วย

อีกเรื่องหนึ่งครับ เป็นเรื่องถนนเส้นดังกล่าวเหมือนกันก็คือว่ามีรถขนทราย ของบริษัทบริษัทหนึ่งซึ่งมีนักการเมืองชาวบ้านจังหวัดพังงาเขาเรียกว่าเป็นโฆษก วิ่งรถทราย ไม่คลุมผ้า เมื่อวิ่งไปทรายก็กระเด็นเข้าตาคนที่ขี่มอเตอร์ไซค์ กระบะหลายคันกระจกแตก เพราะบางทีมีหินปนไปด้วย เลยฝากท่านประธานช่วยดูด้วยว่าโฆษกคนนี้เป็นใคร ตำรวจ ในท้องถิ่นเวลาไปจับโดนย้ายครับ บางท่านโดนย้าย ๒-๓ รอบ ย้ายได้ ๙๐ วัน พอครบ ๙๐ วัน ย้ายไปอีกที่หนึ่ง ผมเลยฝากท่านประธานว่าช่วยทำหนังสือไปยังกระทรวงมหาดไทย สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ทำไปถึงนายกรัฐมนตรีด้วยครับ เพราะเข้าใจว่าโฆษกคนนี้ อยู่ใกล้ตัวนายกรัฐมนตรีมากครับ ฝากท่านประธานด้วย ชาวบ้านจังหวัดพังงาเขาเรียกว่า รถทรายของไข่หีดครับ ฝากท่านประธานด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์

พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา มุกดาหาร

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจโท จิตต์ ศรีโยหะ มุกดาธนพงศ์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดมุกดาหาร ขอหารือท่านประธาน ๓ เรื่องนะครับ

เรื่องที่ ๑ ก็คือได้รับการร้องเรียนจากชาวบ้านไร่ ตำบลดงมอน อำเภอเมืองมุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร ได้ไปยื่นเรื่องขอออกโฉนดที่ดินที่สำนักงานที่ดินจังหวัดมุกดาหารเป็นเวลา ๒ ปีกว่าแล้วเจ้าหน้าที่ยังไม่ดำเนินการ ก็ขอให้ทางกรมที่ดิน กระทรวงมหาดไทย ได้เร่งรัด สำนักงานที่ดินจังหวัดมุกดาหารรีบดำเนินการให้กับประชาชนด้วย

เรื่องที่ ๒ ก็คือถนนสาย อบจ. มห ๓๐๓๑ ระหว่างบ้านด่านยาวไปถึง บ้านนาอุดม บริเวณหมู่บ้านภูแผงม้าและบ้านเหล่าสามัคคี ถนนลาดยางชำรุดเสียหาย เป็นหลุมขรุขระมาก การสัญจรของพี่น้องประชาชนในเขตตำบลนิคมคำสร้อย ตำบลนาอุดม ๒ ตำบลได้รับความเดือดร้อนสัญจรไปมาได้รับอุบัติเหตุ ก็ขอให้ทางกระทรวงมหาดไทย ได้เร่งรัดให้องค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารได้จัดงบประมาณไปสร้างหรือปรับปรุง บำรุงทางขององค์การบริหารส่วนจังหวัดมุกดาหารด้วยนะครับ

ส่วนเรื่องสุดท้าย ก็คือผมได้ไปดูงานที่แขวงจำปาสัก สปป. ลาว ได้พบกับ เจ้าแขวงจำปาสัก สปป. ลาว ได้ขอให้รัฐบาลไทยฟื้นฟูพัฒนาพื้นที่เขตเศรษฐกิจสามเหลี่ยมมรกต ของชายแดน ๓ ประเทศ ก็คือ อำเภอน้ำยืน จังหวัดอุบลราชธานี ประเทศไทย เมืองมูลละปะโมกข์ แขวงจำปาสัก สปป. ลาว แล้วก็เมืองแสบของประเทศกัมพูชาเป็นสามเหลี่ยมมรกต ซึ่งสมัย พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัณ เป็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้ประกาศว่าเปิดสนามรบ เป็นสนามการค้าบริเวณนี้ละครับ เพราะฉะนั้นก็อยากให้ทางรัฐบาลไทยได้ไปปรับปรุงพัฒนา พื้นที่ ๓ รอยต่อ ๓ อำเภอ ของ ๓ ประเทศให้เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษสามเหลี่ยมมรกต ต่อไปด้วยนะครับ

และอันสุดท้าย ก็คือให้รัฐบาลไทยก่อสร้างทางรถไฟเชื่อมต่อจากจังหวัดอุบลราชธานี ไปแขวงจำปาสักด้วยเพื่อการเชื่อมจราจรระหว่าง ๒ ประเทศ ซึ่งจะเข้าสู่อาเซียนในวันที่ ๓๑ ธันวาคม ๒๕๕๘ กราบขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสหรัฐ กุลศรี ครับ ท่านเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์

นายเชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บึงกาฬ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพอย่างสูง ผม เชิดพงศ์ ราชป้องขันธ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคเพื่อไทย จังหวัดบึงกาฬ มีปัญหาของพี่น้องประชาชนอยู่ ๑ ปัญหาก็คือปัญหาเกี่ยวกับ การบริหารจัดการโครงการเอสเอ็มแอล เพราะว่าผู้ใหญ่บ้านบ้านท่าเรือ ตำบลคำแก้ว อำเภอโซ่พิสัย จังหวัดบึงกาฬ นายณรงค์ สงวนทรัพย์ ได้โทรศัพท์มาแล้วก็หารือว่าในการจัดการโครงการ เอสเอ็มแอลนั้นมีการเรียกเก็บเงินจากผู้ใหญ่บ้าน ๓๐๐,๐๐๐ บาทต่อ ๑๐,๐๐๐ บาท อันนี้ ก็เลยอยากจะเรียนให้ผู้ที่เกี่ยวข้องได้ช่วยติดตามแล้วก็ตรวจสอบดูว่าโครงการเอสเอ็มแอลนั้น ไม่มีนโยบายที่จะเรียกเก็บเงินเปอร์เซ็นต์คืนจากหมู่บ้านแต่อย่างใด

เรื่องที่ ๒ เรื่องเอสเอ็มแอลอีกเหมือนกัน ก็คือมีผู้ใหญ่บ้านตำบลสมสนุก อำเภอปากคาด จังหวัดบึงกาฬ ร้องเรียนมาว่าเดี๋ยวนี้เงินเอสเอ็มแอลนั้นไม่รู้ว่าอยู่ตรงไหน หรือว่าตกอยู่ที่อำเภอหรือว่าตกค้างอยู่ที่จังหวัด ไม่ทราบเลยว่าเงินตรงนี้อยู่ตรงไหน ก็เลย อยากให้ผู้แทนราษฎรติดตามให้ด้วยครับ ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านธานี เทือกสุบรรณ ครับ

นายธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

กราบเรียน ท่านประธาน ผม ธานี เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องปรึกษาหารือ ท่านประธาน เมื่อวันที่ ๗ มีนาคม เวลาประมาณ ๑๕.๓๐ นาฬิกา ที่สนามบินสุราษฎร์ธานี ท่านประธาน สายการบินแอร์เอเชียเกือบทำประวัติศาสตร์ซ้ำรอยครับท่านประธาน เมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้วนะครับ การบินไทยได้ตกที่สนามบินสุราษฎร์ธานีมีผู้เสียชีวิตมากมาย วันพฤหัสบดีนั้นก็เช่นเดียวกันครับ สายการบินแอร์เอเชียลงสนามบิน ๓ ครั้งครับท่านประธาน ครั้งแรกก็ลงไม่ตรง ครั้งที่ ๒ ลงไปล้อเกือบจะแตะพื้นแล้ว ไม่ตรงต้องเชิดหัวขึ้นนะครับ เป็นเหตุที่การบินไทยลักษณะคล้าย ๆ กันตกเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่แล้ว ก็อยากจะกราบเรียน ท่านประธานฝากไปสอบถามทางสายการบินแอร์เอเชีย แล้วก็ถามทางวิทยุการบิน และท่าอากาศยานสุราษฎร์ธานีว่าได้รับรายงานเรื่องนี้หรือไม่ เป็นอย่างไรครับ ประชาชน ก็เป็นห่วงกันว่าประวัติศาสตร์มันจะซ้ำรอย ท่านประธาน บังเอิญผมนั่งริมหน้าต่าง ก็เลยได้หวาดเสียวไปด้วยท่านประธานครับ

ท่านประธานครับ มีประชาชนร้องเรียนขอร้องมาให้กรมทางหลวงได้สร้าง สะพานข้ามสี่แยกบางใหญ่ ถนนเลี่ยงเมืองสุราษฎร์ธานี ซึ่งการจราจรติดขัดมาก ท่านประธาน ในช่วงเวลาเร่งด่วน ๓-๔ ครั้งไม่สามารถจะผ่านได้ต้องติดถึง ๓-๔ ครั้ง ก็ฝากท่านประธาน ให้กรมทางหลวงได้สร้างสะพานลอยยกระดับข้ามสี่แยกสักสะพานหนึ่งครับ เพื่อบรรเทา ความเดือดร้อนให้กับพี่น้องประชาชนชาวสุราษฎร์ธานี

อีกเรื่องหนึ่ง ถนนสายบ่อกรัง-หนองหญ้าปล้อง ขององค์การบริหารส่วนจังหวัด สุราษฎร์ธานีครับท่านประธาน เสียหายเป็นหลุมเป็นบ่อมากมาย ก็ฝากให้องค์การบริหารส่วนจังหวัด ได้เข้าไปซ่อมแซม เพราะว่าถ้าปล่อยปละละเลยไว้ก็จะทำให้เป็นหลุมเป็นบ่อขนาดใหญ่ขึ้น ยากในการซ่อมแซมและเสียงบประมาณมากครับ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว ครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กำแพงเพชร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมกลับไปบ้านแล้วก็ได้มีโอกาสพบปะกำนัน ผู้ใหญ่บ้านหลายคน สิ่งที่เขาฝากผมมาแล้วก็ขออนุญาตฝากท่านประธานไปยังรัฐบาลเป็นสิ่งที่สำคัญครับ ความจริงแล้วมันน่าจะเป็นระดับชาติด้วยซ้ำไปนะครับ เขาบอกว่าใกล้จะถึงสงกรานต์อีกแล้ว คนตายหายใจรออยู่แล้ว เขาบอกว่าอุบัติเหตุเกิดขึ้นตลอดเวลาในพื้นที่ของจังหวัดกำแพงเพชร แต่ผมคิดว่ามันเกิดขึ้นทุกพื้นที่ละครับท่านประธาน เส้นทางหลักไม่มีปัญหามากนักเพราะว่า เรามีการตรวจตรากัน แต่ปัญหาตอนนี้ที่มันเกิดขึ้นเกิดอุบัติเหตุเมาขับแล้วก็เสียชีวิตกัน มันเป็นเส้นทางรอง โดยเฉพาะเส้นทางในหมู่บ้าน ตำบล เรียนถามรัฐบาลผ่านท่านประธาน ไปว่าวันนี้รัฐบาลเตรียมการแล้วหรือไม่ อย่างไร คิดว่าจะมีคนตายเท่าใด แล้วคิดว่า ถ้ามีคนตายมากขึ้นกว่าเดิมรัฐบาลจะตอบสังคมอย่างไร เหมือนกับการตายที่มีคนตายเพิ่มขึ้น เมื่อปีใหม่ ปีนี้ร้อนจัดด้วยผมก็เลยอยากจะฝากท่านประธานในความกังวลข้อนี้ไปยังรัฐบาล สิ่งที่ผมอยากจะเสนอแนะผ่านท่านประธานไปก็คือว่า เราควรใช้อัตรากำลังที่มีของเจ้าหน้าที่ ในหมู่บ้าน ตำบลที่จะดูแลเส้นทางรองให้มากยิ่งขึ้น เรามีกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน เรามีคณะกรรมการ หมู่บ้าน เรามี ชรบ. ที่เราเรียกว่าชุดรักษาความปลอดภัยประจำหมู่บ้าน ซึ่งเราสามารถ จะใช้งานเขาฟรี ๆ ได้นะครับท่านประธาน ก็กราบเรียนท่านประธานฝากไปยังรัฐบาลว่าช่วยสั่งการให้กระทรวงมหาดไทยช่วยสั่งการ ไปยังสำนักงานตำรวจแห่งชาติวางแผนให้ชัดเจน แล้วช่วยบอกด้วยว่าปีนี้อัตราการตาย จะลดลงอย่างแน่นอน อัตราการบาดเจ็บจะลดลงอย่างแน่นอน ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านพงศ์พันธ์ สุนทรชัย

ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ว่าที่ร้อยตรี พงศ์พันธ์ สุนทรชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา มีเรื่องรบกวนท่านประธานเป็นเรื่อง ความเดือดร้อนของข้าราชการเกษียณ ผมได้รับการบ่นน้อยใจจากข้าราชการเกษียณ หลายท่านที่เกษียณไปนานแล้วแล้วก็ยังมีชีวิตอยู่ เนื่องจากว่าช่วงเกษียณเงินเดือนก็น้อย พอเกษียณไปแล้วมีการปรับค่าครองชีพหลายครั้ง มีการปรับเงินเดือนหลายครั้งแต่อานิสงส์ไม่ได้ ตกไปที่ข้าราชการเกษียณเลย แถมยังต้องแบกรับภาระในเรื่องของค่าครองชีพ เพราะฉะนั้น อยากจะกราบเรียนท่านประธานฝากไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่รับผิดชอบในเรื่องของ ข้าราชการเกษียณเหล่านี้ได้กรุณาตรวจสอบและดูแลในเรื่องของการที่อาจจะปรับ หรือสวัสดิการเพิ่มเติมอะไรก็สุดแล้วแต่

เรื่องที่ ๒ ชาวบ้านเขาได้รับความเดือดร้อนมากจากเด็กแว๊นหรือแก๊งมอเตอร์ไซค์ มันไม่เฉพาะที่จะเป็นเด็กผู้ชาย ปัจจุบันนี้มีแก๊งเด็กผู้หญิงเพิ่มขึ้นไปอีก แล้วรวมกลุ่มกัน สร้างความเดือดร้อนในเรื่องของการทำลายข้าวของ ทำร้ายร่างกายคนที่ผ่านไปมา หลายครั้ง พวกเราก็พบเห็น ก็อยากจะฝากไปยังส่วนราชการหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในจังหวัดหนองคาย โดยเฉพาะ จังหวัดอื่นไม่แน่ใจว่ามีหรือเปล่า เพราะเท่าที่เราได้พบเห็นชาวบ้านเขาหวาดผวา เมื่อเห็นเด็กเหล่านี้ขับรถเป็นแก๊งเป็นขบวนผ่านไป ถ้ามีการปรามหน่วยงานปกครองก็ดี ตำรวจก็ดี ถ้ามีโอกาสน่าจะทำเรื่องนี้ให้เป็นเรื่องเป็นราว กวดขันให้การอบรม เอาใจใส่ ป้องกันดีกว่าจะให้เกิดเหตุการณ์เลวร้ายที่เราไม่คาดหวังที่จะเกิดขึ้นในอนาคต ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านณรงค์ ดูดิง ครับ

นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายณรงค์ ดูดิง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ ผมมีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๒ เรื่องเกี่ยวกับความปลอดภัยของพี่น้องประชาชน

เรื่องที่ ๑ ก็คือเนื่องจากว่าจากถนนสายยะลา-เบตง และต่อจากเบตงไป ก็เป็นสายเบตง-จันทรัตน์ ซึ่งจะต้องผ่านถนน ๔ เลนไว้ครึ่งหนึ่ง และ ๔ เลนอีกครึ่งหนึ่ง ยังไม่ได้ทำ วันนี้ทางกรมทางหลวงได้เวนคืนไปแล้วประมาณสัก ๑๐ ปี เป็นการเวนคืนอยู่ แต่ว่ามีโครงการอย่างเดียวยังไม่ได้จัดทำ ดังนั้นอยากจะเรียนไปยังท่านประธานเพื่อแจ้งไปยัง กรมทางหลวงเมื่อไรจะได้ดำเนินการเพราะว่ามีความปลอดภัยกับประชาชน เนื่องจากว่า ถนนสายบันนังสิแนเขาเรียกว่าตลาดนัดบันนังสิแนนั้นมีพี่น้องประชาชนจับจ่ายใช้สอย เป็นจำนวนมาก แล้วตลาดนัดบันนังสิแนนั้นมีอยู่ ๒ วัน วันพฤหัสบดีกับวันอาทิตย์ซึ่งเป็นจุด ระหว่าง ๔ เลนไปถึงถนนเดิมพอดีเลย ๒ เลน เพราะฉะนั้นอยากจะให้ขยายตรงนี้จะสามารถ ขยายการสัญจรไปมาของพี่น้องประชาชนเป็นจำนวนมากได้

เรื่องที่ ๒ เส้นทางสายเบตง-จันทรัตน์เช่นกันซึ่งเป็นทางไปสู่สนามบินที่กำลัง จะก่อสร้างอยู่ เส้นทางนี้จะมีทางแยกไปยังตำบลยะรมของหมู่ที่ ๕ และตำบลธารน้ำทิพย์ ของหมู่ที่ ๓ และหมู่ที่ ๔ ซึ่งมีพี่น้องสัญจรไปมาเป็นจำนวนมากเป็นหัวโค้งพอดี ทำให้พี่น้องประชาชนที่วิ่งรถได้รับอุบัติเหตุบ่อยครั้งมากถึงกับสมองเละไปบนถนนเลยนะครับ สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้พี่น้องประชาชนได้ร้องเรียนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่หลายครั้งแล้ว แต่ก็ไม่เห็นได้ดำเนินการและไม่มีสัญญาณจราจรใด ๆ ที่จะทำให้พี่น้องประชาชนนั้น จะได้ทราบและได้เตือนคนที่ขับรถความเร็วสูงได้ เพราะฉะนั้นสิ่งนี้อยากจะเรียนไปยังหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องและกรมทางหลวงได้จัดการ นอกจากจะจัด ๔ เลนแล้วในส่วนที่เกี่ยวข้องเร่งด่วน น่าจะจัดการเส้นทางจราจรเพื่อให้ประชาชนนั้นได้รับความปลอดภัยครับท่านประธาน จึงเรียนไปยังท่านประธานเพื่อหารือเรื่องนี้อีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่าน พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา

พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันตำรวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประทานกราบเรียนผ่านท่านประธานไปยัง ฯพณฯ ร้อยตำรวจเอก ดอกเตอร์เฉลิม อยู่บำรุง เพื่อเร่งรัดปราบปราม กระผมมีเรื่องเดียว ท่านประธานครับ แล้วก็เป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับตำรวจ คำว่า ตำรวจ นั้น ผู้รับฟังทางบ้าน ตลอดจนสมาชิกรัฐสภาคงจะทราบดีอยู่แล้วนะครับ ตำรวจนี่เกี่ยวข้องกับประชาชน หรือทรัพยากรมนุษย์ตั้งแต่เกิดจนตายครับ ไม่ว่าจะเป็นการป้องกันปราบปรามอาชญากรรม หรือต้นน้ำของกระบวนการยุติธรรม สิ่งหนึ่งครับข้าราชการตำรวจที่เกษียณอายุราชการ ไปแล้วได้มีความห่วงใยในการปฏิบัติหน้าที่ของข้าราชการตำรวจนะครับ ไม่ว่าจะมีการเปลี่ยน ผบ.ตร. ข้าราชการเหล่านั้นก็ให้ความสนใจติดตามการทำงานของข้าราชการตำรวจ แต่ละยุคสมัยตลอดมา ท่านประธานครับ กระผมได้รับการร้องขอและได้มอบเอกสารมา ดังนั้นผมจึงนำเรียนท่านประธานเพื่อผ่านไปยัง ฯพณฯ รองนายกรัฐมนตรีดังกล่าวเพื่อพิจารณา การเลื่อนยศแก่ข้าราชการตำรวจ ๑ ชั้นยศเป็นกรณีพิเศษ เมื่อปฏิบัติงานครบอายุราชการ ๖๐ ปี เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติครับ ได้มีเอกสาร ๓ แผ่นครับ ผมจะมอบให้ท่านประธานเพื่อเป็น แนวทางในการพิจารณา ข้าราชการตำรวจครับท่านประธาน สมาคมตำรวจนอกราชการนี่ ได้มีการประชุมพบปะกันทุกเดือนครับ ในสัปดาห์ที่ ๒ ที่โรงพยาบาลตำรวจครับ ก็ได้ฝากถาม กระผมมาครับ ดังนั้นเอกสารเป็นรายละเอียดต่าง ๆ ขณะนี้ทาง ก.ตร. ผู้ทรงคุณวุฒิได้ยกร่าง เรียบร้อยแล้วครับ มีเอกสาร ๓ แผ่น และท่านผู้บัญชาการสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการตำรวจ ได้ส่งเรื่องไปอยู่ที่กำลังพล ขณะนี้กำลังพลรอท่านเฉลิมพยักหน้าอย่างเดียวครับ จะได้เป็น รูปธรรมครับ ดังนั้นจึงขอประทานกราบเรียนมายังท่านประธานรัฐสภาได้กรุณาเร่งรัด เอกสารที่ผมจะมอบให้หลังจากอภิปรายเสร็จครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณหมอเชิดชัยครับ เชิญท่านครูมานิตย์ สังข์พุ่ม

นายครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุรินทร์

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ครูมานิตย์ สังข์พุ่ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุรินทร์ พรรคเพื่อไทย ตามที่นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี และคณะรัฐมนตรีชุดนี้มีมติและได้เตรียม การพัฒนาเปลี่ยนแปลงระบบการขนส่งหรือโลจิสติกส์ (Logistics) ครั้งที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของประเทศ ที่จะดำเนินการเร็ว ๆ นี้ และขณะนี้ได้จัดนิทรรศการโครงการที่ยิ่งใหญ่นี้อยู่ที่ศูนย์ราชการ แจ้งวัฒนะ ซึ่งจริง ๆ แล้วเสร็จสิ้นเมื่อวานแล้วก็ได้รับความเรียกร้องจากพี่น้องประชาชนก็เลย ขยายไปถึงวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๖ ท่านใดที่ยังไม่ได้ไปชมก็ขอเชิญไปชมแล้วจะเห็นว่า ระบบการขนส่งระบบรางที่จะเกิดขึ้นนี้ที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ เพื่อการเตรียมการรองรับประชาคมอาเซียน แล้วก็ไปประเทศจีนนะครับ ไปเชื่อมกับทวีปยุโรป ไปเชื่อมกับประเทศอเมริกาในโอกาสต่อไป กระผมได้รับการประสานจากเพื่อนครูบาอาจารย์และพี่น้องประชาชนในภูมิภาคหรือระดับ จังหวัดต่าง ๆ ว่าเขาลำบากที่จะมาดูแลในการจัดนิทรรศการอันยิ่งใหญ่ที่จะปฏิวัติระบบ การขนส่งหรือโลจิสติกส์ครั้งที่ยิ่งใหญ่นี้ เขาอยากให้ไปจัดตามภูมิภาคในหัวเมืองต่าง ๆ หรือตามจังหวัดต่าง ๆ เพื่อที่จะได้นำนักเรียน ประชาชน หรือบุคคลทั่วไป ผู้นำองค์กรจะได้มาชื่นชม เพราะเขาได้ติดตามข่าวสาร แล้วเห็นว่าการตัดสินใจครั้งยิ่งใหญ่นี้เป็นการพัฒนาระบบราง หรือระบบการขนส่งให้กับพี่น้องรากหญ้าหรือให้กลุ่มนักธุรกิจเพื่อการเตรียมการ รับการเปลี่ยนแปลงทางด้านเศรษฐกิจที่ยิ่งใหญ่จริง ๆ ก็เลยฝากท่านประธานผ่านไปยัง ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องว่าเราจัดที่กรุงเทพฯ ไม่พอ ขนาดต้องขยายวัน จริง ๆ เมื่อวานได้ยุติแล้ว ต้องขยายไปถึงวันที่ ๑๖ ก็อยากให้ไปจัดทั้ง ๔ ภาค แล้วโดยเฉพาะภาคตะวันออกก็อยากให้ไปจัดด้วยเพราะพี่น้องจะได้ทำความเข้าใจโดยเฉพาะ กับเด็ก ๆ นักเรียน ท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านวิรัตน์ วิริยะพงษ์ ครับ

นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีเรื่องหารือต่อท่านประธานอยู่ ๓ เรื่อง

เรื่องแรก เป็นเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนที่ใช้ถนนสัญจรไปมา คือถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๐๕๖ จากบ้านดอนโกไปถึงบ้านเขาดินไพรวัณ และทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๑๓๒๗ จากบ้านเขาดินไพรวัณไปบ้านโซกเปือย พี่น้องชาวตำบลนาขุนไกรและพี่น้องชาวอำเภอศรีสำโรงที่ใช้สัญจรไปมาเชื่อมระหว่าง อำเภอศรีสำโรงไปอำเภอทุ่งเสลี่ยมของจังหวัดสุโขทัย ถนนดังกล่าวนี้เป็นหลุมเป็นบ่อ มาหลายปีแล้ว เนื่องจากมีรถบรรทุกได้บรรทุกน้ำหนักน่าจะเกินทำให้ถนนทั้ง ๒ สายนี้พัง ประชาชนได้รับความเดือดร้อนมาก มีฝุ่นละอองไปถึงบ้านด้วย ขอกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังกรมทางหลวงได้จัดสรรงบประมาณไปซ่อมแซมถนนดังกล่าวด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๒ อีกสายหนึ่งเป็นถนนเชื่อมมรดกโลกถึง ๓ แห่ง จากจังหวัดกำแพงเพชร สู่จังหวัดสุโขทัย ท่านประธานที่เคารพ ผมได้หารือต่อท่านประธานหลายครั้งแล้ว เนื่องจากว่า เรามีมรดกโลก ๓ แห่ง คือมรดกโลกจากจังหวัดกำแพงเพชรคืออุทยานประวัติศาสตร์กำแพงเพชร อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย และอุทยานประวัติศาสตร์ศรีสัชนาลัย ยังเป็นถนน ๒ เลนอยู่นะครับ ท่านประธาน จากจังหวัดกำแพงเพชรสู่จังหวัดสุโขทัย ๗๗ กิโลเมตร จากจังหวัดสุโขทัย ไปอำเภอศรีสัชนาลัยอีก ๖๘ กิโลเมตร ทางกรมทางหลวงได้จัดสรรงบประมาณในช่วงบางตอน บางแห่งที่เป็นชุมชนเท่านั้น กราบเรียนท่านประธานให้ทางรัฐบาลได้จัดสรรงบประมาณให้ เชื่อมมรดกโลกซึ่งเป็นเส้นทางที่นักท่องเที่ยวของชาวต่างชาติได้ใช้เส้นทางนี้นะครับ

เรื่องที่ ๓ ได้รับการร้องเรียนจากท่านนายกองค์การบริหารส่วนตำบลเกาะตาเลี้ยง นายอติภัณฑ์ พระทองคำ ได้ผ่านไปยังกรมทางหลวงชนบทให้สร้างถนนลาดยางเป็นถนน โครงข่ายซอยสุขสำราญ หมู่ที่ ๑๑ บ้านวังยาว ระยะทาง ๙,๐๐๐ เมตร ซึ่งเป็นทางลูกรัง ขอถนนลาดยางด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ ครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันมี ๒ เรื่องที่จะกราบเรียนท่านประธานผ่านไปถึงหน่วยงานที่รับผิดชอบนะคะ

เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องที่เกี่ยวกับหมอกควันพิษ ซึ่งปัจจุบันนี้ยังคงเป็นปัญหา ที่มีความรุนแรงเป็นอย่างมากสำหรับประเทศไทยและประเทศเพื่อนบ้านของเรา ดิฉันทราบว่า ปัญหาหมอกควันพิษซึ่งเกิดจากมนุษย์มิได้เกิดจากภายในประเทศเราเพียงอย่างเดียวเท่านั้น หากยังมีปัญหาจากประเทศเพื่อนบ้านใกล้เคียงของเราด้วยเช่นกัน แต่อย่างไรก็ตามรัฐบาล ก็คงไม่สามารถที่จะปฏิเสธว่าจะไม่ดูแลรับผิดชอบ เพราะเป็นพฤติกรรมของประเทศเพื่อนบ้าน หรือประชาชน ดิฉันอยากจะเรียนท่านว่าอยากจะให้รัฐบาลช่วยหามาตรการ หาวิธีการ หานวัตกรรมต่าง ๆ ที่จะลดปัญหาหรือเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของประชาชน ชาวนาชาวไร่ หรือประชาชนที่อยู่ชายเขาเชิงเขานะคะ ดิฉันคิดว่าเรื่องอย่างนี้เป็นเรื่องที่จำเป็นจะต้องทำ เพราะว่าอากาศเป็นปัจจัยที่สำคัญต่อสุขภาพและชีวิตของประชาชน ประเทศไทยเสียเงิน ให้กับระบบการรักษาพยาบาลในเรื่องของระบบทางเดินหายใจ แล้วก็ปัญหาภูมิแพ้ เป็นจำนวนเงินมากมายมหาศาล ดูเหมือนเป็นปัญหาที่แทรกซึมกับชีวิตของคนและทำให้ ประชาชนขาดความสุข ปัจจัยหนึ่งซึ่งเป็นปัจจัยเร่งต่อการที่ทำให้ผู้คนยังคงพฤติกรรมในการที่จะ ไม่ลดละการเผาที่นาที่ไร่ ก็เพราะว่า ๑. ดิฉันคิดว่าประชาชนเอาความสะดวกสบาย ๒. ประชาชน ยังมีความไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งว่าการเผานั้นทำให้พื้นที่เสียหายและมีผลกระทบโดยตรง ต่อตัวเองและสังคมชุมชนอย่างรุนแรง ๓. ดิฉันคิดว่ามีปัจจัยหนึ่งที่สำคัญก็คือเรื่องของ มาตรการที่จะจำนำข้าวทุกเมล็ด พืชผลเกษตรต่าง ๆ ขณะนี้ดิฉันคิดว่าประชาชนเร่งที่จะเอา พื้นที่ของตัวเองทำนา เพราะฉะนั้นก็รีบเผา รีบที่จะทำให้พื้นที่ของตัวเองนั้นพร้อมที่จะ เพาะปลูกได้ จึงขออนุญาตให้ท่านช่วยประสานไปหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนะคะ

อีกเรื่องหนึ่ง ก็คือเรื่องความสะอาดของพื้นที่ในเขตปทุมวันค่ะ ดิฉันขอให้ หน่วยงานที่รับผิดชอบในพื้นที่ช่วยดูด้วยค่ะ การตั้งอุปกรณ์หรือรถตั้งโต๊ะขายของตั้งแต่ สยามสแควร์ ๑-๕ มันแน่นจนกระทั่งทำให้สภาพการจราจรของคนลำบากมาก แล้วก็ ดูน่าเกลียดสำหรับหัวใจของกรุงเทพฯ ค่ะ ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านนิยม วรปัญญา ครับ

นายนิยม วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ผมได้รับฝากมาจากพี่น้องชาวจังหวัดลพบุรี จังหวัดเพชรบูรณ์ จังหวัดชัยภูมิ ว่าท่านประธานมีน้ำใจประเสริฐทำให้เขาได้รับการพัฒนา ดูแลทั่วถึงดี แต่บางแห่งก็ยังเพิ่งจะเริ่ม ปีนี้เกิดภัยพิบัติแล้งจัดครับท่านประธาน ก็คือแล้งซ้ำซาก มาแล้ว ก็ขอให้มีการสร้างฝายแม้วให้จำนวน ๑๐๕ ฝาย ของอำเภอชัยบาดาล อำเภอท่าหลวง อำเภอพัฒนานิคม แล้วก็อำเภอสระโบสถ์ อำเภอโคกสำโรง อำเภอวิเชียรบุรี อำเภอศรีเทพ ขอให้จังหวัดประกาศเป็นภัยพิบัติภัยแล้งให้ด้วยครับ

๒. ขอให้ช่วยบูรณะถนนที่เกิดภัยพิบัติปี ๒๕๕๔ ยังไม่ได้บูรณะเลย ๑๐๕ สายครับ ท่านประธาน

๓. แม่น้ำป่าสัก สะพานที่เคยขอไว้ ๘ แห่งก็ยังไม่ได้สำรวจ มีแต่สำรวจชั่วคราว ยังไม่ได้มีการสำรวจออกแบบ ขอให้ท่านประธานช่วยกรุณาด้วยครับ

๔. ขอให้ปรับปรุงถนนเลี่ยงเมืองตลาดลำนารายณ์ เวลานี้รถคับคั่งมากครับ ท่านประธาน ตอนเช้าผู้ปกครองไปส่งเด็กนักเรียนรถจะติดเป็นชั่วโมงเลยครับ ฉะนั้นขอให้เปิด เป็นทางเลี่ยงเมืองให้สัก ๘ สายครับ ๘ สายนี่ก็คือมันมีถนนอยู่แล้วแต่ว่าถนนไม่ดี ไม่ได้ซ่อมบำรุงให้

๕. ขอให้ส่งเสริมเปิดตลาดขายผลิตผลทางการเกษตร แล้วก็ตลาดสินค้า โอทอป (OTOP) ที่ตลาดสะพานขาวครับ แล้วก็ขอให้ส่งเสริมการปลูกพืชไม้ยาง ไม้พะยูง ไม้สัก ไม้มะค่า และเยื่อกระดาษ ยูคาลิปตัส ยางแดง ยางใหญ่ ยางนาครับ

๖. ขอให้อนุรักษ์ปรับปรุงถนนสายดีลัง วังม่วง สระโบสถ์ แล้วก็หนองม่วงครับ

๗. ขอให้ประกาศสร้างสนามเดินสำรวจออกโฉนดที่ดินให้ของอำเภอชัยบาดาล อำเภอท่าหลวง อำเภอพัฒนานิคม แล้วก็อำเภอศรีเทพ อำเภอวิเชียรบุรี อำเภอโคกเจริญ อำเภอหนองม่วงครับ

๘. ขอให้ขยายโรงพยาบาลชัยบาดาล วันนั้นคนป่วยไปรักษาที่โรงพยาบาลชัยบาดาล ไปตั้งแต่แปดโมงเช้าจนถึง ๒ ทุ่มยังไม่ได้ตรวจเลยครับ เพราะคนมากมายเหลือเกิน ล้นโรงพยาบาล ขอความกรุณาท่านประธานช่วยกรุณาตามที่ผมได้รายงานเป็นหนังสือ ต่อท่านประธาน ท่านประธานกรุณาประสานงานให้ด้วยครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมต้องขอขอบคุณท่านประธานนะครับที่ได้กรุณาอนุมัติในการจัด สัมมนาของกลุ่มมิตรภาพสมาชิกรัฐสภาไทย-เมียนมาร์เมื่อวานนี้ ซึ่งก็ประสบความสำเร็จ ด้วยดีครับ แล้วก็จะจัดอีกหลายครั้งเพราะว่ามีเสียงเรียกร้องโดยเฉพาะภาคเอกชนนะครับ ทั้งในด้านการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และอื่น ๆ เรื่องที่กระผมจะใคร่ขออนุญาตหารือ ไปถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ๒ เรื่องด้วยกัน

เรื่องแรก ก็คือความห่วงใยในปัญหาโครงการรับจำนำข้าว โดยที่ขณะนี้นั้น ก็มีกระบวนการในการเรียกรับเงินเรียกว่า ๒ ด่าน ๒ เด้งทีเดียวก็คือการที่จะเอาข้าวจาก โรงสีเข้าไปในโกดังซึ่งขณะนี้ไม่เพียงพอนะครับ มีการเรียกรับหัวคิวกระสอบละ ๑๐-๒๐ บาท

เรื่องที่ ๒ ก็คือ บริษัท เซอร์เวเยอร์ ที่ทำหน้าที่ในการตรวจสอบคุณภาพข้าว ที่จะเข้าไปในโกดังนั้นก็มีการเรียก ๑๐ บาทถึง ๒๐ บาทเช่นกัน ซึ่งถ้าหากว่าในข้าวนาปรัง ฤดูกาลผลิตใหม่ที่จะเริ่มต้นตั้งแต่เดือนเมษายนนี้เป็นต้นไปถึงเดือนกันยายน ปริมาณที่รัฐบาลบอกมาว่าจะรับจำนำเป็นข้าวเปลือก เป้าหมายคือ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ตันข้าวเปลือก ก็ทอนออกเป็นประมาณ ๕,๐๐๐,๐๐๐ ตันข้าวสารนั้น ก็จะมีวงเงินของการรั่วไหลเฉพาะแค่ ๒ จุดนี้ครับ ตรงโกดังนี้ประมาณ ๑,๐๐๐-๒,๐๐๐ ล้านบาท ตรงนี้ก็เป็นความห่วงใย ขอให้ ทางรัฐบาลได้เข้าไปดูเพราะมันเกี่ยวข้องกับคุณภาพข้าวที่จะเข้าไปด้วย แล้วก็การสูญเสีย ในเรื่องของต้นทุน

๒. ก็คือนโยบายในเรื่องของเศรษฐกิจสร้างสรรค์ซึ่งเริ่มมาจากรัฐบาลชุดที่แล้ว ตั้งแต่ปี ๒๕๕๒ รัฐบาลเพิ่งประชุมเมื่อวันที่ ๘ มีนาคมที่ผ่านมานี้เองครับ ยังขับเคลื่อนไป ไม่ถึงไหน ทั้งที่เรามีความชัดเจนว่าประเทศจะต้องก้าวพ้นความเป็นประเทศที่ติดกับดัก รายได้ปานกลาง รายได้ชนชั้นกลางไปสู่ประเทศที่พัฒนาแล้ว เพราะฉะนั้นแนวทางของ การสร้างมูลค่าเพิ่มของสินค้าและบริการนั้นจะสร้างรายได้เพิ่มให้กับประชาชนและธุรกิจ ของเรา ก็ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ช่วยกรุณาเร่งรัดขับเคลื่อนตรงนี้เพราะว่า เป็นโมเดล (Model) ใหม่ในการพัฒนาประเทศครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุพจน์ เลียดประถม ครับ

นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภา ตราด

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเองมีเรื่องที่จะหารือต่อท่านประธานในประเด็นเรื่องของถนนหนทางชำรุดทรุดโทรม เป็นอย่างมากครับท่านประธาน เป็นถนนที่พี่น้องชาวจังหวัดตราด จังหวัดจันทบุรี จังหวัดระยอง และจังหวัดชลบุรี ใช้ร่วมกัน เป็นถนนทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓๔๔ ครับ ท่านประธาน จังหวัดชลบุรีไปอำเภอแกลง เป็นถนน ๔ ช่องทางจราจรซึ่งมีพี่น้องประชาชน ใช้สัญจรไปมาอยู่เป็นจำนวนมาก ก็ต้องกราบเรียนต่อท่านประธานว่าถนนเส้นนี้ในช่องทางปกติ ๔ ช่องจราจรในบางช่วงรถยนต์ไม่สามารถขับได้ ต้องใช้เส้นที่คร่อมขอบทางครับท่านประธาน เนื่องจากช่องทางปกติในแต่ละช่องทางเป็นหลุม ทรุดโทรมเป็นอย่างมาก นั่นก็หมายถึงว่า ในแต่ละวันก็จะมีอุบัติเหตุครับท่านประธาน รถยนต์ก็จะมียางแตก มีอุบัติเหตุชนกันเพราะต้องคอย หลบหลุมซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก ก็ต้องเรียนต่อท่านประธานว่าเรื่องนี้ผมก็ได้เคยหารือ ต่อท่านประธานวุฒิสภามานะครับ ก็จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้มีการแก้ไข แต่จนแล้วจนรอดครับ ท่านประธาน จนปัจจุบันนี้ก็ยังไม่มีการแก้ไขในเส้นทางดังกล่าว เพราะฉะนั้นการเดินทาง ก็จะมีปัญหามาก โดยเฉพาะจะเข้าช่วงฤดูผลไม้ของพี่น้องประชาชนภาคตะวันออก ก็จะใช้ เส้นทางนี้ละครับเป็นเส้นทางที่เข้ามายังกรุงเทพฯ เป็นเส้นทางที่เดินทาง เป็นเส้นทาง ที่ขนส่งผลผลิต เพราะฉะนั้นเมื่อถนนหนทางมีปัญหาอย่างมากก็ไม่สามารถขนส่งได้ โดยสะดวก นอกจากเส้นทางนี้แล้วท่านประธานครับ ทางหลวงแผ่นดินหมายเลข ๓ หรือถนนสุขุมวิทจากอำเภอแกลงไปยังจังหวัดจันทบุรีเองก็ชำรุดทรุดโทรมเป็นอย่างมาก เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้นจึงหารือต่อท่านประธานว่าให้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้เร่งซ่อมถนนหนทางดังกล่าวครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านอนุรักษ์ บุญศล ครับ

นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงไอซีที (ICT) และ/หรือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เรื่อง ขอให้แก้ปัญหาระบบอินเทอร์เน็ต (Internet) ที่ใช้ระบบจากจาน ไอพี สตาร์ (IP Star) ในโรงเรียน สพฐ. ทุกโรงเรียนทั่วประเทศ จากข้อมูลโรงเรียน สพฐ. ทั่วประเทศ โรงเรียนใน สพฐ. จะติดตั้งระบบอินเทอร์เน็ตด้วยระบบจานไอพี สตาร์ ระบบ จานไอพี สตาร์เป็นการนำนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการที่ให้ทุกโรงเรียนมีระบบอินเทอร์เน็ต แต่เมื่อวันเวลาผ่านไปค่ะท่านประธานคะ การพัฒนาเทคโนโลยีรุดหน้าไปอย่างรวดเร็ว แต่อินเทอร์เน็ตในโรงเรียน สพฐ. ยังเหมือนเดิมคือช้าถึงช้ามาก การใช้จานไอพี สตาร์บางโรงเรียน เขาจะติดตั้งระบบแลน (LAN) ต่อเครื่องคอมพิวเตอร์ ๓๐ เครื่อง แต่สิ่งที่น่าสงสารและน่าเวทนา คือนักเรียนจ้องจอคอมพิวเตอร์เป็นชั่วโมงหรือมากกว่านั้นก็ไม่สามารถดาวน์โหลด (Download) อะไรได้เลย ปัจจุบันบริษัทที่รับผิดชอบพัฒนาระบบอินเทอร์เน็ต โดยเพิ่มสัญญาณเป็น ๒ เอ็มบีพีเอส (Mbps) บางข้อมูลบอกว่าไอพี สตาร์เลิกพัฒนาระบบมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แล้ว และทุกวันนี้ ท่านประธานที่เคารพคะ เราใช้ ๖ เมกะบิต (Megabit) ๑๐ เมกะบิต ๓ จี (3G) อันนั้น ยังเป็น ๒ เอ็มบีพีเอสอยู่ คิดเป็น ๐.๐๐ จากจังหวัดสกลนครถึงกรุงเทพมหานครเลยนะคะ เติม ๐ ถึงจะได้เติม ๑ ฉะนั้นเรื่องช้า เรื่องการไม่พัฒนาจะช้าขนาดไหน แล้วก็มีข่าวบอกว่า เลิกพัฒนาระบบมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ แล้วทำให้โรงเรียน สพฐ. กว่า ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน มีสัญญาณอินเทอร์เน็ตที่ช้ามาก แต่โรงเรียน สพฐ. เหล่านั้นยังเสียเงินค่าอินเทอร์เน็ต โรงเรียนอยู่ ๑,๕๐๐ บาท โดยรัฐเป็นผู้จ่าย ท่านประธานคะ คิดแค่ ๒๐,๐๐๐ โรงเรียน เดือนละ ๓๐ ล้านบาท ปีละ ๓๖๐ ล้านบาท เสียดายค่ะ การไม่พัฒนาระบบทำให้ไม่ทัน เทคโนโลยี ไม่คุ้มภาษีราษฎร ไม่เกิดความแน่นอนในการพัฒนาในชนบท ควรเพิ่มบทลงโทษ แก่ผู้รับผิดชอบอย่างจริงจัง ขอบพระคุณค่ะ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขอ ๒ ท่านสุดท้ายนะครับ ท่านสมคิด บาลไธสง เชิญครับ

นายสมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผม สมคิด บาลไธสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย เขต ๒ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีเรื่องเดียวครับวันนี้สำหรับที่จะหารือกับ ท่านประธานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาผมลงพื้นที่ได้รับการร้องเรียน จากพี่น้องบ้านโพธิ์จุมพลและบ้านโคกอุดม ตำบลอุดมพร อำเภอเฝ้าไร่ จังหวัดหนองคาย ร้องเรียนมาว่า ๒ หมู่บ้านนี้ไม่มีน้ำกินน้ำใช้ มาทั้งพระสงฆ์องค์เจ้าแล้วก็พี่น้องประชาชน เข้ามาร้องเรียน ก็อยากขอความร่วมมือผ่านท่านประธานไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม โดยเฉพาะกรมทรัพยากรน้ำบาดาลได้ไปตรวจแล้วก็ไปแก้ไขพี่น้อง ๒ หมู่บ้านนะครับ บ้านโพธิ์จุมพลและบ้านโคกอุดม ตำบลอุดมพร โดยด่วนด้วย ขอบคุณมากครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุดท้ายครับ ท่านชมภู จันทาทอง ครับ

นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หนองคาย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางชมภู จันทาทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองคาย พรรคเพื่อไทย เขต ๓ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ดิฉันขอนำความเดือดร้อน ของพี่น้องในพื้นที่นำมาหารือท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบค่ะ

เรื่องแรกนั้น ท่านประธานรัฐสภาก็ทราบดี เพราะว่าแล้งเหลือเกินค่ะ ท่านประธาน ยิ่งอีสานนั้นยิ่งแล้งจัด ที่ไหนเป็นห้วยหนองคลองบึงนะคะท่านประธาน แล้งจนน้ำไม่มีเป็นที่เลี้ยงหญ้าของวัวควายแล้วค่ะท่านประธาน ฉะนั้นดิฉันได้ไปงานบุญมหาชาติ ของพี่น้องบ้านวังเทียม ที่น้ำประปาของบ้านวังเทียมนั้นขาดน้ำค่ะท่านประธาน จะเปิดช่วงเช้า ๑๐ โมง ๑๑ โมงนี้ปิดน้ำประปาแล้ว เพราะว่าน้ำไม่พอใช้ เขาจึงขอร้อง มาทางท่าน ส.ส. ผ่านไปทางท่านประธานรัฐสภาเพื่อไปหาหน่วยงานที่รับผิดชอบก็คือ ขอน้ำบาดาลเพื่อเพิ่มน้ำประปาของบ้านวังเทียม ตำบลพระธาตุบังพวน อำเภอเมือง จังหวัดหนองคาย ของกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ก็ฝากท่านประธาน ผ่านไปยังหน่วยงานที่รับผิดชอบได้ให้เจ้าหน้าที่นั้นไปสำรวจแล้วก็แก้ไขความเดือดร้อน ความแห้งแล้ง เพิ่มน้ำประปาให้บ้านวังเทียมนั้นโดยด่วนด้วยนะคะ

เรื่องที่ ๒ น้ำตื้นเขินในลำห้วย ลำห้วยบังพวนค่ะท่านประธาน ลำห้วยนี้ จะเริ่มตั้งแต่บ้านดงนาคำของตำบลหนองนาง เขาจะผ่านมาทางหมู่บ้าน ตำบลพระธาตุบังพวน ผ่านมาถึงบ้านวังเทียมนี่ละคะท่านประธาน ทั้งตื้นเขินไม่ได้ลอกสักที น้ำไม่มี ก็อยากฝาก ให้ทำฝายน้ำล้นเพื่อกักเก็บน้ำไว้ใช้ในฤดูแล้งในการที่จะเป็นน้ำที่จะใช้ในพื้นที่การเกษตร ของพี่น้องบ้านวังเทียมแล้วก็บ้านใกล้เคียงด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

จำนวนสมาชิกที่มาประชุมทั้งหมดที่ลงชื่อไว้เมื่อเลิกประชุม ๕๙๑ คน
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ขณะนี้มีผู้ลงชื่อเข้าประชุม ๓๙๘ ท่าน ครบองค์ประชุม ผมขออนุญาตดำเนินการตามระเบียบวาระการประชุมนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม ไม่มีนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มีครับ

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ไม่มีครับ

ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณา ก่อนนะครับ

๑. ความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) โดยเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุม ครั้งที่แล้วครับ เชิญสมาชิกที่จะอภิปรายต่อครับ อาจารย์เจริญเชิญครับ

นายเจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภา พัทลุง 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมขอสรุปสั้น ๆ เพื่อกราบเรียนท่านประธานว่ากระผมขอสนับสนุน ความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีกับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับนี้นะครับ เป็นความพยายามของรัฐบาลทั้ง ๒ ประเทศ หลายปีมาแล้วที่ต้องการ ให้เกิดความตกลงการค้าเสรี แต่เนื่องจากว่ากระบวนการของเราล่าช้าก็นำไปสู่การที่ ไม่สามารถลงนามกันได้ ท่านประธานครับ ทางกระทรวงพาณิชย์ได้กำหนดว่าปี ๒๕๕๖ กำหนดเป้าส่งออกประมาณ ๘-๙ เปอร์เซ็นต์ ประมาณ ๗.๗ ล้านล้านบาท ทีนี้มีปัญหา ท่านประธานคงทราบว่าเมื่อกำหนดไว้ ๘-๙ เปอร์เซ็นต์นั้น ตลาดหลักของเราไม่ว่าประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา หรืออียู (EU) ประเทศเหล่านี้มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจ ความไม่มั่นคง ทางเศรษฐกิจแล้วก็แปรปรวนอยู่บ่อย เพราะฉะนั้นเป้าหมายที่กำหนดไว้จะมีปัญหา เพราะฉะนั้นรัฐบาลก็มีความจำเป็นที่จะต้องหาตลาดรอง ตลาดรองของเราที่คิดว่า จะมีศักยภาพนอกจากประเทศออสเตรเลีย ทวีปแอฟริกาแล้วนะครับ ที่น่าสนใจก็คือ ทวีปอเมริกาใต้ ท่านประธานครับ ปีกลายนั้นเราสามารถส่งออกไปกลุ่มประเทศเหล่านี้ ทวีปอเมริกาใต้มีมูลค่าประมาณ ๒ เปอร์เซ็นต์ของการส่งออกทั้งหมดเท่านั้น เพราะฉะนั้น สาธารณรัฐชิลีก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยู่ในตลาดรอง แล้วก็ทางสาธารณรัฐชิลีก็เห็นว่าประเทศไทย เป็นศูนย์กลางในอาเซียนในการที่จะส่งกระจายสินค้าไปสู่ประเทศอื่นในอาเซียน ประเทศไทยเอง ก็มองสาธารณรัฐชิลีว่าสามารถส่งสินค้าจากสาธารณรัฐชิลีไปสู่ประเทศอื่นทั้งทวีปอเมริกาใต้ เพราะฉะนั้นกระผมขอกราบเรียนท่านประธานว่าถ้ารัฐสภาแห่งนี้ให้ความเห็นชอบหรือมีมติเห็นชอบ วันนี้ก็นำไปสู่การลงนาม เข้าใจว่าจากมูลค่าส่งออกและนำเข้ามูลค่าระหว่างประเทศไทย กับสาธารณรัฐชิลีประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านล้านยูเอสดอลลาร์ (U.S. Dollar) ถึงแม้จะไม่มากเท่าไรนะครับ แต่เป็นตลาดสำคัญของรัฐบาลในการกระจายสินค้าไปสู่ทวีปอเมริกาใต้ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงข้อมูลพื้นฐานแล้วก็มีข้อเสนอแนะต่อรัฐบาล ๒-๓ ข้อ ดังต่อไปนี้นะครับ สาธารณรัฐชิลีเองนั้น ท่านประธานครับ เศรษฐกิจเขาเติบโตประมาณ เกือบ ๆ ๕ เปอร์เซ็นต์ต่อเนื่องเลยนะครับ รายได้เฉลี่ยของเขาประมาณ ๓ เท่าของรายได้เฉลี่ย ของคนไทย ทีนี้สินค้าที่เราส่งกระผมตั้งข้อสังเกตแรกเผื่อท่านรัฐมนตรีจะได้นำข้อสังเกตนี้ ขณะนี้ที่เราส่งได้มากคือรถกระบะประมาณ ๔๑๐ ล้านยูเอสดอลลาร์ ปลาทูน่าแปรรูป ถุงพลาสติก เครื่องรับวิทยุนี่เข้าใจว่าเป็นที่ต้องการของสาธารณรัฐชิลี เรายังขายได้น้อยอยู่ ไม่ถึง ๖,๐๐๐,๐๐๐ ยูเอสดอลลาร์นะครับ หรือยางพารา กระผมกราบเรียนว่าถ้าเผื่อว่า เราต้องการเพิ่มมูลค่าการส่งออกนั้น รัฐบาลเองจำเป็นต้องกระจายสินค้าโดยเฉพาะสินค้า อุปโภคบริโภคในตลาดนี้ให้เข้มแข็งยิ่งขึ้นเพราะยังมีมูลค่าไม่มากนักนะครับ

ประการที่ ๒ สาธารณรัฐชิลีเองเริ่มมาลงทุนในประเทศไทย เพราะฉะนั้น การทำความตกลงครั้งนี้ กระผมคิดว่าประเทศไทยมีศักยภาพเรื่องการก่อสร้าง เรื่องการท่องเที่ยว เรื่องโรงแรม เรื่องสปา (Spa) อยากให้รัฐบาลเองโดยเฉพาะรัฐมนตรีได้มีการส่งเสริม อย่างจริงจัง ซึ่งเรามีศักยภาพสูง

ประการที่ ๓ ที่กระผมกราบเรียนท่านประธานว่า ขณะนี้บริษัทผลิตเหล็ก เริ่มมาลงทุน บริษัทของประเทศชิลีเริ่มมาลงทุนในประเทศไทย รายใหม่ที่กำลังจะมา คือบริษัทผลิตยา ซึ่งเขาเป็นบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศชิลีและของทวีปอเมริกาใต้ การที่มี การลงทุนในแต่ละประเทศมากยิ่งขึ้นก็นำไปสู่ข้อตกลงการค้าฉบับนี้ กระผมคิดว่าประเทศไทย มีศักยภาพหลายเรื่องที่กระผมกราบเรียนท่านประธานไปแล้วในประเทศชิลีนี่ครับ ในเวลา ที่จำกัดเพื่อประหยัดเวลาของสภา กระผมมีข้อเสนอท่านรัฐมนตรีเผื่อท่านจะได้นำไป ประกอบในการดำเนินการให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น แต่ก่อนข้อเสนอนั้นกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับ ทางรัฐบาลเอง ท่านรัฐมนตรีเอง ท่านก็ได้ประชุมเมื่อเดือนธันวาคม ต้องการที่จะเร่งเพิ่มเป้าหมายในการส่งออกให้ได้ ๘-๙ เปอร์เซ็นต์ ท่านก็ประชุม เมื่อเดือนธันวาคมไว้แล้วนะครับ ฉะนั้นการเร่งเรื่องตลาดรองนอกจากทวีปอเมริกาใต้แล้วนี่ ในกลุ่มของตะวันออกกลาง ผมคิดว่ามี ๒ เรื่องต่อไปนี้ที่ท่านรัฐมนตรีน่าจะได้ประกอบการ ดำเนินการเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

อันแรก ก็คือเรื่องศูนย์กระจายสินค้ามีความจำเป็น เพราะว่าประเทศชิลี ถ้าไม่มีศูนย์กระจายสินค้าของเราขึ้นมาเอง เราก็ขายได้เฉพาะพวกรถยนต์ พวกถุงพลาสติก สินค้าพวกปูนซีเมนต์ พวกสินค้าที่เรามีศักยภาพสูงก็ไม่สามารถ โดยเฉพาะสินค้าอุปโภคบริโภค มันก็จะสามารถกระจายไปได้ ก็กราบเรียนรัฐมนตรีว่ากลุ่มตลาดรองนี่เราน่าจะพิจารณา อาจจะตั้งศูนย์กระจายสินค้าเราเองไม่ได้ อาจจะร่วมมือกับอาเซียน (ASEAN) นะครับ เพื่อให้สามารถกระจายสินค้าจากประเทศชิลีไปสู่ประเทศอื่นได้ ข้อเสนอข้อที่ ๒ ที่กระผม กราบเรียนท่านประธานนะครับ ผมดูว่าขณะนี้เมื่อเทียบกับปีกลายหรือปีก่อนโน้น การจัดการ แสดงสินค้าในต่างประเทศ ผมอยากให้ไปเพิ่มในพื้นที่ภูมิภาคในตลาดรองให้มากยิ่งขึ้นนะครับ ซึ่งกระทรวงพาณิชย์ก็จัดอยู่แล้ว แล้วก็ในการจัดแสดงสินค้ามี ๒ เรื่องที่รัฐมนตรีน่าจะนำไป ประกอบการพิจารณานะครับ ก็คือลดค่าใช้จ่ายในการเข้าร่วมในการจัดการแสดงสินค้า

อันที่ ๒ ก็คือเพิ่มการอำนวยความสะดวก กระผมคิดว่าขณะนี้กระทรวงพาณิชย์ เพิ่มการอำนวยความสะดวกก็คงจะมีมากอยู่แล้วนะครับ แต่ว่าอย่างไรก็ตามการลดค่าใช้จ่าย ของผู้ร่วมแสดงสินค้านี่คิดว่าเป็นส่วนหนึ่งในการที่กระทรวงพาณิชย์จะได้มีกลยุทธ์ในการที่ จะขับเคลื่อน อย่างไรก็ตามความถี่ของการจัดการแสดงสินค้า ผมคิดว่าในตลาดรอง มีความจำเป็น อยากให้ท่านรัฐมนตรีกลับไปดูแผนว่าขณะนี้เรามีจัดที่ไหนบ้าง ประเทศรัสเซีย และกลุ่มซีไอเอส (CIS) มีกี่ครั้ง แล้วก็ที่ตะวันออกมีกี่ครั้ง ถ้าเพิ่มจำนวนขึ้นมาได้ก็จะเกิด ประโยชน์ในการที่จะเพิ่มคุณค่าในการส่งออก กราบเรียนท่านประธาน เพื่อประหยัดเวลา ของสภาก็ขอกราบเรียนท่านประธานผ่านไปทางรัฐมนตรีเพื่อนำข้อสังเกตไปประกอบการ พิจารณาดำเนินการ เพื่อให้ความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลไทยกับประเทศชิลี มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น อย่างไรก็ตามกราบเรียนท่านประธานนะครับว่าทั้ง ๒ ประเทศ มีความมุ่งมั่นในการที่จะทำความตกลงการค้า ทั้งอดีตท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ก็ได้ไป เจรจาที่ประเทศญี่ปุ่น ท่านนายกรัฐมนตรียิ่งลักษณ์ก็ไปที่ประเทศรัสเซีย ก็ได้เจรจา ทั้ง ๒ ประเทศมีความมุ่งมั่นที่จะให้เกิดความตกลงการค้า อันนี้ก็คิดว่าจะเป็นประโยชน์ กับประเทศไทยครับ กราบขอบคุณท่านประธาน

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านอลงกรณ์ พลบุตร

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมมีประเด็นเพิ่มเติมที่ต้องเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีซึ่งได้นำเสนอ ความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศชิลี ซึ่งมีความสำคัญมาก แล้วก็ เป็นการสานต่องานจากรัฐบาลชุดที่แล้วมาถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความตกลง ดังกล่าวนั้นเป็นเอฟทีเอ (FTA) ที่เรียกว่าเป็นคอมพรีเฮนซีฟ (Comprehensive) ก็คือ รวมด้านความตกลงทางการค้า ความตกลงด้านบริการ และความตกลงด้านการลงทุน แต่ว่า การเจรจาที่ผ่านมาปรากฏว่าในเรื่องของการลงทุนนั้นยังเริ่มต้นไม่ได้ จนกว่าความตกลง ทางการค้าฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับ ซึ่งกำหนดว่าในเรื่องของการลงทุนนั้นจะเริ่มเจรจาภายใน ๒ ปี ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ล่าช้า เกินไป ความจริงในเรื่องการทำเอฟทีเอกับประเทศชิลีนั้นมันเป็นผลต่อเนื่องจากการที่เรา มุ่งเน้นในการสร้างยุทธศาสตร์ลาตินอเมริกาขึ้นในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วมีประธานผู้แทนการค้าก็คือท่าน ส.ส. เกียรติ สิทธีอมร ขออภัยที่เอ่ยนาม ซึ่งปัจจุบัน ท่านก็เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ท่านกษิต ภิรมย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้สร้างยุทธศาสตร์ภูมิภาคขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุทธศาสตร์ภูมิภาค ลาตินอเมริกา ยุทธศาสตร์ภูมิภาคซีไอเอสเป็นต้น โดยบูรณาการกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และอื่น ๆ ตรงนั้นคือ รูปแบบการบริหารจัดการแบบใหม่ และผลที่ตามมาก็คือการขับเคลื่อนไปสู่ความเป็นรูปธรรม ในการบรรลุซึ่งการลงนามในเอฟทีเอไทย-เปรู ซึ่งเราถือว่าประเทศเปรูนั้นเป็นเสมือนเกตเวย์ (Gateway) ไปสู่อเมริกากลาง แล้วก็เข้าสู่กลุ่มประเทศเมอร์โคซูร์ (MERCOSUR) และกลุ่มอื่น ๆ ขณะเดียวกันประเทศชิลีได้มีการเตรียมความพร้อมหลังจากที่มีความคืบหน้าหลังจาก การประชุมเอเปค (APEC) ที่ประเทศสิงคโปร์ในปี ๒๕๕๒ ซึ่งผมได้รับฉันทานุมัติจาก คณะรัฐมนตรีให้เป็นตัวแทนผู้ลงนามในนามประเทศไทยในเอฟทีเอไทย-เปรู ดังกล่าว เราได้หารือ กับทางประเทศชิลีทันที เพราะเห็นว่าในทวีปอเมริกาใต้นั้นประเทศชิลีเป็นประเทศที่มีศักยภาพ ทางเศรษฐกิจมากที่สุด มีศักยภาพทางการเมืองมากที่สุด และมีนโยบายในการเปิดเสรี ทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุด จึงตั้งยุทธศาสตร์ไว้ว่าประเทศชิลีนั้นจะเป็นเสมือนเกตเวย์ เป็นเสมือนฮับ (Hub) ของเราที่จะเข้าสู่ในส่วนของประเทศในทวีปอเมริกาใต้ หลังจากนั้น ในการประชุมเอเปคที่โยโกฮาม่าในปีถัดมา ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านประธานาธิบดี ประเทศชิลี รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และตัวกระผมนั้นก็ได้จัดแถลงข่าว ที่เรียกว่าจอยนท์ เอนดอร์สเมนท์ (Joint endorsement) ของทั้ง ๒ ประเทศ ที่ให้เร่งรัด การจัดทำเอฟทีเอไทย-ชิลี แต่แตกต่างจากเอฟทีเอไทย-เปรูตรงที่ว่าไทย-เปรูนั้นจำกัด อยู่ในเบื้องต้นก็คือในเรื่องของความตกลงทางการค้า ยังไม่มีในเรื่องความตกลงว่าด้วย การค้าบริการและการลงทุน เพราะเราตั้งเป้าหมายไว้สูงว่าประเทศชิลีนั้นจะเป็นโมเดล ในเรื่องของการทำเอฟทีเอในอนาคตต่อไป ซึ่งก็น่าดีใจนะครับว่าในการสานงานต่อมา ถึงปัจจุบันนั้นเราได้นำเสนอความตกลงเข้ามาสู่ความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งในหลักการ ผมเห็นด้วยนะครับ แล้วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทย เพียงแต่ประเด็นที่จะเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีว่าในเรื่องการเจรจาว่าด้วยการลงทุนนั้นทำไมถึงไปกำหนดกรอบเวลาไว้อย่างนั้น ทำไมไม่ดำเนินการได้ทันทีหลังจากที่ความตกลงในเรื่องการค้าและบริการ ในส่วนนี้นั้น สามารถได้รับความเห็นชอบให้สัตยาบันแล้วก็มีผลบังคับใช้

ประการที่ ๒ ก็คือว่าในเรื่องของภาคบริการ ความจริงประเทศชิลีนั้นเป็นประเทศ ที่เปิดเสรีทางเศรษฐกิจสูงมาก และไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขาจึงเป็นประเทศผู้ก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือ ที่เรียกว่าทีพีพี (TPP) ทรานส์แปซิฟิก พาร์ทเนอร์ชิพ (Trans-Pacific Partnership) ที่ประธานาธิบดีโอบามาได้มาเยือนประเทศไทย แล้วพยายามที่จะชักจูงประเทศไทยให้เข้าร่วม ซึ่งจุดยืนของเราก็คือยังต้องสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดติดตามต่อไป แต่ขณะเดียวกันนั้น มันเป็นการสะท้อนว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าไปทีหลังนะครับ ประเทศชิลีนั้นเป็นประเทศ ผู้ร่วมก่อตั้งทีพีพีในระยะเริ่มต้น และมันบ่งบอกให้เห็นว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่มีเสรีทางการค้า การธุรกิจ บริการ และการลงทุน ผมได้ตั้งคำถามแรกในเรื่องของการลงทุนไปแล้ว แต่ว่า ในเรื่องภาคบริการเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เมื่อคำนึงถึงว่าประเทศชิลีเป็นประเทศที่พร้อมจะเปิด พร้อมเจรจา และเป็นประเทศที่ทำเอฟทีเอเรียกว่ามากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งทีเดียว เพราะฉะนั้นทำไมเราถึงไม่ฉวยโอกาสในการที่จะเปิด เพราะเรามีรายการภาคบริการธุรกิจ ที่พร้อมจะเปิดอยู่แล้วที่เราทำไว้กับทางอาเซียนเป็นเกณฑ์ตรงนั้น เข้าใจว่าขณะนี้เป็นรายการผูกพันชุดที่ ๘ แล้วนะครับ แล้วก็เปิดในเรื่องของการให้มีการลงทุน ในเรื่องของธุรกิจและสาขาธุรกิจที่เปิด ผมได้ดูรายงานที่ท่านรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชนก็ดี ท่านอธิบดีพิรมล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ผมเคยกำกับ ซึ่งท่านก็เป็นคนเก่ง เข้มแข็ง ขยัน และเข้าใจประเด็นครับ ประเด็นในเรื่องของธุรกิจ เรื่องของการท่องเที่ยว ธุรกิจต่อเนื่อง โรงแรม รีสอร์ท (Resort) อันนี้ไม่น่าแปลกใจ ธุรกิจด้านค้าปลีกค้าส่งเป็นโอกาสของเรา เพราะว่าปัจจุบันนั้นกลุ่มบริษัทค้าปลีกค้าส่ง ของประเทศไทยรายใหญ่ ๆ ก็ได้เข้าไปซื้อกิจการแม้แต่ในประเทศฝรั่งเศส ตรงนี้เราก็มี โอกาสมากในการที่จะเข้าไปขยายในเรื่องของตัวเอาท์เลท (Outlet) ที่เป็นตัวกระจายสินค้า ของเราในรูปแบบการค้าปลีกค้าส่ง หรือว่าในเรื่องของร้านอาหารไทย เรื่องของสปา เรื่องของนวดแผนไทย ซึ่งถือว่าเป็นลีดดิ้ง อินดัสทรี (Leading industry) เป็นอุตสาหกรรม ธุรกิจชั้นนำของเราที่อาศัยอยู่บนพื้นฐานภูมิปัญญาของเราเองแล้วก็มีชื่อเสียงในระดับโลก ก็มีโอกาสอย่างมาก ด้านของวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมในการออกแบบ แน่นอนที่สุดครับ ประเทศชิลีนั้นกำลังขยายตัวเติบโต ดังนั้นตรงนี้ก็เป็นโอกาสอีกส่วนหนึ่งของเรา แต่ว่า อีกด้านหนึ่งที่ผมยังไม่เห็นไม่ทราบว่าปรากฏอยู่ในความตกลงชุดแรกหรือเปล่าก็คือ ในเรื่องของโลจิสติกส์ ธุรกิจโลจิสติกส์จำเป็นมาก เพราะว่าช่วงที่ผมได้เดินทางเยือน ลาตินอเมริกาแล้วไปเจรจาเอฟทีเอ ทั้งในส่วนของประเทศเปรู ประเทศชิลี ประเทศบราซิล ประเทศอาร์เจนตินานั้น ปรากฏว่าผมได้ไปสำรวจโลจิสติกส์ก็คือเส้นทางการขนส่งที่เรียกว่า มารีน ลิงค์ (Marine link) การเชื่อมโยงทางน้ำ เพราะว่าเรามีมหาสมุทรแปซิฟิกขวางกั้นอยู่ครับ การขนส่งทางน้ำจะเป็นหลักของการขนส่งสินค้าไปมาระหว่างกันทั้งการนำเข้าและส่งออก ที่ไปสำรวจมาจะมีเส้นทางหลักที่ทางฝั่งแปซิฟิกก็คือที่พอร์ต (Port) คาเยาของประเทศเปรู ซึ่งตรงนั้นเขาก็พร้อมอำนวยความสะดวกกับทางด้านของสมาพันธ์ สมาคม และผู้ประกอบการ โลจิสติกส์ของประเทศไทย ทางซีกของมหาสมุทรแอตแลนติกก็มีพอร์ตซานโต๊ส บ้านเกิดของเปเล่ นักฟุตบอลชั้นนำของโลกในอดีต ผมไปดูทั้ง ๒ พอร์ตมาเพราะว่าหัวใจของการที่จะไปเปิด ประตูการค้าและหวังว่าเราจะใช้ประเทศชิลีเป็นเสมือนประตูการค้าไปสู่ลาตินอเมริกา ทวีปอเมริกาใต้นั้น การขนส่งซึ่งแน่นอนครับค่อนข้างแพง เพราะว่าไม่มีเส้นทางโดยตรง ที่วิ่งจากแหลมฉบังผ่านประเทศสิงคโปร์แล้วก็ไปยังพอร์ตซานโต๊สของประเทศบราซิล หรือว่าในส่วนของพอร์ตคาเยา จะต้องผ่านท่าเรือลองบีชเป็นต้น ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในส่วนนี้ผมคิดว่าการเตรียมความพร้อมในเรื่องของท่าเรือ ซึ่งได้มีโอกาสประชุมตอนนั้น กับกลุ่มวาราไปโซซึ่งเป็นกลุ่มเมืองท่าแล้วก็เป็นเมืองที่มีนักธุรกิจที่เข้มแข็งมาก กลุ่มธุรกิจ ที่เข้มแข็งมาก ไม่ทราบว่าในส่วนนี้เราได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของท่าเรือแล้วก็ ต้นทุนมากน้อยอย่างไร ๒. ก็คือว่าในเรื่องของความตกลงสินค้าบริการ เทรด อิน เซอร์วิสเซส (Trade In Services) ไม่ทราบว่าอยู่ในความผูกพันฉบับแรกที่มาขออนุมัติจากรัฐสภาหรือไม่ เพราะว่าถ้าเป็นตรงนั้นจะทำให้บริษัทผู้ประกอบการของประเทศไทยโดยเฉพาะในเรื่องของ การเดินเรือ แล้วก็เรื่องการบริการหลังท่าเรือ เรื่องของคลังสินค้า สามารถที่จะเข้าไปรวมถึง ที่เราตั้งเป้าหมายว่าเราจะมีดิสทริบิวชัน เซนเตอร์ (Distribution center) ศูนย์คลังกระจายสินค้า ของไทย ตรงนี้เป็นคำถามที่ ๒ แล้วก็เป็นข้อสังเกตนะครับ ผมคิดว่าในเรื่องของการทำความตกลง การค้าในลักษณะคอมพรีเฮนซีฟเช่นนี้จำเป็นจะต้องเดินหน้าพร้อมกันนะครับ แล้วก็การลงทุน ควรจะเริ่มต้นโดยทันที ซึ่งท่านอาจจะต้องขอส่งสัญญาณการเจรจาไปถึงคณะผู้เจรจา ของประเทศชิลีว่าไม่ต้องรอ ๒ ปีหรอกครับด้านการลงทุน ล่าสุดที่ทราบมาเพราะว่า ท่านเอกอัครราชทูตประเทศชิลีก็รู้จักกันดี แล้วก็ผู้ลงทุนรายใหญ่ของประเทศชิลีก็รู้จักกันดี หลายท่านนะครับ ก็เป็นสัญญาณที่ดีเรามองว่าประเทศชิลีจะเป็นเสมือนประตูการค้าเกตเวย์ของเรา ในทวีปอเมริกาใต้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องอำนวยความสะดวก สร้างความเป็นเกตเวย์ของอาเซียนให้กับประเทศชิลีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันก็เป็น สัญญาณที่ดีว่าสำนักงานโปรชิลี ซึ่งความจริงรูปแบบที่กระทรวงพาณิชย์ควรต้องปรับปรุง ในเรื่องสำนักงานศูนย์ไทยแลนด์ เทรด เซนเตอร์ (Thailand Trade Center) แต่ว่าในส่วน ประเทศชิลีเขาจะดำเนินการในรูปแบบสำนักงานที่เรียกว่าโปรชิลี ก็คือเป็นสำนักงาน ส่งเสริมการค้าของประเทศชิลี สัญญาณที่ส่งมาก็คือจะย้ายสำนักงานซึ่งอยู่ที่ประเทศเวียดนาม มาที่กรุงเทพฯ อันนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเราเดินมาถูกทางแล้วในยุทธศาสตร์ลาตินอเมริกา แล้วก็เราเดินมาอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในการจบเรื่องเอฟทีเอ แต่มันยังไม่สมบูรณ์ มันจะต้อง ทำให้สมบูรณ์มากขึ้นทั้งในเรื่องของ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของรายการสินค้าที่จะลดภาษีเป็น ๐ หลังจากความตกลงนี้มีผลบังคับใช้ยังมีอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของ รายการผูกพันภาคบริการที่จะต้องเปิดกันและกัน ผมคิดว่าเราใช้ชุดที่ ๘ อย่างน้อยที่สุดนะครับ ในการทำความตกลงในกรอบของอาฟตา (AFTA) อาเซียนเรานี่ครับ ของตัวเอฟาส (AFAS) ความตกลงด้านการค้าบริการอาเซียน ตรงนั้นก็จะทำให้เราสามารถที่จะขยายภาคธุรกิจ ที่จะเข้าไปลงทุน เข้าไปดำเนินการจัดตั้งบริษัทในประเทศชิลีได้มากขึ้น แต่การลงทุนนี้ครับ ไม่ควรรอ นั่นคือประเด็นที่ฝากถึงท่านรัฐมนตรี เพราะว่าสัญญาณมันชัดเจน เอฟทีเอเป็นประโยชน์ ของ ๒ ฝ่าย แล้วครั้งนี้มันไม่ใช่เอฟทีเอปกติ มันเป็นเอฟทีเอในระดับยุทธศาสตร์ระหว่างภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยมาก จากแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger Crisis) ก็ดี จากซับไพรม์ (Subprime) ของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี หรือว่าปัญหาในเรื่องของหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรปก็ดี และนี่จะเป็นการพิสูจน์ว่าความตกลงดังกล่าวที่เราคาดหวังนั้นจะส่งผลออกมาเป็นตัวเลข ไม่ใช่เพียงแค่มูลค่าการค้า แต่รวมไปถึงในเรื่องของการที่ธุรกิจของเรานั้นไปจัดตั้ง ในประเทศของเขา และขยายตัวในภูมิภาคดังกล่าว ผมเรียนท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่า อาจจะต้องมีการจัดกลุ่มที่เป็นธุรกิจนำร่องที่จะเข้าไปบุกลาตินอเมริกานะครับ ที่มีพื้นฐานอยู่แล้วเอสซีจี (SCG) เอสซีจีส่งเม็ดพลาสติกเข้าไปหลายแสนตันต่อปีผ่านเข้าไป ที่ประเทศชิลี แต่ว่าตอนหลังประเทศชิลีไปทำความตกลงเอฟทีเอกับประเทศเกาหลี เราก็เลยสู้ไม่ได้เพราะว่าเสียภาษี ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าตรงนี้ทันทีที่มีผลเม็ดพลาสติก จะเป็นส่วนหนึ่งที่ ๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะฟื้นการส่งออกของเรา ในเรื่องของเม็ดพลาสติกนั้นก็จะสามารถเข้าไปได้ ๒. ก็คือในเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะในเรื่องของชิ้นส่วนและเครื่องตกแต่งประดับยนต์ ๓-๔ ปีมาแล้วที่อุตสาหกรรม ในด้านของชิ้นส่วนยานยนต์ แล้วก็ในส่วนของเครื่องประดับยนต์ รถยนต์นี่นะครับ เข้าไปขยายตัวอย่างมากไปบุกตลาดนะครับ แต่ก็เจอการแข่งขันที่รุนแรงโดยเฉพาะ ในเรื่องของเอฟทีเอที่เรายังไม่สำเร็จยังไม่เสร็จดี ยกตัวอย่างเช่น แครีบอย ที่เราเห็นว่า มีการทำเป็นหลังคา ทำเป็นประดับยนต์ต่าง ๆ เข้าไปบุกตลาดอย่างมากทีเดียว และต้องการ การสนับสนุนส่งเสริม โดยเฉพาะเวลาที่ท่านรัฐมนตรีจัดโรดโชว์ (Roadshow) ก็ดี หรือว่า จัดงานแสดงสินค้าที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้กรุณาให้คำแนะนำเมื่อสักครู่นั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ว่าน่าจะได้มีการจัดกลุ่ม กลุ่มที่เข้าไปบุกตลาดอยู่แล้ว และต้องการการสนับสนุน กับ ๒. กลุ่มใหม่ ที่เห็นโอกาสจากความตกลงดังกล่าว ท่านต้องทำแผนปฏิบัติการเหมือนอย่างที่ทำบิซิเนส แพลน (Business plan) เราต้องขับเคลื่อนเร็ว ต้องมีอะคาเดมี ออฟ สปีด (Academy Of Speed) ทุกวันนี้ในการแข่งขัน ก็ขอถือโอกาสนี้ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีในนามคณะรัฐมนตรีนะครับ ในข้อสังเกต ข้อแนะนำ และคำถามที่กระผมได้มี และหวังว่าท่านจะตอบคำถามที่กระผม ได้นำเรียนถามไป ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่าน พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ ครับ

พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พลอากาศเอก วีรวิท คงศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภาแบบสรรหา ภาควิชาชีพ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอเสนอความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาล แห่งสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ก่อนอื่นผมต้องขอขอบคุณทางรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงพาณิชย์ที่ทำเอกสารอย่างสมบูรณ์แบบและมีความชัดเจนส่งให้ทราบ ล่วงหน้า เราได้มีเวลาศึกษาแล้วก็น่าจะทำเป็นมาตรฐานในการที่จะส่งเอกสารเข้ามา พิจารณาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ของรัฐสภาทุกครั้ง ต้องขอขอบคุณไว้ครั้งนี้ด้วย แต่เมื่ออ่านในสาระแล้วผมมีความกังวลอยู่ ๒-๓ ประการที่จะต้องกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังรัฐบาล โดยเฉพาะในเรื่องของบทที่ ๑๐ การค้าบริการการเงินที่จะต้องมีความโปร่งใส เกี่ยวกับการกำกับดูแล เรื่องนี้บังเอิญเมื่อสัปดาห์ที่แล้วเองวีโอเอ (VOA) ซึ่งเป็นวิทยุ เสียงอเมริกาได้รายงานเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาความไม่โปร่งใสในการเคลื่อนไหวทางด้านการเงิน ของเรา คงทราบว่าเมื่อเดือนกุมภาพันธ์เราก็ต้องออกกฎหมายในเรื่องของการฟอกเงิน และสิ่งที่รัฐบาลต่างประเทศเขากังวลก็คือระบบของประเทศไทยในการที่จะควบคุมเงินตรา ออกนอกประเทศ เพราะเขาได้เปิดเผยว่าใน ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้นมีเงินในข้อความเขาใช้คำว่า เงินสกปรก ก็คือเงินที่มาจากการทุจริตคอร์รัปชัน (Corruption) ออกนอกประเทศไทย ไปเป็นเงินถึง ๖๔,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๒.๒ ล้านล้านบาท ซึ่งตัวเลขอันนี้ เป็นสิ่งที่ว่าถ้าเผื่อเรามีการทำข้อตกลงกับต่างประเทศแล้วกระบวนการในการเคลื่อนไหว ทางการเงินของเรายังมีปัญหาอยู่ ผมคิดว่าเราจะขาดความเชื่อถือศรัทธาจากต่างประเทศ และขณะเดียวกันก็คือว่ากระบวนการในการเตรียมการเรื่องของระบบการเงินที่มีความโปร่งใส ของเรานั้น อยากเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่ารัฐบาลได้มีการเตรียมการอย่างไร ในการที่เราไปทำข้อตกลงกับเขาแล้ว เราจะต้องมีการปรับปรุงกฎหมายหรือปรับปรุง วิธีการทำงานอย่างไร ซึ่งในการที่จะพัฒนาทั้งหมดนั้นเพื่อเตรียมการเราได้มีการเตรียม ด้านเอกสารมาเป็นเวลานาน แต่เมื่อจะลงตามข้อตกลงนั้นสิ่งที่ผมเป็นคำถามก็คือว่า การปรับปรุงระบบงานทางด้านการเงินที่มีความโปร่งใสนั้นได้ทำอะไรบ้าง

ประการที่ ๒ ก็คือการพัฒนาคนในระบบงานทางด้านการเงินและการบริการ ทางการเงินนั้นรัฐบาลได้ทำอย่างไร ในเรื่องของความสามารถและที่สำคัญก็คือในเรื่องของ ค่านิยมแห่งการซื่อสัตย์สุจริตของคนเราที่ไม่ไปเอาเปรียบคนอื่นเขา

ประการที่ ๓ ก็คือการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้องนั้น เราเพิ่งปรับปรุง ในเรื่องของกฎหมายการฟอกเงินไป แต่มีกฎหมายอื่น ๆ หรือไม่ที่จะต้องมีการปรับปรุง เพื่อให้รองรับข้อตกลงในลักษณะที่เป็นมาตรฐานโลกเช่นนี้

ในประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะให้ข้อสังเกตเกี่ยวกับเรื่องของปัญหาตามบทที่ ๑๑ ความร่วมมือทางเศรษฐกิจเป็นเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีความโปร่งใส สิ่งที่เราต้อง ยอมรับแล้วก็ในรายงานของวีโอเอซึ่งเป็นสื่อกระแสหลักของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ได้ กล่าวหาว่าประเทศไทยนั้นเป็นประเทศที่มีเงินที่เสียในลักษณะเงินใต้โต๊ะ หรือเงินสินบนนั้นมาก ในปัจจุบันนั้นมีอัตราถึงร้อยละ ๓๐ ขึ้นไป กระบวนการตรงนี้คือสิ่งที่ทำลายระบบการค้าเสรี ของเราที่เราพบกัน ต่างประเทศเขามีความกังวลว่าเมื่อมาทำการค้ากับเรานั้นจะต้องเสียเงิน ใต้โต๊ะหรือสินบนมากน้อยเพียงใด ในเรื่องนี้ก็เป็นสิ่งที่ผมคิดว่ารัฐบาลควรจะต้องมี การเตรียมการในเรื่องของการป้องกัน ประเด็นสำคัญก็คือกฎหมายของเรายังไม่สามารถที่จะ ไปดำเนินการเกี่ยวกับเจ้าหน้าที่ของรัฐหรือบุคคลไทยที่ไปรับเงินสินบนในต่างประเทศได้ ทั้งนี้เพราะว่าเรายังไม่ได้ดำเนินการแก้ไขกฎหมาย ๓ ฉบับที่อนุวัตการเพื่อให้เป็นไปตาม อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน กฎหมาย ๓ ฉบับนี้ได้ค้างอยู่ เมื่อตอนปิดสมัยประชุม แล้วขณะนี้รัฐบาลก็ยังไม่ดำเนินการที่จะส่งเข้ามา ปัญหาที่เกิดขึ้น ก็คือเมื่อคนไทยได้รับสินบนแล้วจะไม่ได้รับความผิดตามกฎหมายไทย อันนี้เป็นจุดหนึ่ง ซึ่งทำให้เราไม่สามารถแก้ไขปัญหาการรับสินบนของเจ้าหน้าที่ของรัฐได้ เพราะฉะนั้น เมื่อเราไปมีข้อตกลงกับประเทศสหรัฐอเมริกา ต่างประเทศอย่างเช่นกรณีของประเทศชิลี ซึ่งมีข้อที่มีความชัดเจนว่าการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐของเรานั้นจะต้องมีความโปร่งใส มีความคุ้มค่าเงิน มีการแข่งขันอย่างเปิดกว้างและมีประสิทธิภาพ มีการปฏิบัติอย่างเป็นธรรม ความรับผิดชอบหรือขั้นตอนโดยชอบและการไม่เลือกปฏิบัติในขั้นตอนการจัดซื้อของรัฐ ซึ่งทั้งหมดนี้รวมความก็คือเรื่องของการจัดซื้อจัดจ้างอย่างมีธรรมาภิบาลหรือการบริหาร กิจการบ้านเมืองที่ดี เรามีรัฐธรรมนูญที่ระบุตรงนี้แล้วกระบวนการของรัฐของเรายังไม่ได้มี การปรับปรุง สิ่งที่ออกมาในกฎหมาย ป.ป.ช. ในมาตรา ๑๐๓/๗ ในเรื่องของการเปิดเผยราคากลาง และการแจ้งรายการใช้เงินงบประมาณผ่านกรมสรรพากรนั้น รัฐบาลก็ยังไม่ได้ดำเนินการ ในการออกเป็นมติ ครม. สั่งการให้หน่วยงานดำเนินการ เพราะฉะนั้นในเรื่องนี้ก็คงเรียนฝาก ท่านประธานผ่านไปยังรัฐบาลว่าในเมื่อเรามีข้อสัญญากับต่างประเทศแล้ว โดยเฉพาะเรื่อง ของการเงินและการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐที่มีธรรมาภิบาล กระบวนการปรับปรุงเรื่องของ ทั้งกฎหมายก็ดี เรื่องของระเบียบในการปฏิบัติก็ดี และสุดท้ายที่ผมคิดว่าเป็นสิ่งสำคัญมาก ก็คือการสร้างค่านิยมความซื่อสัตย์สุจริตของเจ้าหน้าที่ของรัฐที่ไม่ยอมรับในเรื่องของ เงินสินบนหรือเงินใต้โต๊ะ หรือแม้กระทั่งสินน้ำใจก็ตามที่จะทำให้เกิดความไม่น่าเชื่อถือศรัทธา ของต่างประเทศนะครับ สิ่งที่เราไปทำข้อตกลงกันพวกนี้เมื่อมีความผิดพลาดในข้อกฎหมายแล้ว เราจะต้องมีความรับผิดชอบในการที่จะต้องถูกปรับเป็นจำนวนมากนะครับ เพราะฉะนั้น ก็เป็นความกังวลที่ผมคิดว่าการที่เราจะไปทำข้อตกลงกับต่างประเทศนั้นเป็นสิ่งที่ดี แต่สิ่งที่ประเทศไทย คนไทยทุกคนจะต้องเตรียมพร้อมเข้าสู่สากล ซึ่งมาตรฐานตามที่เราทำ กับประเทศชิลีอันนี้เป็นมาตรฐานที่อยู่ในกฎบัตรของอาเซียนที่เราจะต้องเข้าเออีซีในอีก ๒ ปี ข้างหน้า เพราะฉะนั้นกระบวนการตรงนี้น่าจะมีการปัดกวาดบ้านเราให้มีความซื่อสัตย์สุจริต ในเรื่องของการจัดซื้อจ้างที่มีความโปร่งใสและมีธรรมาภิบาล ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านเกียรติ สิทธีอมร ครับ

นายเกียรติ สิทธีอมร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในส่วนความตกลง การค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ผมจะขอ อภิปรายเพียง ๔ หัวข้อสำคัญ ๆ นะครับ เพราะว่าเรื่องอื่น ๆ เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดกันไป พอสมควรแล้วจะพยายามไม่ให้ซ้ำนะครับท่านประธาน

ประการแรก หัวข้อเรื่องปกป้องและเยียวยา เวลาที่เอากรอบความตกลง หรือกรอบการเจรจาเข้ารัฐสภาผมก็ถามอย่างนี้ทุกกรณีครับว่ามีการศึกษาหรือไม่ ใครได้รับ ผลกระทบบ้าง จะต้องเยียวยาใครบ้าง เยียวยาอะไรบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไร แต่ตอนนั้น ก็บอกว่ายังมีเวลา เดี๋ยววันที่เอาข้อตกลงเข้ารัฐสภาจะเล่าให้ฟัง นี่ครับวันนี้ข้อตกลง เข้ารัฐสภาผมไม่เห็นสักฉบับเลยที่บอกว่ามีการศึกษาชัดเจนว่ากลุ่มใดได้รับผลกระทบจาก ความตกลงอันนี้บ้าง รัฐบาลเองจะมีมาตรการในการเยียวยาอย่างไรบ้าง และต้องใช้ งบประมาณเท่าไรบ้าง ท่านประธานครับ อันนี้มันเป็นข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในวันนี้ผมไม่เห็นเอกสารฉบับใดเลยที่มีเรื่องผลการศึกษาว่ากลุ่มใดได้รับผลกระทบ ผมก็ต้อง ถามรัฐมนตรีครับ เอกสารนี้อยู่ตรงไหนครับ แล้วถ้ามันไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่านประธานจะเอาเรื่องนี้ผ่านรัฐสภาได้หรือไม่ครับ ไม่มีนะครับ ผมไม่มีเอกสารตรงหน้า เรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีต้องสร้าง ความชัดเจนนะครับ เพราะว่าไม่เช่นนั้นจะมีคนโต้แย้งได้ว่ารัฐบาลเองโดยท่านรัฐมนตรี ไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา ๑๙๐ อย่างสมบูรณ์นะครับ ในส่วนของการเยียวยามีการแบ่ง ชัดเจนในกรอบการเจรจา แล้วมติของ กนศ. เองในยุคนั้นก่อนที่จะมีการดำเนินการเจรจา กับประเทศชิลี มติ กนศ. ชัดเจนว่าต้องมีการนำเสนอผ่าน ครม. ด้วยนะครับ ผลกระทบ และมาตรการในการเยียวยาทุกกลุ่มครับ กลุ่มเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ อย่างรุนแรงเป็นมติของ กนศ. เช่นกัน ตรงนี้ผมยังไม่เห็นรายละเอียดท่านรัฐมนตรีครับ ท่านประธานช่วยกรุณาให้รัฐมนตรีตอบให้ตรงกับคำถามด้วย เพราะว่าที่ผ่านมาหลายครั้ง ผมถามไปอย่างหนึ่งแต่ตอบไปอีกอย่างหนึ่ง แล้วในที่สุดก็ไม่เกิดประโยชน์ในการที่จะนำเรื่อง มาพูดคุยกันในสภา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องและเยียวยามันมีเรื่องของการตอบโต้ การทุ่มตลาด การตอบโต้การทุ่มตลาดนั้นเขียนไว้เพียงแค่ว่าให้มีการดำเนินการตามกรอบขององค์การ การค้าโลก แต่ที่จริงแล้วการเจรจาเอฟทีเอมันต้องไปให้ไกลกว่ากรอบขององค์การการค้าโลก ที่ไปให้ไกลกว่าหมายความว่าอย่างไร เพื่อประโยชน์ของ ๒ ประเทศต้องไปให้ไกลว่า ในกรอบขององค์การการค้าโลกมีข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักของกฎหมายและวิธีปฏิบัติ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือในเมื่อเรามีข้อตกลงพิเศษกับประเทศชิลีหรือประเทศใดก็แล้วแต่ ถ้าเรามีข้อตกลงพิเศษแล้วทำไมเราไม่มีกระบวนการที่เป็นประโยชน์และเอื้อประโยชน์ให้ ทั้ง ๒ ประเทศ ก่อนที่จะดำเนินการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ทำไมไม่ให้มีการหารือ หรือที่เขาเรียกว่าคอนซัลเทชัน (Consultation) จริง ๆ ระบุไว้ในข้อตกลงได้ และจะเป็นประโยชน์ กับทั้ง ๒ ฝ่าย ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เพราะว่าข้อตกลงที่เราไปลงนามเกือบทั้งหมด ในเรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาดนั้นไม่มีการระบุกระบวนการก่อนที่จะใช้มาตรการ และมาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาดเป็นมาตรการเดียว ในกติกาโลกที่สามารถให้โทษ กับผู้ที่ไม่ได้ทำผิดก่อนที่จะมีการพิสูจน์ความผิด พูดง่าย ๆ ท่านประธานครับ ถ้าประเทศไหน สงสัยว่าใครจะตอบโต้ว่ามีการทุ่มตลาดตอบโต้ได้ก่อนครับก่อนที่จะพิสูจน์ว่าข้อสันนิษฐานนั้น ถูกหรือไม่ มันก็เลยทำให้กฎหมายการตอบโต้การทุ่มตลาดมาตรการนี้เป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุด และอาจจะไม่เกิดความเป็นธรรมได้กับผู้ประกอบการกับแต่ละประเทศ และด้วยเหตุนี้ การเจรจาเขตการค้าเสรีก็ควรที่จะมีมาตรการหรืออย่างต่ำมีแนวทางในการที่จะพูดคุยกัน ระหว่าง ๒ ฝ่ายก่อน ก่อนที่จะมีการดำเนินการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ตรงนี้ ผมไม่เห็นนะครับ จริง ๆ เจ้าหน้าที่ที่ไปเจรจาท่านทราบดี เรื่องนี้พูดคุยกันเยอะตั้งแต่ สมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว คุยกันใน กนศ. ก็ชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องไปทำ แต่ผมดู ในรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสารที่ให้ในข้อตกลงไม่มีเรื่องนี้ครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงด้วย ผมจะรอฟังนะครับ และที่สำคัญที่สุดในเรื่องปกป้องและเยียวยาขอให้รัฐมนตรีช่วยรายงาน นิดหนึ่งว่ากลุ่มใดได้รับผลกระทบบ้าง มีโครงการอะไรที่จะไปเยียวยาเขาบ้าง และแต่ละโครงการ ใช้งบประมาณเท่าไรบ้าง ถ้าท่านไม่ให้รายละเอียดตรงนี้ผมก็ต้องถือว่ากระบวนการที่กำหนดไว้ ในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญนั้นยังไม่มีการดำเนินการอย่างสมบูรณ์นะครับ

กรณีที่ ๒ การที่เราเลือกประเทศชิลีเป็นประเทศที่เป็นคู่เจรจาเขตการค้าเสรีนั้น ประเทศชิลีมีลักษณะพิเศษกว่าประเทศอื่นในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ลักษณะพิเศษ ดังกล่าวก็คือว่าประเทศชิลีนั้นมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศมาก คงจะเยอะที่สุด ในโลกครับ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ๒ ตลาดใหญ่ ตลาดที่ ๑ คือตลาดในลาตินอเมริกาเอง มีข้อตกลงมากมายที่เกี่ยวข้องกับประเทศชิลี อีกข้อตกลงหนึ่งก็คือเรื่องเขตการค้าเสรีกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา ๒ ตลาดนี้เป็น ๒ ตลาดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งถ้าเรามีการดำเนินการ อย่างถูกต้อง แต่ผมต้องแสดงความผิดหวังนิดหนึ่ง ในข้อตกลงนี้ผมเห็นเฉพาะเงื่อนไข มาตรฐานจริง ๆ มาตรฐานที่เราเซ็นกับทุกประเทศเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีข้อกำหนด พิเศษซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของประเทศชิลีเลย ตรงนี้เสียดายครับ เสียดายโอกาสมากเลย ลักษณะเฉพาะของประเทศชิลีซึ่งเขามีข้อตกลงเงื่อนไขเชื่อมโยงไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกา เชื่อมโยงไปถึงตลาดลาตินอเมริกา ทำไมเราไม่มีข้อตกลงพิเศษ ทำไมรัฐมนตรีไม่ได้ชี้ตรงนี้ ให้รัฐสภาได้เห็น ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ เวลาประเทศสิงคโปร์ทำความตกลงเขตการค้าเสรี กับอาเซียน แต่ในขณะเดียวกันเขามีข้อตกลงกับประเทศอื่น เขาต้องการให้ได้ประโยชน์ สูงสุด เขาไปใช้ลูกเล่นในการเจรจาเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าของบางรายการ เช่น กรณีสิ่งทอ จากประเทศสิงคโปร์จะส่งให้ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยใช้โควตาประเทศสิงคโปร์ แต่ผลิต ในประเทศอื่นในอาเซียนเขาทำได้ครับ ทำได้ง่ายด้วยครับ ตรงนี้ครับ นี่คือความชาญฉลาด ในการเจรจาโดยใช้ลักษณะเฉพาะลักษณะพิเศษของแต่ละประเทศเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับ ประเทศเขา ประเทศชิลีมีลักษณะพิเศษเข้าตลาดลาตินอเมริกา เข้าตลาดสหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีเงื่อนไข เฉพาะเงื่อนไขพิเศษที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศไทยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้ เป็นทางผ่านไปสู่ตลาดสำคัญ ๆ เหล่านั้น ตรงนี้ผมก็ต้องคิดว่าถ้ามีนะครับ และผมเข้าใจไม่ถูก ท่านรัฐมนตรีช่วยกรุณาที แต่ผมก็อ่านในรายละเอียดไม่เห็นครับ ตรงนี้เสียดายเหลือเกิน ไปเจรจามาถึงขั้นนี้แล้วไม่มีรายละเอียดเหล่านี้

ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ในเรื่องกรณีประเทศชิลี คือผมก็ติดตามเวลาไป ประเทศต่าง ๆ ว่านายกรัฐมนตรีเอง รัฐมนตรีเองไปมีคำกล่าวอะไรบ้าง ผมก็แปลกใจนิดหนึ่งคือ ท่านไปประเทศชิลีท่านก็บอกว่าเขาเป็นเกตเวย์ ประตูทางผ่าน ท่านไปประเทศเปรูก็บอกเขา เป็นประตูทางผ่าน ท่านไปประเทศบราซิลก็บอกว่าเขาเป็นประตูทางผ่าน ท่านไปประเทศอาร์เจนตินา ก็ประตูทางผ่าน เราจะมีกี่ประตูครับท่านประธาน รัฐมนตรีครับช่วยบอกชี้แจงแถลงไขทีว่า เราจะใช้กี่ประเทศเป็นประตูทางผ่านกันแน่ครับ ถ้าอย่างนั้นกลุ่มประเทศอียูมี ๓๐ ประเทศ ก็ทางผ่านทุกประเทศเลยหรือเปล่าครับ ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยคืออะไรแน่ การไปพูด ไม่ใช่พูดเป็นวาทะ การไปพูดในฐานะผู้นำรัฐบาลหรือตัวแทนรัฐบาลไม่ใช่ใช้วาทะอย่างเดียว แล้วบอกว่าจบแล้ว พูดจบแล้ว จบงานแล้ว ทุกอย่างมีการบันทึกนะครับ ทีนี้การที่จะใช้ ประเทศใดเป็นประตูทางผ่านผมไม่ทราบท่านรัฐมนตรีเข้าใจลึกซึ้งขนาดไหน การที่จะเป็น ประตูทางผ่านได้นี่ไม่ใช่เรื่องการค้าสินค้า การที่จะเป็นประตูทางผ่านได้คือเรื่องการลงทุน เป็นหลักครับ การลงทุนถ้าบริษัทไทยไม่ได้ไปลงทุนในประเทศที่เป็นคู่เจรจาหรือที่เรามี ข้อตกลงเขตการค้าเสรีด้วยนั้น ถ้าไม่ดูเรื่องการส่งเสริมมาลงทุนในธุรกิจหรืออุตสาหกรรม ยุทธศาสตร์ท่านจะใช้เป็นประตูทางผ่านไปไหนครับ แหล่งกำเนิดสินค้าก็ไม่ได้แล้ว ถ้าค้าสินค้าปกติ คือท่านก็พูดไปเรื่อยประตูทางผ่าน ทำไมไม่มีเอกสารใดเลยที่บอกว่า รัฐบาลไทยจะใช้ประเทศชิลีเป็นประตูทางผ่านและจะมีการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม อะไรบ้าง และจะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรบ้าง แล้วจะใช้ประโยชน์จากข้อตกลง ที่ประเทศชิลีมีกับประเทศสหรัฐอเมริกาหรือมีกับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาอย่างไรบ้าง ไม่มีครับ ตรงนี้ผมก็ต้องตั้งคำถามท่านรัฐมนตรีว่าแนวคิดของการเป็นเกตเวย์ของท่านคืออะไร และการค้าของประเทศไทยหลังจากที่เรามีข้อตกลงกับประเทศเปรูและประเทศชิลีแล้ว ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยคืออะไร และเป้าหมายของปริมาณการค้าจะเพิ่มขึ้นมากน้อย แค่ไหน ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วตลาดใหญ่มากนะครับ ปัจจุบันการค้าของประเทศไทย กับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านเหรียญต่อปีเท่านั้น แต่สามารถ ขยายเพิ่มขึ้น ๓ เท่าได้ง่าย ๆ มากครับถ้าทำถูกต้องและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงที่มีอยู่ ตรงนี้ต้องขอความกระจ่างกับทางรัฐมนตรีด้วยว่าท่านจะมีมาตรการอย่างไรที่จะให้ประเทศไทย เป็นเกตเวย์ให้เขาและเขาเป็นเกตเวย์ให้เรา ซึ่งหมายความว่าท่านต้องไปบอกกับเขาว่า ประเทศไทยอยากเห็นเขาเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมอะไรบ้างถึงจะใช้ประเทศไทย เป็นเกตเวย์สู่อาเซียนได้

อีกประการหนึ่ง ประการสุดท้ายที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือปกติแล้วกระทรวงพาณิชย์ มักจะมีความคิดว่าวันที่ท่านลงนามในข้อตกลงนั้นคือวันที่ท่านเสร็จภารกิจ แต่จริง ๆ สำหรับประเทศไทยเป็นวันที่เพิ่งเริ่มต้นที่จะมีภาระเกิดขึ้นจากข้อผูกพันของข้อตกลง ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือว่าเราไปลงนามข้อตกลงแล้วเราใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง มีใครรู้บ้าง ใครจะใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง ในเรื่องไหนบ้าง ตรงนี้ครับ นี่ก็คือเหตุผลที่ทำไมในข้อแรกเลย ที่ผมพูดถึง ก็คือเรื่องมาตรการปกป้องเยียวยา ก็คือรัฐบาลต้องทราบดีว่าไปเซ็นแล้วมีผลกระทบกับใครบ้าง แต่ประการสุดท้ายที่ผมกำลังพูดถึงนี่คือการใช้ประโยชน์ เราจะพบว่าคนส่วนใหญ่นี่นะครับ แทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาเลย ไม่ต้องพูดถึงประเทศชิลี เป็นการเฉพาะนะครับ แค่กลุ่มประเทศลาตินอเมริกาส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจหรือไม่ทราบ ไม่มีข้อมูล ไม่สนใจ คิดว่าเป็นประเทศที่ไกล คิดว่าใช้คนละภาษาสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง แต่จริง ๆ โอกาสทางเศรษฐกิจ โอกาสทางธุรกิจมีมาก ตรงนี้ละครับที่ผ่านมาผมก็ต้องสะท้อนความรู้สึก ของภาคเอกชนนะครับว่าท่านรัฐมนตรีเองนี่รู้สึกทำงานห่างภาคเอกชนมากนะครับ ประเทศ ที่ไปกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา วันนี้ท่านเอาเรื่องประเทศชิลีเข้ารัฐสภา แต่ท่านทราบไหมครับ มีกลุ่มเอกชนที่เขาไปทำธุรกิจในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาไม่น้อยครับ จนถึงวันนี้เข้ามาเป็น รัฐบาลเกือบ ๒ ปีแล้ว ท่านก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยพบปะกับกลุ่มเฉพาะที่เขามีความชำนาญ และมีความสนใจพิเศษกับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ท่านยังไม่ได้พบนะครับ เพราะผมเพิ่ง พบกับเขาแล้วเขาก็บอกผมว่าท่านยังไม่ได้ไปพบเขา ตรงนี้ครับผมคิดว่าถ้ารัฐบาล ให้ความสำคัญถึงขนาดว่าต้องลงนามแล้ว เจรจาเสร็จแล้ว แต่ในขณะเดียวกันคนที่ขับเคลื่อน เศรษฐกิจจริง ๆ คือภาคเอกชน เอกชนยังไม่รู้เรื่อง เอกชนยังไม่มีมาตรการมารองรับ เอกชน ยังไม่มีใครเข้าไปดูแลจัดระเบียบให้เขา และสนับสนุนให้เขาไปดำเนินธุรกิจตามเจตนารมณ์ ของข้อตกลงฉบับนี้ ผมคิดว่าเสียดายโอกาสครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราลงนามไปก็ไม่มีประโยชน์ เราจะเอื้อประโยชน์กับคนที่รู้เท่านั้นเอง ตรงนี้ครับผมคิดว่าท่านเองน่าจะจัดงบประมาณ ส่วนหนึ่งที่มีความชัดเจนในการส่งเสริมการค้าการลงทุนกับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา และโดยเฉพาะประเทศชิลีที่เรากำลังจะลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีนี้ และผมจะคอยดู ในส่วนของงบประมาณที่ท่านจะเสนอเข้ามาของปีถัดไป ผมอยากเห็นจริง ๆ นะครับ งบประมาณที่ส่งเสริมอย่างจริงจังเป็นระบบเป็นรูปธรรม การค้าการลงทุนระหว่างประเทศไทย กับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา

อีกส่วนหนึ่งครับ มีองค์กรในมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นองค์กรแรกครับ ที่มีศูนย์ศึกษาการค้า อาเซียนและลาตินอเมริกา ควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่าการที่จะให้ข้อตกลงมันมีผลนี่ประชาชนกับประชาชนต้องเข้าถึงกัน ต้องมีแหล่งข้อมูล ต้องมีที่ที่จะไปพูดคุยหาความรู้ได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากข้อมูลที่กระทรวงจะจัดให้ ศูนย์ศึกษา การค้าอาเซียนและลาตินอเมริกาที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตอนนี้กลุ่มผู้บุกเบิก นักธุรกิจผู้บุกเบิกตลาดกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาก็เป็นสมาชิกเข้าไปพูดคุยด้วยอยู่เป็นประจำ แต่ทางรัฐบาลเองยังมิได้ให้ความสำคัญในส่วนนี้ ก็ขอฝากท่านรัฐมนตรีด้วยว่าน่าจะสนับสนุนครับ น่าจะสนับสนุนให้เต็มที่ แล้วก็กลุ่มที่เขาไปประสบความสำเร็จแล้ว กลุ่มเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่ สร้างพลังที่จะให้ภาคเอกชนอื่น ๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ ยังไม่เคยไปได้รับรู้ถึงโอกาสในการ ทำธุรกิจกับในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา และโดยเฉพาะประเทศชิลีซึ่งเราได้ลงนามไป ซึ่งควรจะมีความเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ก็ฝาก ท่านประธานไปยังรัฐมนตรีในเรื่องเหล่านี้ แล้วก็ขอรอฟังคำตอบนะครับในส่วนที่ผมถามไป ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านไม่ได้ส่ง ผลการศึกษาและมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนให้กับรัฐสภาครับ ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

รัฐสภายินดีต้อนรับคณะผู้บริหาร สมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนตำบล เจ้าหน้าที่ และพนักงานองค์การบริหารส่วนตำบล จากจังหวัดลำพูนด้วยความยินดียิ่งนะครับ เชิญท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ครับ อยู่ไหมครับ ท่านวิชาญเชิญครับ

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของความตกลงการค้าระหว่างรัฐบาลไทย กับสาธารณรัฐชิลี ก็คงมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นนะครับ ในหลักการก็คงจะสนับสนุนนะครับ แต่ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คงจะมีอยู่ ๓ ประเด็นที่จะฝากไปยังรัฐบาล

ประเด็นแรก คือเรื่องของการเยียวยา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้อภิปรายในที่ประชุมนี้ทุกครั้งที่มีเรื่องของการตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องกรณีของผู้ได้รับผลกระทบตามมาตรา ๑๙๐ ก็คือเรื่องของการที่จะ ดูแลเยียวยา ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมก็มีการดูแล ผู้ได้รับผลกระทบทางการค้ากับเรื่องอุตสาหกรรม แต่ในเรื่องการเกษตรนั้นท่านประธานครับ ผมพูดมาหลายครั้งว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลแก้ไขในเรื่องของการเยียวยาเกษตรกร เพราะว่ากองทุน ที่อยู่ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นมันเป็นกองทุนที่ว่าด้วยเรื่องของการที่จะสร้าง ความเข้มแข็งในทางการแข่งขันมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการเยียวยาโดยตรง ผมเคยเสนอ ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้มีการปรับแก้เงื่อนไขในการที่จะใช้ เงินกองทุนไปเพื่อการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แต่ปรากฏว่ามาถึงวันนี้เป็นเวลา ๔ ปีกว่า ที่อยู่ในสภาแห่งนี้แล้วก็พูดเรื่องนี้มาตลอด ก็ยังไม่มีรัฐบาลไหนให้ความสนใจที่จะดูแล เรื่องของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเยียวยา จากการทำความตกลงทางการค้า กับต่างประเทศ ฉะนั้นก็ขออนุญาตตอกย้ำผ่านท่านประธานไปยังฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้อง ได้กรุณาหยิบยกประเด็นนี้ปรับแก้เงื่อนไขของกองทุนที่มีอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ครอบคลุมในเรื่องของการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากความตกลงการค้าต่าง ๆ ด้วย

ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการคุ้มครองการลงทุน ท่านประธานครับ เราเอง มีกรอบการค้าการลงทุนกับประเทศต่าง ๆ มากมาย เราก็มีการทำสัญญาผ่านรัฐสภาแห่งนี้ ไปในเรื่องของการให้การคุ้มครองทางกฎหมาย แต่ท่านประธานครับ เรื่องการคุ้มครอง ทางกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอในเรื่องของการดูแลเรื่องของการคุ้มครองการลงทุน ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นนะครับท่านประธาน ก็คือในเรื่องของการลงทุนนั้นเป็นการดำเนินการ ภายใต้กฎหมายท้องถิ่นเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายท้องถิ่นนั้น ก็มีข้อจำกัดต่าง ๆ ปัญหาของเราก็คือว่าไม่ใช่ข้อกฎหมายที่จะมีอนุสัญญาคุ้มครองการลงทุน แต่เป็นเรื่องของวิธีการ มาตรการที่จะดำเนินการของรัฐ ผมเคยเสนอกระทรวงการต่างประเทศ ให้มีการตั้งคณะกรรมการ คณะทำงานขึ้นมาเพื่อจะดูแลให้การช่วยเหลือกรณีที่คนไทยไปลงทุน ต่างประเทศแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมต่าง ๆ และให้มีการกำหนดมาตรการในการคุ้มครอง สิ่งเหล่านี้ก็เรียกร้องมา ๔-๕ ปีในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ปรากฏว่ากระทรวงการต่างประเทศเอง ก็ไม่ได้นำพาที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ รวมทั้งการตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบขึ้นมา เพื่อจะดูแลเรื่องของการคุ้มครองการลงทุนอย่างจริงจัง อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ ที่อยากกราบเรียน เรียกร้องไปยังรัฐบาลผ่านท่านประธาน เพื่อให้มีการดำเนินการในเรื่องของการดูแล ในสิ่งเหล่านี้ด้วย

ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของการส่งเสริมการลงทุน คือผู้ค้าและผู้ลงทุนนี่นะครับ ประเด็นวันนี้ท่านประธานลองให้ฝ่ายบริหารกลับไปทบทวนทำการบ้านดูว่าที่ผ่านมามีใคร ได้ประโยชน์จากสัญญาการค้าการลงทุนบ้าง เราจะเห็นว่ามีเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ ในสัญญาการค้าการลงทุนต่าง ๆ แต่ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยนั้นที่เราเรียกว่า เอสเอ็มอี (SME) โอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการค้าการลงทุนเหล่านี้ไม่มีเลย ถามว่าทำไม ถึงไม่เกิดขึ้น สาเหตุก็เพราะว่ารัฐบาลไม่มีมาตรการในการส่งเสริมอย่างจริงจัง จะมีก็เพียงแต่ว่า ปีหนึ่งถ้ามีงบประมาณก็จะพาผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อยออกไปทัวร์ (Tour) ต่างประเทศ ไปดูลู่ทาง คือเพียงแต่ไปดูลู่ทางอย่างเดียวไม่พอท่านประธานครับ เพราะว่าการทำการค้า การลงทุนนั้นมันต้องมีเครื่องมือ มีกลไกที่จะสนับสนุนเรื่องของเงินทุน เรื่องของการดำเนินการ เรื่องของกฎหมาย ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกฎหมายท้องถิ่น เรื่องของการดำเนินการ มาตรการภายในท้องถิ่นต่าง ๆ ที่เป็นเจ้าของประเทศที่เราจะไปลงทุนด้วย สิ่งเหล่านี้ถามว่า มีใครเคยศึกษาไหม มีใครเคยนำมาบอกประชาชนคนไทยเราไหมว่าประเทศเหล่านี้มันมี กฎเกณฑ์กติกาที่เป็นอุปสรรคหรือว่าส่งเสริมการลงทุนอย่างไรบ้าง ถ้าจะไปลงทุนเหล่านี้มีธนาคารไหนบ้างเปิดที่จะให้คนไทยเราพร้อมที่จะไปกู้เงินเพื่อเอาไปลงทุน คำตอบก็คือไม่มีครับ มีก็เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความสามารถ มีเงินอุดหนุน ของตัวเองที่จะขวนขวายหาความรู้ที่จะมีคนไปศึกษา ไปเจาะลึกเพื่อจะมีข้อมูลมาดำเนินการ สิ่งเหล่านี้ทั้ง ๓ อย่างนะครับ เรื่องการเยียวยาเกษตรกรก็ยังไม่ได้ทำ เรื่องคุ้มครองการลงทุน ก็ไม่ได้ใส่ใจนอกจากการไปทำกฎหมายอย่างเดียว และสุดท้ายก็คือเรื่องของการส่งเสริมการค้า การลงทุนต่างประเทศที่จำเป็นจะต้องมีมาตรการส่งเสริมที่มีความชัดเจน ทั้ง ๓ ด้านนี้รัฐบาล ที่ผ่านมาเกือบทุกรัฐบาลก็ไม่ได้สนใจที่จะทำในสิ่งเหล่านี้ที่จะทำให้เกิดการค้าการลงทุน อย่างแท้จริง ฉะนั้นการที่ท่านไปเซ็นสัญญาไม่ว่ากับประเทศชิลีหรือประเทศต่าง ๆ มันก็ไม่ได้เกิดผลอย่างที่เราอยากจะเห็นอย่างแท้จริง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้อยากฝากไปยังรัฐบาลด้วย

และสุดท้ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศชิลีโดยตรงนี่ครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้น ก็คือเรารู้ว่าประเทศชิลีเป็นประเทศหนึ่งซึ่งมีความสามารถในทางการประมง แล้วสิ่งหนึ่ง ซึ่งทางประเทศชิลีผลิตมากก็คือเรื่องปลาป่น แล้วประเทศไทยเราเป็นประเทศที่ใช้ปลาป่น ในการผลิตอาหารสัตว์เพื่อส่งออกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ มากมาย ขณะเดียวกันเราก็มีชาวประมง ที่ผลิตปลาป่นเหมือนกัน ที่จับปลามาทำปลาป่นแล้วก็จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ก็ให้สตางค์ไปดูงานที่ประเทศชิลี ที่ประเทศเปรู เพื่อจะมาทำโรงงานปรับคุณภาพปลาป่น ซึ่งมันคนละเรื่องนะครับท่านประธาน คนที่กระทบโดยตรง คือชาวประมงไม่ใช่โรงงานปลาป่นครับ แต่ท่านไปดูเฉพาะโรงงานปลาป่นว่าได้รับผลกระทบ จากเขตตกลงทางการค้า ไม่ว่ากับประเทศเปรูก็ดี กับประเทศชิลีก็ดี แต่ชาวประมง ไม่ได้มีใครใส่ใจเลยนะครับ ฉะนั้นขอเรียกร้องตรงนี้ผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลว่า ในหลักการผมสนับสนุน แต่ประเด็นก็คือว่ารัฐบาลต้องดูแลสิ่งเหล่านี้ด้วยนะครับ ถ้าไม่ดูสิ่งเหล่านี้ ในฉบับต่อ ๆ ไปผมก็จะเป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาค้านในการทำเอฟทีเอกับต่างประเทศเพราะว่า ไม่ได้เกิดประโยชน์ รัฐบาลเองก็ไม่ได้มีความจริงใจในการที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดประโยชน์ กับประชาชนหรือว่าเกษตรกรที่แท้จริง ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานฝากไปยัง รัฐบาลด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

น่าจะเป็น ๒ ท่านสุดท้าย ท่านสุรเดช จิรัฐิติเจริญ และตามด้วยท่านสุธรรม และมีท่านกฤช อาทิตย์แก้ว อีกท่านหนึ่งครับ เชิญท่านสุรเดชครับ

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี 🔗

เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เราพูดถึงความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศชิลี และประเทศไทย หรือเรียกว่าเอฟทีเอไทย-ชิลี นะครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าเรื่องเอฟทีเอนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นแล้วก็กระแสโลกได้เปลี่ยนไปมากนะครับ เราเองมีความตกลงเอฟทีเอ กับประเทศเพื่อนบ้านแล้วก็หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกนะครับ ทั้งในนามของประเทศไทย กับประเทศต่าง ๆ หรือในนามของอาเซียนกับประเทศต่าง ๆ มีมากมาย เพราะว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ยุคการค้าคงต้องเป็นแนวนี้ คงจะไม่สามารถที่จะฝืนกระแสได้ แม้กระทั่งความตกลงนี้นะครับ ความตกลงเอฟทีเอไทย-ชิลี ซึ่งเรื่องนี้มีการพูดคุยถึง ๑๐ ปีที่แล้วตั้งแต่อดีตท่านนายกรัฐมนตรี ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี ๒๕๔๖ แม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีการเจรจาเมื่อปี ๒๕๕๓ แล้วก็ล่าสุดนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีการพูดคุยกันเมื่อปี ๒๕๕๕ เดือนกันยายน เมื่อ ๖ เดือนที่แล้ว ท่านประธานครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว แล้วก็ตั้งข้อสังเกตถึงความห่วงใยในการทำความตกลง การค้าเสรีไทย-ชิลี ผมมองว่าความตกลงนั้นก็เป็นข้อวิตกกังวลที่เพื่อนสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่ารัฐบาลเองคงต้องรอบคอบ เพราะเราเองคงจะปฏิเสธความตกลงไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้มีความรอบคอบมากยิ่งขึ้นนะครับ เพราะว่าความรอบคอบนั้นจะทำให้ การตกลงต่าง ๆ คงไม่มีใครได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายเดียว คงจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นเอง ข้อเสียเราคงต้องหาทางป้องกันเพื่อให้กระทบน้อยที่สุด หรือหลีกเลี่ยงมากที่สุด หรือหามาตรการเยียวยา ให้ดีที่สุด หรือแม้กระทั่งหาทางแก้ไขหรือปรับตัวให้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนะครับ แต่ข้อดีที่กราบเรียนไปว่าความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี เพราะว่าประเทศไทยและประเทศชิลีนั้นเป็นประเทศคู่ค้าซึ่งถือว่าเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน และไม่ได้แข่งขันกัน เพราะว่าอุตสาหกรรมของประเทศไทยและประเทศชิลีนั้นแตกต่างกัน อุตสาหกรรมที่ประเทศชิลีส่งเข้าประเทศไทยที่มีการค้าขายอยู่คือเป็นวัตถุดิบ จะเป็นพวก ทองแดงก็ดี แร่ธาตุก็ดี สินแร่ก็ดี แม้กระทั่งสัตว์น้ำที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไป เพราะว่า ประเทศชิลีถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพ มีทรัพยากร แล้วก็ถือว่าเป็นวัตถุดิบหรือเป็น อุตสาหกรรมต้นน้ำซึ่งประเทศไทยมีความต้องการ ส่วนประเทศไทยเองนั้นอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่ส่งให้กับประเทศชิลีจะเป็นพวกยานพาหนะหรือรถยนต์ ซึ่งถือว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่มีศักยภาพ เป็นดีทรอยท์ (Detroit) ของอาเซียนก็ได้เพราะว่าอุตสาหกรรม เราโตมากนะครับ เรามีอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งในอาเซียน ถือว่าใหญ่ที่สุด ในอาเซียนก็ว่าได้ ดังนั้นเองจุดแข็งเราก็มี หรือแม้กระทั่งเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือปูนซีเมนต์ หรือพลาสติก ซึ่งเรามีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เข้มแข็งเช่นเดียวกัน ดังนั้นเองความตกลง ระหว่างเอฟทีเอไทย-ชิลีถือว่ามีความจำเป็นที่เราจะเอาจุดแข็งของแต่ละประเทศ เอาความร่วมมือของแต่ละประเทศมาเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ซึ่งทั้ง ๒ ประเทศนี้ไม่ใช่คู่แข่งกัน สามารถเกื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และถึงแม้ว่าคนมองว่าประเทศชิลีอยู่ลาตินอเมริกา หรืออเมริกาใต้ หรือว่าไกล เดือนหน้าผมเองจะมีโอกาสไปลาตินอเมริกาเป็นประเทศบราซิล และประเทศอาร์เจนตินา แต่คงไม่ใช่ประเทศชิลี แต่คิดว่าลักษณะภูมิประเทศถึงแม้ว่าไกล มันยากตอนขึ้นลงที่ท่าเรือเท่านั้น เราเพียงลงทุนในการสร้างท่าเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือ ของประเทศไทย จะเป็นแหลมฉบังก็ดี และส่วนประเทศชิลีก็ท่าเรือที่ประเทศชิลี แต่หลังจาก ขึ้นเรือแล้วการขนส่งทางน้ำหรือทางเรือนั้นต้นทุนไม่แพง แล้วสินค้าที่เราขนส่งนั้น เป็นสินค้าหนักนะครับ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลา ดังนั้นเองวัตถุดิบที่เราต้องการโดยเฉพาะ แร่ธาตุหรือทองแดงที่เราต้องการอยู่ ดังนั้นในส่วนตัวผมเองสนับสนุนในความตกลงการค้าเสรี ไทย-ชิลีที่จะดำเนินการ แต่ในส่วนนี้เดิมทีความตกลงนั้นพูดถึงเฉพาะรายละเอียดนะครับ แต่อันนี้เป็นความตกลงที่ตกลงมาร่วม ๑๐ ปีแล้ว และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายคนก็เห็นดีด้วย ในการที่จะให้ความตกลงนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความตกลงนี้มีถึง ๑๐ เรื่องด้วยกัน จะเป็นเรื่อง การค้าสินค้าหรือการลงทุนก็ดี พิธีการศุลกากรที่มีขั้นตอนอย่างไรก็ดี หรือข้อ ๓ เรื่องกฎ ว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านเกียรติก็บอกว่าเหมือนประเทศสิงคโปร์เราจะทำ วิธีการอย่างไรที่ว่าใช้สิทธิประโยชน์อย่างนี้มากที่สุดเพราะว่าศักยภาพในอาเซียนจุดแข็ง แต่ละคนไม่เหมือนกัน หรือว่ามาตรการการป้องกันและเยียวยาทางการค้านะครับ เราเยียวยา ผู้มีผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทย ผู้ประกอบการชาวไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะว่าผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นผมคิดว่ามีศักยภาพแล้วสามารถที่จะมีเงินลงทุนที่ดีพอ มีเทคโนโลยีที่ดีพอ แล้วก็มีการจัดการ แต่ผู้ประกอบการรายย่อยของเราคงไม่มีขีดความสามารถ ในตรงนี้ ดังนั้นเองคงต้องมีมาตรการที่จะป้องกันอย่างไร หรือแม้กระทั่งมาตรการสุขอนามัย ต้องมีมาตรฐานไม่ใช่ว่านำเข้าอย่างเดียว คงต้องมีมาตรฐานว่าเรารับได้ขนาดไหน หรือแม้กระทั่ง เรื่องอุปสรรค มาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า หรือว่านอน แทรีฟ แบร์ริเออร์ส (Non-Tariff Barriers) กำแพงภาษีซึ่งจะกีดกันอย่างไรนะครับ คงต้องอยากฝากท่านรัฐมนตรี ช่วยดูด้วย หรือว่าการค้าเรื่องบริการ ซึ่งเราถือว่าประเทศไทยการบริการเรานั้นมีศักยภาพ หรือว่าการท่องเที่ยว หรือการขนส่ง เราเองคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าตอนนี้ผู้มาท่องเที่ยวคนไทย เกินเป้าหมาย และประเทศไทยเองก็ถือว่าเป็นศูนย์กลางของอาเซียนก็ได้เพราะว่ามีศักยภาพ ทางด้านภูมิศาสตร์ จากสหภาพยุโรป ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศสหรัฐอเมริกา จะมาเที่ยวอาเซียนก็ลงประเทศไทยจะได้เปรียบ เนื่องจากว่าในประเทศไทยเองมีศักยภาพ ในการท่องเที่ยว มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความหลากหลายในการท่องเที่ยวแล้ว ประเทศไทยยังสามารถไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศซีแอลเอ็มวี (CLMV) คือประเทศกัมพูชา สปป. ลาว ประเทศพม่า และประเทศเวียดนามนะครับ ก็ถือว่า เราเป็นศูนย์กลางและมีศักยภาพ หรือแม้กระทั่งเรื่องการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ ความร่วมมือระหว่างเศรษฐกิจและความโปร่งใสทั้ง ๑๐ ข้อนี้ซึ่งเราตกลงกันว่าก็อยากจะฝาก ทางรัฐมนตรีช่วยดูให้รอบคอบว่าความตกลงทั้ง ๑๐ ข้อนี้เป็นอย่างไรตามที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าว ท่านประธานครับ

และอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องยุทธศาสตร์ที่บอกว่าประเทศชิลีนั้นจะเป็นเกตเวย์ ไปยังประเทศลาตินอเมริกา จะเป็นประเทศบราซิล ประเทศอาร์เจนตินา หรือประเทศเปรู หรือหลายประเทศ รวมกระทั่งถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศชิลีมีความตกลงกัน ก็อยากฝากว่าเราควรจะเอาจุดแข็งนี้เป็นอย่างไร เพราะว่าประเทศชิลีเขามาประเทศไทย เพื่อหวังว่าไม่เพียงแค่คบค้าหรือความตกลงแค่เพียงประเทศไทยเท่านั้น เขาหวังที่จะใช้สิทธิประโยชน์ในประเทศไทยที่มีต่อประเทศอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศเช่นเดียวกัน ดังนั้นรัฐบาลเองก็ควรจะเอาสิทธิประโยชน์ที่ประเทศชิลีได้มา เราเองคงไม่มองแค่ประเทศชิลี เท่านั้น เรามองประเทศชิลีเป็นเกตเวย์ ดังนั้นเองสิทธิประโยชน์ที่ประเทศชิลีมีต่อทวีปลาตินอเมริกา แล้วก็ประเทศสหรัฐอเมริกา เราจะใช้สิทธิประโยชน์นี้อย่างไร ก็ขอเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีนะครับ คงจะไปดูรายละเอียดที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า เราจะแก้ไขหรือเจรจาต่อรองอย่างไรเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์มากที่สุดในความตกลงระหว่าง ไทย-ชิลี และส่วนประเทศไทยเองก็อย่างที่เราบอกว่าประเทศชิลีหวังว่าประเทศไทยเป็นเกตเวย์ ในอาเซียน ดังนั้นเองถ้าเกิดเราเป็นเกตเวย์ระหว่างอาเซียน จากประเทศชิลีล่องเรือนำสินค้า มาผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าอ่าวไทยแล้วมายังที่แหลมฉบังนะครับ จะทำให้นอกเหนือจาก การค้าขายระหว่างไทย-ชิลีแล้ว ถ้าเกิดเราเองเอาประตูนี้ไปขายในอาเซียนได้แล้วปริมาณ การค้าขายจะมากขึ้นนะครับ รายได้จะมากขึ้น ความมั่งคั่งจะมากขึ้น ดังนั้นเองคงจะใช้ โอกาสนี้ใช้ประโยชน์ให้สูงสุด ข้อสังเกตนะครับ เพราะว่าความตกลงนี้ประเทศชิลีไม่เพียงตกลง กับประเทศไทยเท่านั้น ประเทศชิลีเองตกลงกับประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี ตกลงกับ สหภาพยุโรป ตกลงกับประเทศจีน ตกลงกับประเทศเกาหลี ตกลงกับประเทศญี่ปุ่น แม้กระทั่งประเทศชิลีเองก็มีเอฟทีเอของประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และแม้กระทั่ง ประเทศเวียดนามก็ทำความตกลงแล้ว เพราะฉะนั้นเราคงไม่อยากจะตกขบวน เพราะว่า ประเทศชิลีเองก็คงอย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าประเทศชิลีเป็นประเทศหนึ่งที่ทำเอฟทีเอ กับประเทศต่าง ๆ มากมาย ดังนั้นไม่ใช่ว่าในอาเซียนเรามีเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ประเทศชิลีทำความตกลงถึง ๓ ประเทศแล้ว ทั้งประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนามก็ทำความตกลง ดังนั้นผมเห็นด้วยว่าคงรีบทำความตกลงให้เร็วที่สุด แต่ขอให้รอบคอบแล้วก็เอาประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทยว่าเราจะใช้ความตกลงนี้ อย่างไร เพราะว่าความตกลงนี้มีได้และมีเสีย ข้อเสียควรจะปกป้องอย่างไร ผลประโยชน์ ที่ได้มาควรจะให้เกิดสูงสุด ในเมื่อเราทำความตกลงแล้ว แล้วนอกเหนือจากความตกลง ระหว่างเอฟทีเอไทย-ชิลีแล้ว ก็ขอฝากเพิ่มเติมว่าในทวีปลาตินอเมริกาเราทำความตกลง ในเพื่อนอาเซียนก็ดี ทำความตกลงระหว่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศเกาหลีก็ดี และยุโรปก็ดี ในลาตินอเมริกานั้นคงไม่มีเพียงแค่ประเทศชิลีเท่านั้น ยังมีประเทศบราซิล ที่เป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา ยังมีประเทศอาร์เจนตินา ประเทศเปรู ก็ฝากว่าขนาดประเทศชิลีเองในอาเซียนตกลงไปถึง ๓ ประเทศแล้ว ประเทศไทยเองก็คงจะ ไม่อยากเสียโอกาส ก็ไม่อยากฝากความหวังไว้ที่ประเทศชิลีอย่างเดียวนะครับ นอกเหนือจาก ไทย-ชิลีแล้วควรจะตกลงกับประเทศบราซิล ประเทศอาร์เจนตินา และประเทศเปรูต่อไป ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านสุธรรม พันธุศักดิ์

นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ภาคอื่น 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม นายสุธรรม พันธุศักดิ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ใคร่ขออภิปรายความเห็น เกี่ยวกับเรื่องของการตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศชิลีกับประเทศไทย โดยความเห็น ของผมแล้วเห็นด้วยกับการเปิดเอฟทีเอระหว่างประเทศชิลีกับประเทศไทย ซึ่งหลังจาก การปรึกษาหารือและการศึกษาความเป็นไปได้ของการเปิดการค้าเสรีหรือเอฟทีเอระหว่าง ๒ ประเทศหลังจากครั้งสุดท้ายเองท่านนายกรัฐมนตรีของไทยได้ไปประชุมเอเปค ครั้งที่ ๒๐ ที่นครวลาดิวอสต็อกของประเทศรัสเซีย ได้มีการเจรจาทวิภาคีกับท่านประธานาธิบดีเซบัสเตียน ปิเญรา ของประเทศชิลี ก็มีความเห็นร่วมกัน กระผมคิดว่าการตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศก็ต้องเกิด ความสมดุล ส่วนใหญ่ถ้าประเทศไหนที่จะได้เปรียบมาก ๆ หรือเสียเปรียบมาก ๆ ก็ไม่มีการตกลง การค้าเสรีกันได้นะครับ ข้อดีระหว่างประเทศชิลีกับประเทศไทยนั้น ประเทศชิลีเป็นศูนย์กลาง ของประเทศในลาตินอเมริกา เป็นศูนย์กลางทางการค้าและการเงินของประเทศในกลุ่ม ลาตินอเมริกา ซึ่งประเทศที่อยู่รอบ ๆ ประเทศชิลีก็มีประเทศปารากวัย ประเทศอุรุกวัย แล้วก็ประเทศโบลิเวีย ในลาตินอเมริกานั้นรวมทั้งประเทศอาร์เจนตินาแล้วก็ประเทศบราซิลเป็นตลาดที่มีประชากร มากกว่า ๕๐๐ ล้านคน ซึ่งเปรียบเทียบในระหว่างอาเซียนเออีซี (AEC) ของเราก็ประมาณสัก ๖๐๐ ล้านคน ก็มีความสัมพันธ์ในขนาดใกล้เคียงกันในจำนวนพลเมือง ข้อดีที่เราเปิดการค้าเสรี กับประเทศชิลีผมคิดว่านอกจากที่ประเทศชิลีเป็นคู่ค้าของประเทศไทยในอันดับที่ ๓ ซึ่งรองจาก ประเทศบราซิลและประเทศอาร์เจนตินานะครับ ประเทศชิลียังเป็นศูนย์กลางทางการค้า และการเงินของลาตินอเมริกา ซึ่งองค์การส่วนใหญ่ของโลกทั้งทางด้านการค้าและการลงทุน ก็ตั้งอยู่ในประเทศชิลี สินค้าที่ส่งออกส่วนใหญ่ของประเทศชิลีก็เป็นสินค้าประเภทพวกแร่ เหล็ก ทองแดง สินค้าเหล็กต่าง ๆ ซึ่งก็แตกต่างกับในอาเซียนหรือในประเทศไทยอยู่แล้ว นอกนั้นก็เป็นสินค้าเครื่องดื่มซึ่งทำจากมะกอก องุ่น และมีข้าวสาลีนิดหน่อย ซึ่งองุ่นก็เป็น ผลิตภัณฑ์ของไวน์ ซึ่งประเทศชิลีต้องการให้ยกเลิกภาษีเป็นอัตราที่เป็น ๐ ทันที นอกนั้น สินค้าอื่น ๆ ซึ่งเป็นสินค้าที่มีความอ่อนไหวที่เขาเรียกว่าเซนซิทีฟว กู๊ดส์ (Sensitive Goods) ก็จะต้องยกเว้นเรื่อย ๆ ไป ตัดภาษีตั้งแต่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ จนให้เหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ภายใน ๕ ปี ก็คิดว่าการตกลงการค้าก็เป็นการตกลง ใกล้เคียง นอกจากนั้นภาคบริการซึ่งเราอาจจะต้องยึดในกรอบการเจรจาของอาเซียน คือให้ต่างชาติมาลงทุนได้โดยคนไทยถือหุ้นประมาณ ๗๐ เปอร์เซ็นต์ แต่อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารก็จะต้องเป็นผู้บริหารที่มีถิ่นพำนักอยู่ในประเทศไทยนะครับ ข้อดีอีกอย่างหนึ่ง ที่ผมคิดว่าจะเป็นประโยชน์กับประเทศไทยก็คือการที่เราจะขายสินค้าเกษตรได้มากขึ้น โดยเฉพาะข้าวสารของประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ประเทศชิลีได้ซื้อข้าวจากประเทศเวียดนาม และประเทศอื่น ๆ ประเทศพม่าใกล้เคียงของเรามากเพราะว่าของเราเองยังไม่ได้ยกเว้นภาษี ผมคิดว่าอันนี้เป็นตลาดที่เราจะระบายข้าวไปได้อีกตลาดหนึ่งในประเทศลาตินอเมริกา ปัญหาสำคัญที่เราจะได้เปรียบอีกอย่างนะครับว่าในขณะนี้เองประชาชนในประเทศชิลี มีรายได้ต่ำมากเปรียบเทียบก็พอ ๆ กับประเทศไทย ทีนี้สินค้าที่ไปจากประเทศไทย ถ้าเกิดเราไม่ได้ทำในเรื่องเอฟทีเอด้วยกันสินค้าจะไปบวกราคาขนส่ง ซึ่งราคาค่าขนส่ง จากประเทศไทยไปประเทศชิลีระยะทางไกลมาก เพราะฉะนั้นพอบวกราคาค่าระวางขนส่งแล้ว จะทำให้อัตราภาษีเพิ่มสูงมาก เพราะฉะนั้นสินค้าที่เราจะขายได้ในประเทศชิลีหรือประเทศ ในลาตินอเมริกาทำให้เราเสียเปรียบ ถ้าได้ทำสัญญาในเรื่องเอฟทีเอก็จะทำให้ปัญหานี้หมดไป

แล้วอีกประการหนึ่ง ผมอยากจะเรียนว่าในเรื่องของครัวไทยสู่ครัวโลก หรือว่าร้านอาหารไทย ขณะนี้ร้านอาหารไทยในประเทศชิลีในลาตินอเมริกาได้รับความนิยม เป็นอันดับ ๑ อยากจะเรียนว่าอย่างนี้ ทุกประเทศอยากจะรับประทานอาหารไทย แต่ในขณะนี้เองเราก็ไม่ได้มีร้านอาหารไทยมากนักในประเทศลาตินอเมริกา การเปิดการค้าเสรีกับประเทศชิลีจะทำให้เราสามารถส่งอาหารของเราหรือว่าไปตั้งกิจการ ร้านอาหารไทยได้มากขึ้นในประเทศชิลี รวมทั้งภาคบริการทางด้านท่องเที่ยวอื่น ๆ ที่เรามีความสามารถอยู่ในระดับสูง ในเรื่องสปาก็ตาม ในเรื่องของการท่องเที่ยวก็ตาม ผมคิดว่าเราจะได้ประโยชน์ในเรื่องของการค้าในภาคอุตสาหกรรมบริการและการท่องเที่ยว มากขึ้นนะครับ ผมคิดว่าในขณะนี้เองคนไทยเราก็รู้จักประเทศชิลีน้อย ส่วนคนชิลีเขารู้จัก ประเทศไทยน้อยเพราะว่าอยู่ห่างกันมาก อยู่ขั้วโลกใต้นะครับ การเปิดการค้าเสรี จะเป็นประโยชน์ในระหว่าง ๒ ประเทศที่ไปมาหาสู่กันได้ แล้วก็โดยเฉพาะการท่องเที่ยว จะเพิ่มมูลค่าจากประเทศชิลีหรือประเทศลาตินอเมริกาให้มากขึ้น ปัญหาและอุปสรรค ของการค้าเสรีระหว่างไทย-ชิลีก็ในเรื่องราคาสินค้าของเรามีราคาที่สูง เพราะประเทศชิลี มีประชากรที่มีรายได้ที่ไม่ค่อยสูงนักนะครับ

แล้วปัญหาประการต่อไปก็คือนักธุรกิจของประเทศไทยเรายังมีการศึกษา ข้อมูลของประเทศชิลีในเชิงลึกได้น้อยมาก แล้วก็อุปสรรคในเรื่องของค่าขนส่งซึ่งมีระยะ ทางไกลนะครับ

ประการสุดท้ายที่เราอาจจะมีปัญหาและอุปสรรค ก็คือเรื่องภาษาที่ทางการ ประเทศชิลีเขาใช้ภาษาสเปนเป็นส่วนใหญ่ เพราะฉะนั้นการได้เปรียบในเรื่องของการเจรจา ธุรกิจของเราก็ยังน้อยนะครับ แต่อย่างไรก็ตาม ปัญหาและอุปสรรคก็เป็นปัญหาที่สามารถแก้ได้ โดยภาพรวมแล้วกระผมเห็นด้วยกับความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ขอขอบพระคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว ครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กำแพงเพชร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมคงจะเป็นคนสุดท้ายแล้วก็ขออนุญาตใช้เวลาไม่มาก ผมขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานว่าผมเห็นด้วยแล้วก็สนับสนุนในเรื่องของการที่เราจะมีข้อตกลง การค้าเสรีไทย-ชิลี ที่เราเรียกกันว่าเอฟทีเอ เพียงแต่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานว่า มีข้อสังเกตบางประการในความรู้ที่พยายามหามาในช่วงระยะเวลานี้ ผมก็พยายามหาวิธีคิด ของรัฐบาลมาโดยตลอดว่าคิดอย่างไรในเรื่องของการที่จะทำเอฟทีเอกับประเทศชิลี ตามที่ หลักฐานก็ปรากฏว่าข้อมูลของศุลกากรประเทศชิลีนี่นะครับ มูลค่าการค้าระหว่างประเทศไทย กับประเทศชิลี ซึ่งใน พ.ศ. ๒๕๕๕ ๑,๐๐๐ กว่าล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นจากปี ๒๕๕๔ เป็นประมาณ ๕.๓ เปอร์เซ็นต์ แล้วมูลค่าการนำเข้าสินค้าจากไทย-ชิลี ๖๘๖.๙ ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่ม ๑๑ เปอร์เซ็นต์ ส่วนประเทศชิลีมาประเทศไทยนั้น ๓๑๓ ดอลลาร์สหรัฐ ของเขาลดลง ของเราเพิ่มขึ้น ก็ถือว่าเราได้เปรียบ แต่มันไม่ได้หมายความว่าการได้เปรียบนั้นมันจะดี สำหรับเรา หรือว่ามันจะเป็นประโยชน์สำหรับเรา หรือว่าทำให้ประเทศชิลีจะเสียเปรียบ แต่ว่า ณ วันนั้นเราได้เปรียบจากการที่เราตรวจสอบข้อมูลนะครับ เรามีสินค้าที่ส่งออกไป ประเทศชิลีเยอะพอสมควร มีรถกระบะ เรามีปูนซีเมนต์ เรามีปลาทูน่าแปรรูป และเรามี ถุงพลาสติก เม็ดพลาสติก ผมคงไม่ลงรายละเอียดไปถึงขนาดนั้น เพียงแต่กราบเรียนท่านประธานว่าแต่เดิมเราก็มีการทำธุรกิจเรื่องนี้เพิ่มขึ้นตามลำดับ จนกระทั่งถึงปี ๒๕๕๕ ก็ลดลง มีรายการที่เพิ่มขึ้นคือรถกระบะ ปูนซีเมนต์ แล้วก็ปลาทูน่า แปรรูปที่มันคงที่อยู่ ก็แปลว่าหลังจากเวลาผ่านไประยะหนึ่งการค้าระหว่างเรากับประเทศชิลี การส่งออกของเราลดลงตามลำดับ แต่อย่างไรก็ตาม ผมก็เชื่อมั่นว่าจากการที่เราจะทำ ข้อตกลงการค้าเสรีกันซึ่งจะดำเนินการหลังจากที่รัฐสภานี้อนุมัติแล้วก็จะเป็นประโยชน์ จริง ๆ แล้วผมเห็นว่าค่อนข้างจะล่าช้าด้วยซ้ำไปที่ว่าข้อตกลงนี้จะต้องมาขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาซึ่งทำให้บางเรื่องที่จะต้องรีบในการดำเนินการล่าช้า ณ วันนี้ประเทศชิลีก็ได้ทำ เอฟทีเอกับหลายประเทศไปแล้ว เมื่อสักครู่นี้บรรดาสมาชิกวุฒิสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร หลายท่านได้พูดในเรื่องนี้ไปแล้วผมก็จะไม่ซ้ำมากในเรื่องรายละเอียด เพียงแต่กราบเรียนว่า หลายประเทศได้ออกหน้าเราไปแล้วโดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอาเซียน ถ้าหากว่า เรามัวชักช้าในเรื่องเอฟทีเอกับประเทศชิลีก็จะทำให้เราเสียเวลา ผมอยากจะกราบเรียนไป ในเรื่องของสิ่งที่ผมได้พบเห็นที่อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศท่านได้พูดว่า เรามีโอกาสที่จะขยายตัวเพิ่มขึ้น ถ้าหากว่าการค้าเสรีระหว่างไทย-ชิลีมีผลบังคับแล้วสินค้า ประมาณ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ ภาษีจะลดลงทั้งหมดเหลือ ๐ เปอร์เซ็นต์ ก็ยังไม่ค่อยมั่นใจว่า มันจะเป็นอย่างนั้นหรือไม่ อย่างไร แล้วก็อีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ที่เหลือก็จะทยอยลดภาษีลง ตามลำดับ ผมขออนุญาตอ่านรายละเอียดนิดเดียวครับท่านประธานเพื่อความเข้าใจ สินค้าที่ลดลงก็จะมีพวกยางรถยนต์ ปลาแปรรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า ผลิตภัณฑ์วัสดุก่อสร้าง ยางและผลิตภัณฑ์การยาง อัญมณี เป็นต้น ก็ทยอยลดลง ส่วนทองแดง เหล็กที่เราจะรับ จากเขาก็จะดีขึ้น แต่ว่าประเทศชิลีตามที่ท่านอธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศแถลง ท่านบอกว่าจะทยอยยกเลิกภาษีสินค้านำเข้าภายใน ๕ ปี ส่วนค่าบริการประเทศชิลีเปิดตลาด ให้ประเทศไทยเข้าไปจัดตั้งกิจการร้านค้าอาหาร สปา นวดแผนโบราณ อะไรต่ออะไรมากมาย สิ่งที่ผมอยากจะตั้งเป็นข้อสังเกตก็คือว่า ณ วันนี้ก็มีแต่สิ่งเหล่านี้ที่ออกมาแล้วรัฐบาลก็บอกว่า จะมีข้อตกลงอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ถึงเวลาทางปฏิบัติจริง ๆ แล้วเราก็พูดกันเสมอว่าคนที่ได้เปรียบ ก็คือคนที่นั่งอยู่ในหอการค้า หอการค้าใหญ่ได้เปรียบ แต่ว่าคนที่อยู่ต่างจังหวัด ประกอบการ อยู่ที่ต่างจังหวัดไม่ค่อยได้ทราบเรื่อง ไม่ค่อยได้รู้เรื่องเพราะว่ารัฐบาลประชาสัมพันธ์เรื่องนี้ น้อยมาก และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของผู้ประกอบการระดับกลางก็พูดกันอยู่เสมอ ระดับกลางจะมีโอกาสได้ทำธุรกิจกับต่างประเทศน้อยมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่อยู่ระดับพื้นล่าง เกือบจะไม่มีโอกาสได้รับรู้รับทราบเลย เพราะฉะนั้นสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องมี ความชัดเจนว่าในเรื่องของนักธุรกิจท่านจะกำหนดนักธุรกิจระดับใหญ่ว่าอย่างไร จะให้เขา ทำอะไร ระดับกลางทำอย่างไร ส่วนระดับล่างจะเอาอย่างไร สินค้าที่เราจะส่งออกได้นอกจาก สิ่งที่ผมได้กราบเรียนเบื้องต้นแล้วเราทำอยู่แล้วพวกรถยนต์ก็ดี พวกปูนซีเมนต์ก็ดี แม้กระทั่ง พวกปลาแปรรูปก็ดี มันต้องอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ถึงจะทำได้ อุตสาหกรรมขนาดเล็ก พวกสปา พวกอะไรต่าง ๆ ผมยังมองไม่เห็นหนทางว่ารัฐบาลจะมีแต่เขียนไว้อย่างนี้ใคร ๆ ก็เขียนได้ เขียนไว้แต่ว่าทำอย่างไร นวดไทยเป็นสิ่งที่ดีที่สุด ในโลกนี้ผมยังหาคนนวดเก่งเท่าคนไทยไม่ได้เลยท่านประธานครับ โดยส่วนตัวผมไปนวด มารอบโลกแล้วสู้คนไทยไม่ได้นะครับ ก็กราบเรียนว่าสิ่งเหล่านี้ อาหารไทย นวดไทย เราสามารถที่จะส่งเป็นสินค้าออกได้แล้วก็ไม่หนักนะครับ ไม่ต้องลงเรือใส่เป็นสินค้าไป เราส่งคนขึ้นเครื่องบินไปก็ได้แล้ว สิ่งเหล่านี้ถ้าหากว่าเราสามารถส่งสิ่งเหล่านี้ไปถึงต่างประเทศ ไปถึงประเทศชิลีได้โดยเฉพาะแรงงานถามว่ามีความชัดเจนไหมในเรื่องนี้ แรงงานเราจะทำอย่างไร ผมว่ารัฐบาลต้องเริ่มคิด ณ วันนี้แล้ว เพราะถ้าหากว่าเขาทำเอฟทีเอกับกับประเทศเวียดนาม แล้วทำเอฟทีเอกับพวกอาเซียนทั้งหลายแล้วอีกหน่อยแรงงานพม่าก็จะต้องไปล่วงหน้าเรา แรงงานเขมรไปล่วงหน้าเรา แรงงานเวียดนามไปล่วงหน้าเรา แล้วถามว่าแรงงานของเรานี่ เราจะส่งไปได้อย่างไร ก็กราบเรียนท่านประธานด้วยความเป็นห่วงว่าสิ่งที่เกิดขึ้น ณ วันนี้ ก็คือว่ามันเป็นโอกาสแค่ผู้ประกอบการรายใหญ่เท่านั้นที่จะได้ดำเนินการไม่ว่าจะเป็นเอฟทีเอ กับใครก็ตาม ฉะนั้นฝากรัฐบาลในภาพรวมด้วยว่าขอได้โปรดเถอะครับ พิจารณาในเรื่องของ โรงงานขนาดกลาง ๆ ผู้ประกอบการขนาดกลาง แล้วก็แรงงานของเราที่มีมากมายในประเทศ ที่มีคุณภาพผมว่าคุณภาพดีพอสมควรทีเดียว ก็ขอให้ดูแลในเรื่องนี้ด้วย ขอบคุณครับ

นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

ใช้เวลาพอสมควรนะครับ ขอเป็น ๒ ท่านสุดท้ายก็แล้วกันครับ ท่านประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ แล้วตามด้วย คุณหมอเจตน์นะครับ

นายประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกวุฒิสภา ขอนแก่น 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ประเสริฐ ประคุณศึกษาพันธ์ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาต กราบเรียนท่านประธานครับ ไทย-ชิลีจริง ๆ แล้วเราห่างกันคนละซีกโลกนะครับ ๑๒ ชั่วโมง การเดินทางก็เป็นปัญหาแล้วครับ ท่านจะเดินทางไปประเทศชิลีสายการบินมีอยู่ไม่กี่เส้นทาง จากกรุงเทพฯ ไปประเทศสเปน กรุงเทพฯ ไปกรุงปารีส กรุงเทพฯ ไปอัมสเตอร์ดัม แล้วก็ ต่อมาที่ลิมา หรือต่อมาที่เมืองหลวงของประเทศชิลี ดังนั้นเส้นทางการเดินทางไปประมาณ ๓๖ ชั่วโมงในแต่ละเที่ยวบิน ต้องนั่งพักแล้วต่อเวลาอีกประมาณ ๗ ชั่วโมง เป็นเรื่องที่ลำบาก ในการเดินทาง เหนืออื่นใดก็ตามการเดินทางโดยทางอากาศก็คือเร็วที่สุด แต่ถ้าการเดินทาง โดยเส้นทางทางน้ำนะครับ ออกจากท่าเรือที่ประเทศชิลีตรงมาทางแปซิฟิก อย่างไรก็ตาม ก็ต้องแวะประเทศสิงคโปร์ สินค้าที่เป็นพืชผลทางการเกษตรจากประเทศไทยไปประเทศชิลี เดือนหนึ่งมีเรือสักกี่ลำนะครับ สินค้าจากประเทศไทยที่เป็นผลผลิตทางการเกษตรไปอย่างไร ที่จะให้เก็บได้นานที่สุด ดังนั้นสินค้าของประเทศชิลีมาประเทศไทยต้องผ่านประเทศสิงคโปร์ เพราะไม่ได้เป็นลำเรือเลย แวะประเทศสิงคโปร์อีก ๒-๓ วัน หรือสินค้าจากประเทศไทย จะไปทางประเทศชิลีก็เช่นกัน ประเทศชิลีเองทองแดงเยอะครับ ทองคำก็เยอะครับ สินค้า จากประเทศชิลีที่เป็นทองคำขนไปขายทางประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ มีทองคำ แค่ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ตีตราอย่างเดียวแพงขึ้น ๑๕ เปอร์เซ็นต์ ต้องถามว่า ทองคำออกจากประเทศไหน ประเทศนั้นที่มีทองแดงประเทศนั้นก็มีทองคำ โดยธรรมชาติ ของสายแร่เป็นเช่นนั้น ดังนั้นการเดินทางโดยการขนส่งทางน้ำเป็นเรื่องที่รัฐบาลไทย ต้องพิจารณา ๘๐ เปอร์เซ็นต์ของการขนส่งสินค้าทั่วโลกอาศัยทางน้ำทั้งสิ้น กระผมเอง เคยกราบเรียนเสนอท่านกิตติรัตน์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ถึงเรื่องความเป็นไปได้ของการทำท่าเรือน้ำลึกของ ๒ ฝั่งทะเล คือฝั่งอันดามัน แล้วก็ ฝั่งอ่าวไทย ทำอย่างไรเรามีท่าเรือน้ำลึกของทั้ง ๒ ฝั่ง ตรงไปได้เลยครับไม่ต้องไปอ้อม แหลมมลายู ท่านประธานครับ แม้จะลงทุนเยอะแต่คุ้มค่าแล้วคุ้มค่าอีก ลงทุนเพื่อปัจจุบัน เพื่อหลานในอนาคต รุ่นพวกเราอาจจะยังไม่ทันได้ใช้นะครับ แต่ผมเชื่อว่ารุ่นลูกรุ่นหลานจะได้ใช้และจะได้เห็น ทำไมการขนส่งจากประเทศทางอเมริกาใต้ ต้องผ่านไปทางประเทศสิงคโปร์และต้องแวะถ่ายลำที่ประเทศสิงคโปร์ หรือต้องอ้อมไป ทางมลายูเพื่อส่งต่อไปทางประเทศอินเดีย อันนี้คือสิ่งที่เราเสียโอกาสมาก ก็ขออนุญาต ฝากท่านประธานว่าถ้ารัฐบาลมองเห็นการขนส่งทางทะเลมีประโยชน์จริง ๆ ท่าเรือน้ำลึก ๒ ฝั่งทะเลไทยเรามีภูมิศาสตร์ที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว แต่เราปล่อยปละตรงจุดนี้ข้ามไปเอง จุดนี้แม้มองว่าจะใช้เวลาในการพัฒนา ๒ ชายฝั่งแต่เป็นจุดที่เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ครับ ท่านประธาน ขณะเดียวกันจุดที่อยากจะเรียนว่านอกจากการขนส่งระยะไกลแล้วสิ่งหนึ่ง ก็คือเรื่องของภาษา ท่านประธานอยู่จังหวัดขอนแก่น ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่นสอนภาษาสเปน คณะสังคมศาสตร์สอนภาษาสเปนนะครับ ท่านเอกอัครราชทูตที่เดินทางไปจังหวัดขอนแก่น โดยเฉพาะทางท่านทูตประเทศเปรูท่านคุยกับนักศึกษาที่เรียนภาษาสเปน ท่านชม ด้วยความจริงใจนะครับว่าเด็กนักศึกษาที่เรียนในมหาวิทยาลัยขอนแก่นใช้ภาษาสเปนได้เก่ง เหมือนกับคนสเปนเลย แล้วเขาชมด้วยว่าเก่งกว่ามหาวิทยาลัยหลายแห่งซึ่งมีอยู่ ๓ แห่ง ทั้งหมดที่สอนในประเทศไทย ดังนั้นรัฐบาลต้องส่งเสริมด้านภาษาเพื่อให้ทันต่อการค้าขาย เอฟทีเอไทย-ชิลี เรื่องนี้เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องเร่งส่งเสริมนะครับ เพราะถ้าเรามีการลงทุน มากขึ้น ๆ ภาษาคือสิ่งหนึ่ง ประเทศชิลีคนใช้ภาษาสเปนทั้งนั้นละครับ ไปถึงภาษาอังกฤษ แทบไม่ได้ใช้เลย ดังนั้นจุดนี้เป็นจุดหนึ่งที่ภาษาคือสิ่งที่สื่อสาร ที่จะติดต่อค้าขาย สร้างความเข้าใจ สร้างความเชื่อมั่น อันนี้คือส่วนหนึ่งที่สำคัญ อีกส่วนหนึ่งที่ท่านกรรมาธิการอีก ๒ ท่าน ได้กล่าวไปข้างต้น พูดถึงเรื่องของอาหาร เรื่องของการนวดแผนไทย กระผมก็ขออนุญาต เสริมนิดหนึ่งว่าจริง ๆ แล้วเป็นเรื่องสินค้าบริการที่น่าส่งเสริม แต่ท่านประธานครับ อาหารไทย ไม่ใช่คนไทยเป็นเจ้าของ อาหารไทยคนเวียดนามเป็นเจ้าของ เราจะทำอย่างไร จุดนี้ เราจะทำอย่างไรที่ว่าอาหารไทยต้องคนไทยเป็นเจ้าของ ฉะนั้นคุณลักษณะของอาหารไทย คนเวียดนามทำอย่างไรก็ไม่ใช่อาหารไทย รสชาติไม่เหมือนกันหรอกครับผมชิมมาแล้ว ดังนั้นจุดนี้ก็ต้องขอฝากนักลงทุนหรือผู้ประกอบการทางด้านภาคบริการที่เดินทางไป ทางประเทศอเมริกาใต้ เราต้องส่งเสริมอาหารที่เป็นไทยแท้ ๆ ให้เขาชิม ให้เขารู้จัก รสชาติไทยเผ็ดคืออย่างไร เปรี้ยวคืออย่างไร ขณะเดียวกันอันนี้ก็น่าจะต้องคิดนะครับ เรื่องของนวดแผนโบราณ คนต่างชาติแต่งงานกับคนไทยแล้วไปเปิดกิจการที่โน่น บางกรณี ชื่อเสียงไทยเราดีอยู่แล้วเรื่องของนวดแผนโบราณ แต่ที่มีปัญหาก็คือการนวดแผนโบราณ ทำเป็นธุรกิจที่ตรงกันข้าม จุดนี้ก็เป็นจุดหนึ่งที่น่าห่วงนะครับ การพัฒนาความเจริญ ต้องไม่พลาดแล้วต้องไม่มองข้ามสิ่งที่เป็นจริยธรรม วัฒนธรรมไทยที่ดีด้วยนะครับ อีกข้อหนึ่งครับ สิ่งที่มีชื่อเสียงของไทยนอกจากอาหารและนวดแผนโบราณแล้วก็คือมวยไทย กราบเรียนท่านครับ มวยไทยคือศิลปะที่คนอเมริกาใต้ขณะนี้สนใจมาก ๆ ไม่ว่าประเทศเปรู ไม่ว่าประเทศชิลี ในแถบอเมริกาใต้มีค่ายมวยไทย คนที่เป็นเจ้าของค่ายมวยไทยก็คือคนในประเทศเขานั่นเอง นี่คือจุดหนึ่งที่เรามีโอกาสได้ถ่ายทอดนะครับ ทางเขาก็ได้มีโอกาสจ้างนักมวยไทยเป็น เทรนเนอร์ (Trainer) มีโอกาสที่จะได้คนไทยไปเป็นผู้สอน ขยับขยายธุรกิจทางด้านชื่อเสียง ทางด้านศิลปะป้องกันตัว ท่านประธานครับ ประเทศไทยเรามีอะไรที่ดี ๆ หลายอย่าง จริงอยู่ครับ กระผมได้กราบเรียนไปแล้วว่าทองคำไปพร้อมกับทองแดง ที่ไหนมีทองแดง ที่นั่นก็มีทองคำ ประเทศชิลีเป็นประเทศเดียวในโลกที่กำหนดราคาพรีเมียม (Premium) ของทองแดงทั่วโลก คือเรียกว่าโคเดลโค (CODELCO) ใหญ่ที่สุดในโลกก็คืออยู่ประเทศชิลี ในแต่ละสิ้นปีจะมี การประกาศราคาพรีเมียมที่จะเป็นการค้าขายในปีถัดไปนั้น ดังนั้นเขาจะประชุมที่ลอนดอน ประมาณเดือนตุลาคมในทุกปี การที่ประเทศชิลีเขากำหนดราคาได้เพราะเขาเป็นประเทศที่มี ทองแดงเยอะ ท่านจะสังเกตว่าในแต่ละครั้งถ้าเหมืองประเทศชิลีมีระเบิด เหมืองถล่ม มีแรงงานสไตรค์ (Strike) ของขึ้นทันทีเลยครับ หรือน้ำท่วมเหมืองด้วยเหตุใดก็ตาม ราคาทองแดงขึ้นโดยทันที แต่ขณะนี้ราคาทองแดงทั่วโลกกำลังลงเหมือนทองคำแล้วครับ ทั้ง ๆ ที่ค่าเงินบาทแข็งค่า ทั้ง ๆ ที่หุ้นขึ้นราคา แต่ทองแดงลงราคาครับ ที่ลงนี่เพราะว่า เศรษฐกิจของยุโรปไม่ดี การลงทุนไม่กล้าลงทุน รวมทั้งปัญหาของประเทศเกาหลีเหนือ รวมทั้งปัญหาของประเทศสหรัฐอเมริกาที่ยังไม่ดีก็เลยทำให้ราคายังซึมอยู่ในขณะนี้ ดังนั้น ทองคำที่เป็นสินค้าของประเทศชิลีที่ประเทศไทยเราซื้อมาด้วยส่วนหนึ่งถ้านักลงทุนมองว่า มีทิศทางที่ดีก็เป็นจังหวะหนึ่ง แต่ก็ยังไม่ควรซื้อในขณะนี้เพราะเชื่อว่ายังมีโอกาสที่จะลงได้ อีกต่อไป ก็เลยขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่านอกจากแร่โลหะที่เรามีค้าขายกับทาง ประเทศชิลีแล้ว พืชผลทางการเกษตรอื่นประเทศชิลีก็มีกระแสน้ำอุ่นที่ไหลมาชนกันทางฝั่ง ตะวันตกของประเทศทางมหาสมุทรแปซิฟิกเป็นแหล่งที่มีปลาป่นเยอะมาก ปลาป่นที่มา เมืองไทยเราก็ซื้อของเขาด้วยนะครับ ดังนั้นคุณภาพปลาป่นของเขาต้องถือว่ามาทำประโยชน์ ได้หลาย ๆ อย่าง ทางด้านพืชผลข้าวเราอาจจะแข่งขันกันอยู่นิดหนึ่งซึ่งเป็นสินค้าที่อ่อนไหว ทางด้านเครื่องซักผ้า ทางด้านหม้อหุงข้าว ทางด้านตู้เย็น ก็เป็นส่วนหนึ่งที่ประเทศชิลี ชอบสินค้าของประเทศไทย รถยนต์ รถกระบะ รถปิกอัพ เราจะเห็นว่าประเทศชิลี เขาใช้เยอะมากเหมือนกัน ดังนั้นการค้าขายโดยเอฟทีเอก็เป็นส่วนหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทยเรา สามารถกระจายสินค้าจากประเทศไทยระบายไปทางอเมริกาใต้ ๑๕ ประเทศ และยังขยาย ไปทางแถบแคริบเบียนได้อีก การเปิดเอฟทีเอไทย-ชิลีจะยิ่งทำให้ความสัมพันธ์และเศรษฐกิจ ระหว่าง ๒ ประเทศซึ่งประเทศไทยเราได้เปรียบแน่นอนอยู่แล้ว จึงขออนุญาตแล้วก็สนับสนุน การเปิดเอฟทีเอไทย-ชิลีโดยเร็ว ขอบพระคุณครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้ลงจากบัลลังก์ โดยมอบให้ นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุดท้ายนะครับ คุณหมอเจตน์ครับ

นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาการ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเทศไทยแห่งนี้ได้เลือกแล้วว่ายุทธศาสตร์ที่รัฐบาล ทั้งรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลในอดีตจะเดินไปข้างหน้าก็คือการทำเขตการค้าเสรีกับ ทุกประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้โดยผ่านการเจรจาเพื่อต่อรองความได้เปรียบ และความเสียเปรียบกับประเทศคู่เจรจาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเอฟทีเอไม่ว่าจะเป็นทวิภาคี หรือพหุภาคีก็กำลังจะตามเข้ามา เช่นเดียวกับข้อตกลงจะทำเอฟทีเอกับประเทศชิลี เช่นเดียวกัน โดยภาพรวมประเทศชิลีเป็นประเทศที่เราน่าจะทำเอฟทีเอ เพราะว่าประเทศชิลี อยู่ในอันดับ ๑๕ ของประเทศที่มีบรรยากาศน่าลงทุน ประเทศชิลีอยู่ในอันดับที่ ๒๔ ของโลก ที่เป็นประเทศที่ดีที่สุดในการดำเนินธุรกิจ แล้วประเทศชิลีเป็นประเทศที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ เป็นอันดับที่ ๗ ของโลกในปี ๒๕๕๕ แล้วข้อสำคัญก็คือว่าถ้าพิจารณาเฉพาะประเทศไทยกับประเทศชีลีเฉพาะด้านการค้า และบริการจะเห็นว่าในประเทศชิลีแล้วสินค้ามันจะเป็นลักษณะส่งเสริมซึ่งกันและกัน ในส่วนที่ประเทศชิลีมีก็ตรงกับที่ประเทศไทยต้องการเป็นส่วนใหญ่ ในส่วนที่ประเทศไทยมี ก็เป็นความต้องการของประเทศชิลีเช่นเดียวกัน เมื่อเราดูตารางของมูลค่าการส่งออก ของประเทศไทยไปประเทศชิลีจะเห็นได้ชัดเจนว่าสินค้าที่เด่นมากที่สุดก็คือรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบของรถยนต์ ซึ่งรายได้จากรถยนต์ อุปกรณ์ส่วนประกอบของรถยนต์ เป็นรายได้ที่มากมหาศาลในแต่ละปี รองลงมาอาจจะเป็นอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป โพลีเมอร์ (Polymer) เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง ส่วนประกอบปูนซีเมนต์ เม็ดพลาสติก และอื่น ๆ แต่ว่าด้านมูลค่าการนำเข้าของประเทศไทยจากประเทศชิลีเป็นสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะ สัตว์น้ำสดแช่เย็นแช่แข็ง แปรรูปกึ่งสำเร็จรูป เยื่อกระดาษ และเศษกระดาษเท่านั้น ที่เป็นสินค้าส่งออกเป็นหลัก ๆ ท่านประธานครับ เอฟทีเอมันไม่ได้มีด้านดีด้านเดียว มันมีด้านเสียด้วย เพราะฉะนั้นในการทำเอฟทีเอรัฐจะต้องคำนึงถึงผู้ได้รับผลกระทบ จะเยียวยาแก้ไขเขาอย่างไร ในเรื่องของประเทศชิลี ปัญหาของประเทศชิลีก็คือว่าประเทศชิลี ทำเอฟทีเอ ๒๑ ฉบับ กับ ๕๗ ประเทศ เพราะฉะนั้นมันมีข้อดีก็คือว่าเราสามารถทำเอฟทีเอ กับประเทศอื่น ๆ ผ่านทางประเทศชิลีโดยทางอ้อม ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้มีมากมายนะครับ ท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำหรับลาตินอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นโกลบัล ซิสเท็ม ออฟ เทรด พรีเฟอเรนซ์ส อะมัง ดีวิลอปปิง คันทรีส์ (Global System of Trade Preferences Among Developing Countries) หรือสินค้าซึ่งมีถึง ๔๓ ประเทศ มีทั้งประเทศในทวีปแอฟริกา ประเทศในทวีปอเมริกา แล้วก็ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ท่านประธานครับ ยังมีนะครับ ประเทศชิลียังทำเอฟทีเอกับประเทศแคนาดา กับประเทศเม็กซิโก กับกลุ่มประเทศ อเมริกากลาง ซึ่งมีประเทศคอสตาริกา ประเทศเอลซัลวาดอร์ ประเทศฮอนดูรัส แล้วก็ ประเทศกัวเตมาลา แล้วก็ยังมีทำเขตการค้าเสรีกับประเทศจีน ประเทศปานามา ประเทศโคลัมเบีย และประเทศตุรกี ประเทศจีนนี่พอดีเรามีเอฟทีเอกับประเทศจีนอยู่แล้วตรงนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ว่าในประเทศที่กล่าวชื่อมาทั้งหมดเป็นประเทศที่เราจะได้ผลประโยชน์ในการทำเอฟทีเอทางอ้อม นี่คือข้อดี แต่ข้อเสียก็คือว่าสินค้าในประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ไม่นับประเทศชิลี แล้วจะเป็นสิ่งที่ ประเทศชิลีทำเอฟทีเอกับประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น สินค้าต่าง ๆ จะทะลักเข้ามาในประเทศเรา อันนี้ข้อเสีย เพราะฉะนั้นรัฐบาลซึ่งเป็นผู้เจรจาผ่านกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ต้องพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียเหล่านี้

