รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖

พีรพันธุ์ พาลุสุข หารือเรื่องการให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงานผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรี และเรียกร้องการอนุมัติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่องต่างๆ พร้อมทั้งเสนอแนะให้พิจารณาให้เหมาะสมตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ

นายพีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ยโสธร

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดยโสธร พรรคเพื่อไทย สมาชิกรัฐสภา ตามที่ได้มีการเสนอขอความเห็นชอบจากรัฐสภาเพื่อให้วุฒิสภาพิจารณา รายงานผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ ซึ่งตรงนี้ก็จะตรงกับข้อเสนอของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้าน ขออภัยที่เอ่ยนาม ท่านจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ ขอให้ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภามีมติให้สภาผู้แทนราษฎรพิจารณารายงาน แสดงผลการดำเนินการของคณะรัฐมนตรีในสมัยสามัญนิติบัญญัติด้วย แต่ของวุฒิสภา ยังพ่วงมาอีก ๒ เรื่องท่านประธานครับ ก็คือขอให้รัฐสภาอนุมัติให้วุฒิสภาพิจารณารายการ พิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการที่ค้างการพิจารณา จำนวน ๕ ฉบับ และญัตติอันจะเป็นประโยชน์ แก่การดำเนินการการบริหารราชการแผ่นดินอีก ๕ ฉบับ ก็แปลว่าเรื่องแรกจะตรงกันของวุฒิสภา และของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรฝ่ายค้านที่ขอให้รัฐสภาอนุมัติให้วุฒิสภาและสภาผู้แทนราษฎร ขอพิจารณาเรื่องรายงานของคณะรัฐมนตรีในสมัยสามัญนิติบัญญัตินี้ด้วย

ส่วนเรื่องที่ ๒ และเรื่องที่ ๓ ก็เป็นเรื่องที่ต้องพิจารณา ผมเข้าใจว่าในการพิจารณานั้น อาจคงจะต้องแยกกันออกไป ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนต่อท่านประธานและท่านสมาชิกว่า ตามมาตรา ๑๒๗ วรรคสี่ ได้ระบุไว้ชัดเจนว่า ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ให้รัฐสภา ดำเนินการประชุมได้เฉพาะที่บัญญัติไว้ในหมวด ๒ หรือการพิจารณาร่างพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญหรือร่างพระราชบัญญัติ การอนุมัติพระราชกำหนด การให้ความเห็นชอบ ในการประกาศสงคราม การรับฟังคำชี้แจงและการให้ความเห็นชอบหนังสือสัญญา การเลือก หรือการให้ความเห็นชอบให้แก่บุคคลดำรงตำแหน่ง การถอดถอนบุคคลออกจากตำแหน่ง การตั้งกระทู้ถาม และการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญ เว้นแต่รัฐสภาจะมีมติให้พิจารณาเรื่องอื่นใด ด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ที่ผมต้องเน้นก็คือตรงนี้ท่านประธานครับ รัฐธรรมนูญกำหนดว่าถ้าจะเอาเรื่องอื่นขึ้นมา พิจารณาในสมัยประชุมนี้จะต้องได้รับความเห็นชอบด้วยคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ของทั้งสองสภา ก็แปลว่าตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญ ที่มีการแบ่งออกเป็น ๒ สมัย คือสมัยประชุมสามัญทั่วไปและสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ โดยเฉพาะในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัตินั้นระบุไว้ชัดเจนว่าให้พิจารณาเรื่องอะไรบ้าง เท่าที่ผมได้ไปตรวจดูรายงานของการร่างรัฐธรรมนูญก็ทราบชัดเจนว่าสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ ต้องการให้พิจารณากฎหมายเป็นหลัก เหตุผลก็เพราะในสมัยที่ผ่าน ๆ มานั้นไม่มีการแยกอย่างนี้ ปรากฏว่าสภาพิจารณากฎหมายนี้ค่อนข้างจะน้อยสามารถพิจารณาได้น้อยมากเพราะไปใช้เวลา ในเรื่องอื่นหมดตามกฎหมายในสมัยนั้น เพราะฉะนั้นเพื่อให้การพิจารณากฎหมายซึ่งเป็นเรื่องที่ จำเป็นสำหรับการบริหารประเทศ รัฐธรรมนูญจึงกำหนดว่าสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัตินี้ ให้พิจารณากฎหมายเป็นหลัก ถ้าจะเอาเรื่องอื่นขึ้นมาต้องได้คะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่ง ของสมาชิกทั้งหมด ก็แปลว่าถ้าจะเอาคะแนนเสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งนี่เทียบกับหลาย ๆ เรื่อง ที่มีการอธิบายกันก็ต้องถือว่าเป็นเรื่องสำคัญ และมีความจำเป็นจริง ๆ จึงจะนำมาประกอบ การพิจารณาได้ เพราะฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าโดยเจตนาของรัฐธรรมนูญ โดยหลักก็จะไม่ให้มี การพิจารณาเรื่องอื่นนอกจากที่บัญญัติไว้ชัดเจนในรัฐธรรมนูญ ถ้าจะเอาเรื่องอื่นขึ้นมาต้องได้เสียง มากกว่ากึ่งหนึ่ง เมื่อเป็นอย่างนี้นะครับถ้าพิจารณาจากเหตุผลของท่านที่เสนอขึ้นมาของวุฒิสภา ที่บอกว่าที่ขอให้รัฐสภามีมติให้วุฒิสภาพิจารณาเรื่อง รายงานแสดงผลการดำเนินการของ คณะรัฐมนตรี ตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐ รวมทั้งปัญหาและอุปสรรคในการบริหาร ราชการแผ่นดินได้ในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ และให้ข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีได้ โดยไม่ชักช้าซึ่งจะเป็นประโยชน์แก่การบริหารราชการแผ่นดินต่อไป

