รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖

สุริยา ปันจอร์ แสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างความตกลงไทย-คูเวต โดยเน้นการอำนวยความสะดวกในการลงทุน และการค้าขาย นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการผลิตอาหารฮาลาลในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการผลิตอาหารฮาลาลในประเทศไทย และเรียกร้องการสนับสนุนจากภาครัฐในการพัฒนาโครงการอุตสาหกรรมฮาลาล

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านรัฐมนตรี ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่านครับ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอร่วมแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับร่างความตกลงระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน ชื่อร่าง ข้อตกลงฉบับนี้ชัดเจนมากมีอยู่ ๒ ตอน ตอนแรกก็คือการส่งเสริม ตอนที่ ๒ ก็คือการควบคุม คุ้มครอง ดูแล ท่านประธานครับ การส่งเสริมหมายถึงการสนับสนุนเอื้ออำนวยความสะดวก ทั้งภาครัฐและภาคเอกชน ส่วนการคุ้มครองดูแลนั้นก็คงจะเป็นเรื่องของการอำนวยความสะดวก และให้สิทธิตามสภาพ ท่านประธานครับ รัฐคูเวตเป็นประเทศเล็ก ๆ มีเนื้อที่ประมาณ ๑๗,๐๐๐ กว่าตารางกิโลเมตร มีประชากรก็ประมาณ ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ศักยภาพในการลงทุนดีเยี่ยมในโซนตะวันออกกลาง ถือว่าเป็นประเทศที่อยู่ใน อันดับต้นทีเดียว ประชากรโดยส่วนใหญ่นั้นมีฐานะดี ฉะนั้นไม่ว่าจะมุมไหนของประเทศ มุมไหนของโลกถ้าเศรษฐกิจดีโอกาสที่จะลงทุนก็ย่อมดีเช่นเดียวกัน ผมเห็นด้วยอย่างยิ่ง กับข้อตกลงฉบับนี้ที่จะให้โอกาสส่งเสริมสนับสนุนให้คนไทยได้ไปใช้ประโยชน์โดยการลงทุน ในประเทศคู่ภาคี และเปิดโอกาสให้รัฐคูเวตไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือเอกชนมาลงทุน ในประเทศไทย ท่านประธานครับ วัตถุประสงค์หลักเมื่อสักครู่ผมได้เรียนไปแล้วแต่อยากจะเน้นในเรื่องของ การอำนวยความสะดวก แม้ว่าจะมีศักยภาพอย่างไรก็จริงอยู่ แต่ถ้าขาดในเรื่องของ ความสะดวกสิทธิประโยชน์บางสิ่งบางอย่าง แน่นอนครับนักลงทุนคงไม่กล้าเสี่ยง ดีไม่ดี แม้จะอยู่ที่เมืองไทยแต่ความสะดวกมีน้อยกว่าแต่ก็อาจจะใช้ประโยชน์ในเมืองไทย แต่ถ้ารัฐคูเวตคู่ภาคีและประเทศไทยต่างก็ได้อำนวยความสะดวกตามบันทึกข้อตกลง ผมเชื่อมั่นว่าในโอกาสต่อไปการลงทุนจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอนครับ ท่านประธานครับ ผมดูเรื่องของการลงทุน แน่นอนครับต้องเกี่ยวกับการค้าขายด้วย เพราะฉะนั้น ณ วันนี้ ผมจำเป็นเพราะมีหลายท่านอาจจะนำเสนอเรื่องของการลงทุน แต่ผมก็จะโยงเรื่องของ การลงทุนไปสู่การค้าขายด้วย ท่านประธานครับ รัฐคูเวตถ้าจะเรียกว่าเหมาะหรือไม่เหมาะ กับเกษตรกรรม อาจจะตอบได้ว่าไม่เหมือนประเทศไทยอย่างแน่นอน ประเทศไทยของเรานั้น มีความพร้อม เราเคยกล่าวอย่างเต็มปากเต็มคำว่าประเทศไทยคือครัวของโลก เรามีอาหารมากมาย มีผลหมากรากไม้ มีพืชผักสารพัด ในหน้าฤดูกาลของพืชผัก ฤดูกาลของผลไม้เราไม่รู้ว่า จะพาไปไหนราคาจึงตกต่ำขายไม่ได้ ขายไม่ออก อย่างเช่นลองกองทางภาคใต้ สมัยนั้น เมื่อประมาณสัก ๑๐ ปี หรือ ๒๐ ปีที่ผ่านมากิโลกรัมละ ๘๐ บาท บัดนี้เหลือกิโลกรัมละ ไม่กี่บาท ยิ่งมีปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ก็ยิ่งเป็นปัญหาใหญ่ ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้ไม่ว่าจะเป็นมังคุด ไม่ว่าจะเป็นทุเรียน ไม่ว่าจะเป็นลองกอง ลางสาด สิ่งเหล่านี้ละครับ ถ้าเราไปเปิดตลาดให้เป็นกิจจะลักษณะ อาจจะเป็นของรัฐ อาจจะเป็นภาคเอกชนก็แล้วแต่ นำเข้าสู่รัฐคูเวตซึ่งเป็นประตูที่จะนำไปสู่อีกหลายประเทศ อย่างเช่น ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประเทศอิรัก เหล่านี้เป็นต้น ผมเห็นว่าถ้าเราสามารถที่จะกระตุ้นให้ภาคเอกชนได้เห็น ความสำคัญและได้เห็นผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตเรากระตุ้นสิครับ กระตุ้นให้ ภาคเอกชนได้นำสิ่งเหล่านี้ไปขายในบ้านเพื่อน ในบ้านคู่ภาคีครับ ประการที่ ๑ นะครับ

