รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖

วิชาญ มีนชัยนันท์ หารือเรื่องญัตติที่จะเลื่อนขึ้นมาพิจารณาในวันนี้ โดยมีญัตติ 2 ญัตติ 1 ญัตติของเพื่อนสมาชิก ท่านจุรินทร์กับคณะ และญัตติอีก 1 ญัตติของวิชาญ มีนชัยนันท์เอง วิชาญ มีนชัยนันท์ยังหารือเกี่ยวกับธรรมเนียมปฏิบัติของสภาแห่งนี้ และการเปลี่ยนแปลงในอดีต วิชาญ มีนชัยนันท์ยังหารือเกี่ยวกับผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรี และการนำเสนอรายงานเข้าสู่รัฐสภา

นายวิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม วิชาญ มีนชัยนันท์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ เรื่องญัตติที่กำลังเสนอเพื่อที่จะเลื่อนขึ้นมาพิจารณาในวันนี้ มีด้วยกัน ๒ ญัตติ ผมเองคงขออนุญาตทีละญัตติ ในญัตติแรกเป็นญัตติของเพื่อนสมาชิก ท่านจุรินทร์กับคณะ ท่านเองมีความประสงค์ที่อยากจะเลื่อนโดยอาศัยข้อบังคับของสภา แห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ เพื่อที่จะให้มีการพิจารณาโดยอาศัยเสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่ง ท่านประธานครับ ผมมองว่าการที่สภาแห่งนี้มีการกำหนดซึ่งเป็นวาระที่ทำกันมานานนี่ถือว่า เป็นเรื่องที่ดี การกำหนดสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติก็คือเรื่องกฎหมายซึ่งเป็นความสำคัญ ของสภาแห่งนี้ อีกอันหนึ่งนั้นสมัยประชุมสามัญทั่วไปก็เป็นอีกส่วนหนึ่ง ซึ่งจะมีการพิจารณาโดยที่จะมีวาระต่าง ๆ ที่มีความสำคัญที่เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องกฎหมาย หรืออาจจะเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับ เรื่องกฎหมายก็ไม่เป็นเรื่องแปลกถ้ามีวาระที่สำคัญ แต่สิ่งหนึ่งนั้นในอดีตจนถึงปัจจุบันนี้ ก็ยังไม่เคยมีการเปลี่ยนแปลงตรงนี้ จะบอกว่าให้สภาบังคับฝ่ายบริหาร ผมว่าสภาแห่งนี้ หรือการปกครองในระบอบประชาธิปไตยของเรามี ๓ เสาหลัก อันหนึ่งเราก็ต้องยอมรับว่า ใน ๓ ส่วนที่ประเทศเราใช้กันอยู่ อำนาจบริหาร อำนาจนิติบัญญัติ อำนาจตุลาการ เขาจะใช้กัน โดยไม่มีการก้าวก่ายกัน แต่มีการให้เกียรติซึ่งกันและกัน ในส่วนหนึ่งนั้นในอดีตนะครับ ท่านประธาน เราคงไม่บอกว่าการถือธรรมเนียมปฏิบัติอย่างนี้ปฏิบัติกันมาทุกยุคทุกสมัย ของรัฐบาล แล้วก็ต้องขออนุญาตกราบเรียนว่าผมไม่สบายใจครับ ถ้ามีการเปลี่ยนแปลงอะไร ที่มันผิดแผกแตกต่างจากในอดีตเพื่อนสมาชิกฝ่ายค้านในวันนี้ก็คือฝ่ายรัฐบาลก็มักจะพูดครับ โดยเฉพาะผู้หลักผู้ใหญ่ในซีกฝ่ายค้านเป็นผู้อาวุโสผมให้ความเคารพนับถือ เวลาพูดอะไรไปนี่ มักจะอ้างว่าธรรมเนียมปฏิบัติในอดีตนั้นไม่เคยมี สมัยประชุมนี้มันก็มีส่วนหนึ่งที่เป็นธรรมเนียม ปฏิบัตินะครับ แต่ครั้งนี้ก็มีความพยายามกล่าวเชื่อมโยงไปถึงการที่รัฐบาลเองจะเสนอในเรื่องของ ร่างพระราชบัญญัติเพื่อขอกู้เงิน อ้างไปถึงนั่นครับว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาทที่จะเป็นการลงทุน เรื่องต่าง ๆ มันยังไม่ถึงเวลาครับ และถึงแม้ว่าถึงเวลาแล้วสภาแห่งนี้ก็จะเป็นคนพิจารณาว่า จะให้หรือไม่ให้ ท่านประธานครับ ผมมามองในรายละเอียดนะครับว่าข้อมูลการรายงาน ผลการดำเนินงานของคณะรัฐมนตรีใน ๑ ปีของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภาได้มีการทำ เป็นส่วนของรายละเอียด ซึ่งในแต่ละครั้งที่มีการเสนอรายงานของรัฐบาลเข้ามา โดยเฉพาะ ในอดีตในสมัยรัฐบาลท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ขออนุญาตเอ่ยนาม ครั้งที่ ๑ นะครับ การแถลงนโยบายแถลงไว้วันที่ ๓๐ ธันวาคม ๒๕๕๑ แล้วก็มีมติให้ส่งผลในการดำเนินงาน เป็นมติของ ครม. วันที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ เป็นผลที่จะต้องเสนอรายงานเข้าสู่รัฐสภา