ผมขออีกประเด็นหนึ่งแล้วกันท่านประธานเป็นประเด็นเดียวคือประเทศชิลี เป็นประเทศที่ทำทีพีพี ทรานส์แปซิฟิก พาร์ทเนอร์ชิพ กับประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหัวเรือใหญ่ที่ทำทีพีพีเพื่อโดดเดี่ยวประเทศจีน แต่ว่าประเทศจีนทำเอฟทีเอกับประเทศไทย ทั้งโดยตรงและผ่านพหุภาคีอาเซียน อาเซียน+๓ และอาเซียน+๖ เพราะฉะนั้นการที่ ทางประเทศสหรัฐอเมริกาจะทำเอฟทีเอกับประเทศไทยซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างเจรจาผ่านทีพีพี ซึ่งผมดูแล้วความจำเป็นข้างหน้ามันคงจะหนียาก เพราะว่าประเทศต่าง ๆ ที่เราทำเอฟทีเอไปแล้ว มันก็จะมีตั้ง ๔ ประเทศที่เขาเป็นเอฟทีเอกับประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ คือประเทศสิงคโปร์ ประเทศบรูไน ประเทศเวียดนาม และประเทศมาเลเซีย เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาต้องการ ที่จะโดดเดี่ยวประเทศไทยก็เป็นยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยจะต้องหาเพื่อนผ่านทางอาเซียน+๓ และอาเซียน+๖ เช่นเดียวกับประเทศจีน เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ก็คือว่าประเทศไทย ก็จะต้องทำเอฟทีเอกับทุกประเทศที่เราเห็นว่าเราได้ประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าในกรณีที่เราทำกับประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวมันก็จะเป็น ปัญหาในการเจรจาต่อรองเพราะประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก เราตัวเล็กเกินไปที่เราจะ เจรจาทวิภาคีกับประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นในกรณีที่เราผ่านการเจรจาจากพหุภาคี เราน่าจะได้ประโยชน์ตรงนั้นมากกว่า แต่ผมจะชี้ให้เห็นว่าในกรณีที่เราจะเจรจาเอฟทีเอ กับประเทศชิลีซึ่งอยู่ในทีพีพีนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่เราจะต้องดูแล้วก็ระวังในเรื่องที่จะเกี่ยวพัน ซึ่งเราจะต้องมองไปข้างหน้าในกรณีที่เราจะต้องทำ เราจะต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีพีพี แล้วก็ทีพีพีเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเร่งการเจรจาเรื่องทีพีพีมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการมาเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีบารัค โอบามา แล้วก็ทีพีพีนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เวลาเจรจาเพียง ๒ ปี จัดประชุมไป ๑๗-๑๘ ครั้ง เห็นได้ชัดว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องการผลักดันทีพีพีออกหน้าโดยทีพีพีนี้ไม่มีประเทศจีน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมเห็นว่าทางรัฐบาลควรจะเจรจาแล้วก็ดูในเรื่องของเอฟทีเอกับประเทศชิลี อย่างรอบคอบ ก็อยากจะฝากไว้ แต่ท้ายที่สุดแล้วครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยกับการทำ เอฟทีเอกับประเทศชิลี แล้วผมเห็นว่าถ้ารัฐบาลเจรจาในสิ่งที่เราได้ประโยชน์ แล้วก็เยียวยา ในภาคการค้าและบริการที่เราเสียประโยชน์ แล้วตรงนั้นก็นับว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศไทยอย่างมหาศาล แล้วในเรื่องของความตกลงการค้าเสรีในฉบับนี้เป็นฉบับเดียว ที่เราได้รวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการค้าสินค้า พิธีการศุลกากร กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการปกป้องและเยียวยาทางการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช มาตรการ อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า การค้าบริการ การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ ความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจ แล้วก็ความโปร่งใส ทั้งหมดเป็นการเจรจาในกรอบเจรจาครั้งเดียว อันนี้ ผมก็เห็นด้วยมันจะได้เสร็จไปทีเดียวเลย แล้วท้ายที่สุดผมขอว่าในสิ่งที่เราจะอนุมัติ กรอบความตกลงการค้าเสรีตรงนี้ผมเห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เป็นอันว่าท่านสมาชิก ทุกท่านอภิปรายจบนะครับ ผมขอปิดการอภิปรายนะครับ จะให้ท่านรัฐมนตรีได้ชี้แจง ในประเด็นที่เป็นคำถาม ท่านสมาชิกครับ หลังจากนั้นจะขอมติที่ประชุมนะครับ เชิญท่านรัฐมนตรีครับ

นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้รับมอบหมาย ให้เป็นผู้เสนอกรอบการเจรจาเอฟทีเอไทย-ชิลีต่อรัฐสภา โดยรัฐบาลได้มอบหมายนะครับ ท่านประธานครับ กรอบการเจรจาหรือว่าหนังสือสัญญาอะไรก็แล้วแต่ที่จะทำให้มีผลผูกพัน ทางการค้าตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งกรอบเจรจาเอฟทีเอไทย-ชิลีนี้ก็เป็นฉบับหนึ่งที่จะต้องนำเข้าสู่ การพิจารณาของรัฐสภา โดยในวรรคสองของมาตรา ๑๙๐ ได้ระบุไว้ชัดเจนนะครับว่า ก่อนการดำเนินการจะต้องมีการเสนอกรอบต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบ ซึ่งรัฐธรรมนูญ ปี ๒๕๕๐ ได้ระบุเอาไว้เช่นนั้น แม้ว่าการเริ่มต้นที่จะให้มีการพูดจาหรือว่าเจรจากัน ในเรื่องกรอบเอฟทีเอระหว่างไทยกับชิลีนั้นเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ก็ตามในสมัยอดีต ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร แต่การดำเนินการทั้งหมดจะมาขมวดแล้วก็นำกรอบ ผ่านคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจระหว่างประเทศ กนศ. กับผ่านคณะรัฐมนตรี เพื่อเข้ามาสู่รัฐสภาในปี ๒๕๕๓ ซึ่งก็อยู่ในช่วงรัฐบาลที่ผ่านมา ดังนั้นก็กราบเรียนว่า เอกสารหลายชนิด หลายอย่าง เรื่องของการศึกษา เรื่องของการทำประชาพิจารณ์ ย่อมจะเกิดขึ้นก่อนที่จะมีการเสนอกรอบเข้าสู่รัฐสภาในช่วงปี ๒๕๕๓ เอกสารบางชนิดจึงไม่สามารถที่จะนำมาหรือว่าไม่สามารถที่จะเอามาเสนอในคราวนี้ได้ เนื่องจากว่าการนำกรอบการเจรจาเข้ามาเสนอต่อรัฐสภาในคราวนี้เป็นไปตามวรรคสาม ก่อนที่จะมีการไปลงนามให้มีผลบังคับใช้ ท่านประธานสภาที่เคารพ เหตุผลที่ท่านสมาชิก ทั้งหลายได้มีการอภิปรายในระยะเวลาตั้งแต่เดือนที่แล้วที่เสนอเข้ามาครั้งที่ ๑ แล้วก็ การอภิปรายไม่จบสิ้นตลอดจนมาถึงเช้าวันนี้ สิ่งที่กระผมสดับตรับฟังแล้วสรุปก็คงจะเป็น เรื่องมาตรการที่ท่านทั้งหลายได้ให้ความเป็นห่วงก็คือเรื่องของการเยียวยาผู้ที่ได้รับ ผลกระทบต่อการลงนามในสัญญาเอฟทีเอฉบับนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ ในอดีตได้มี การจัดตั้งกองทุนที่เรียกว่ากองทุนเพื่อจะดูแลผลกระทบจากการลงนามในสัญญาเอฟทีเอ ซึ่งในแต่ละปีที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ก็ได้รับจัดสรร งบประมาณจากสำนักงบประมาณในจำนวนแตกต่างกันไปในแต่ละปี จะกราบเรียน โดยสรุปย่อ ๆ ก็คือว่าตั้งแต่ปี ๒๕๕๐ มาจนถึงปี ๒๕๕๕ การใช้เงินงบประมาณ ในการดำเนินการดูแลหรือว่าให้ความช่วยเหลือต่อพี่น้องหรือว่าผู้ประกอบการที่ได้รับ ผลกระทบจากเอฟทีเอ การลงนามในสัญญาเอฟทีเอหลาย ๆ ฉบับนั้นมีปริมาณสูงถึง ๒๙๐ ล้านบาท และในปี ๒๕๕๖ นี้ทางกระทรวงพาณิชย์เองได้รับงบประมาณจัดสรร จากสำนักงบประมาณเป็นจำนวนเงิน ๕๕ ล้านบาท แล้วก็มีโครงการที่ขอรับความช่วยเหลือ ทั้งหมดประมาณ ๑๑ โครงการ ซึ่งถ้าหากรวมวงเงินที่ขอความช่วยเหลือมาแล้วจะมีประมาณ ๑๒๐ ล้านบาท แต่เนื่องจากว่าได้รับการจัดสรรงบประมาณมาเพียง ๕๕ ล้านบาทเท่านั้น ทางกระทรวงและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องก็คงจะไปดูแล้วก็ดูความสำคัญเรียงตามลำดับนะครับ ก็จะดำเนินการในเรื่องนี้ต่อไป หากมีการลงนามในสัญญาและปรากฏมีผลกระทบมากกว่า ก็คงจะได้ไปของบประมาณจากสำนักงบประมาณในปีต่อไปเพื่อจะมาเยียวยาแล้วก็ช่วยเหลือ

ท่านประธานที่เคารพ เราคงหลีกเลี่ยงไม่ได้นะครับว่าการเจรจาเอฟทีเอนั้น มันเป็นเทรนด์ (Trend) มันเป็นทิศทางของการค้าของโลกในปัจจุบันและในอนาคต ท่านสมาชิกหลายท่านได้มีการอภิปรายว่าประเทศชิลีนั้นมีการลงนามเอฟทีเอหลายสิบฉบับ กับหลายสิบประเทศทั่วโลก ประเทศไทยก็อยู่ในข่ายที่ไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงการค้าในระบบ ปัจจุบันแล้วก็ในอนาคต ดังนั้นการเจรจาเอฟทีเอก็เป็นเครื่องมืออันหนึ่งที่จะทำให้ประเทศไทย ยังสามารถคงศักยภาพแล้วก็ความสามารถในการแข่งขันทางการค้ากับประเทศอื่น ๆ ได้ต่อไป การเอฟทีเอไม่ว่าจะเป็นพหุภาคี ทวิภาคี หรือจะเป็นในรูปกรอบใดก็แล้วแต่ระหว่างภูมิภาค ต่อภูมิภาค หรือประเทศต่อประเทศมันก็จะมีผลทั้งทางตรงและทางอ้อมทั้งสิ้น ท่านสมาชิก หลายท่านได้อภิปรายว่าเจรจาเอฟทีเอในบางฉบับก็จะได้ผลในทางอ้อม บางฉบับก็ได้ผล ในทางตรงมากกว่า ซึ่งนั่นก็เป็นข้อเท็จจริงซึ่งรัฐบาลนี้และรัฐบาลที่ผ่านมา ตลอดจนรัฐบาล ที่จะมาในอนาคตก็คงจะต้องตระหนักนะครับว่าการดำเนินการเจรจาเอฟทีเอนั้นคงไม่สามารถ จะหลีกเลี่ยงได้ การเจรจาเอฟทีเอในแต่ละฉบับ แต่ละประเทศก็จะต้องยกเอาคุณสมบัติ ของตนเอง ไม่ว่าจะเป็นเกตเวย์อย่างที่ท่านอภิปราย คำว่า เกตเวย์ ก็คงหมายถึงประตู ทางการค้า ช่องทางทางการค้า ถ้าพูดตามภาษาชาวบ้านโดยทั่วไปนะครับ เพราะฉะนั้น มันไม่ได้หมายความว่าเมื่อเราระบุว่าใครเป็นเกตเวย์แล้วจะต้องใช้ประตูนั้นในการทำการค้า เพียงเท่านั้น ในความหมายกว้าง ๆ ก็คือว่าเมื่อการเจรจาเอฟทีเอสำเร็จเสร็จสิ้นลง ประเทศ คู่ค้าคู่สัญญาซึ่งจะได้ประโยชน์ในความตกลงเอฟทีเอระหว่างกัน สามารถดำเนินการ ทางการค้าผ่านประเทศคู่ค้าหรือว่าคู่สัญญาเหล่านั้นไปยังประเทศอื่น ในทางอ้อมเหมือนกับ ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้อภิปรายไปเมื่อสักครู่นะครับ ซึ่งผมเห็นว่าเรื่องนี้มันเป็นเรื่องที่ดำเนินการ กันโดยทั่วไป แล้วประเทศไทยเมื่อเจรจาเราก็วางโพซิชัน (Position) วางตำแหน่งของประเทศไทย เป็นเกตเวย์หรือว่าเป็นประตูสู่การลงทุนสำหรับอาเซียน เนื่องจากว่าเรามีความเข้มแข็ง ในอุตสาหกรรมหลายชนิดด้วยกันครับท่านประธาน ท่านประธานครับ ผมต้องขอบพระคุณ ท่านสมาชิกหลายท่านที่ได้ให้ความเป็นห่วงต่อประเด็นที่จะมีการไปลงนามตามกรอบเอฟทีเอ ไทย-ชิลี แล้วก็ในประเด็นเรื่องของการเตรียมการที่จะให้การเยียวยาหรือว่าชดเชย ต่อผู้ที่ได้รับผลกระทบ เรื่องนี้รัฐบาลจะขอรับเอาไปดูให้ละเอียดแล้วก็จะเอาไปดำเนินการ ให้รอบคอบเพื่อให้ผู้ที่ได้รับผลกระทบนั้นได้รับการเยียวยาที่เหมาะสมตามเจตนารมณ์ ของรัฐธรรมนูญต่อไป

ส่วนในประเด็นเรื่องที่ท่านได้ตั้งข้อสังเกตแล้วก็ฝากมาหลายเรื่อง ก็ขออนุญาต รับไปเพื่อให้ทีมงานได้นำไปศึกษา แล้วก็เอาไปดำเนินการให้เหมาะสมและสอดคล้อง ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ต่อไป ผมจะขอมติที่ประชุมนะครับว่าจะให้ความเห็นชอบกับความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาล แห่งสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่นะครับ แต่ก่อนที่จะลงมตินะครับ ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมได้เข้าประชุมนะครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุม ขอความกรุณาเข้าห้องประชุมในเวลานี้นะครับ เมื่อท่านอยู่ห้องประชุมแล้ว ท่านกรุณากดปุ่มแสดงตน เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมตินะครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมนะครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้วขอให้ท่านได้กรุณาแสดงตน โดยการกดปุ่มแสดงตนนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

ทุกท่านแสดงตนเรียบร้อยนะครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านได้แสดงตนเรียบร้อยหรือยังครับ เมื่อทุกท่านแสดงตนเรียบร้อย ขอส่งผลการแสดงตนครับ ท่านสมาชิกแสดงตนทั้งสิ้น ๓๙๐ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ต่อไปผมจะขอมติจากที่ประชุมว่าจะให้ความเห็นชอบกับความตกลงการค้า ระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยหรือไม่ ถ้าท่านผู้ใดเห็นชอบ ท่านได้กรุณากดปุ่ม เห็นชอบ ถ้าท่านผู้ใดไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นชอบ ถ้าท่านผู้ใด ไม่ควรออกเสียงจะงดออกเสียงท่านก็กดปุ่ม งดออกเสียง เชิญทุกท่านลงมติครับ เชิญทุกท่าน ได้ใช้สิทธิลงมติได้ครับ ท่านใดที่ยังไม่ลงมติและประสงค์จะลงมติ ท่านได้กรุณาลงมตินะครับ ผมจะยังไม่ปิดการลงมติ และเมื่อถ้าผมบอกว่าปิดการลงมติแล้ว ถ้ามีสมาชิกท่านใดท่านหนึ่ง จะขอลงมติผมจะไม่ยินยอมให้ลงมตินะครับ เชิญทุกท่านได้ใช้สิทธิครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

เมื่อปิดการลงมติแล้ว จะไม่มีท่านใดท่านหนึ่งที่จะรับอนุญาตให้ลงมตินะครับ มีท่านใดไหมครับที่ยังไม่ได้ลงมติครับ ถ้าทุกท่านลงมติเรียบร้อยแล้วปิดการลงมติ ส่งผลครับ ผลการลงมตินะครับ ท่านสมาชิก ๔๘๑ ท่าน เห็นชอบกับข้อตกลงนี้ ๔๗๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมได้เห็นชอบกับความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลสาธารณรัฐชิลี และรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยเรียบร้อยนะครับ ขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีนะครับ

เชิญครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผม ขอเสนอเปลี่ยนระเบียบวาระการประชุมครับท่านประธาน โดยอาศัยข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ข้อ ๓๑ (๒) ประกอบกับข้อ ๑๙ โดยจะขอเลื่อนเรื่องด่วนลำดับที่ ๑๘ และเรื่องด่วนลำดับที่ ๑๙

เรื่องด่วนลำดับที่ ๑๘ คือ ร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

ต่อด้วยเรื่องด่วนลำดับที่ ๑๙ นั่นก็คือ บันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาล แห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว ราชอาณาจักรไทย ในการเริ่มใช้ความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรกัมพูชา รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาชนจีน รัฐบาลแห่งสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว รัฐบาลแห่งสหภาพเมียนมาร์ รัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม เพื่ออำนวยความสะดวก ในการขนส่งสินค้าและบุคคลข้ามพรมแดนที่จุดผ่านแดนเชียงของราชอาณาจักรไทย และห้วยทราย สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาว และจุดผ่านแดนบ่อเต็น สาธารณรัฐ ประชาธิปไตยประชาชนลาว และโมฮาน สาธารณรัฐประชาชนจีน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

โดยเรื่องด่วนลำดับที่ ๑๘ และลำดับที่ ๑๙ นี้นะครับ ขอเลื่อนขึ้นมาพิจารณาต่อ เรื่องที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อน ลำดับที่ ๒ นั่นก็คือเรื่อง ขอให้รัฐสภา มีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่อง รายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ รายงานของคณะกรรมาธิการ และญัตติ ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้ ตามมาตรา ๑๓๖ (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ)

จากที่ได้มีการพูดคุยกับการประชุมวิป ๓ ฝ่าย ก็คือทางวิป (Whip) วุฒิสภา วิปรัฐบาล และวิปฝ่ายค้าน ซึ่งท่านประธานรัฐสภานั้นไปทำหน้าที่เป็นประธานวิป ๓ ฝ่าย ก็เป็นข้อตกลงว่าเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนก็คือ เรื่องด่วนลำดับที่ ๑๘ และเรื่องด่วนลำดับที่ ๑๙ จึงขอเลื่อนเรื่องดังกล่าวขึ้นมาพิจารณาตามความจำเป็นเร่งด่วนที่ได้รับทราบจากทางหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง ขอผู้รับรองด้วยครับ

(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีผู้รับรองถูกต้องนะครับ ท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอเรียนต่อท่านประธานนะครับ ผมเป็นกรรมการประสานงานร่วม ๓ ฝ่าย ซึ่งท่านประธาน รัฐสภาได้แต่งตั้งผมไปร่วมกับคณะนี้ ในการประชุมเมื่อครั้งที่แล้วนั้นท่านประธานเอง ได้มอบหมายให้ท่านประธานวิปฝ่ายรัฐบาล ท่านอำนวย คลังผา เป็นประธานในที่ประชุม มติที่ประชุมไม่ได้เป็นไปอย่างที่ท่านปรีชาพลรายงานต่อที่ประชุมเมื่อสักครู่ครับ มติพูดกัน ชัดเจนว่าเมื่อเราพิจารณาเรื่องความตกลงการค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลี กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยแล้วก็จะตามด้วยเรื่องที่ ๒ เป็นตามปกติ

ซึ่งเรื่องที่ ๒ ก็คือขอให้รัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่อง รายงานแสดงผล การดำเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รายงานของคณะกรรมาธิการ และญัตติ ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้ตามมาตรา ๑๓๖ (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (วุฒิสภา เป็นผู้เสนอ) และเป็นที่ยอมรับในที่ประชุมด้วยซ้ำว่าในเรื่องค้างพิจารณา (๔) เรื่องที่ค้างพิจารณา ขอให้รัฐสภามีมติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณา รายงานแสดงผล การดำเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ได้ตามมาตรา ๑๓๖ (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ เป็นผู้เสนอ) นั้นจะเป็นเรื่องในทำนองเดียวกันซึ่งจะนำมาพิจารณาร่วมกันด้วย ผมเลย ไม่เข้าใจครับท่านประธานว่าทำไมท่านประธานอำนวย คลังผา จึงได้ขอให้ทางฝ่ายของรัฐบาล มากลับมติของที่ประชุมครับ ผมขอคำชี้แจงครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านปรีชาพลครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ใช่ครับ ตามที่ท่านบุญยอดพูดเมื่อสักครู่นะครับ ในการประชุมวิป ๓ ฝ่าย ซึ่งจริง ๆ แล้วตัวกระผม ไม่ได้อยู่ในห้องประชุมด้วย แต่ก็ได้รับการแจ้งจากทางท่านประธานอำนวยว่ามีข้อตกลงกันว่าวันนี้เราจะพิจารณากัน ตามลำดับที่มีการพูดเมื่อสักครู่นี้นะครับ แต่จากที่ได้นำเรียนท่านประธานแล้วก็เตรียมการแล้ว ก็ขออนุญาตชี้แจงผ่านท่านประธานไปถึงท่านบุญยอดว่าเท่าที่ทราบนะครับ ในขั้นตอนของ การดำเนินการในการพิจารณาเรื่องที่ ๒ นั่นก็คือเรื่องที่วุฒิสภาขออนุมัติรัฐสภาเพื่อให้พิจารณา ผลงานรัฐบาลแล้วก็จะมีเรื่องพ่วงมาอีก ๑๐ เรื่อง เมื่อถึงคราวเข้าสู่ระเบียบวาระนะครับ ท่านประธานรัฐสภาก็จะนำเอาเรื่องที่ค้างการพิจารณาเรื่องที่ ๔ นั่นก็คือเรื่องที่ทาง ท่านจุรินทร์ ประธานวิปฝ่ายค้านได้เสนอในเรื่องที่จะขอให้มีการพิจารณาแถลงผลงานรัฐบาล ในส่วนของสภาผู้แทนราษฎรเช่นกัน ซึ่งจริง ๆ เรื่องนี้ท่านบุญยอดถ้ารอสักนิดหนึ่ง จะไม่ใช่เรื่องของการที่ท่านประธานอำนวยไปดำเนินการในการเปลี่ยนมติหรืออย่างไร แต่ได้รับการประสานงานแล้วอาจจะเป็นความผิดพลาดของผมเองที่ยังไม่ได้แจ้งท่านบุญยอด ก็ขอประทานอภัยในที่แห่งนี้ด้วย แต่สุดท้ายสรุปก็คือตามขั้นตอนแล้วก็ตามข้อตกลงที่ได้ พูดคุยกันไว้ก็นำเรียนท่านประธานไปถึงเพื่อนสมาชิก กราบขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านบุญยอดครับ วันนี้ ประชุมจบหมดทุกเรื่องนะครับ เพียงแต่ว่าจะจัดลำดับเพื่อที่จะให้มันอยู่ในเรื่องเดียวกันก็คือ เรื่องของการเห็นชอบ วันนี้ได้ลงมติได้พิจารณาแน่ท่านไม่ต้องห่วงครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ผมต้องกราบเรียนท่านนะครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ประเด็นนี้พูดกันแล้ว ในคณะกรรมการประสานงาน ๓ ฝ่ายพูดกันแล้วว่าจะอยู่ตรงไหน ผมให้เหตุผลต่อที่ประชุมไปว่า เรื่องที่ ๒ เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนนะครับ แล้วมีมติไปแล้วว่าให้เลื่อนขึ้นมาแล้ว เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าถ้าเราจะต้องมานั่งอธิบายว่าคณะกรรมการ ๓ ฝ่ายพิจารณาอย่างไร ถ้าอย่างนั้น ก็ไม่ต้องมีคณะกรรมการ ๓ ฝ่ายเพราะมันไม่มีประโยชน์เลยครับ นี่คือการหักมติที่ประชุมครับ ตกลงเรียบร้อยแล้วลำดับที่ ๑ ลำดับที่ ๒ ตามกันมา ลำดับที่ ๒ บวกลำดับที่ ๔ ของท่านจุรินทร์ แล้วก็ค่อยตามมาว่าถ้าจะขอเลื่อนลำดับที่ ๑๘ ลำดับที่ ๑๙ ก็ไม่ขัดข้อง นี่คือมตินะครับ ผมไม่เข้าใจครับว่าจะมีการประสานงานอะไรตอนหลัง หลังจากประชุมเสร็จแล้วอย่างนี้ เรียกว่าหักมติ ท่านประธานครับ เรื่องอย่างนี้ผมรับไม่ได้ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณท่านบุญยอด ท่านปรีชาพลหรือท่านอุดมเดชชี้แจงอีกทีไหมครับ หรือว่าจะเป็นไปตามระเบียบวาระเลยไหมครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วขออนุญาตนำเรียนท่านประธาน ไปถึงเพื่อนสมาชิกท่านบุญยอดนะครับ จริง ๆ สิ่งที่ท่านพูดก็คือสิ่งที่ผมกำลังดำเนินการอยู่ นี่ละครับ ผมขอเสนอเลื่อนเรื่องด่วนลำดับที่ ๑๘ และลำดับที่ ๑๙ มาต่อจากเรื่องที่ที่ประชุม เห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาต่อก่อนเรื่องที่ ๒ แล้วก็ไม่ได้มีอะไรผิดแปลกไปจากที่ท่านเสนอ เมื่อสักครู่นี้เลย ฉะนั้นก็ยืนยันคำเดิมว่าเราดำเนินการตามที่ประชุมวิป ๓ ฝ่ายนั้นเห็นชอบ เห็นพ้องต้องกันครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

คือจะพิจารณาตอนนี้ หรือพิจารณาต่อจากจบเรื่องความตกลงแล้ว ผลสุดท้ายคือวันนี้ได้มีการพิจารณาทั้ง ๔ เรื่องนี้ แน่นอนครับ ท่านนริศเชิญครับ

นายนริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พัทลุง

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นริศ ขำนุรักษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดพัทลุง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ผู้เสนอขอเลื่อนระเบียบวาระ คุณปรีชาพลขออนุญาตที่เอ่ยนาม คือเสนอแล้ว ก็ใช้ถ้อยคำก่อน ๒ แบบนี้ท่านบุญยอดเลยสับสน ผมเสนอว่าพิจารณาลำดับที่ ๒ เสร็จแล้ว ถึงเลื่อนลำดับที่ ๑๘ ลำดับที่ ๑๙ เช่นนั้นใช่หรือไม่ ถ้าใช่ก็ยุติได้ แต่ตอนท่านลุกขึ้นเสนอ ๆ บอกว่าเลื่อนมาก่อนลำดับที่ ๒ คือเอาพอลำดับที่ ๑ จบพอชิลีจบแล้วก็ลำดับที่ ๑๘ ลำดับที่ ๑๙ แล้วไปลำดับที่ ๒ นั่นคือถ้อยคำที่ท่านเสนอขอให้ท่านลุกขึ้นเสนออีกครั้งหนึ่งว่าก่อนหรือหลัง ลำดับที่ ๒ จะได้ยุติครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านปรีชาพลเสนอให้ชัดเจนครับ

ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ขอนแก่น

ท่านประธาน ที่เคารพ เพื่อนสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม ร้อยโท ปรีชาพล พงษ์พานิช สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จากจังหวัดขอนแก่น พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่นี้ผมเสนอไปชัดเจนนะครับ นั่นก็คือเสนอให้มีการเลื่อนเรื่องด่วนลำดับที่ ๑๘ และลำดับที่ ๑๙ ขึ้นมาพิจารณาต่อจาก เรื่องที่ที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนลำดับที่ ๒ ไม่ได้เลื่อนขึ้นมาก่อนลำดับที่ ๒ ขอให้ฟังดี ๆ นะครับ ก็ยืนยันคำเดิมผมคิดว่าคงไม่ต้องเสนอใหม่นะครับ เมื่อสักครู่เพื่อนสมาชิก ก็รับรองไปเรียบร้อยเพียงแต่ให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เพราะฉะนั้นเวลานี้ท่านปรีชาพล เสนอให้เลื่อนเรื่องที่ ๑๘ เรื่องที่ ๑๙ ขึ้นมาพิจารณาก่อนลำดับที่ ๒ นะครับ หลังระเบียบวาระที่ ๒ ถูกต้องนะครับ จะได้จบเรื่อง

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เรียนท่านประธานครับ บุญยอดอีกครั้งนะครับ เห็นไหมครับว่าท่านประธานยังสรุปผิดเลยครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขออภัยครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

เพราะฉะนั้น ไม่ใช่ความผิดของผมคนเดียวนะครับ คือเอาให้ชัดเจนว่าเดี๋ยวเราจะพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๒ ถูกไหมครับ แล้วก็อาจจะพ่วงเรื่องที่ ๔ ด้วยเพราะเป็นเรื่องทำนองเดียวกัน แล้วก็จะมาต่อ เรื่องที่ ๑๘ เรื่องที่ ๑๙ ตามนี้นะครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ตกลงตามนี้นะครับ เราจะพิจารณาในเรื่องที่ ๒ จบแล้วที่ประชุมไม่ขัดข้องนะครับที่จะให้เลื่อนเรื่องที่ ๑๘ เรื่องที่ ๑๙ มาพิจารณาต่อจากเรื่องที่ ๒ ไม่ขัดข้องนะครับ

(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)

ผมจะได้ไม่ต้องขอมติ ในเรื่องที่ ๒ นี้คือขอให้รัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่องรายงานผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รายงานของคณะกรรมาธิการ และญัตติในสมัยประชุมสามัญ นิติบัญญัติตามมาตรา ๑๓๖ (๕) ของรัฐธรรมนูญ เชิญทางวุฒิสภาเสนอครับ ท่านสุรชัยครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา และเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา ขอเรียนชี้แจงในข้อที่ ๒ ขอให้รัฐสภา มีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่องรายงานแสดงผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ รายงานของคณะกรรมาธิการ และญัตติในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติได้ ตามมาตรา ๑๓๖ (๕) ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ให้ที่ประชุมได้ทราบรายละเอียด ดังต่อไปนี้ มีเอกสารที่แนบท้ายเป็นบัญชีรายชื่อ ขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้มีมตินะครับ มีทั้งหมด ๑๑ รายการ

รายการแรก คือรายงานผลการแสดงของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ

รายการที่ ๒ รายการที่ ๓ รายการที่ ๔ รายการที่ ๕ รายการที่ ๖ เป็นรายงาน การพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการได้พิจารณาเสร็จแล้ว

บัญชีรายชื่อหมายเลข ๗ หมายเลข ๘ หมายเลข ๙ หมายเลข ๑๐ หมายเลข ๑๑ นั้น เป็นญัตติคณะกรรมาธิการของวุฒิสภาเราเอง ในวิปได้พิจารณาเห็นว่าในญัตติทั้งหมด ๑๑ เรื่องนั้น มีความสำคัญในการที่จะติดตามการบริหารราชการแผ่นดิน จึงเห็นควรให้ตั้งคณะกรรมาธิการ วิสามัญขึ้นมารวมทั้งสิ้น ๕ คณะ ด้วยเหตุนี้เองท่านประธานครับ คือสืบเนื่องจากว่า ในการประชุมสมัยสามัญนิติบัญญัติ ทางวุฒิสภาเราเองนั้นได้พยายามที่จะบรรจุวาระ ในเรื่องการรายงานการพิจารณาของคณะกรรมาธิการ และญัตติที่เห็นว่าเป็นประโยชน์ ต่อการติดตามการบริหารราชการแผ่นดินนั้น แต่สืบเนื่องจากว่าก่อนที่จะมีการปิดประชุม สมัยสามัญทั่วไปนั้นทางวุฒิสภาเองก็ได้พยายามประสานกับฝ่ายรัฐบาลที่จะให้รัฐบาลนั้น ได้มาชี้แจงอภิปรายทั่วไปโดยไม่มีการลงมติของวุฒิสภาตามมาตรา ๑๖๑ ของรัฐธรรมนูญนั้น ก็ได้รับการสลับวันกันไปมาจนทำให้เหตุของการบรรจุระเบียบวาระในการประชุมสมัยสามัญทั่วไป ของวุฒิสภาจึงไม่สามารถที่จะบรรจุรายงานและญัตติได้ ดังนั้นเองการประชุมสมัยสามัญ นิติบัญญัติของวุฒิสภาเองนั้นไม่สามารถที่จะดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณารายงานผลการดำเนินการ ของคณะรัฐมนตรี รายงานการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ และญัตติได้ เว้นแต่ รัฐสภาแห่งนี้มีมติพิจารณาด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ตามความในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ โดยที่จะต้องขอเสียงของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ให้เห็นชอบ ทางวุฒิสภาจึงจะดำเนินการ ในการที่จะบรรจุรายงานและการตั้งญัตติของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ รวมทั้งรายงาน ของรัฐบาลที่ครบรอบ ๑ ปีนั้นเข้าไปในระเบียบวาระการประชุมของวุฒิสภาได้ กระผมเองนั้น ในฐานะเลขานุการคณะกรรมาธิการวิสามัญกิจการวุฒิสภา จึงขอเรียนนำเสนอและใคร่ขอเชิญชวน ท่านเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้โปรดให้ความเห็นชอบด้วยครับ ขอขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ วุฒิสภา จะขอความเห็นชอบจากทางรัฐสภาที่จะให้นำรายงานของรัฐบาลมารายงานในสมัย หมอสุกิจ มีอะไรไหมครับ ท่านอย่าเพิ่งประท้วงผมนะครับ ผมกำลังจะรวมของท่านด้วย วุฒิสภา ก็ขอรายงานของคณะกรรมาธิการ ๕ เรื่องแล้วขออนุมัติญัตติในสมัยสามัญนิติบัญญัติอีก ๕ เรื่อง ซึ่งตามมาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ จะต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่งก็คือจะต้องใช้เสียงเกิน ๓๒๕ เสียงขึ้นไป แต่เนื่องจากว่าญัตติของวุฒิสภานั้นมีญัตติของทางท่านจุรินทร์ซึ่งได้เสนอมาทำนองเดียวกัน ก็คือขอให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานผลการดำเนินงานของรัฐมนตรีตามแนวนโยบาย พื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งก็ได้เสนอมาทำนองเดียวกัน เพราะฉะนั้นผมจะขออนุญาตที่ประชุม ที่จะขอรวม ๒ เรื่องนี้เข้าด้วยกันแล้วก็ให้ท่านได้ชี้แจงแถลงเหตุผล คุณหมอสุกิจเชิญครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอเสนอญัตติ เรื่อง ขอให้ที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภามีมติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ

ด้วยสภาผู้แทนราษฎรมีวาระสำคัญที่จะต้องพิจารณารายงานแสดงผลงาน ผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งคณะรัฐมนตรีได้เสนอ ต่อสภาผู้แทนราษฎรภายหลังจากที่ได้บริหารราชการแผ่นดินมาครบ ๑ ปีตามบทบัญญัติ ในมาตรา ๗๕ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แต่เนื่องจากในสมัยประชุมสามัญ นิติบัญญัตินั้นรัฐสภาไม่สามารถดำเนินการประชุมเพื่อพิจารณารายงานแสดงผลงาน การดำเนินการของคณะรัฐมนตรีได้ เว้นแต่รัฐสภาจะมีมติให้พิจารณาได้ด้วยคะแนนเสียง มากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภาตามความในรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักไทย มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่

ดังนั้น เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรสามารถพิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินการ ของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐได้ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ และให้ข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีได้โดยไม่ชักช้า อันจะเป็นประโยชน์แก่การบริหารราชการแผ่นดิน ต่อไป จึงขอเสนอญัตติดังกล่าวมาตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา พ.ศ. ๒๕๕๓ ข้อ ๒๙ และข้อ ๓๔ เพื่อให้ประธานรัฐสภานำเรื่องดังกล่าวเข้าสู่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภา เพื่อให้ที่ประชุมได้พิจารณาและมีมติต่อไป ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ได้ ๒ เรื่อง คือให้รัฐบาลเอารายงานผลการทำงานของรัฐบาลมาพิจารณาในสมัยสามัญนิติบัญญัติ ซึ่งทางวุฒิสภาก็เสนอ ทางท่านจุรินทร์และคณะเป็นผู้เสนอ ซึ่งเป็นเรื่องเดียวกัน เพราะฉะนั้น ผมจะขอรวม ๒ เรื่องนี้พิจารณาไปในคราวเดียวกัน แต่เวลาจะลงมติผมขอแยกลงมติ เพื่อเป็นการประหยัดเวลา เพราะฉะนั้นจะมีท่านใดที่ประสงค์จะอภิปรายไหมครับ ท่านพีรพันธุ์ครับ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ตามที่ได้มีการเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อให้วุฒิสภาพิจารณา รายงานผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งตรงนี้ก็จะตรงกับข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงาน แสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีในสมัยสามัญนิติบัญญัติด้วย แต่ของวุฒิสภา ยังพ่วงมาอีก ๒ เรื่องท่านประธานครับ ก็คือขอให้รัฐสภาอนุมัติให้วุฒิสภาพิจารณารายการ พิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการที่ค้างการพิจารณา จำนวน ๕ ฉบับ และญัตติอันจะเป็นประโยชน์ แก่การดำเนินการการบริหารราชการแผ่นดินอีก ๕ ฉบับ ก็แปลว่าเรื่องแรกจะตรงกันของวุฒิสภา และของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านที่ขอให้รัฐสภาอนุมัติให้วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ขอพิจารณาเรื่องรายงานของคณะรัฐมนตรีในสมัยสามัญนิติบัญญัตินี้ด้วย

ส่วนเรื่องที่ ๒ และเรื่องที่ ๓ ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา ผมเข้าใจว่าในการพิจารณานั้น อาจคงจะต้องแยกกันออกไป ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกว่า ตามมาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ให้รัฐสภา ดำเนินการประชุมได้เฉพาะที่บัญญัติไว้ในหมวด ๒ หรือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติ การอนุมัติพระราชกำหนด การให้ความเห็นชอบ ในการประกาศสงคราม การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา การเลือก หรือการให้ความเห็นชอบให้แก่บุคคลดำรงตำแหน่ง การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง การตั้งกระทู้ถาม และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เว้นแต่รัฐสภาจะมีมติให้พิจารณาเรื่องอื่นใด ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ที่ผมต้องเน้นก็คือตรงนี้ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญกำหนดว่าถ้าจะเอาเรื่องอื่นขึ้นมา พิจารณาในสมัยประชุมนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ก็แปลว่าตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่มีการแบ่งออกเป็น ๒ สมัย คือสมัยประชุมสามัญทั่วไปและสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ โดยเฉพาะในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัตินั้นระบุไว้ชัดเจนว่าให้พิจารณาเรื่องอะไรบ้าง เท่าที่ผมได้ไปตรวจดูรายงานของการร่างรัฐธรรมนูญก็ทราบชัดเจนว่าสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ต้องการให้พิจารณากฎหมายเป็นหลัก เหตุผลก็เพราะในสมัยที่ผ่าน ๆ มานั้นไม่มีการแยกอย่างนี้ ปรากฏว่าสภาพิจารณากฎหมายนี้ค่อนข้างจะน้อยสามารถพิจารณาได้น้อยมากเพราะไปใช้เวลา ในเรื่องอื่นหมดตามกฎหมายในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นเพื่อให้การพิจารณากฎหมายซึ่งเป็นเรื่องที่ จำเป็นสำหรับการบริหารประเทศ รัฐธรรมนูญจึงกำหนดว่าสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัตินี้ ให้พิจารณากฎหมายเป็นหลัก ถ้าจะเอาเรื่องอื่นขึ้นมาต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิกทั้งหมด ก็แปลว่าถ้าจะเอาคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งนี่เทียบกับหลาย ๆ เรื่อง ที่มีการอธิบายกันก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และมีความจำเป็นจริง ๆ จึงจะนำมาประกอบ การพิจารณาได้ เพราะฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าโดยเจตนาของรัฐธรรมนูญ โดยหลักก็จะไม่ให้มี การพิจารณาเรื่องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ถ้าจะเอาเรื่องอื่นขึ้นมาต้องได้เสียง มากกว่ากึ่งหนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้นะครับถ้าพิจารณาจากเหตุผลของท่านที่เสนอขึ้นมาของวุฒิสภา ที่บอกว่าที่ขอให้รัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่อง รายงานแสดงผลการดำเนินการของ คณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการบริหาร ราชการแผ่นดินได้ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ และให้ข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีได้ โดยไม่ชักช้าซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การบริหารราชการแผ่นดินต่อไป