ประการที่ ๒ ผมดูแล้วปรากฏว่าประชากรของประเทศคูเวตนั้นมีมุสลิมถึง ๙๕ เปอร์เซ็นต์ หรือร้อยละ ๙๕ ร้อยละ ๙๕ แน่นอนครับจะต้องบริโภคโดยภาคบังคับ ของศาสนา จะต้องบริโภคอาหารที่ฮาลาลเท่านั้นในจำนวน ๓,๐๐๐,๐๐๐-๔,๐๐๐,๐๐๐ คน จะต้องบริโภคอาหารที่ฮาลาลเท่านั้น เป็นเรื่องที่น่าเสียดายผมเคยพูดหลายครั้งว่าประเทศบราซิล ประเทศบราซิลซึ่งไม่ใช่เป็นประเทศมุสลิม ประเทศออสเตรเลียก็ไม่ใช่ประเทศมุสลิม ประเทศฝรั่งเศสก็ไม่ใช่ประเทศมุสลิมส่วนใหญ่ แต่เขาสามารถที่จะผลิตอาหารส่งไปขาย ในตะวันออกกลางเป็นลำดับต้น ๆ เป็นอันดับหนึ่งเสียด้วยซ้ำ ท่านประธานครับ ประเทศไทย เรามีประชากรที่นับถือศาสนาอิสลามในเปอร์เซ็นต์หรือสัดส่วนที่มากพอสมควร รัฐบาลเคยเห็น ความสำคัญเรื่องนี้ เคยจัดทำโครงการอุตสาหกรรมฮาลาลที่จังหวัดปัตตานี จนแล้วจนรอด จนถึงขณะนี้ก็ไม่สามารถที่จะขยับและขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายได้ เพราะฉะนั้นถ้ารัฐบาล เห็นความสำคัญในเรื่องนี้จะก่อให้เกิดประโยชน์กับสังคมคนไทยโดยภาพรวม นั่นคือ เป็นการกระเตื้องเศรษฐกิจให้รุ่งเรืองทั้งในประเทศและต่างประเทศ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนฝากตรงนี้

อีกประการหนึ่ง ก็คือเรื่องของธุรกิจที่น่าจะลงทุน อันนี้ก็อยากจะเรียนถึง ท่านพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่นะครับ ธุรกิจประเภทร้านอาหาร ประเภทเสริมสวย ประเภทสปา (Spa) ประเภทนวดแผนไทย และที่พักที่อยู่อาศัยก็เป็นประเภทที่น่าจะลงทุนด้วย เพราะฉะนั้นขอนำเสนอตรงนี้และให้ข้อสังเกตตรงนี้ไว้เพียงแค่นี้ครับ ขอบคุณมากครับ