แต่ปรากฏว่าการบรรจุระเบียบวาระนั้นบรรจุวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ และมีการนำมาสู่ การอภิปรายจากมติที่เห็นแล้วก็ให้ส่งเข้ามากว่าจะได้มีการดำเนินการในวันที่ ๒๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ก็เรียกว่าเป็นระยะเวลานานพอสมควรจาก ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ มาถึงวันที่จะมีการเสนอ อภิปรายนี่นะครับ เราเองนั้นก็ต้องยอมรับว่าขั้นตอนมันก็คงจะมี และอีกครั้งหนึ่งปี ๒๕๕๒ เรียกว่าคร่อมไปเลยครับท่านประธาน พอมาปี ๒๕๕๓ วันที่ ๔ พฤษภาคม ๒๕๕๓ ก็เสนอ เข้ามาอีกครับมติ ครม. เสนอเข้ามาสู่สภาบรรจุในวาระเดียวกันคือวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๔ แล้วก็เข้ามาสู่การอภิปรายเรียกว่า ๒ ฉบับ ๒ รายงาน วันที่ ๒๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าในเรื่องตรงนี้เป็นเรื่องที่ขณะนั้นพวกผมเอง ก็มีความพยายามที่จะท้วงแล้วก็ถามว่ารายงานที่เสนอเข้ามาท่านเองบอกว่าขณะนั้นมีปัญหา มีปัญหาเกี่ยวกับเรื่องความไม่สงบก็ไม่อยากจะเอาเรื่องนี้เข้า ผมก็มองว่าเรื่องสงบ ไม่สงบมันก็ไม่ใช่ ไม่ได้ตินะครับ แต่กำลังบอกว่าในช่วงที่นำเสนอเข้ามามันไม่ได้อยู่ในช่วงสมัยประชุม สามัญนิติบัญญัติ แต่เรากำลังพูดอยู่ในสมัยที่นอกสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติคือ สมัยประชุมสามัญทั่วไป หรืออาจจะต้องมองว่าการที่เราจะมาพิจารณาในหลักการของสภา ซึ่งเดินตามระเบียบ ข้อบังคับ และเดินตามส่วนของรัฐธรรมนูญเราก็คงจะต้องมอง ผมไม่อยากให้ สภาแห่งนี้พอเวลาพูดว่ามีความจำเป็น ความต้องการก็มักจะบอกกล่าวว่าสิ่งที่ต้องการ สิ่งที่ เรียกร้องนั้นเป็นความต้องการของประชาชน ฉะนั้นเราจะไม่มีโอกาสที่จะยึดหลักการอะไรเลย และอีกอย่างหนึ่งสมัยสามัญนิติบัญญัตินั้น ยังมีกฎหมายอีกหลายฉบับซึ่งผมคิดว่ารัฐบาลเองคงจะต้องนำเสนอเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ ผ่านขึ้นมา ทีนี้มามองในเรื่องของวุฒิสภาที่มีความต้องการที่จะนำเสนอเรื่องเพื่อที่จะให้ มีการพิจารณา ซึ่งผมก็มองในเรื่องของปัญหาตรงนี้นะครับว่าเรื่องที่เป็นเรื่องสำคัญเหมือนกันครับ แต่การพิจารณารายงานก็ตาม การพิจารณาในส่วนของที่จะต้องตั้งคณะกรรมาธิการวิสามัญ ต่าง ๆ เพื่อขออนุมัติความเห็นชอบแห่งรัฐสภา ผมยังมองว่ามันก็คงเป็นเรื่องสำคัญ แต่ความสำคัญตรงนี้ถ้าไปคิดเทียบกับสมัยประชุมในส่วนของนิติบัญญัติไปแล้วมันมี ข้อกฎหมายที่น่าจะเป็นส่วนพิจารณามากกว่า ส่วนที่จะตั้งคณะกรรมาธิการชุดอะไรก็ตาม ผมว่ามีความสำคัญครับ แต่ถ้าจะทำได้เร็วขึ้นในส่วนของกรรมาธิการของวุฒิสภาก็มีหลาย กรรมาธิการที่คาบเกี่ยวและเกี่ยวข้องกับในส่วนของญัตติต่าง ๆ ที่มีการเสนอในการขอตั้ง คณะกรรมาธิการ แล้วก็ขอความเห็นชอบรัฐสภาแห่งนี้ จริง ๆ ตั้งในคณะกรรมาธิการ ของวุฒิสภาก็ได้ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเองนะครับ ถ้ามีเรื่องอะไรที่เป็นเรื่องสำคัญนี่เดี๋ยวนี้ เขาทำตั้งในวุฒิสภาครับ อย่างวันก่อนมีการขอเปลี่ยนชื่อ พ.ร.บ. กรุงเทพมหานคร เป็นชื่อ ของนามพระราชทานโรงพยาบาล ก็ขอผ่านไปทางคณะกรรมาธิการสามัญของท้องถิ่น ก็เร็วขึ้นครับ ผมมองว่าในส่วนต่าง ๆ เหล่านี้ด้วยความเคารพครับว่าถ้าเราไม่ยึดกรอบ หรือแบบแผนซึ่งถือปฏิบัติแห่งรัฐสภาแห่งนี้ไว้นะครับ แล้วก็ไม่เคารพซึ่งรัฐธรรมนูญนี่ ผมว่าเป็นเรื่องที่ยากลำบาก แต่ผมก็ไม่ได้ว่านะครับว่ารัฐธรรมนูญเปิดช่องและเปิดโอกาส ให้กับเพื่อนสมาชิกที่เสนอญัตติเข้ามา แต่ด้วยเหตุและผลครับ เราคงไม่ว่ากันถ้าเกิด มีการโหวตออกไปแล้วก็เป็นความเห็นของเพื่อนสมาชิกด้วยกัน อย่าไปบอกว่าเสียงมาก หรือเสียงน้อยลากไปลากมานะครับ ผมเองก็คงขออนุญาตเสนอไว้เป็นความคิดเห็นครับ ขอบพระคุณครับ