ส่วนของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ที่มีการเสนอขึ้นมาให้พิจารณา ท่านก็ได้ให้เหตุผลว่า เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินการ ของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ และให้ข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีได้โดยไม่ชักช้า เท่าที่ผมได้ตรวจดูในสภาสมัยที่ผ่าน ๆ มานะครับ ไม่ปรากฏว่ารัฐสภาได้เคยอนุญาตให้พิจารณารายงานของคณะรัฐมนตรีในสมัยสามัญนิติบัญญัติ ไม่มีครับท่านประธาน ส่วนเรื่องที่เป็นญัตติหรือเรื่องรายการการศึกษาหรือไม่ ผมพยายาม ตรวจสอบดูอยู่ ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเคยมีการอนุญาตหรือไม่ ฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าโดยหลัก จะต้องไม่อนุญาต เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นจริง ๆ ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะไปกระทบกระเทือน การทำออกไปอีก ๒ สมัย ถ้าเราจะอนุญาตกันไปทุกเรื่องก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ที่จะแบ่งว่า เป็นสมัยทั่วไปและสมัยนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าโดยหลักแล้วก็ต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่จะอนุญาตได้จริง ๆ นั้นก็จะต้องเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งนะครับ แต่ผมได้เรียน ไปแล้วว่ารายงานของคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏว่ามีการพิจารณาในสมัยนิติบัญญัติ ไม่มีนะครับเท่าที่ผ่านมาตรวจสอบมาแล้ว ทีนี้ถ้ามาดูข้อเสนอของวุฒิสภาตามบัญชีรายชื่อ เรื่องอื่นก็จะเป็น ๖ เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องรายงาน เรื่องที่ ๒ ต่อมาเป็นรายงานการพิจารณาศึกษา ของคณะกรรมาธิการ เช่น การแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำรายงานเรื่องการส่งเสริมเกษตร แปรรูปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รายงานเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายกรณีของกระทรวงมหาดไทย รายงานเรื่องธรรมาภิบาลในระบบพลังงาน รายงานเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการ เกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนเรื่องที่เหลือก็เป็นเรื่องการขอญัตติ ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นไปศึกษานะครับ ผมก็เห็นว่าเฉพาะเรื่องของวุฒิสภาเรื่องพิจารณา รายงานกับเรื่องญัตติเป็นเรื่องที่น่าจะดำเนินการในสมัยทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ และถ้าดูเหตุผล ของเรื่องที่เสนอขึ้นมาอย่างนี้ก็ยังไม่พบความจำเป็นเร่งด่วนที่จะพิจารณาเรื่องที่ ๒ และเรื่องที่ ๓ คือเรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการกับเรื่องญัตติ อันนี้ว่ากันตามหลักเหตุผลว่าวัตถุประสงค์ ของกฎหมายคืออะไร ผมจึงอยากจะเรียนท่านประธานว่าก็ในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างนี้ เราก็ควรที่ยึดหลักว่าจะต้องไม่อนุญาตให้ทำเรื่องอื่นในสมัยนิติบัญญัติอย่างง่าย ๆ เพราะต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งทั้งหมด จึงต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องที่มีความจำเป็นจริง ๆ และผมได้เรียนท่านประธานว่าในเรื่องรายงานของคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมานั้นไม่เคยมี การอนุญาตให้พิจารณาเรื่องนี้ในสมัยนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามถ้าเราดูเหตุการณ์ในขณะนี้ ผมทราบว่ารัฐบาลได้เสนอ รายงานมาตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เมื่อทำงานไปครบปีแล้ว ท่านก็เสนอมา แต่ว่าเหตุที่ไม่ได้มีการพิจารณาสมัยทั่วไปนั้นก็เป็นปัญหาของสภาเอง เนื่องจาก สมัยประชุมของเราเริ่มต้นประมาณเดือนสิงหาคมขึ้นมาเองนะครับ ก็ทำให้รายงานนั้นเสนอเข้ามา ปลายสมัยประชุมทั่วไป เพราะฉะนั้นผมก็อยากเสนอต่อที่ประชุมให้พิจารณาว่าเฉพาะในเรื่อง รายงานการทำงานของคณะรัฐมนตรีนั้นพวกเราจะอนุญาตให้มีการประชุมพิจารณา ในสมัยสามัญนิติบัญญัตินี้หรือไม่ แต่ทราบว่าในสมัยสามัญนิติบัญญัตินี่ก็ปลายเดือนมีนาคม เข้าไปแล้ว แล้วทราบว่าประมาณปลายเดือนเมษายนก็จะปิดสมัยประชุม แล้วก็ไปเปิดในสมัยต่อไป ยังมีหลายเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องพิจารณากันอยู่ นี่ผมก็กราบเรียน ต่อท่านประธานว่าคงจะต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบว่าสมควรที่จะพิจารณาอย่างไร ในเรื่องนี้หรือไม่ ที่ผมกราบเรียนมาก็คือหลักที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีท่านใดจะอภิปรายไหมครับ ท่านสมชายเชิญครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานที่เคารพครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ขออนุญาตขอบพระคุณท่านประธาน แล้วก็ตัวแทนวิปรัฐบาลที่ได้นำเรื่องนี้เข้าบรรจุระเบียบวาระ ซึ่งต้องกราบเรียนว่าจริง ๆ แล้ว เรื่องนี้ไม่ได้เกิดขึ้นใหม่ แล้วก็เป็นเรื่องที่วุฒิสภารอมานานแล้วตั้งแต่ท่านเปิดสมัยประชุม ปลายปีที่แล้ว มติของวิปวุฒิสภาได้นำเรื่องให้มีการเสนอรายงานอย่างที่ท่านอาจารย์พีรพันธุ์ ขออภัยที่เอ่ยนาม ได้กล่าวไปแล้ว แล้วก็มีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญขึ้นมา ๕ คณะเพื่อทำหน้าที่ ผมเข้าใจว่าสมาชิกวุฒิสภาและวิปวุฒิสภาทราบดีครับว่าในสมัยสามัญนิติบัญญัตินั้นมีความจำเป็น ต้องทำเรื่องกฎหมาย แต่ในกฎหมายรัฐธรรมนูญเองก็เขียนไว้ครับว่า เว้นแต่จะได้รับอนุมัติ จากที่ประชุมด้วยเสียงเกินกึ่งหนึ่งของที่ประชุมรัฐสภา นั่นหมายความว่ามีข้อยกเว้นให้ทำได้ เพราะอะไรครับ จะได้ให้เรานั้นทำงานควบคู่กันไปได้นอกเหนือจากการพิจารณากฎหมาย ทั่วไปแล้วนะครับ แต่ไม่ได้หมายความว่าทำจนเป็นหลัก นั่นก็หมายความว่าต้องมาขออนุญาต จากที่ประชุมรัฐสภา ทำไมวิปวุฒิสภาและการขอตั้งจากสมาชิกวุฒิสภาจึงมีความสำคัญครับ ลองดูสิครับในเนื้อหารายละเอียดหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ขึ้นมาเพื่อช่วยศึกษาติดตามเกี่ยวกับเรื่องปัญหายาเสพติด ไม่ว่าจะเป็นเรื่องคณะกรรมาธิการ ศึกษาติดตามเกี่ยวกับเรื่องของการปกป้องพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ไม่ว่าจะเป็น เรื่องของการศึกษาในคณะกรรมาธิการวิสามัญที่จะจัดตั้งขึ้นเกี่ยวกับเรื่องการลูกเสือ ผมยกตัวอย่างแค่ ๓-๔ คณะกรรมาธิการที่วุฒิสภาขอมาเพื่อให้ที่ประชุมแห่งนี้ได้อนุมัติให้ท่าน ไปทำงาน เพราะวันที่ ๑๘ เมษายนนี้ท่านจะปิดสมัยประชุมแล้ว กว่าจะเปิดสมัยประชุมอีกที ก็เดือนสิงหาคม ระหว่างนี้วุฒิสภาจะต้องทำหน้าที่ในการให้คณะกรรมาธิการทำหน้าที่ แทนสภานะครับ ก็ได้ดำเนินการ ซึ่งวุฒิสภาก็มีหลักเกณฑ์ครับว่าคณะกรรมาธิการชุดหนึ่งที่จะตั้งขึ้น ในวุฒิสภานั้นมีอายุไม่เกิน ๑๘๐ วัน ถ้าจะขอต่ออายุได้ไม่เกินครั้งละ ๙๐ วัน และต้องสรุป รายงานมาเสนอต่อที่ประชุมวุฒิสภา ก็เรียนว่าเป็นเรื่องทั่วไปที่วุฒิสภานั้นมีความประสงค์ จะขอทำงานในระหว่างปิดสมัยประชุม แล้วก็ขอกราบเรียนว่าผมคิดว่าไม่น่าจะเป็นเรื่องเกินเลย ที่ที่ประชุมแห่งนี้จะอนุญาต เพราะที่ประชุมแห่งนี้ในหลายปีหลายคราวก็เคยอนุญาตหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการอนุญาตให้ที่ประชุมวุฒิสภาไปดำเนินการให้ความเห็นชอบบุคคลดำรงตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นความเห็นชอบให้ไปทำในเรื่องของการถอดถอนออกจากตำแหน่ง ก็ต้องกราบเรียนครับ ผมก็ยังไม่ทราบเหตุผลว่าที่ประชุมรัฐสภามีเหตุผลใดที่จะคัดค้านการทำหน้าที่ของวุฒิสภา ซึ่งเป็นการทำหน้าที่ในฐานะสมาชิกเพื่อทำหน้าที่ในระหว่างปิดสมัยประชุม ก็ขออนุญาต กราบเรียนเหตุผลแล้วก็วิงวอนยังเพื่อนสมาชิกรัฐสภา ผมทราบครับว่ามีความพยายามที่ไป เกี่ยวข้องกับเรื่องของการที่รัฐบาลแถลงผลงานหรือไม่แถลงผลงานก็ตาม ซึ่งในรัฐธรรมนูญ ก็กำหนดไว้ว่าต้องให้แถลงภายใน ๑ ปี ส่วนท่านจะแถลงในสมัยไหนผมคิดว่าทางวุฒิสภานั้นก็ไม่ได้ติดใจ เพียงแต่ว่าท่านประธานวุฒิสภาในฐานะประธานวิปวุฒิสภาท่านก็มีดำริต่อที่ประชุมวิปวุฒิสภาว่า ถ้าเราบรรจุเรื่องนี้ประชาชนจะได้รู้เรื่องแล้วก็เป็นการให้รัฐบาลได้แสดงผลงานด้วย แต่ถ้ารัฐบาล จะไม่แถลงก็สุดแท้แต่ท่าน เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเรื่องที่สำคัญคือการนำเรื่องรายงาน ของคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ซึ่งวุฒิสภาทำเสร็จแล้วและประสงค์รายงานต่อสภาเพื่อส่งต่อไป ยังหน่วยราชการได้แก้ไขปัญหาให้ทันท่วงทีในหลาย ๆ เรื่อง แล้วตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา เป็นคณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาในระหว่างปิดสมัยประชุมก็จะได้ขอทำหน้าที่ ก็คิดว่าที่ประชุมรัฐสภาแห่งนี้จะให้ความเห็นชอบด้วยมติเกินกึ่งหนึ่ง กราบขอบพระคุณ ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เดี๋ยวท่านบุญยอดครับ ผมขอต้อนรับคณะครูและนักเรียนจากโรงเรียนพัฒนศาสน์วิทยา อำเภอเมือง จังหวัดนราธิวาส ได้มาเยี่ยมชมการประชุมของรัฐสภา วันนี้เป็นการประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎร และวุฒิสภา ยินดีต้อนรับนะครับ ท่านบุญยอดครับ เสร็จแล้วท่านสุพจน์นะครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายบุญยอด สุขถิ่นไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องขออนุญาตที่จะได้อภิปรายเพื่อสนับสนุนการเสนอญัตติที่จะขอให้ที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภามีมติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งเรื่องนี้เสนอโดยท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และรวมทั้ง มีสมาชิกร่วมลงชื่ออีก ๒๐ ท่านนะครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ทั้งสื่อมวลชน และประชาชนมีความสนใจสอบถามมาโดยตลอดนะครับว่าทำไมรัฐบาลจึงไม่แถลงผลงานสักที ผมได้ทราบว่าทางรัฐบาลเองก็ได้นำเสนอเรื่องนี้ต่อที่ประชุมรัฐสภาแล้ว หรือว่าที่ประชุมสภาแล้ว แต่เนื่องจากติดขัดในเรื่องของข้อบังคับการประชุมที่ว่าในสมัยสามัญนิติบัญญัตินั้นจะไม่สามารถ ที่จะพิจารณาเรื่องอื่น ๆ ได้ แต่เรื่องนี้ครับ ถ้าท่านพิจารณาดูว่ามีความจำเป็นหรือไม่ล่ะครับ ที่รัฐบาลจะต้องดำเนินการแถลงผลงานของรัฐบาลในวาระ ๑ ปี ท่านก็ต้องดูรัฐธรรมนูญ ในมาตรา ๗๕ และมาตรา ๗๖ ประกอบกันด้วยครับ ขอให้ท่านสมาชิกได้พิจารณาดูด้วยนะครับว่า ในบททั่วไปครับ ในส่วนที่ ๑ บททั่วไป จากแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มาตรา ๗๕ บทบัญญัติในหมวดนี้เป็นเจตจำนงให้รัฐดำเนินการตรากฎหมายและกำหนดนโยบาย ในการบริหารราชการแผ่นดิน ในการแถลงนโยบายต่อรัฐสภา คณะรัฐมนตรีที่จะเข้าบริหาร ราชการแผ่นดินต้องชี้แจงต่อรัฐสภาให้ชัดแจ้งว่าจะดำเนินการใด ในระยะเวลาใด เพื่อบริหาร ราชการแผ่นดินให้เป็นไปตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ และต้องจัดทำรายงานแสดงผล การดำเนินการ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคเสนอต่อรัฐสภาปีละหนึ่งครั้งครับ มาตรา ๗๖ คณะรัฐมนตรีต้องจัดทำแผนการบริหารราชการแผ่นดินเพื่อแสดงมาตรการและรายละเอียด ของแนวทางในการปฏิบัติราชการในแต่ละปีของการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งจะต้อง สอดคล้องกับแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ในการบริหารราชการแผ่นดิน คณะรัฐมนตรี ต้องจัดให้มีแผนการตรากฎหมายที่จำเป็นต่อการดำเนินการตามนโยบายและแผนการบริหาร ราชการแผ่นดิน ท่านประธานและท่านสมาชิกคงจะเห็นนะครับว่านอกจากการทำงาน ของรัฐบาลแล้วก็ยังมีในส่วนที่รัฐบาลต้องเชื่อมโยงต่อสภาด้วย ซึ่งก็คือรัฐสภานั่นเองในการที่จะ ตรากฎหมาย ในการที่จะดำเนินการต่าง ๆ เพื่อให้สอดคล้องต่อนโยบายที่ได้ประกาศไว้ ดังนั้นเป็นหน้าที่ของรัฐบาลที่จะต้องกลับเข้ามาแถลงผลงานต่าง ๆ นั้นในวาระที่เกิดขึ้น ไม่อย่างนั้นมาตรา ๗๕ มาตรา ๗๖ ก็จะไม่ถูกบังคับใช้ครับท่านประธาน นี่คือความจำเป็นนะครับ เพราะฉะนั้นข้อบังคับการประชุมกับรัฐธรรมนูญ ผมถามว่าอะไรสำคัญหรือว่าศักดิ์สิทธิ์ กว่ากันครับ ถ้าเรามีโอกาสที่จะทำให้บทบัญญัติของรัฐธรรมนูญเกิดขึ้นได้จริง เราควรทำมิใช่หรือ หรือเรากลัวอะไรครับ หรือเรากลัวว่ารัฐบาลจะเสียท่าในการแถลงนโยบายว่าทำอย่างโน้นอย่างนี้ แล้วไม่สำเร็จ หรืออธิบายไม่ได้ว่า ๓๕๐,๐๐๐ ล้านบาทกู้ไปแล้วทำไมใช้ไม่ได้ ทำไมใช้ไปได้ แค่เพียง ๖,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น แล้วจะกู้อีก ๒.๒ ล้านล้านบาท กลัวรัฐบาลอธิบาย ไม่ได้หรือ ไม่ใช่หน้าที่เราครับ เป็นหน้าที่ของรัฐบาลครับ เราแบ่งอำนาจกันชัดเจนนะครับ นิติบัญญัติ บริหาร และตุลาการ วันนี้เราทำหน้าที่นิติบัญญัติครับ เราไม่ได้ทำหน้าที่ เป็นผู้ช่วยรัฐบาลครับ ผมเรียกร้องต่อท่านประธานและสมาชิกนะครับว่าเพื่อให้บทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญนั้นเกิดขึ้นได้จริง แม้อาจจะยังไม่เคยมีในการที่จะอนุญาตให้กับรัฐบาล ในการแถลงผลงานมาก่อน ก็ลองทำสักครั้งสิครับ ก็ลองบังคับรัฐบาลสักครั้งสิครับว่า เมื่อถึงเวลาแล้ว ปีครึ่งแล้วนะครับที่ประชาชนและสื่อมวลชนถามมาโดยตลอดว่าผลงาน ของรัฐบาลเป็นอย่างไร เราต้องมาพูดกันในสภาครับ สภาที่นี้คือที่ที่เหมาะสมอย่างยิ่ง ที่จะได้อภิปรายกันอย่างชัดเจนและซักถามกันอย่างชัดเจนว่าท่านทำตามนโยบาย ที่ได้ประกาศเอาไว้จริงหรือไม่ ผมจึงขอเรียกร้องต่อสมาชิกครับ ขอให้ลงมติเห็นด้วยกับร่าง ของทางท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ และร่างของทางวุฒิสภาต่อไปครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมมุติเดี๋ยวนะครับ ผมให้ท่านวิชาญก่อนนะครับ ผมพยายามให้คนที่เห็นด้วย คนไม่เห็นด้วยนะครับ เพื่อให้ เป็นไปตามข้อบังคับนะครับ เชิญท่านวิชาญนะครับ

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรื่องญัตติที่กำลังเสนอเพื่อที่จะเลื่อนขึ้นมาพิจารณาในวันนี้ มีด้วยกัน ๒ ญัตติ ผมเองคงขออนุญาตทีละญัตติ ในญัตติแรกเป็นญัตติของเพื่อนสมาชิก ท่านจุรินทร์กับคณะ ท่านเองมีความประสงค์ที่อยากจะเลื่อนโดยอาศัยข้อบังคับของสภา แห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ เพื่อที่จะให้มีการพิจารณาโดยอาศัยเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมมองว่าการที่สภาแห่งนี้มีการกำหนดซึ่งเป็นวาระที่ทำกันมานานนี่ถือว่า เป็นเรื่องที่ดี การกำหนดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติก็คือเรื่องกฎหมายซึ่งเป็นความสำคัญ ของสภาแห่งนี้ อีกอันหนึ่งนั้นสมัยประชุมสามัญทั่วไปก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะมีการพิจารณาโดยที่จะมีวาระต่าง ๆ ที่มีความสำคัญที่เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมาย หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องกฎหมายก็ไม่เป็นเรื่องแปลกถ้ามีวาระที่สำคัญ แต่สิ่งหนึ่งนั้นในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ จะบอกว่าให้สภาบังคับฝ่ายบริหาร ผมว่าสภาแห่งนี้ หรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของเรามี ๓ เสาหลัก อันหนึ่งเราก็ต้องยอมรับว่า ใน ๓ ส่วนที่ประเทศเราใช้กันอยู่ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ เขาจะใช้กัน โดยไม่มีการก้าวก่ายกัน แต่มีการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในส่วนหนึ่งนั้นในอดีตนะครับ ท่านประธาน เราคงไม่บอกว่าการถือธรรมเนียมปฏิบัติอย่างนี้ปฏิบัติกันมาทุกยุคทุกสมัย ของรัฐบาล แล้วก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าผมไม่สบายใจครับ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอะไร ที่มันผิดแผกแตกต่างจากในอดีตเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านในวันนี้ก็คือฝ่ายรัฐบาลก็มักจะพูดครับ โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ในซีกฝ่ายค้านเป็นผู้อาวุโสผมให้ความเคารพนับถือ เวลาพูดอะไรไปนี่ มักจะอ้างว่าธรรมเนียมปฏิบัติในอดีตนั้นไม่เคยมี สมัยประชุมนี้มันก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นธรรมเนียม ปฏิบัตินะครับ แต่ครั้งนี้ก็มีความพยายามกล่าวเชื่อมโยงไปถึงการที่รัฐบาลเองจะเสนอในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติเพื่อขอกู้เงิน อ้างไปถึงนั่นครับว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะเป็นการลงทุน เรื่องต่าง ๆ มันยังไม่ถึงเวลาครับ และถึงแม้ว่าถึงเวลาแล้วสภาแห่งนี้ก็จะเป็นคนพิจารณาว่า จะให้หรือไม่ให้ ท่านประธานครับ ผมมามองในรายละเอียดนะครับว่าข้อมูลการรายงาน ผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีใน ๑ ปีของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้มีการทำ เป็นส่วนของรายละเอียด ซึ่งในแต่ละครั้งที่มีการเสนอรายงานของรัฐบาลเข้ามา โดยเฉพาะ ในอดีตในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออนุญาตเอ่ยนาม ครั้งที่ ๑ นะครับ การแถลงนโยบายแถลงไว้วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ แล้วก็มีมติให้ส่งผลในการดำเนินงาน เป็นมติของ ครม. วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เป็นผลที่จะต้องเสนอรายงานเข้าสู่รัฐสภา แต่ปรากฏว่าการบรรจุระเบียบวาระนั้นบรรจุวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ และมีการนำมาสู่ การอภิปรายจากมติที่เห็นแล้วก็ให้ส่งเข้ามากว่าจะได้มีการดำเนินการในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ก็เรียกว่าเป็นระยะเวลานานพอสมควรจาก ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ มาถึงวันที่จะมีการเสนอ อภิปรายนี่นะครับ เราเองนั้นก็ต้องยอมรับว่าขั้นตอนมันก็คงจะมี และอีกครั้งหนึ่งปี ๒๕๕๒ เรียกว่าคร่อมไปเลยครับท่านประธาน พอมาปี ๒๕๕๓ วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ก็เสนอ เข้ามาอีกครับมติ ครม. เสนอเข้ามาสู่สภาบรรจุในวาระเดียวกันคือวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ แล้วก็เข้ามาสู่การอภิปรายเรียกว่า ๒ ฉบับ ๒ รายงาน วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในเรื่องตรงนี้เป็นเรื่องที่ขณะนั้นพวกผมเอง ก็มีความพยายามที่จะท้วงแล้วก็ถามว่ารายงานที่เสนอเข้ามาท่านเองบอกว่าขณะนั้นมีปัญหา มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความไม่สงบก็ไม่อยากจะเอาเรื่องนี้เข้า ผมก็มองว่าเรื่องสงบ ไม่สงบมันก็ไม่ใช่ ไม่ได้ตินะครับ แต่กำลังบอกว่าในช่วงที่นำเสนอเข้ามามันไม่ได้อยู่ในช่วงสมัยประชุม สามัญนิติบัญญัติ แต่เรากำลังพูดอยู่ในสมัยที่นอกสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติคือ สมัยประชุมสามัญทั่วไป หรืออาจจะต้องมองว่าการที่เราจะมาพิจารณาในหลักการของสภา ซึ่งเดินตามระเบียบ ข้อบังคับ และเดินตามส่วนของรัฐธรรมนูญเราก็คงจะต้องมอง ผมไม่อยากให้ สภาแห่งนี้พอเวลาพูดว่ามีความจำเป็น ความต้องการก็มักจะบอกกล่าวว่าสิ่งที่ต้องการ สิ่งที่ เรียกร้องนั้นเป็นความต้องการของประชาชน ฉะนั้นเราจะไม่มีโอกาสที่จะยึดหลักการอะไรเลย และอีกอย่างหนึ่งสมัยสามัญนิติบัญญัตินั้น ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลเองคงจะต้องนำเสนอเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ผ่านขึ้นมา ทีนี้มามองในเรื่องของวุฒิสภาที่มีความต้องการที่จะนำเสนอเรื่องเพื่อที่จะให้ มีการพิจารณา ซึ่งผมก็มองในเรื่องของปัญหาตรงนี้นะครับว่าเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันครับ แต่การพิจารณารายงานก็ตาม การพิจารณาในส่วนของที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ต่าง ๆ เพื่อขออนุมัติความเห็นชอบแห่งรัฐสภา ผมยังมองว่ามันก็คงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความสำคัญตรงนี้ถ้าไปคิดเทียบกับสมัยประชุมในส่วนของนิติบัญญัติไปแล้วมันมี ข้อกฎหมายที่น่าจะเป็นส่วนพิจารณามากกว่า ส่วนที่จะตั้งคณะกรรมาธิการชุดอะไรก็ตาม ผมว่ามีความสำคัญครับ แต่ถ้าจะทำได้เร็วขึ้นในส่วนของกรรมาธิการของวุฒิสภาก็มีหลาย กรรมาธิการที่คาบเกี่ยวและเกี่ยวข้องกับในส่วนของญัตติต่าง ๆ ที่มีการเสนอในการขอตั้ง คณะกรรมาธิการ แล้วก็ขอความเห็นชอบรัฐสภาแห่งนี้ จริง ๆ ตั้งในคณะกรรมาธิการ ของวุฒิสภาก็ได้ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเองนะครับ ถ้ามีเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญนี่เดี๋ยวนี้ เขาทำตั้งในวุฒิสภาครับ อย่างวันก่อนมีการขอเปลี่ยนชื่อ พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร เป็นชื่อ ของนามพระราชทานโรงพยาบาล ก็ขอผ่านไปทางคณะกรรมาธิการสามัญของท้องถิ่น ก็เร็วขึ้นครับ ผมมองว่าในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยความเคารพครับว่าถ้าเราไม่ยึดกรอบ หรือแบบแผนซึ่งถือปฏิบัติแห่งรัฐสภาแห่งนี้ไว้นะครับ แล้วก็ไม่เคารพซึ่งรัฐธรรมนูญนี่ ผมว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ผมก็ไม่ได้ว่านะครับว่ารัฐธรรมนูญเปิดช่องและเปิดโอกาส ให้กับเพื่อนสมาชิกที่เสนอญัตติเข้ามา แต่ด้วยเหตุและผลครับ เราคงไม่ว่ากันถ้าเกิด มีการโหวตออกไปแล้วก็เป็นความเห็นของเพื่อนสมาชิกด้วยกัน อย่าไปบอกว่าเสียงมาก หรือเสียงน้อยลากไปลากมานะครับ ผมเองก็คงขออนุญาตเสนอไว้เป็นความคิดเห็นครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุพจน์ เลียดประถม ครับ

นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภา ตราด

เรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุพจน์ เลียดประถม สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก็ต้อง เรียนต่อท่านประธานว่าสิ่งที่ทางวุฒิสภาได้เสนอเรื่องขึ้นมาให้พิจารณาตามระเบียบวาระ ในเรื่องด่วนเรื่องที่ ๒ ก็ต้องเรียนต่อท่านประธานว่าเป็นเหตุผลและความจำเป็นที่ทางวุฒิสภา โดยผ่านการพิจารณาของวิปวุฒิสภาเห็นว่ามีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาแห่งนี้ ประเด็นที่ผมจะได้นำเสนอก็คือสิ่งที่วุฒิสภาได้เสนอนั้นเป็นเรื่องที่มีวิธีการ มีข้อกฎหมาย มีรัฐธรรมนูญที่บัญญัติไว้ในมาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ ว่าสามารถกระทำได้ครับ ท่านประธาน เป็นเรื่องที่เปิดช่องไว้ให้กับสภาแห่งนี้ได้พิจารณาเรื่องอื่น ๆ ในสมัยสามัญนิติบัญญัติ ผมเห็นว่าเรื่องที่ให้คณะรัฐมนตรีได้รายงานต่อรัฐสภาแห่งนี้เป็นเรื่องที่จำเป็น เรื่องที่คณะกรรมาธิการ ได้ศึกษาพิจารณาเสร็จแล้วก็สมควรให้วุฒิสภาได้นำไปพิจารณาในสมัยสามัญนิติบัญญัติ เพื่อเสนอให้กับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำไปปฏิบัติในข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการ ที่พิจารณาเสร็จแล้ว

ประการที่ ๓ เรื่องญัตติที่วุฒิสภาเสนอตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญก็เป็นเรื่อง ที่มีความจำเป็นเร่งด่วนครับท่านประธานในสมัยสามัญนิติบัญญัติ และเมื่อมีการปิดสมัย วุฒิสภาจะได้มีคณะกรรมาธิการวิสามัญที่เสนอญัตติแต่งตั้งได้ไปดำเนินการศึกษาในช่วงที่ ปิดสมัยได้ ผมต้องเรียนต่อท่านประธานว่าวุฒิสภาพิจารณากฎหมายตลอดระยะเวลา ๕ ปี ที่ผ่านมาไม่มีกฎหมายค้างครับท่านประธาน ไม่มีกฎหมายที่เราพิจารณาไม่ทันแล้วถือว่าวุฒิสภาให้ความเห็นชอบ ไม่มีครับท่านประธาน เมื่อวานก็มีการประชุมวุฒิสภาเราไม่มีวาระค้างเลยท่านประธาน เราประชุมเสร็จเพียงแค่ ครึ่งวันกว่า ๆ เท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นปัจจุบันวุฒิสภามีการเพิ่มวันประชุมจากวันจันทร์ ๑ วัน เพิ่มเป็นวันอังคารอีก ๑ วัน แล้ววุฒิสภาประชุมเต็มวันทั้ง ๒ วัน เพราะฉะนั้นเราไม่มีกฎหมาย หรือไม่มีระเบียบวาระค้างแต่อย่างใด เราเองกลับรอการพิจารณากฎหมายซึ่งผ่านจาก สภาผู้แทนราษฎรด้วยความใจจดใจจ่อ เพราะฉะนั้นเราไม่มีกฎหมายค้างแต่อย่างใด การนำเรื่อง ๒-๓ ประการเข้าสู่การพิจารณาในสมัยสามัญนิติบัญญัติ ผมเรียนต่อท่านประธานว่า ไม่เป็นภาระของวุฒิสภาเลย ไม่เป็นภาระเลย และรัฐธรรมนูญได้เขียนบัญญัติไว้ ได้เปิดช่องครับ ในมาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ ขอให้รัฐสภาพิจารณาด้วยเสียงที่เกินกว่ากึ่งหนึ่งก็สามารถนำ เรื่องอื่นใดมาพิจารณาในสมัยสามัญนิติบัญญัติได้ ประกอบกับในมาตรา ๑๓๑ (๕) ครับ ท่านประธาน ต้องให้ความเห็นชอบโดยรัฐสภาแห่งนี้ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ไม่น่า กังวลแต่ประการใดที่รัฐสภาแห่งนี้จะให้การพิจารณาในสิ่งที่วุฒิสภานำเสนอเพื่อไปพิจารณา ในสมัยสามัญนิติบัญญัติ จึงขออนุญาตกราบเรียนต่อท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมจะให้อีก ๒ ท่านนะครับ เพราะว่าให้ผู้สนับสนุนญัตตินี้ ๔ ท่าน ผู้ไม่เห็นด้วย ๓ ท่าน เพราะฉะนั้นท่านฉัตรพันธ์เสร็จ ก็คุณหมอสุรวิทย์ แล้วก็ท่านสุดท้ายนะครับ ผมปิดอภิปรายแล้วขอมติ จะแยกลงมติไปเรื่อย พอแล้วครับ ถ้าผมให้ท่านเดี๋ยวจะมีคนยกมืออีก ท่านเดี๋ยวก่อน ท่านฉัตรพันธ์ก่อนครับ

นายฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กาญจนบุรี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ฉัตรพันธ์ เดชกิจสุนทร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดกาญจนบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขอแสดงความเห็น ผมเห็นด้วยอย่างยิ่งที่วุฒิสภาและท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ได้เสนอขอให้รัฐสภามีมติพิจารณา เรื่องรายงานแสดงผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ที่ผมต้องแสดงความเห็นด้วยเพราะอย่างนี้ครับ เมื่อสักครู่ท่านผู้มีเกียรติฟากรัฐบาลได้บอกว่า เมื่อครั้งที่รัฐบาลของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้แถลง ได้ทำรายงาน หลังจากที่บริหารราชการไปแล้วปีกว่า จริง ๆ แล้วรัฐบาลของท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ใช้เวลาแค่ ๑ ปีกับ ๒ เดือนเองครับ แต่รัฐบาลชุดนี้ขณะนี้บริหารราชการมา ๑ ปี กับ ๗ เดือน ท่านประธานครับ ก่อนการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร ผมเห็นฟากของรัฐบาล ก็ได้สัมภาษณ์สื่อมวลชน แถลงต่อสื่อมวลชนว่าจะดำเนินการเรื่องนี้หลังจากเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครเรียบร้อยแล้ว นี่เลือกตั้งเสร็จไปแล้วเมื่อวันที่ ๓ ตอนนี้ประชาชน รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาอยากทราบเหลือเกินว่านโยบายต่าง ๆ ที่รัฐบาลได้บริหารราชการ โดยใช้เงินงบประมาณแผ่นดินไปหลายแสนล้านบาทนั้นเป็นอย่างไรบ้าง ผมไม่อยากที่จะ เห็นว่ารัฐบาลชุดนี้มีความละเลยต่อรัฐสภา ไม่เห็นความสำคัญต่อสภา และที่สำคัญรัฐบาล กำลังจะละเมิด รัฐบาลกำลังจะไม่ปฏิบัติตามข้อบังคับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ท่านไม่ให้ ความเคารพต่อรัฐธรรมนูญครับ ถ้าอย่างนี้ต่อไปพวกเราก็ไม่ต้องเคารพแล้วครับรัฐบาล รัฐธรรมนูญ ซึ่งเป็นกฎหมายศักดิ์สิทธิ์ที่ใหญ่ที่สุดพวกท่านยังไม่เคารพเลยครับ ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพครับ การที่รัฐบาลชุดที่แล้วล่าช้าไปประมาณ ๑ ปี ๒ เดือน ถ้าเหตุผลจริง ๆ เหตุที่ล่าช้า ถ้าไม่เกิดจากความผิดพลาดเกี่ยวกับเรื่องการจัดระเบียบวาระ ผมว่าปัญหาอีกอย่างหนึ่ง ก็คงติดขัดปัญหาที่ช่วงปี ๒๕๕๓ เกิดเหตุการณ์เผาบ้านเผาเมืองนั่นละครับ ท่านประธานครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุรวิทย์สละสิทธิครับ ท่านขจิตร ชัยนิคม ครับ แต่ก่อนที่ท่านจะอภิปรายผมขอต้อนรับแขกผู้มีเกียรติที่มาเยี่ยมเยียน หน่อยนะครับ ขณะนี้มีผู้เข้าร่วมโครงการฝึกอบรมและศึกษาดูงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การปฏิบัติงานจาก อบต. โพธิ์ทอง จังหวัดนครศรีธรรมราช มาเยี่ยมชมการประชุมของรัฐสภานะครับ วันนี้เป็นการประชุมร่วมกันของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา ยินดีต้อนรับนะครับ เชิญท่านขจิตรครับ

นายขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ขจิตร ชัยนิคม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ประเด็นที่มีสมาชิกได้เสนอญัตติทั้งส่วนของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในซีกพรรคฝ่ายค้าน แล้วก็ในส่วนของวุฒิสมาชิกที่เสนอให้ใช้ข้อยกเว้นของรัฐธรรมนูญ ในการพิจารณาการแถลงผลงานของรัฐบาลตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ หรือว่าเป็นการแถลง ของคณะกรรมาธิการในเรื่องต่าง ๆ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าในฐานะที่เป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ได้อ่านมาตรา ๑๒๗ ซ้ำแล้วแล้วก็ซ้ำอีก ผมไม่เห็นด้วยในการที่จะให้สภาแห่งนี้พิจารณา เรื่องที่ท่านสมาชิกรัฐสภาได้เสนอ ผมไม่เห็นด้วยจริง ๆ เพราะว่าถ้าท่านอ่านรัฐธรรมนูญ คำท่านก็อภิปรายว่ารัฐบาลนี้ไม่ทำตามรัฐธรรมนูญ ทำผิดบ้าง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ควรพูด เพราะรัฐบาลก็รายงานตามปกติตามรัฐธรรมนูญแล้ว ต่อไปนี้มันเป็นเรื่องของรัฐสภา แล้วก็ ถ้าท่านอ่านกฎหมายชัดเจน ท่านประธานครับ ขออนุญาตอ่านเพื่อให้พี่น้องประชาชน ได้รับฟังด้วยกัน ในมาตรา ๑๒๗ เขาพูดเรื่องการประชุมสมัยสามัญทั่วไปและสมัยสามัญนิติบัญญัติ เวลานี้เป็นการประชุมของสมัยสามัญนิติบัญญัติ เขาเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญชัดเจนครับ มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ ขออนุญาตท่านประธานอ่านเพื่อจะให้เห็นชัดเจนว่าเจตนารัฐธรรมนูญ เขาอยากให้ทำอะไร ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติให้รัฐสภาดำเนินการประชุมเฉพาะกรณี ที่บัญญัติไว้ในหมวด ๒ ท่านประธานครับ หมวด ๒ คือหมวดพระมหากษัตริย์มีความสำคัญ สำคัญอย่างไรทุกคนรู้แล้วครับ เขาให้เฉพาะหมวด ๒ หรือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ หรือพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการอนุมัติพระราชกำหนด ให้ความเห็นชอบ ในการประกาศสงคราม ท่านดูแต่ละเรื่องสิครับ กับเรื่องที่ท่านยกขึ้นมานี้มันเทียบระดับ ความสำคัญกันได้ไหม เพราะฉะนั้นเขาก็พูดเรื่องการถอดถอนบุคคล เสร็จแล้วก็เว้นแต่ คำว่า เว้นแต่ ถ้าไม่จำเป็นอย่าทำ แล้วท่านเทียบเคียงเรื่องที่ท่านเสนอสิครับ มันไม่ได้สำคัญ เพราะว่าท่านลุกขึ้นมาพูดแล้วก็บอกว่าสำคัญ ๆ แล้วฉวยโอกาสด่ารัฐบาลซึ่งมันไม่ใช่เรื่อง อันนี้มันเรื่องของรัฐสภาจะพิจารณาเรื่องที่ท่านเสนอหรือไม่ ท่านเสนอก็คือรายงานของรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญ รัฐบาลต้องแจ้งให้รัฐสภาทราบ เป็นเรื่องเพื่อทราบ แล้วเมื่อท่านเปรียบเทียบ กับเจตนารัฐธรรมนูญนะครับ มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ บอกว่าให้ประชุมเฉพาะเกี่ยวกับ บทบัญญัติที่กำหนดไว้ในหมวด ๒ ซึ่งเป็นหมวดว่าด้วยพระมหากษัตริย์ แล้วพูดเรื่อง กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ เพื่อเลิกการประกาศสงคราม ท่านพิจารณาไม่ได้เลยหรือครับ ว่าญัตติของพวกท่านที่เสนอนี้ให้ยกเว้นกับเรื่องประกาศสงครามเรื่องหมวด ๒ ระดับ ความสำคัญท่านแยกไม่ได้เลยหรือ ผมไม่เห็นด้วยในฐานะที่ผมเป็นสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ผมอ่านรัฐธรรมนูญ เจตนารัฐธรรมนูญชัดเจน แล้วท่านจะมาอ้างอีกแล้วมาตีกินมาด่าพวกผมอีก บอกว่าจะใช้เสียงส่วนมาก มันไม่ใช่ เจตนาเขาชัดเจนในตัวบทรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ อ่านให้ชัด แล้วเขาให้มาพิจารณาเรื่องที่พวกท่านเสนอหรือเปล่าก็ไม่มี เมื่อไม่มีเวลาผมจะลงมติ ไม่รับท่าน ท่านอย่ามาพูดนะว่าผมใช้เสียงข้างมากลากไป ผมอภิปรายด้วยเหตุผลด้วยตัวบท ที่บัญญัติชัดเจนอ่านเข้าใจให้ประชาชนเข้าใจด้วย ไม่ใช่ลุกขึ้นมาบอกว่าใครจะปิดปาก การปฏิบัติงานของผมไม่มีใครปิดปากหรอก แต่อ่านตามรัฐธรรมนูญเขาไม่มีเจตนา เพราะฉะนั้นให้เข้าใจด้วยว่าถ้าผมลงมติอะไรเกิดชนะท่านมาท่านจะมาบอกว่าเสียงข้างมาก ลากไปไม่ได้แล้วจะมาอภิปรายตีกินบอกว่ารัฐบาลทำผิดรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ ถูกต้องทุกอย่าง ผมจะลงมติไม่ให้ท่านพิจารณาผมก็มีสิทธิของผมทุกอย่างเหมือนกันด้วยเหตุผลและด้วยเจตนา ของกฎหมาย ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ความจริงแล้วผมว่าจะปิดอภิปราย แต่ท่านอภิปรายอย่างนี้มีคนยกมือเยอะเลยนะครับ ท่านสมชายอภิปรายไปแล้วไม่ต้องแล้วครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ผมกราบเรียน ท่านประธานนิดเดียวก็คือว่าเคยมีเอกสารที่เรียนท่านประธานจะได้ส่งถึงท่านประธานว่า เคยมีมติอนุมัติไว้แล้วครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ได้ ผมมีครับ หลายสมัยอยู่ในมือผม แต่ว่าผมไม่พูดเองนะครับ ผมให้อีกท่านหนึ่งท่านสุดท้าย ท่านตวงแล้วผมก็จะขอมติแล้วครับ

นายตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ 🔗

ขอบพระคุณท่านประธาน ที่เมตตาผม ผมยกมือนานนะครับ ท่านประธานที่เคารพ ผม ตวง อันทะไชย สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ถ้าท่านสมาชิกรัฐสภาใจเย็น ๆ หน่อยท่านจะรู้ว่าพวกเราสมาชิกวุฒิสภา กำลังปฏิบัติตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ ที่ท่านอ้างถึงนะครับ ท่านกลับไปดูดี ๆ ถ้าเราไม่ปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญไม่มาขออนุมัติต่อสภา ลองฟังมุมของผมอาจจะไม่เหมือนกับท่านก็ได้ เพราะเวลานี้บทบัญญัติตามรัฐธรรมนูญเขียนเอาไว้มีเจตนาว่าถ้าเป็นสมัยประชุมสามัญทั่วไปนั้น ให้พิจารณาเฉพาะเรื่องใด ถ้าเป็นสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติให้พิจารณาเรื่องอะไร รัฐธรรมนูญก็เขียนเอาไว้อยู่ ๒ ประการ ผมไม่ต้องอธิบายมาก เขียนเอาไว้ว่าประการแรก ให้ทำตามหมวด ๒ ประการที่ ๒ ให้ทำเรื่องที่ท่านพูดถึงเรื่องสงคราม เรื่องเห็นชอบหนังสือสัญญา รับฟังคำชี้แจง การตั้งกระทู้ถาม มันไม่มีสงคราม วุฒิสภาทำตามหมดแล้วจนกระทั่งว่า เปิดประชุม ๒ วันคือวันจันทร์กับวันอังคารเราก็ทำหน้าที่ของเราจนไม่มีกฎหมายพิจารณาแล้ว ท่านประธานครับ วุฒิสภาเลยเห็นว่าเจตนาของรัฐธรรมนูญได้เขียนเอาไว้ว่าเว้นแต่เมื่อมี กระบวนการในการบริหารจัดการของแต่ละสภานั้นมีปัญหาต้องมาขออนุมัติต่อรัฐสภา เราจึงได้ไปตกลงกันว่าต้องมาขออนุมัติต่อรัฐสภาเพื่อทำหน้าที่ของตัวเอง ประเด็นของผม ก็คือว่า

ประการแรก ต้องกลับไปสู่หลักการและเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญว่า สิ่งที่วุฒิสภาเสนอมีประโยชน์ต่อสภาหรือไม่ มีประโยชน์ต่อการบริหารราชการแผ่นดินหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อประชาชนหรือไม่ เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลที่จะได้ชี้แจงผลงานตัวเองต่อสภา ต่อพี่น้องประชาชนหรือไม่ ท่านกลับไปสู่หลักการอันนี้ให้ได้

ประการต่อมา เมื่อมีประโยชน์อย่างนั้นแล้วมันขัดต่อรัฐธรรมนูญไหม ไม่ได้ขัด ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้ดูเป็นรูปธรรม กรณีเรื่องแรกรายงานการแสดงผลการดำเนินการ ของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ อันนี้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ถามก็คือว่า ถ้าเอาเจตนาตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ มาตั้งเป็นประโยชน์ต่อประชาชนไหม เป็น เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลไหม เป็น รัฐบาลจะได้ทบทวนการบริหารราชการแผ่นดินของตัวเอง มาฟังว่าความคิดเห็นของสภาคิดอย่างไร มีความคิดเห็นจะประเมินอย่างไร ก้าวต่อไปอย่างไร ที่อยู่ให้ครบเทอมวุฒิสภาไม่ติดใจ

ประการต่อมา มันเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนหรือไม่ เป็นครับ ประชาชน จะได้ฟังดูว่าเลือกเข้ามาเป็นฝ่ายบริหาร เลือกเข้ามาเป็นรัฐบาล มาเป็นฝ่ายค้านได้ทำหน้าที่ ของตัวเองสมที่รัฐธรรมนูญได้ให้หรือไม่ นั่นประการแรก ซึ่งวุฒิสภาเห็นตรงกันว่าเป็นประโยชน์ ต่อทุกฝ่าย ไม่ได้ขัดรัฐธรรมนูญเลย

ประการต่อมา ท่านประธานไปดูลำดับตั้งแต่ลำดับที่ ๒ ไปจนถึงลำดับที่ ๑๑ ท่านประธานเชื่อไหมครับว่าที่เราทำทั้งหมดนี้มันคืออำนาจหน้าที่ที่รัฐธรรมนูญได้กำหนด เอาไว้ว่าสมาชิกรัฐสภานั้นจะต้องควบคุมการบริหารราชการแผ่นดิน สมาชิกรัฐสภา อันประกอบด้วย สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาต้องมีหน้าที่ในการตรวจสอบ ติดตาม ผมยกตัวอย่างให้ท่านประธานได้ดูสักเรื่องก็ได้ที่เราเสนอเข้ามา เช่นการตรวจสอบ เรื่องธรรมาภิบาลในระบบพลังงาน ภาค ๓ ส่วนแบ่งรายได้จากการสัมปทานปิโตรเลียม นี่คือการตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน นี่คือการชี้แจงให้กับประชาชนได้เห็นว่า วันที่ประเทศพม่าจะตัดก๊าซคนไทยจะเป็นอย่างไร เอาอีกตัวอย่างหนึ่งท่านประธานครับ อันที่ ๒ ที่ท่านบอกว่าไม่มีอำนาจหน้าที่นี่ละครับ การตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญก็เป็นส่วนหนึ่ง นอกจากตรวจสอบการบริหารราชการแผ่นดิน ช่วยรัฐบาลในการบริหารราชการแผ่นดิน เช่นกรณีวุฒิสภาให้ตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญเพื่อส่งเสริมฟื้นฟูกิจการลูกเสือแห่งชาติ มันคือเครื่องมือและหัวใจสำคัญในการกอบกู้ฟื้นฟูบ้านเมือง มันคือเครื่องมือที่จะนำสังคมไทย กลับไปสู่ความปรองดอง กลับไปนั่งพูดคุยกัน กลับไปนั่งสนทนากันเพื่อหาทางออกของประเทศ ซึ่งวุฒิสภาเห็นว่ากิจการลูกเสือเป็นเครื่องมือเดียวของประเทศที่จะนำพาผู้คนมานั่งคุยกัน ท่านประธานเห็นไหมครับว่ามันเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ ที่เขาเขียน อย่างงดงามว่าเมื่อไม่มีภารกิจตามนี้สามารถทำภารกิจอื่นได้ ผมจึงกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังท่านสมาชิกรัฐสภาได้โปรดพิจารณาว่าสิ่งที่วุฒิสภาได้เสนอนี้เป็นอำนาจหน้าที่ ตามรัฐธรรมนูญ เป็นไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ เป็นประโยชน์ ต่อพี่น้องประชาชน เป็นประโยชน์ต่อรัฐบาลที่จะได้ทบทวนการบริหารราชการแผ่นดิน ของตัวเอง ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสุดท้ายครับ ท่านวิทยา แก้วภราดัย ครับ แต่ก่อนที่ท่านวิทยาจะได้อภิปรายนะครับ ผมขอต้อนรับคณะครูและบุคลากร ทางการศึกษา นักเรียนโรงเรียนวัดนางเหล้า ตำบลชุมพล อำเภอสทิงพระ จังหวัดสงขลา วันนี้ ได้มาเยี่ยมชมการประชุมของรัฐสภานะครับ ขณะนี้เป็นการประชุมร่วมกันของ ๒ สภา คือ สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา เชิญท่านวิทยาครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเข้าใจว่าท่านประธานไม่ต้องรีบครับ ในการที่จะเสนอความเห็นกัน เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่แล้วก็เข้าใจว่าทุกคนกำลังติดตาม ดูอยู่ครับ รัฐธรรมนูญเขากำหนดว่ารัฐบาลทำงานครบ ๑ ปี แถลงต่อสภาแล้วก็ได้ดำเนินการ ตามที่ได้แถลงตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐหรือไม่เป็นเรื่องที่สังคมตามดู แล้วผมเข้าใจว่า ที่ช้าอยู่รัฐบาลก็พยายามหาเหตุผลมาอธิบายตลอดครับ ช้าเพราะอย่างโน้น ช้าเพราะอย่างนี้ ช้าเพราะรอเวลา แต่ผมไม่เคยได้ยินรัฐบาลพูดว่าช้าเพราะติดสมัยสามัญนิติบัญญัติ ไม่มีใคร เคยพูดครับ วันนี้ก็ต้องขอบคุณวุฒิสภาโดยเฉพาะอย่างยิ่งขอบคุณท่านประธานนะครับ คือท่านประธานในฐานะประธานวุฒิสภาได้ลงนามเสนอประธานรัฐสภา ขอยกเว้นเพื่อให้มี การพิจารณารายงานของรัฐบาลในสมัยสามัญนิติบัญญัติได้ ท่านประธานเองเป็นคนยื่นมา แล้ววันนี้ผมคิดว่าถ้าไม่สำคัญท่านประธานคงไม่ลงนามยื่นมา แล้วผมก็ไม่เข้าใจว่า มันเป็นเรื่องน่ากลัวอันตรายอะไรหรือเปล่า เพราะเป็นหน้าที่รัฐบาลต้องแถลงอยู่แล้วครับ ช้าหรือเร็วก็ต้องแถลง นี่สภาร่วมกันเปิดโอกาสให้รัฐบาลแถลงกำลังจะหนีแถลง ก็เลยฟ้อง ท่านประธานตรงนี้ว่าตั้งแต่เห็นเป็นรัฐบาลมาปีกว่า ๆ ผมเข้าใจว่ารัฐบาลปากกล้านอกสภาครับ เวลามาสภาจริง ๆ นั่นละครับ เหลือสักคนสองคน ไปหมดครับ หน้าที่ที่จะต้องทำกลับไม่ทำ เรื่องที่ต้องทำตามรัฐธรรมนูญ กลับไม่ทำกำลังหาเรื่องแปลก ๆ มาทำ นี่เขาเขียนรัฐธรรมนูญเลยครับว่าครบปีคุณมาแถลง แล้วก็กฎหมายไม่เปิดช่อง รัฐสภาจะหาช่องทางเปิดให้มาแถลงกลับปฏิเสธช่องทางอีก จะไปไหนกันครับ ทีจะขอกู้ ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทโน่นกระสันกันนักอยากจะมาเร็ว ๆ หน้าที่ต้องทำกลับไม่ทำ ผมคิดว่าท่านประธานต้องฟังความคิดเห็นของสมาชิกให้ดีนะครับ เรากำลังเปิดช่องให้รัฐบาลทำตามกฎหมาย แต่รัฐบาลกำลังจะปิดช่องกระทำตัวอยู่เหนือรัฐธรรมนูญ ท่านประธานครับ นี่เร่งนะครับ ผมเข้าใจว่าถ้าปิดสมัยประชุมอาทิตย์หน้าได้ปิดไปแล้วครับ คราวที่แล้ววันที่เร่งจะออกกฎหมายปรองดอง ออกกฎหมายนิรโทษกรรมยืดสมัยประชุมสภากันไป เดือนสองเดือน เที่ยวนี้เสนอกฤษฎีกาปิดสมัยประชุมแล้วครับ วันที่ ๒๐ เมษายน ปิดสมัยประชุมแล้ว ไปเปิดอีกทีเดือนกรกฎาคมครับ เปิดอีกทีเดือนกรกฎาคมเท่ากับรัฐบาล ทำงานครบ ๒ ปีต้องแถลงผลงานการทำงานครบ ๒ ปีคราวเดียวกันเลย ก็เป็นปรากฏการณ์แปลก ๆ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาต้องใช้ข้อวิจารณญาณนะครับว่าทั้งหมดเขากำหนด เป็นกติกาให้รัฐบาลต้องทำแต่รัฐบาลกำลังหลีกเลี่ยงจะทำอ้างโน่นอ้างนี่ เราก็พยายาม เปิดช่องให้ครับว่าทำเถอะครับ ลงมติกันวันนี้ แล้วก็อาทิตย์หน้า ๒ อาทิตย์คุณแถลงเสียก่อน ก่อนปิดวันที่ ๒๐ เมษายน หลังวันที่ ๒๐ เมษายน คราวนี้ยุ่งละครับ ๒ ปีแถลงครั้งหนึ่ง ก็จะไปกันใหญ่เรื่องรัฐธรรมนูญครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เอาละครับ ท่านสมาชิกครับ ผมปิดอภิปรายแล้วก็จะขอมติ ผมจะแยกลงมติ เนื่องจากว่ามีของท่านสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ก็คือของท่านจุรินทร์และคณะได้เสนอที่จะขอให้นำรายงานผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมารายงานในสมัยสามัญนิติบัญญัตินะครับ เพราะฉะนั้น ผมจะถามญัตติของท่านจุรินทร์ก่อนนะครับ แต่ก่อนถามท่านสมาชิกครับ ผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ

(นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

เนื่องจากว่าของทาง สภาผู้แทนราษฎรมีญัตติเดียวก็คือขอนำรายงานของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ มารายงานในช่วงสมัยสามัญนิติบัญญัติ ของวุฒิสภานั้นมี ๓ ญัตติด้วยกันก็คือ เรื่องที่ ๑ นำรายงานของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐนั้นมารายงานในสมัยสามัญนิติบัญญัติ เรื่องที่ ๒ คือให้นำรายงานของคณะกรรมาธิการ ๕ เรื่องมารายงานในสมัยสามัญนิติบัญญัติ และเรื่องที่ ๓ คือให้นำญัตติเสนอตั้งคณะกรรมาธิการอีก ๕ คณะกรรมาธิการมาดำเนินการ ในสมัยสามัญนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นผมจะแยกลงมติทั้งหมด ๔ มติ ของสภาผู้แทนราษฎรนั้น เริ่มก่อน และของวุฒิสภาอีก ๓ ญัตติจะตามมา ท่านสมาชิกครับ ก่อนลงมติผมขอตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนนะครับ ท่านสมาชิกครับ ขอความกรุณาได้เข้าห้องประชุมเพราะว่าผมจะ ดำเนินการขอมติตามมาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ ซึ่งต้องใช้เสียงเกินกึ่งหนึ่ง ขณะนี้กึ่งหนึ่งก็คือ ๓๒๔ เสียง เพราะฉะนั้นเสียงเกินกึ่งหนึ่งก็คือต้องได้ ๓๒๕ เสียง ทุกญัตติต้องได้ ๓๒๕ เสียง เป็นอย่างน้อย ฉะนั้นขอความกรุณาทุกท่านได้เข้าห้องประชุม ณ บัดนี้ครับ เมื่อท่านเข้ามาแล้ว ขอให้ท่านได้แสดงตนโดยการกดปุ่มแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนดำเนินการนะครับ ผมจะไม่รีบร้อนจะรอให้สมาชิกได้เข้ามาในห้องประชุมให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้ถึงแม้ขณะนี้ องค์ประชุมจะครบแล้วก็ตามนะครับ

เมื่อท่านเข้ามาแล้วนะครับ ขอให้ท่านได้แสดงตนนะครับ ขอให้ท่านได้กดปุ่มแสดงตนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ ท่านสมาชิกครับ เนื่องจากว่าใน ๔ ประเด็นที่ผมจะขอเห็นชอบนั้นมีอยู่ ๑ ประเด็น หรือ ๒ ประเด็น ก็คือของสภาผู้แทนราษฎรเสนอโดยท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ แล้วก็ของวุฒิสภามีเหมือนกันอยู่ ๑ เรื่อง ก็คือการขอความเห็นชอบให้ที่ประชุมอนุมัติให้นำรายงานของคณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมารายงานในที่ประชุมแห่งนี้ เพราะฉะนั้นถ้าผมแยก เดี๋ยวคะแนนไม่เท่ากันท่านจะมาว่าผมอีก ถ้าผมจะเอา ๒ เรื่องนี้เอามาลงในคราวเดียวกัน ก็คือจะยินยอมให้สภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภานั้นนำรายงานของคณะรัฐมนตรีมารายงาน ในสมัยสามัญนิติบัญญัติหรือไม่นะครับ ผมจะเอาอย่างนี้นะครับเพื่อจะได้ความเป็นธรรม เดี๋ยวจะบอกว่าไม่เป็นธรรมคะแนนไม่เท่ากัน ท่านบุญยอดครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ บุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่า ตัวเรื่องเป็นเรื่องที่ท่านประธานวุฒิสภายื่นมาเรื่องหนึ่ง แล้วทางท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ยื่นมาอีกเรื่องหนึ่ง การประชุมก็เป็นคนละการประชุมนะครับ เป็นการประชุมวุฒิสภาของท่าน กับการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นมตินี้เป็นมติที่แยกออกจากกันครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ

นายบุญยอด สุขถิ่นไทย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ผมคิดว่า รวมไม่ได้ครับ ขอบพระคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ถ้าท่านเห็นอย่างนั้น ผมก็จะ ดำเนินการตามหลักการเดิมนะครับ ก็คือผมก็จะเอาของสภาผู้แทนราษฎรก่อนนะครับ เพราะฉะนั้นท่านที่เข้ามาแล้วกรุณาแสดงตนก่อนนะครับ ผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุม

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

เมื่อท่านแสดงตนแล้ว ส่งผลได้ครับ สมาชิกแสดงตนทั้งสิ้น ๔๖๗ ท่าน ครบองค์ประชุม

ผมจะขอมติจากที่ประชุมนะครับ ถ้าท่านเห็นชอบที่จะให้สภาผู้แทนราษฎร นำรายงานของ ครม. ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐมารายงานในสมัยสามัญนิติบัญญัติ ถ้าที่ประชุมเห็นชอบท่านกดปุ่ม เห็นชอบ ถ้าท่านไม่เห็นชอบท่านก็กดปุ่ม ไม่เห็นชอบ ถ้าท่านไม่ประสงค์ลงคะแนน ท่านกดปุ่มไม่ลงคะแนนนะครับ เดี๋ยวมีท่านว่าอย่างไรครับ ท่านปรีชาพลมีอะไรครับ เห็นยกมือนะครับ เกาหัวนะครับ ฟังไม่ชัดนะครับ ท่านวรชัยมีอะไรครับ เดี๋ยวผมจะพูดช้า ๆ

นายวรชัย เหมะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรปราการ

ท่านประธาน ที่เคารพ ผม นายวรชัย เหมะ พรรคเพื่อไทย จังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ขอให้ท่านประธานล้างใหม่แล้วก็ถามใหม่ด้วยครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ครับ เพราะฉะนั้นยังไม่ลงมตินะครับ เมื่อสักครู่ได้ตรวจสอบองค์ประชุมแล้วนะครับ ๔๖๑ ท่าน เมื่อสักครู่ครบองค์ประชุมนะครับ ผมจะขอมติที่ประชุมนะครับ เนื่องจากว่าญัตติของท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ นั้นจะขอให้มี การนำรายงานของคณะรัฐมนตรีมารายงานในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ถ้าท่านเห็นชอบ ให้มีการรายงานในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติท่านกดปุ่ม เห็นชอบ ถ้าท่านไม่เห็นชอบ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อยู่ตรงไหนครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธานครับ ขอด้วย

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญครับ

นายพายัพ ปั้นเกตุ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ด้วยความเคารพครับ ผม พายัพ ปั้นเกตุ ท่านกรุณาได้ล้างที่กดเมื่อสักครู่นี้ก่อน เพราะว่า เพื่อนสมาชิกเข้าใจผิด แล้วก็ขอให้ลงคะแนนใหม่ครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ เพราะฉะนั้นขั้นตอน การตรวจสอบองค์ประชุมจะล้างนะครับ ล้างก่อนครับ ล้างเรียบร้อยแล้วท่านสมาชิกทุกท่าน ไม่ไปไหน อยู่ประจำที่ ท่านที่อยู่ข้างนอกเชิญเข้าห้องประชุมได้นะครับ เมื่อท่านเข้าประชุมแล้ว ผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุมก่อน ขอเรียนเชิญสมาชิกทุกท่านได้กดปุ่มแสดงตน เชิญแสดงตนด้วยครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)

มีท่านใดยังไม่แสดงตนอีกครับ ทุกท่านแสดงตนเรียบร้อย ส่งผลการแสดงตนด้วยครับ ท่านสมาชิกแสดงตนทั้งสิ้น ๔๖๔ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ผมจะขอมติดังต่อไปนี้นะครับ ถ้าท่านผู้ใดเห็นชอบที่จะให้มีการนำรายงาน ของคณะรัฐมนตรีมารายงานในสมัยสามัญนิติบัญญัติของสภาผู้แทนราษฎรท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดไม่เห็นชอบท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดจะงดออกเสียงท่านกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญทุกท่านลงมติครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ท่านผู้ใดที่ยังไม่ลงมติ และประสงค์จะลงมติมีไหมครับ หลังจากผมปิดการลงมติแล้วจะไม่ยินยอมอนุญาตให้ผู้ใด มาขอใช้สิทธิอีกนะครับ เมื่อทุกท่านลงมติเรียบร้อย ปิดการลงมติ ส่งผลด้วยครับ ที่ประชุม ๕๐๙ ท่าน เห็นชอบ ๔๘๓ ท่าน ไม่เห็นชอบ ๑๖ ท่าน งดออกเสียง ๑๑ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน ผมต้องการเสียงเพียงแค่ ๓๒๕ ท่าน เวลานี้ได้ ๔๘๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมแห่งนี้ อนุญาตให้มีการนำรายงานของ ครม. มาพิจารณาในสมัยสามัญนิติบัญญัตินะครับ

ลงมติต่อนะครับ ตอนนี้ของวุฒิสภา ถ้าท่านผู้ใดเห็นควรให้วุฒิสภานั้น นำรายงานของคณะรัฐมนตรีมาพิจารณาในสมัยสามัญนิติบัญญัติ ถ้าท่านเห็นชอบกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นชอบท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียง ก็งดออกเสียง เชิญท่านลงมติครับ ท่านประเสริฐมีอะไรครับ เชิญท่านประเสริฐครับ

นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยะลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผม นายประเสริฐ พงษ์สุวรรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดยะลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ผมแปลกใจว่า ของวุฒิสภาทำไมต้องลงแยก ทำไมไม่ลงครั้งเดียว เพราะเป็นญัตติเดียวครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เมื่อสักครู่ผมจะรวมแล้วครับ ท่านบุญยอดบอกว่าลงแยก คนละญัตตินะครับ ไม่มีปัญหาครับ ไม่เป็นปัญหา ขอให้ทุกท่าน อยู่ห้องประชุมอย่าได้ไปไหนนะครับ ผมขอให้ท่านได้ลงมติ ถ้าท่านเห็นชอบให้วุฒิสภา นำรายงานแสดงผลการดำเนินการของ ครม. มารายงานในสมัยสามัญนิติบัญญัติท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านผู้ใดไม่เห็นชอบท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านไม่ลงคะแนน ท่านก็ไม่ลงคะแนน เชิญลงมติครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ทุกท่านลงมติเรียบร้อยนะครับ ท่านใดยังไม่ลงมติและประสงค์จะลงมติไหมครับ ถ้าไม่มี ปิดการลงมติ เชิญส่งผลได้ จำนวน ผู้เข้าประชุม ๕๐๘ ท่าน เห็นชอบ ๔๙๙ ท่าน ไม่เห็นชอบ ๔ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมให้วุฒิสภานำรายงานของ ครม. มาพิจารณาในสมัยสามัญนิติบัญญัติได้

ผมจะถามต่อนะครับ เนื่องจากวุฒิสภานั้นขอความเห็นชอบจากที่ประชุม ให้นำรายงานของคณะกรรมาธิการสามัญ ๕ เรื่องมารายงานในสมัยสามัญนิติบัญญัติ ถ้าท่านเห็นชอบท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นชอบกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ถ้าท่านจะงดออกเสียง ท่านงดออกเสียงนะครับ เชิญลงมติต่อครับ ขอความกรุณาสงบนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ลงมติเรียบร้อย มีท่านใด ที่ยังไม่ลงมติแล้วประสงค์จะลงมติไหมครับ ลงเรียบร้อยแล้วผมขอปิดการลงมติ ส่งผลครับ สมาชิก ๕๐๔ ท่าน เห็นด้วย ๒๒๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒๗๘ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๒ ท่าน ต้องการคะแนนตามมาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ ๓๒๕ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุม ไม่อนุมัติให้วุฒิสภานำรายงานของคณะกรรมาธิการสามัญมารายงานสมัยสามัญนิติบัญญัตินะครับ

ต่อไปจะเป็นมติสุดท้ายครับ เนื่องจากวุฒิสภานั้นได้ขอตั้งคณะกรรมาธิการ ขึ้นในสมัยสามัญนิติบัญญัติ ถ้าท่านเห็นชอบท่านกดปุ่ม เห็นด้วย ถ้าท่านไม่เห็นชอบท่านกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านงดออกเสียงกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญลงมติครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

ทุกท่านลงมติเรียบร้อยหรือยังครับ ลงมติเรียบร้อยแล้วนะครับ ถ้าเรียบร้อยปิดการลงมติส่งผลครับ ท่านสมาชิก ๔๙๙ ท่าน เห็นชอบ ๒๐๙ ท่าน ไม่เห็นชอบ ๒๘๕ ท่าน งดออกเสียง ๔ ท่าน ไม่ลงคะแนน ๑ ท่าน เสียงที่ใช้นั้นต้องใช้ ๓๒๕ ท่าน เป็นอันว่าที่ประชุมรัฐสภานั้นไม่เห็นชอบให้มีการตั้ง คณะกรรมาธิการวิสามัญในสมัยสามัญนิติบัญญัตินะครับ ขอบคุณมากครับ จบเรื่องที่ ๒ นะครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ท่านประธานครับ ขออนุญาตนิดเดียวครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสมชายครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ก็ขอขอบคุณนะครับ สมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียนว่าวันนี้ที่ประชุมรัฐสภา ได้ทำให้วุฒิสภาเห็นซึ้งใจมากครับ ท่านอยากเรียกเรามาประชุมท่านก็เห็นเราเป็นไม้ประดับเรียกมา ท่านลงมติอย่างไรท่านรับผิดชอบด้วยนะครับ ผมคิดว่าสิ่งที่วุฒิสภานับถือคือความเป็นสุภาพบุรุษ กราบเรียนว่าวิปของรัฐบาลได้มาขอร้องต่อวิปวุฒิสภาและขอร้องต่อพวกเราหลายครั้งว่า ไม่อยากนำเรื่องแถลงผลงานรัฐบาลเข้ามา เราก็เข้าใจครับ ท่านอ้างว่าขอให้รอหลังเลือกตั้ง ผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครก่อน ๒ ครั้งที่เราทนและอดทนรอท่านเปิดประชุมร่วมกัน ของรัฐสภา พอถึงเวลาท่านได้ของท่านเสร็จท่านก็ปิดประชุมโดยไม่มีเหตุผล ๒ ครั้งแล้วครับ นี่คือครั้งที่ ๓ ผมคิดว่าความอดทนมีจำกัดครับ ท่านประธานวุฒิสภาวันนี้ผมขออนุญาต ชื่นชมท่านด้วยความจริงใจที่ท่านกรุณาบรรจุญัตติของวุฒิสภา ซึ่งผมคิดว่าตรวจผลคะแนนได้ ๑๔๙ คนของวุฒิสภาลงมติเป็นเอกฉันท์ที่เห็นควรจะให้มีการรายงานต่อวุฒิสภาและเห็นควร ที่จะให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ แต่ผมกราบเรียนว่ารัฐบาลช่วยรับผิดชอบต่อบันทึกข้อตกลง ที่ท่านยังเหลืออยู่ด้วยครับ เพราะผมไม่แน่ใจว่าวุฒิสมาชิกท่านจะมีกะจิตกะใจจะอยู่ร่วมประชุม กับท่านหรือไม่ ผมไม่ได้ขู่ครับ มันเป็นสัญญาสุภาพบุรุษจริง ๆ ครับ ท่านขอกี่ครั้งเราก็มา ร่วมกับท่าน แต่ผมคิดว่าวุฒิสภาก็มีศักดิ์ศรีในการดำรงสถานะสมาชิกรัฐสภาเท่ากับท่าน ผมกราบเรียนท่านประธานและกราบเรียนท่านสมาชิกว่าท่านเคยลงมติไปแล้วเมื่อวันที่ ๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๔ แบบเดียวกัน ขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณา

(นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกำแพงเพชร ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมชายครับ เห็นท่านกฤช ครูต้อ ใครอีก ท่านกฤชก่อนนะครับ ท่านประท้วงอะไรครับ ท่านยืนขึ้น

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กำแพงเพชร

ผมประท้วง ท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ประท้วงเรื่องอะไรครับ เชิญครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กำแพงเพชร

การโหวตได้เสร็จสิ้น ลงไปแล้วนะครับท่านประธาน ท่านประธานควรดำเนินการต่อไปนะครับ แล้วการโหวต มันก็มีแพ้มีชนะ เพราะฉะนั้นแพ้ก็คือแพ้ครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ท่านสมชายครับ ท่านสมชายอีกสักเล็กน้อยนะครับ

นายสมชาย แสวงการ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ ใช้เวลาอีกสักครึ่งนาที ก็กราบเรียนว่าที่บันทึกการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาก็ชัดเจนนะครับว่าเราเคยใช้มติแบบเช่นนี้ แล้ววันนี้ก็ใช้มติเช่นนี้ ก็คงไม่มีอะไร จะกราบเรียนท่านประธานและที่ประชุมแห่งนี้อีกแล้วครับว่าเสียใจครับที่ที่ประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาเคยมีสัญญาสุภาพบุรุษกันในการทำงานร่วมกันนั้นเราได้รับการปฏิบัติเช่นนี้ ก็ขอบพระคุณครับท่านประธาน

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืนและยกมือขึ้น)
นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงอะไรครับ จบแล้วครับ เชิญประท้วงเรื่องอะไรครับ ผมว่าไม่ต้องประท้วง ผมจะดำเนินการต่อไปเลยนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขอประท้วงท่านวุฒิสมาชิก ที่ลุกขึ้นมาแสดงความไม่พอใจต่อการลงมติของรัฐสภา ท่านประธานครับ สมาชิกรัฐสภาทั้งหมด ต้องมีความรอบรู้ ต้องเข้าใจในกฎ ระเบียบ ข้อบังคับของรัฐสภา การเป็นประชาธิปไตย การโหวต ในเมื่อเสียงส่วนใหญ่เห็นอย่างไร ในฐานะสมาชิกรัฐสภาต้องยอมรับมติของเสียงส่วนใหญ่ ที่นี่ไม่ใช่สภาของเผด็จการ ท่านประธานครับ ผมขอให้ท่านได้ถอนคำพูด

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ท่านพิเชษฐ์ครับ มันเป็น ความรู้สึกของท่านสมาชิก ปล่อยให้เขาระบายเถอะนะครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

ท่านประธานครับ ขอเตือนท่านสมาชิกอย่าได้แสดงกิริยาวาจาอย่างนี้อีก ขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ จบนะครับ ผมก็จะไปดำเนินการตามวาระที่ได้มีการอนุญาตให้เลื่อนขึ้นมาก็คือในเรื่องที่ ๑๘ และเรื่องที่ ๑๙ แต่ก่อนที่จะดำเนินการผมขอต้อนรับท่านผู้มีเกียรติเป็นนักศึกษาและอาจารย์คณะมนุษยศาสตร์ และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม ซึ่งวันนี้มาเยี่ยมชมการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาก็คือสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา วันนี้ประชุมในหลายเรื่องด้วยกันนะครับ

ต่อไปจะเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนลำดับที่ ๑๘ ร่างความตกลงระหว่าง รัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)

เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีได้แถลงเหตุและผลต่อที่ประชุมครับ

นายพงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พงษ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในนามของคณะรัฐมนตรีขอเสนอร่างความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลแห่งรัฐคูเวต ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๕ เพื่อขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาให้ความเห็นชอบการลงนาม และการดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตกราบเรียน เกี่ยวกับความเป็นมาของการจัดทำความตกลงฉบับนี้และรายละเอียดเนื้อหาโดยสรุป ดังนี้ครับ

ประเทศไทยและรัฐคูเวตได้บรรลุการเจรจาจัดทำความตกลงเพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนระหว่างกันเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ และล่าสุดเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๕ รัฐบาลแห่งรัฐคูเวตได้แจ้งความพร้อมที่จะลงนามในร่างความตกลงฉบับนี้และพร้อมจะดำเนินการ ให้ความตกลงมีผลใช้บังคับ ความตกลงฉบับนี้เป็นหนังสือสัญญาระหว่างประเทศที่มุ่งเน้นการสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุน ของทั้ง ๒ ประเทศว่าการลงทุนของตนนั้นจะได้รับการคุ้มครองที่เหมาะสมและเป็นไปตาม มาตรฐานสากล สอดคล้องกับหลักการการให้ความคุ้มครองการลงทุนภายใต้กฎหมายไทย ความตกลงฉบับนี้มีเนื้อหาสาระสอดคล้องกับกรอบการเจรจาความตกลงเพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับความเห็นชอบ จากรัฐสภาเมื่อวันที่ ๘ กันยายน ๒๕๕๓ โดยขอบเขตของความตกลงจำกัดให้ความคุ้มครอง เฉพาะการลงทุนที่ได้รับความเห็นชอบเป็นลายลักษณ์อักษร โดยเจ้าหน้าที่ผู้มีอำนาจ ของภาคีคู่สัญญา ความตกลงนี้มีเนื้อหาสาระครอบคลุมหลายประเด็น เช่น การส่งเสริม คุ้มครอง และการเอื้ออำนวยการลงทุนระหว่างกัน การปฏิบัติที่เป็นธรรมเท่าเทียมกัน การคุ้มครอง การเวนคืน และการชดเชยค่าเสียหายจากการเวนคืน การโอนเงินลงทุน และผลตอบแทนโดยเสรี เป็นต้น ท่านประธานครับ กระผมขอกราบเรียนเพิ่มเติมว่าความตกลง เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนฉบับนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นเครื่องมือสำคัญ ที่ช่วยเพิ่มการลงทุนของรัฐคูเวตในประเทศไทย ซึ่งปัจจุบันกลุ่มนักธุรกิจรัฐคูเวตทั้งภาครัฐ และภาคเอกชนได้แสดงความสนใจอย่างยิ่งที่จะร่วมลงทุนกับประเทศไทย เช่น สมาชิก ของสภาหอการค้าและอุตสาหกรรมของรัฐคูเวต กลุ่มอุตสาหกรรมผลิตและแปรรูปอาหาร และกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติของรัฐคูเวต ซึ่งเป็นกองทุนที่เก่าแก่ที่สุดของโลกและรับผิดชอบ การลงทุนภาคการเงินของรัฐคูเวต นอกจากนี้รัฐบาลแห่งรัฐคูเวตยังมีโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ ที่มีมูลค่าการลงทุนประมาณ ๗๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายใต้แผนพัฒนาเศรษฐกิจแห่งชาติ รัฐคูเวต ฉบับปี ๒๕๕๓ ถึงปี ๒๕๕๗ ซึ่งเป็นโอกาสดีครับท่านประธานที่บริษัทไทยที่มีความสนใจ จะได้ร่วมลงทุนในโครงการดังกล่าว ดังนั้นการลงนามความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครอง การลงทุนระหว่างรัฐบาลไทยและรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตจึงเป็นประโยชน์ต่อทั้ง ๒ ฝ่าย และมีส่วนสำคัญในการเสริมสร้างภาพลักษณ์และบรรยากาศการลงทุนของประเทศไทย ปัจจุบันประเทศไทยให้ความสำคัญกับยุทธศาสตร์โลกมุสลิมและประสงค์จะเพิ่มพูน ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับประเทศมุสลิม การจัดทำความตกลงนี้กับรัฐคูเวตจะช่วย เสริมสร้าง ส่งเสริมยุทธศาสตร์โลกมุสลิมและเป็นประโยชน์โดยตรงต่อผู้ลงทุนของทั้ง ๒ ประเทศ ท่านประธานครับ ความตกลงฉบับนี้เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ซึ่งจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อนดำเนินการให้มีผลผูกพัน กระผมขออนุญาตกราบเรียนให้ทราบถึงการดำเนินการให้สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ดังนี้

มาตรา ๑๙๐ วรรคสี่ ของรัฐธรรมนูญกำหนดว่าก่อนที่จะแสดงเจตนา ให้ความตกลงมีผลผูกพัน ประชาชนต้องสามารถเข้าถึงรายละเอียดของหนังสือสัญญา และต้องมีการดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างรวดเร็ว เหมาะสม และเป็นธรรม กระผมขอกราบเรียนว่าตั้งแต่ปลายปี ๒๕๕๐ กระทรวงการต่างประเทศได้เผยแพร่ความรู้ ทางเว็บไซต์ (Web site) และจัดกิจกรรมในรูปแบบต่าง ๆ เพื่อประชาสัมพันธ์ความตกลง เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทยกับประเทศต่าง ๆ รวมถึงความตกลง ระหว่างไทยกับรัฐคูเวต เพื่อให้ความรู้แก่ผู้ลงทุนและผู้ที่สนใจในโอกาสต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และสม่ำเสมอ ซึ่งทุกฝ่ายต่างสนับสนุนและเห็นประโยชน์ของความตกลงดังกล่าว

สำหรับประเด็นเรื่องผลกระทบที่ต้องเยียวยา กระทรวงการต่างประเทศ ได้จัดการประชุมส่วนราชการที่เกี่ยวข้องและภาคเอกชนเพื่อขอความเห็นในเรื่องนี้ครับ โดยส่วนราชการที่เกี่ยวข้องยืนยันความเห็นว่าการดำเนินการให้ความตกลงเพื่อการส่งเสริม และคุ้มครองการลงทุนมีผลใช้บังคับจะไม่ส่งผลกระทบต่อประชาชนหรือผู้ประกอบการ ขนาดกลางและขนาดย่อมในประเทศไทย แต่กลับจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการดึงดูด การลงทุนจากต่างประเทศ และสร้างความเชื่อมั่นให้แก่ผู้ลงทุนไทย

บัดนี้ รัฐบาลเห็นว่าเป็นช่วงเวลาอันเหมาะสมที่จะเสนอต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณา ให้ความเห็นชอบการลงนามความตกลงเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างรัฐบาลไทย กับรัฐบาลแห่งรัฐคูเวต และดำเนินการให้มีผลใช้บังคับเพื่อสร้างความเชื่อมั่นและเพิ่มปริมาณ การลงทุนระหว่างนักลงทุนไทยและรัฐคูเวตให้มากยิ่งขึ้น กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

สมาชิกท่านใดประสงค์ จะอภิปรายไหมครับ อยู่ในมือผม ๔ ท่าน ถ้าผมจะขอกำหนดเวลาจะขัดข้องไหมครับ สัก ๗ นาที ท่านอลงกรณ์ก็บวก ๆ หน่อยไม่เป็นไรนะครับ ท่านแรกก่อนนะครับ ให้เกียรติสุภาพสตรีครับ ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ ครับ ผมให้ตั้งเวลา ๗ นาทีนะครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์ 🔗

ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานไม่ได้ให้โอกาสดิฉันได้ประท้วงด้วย แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะดิฉันอยากที่จะ แสดงความคิดความเห็นเหมือนกันว่าการอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ของวุฒิสภา ก็คงจะเรียนที่ประชุมให้ทราบไว้ เราเข้าใจในกติการะเบียบดีว่าความเป็นประชาธิปไตยนั้น เรายึดกฎเกณฑ์ตรงไหนนะคะ ส่วนร่างที่เราจะอภิปรายกันในขณะนี้ก็คือร่างที่เกี่ยวข้อง กับการเรียกชื่อเต็ม ๆ ว่า การเสนอร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน เพื่อดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ ก็คือแปลความว่ามันได้ดำเนินการมาก่อนแล้ว ขณะนี้ก็จะอยู่ในส่วนของการที่จะเข้าไป มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม วรรคสี่ ดิฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมา แต่อย่างไรก็ตาม ก็อดที่จะแสดงความห่วงใยไม่ได้นะคะ ในเมื่อศึกษาแล้วปรากฏความว่ามันมีสาระของ ความตกลงที่น่าห่วงใยในข้อ ๑ ในส่วนที่เป็นคำกำจัดความของคำว่า อินเวสท์เมนท์ (Investment) หรือว่าการลงทุนนี่นะคะ โดยเฉพาะอย่ายิ่งในส่วนท้ายของข้อ ๑ ในข้อตกลง หรืออะกรีเมนท์ (Agreement) ที่ว่าให้มีการผูกพันถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา การค้นหา การเพาะพันธุ์ การสกัดหรือการเอกซ์พลอยท์ (Exploit) หรือว่าทรัพยากรธรรมชาติ ก็คือในส่วนของ (๕) ค่ะ ท่านประธานขออภัยนะคะ เพราะว่าดิฉันเปิดไปหน้าภาษาอังกฤษ แล้วเขาก็มีแปลเป็นภาษาไทยเช่นกันค่ะ ดิฉันห่วงใยในส่วนนี้เพราะว่าคำที่มันค่อนข้างที่จะ กว้างขวางนะคะ มันอาจจะทำให้ประเทศของเรานั้นเสียประโยชน์ได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศอย่างรัฐคูเวตเป็นประเทศซึ่งอุตสาหกรรมส่วนใหญ่แล้วเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมอื่น ๆ ภาคการผลิตอื่น ๆ นั้นมีน้อยมากเพียงแค่ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ความต้องการของคนในภูมิภาคนั้นที่มีเงินทุนใหญ่ ๆ ท่านคะ ถ้าเราเปิดโอกาสให้เขาสามารถที่จะ เข้ามาทำการวิจัย ทำการค้นคว้า ทำการศึกษาเพาะพันธุ์ต่าง ๆ โดยไม่ได้จำกัดขอบเขตเอาไว้นี่ ผลเสียมันจะเกิดกับประเทศไทยของเราได้ค่ะ เคยมีข่าวอยู่ช่วงหนึ่งที่บอกว่าจะมีการให้ ชาวต่างชาติโดยเฉพาะตะวันออกกลางเข้ามาเช่าที่นาหรือทำนาข้าวของเรา ซึ่งดิฉันคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องของความเสี่ยงที่จะเกิดแก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย นั่นคือ เรื่องอันดับ ๑ นะคะ