ส่วนของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรนะครับ ที่มีการเสนอขึ้นมาให้พิจารณา ท่านก็ได้ให้เหตุผลว่า เพื่อให้สภาผู้แทนราษฎรได้พิจารณารายงานแสดงผลการดำเนินการ ของคณะรัฐมนตรีตามแนวนโยบายพื้นฐานแห่งรัฐในสมัยประชุมสามัญนิติบัญญัติ และให้ข้อสังเกตต่อคณะรัฐมนตรีได้โดยไม่ชักช้า เท่าที่ผมได้ตรวจดูในสภาสมัยที่ผ่าน ๆ มานะครับ ไม่ปรากฏว่ารัฐสภาได้เคยอนุญาตให้พิจารณารายงานของคณะรัฐมนตรีในสมัยสามัญนิติบัญญัติ ไม่มีครับท่านประธาน ส่วนเรื่องที่เป็นญัตติหรือเรื่องรายการการศึกษาหรือไม่ ผมพยายาม ตรวจสอบดูอยู่ ขณะนี้ยังไม่ชัดเจนว่าเคยมีการอนุญาตหรือไม่ ฉะนั้นผมก็เข้าใจว่าโดยหลัก จะต้องไม่อนุญาต เว้นแต่เป็นเรื่องที่จำเป็นจริง ๆ ไม่อย่างนั้นแล้วมันก็จะไปกระทบกระเทือน การทำออกไปอีก ๒ สมัย ถ้าเราจะอนุญาตกันไปทุกเรื่องก็คงจะไม่เกิดประโยชน์ที่จะแบ่งว่า เป็นสมัยทั่วไปและสมัยนิติบัญญัติ เพราะฉะนั้นผมจึงเห็นว่าโดยหลักแล้วก็ต้องยึดตามรัฐธรรมนูญ ส่วนที่จะอนุญาตได้จริง ๆ นั้นก็จะต้องเป็นเรื่องที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งนะครับ แต่ผมได้เรียน ไปแล้วว่ารายงานของคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมาไม่เคยปรากฏว่ามีการพิจารณาในสมัยนิติบัญญัติ ไม่มีนะครับเท่าที่ผ่านมาตรวจสอบมาแล้ว ทีนี้ถ้ามาดูข้อเสนอของวุฒิสภาตามบัญชีรายชื่อ เรื่องอื่นก็จะเป็น ๖ เรื่อง เรื่องแรกเป็นเรื่องรายงาน เรื่องที่ ๒ ต่อมาเป็นรายงานการพิจารณาศึกษา ของคณะกรรมาธิการ เช่น การแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำรายงานเรื่องการส่งเสริมเกษตร แปรรูปในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รายงานเรื่องการแต่งตั้งโยกย้ายกรณีของกระทรวงมหาดไทย รายงานเรื่องธรรมาภิบาลในระบบพลังงาน รายงานเรื่องการบังคับใช้กฎหมายและมาตรการ เกี่ยวกับการพิทักษ์สถาบันพระมหากษัตริย์ ส่วนเรื่องที่เหลือก็เป็นเรื่องการขอญัตติ ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นไปศึกษานะครับ ผมก็เห็นว่าเฉพาะเรื่องของวุฒิสภาเรื่องพิจารณา รายงานกับเรื่องญัตติเป็นเรื่องที่น่าจะดำเนินการในสมัยทั่วไปตามที่บัญญัติไว้ และถ้าดูเหตุผล ของเรื่องที่เสนอขึ้นมาอย่างนี้ก็ยังไม่พบความจำเป็นเร่งด่วนที่จะพิจารณาเรื่องที่ ๒ และเรื่องที่ ๓ คือเรื่องรายงานของคณะกรรมาธิการกับเรื่องญัตติ อันนี้ว่ากันตามหลักเหตุผลว่าวัตถุประสงค์ ของกฎหมายคืออะไร ผมจึงอยากจะเรียนท่านประธานว่าก็ในเมื่อรัฐธรรมนูญกำหนดไว้อย่างนี้ เราก็ควรที่ยึดหลักว่าจะต้องไม่อนุญาตให้ทำเรื่องอื่นในสมัยนิติบัญญัติอย่างง่าย ๆ เพราะต้องใช้เสียงมากกว่ากึ่งหนึ่งทั้งหมด จึงต้องพิจารณาเฉพาะเรื่องที่มีความจำเป็นจริง ๆ และผมได้เรียนท่านประธานว่าในเรื่องรายงานของคณะรัฐมนตรีที่ผ่านมานั้นไม่เคยมี การอนุญาตให้พิจารณาเรื่องนี้ในสมัยนิติบัญญัติ อย่างไรก็ตามถ้าเราดูเหตุการณ์ในขณะนี้ ผมทราบว่ารัฐบาลได้เสนอ รายงานมาตามระยะเวลาที่กำหนดไว้ เมื่อทำงานไปครบปีแล้ว ท่านก็เสนอมา แต่ว่าเหตุที่ไม่ได้มีการพิจารณาสมัยทั่วไปนั้นก็เป็นปัญหาของสภาเอง เนื่องจาก สมัยประชุมของเราเริ่มต้นประมาณเดือนสิงหาคมขึ้นมาเองนะครับ ก็ทำให้รายงานนั้นเสนอเข้ามา ปลายสมัยประชุมทั่วไป เพราะฉะนั้นผมก็อยากเสนอต่อที่ประชุมให้พิจารณาว่าเฉพาะในเรื่อง รายงานการทำงานของคณะรัฐมนตรีนั้นพวกเราจะอนุญาตให้มีการประชุมพิจารณา ในสมัยสามัญนิติบัญญัตินี้หรือไม่ แต่ทราบว่าในสมัยสามัญนิติบัญญัตินี่ก็ปลายเดือนมีนาคม เข้าไปแล้ว แล้วทราบว่าประมาณปลายเดือนเมษายนก็จะปิดสมัยประชุม แล้วก็ไปเปิดในสมัยต่อไป ยังมีหลายเรื่องที่มีความจำเป็นเร่งด่วนที่จะต้องพิจารณากันอยู่ นี่ผมก็กราบเรียน ต่อท่านประธานว่าคงจะต้องพิจารณากันอย่างรอบคอบว่าสมควรที่จะพิจารณาอย่างไร ในเรื่องนี้หรือไม่ ที่ผมกราบเรียนมาก็คือหลักที่เขียนไว้ในรัฐธรรมนูญครับ ขอบคุณ ท่านประธานครับ