อันดับ ๒ ที่ดิฉันสนใจก็คือเรื่องของการทำตามมาตรา ๑๙๐ (๔) ที่บอกว่า จะต้องให้ประชาชนและวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมได้เข้าถึงข้อมูล จากข้อมูลที่ท่าน ได้รายงานเข้ามาในรายงานนี่นะคะ ดิฉันเห็นว่าเป็นข้อมูลซึ่งยังห่างไกลจากประชาชนเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่บอกว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความตกลง ในที่ต่าง ๆ เช่น ขออนุญาตท่านประธานอ่านนิดเดียวค่ะ สัมมนาโต๊ะกลมกับนักลงทุนไทย จัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากความตกลง จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โดยผู้เชี่ยวชาญจากอังค์ถัด (UNCTAD) หรือว่าจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้า และการพัฒนา จัดทำแผ่นพับเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงแจกจ่ายให้กับ ผู้เกี่ยวข้องและผู้สนใจ การตีพิมพ์บทความในหนังสือพิมพ์เพื่อให้ผู้อื่นเกิดความรู้ การร่วมมือ กับภาคเอกชน ดิฉันคิดว่ามันเป็นการเผยแพร่ที่ให้ประชาชนได้เข้าถึงได้ยังจำกัดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนซึ่งจะบอกว่าจะได้รับผลกระทบด้านบวกเพียงด้านเดียวนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเรายังไม่เคยได้ยิน ได้เห็น ได้ฟังเลยค่ะว่าส่วนของคนเหล่านั้น ที่ท่านเข้าไปให้ความรู้นั้นได้เข้าไปถึงอย่างไร สมาคมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมเคยมีปากมีเสียง มีความเห็นอย่างไร ท่านบอกว่าเปิดเว็บไซต์ให้กับประชาชนได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น มีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นถึง ๙๐๐,๐๐๐ กว่าครั้ง ในความเห็นเหล่านั้นเป็นความเห็น เช่นไร ดิฉันอยากเรียนถามท่านรัฐมนตรีค่ะว่าส่วนใหญ่แล้วมีความเห็นเป็นประการใด มีความห่วงใย มีความพอใจ มีความต้องการมากน้อยเพียงใดเพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าจะว่ากัน คนชั้นกลางส่วนใหญ่ทั่วไป ประชาชนที่ทำวิสาหกิจไม่ว่าจะขนาดกลาง ขนาดย่อม ตื่นนอนมา ไม่ได้เปิดเว็บไซต์เข้าไปดูหรอกค่ะว่ากระทรวงการต่างประเทศหรือกระทรวงพาณิชย์ เขาจะทำอะไรกัน หรือว่าจะทำอะไร จะขยับไปทางไหนก็จะมีแต่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ก็ไม่เป็นโล้เป็นพายที่จะรู้เรื่องมากหน่อย พูดถึงสมาคมหอการค้าจังหวัด ดิฉันคิดว่า ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นนี่ค่ะ ตรงนี้คือสิ่งที่เราห่วงใยว่าเม็ดเงินใหญ่ ๆ ที่จะเข้ามา กับโอกาสที่เปิดไว้กว้าง ๆ นะคะ จนกระทั่งเราอาจจะไม่มีการยกการ์ด (Guard) ป้องกันตัว อย่างเพียงพอ จะทำให้เกิดผลเสียต่อประเทศของเราโดยส่วนรวม และที่สำคัญที่สุดค่ะท่านประธาน ที่เคารพคะ กิจการค้าของเรากับรัฐคูเวตโดยย่อ เราขาดดุลการค้าเขามาโดยตลอด โดยเฉพาะ ในช่วง ๓-๔ ปีสุดท้าย ถามว่าถ้าทำข้อตกลงตรงนี้ให้เป็นทางการมีการรับรองกันแล้วนี่ เราจะได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นไหม ได้ขึ้นได้อย่างไรในเมื่อเรานี่นะคะจริง ๆ แล้วก็ยังต้องนำเข้า น้ำมันจากเขาเป็นจำนวนมากนะคะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูป แม้กระทั่ง ทรัพยากรอื่น ๆ กระทั่งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ท่านประธานที่เคารพ เรายังต้องนำเข้าจากเขามา ขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นทุกปี ๆ เปิดทำข้อตกลงนี้เป็นทางการแล้วนี่เราจะเอาอะไรไปสู้ เพื่อที่จะให้ประเทศไทยเราได้เปรียบมากขึ้น ดิฉันเห็นว่าอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะคะ เพราะว่ารัฐคูเวตเป็นประเทศที่มีอากาศที่รุนแรง เวลาร้อนก็ร้อนจัด เวลาหนาวก็หนาวจัด เพราะฉะนั้นสิ่งซึ่งเราจะสามารถทำแล้วก็ขายออกไปได้ เท่าที่ประวัติที่แจ้งมารายงานที่แจ้งมา ก็เรื่องเกี่ยวกับอุปกรณ์ทำความเย็น ตู้เย็น ผลิตภัณฑ์อาหาร ก็ได้แก่เครื่องที่เป็นแช่แข็งแล้วก็ ไม่ใช่ไก่สด ไก่แช่แข็งด้วยซ้ำไป เป็นประเภทปลา เป็นประเภทสัตว์น้ำคำถามที่ต้องถามก็คือว่า ผลิตภัณฑ์ที่เป็นฮาลาลของเรานี่นะคะ จะสามารถเจาะเข้าไปได้มากขึ้นไหม เราจะสามารถใช้ รัฐคูเวตเป็นฐานในการที่จะเปิดตลาดของเราให้เข้าไปสู่กัลฟ์ (Gulf) ภูมิภาคในอ่าวเปอร์เซีย ได้มากขึ้น มากน้อยเพียงใดนะคะ ดิฉันก็มีความกังวลใจว่าถ้าเปิดกว้างจนเกินไปแล้ว ประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้รู้ด้วยซ้ำไปว่าตัวเองกำลังจะถูกละเมิดสิทธิ หรือถูกผลกระทบในทางลบนะคะ ส่วนที่สามารถจะไปได้กับกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ ดิฉันไม่ห่วงค่ะ ดิฉันคิดว่าเศรษฐกิจใหญ่ ๆ พวกที่เป็นนักลงทุนใหญ่ ๆ คงพอได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นพวกที่เกี่ยวกับการขุดเจาะ การทำท่ออะไรก็แล้วแต่น้ำมัน ประกอบเท่านั้น ได้ประโยชน์ แต่คนที่เป็นคนระดับกลางนี่ละค่ะ ท่านจะต้องให้ความชัดเจนว่าท่านจะเยียวยา หรือจะให้ข้อมูลให้เขารู้สิทธิของเขาได้มากกว่านี้ได้อย่างไร ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ผมจัดลำดับอภิปรายนะครับ เดี๋ยวท่านอลงกรณ์ ท่านอาจารย์วรวิทย์ บารู แล้วต่อด้วยอาจารย์สุริยา ปันจอร์ นะครับ ท่านอลงกรณ์ เชิญครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอผ่อนปรนเล็กน้อยสัก ๒-๓ นาทีนะครับ ท่านประธาน

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ ท่านเป็น ผู้เชี่ยวชาญตะวันออกกลางอยู่แล้วครับ เชิญครับ

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ 🔗

ร่างความตกลง เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-คูเวต ถือได้ว่ามีความสำคัญแล้วก็เป็น ความจำเป็นเร่งด่วนนะครับ ในการที่รัฐสภาควรพิจารณาให้ความเห็นชอบ แต่มีคำถาม และข้อสังเกตบางประการ แม้ว่ารัฐคูเวตนั้นปัจจุบันมีจีดีพี (GDP) ร่วม ๒๐๐ พันล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็ถือเป็นประเทศที่หนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์เชียลไทม์ (Financial Times) จัดอันดับให้เป็น ประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ เป็นต้นมา สมัยท่านชวน ๑ นี่นะครับ รัฐบาลชวน ๑ ก็ได้เริ่มเดินหน้าในการที่จะเชื่อมโยงระหว่าง ภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะประเทศไทยกับกลุ่มประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียที่เรียกว่า จีซีซี (GCC) เป็นเวลายาวนาน ๑๐ กว่าปีนะครับ กว่าที่จะมาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการให้ความเห็นชอบ ความตกลงดังกล่าว แม้ว่าโดยแท้ที่จริงแล้วถ้าดูในแง่มุมการค้าก็ยังต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่ายังมีปริมาณไม่มากนัก แต่ว่าอย่างไรก็ตามโดยสถานภาพของรัฐคูเวตนั้น อาจจะกล่าว ได้ว่าเป็นประเทศที่สมควรที่จะไปลงทุน แล้วก็เป็นการลงทุนต่างตอบแทน นั่นหมายความว่า จุดแข็งของรัฐคูเวตและจุดแข็งของประเทศไทยนั้น สามารถที่จะสนับสนุนกันและกันได้ โดยผ่านการลงทุน ผมเองต้องเรียนท่านประธานว่ารัฐคูเวตเป็นประเทศแรกครับ เมื่อเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๒ ที่ผมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีและเดินทางไปประเทศนี้ โดยเล็งเห็นว่าประเทศไทยขาดความมั่นคงด้านพลังงาน เราต้องนำเข้าน้ำมันถึง ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ นำเข้าก๊าซธรรมชาติรวมทั้งก๊าซธรรมชาติเหลว ขณะเดียวกันรัฐคูเวตและกลุ่มประเทศ รอบอ่าวเปอร์เซียซึ่งมีด้วยกัน ๖ ประเทศนะครับ คือรัฐคูเวต ประเทศกาตาร์ ประเทศบาห์เรน ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประเทศโอมาน แล้วก็ประเทศยูเออี (UAE) หรือว่าประเทศสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ ซึ่งมี ๒ รัฐใหญ่ก็คืออาบูดาบีแล้วก็ดูไบนั้น เขาผลิตอาหารได้เพียง ๖ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเองจำเป็นที่จะต้องนำเข้าอาหาร จึงเป็นกลุ่มประเทศที่ขาดความมั่นคงด้านอาหาร มากที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่งทีเดียว ในขณะประเทศเราก็เป็นประเทศที่ขาดความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะฉะนั้นการเดินทางไปเยือนรัฐคูเวต ประเทศกาตาร์ ประเทศบาห์เรน ประเทศยูเออีในครั้งนั้น รวมทั้งต่อมาก็คือประเทศซาอุดีอาระเบียที่ผมได้เดินทางไป ต่อมาในปี ๒๕๕๒ ปลายปีนั้น เราสามารถเชื่อมโยง ๒ ภูมิภาคเข้าด้วยกัน โดยมีการประชุมในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ระหว่างอาเซียนกับกลุ่มประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเรียกว่า จีซีซีหรือว่าอ่าวอาหรับ ตรงนั้นเองคือสิ่งที่ทำให้ช่องว่างระหว่าง ๒ ภูมิภาค โดยมีประเทศไทยเป็นแกนนำนั้น ได้แคบลงมา เพราะฉะนั้นการที่ทางคณะรัฐมนตรีในหลายยุคได้ขับเคลื่อนผลักดันจนกระทั่ง มาสู่ร่างความตกลงขั้นตอนสุดท้ายนั้นผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี แต่ว่าเราจะไปลงทุนที่ไหน ลงทุนอะไร นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่วันนี้ไม่ใช่เพียงร่างความตกลงบนบรรทัดต่อบรรทัดที่เป็นความตกลง ระหว่าง ๒ ประเทศ ความจริงรัฐคูเวตนั้นไม่ต่างจากประเทศซาอุดีอาระเบียที่เขาเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจ และรัฐคูเวตนี้น่าสนใจมากตรงที่ว่าเขาใช้นโยบายที่เรียกว่าอีโคโนมิค ดิโพลเมซี (Economic diplomacy) ครับ ใช้นโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ ความตกลงดังกล่าวก็เป็นส่วนหนึ่ง ตามยุทธศาสตร์ของเขาในการที่จะพยายามสร้างความเชื่อมโยงแสวงประโยชน์ในเรื่องของ การลงทุน โดยใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันเขาก็ต้องปฏิรูปประเทศของเขา เพราะว่า ถึงแม้จะเป็นประเทศเล็ก ๆ ไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร แต่ว่าส่งออกน้ำมัน ผลิตน้ำมัน ได้ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ของโลก หรือประมาณ ๒.๕-๒.๖ ล้านบาร์เรล ซึ่งถือว่ามาก เพราะฉะนั้น เขามีรายได้มาก แต่ขณะเดียวกันการสร้างงาน การพัฒนาประเทศก็ยังไม่ได้รุดหน้าไปเท่าไร ด้วยข้อจำกัดในหลายเรื่อง ในที่สุดเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาเขาก็มีการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เรียกว่า เป็นอีโคโนมิค รีฟอร์ม (Economic reform) ขึ้นมา หลังจากนั้นเขาก็ทำโครงการที่เรียกว่า เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถือว่าเป็นเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ใหญ่ที่สุดในรัฐคูเวต นั่นก็คือที่เกาะบูมิยัน โดยตั้งเป้าว่าตรงนั้นนอกจากจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เรียกว่า เป็นนิว อีโคโนมิค โซน (New economic zone) ในการส่งเสริมการลงทุนแล้วก็ต้องการ ให้เป็นท่าเรือของภูมิภาคในอ่าวเปอร์เซีย ตรงนี้ครับคือจุดที่ผมคิดว่ารัฐบาลอาจจะต้อง นำเสนอข้อมูล รายละเอียด ผมคำนึงในเรื่องของการใช้ประโยชน์ของความตกลงมากกว่า การให้ความเห็นชอบความตกลงซึ่งถือเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว แต่ว่าการใช้ประโยชน์นี้ สำคัญมาก ไม่อย่างนั้นก็เป็นเพียงหนังสือร่างสัญญาฉบับหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นโฟกัส (Focus) ส่วนหนึ่งในโครงการอย่างบูมิยันถือได้ว่าเป็นโครงการที่ใช้เงินมหาศาลครับ และในความตกลงดังกล่าวซึ่งผมจะมีข้อสังเกต ๒-๓ ประการที่จะถามท่านรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความมั่นใจในความชัดเจนในทางปฏิบัติต่อไป

ประการที่ ๒ ก็คือว่านอกจากพื้นที่และโครงการที่น่าจะได้มีการโฟกัสลงไป เพื่อประโยชน์ของภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจของเราในการขยายการลงทุนไปที่นั่น ๒. ก็คือ เรื่องของการขนส่งโลจิสติกส์ ในอ่าวเปอร์เซียถือว่าเป็นอ่าวที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แล้วก็มีการค้าขาย มาหลายพันปีในอารยธรรมที่อยู่รอบตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรมสมัยอิรัก อิหร่าน หรือว่า ในยุคสมัยของซาอุดีอาระเบียก็ตาม เพราะฉะนั้นในส่วนของท่าเรือบามิยันนี้เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นจุดที่ตั้งของการลงทุนในเรื่องของศูนย์กระจายสินค้าแล้วก็คลังอาหาร เขามีฐานะทางเศรษฐกิจดีมากแล้วก็จัดเป็นประเทศที่มีอัตราการจ่ายคืนสูงมาก ไม่มีความเสี่ยง ในเรื่องนี้ และเป็นประเทศที่พร้อมที่จะร่วมลงทุน เขาขาดเทคโนโลยีในเรื่องของอุตสาหกรรม อาหารและแปรรูป แต่ว่ากลับกันแทนที่ว่าจะมาร่วมลงทุนในประเทศไทยในส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันผมคิดว่าเราสามารถที่จะลงทุนในธุรกิจต่อเนื่องเช่นในเรื่องของการตั้งโรงงาน แปรรูปอาหารแทนที่จะเป็นเพียงคลังไซโลเก็บในเรื่องของธัญพืช พร้อมกันนั้นก็มีเรื่องของ การร่วมลงทุนในเรื่องของการขนส่งโลจิสติกส์แล้วก็แวร์เฮาส์ (Warehouse) ตรงนี้จะทำให้ เรามีฐานที่สำคัญ เพราะว่ารัฐคูเวตติดกับประเทศอิรัก แล้วประเทศอิรักวันนี้ท่านต้องทราบว่า นำเข้าข้าวจากเราโดยผ่านประเทศอื่นสูงมาก แล้วยังมีประเทศอิหร่านซึ่งพูดไม่ได้เพราะว่า มีการแซงชัน (Sanction) แต่ก็ผ่านประเทศเหล่านี้ครับ แล้วยังมีประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งขณะนี้ความสัมพันธ์ก็เริ่มฟื้นดีขึ้น ๓. ก็คือในส่วนของกองทุนของเขาโซเวอรินตี้ ฟันด์ (Sovereignty Funds) ของเขาโดยผ่านคูเวต อินเวสเมนท์ ออทอริตี (Kuwait Investment Authority) เคไอเอ (KIA) ถือได้ว่าเป็นกองทุนที่มีสูงมากเอกสารทางสภายังไม่อัพเดท (Update) วันนี้เขามี ๘๕ พันล้านเหรียญ ปีหนึ่งกำไร ๒๐ พันล้านเหรียญ กำไรร่วม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากการลงทุนในกองทุนนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องการลงทุนการร่วมลงทุนในโครงการใหญ่ ๆ โดยเฉพาะประเทศไทยต้องยอมรับว่านอกเหนือจากอุตสาหกรรมอาหารซึ่งเขาขาดแคลน มากอยู่แล้วในเรื่องการบริหารจัดการการลงทุนด้านโลจิสติกส์ของเราถือว่าเป็นเวิลด์ คลาส (World Class) อย่างการบริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังหรืออุตสาหกรรมเขตเศรษฐกิจพิเศษ หลังท่าเช่นปิโตรเคมีและอื่น ๆ ตรงนี้ที่ผมคิดว่าเราสามารถที่จะเข้าไปในการที่จะลงทุน โดยร่วมลงทุนและอัตราเสี่ยงน้อยมาก แม้ว่าประชากรเขามีเพียง ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ว่านั่นคือฮับ แล้วก็ไปสู่ประเทศที่มีประชากรจำนวนมากที่อยู่รายล้อม คำถามของผม มี ๒ ประเด็นเท่านั้นนะครับที่ปรากฏอยู่ในความตกลง ซึ่งใคร่ขอเรียนถามท่านรัฐมนตรี ผมอาจจะไม่เข้าใจประเด็นนี้ก็ขอความชัดเจน คือในข้อ ๓.๑.๖ ในเรื่องของข้อกำหนด เกี่ยวกับการโอนเงินเข้าออก ในความตกลงกำหนดไว้อย่างนี้ว่า ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายให้ การประกันต่อผู้ลงทุนของภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งว่าสามารถโอนเงินเข้าและออกจาก ดินแดนได้โดยเสรี ในการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภายใต้ความตกลง คำถามของผม ก็คือว่าเป็นการลงทุนและเงินที่เป็นเอฟดีไอ (FDI) หรือว่าเป็นการลงทุนในตลาดทุน หรือตราสารหนี้ หรือว่าสามารถโอนได้โดยเสรีทั้ง ๒ อย่างทั้ง ๒ ฝ่าย ความแตกต่างอย่างนี้ครับ คือถ้าเป็นการลงทุนเอฟดีไอ ฟอร์เรน ไดเรคท์ อินเวสท์เมนท์ (FDI Foreign Direct Investment) ก็เป็นการลงทุน สร้างโรงงาน มาตั้งโรงงาน มาอะไรต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นการลงทุนในลักษณะ ตลาดทุน เช่น อย่างตลาดหุ้น ตลาดหุ้นกู้ หรือพันธบัตร ถ้าเป็นระยะสั้นแบบที่ขณะนี้ของเรา ร้อนแรงมากแล้วก็มีอัตราเสี่ยงสูงในการที่เงินต่างชาติเข้ามาแล้วก็ออกเร็ว ในความตกลงนี้ รวมทั้งเอฟดีไอแล้วก็การลงทุนในตลาดทุนทั้งระยะสั้นระยะยาวด้วยหรือไม่ หรือว่าเฉพาะ เอฟดีไอขอความชัดเจนส่วนนี้

ส่วนที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการลงทุนภาคเกษตร ซึ่งเคยมีประเด็นเกี่ยวกับ เรื่องการจะมาลงทุนในเรื่องทำนาอะไรต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ต้องระมัดระวังนิดหนึ่งเพราะว่า เป็นอาชีพสงวน ถ้าเป็นการร่วมลงทุนในลักษณะที่เป็นการต่อยอดจากเรื่องของการทำนาไปแล้ว ไม่มีปัญหาครับ แล้วอย่างที่ผมเรียนว่าเราควรใช้โอกาสนี้ในการรุกมากกว่าที่เขาจะมาที่นี่ รุกไปร่วมลงทุนที่โน่นในการที่จะทำเรื่องของอุตสาหกรรมอาหารแล้วก็แปรรูปอาหาร รวมทั้งที่กักเก็บไซโลโกดังต่าง ๆ สำหรับอาหารเพื่อสร้างความมั่นคงไม่ใช่เฉพาะรัฐคูเวต ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ว่าทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางก็จะได้ประโยชน์ ก็เลยขอเรียนถามว่า ในประเด็นเรื่องการลงทุนได้ครอบคลุมถึงการทำนาทำไร่ทำอะไรด้วยหรือไม่ในส่วนที่เราเป็น ภาคีฝ่ายเรา ก็ขอเพียง ๒ คำถามและฝากข้อสังเกตในเรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษ แล้วก็ ท่าเรือโบบิยันนะครับ ขอบคุณครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อาจารย์วรวิทย์ บารู ครับ

ผู้ช่วยศาสตราจารย์วรวิทย์ บารู สมาชิกวุฒิสภา ปัตตานี 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วรวิทย์ บารู สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปัตตานี รัฐคูเวตก็เป็นประเทศหนึ่ง ในสมาชิกจีซีซีนะครับ แล้วก็เป็นประเทศหนึ่งที่อยู่ในสันนิบาตมุสลิมโลกที่มีความคิดในเชิงสันติ เฉกเช่นเดียวกับอีกหลายประเทศ เฉกเช่นเดียวกับประเทศกาตาร์ เฉกเช่นเดียวกับประเทศซาอุดีอาระเบีย เพราะฉะนั้นการที่รัฐบาลได้นำเอาข้อตกลงระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐคูเวต ในการส่งเสริมคุ้มครอง การลงทุนก็เป็นจังหวะที่เหมาะ จริง ๆ แล้วความสัมพันธ์ระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลคูเวต ก็มีมาอย่างช้านาน ในขณะที่ความสัมพันธ์ระหว่างประชาชนกับประชาชนซึ่งอาจจะยัง ไม่ทราบเท่าไรนัก หรือเอกชนกับเอกชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างเอกชนในทางภาคใต้ ของประเทศไทย กับเอกชนที่เป็นรูปของมูลนิธิ หรือว่าสถาบันที่เป็นเอกชนทั้งหลายที่อยู่ใน รัฐคูเวตโดยการช่วยเหลือ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเป็นการช่วยเหลือทางด้านสังคมและความช่วยเหลือ ทางด้านการศึกษา ตัวอย่างเช่นความช่วยเหลือทางด้านสาธารณูปการ ให้ความช่วยเหลือแก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตในเมื่อหลายปีมาแล้วที่จังหวัดกระบี่นะครับ และอีกอย่างหนึ่งก็คือการร่วมมือ ความช่วยเหลือทางด้านการศึกษาที่ให้ในลักษณะอย่างไม่เต็มที่ เพราะมีบางสิ่งบางอย่าง ที่ยังขัดข้องกันอยู่ เพราะฉะนั้นความร่วมมือทางด้านการศึกษาที่เราสามารถจะทำได้ในวันนี้นะครับ ในขณะที่รัฐคูเวตส่งเสริมการศึกษา แล้วก็ให้ทุนการศึกษาแก่นักเรียนไทยไปเรียนที่รัฐคูเวต พอสมควร วันนี้รัฐคูเวตก็ก้าวออกมาในประเทศไทย ตัวอย่างชัดเจนที่จังหวัดปัตตานี มีการลงทุน มีการร่วมกันให้โครงการต่าง ๆ มากมาย ตัวอย่างที่มหาวิทยาลัยอิสลามยะลา อาคารก่อสร้าง หลายอาคารที่รัฐบาลคูเวตได้ให้ไว้เป็นจำนวนหลายร้อยล้านบาท ล่าสุดเป็นอาคารที่ต่อเติม เป็นสำนักงานวิชาการ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งซึ่งอย่างที่ผมได้เรียนก็คือเป็นความร่วมมือกัน ระหว่างเอกชนกับเอกชน หรือว่ารัฐบาลกับเอกชน ซึ่งเป็นรัฐบาลของรัฐคูเวตในนามของ เจ้าผู้ครองนครของรัฐคูเวตที่มีเจ้าหน้าที่เขามา รวมทั้งการที่ส่งคนระดับสูงที่ทางการศึกษา มาเป็นกรรมการสภามหาวิทยาลัยด้วย นอกจากนั้นรัฐคูเวตยังมีสถาบันทางการเงินที่สามารถจะร่วมมือ กับองค์กรต่าง ๆ ต่างประเทศ คูเวต ไฟแนนซ์ เฮาส์ (Kuwait Finance House) สามารถที่จะลงทุน ในเรื่องต่าง ๆ ได้ ในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเรามองเห็นอย่างชัดเจน รัฐคูเวตแน่นอนเหลือเกินนะครับ ระบบเศรษฐกิจที่ใช้มันอิงอยู่กับระบบเศรษฐกิจที่ไร้ดอกเบี้ยเฉกเช่นเดียวกับทางธนาคาร ซึ่งตัวอย่างหนึ่งธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทยซึ่งมีลักษณะที่เราทราบกันอยู่ว่าวันนี้ มีความกังวลอยู่ นอกจากนั้นทางรัฐคูเวตก็ยังเคยมีความร่วมมือกับการปลูกปาล์มกับ ธ.ก.ส. เพราะฉะนั้นสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ถ้าเราจะร่วมมือกันนะครับ เราสามารถที่จะร่วมมือกับทั้งที่เป็น ของรัฐบาล แล้วก็ทั้งที่เป็นของภาคเอกชน อย่างเช่นสถาบันการเงิน ฮาลาลภาคเอกชน ตัวอย่างเช่นสหกรณ์ออมทรัพย์อิสลามที่ใช้ระบบไร้ดอกเบี้ยต่าง ๆ เหล่านี้ก็สามารถที่จะนำมา เพื่อการพัฒนาทั้งทางด้านการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคม ผมยกตัวอย่างหนึ่งที่ทุกคนเห็นด้วย แล้วจะเป็นการแก้ปัญหาในทางภาคใต้และแก้ปัญหาในเรื่องของความเป็นอยู่ของภาคประชาชน ก็คือเราพูดมากในเรื่องของไมโครเครดิต (Microcredit) แม้กระทั่งทาง ศอ.บต. ก็เคยเสนอว่า กระบวนการที่จะให้คนในพื้นที่ใช้กระบวนการของไมโครเครดิต แต่แน่นอนเหลือเกินว่า ไมโครเครดิตนั้นถ้ามันจะเป็นไป ถ้าเทียบเคียงกันแล้วกับพื้นที่ก็ต้องเป็นตามวิถีวัฒนธรรม นั่นก็คือต้องใช้อิสลามิก ไมโครเครดิต (Islamic microcredit) ซึ่งเราสามารถจะทำได้ ถามว่า ใครที่จะทำในสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ ศอ.บต. เองสามารถที่จะดำเนินการได้ ร่วมมือกับทาง สถาบันการเงินภาคเอกชนอย่างที่ว่านี้ในการที่จะร่วมมือนะครับ ผมเชื่อเหลือเกินว่า ทางรัฐบาลคูเวตเองถ้าหากว่ามีข้อตกลงอันนี้มาก็สามารถที่จะทำในวงกว้างมากขึ้น ที่สำคัญก็คือเราก็ทราบดีว่าทางภาคใต้ก็มีโครงการซึ่งมีอยู่หลายรัฐบาลแล้วก็คือโครงการทางด้าน การสร้างนิคมอุตสาหกรรมฮาลาลที่จังหวัดปัตตานี ผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการวิสามัญ ของวุฒิสภาศึกษาในเรื่องนี้ออกมาอย่างชัดเจนว่าขาดเจ้าภาพ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการวิสามัญ ชี้ลงไปว่าถ้าจะให้โครงการนี้สำเร็จก็คือต้องมีเจ้าภาพ ก็มีการเสนอว่าให้ ศอ.บต. เป็นเจ้าภาพ ทีนี้ถามว่าข้อสรุปต่อไปสำหรับโครงการอันนี้ก็คือความปลอดภัยซึ่งเป็นเรื่องที่ทุกคนเป็นห่วง ในข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการก็คือการร่วมมือกับภาคเอกชนที่เป็นสถาบันอย่างเช่น ที่ว่านี้สถาบันที่เป็นของประชาชนมีส่วนร่วม อย่างเช่นสหกรณ์ออมทรัพย์อิสลาม สถาบัน การเงินซึ่งเป็นของรัฐบาลเครือรัฐวิสาหกิจคือธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย เจ้าภาพคือ ศอ.บต. นี่นะครับผมคิดว่าสิ่งที่เราไม่คาดคิดว่าจะประสบผลสำเร็จ ผมคิดว่าเป็นช่องทาง ที่เราสามารถที่จะดำเนินการได้ หลายอย่างที่เป็นโครงการใหญ่ ๆ ของทางภาคใต้ซึ่งเขาไม่มี แม้กระทั่งซอฟต์โลน (Soft loan) ที่จะให้แก่เขาซึ่งเป็นโครงการที่พัฒนาทางด้านสังคม การศึกษา และเศรษฐกิจ แต่เนื่องจากว่าเป็นภาคเอกชนก็จึงทำให้สิ่งต่าง ๆ เหล่านั้นไม่อาจ ที่จะได้รับการกู้ในลักษณะของซอฟต์โลนได้สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้เป็นข้อขัดข้องอย่างมาก ในขณะที่สถาบันการเงินอื่น ๆ เป็นสถาบันการเงินซึ่งมันพัวพันกับระบบดอกเบี้ย เพราะสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ผมเห็นว่ามันเป็นช่องทางที่จะร่วมมือกันทำงานและส่งผลทั้งในการแก้ปัญหาการศึกษา เศรษฐกิจ และสังคมในคราวเดียวกัน ซึ่งสิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ก็อาจจะนำมาซึ่งความสงบสุข ในจังหวัดชายแดนใต้ ผมขอนำเสนอ ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

อาจารย์สุริยา ปันจอร์ ครับ

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล 🔗

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านรัฐมนตรี ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างความตกลงระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ชื่อร่าง ข้อตกลงฉบับนี้ชัดเจนมากมีอยู่ ๒ ตอน ตอนแรกก็คือการส่งเสริม ตอนที่ ๒ ก็คือการควบคุม คุ้มครอง ดูแล ท่านประธานครับ การส่งเสริมหมายถึงการสนับสนุนเอื้ออำนวยความสะดวก ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ส่วนการคุ้มครองดูแลนั้นก็คงจะเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวก และให้สิทธิตามสภาพ ท่านประธานครับ รัฐคูเวตเป็นประเทศเล็ก ๆ มีเนื้อที่ประมาณ ๑๗,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร มีประชากรก็ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ศักยภาพในการลงทุนดีเยี่ยมในโซนตะวันออกกลาง ถือว่าเป็นประเทศที่อยู่ใน อันดับต้นทีเดียว ประชากรโดยส่วนใหญ่นั้นมีฐานะดี ฉะนั้นไม่ว่าจะมุมไหนของประเทศ มุมไหนของโลกถ้าเศรษฐกิจดีโอกาสที่จะลงทุนก็ย่อมดีเช่นเดียวกัน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อตกลงฉบับนี้ที่จะให้โอกาสส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยได้ไปใช้ประโยชน์โดยการลงทุน ในประเทศคู่ภาคี และเปิดโอกาสให้รัฐคูเวตไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนมาลงทุน ในประเทศไทย ท่านประธานครับ วัตถุประสงค์หลักเมื่อสักครู่ผมได้เรียนไปแล้วแต่อยากจะเน้นในเรื่องของ การอำนวยความสะดวก แม้ว่าจะมีศักยภาพอย่างไรก็จริงอยู่ แต่ถ้าขาดในเรื่องของ ความสะดวกสิทธิประโยชน์บางสิ่งบางอย่าง แน่นอนครับนักลงทุนคงไม่กล้าเสี่ยง ดีไม่ดี แม้จะอยู่ที่เมืองไทยแต่ความสะดวกมีน้อยกว่าแต่ก็อาจจะใช้ประโยชน์ในเมืองไทย แต่ถ้ารัฐคูเวตคู่ภาคีและประเทศไทยต่างก็ได้อำนวยความสะดวกตามบันทึกข้อตกลง ผมเชื่อมั่นว่าในโอกาสต่อไปการลงทุนจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ ท่านประธานครับ ผมดูเรื่องของการลงทุน แน่นอนครับต้องเกี่ยวกับการค้าขายด้วย เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ ผมจำเป็นเพราะมีหลายท่านอาจจะนำเสนอเรื่องของการลงทุน แต่ผมก็จะโยงเรื่องของ การลงทุนไปสู่การค้าขายด้วย ท่านประธานครับ รัฐคูเวตถ้าจะเรียกว่าเหมาะหรือไม่เหมาะ กับเกษตรกรรม อาจจะตอบได้ว่าไม่เหมือนประเทศไทยอย่างแน่นอน ประเทศไทยของเรานั้น มีความพร้อม เราเคยกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำว่าประเทศไทยคือครัวของโลก เรามีอาหารมากมาย มีผลหมากรากไม้ มีพืชผักสารพัด ในหน้าฤดูกาลของพืชผัก ฤดูกาลของผลไม้เราไม่รู้ว่า จะพาไปไหนราคาจึงตกต่ำขายไม่ได้ ขายไม่ออก อย่างเช่นลองกองทางภาคใต้ สมัยนั้น เมื่อประมาณสัก ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีที่ผ่านมากิโลกรัมละ ๘๐ บาท บัดนี้เหลือกิโลกรัมละ ไม่กี่บาท ยิ่งมีปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นมังคุด ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน ไม่ว่าจะเป็นลองกอง ลางสาด สิ่งเหล่านี้ละครับ ถ้าเราไปเปิดตลาดให้เป็นกิจจะลักษณะ อาจจะเป็นของรัฐ อาจจะเป็นภาคเอกชนก็แล้วแต่ นำเข้าสู่รัฐคูเวตซึ่งเป็นประตูที่จะนำไปสู่อีกหลายประเทศ อย่างเช่น ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประเทศอิรัก เหล่านี้เป็นต้น ผมเห็นว่าถ้าเราสามารถที่จะกระตุ้นให้ภาคเอกชนได้เห็น ความสำคัญและได้เห็นผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเรากระตุ้นสิครับ กระตุ้นให้ ภาคเอกชนได้นำสิ่งเหล่านี้ไปขายในบ้านเพื่อน ในบ้านคู่ภาคีครับ ประการที่ ๑ นะครับ

ประการที่ ๒ ผมดูแล้วปรากฏว่าประชากรของประเทศคูเวตนั้นมีมุสลิมถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๙๕ ร้อยละ ๙๕ แน่นอนครับจะต้องบริโภคโดยภาคบังคับ ของศาสนา จะต้องบริโภคอาหารที่ฮาลาลเท่านั้นในจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน จะต้องบริโภคอาหารที่ฮาลาลเท่านั้น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายผมเคยพูดหลายครั้งว่าประเทศบราซิล ประเทศบราซิลซึ่งไม่ใช่เป็นประเทศมุสลิม ประเทศออสเตรเลียก็ไม่ใช่ประเทศมุสลิม ประเทศฝรั่งเศสก็ไม่ใช่ประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ แต่เขาสามารถที่จะผลิตอาหารส่งไปขาย ในตะวันออกกลางเป็นลำดับต้น ๆ เป็นอันดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำ ท่านประธานครับ ประเทศไทย เรามีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามในเปอร์เซ็นต์หรือสัดส่วนที่มากพอสมควร รัฐบาลเคยเห็น ความสำคัญเรื่องนี้ เคยจัดทำโครงการอุตสาหกรรมฮาลาลที่จังหวัดปัตตานี จนแล้วจนรอด จนถึงขณะนี้ก็ไม่สามารถที่จะขยับและขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาล เห็นความสำคัญในเรื่องนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมคนไทยโดยภาพรวม นั่นคือ เป็นการกระเตื้องเศรษฐกิจให้รุ่งเรืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนฝากตรงนี้

อีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องของธุรกิจที่น่าจะลงทุน อันนี้ก็อยากจะเรียนถึง ท่านพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่นะครับ ธุรกิจประเภทร้านอาหาร ประเภทเสริมสวย ประเภทสปา (Spa) ประเภทนวดแผนไทย และที่พักที่อยู่อาศัยก็เป็นประเภทที่น่าจะลงทุนด้วย เพราะฉะนั้นขอนำเสนอตรงนี้และให้ข้อสังเกตตรงนี้ไว้เพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ

นายนิคม ไวยรัชพานิช รองประธานรัฐสภา

มีสมาชิกท่านใด จะอภิปรายไหมครับ

(ไม่มีสมาชิกขออภิปราย)

ถ้าไม่มีแล้ว ผมก็ขอ ปิดอภิปรายนะครับ เชิญท่านรองนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงครับ

นายพงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงศึกษาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม พงศ์เทพ เทพกาญจนา รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรตินะครับ ท่านประธานครับ ที่ได้กรุณา อภิปรายและให้ความสนใจในข้อความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งรัฐคูเวต ท่านประธานครับ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ขอประทานโทษ ที่เอ่ยนามครับ ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ ได้อภิปรายเกี่ยวกับเรื่องของการที่เราต้องนำเข้าสินค้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งสินค้าปิโตรเลียมจากรัฐคูเวตจำนวนมาก ในขณะที่เราอาจจะส่งสินค้า ออกไปที่รัฐคูเวตได้ไม่มากนัก เพราะรัฐคูเวตเป็นประเทศที่มีประชากรไม่มาก ท่านประธานครับ เวลาเรามองการค้าโลกเราคงไม่อาจจะมองแต่ประเทศใดประเทศหนึ่งเท่านั้นเอง เรานำเข้า สินค้าปิโตรเลียมจากรัฐคูเวต แต่ว่าเราได้ใช้สินค้าปิโตรเลียมนั้นในการผลิตสินค้ามากมาย ในการใช้ในประเทศเราเอง ในการส่งออกไปต่างประเทศ แล้วอย่างสินค้าปิโตรเลียม พวกน้ำมันถึงเราไม่นำเข้าจากรัฐคูเวต เราก็ต้องนำเข้าจากประเทศอื่น ในกรณีนี้นะครับ ท่านประธานครับ ที่ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติได้กรุณาถามว่าแล้วเราจะไปดำเนินการอย่างไร ที่จะทำให้การค้าระหว่างประเทศไทยกับรัฐคูเวตเราดีขึ้น ก็คือการที่เราสามารถจะดึง เงินลงทุนจากรัฐคูเวตเข้ามาในเมืองไทยมาพัฒนาระบบต่าง ๆ ของประเทศไทยนะครับ รวมทั้งที่นักธุรกิจไทยสามารถที่จะไปลงทุนในรัฐคูเวต รวมทั้งตรงนั้นถ้านักธุรกิจไทยไปลงทุน ในรัฐคูเวตก็จะได้นำรายได้ต่าง ๆ กลับเข้ามาประเทศไทย

ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ได้กรุณาถามเกี่ยวกับเรื่อง ที่ว่าการลงทุนครอบคลุมเรื่องไหนบ้าง การลงทุนนั้นครอบคลุมทุกประเภท ท่านประธานครับ ถ้าดูคือในคำนิยามการลงทุน หมายถึงในข้อ ๑ แล้ว ๑ ย่อยนี่นะครับ การลงทุน หมายถึง สินทรัพย์ทุกประเภท หรือสิทธิที่ได้ลงทุน แต่ต้องตกอยู่ภายใต้บังคับตามกฎหมาย และข้อบังคับของภาคีคู่สัญญา เพราะฉะนั้นการลงทุนตรงนี้ก็จะรวมหมด ท่านประธานครับ ทั้งสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ ทั้งหุ้นหลักทรัพย์และหุ้นกู้ของบริษัท ส่วนเรื่องที่ท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติเป็นห่วงในเรื่องของการลงทุน ในเรื่องของเรือกสวนไร่นาทำไร่ ตรงนี้จะเป็นไปตาม กฎหมายไทย ข้อจำกัดต่าง ๆ เป็นไปตามกฎหมายไทย ท่านประธานครับ ข้อตกลงฉบับนี้ จะช่วยเพิ่มการลงทุนระหว่างรัฐคูเวตและระหว่างประเทศไทย ซึ่งจะเป็นโอกาสที่ดี ที่ทำให้นักธุรกิจไทยสามารถจะเข้าไปลงทุนในรัฐคูเวตได้อย่างมั่นใจ แล้วในขณะเดียวกัน เราก็จะเปิดโอกาสที่เราจะได้มีเงินลงทุนจากรัฐคูเวตเข้ามาลงทุนในประเทศไทยเพิ่มขึ้น ผมต้องขอกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติอีกครั้งหนึ่งที่ให้ความสนใจกับความตกลง ฉบับนี้ครับ ท่านประธานครับ

(การประชุมดำเนินมาถึงตอนนี้ นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดำเนินการประชุมต่อไป)
นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา

อย่างนั้นผมขอมติเลยครับ เชิญสมาชิกข้างนอกเข้าห้องประชุมด้วยนะครับ เพื่อลงมติครับ เชิญครับ ก่อนขอมตินะครับ ขออนุญาตตรวจสอบองค์ประชุมครับ ถ้าพร้อมก็ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ

(นายสมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทำการตรวจสอบองค์ประชุมและลงมติ)

ใช้สิทธิแสดงตนได้เลยนะครับ มีท่านใดยังไม่ใช้บ้างครับ เรียบร้อยนะครับ ส่งผลได้เลยครับ จำนวนกึ่งหนึ่ง ๓๒๔ ท่านนะครับ มีผู้เข้าประชุม ๓๔๔ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ

ขอมติเลยครับ มติครับ เห็นชอบกับร่างความตกลงระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน หรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยครับ เห็นด้วยหรือไม่ครับ ใช้สิทธิได้เลยนะครับ

(สมาชิกทำการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)

มีท่านใดยังไม่ใช้สิทธิ มีไหมครับ มาทีหลังใช้สิทธิได้เลยนะครับ เรียบร้อยใช้สิทธิครบนะครับ ปิดการลงคะแนนครับ ส่งผลครับ มติครับ เห็นด้วย ๔๓๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน ถือว่าที่ประชุมมีมติเห็นชอบครับ ปิดประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๕.๐๘ นาฬิกา