สุรเดช จิรัฐิติเจริญ สนับสนุนความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี โดยชี้ว่าทั้งสองประเทศเกื้อกูลกันและไม่ใช่คู่แข่ง พร้อมเสนอให้รัฐบาลดำเนินการด้วยความรอบคอบเพื่อป้องกันผลกระทบต่อผู้ประกอบการไทย นอกจากนี้ยังหารือประเด็นยุทธศาสตร์การใช้ชิลีเป็นเกตเวย์สู่ลาตินอเมริกาและสหรัฐอเมริกา โดยเสนอให้เจรจาขยายสิทธิประโยชน์ผ่านไทยไปยังอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศ และเร่งทำข้อตกลงเอฟทีเอเพิ่มเติมกับบราซิล อาร์เจนตินา และเปรู เพื่อไม่ให้อาเซียนตกขบวนทางการค้า
เรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เราพูดถึงความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศชิลี และประเทศไทย หรือเรียกว่าเอฟทีเอไทย-ชิลี นะครับ ซึ่งเรื่องนี้ผมคิดว่าเรื่องเอฟทีเอนั้น เป็นเรื่องที่จำเป็นแล้วก็กระแสโลกได้เปลี่ยนไปมากนะครับ เราเองมีความตกลงเอฟทีเอ กับประเทศเพื่อนบ้านแล้วก็หลาย ๆ ประเทศทั่วโลกนะครับ ทั้งในนามของประเทศไทย กับประเทศต่าง ๆ หรือในนามของอาเซียนกับประเทศต่าง ๆ มีมากมาย เพราะว่าคงปฏิเสธไม่ได้ว่า ยุคการค้าคงต้องเป็นแนวนี้ คงจะไม่สามารถที่จะฝืนกระแสได้ แม้กระทั่งความตกลงนี้นะครับ ความตกลงเอฟทีเอไทย-ชิลี ซึ่งเรื่องนี้มีการพูดคุยถึง ๑๐ ปีที่แล้วตั้งแต่อดีตท่านนายกรัฐมนตรี ดอกเตอร์ทักษิณ ชินวัตร เมื่อปี ๒๕๔๖ แม้กระทั่งท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้มีการเจรจาเมื่อปี ๒๕๕๓ แล้วก็ล่าสุดนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ก็มีการพูดคุยกันเมื่อปี ๒๕๕๕ เดือนกันยายน เมื่อ ๖ เดือนที่แล้ว ท่านประธานครับ อย่างที่เพื่อนสมาชิกได้อภิปรายไปแล้ว แล้วก็ตั้งข้อสังเกตถึงความห่วงใยในการทำความตกลง การค้าเสรีไทย-ชิลี ผมมองว่าความตกลงนั้นก็เป็นข้อวิตกกังวลที่เพื่อนสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตไว้ ก็เป็นสิ่งที่ดี เพราะว่ารัฐบาลเองคงต้องรอบคอบ เพราะเราเองคงจะปฏิเสธความตกลงไม่ได้ แต่จะทำอย่างไรให้มีความรอบคอบมากยิ่งขึ้นนะครับ เพราะว่าความรอบคอบนั้นจะทำให้ การตกลงต่าง ๆ คงไม่มีใครได้ประโยชน์ทั้งฝ่ายเดียว คงจะมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ดังนั้นเอง ข้อเสียเราคงต้องหาทางป้องกันเพื่อให้กระทบน้อยที่สุด หรือหลีกเลี่ยงมากที่สุด หรือหามาตรการเยียวยา ให้ดีที่สุด หรือแม้กระทั่งหาทางแก้ไขหรือปรับตัวให้กับสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงไปนะครับ แต่ข้อดีที่กราบเรียนไปว่าความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี เพราะว่าประเทศไทยและประเทศชิลีนั้นเป็นประเทศคู่ค้าซึ่งถือว่าเป็นการส่งเสริมซึ่งกันและกัน และไม่ได้แข่งขันกัน เพราะว่าอุตสาหกรรมของประเทศไทยและประเทศชิลีนั้นแตกต่างกัน อุตสาหกรรมที่ประเทศชิลีส่งเข้าประเทศไทยที่มีการค้าขายอยู่คือเป็นวัตถุดิบ จะเป็นพวก ทองแดงก็ดี แร่ธาตุก็ดี สินแร่ก็ดี แม้กระทั่งสัตว์น้ำที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าวไป เพราะว่า ประเทศชิลีถือว่าเป็นประเทศที่มีศักยภาพ มีทรัพยากร แล้วก็ถือว่าเป็นวัตถุดิบหรือเป็น อุตสาหกรรมต้นน้ำซึ่งประเทศไทยมีความต้องการ ส่วนประเทศไทยเองนั้นอุตสาหกรรม หรือสินค้าที่ส่งให้กับประเทศชิลีจะเป็นพวกยานพาหนะหรือรถยนต์ ซึ่งถือว่าประเทศไทย เป็นประเทศที่มีศักยภาพ เป็นดีทรอยท์ (Detroit) ของอาเซียนก็ได้เพราะว่าอุตสาหกรรม เราโตมากนะครับ เรามีอุตสาหกรรมยานยนต์ที่แข็งแกร่งในอาเซียน ถือว่าใหญ่ที่สุด ในอาเซียนก็ว่าได้ ดังนั้นเองจุดแข็งเราก็มี หรือแม้กระทั่งเครื่องใช้ไฟฟ้า หรือปูนซีเมนต์ หรือพลาสติก ซึ่งเรามีอุตสาหกรรมปิโตรเคมีที่เข้มแข็งเช่นเดียวกัน ดังนั้นเองความตกลง ระหว่างเอฟทีเอไทย-ชิลีถือว่ามีความจำเป็นที่เราจะเอาจุดแข็งของแต่ละประเทศ เอาความร่วมมือของแต่ละประเทศมาเกื้อกูลซึ่งกันและกัน ซึ่งทั้ง ๒ ประเทศนี้ไม่ใช่คู่แข่งกัน สามารถเกื้อประโยชน์ซึ่งกันและกัน และถึงแม้ว่าคนมองว่าประเทศชิลีอยู่ลาตินอเมริกา หรืออเมริกาใต้ หรือว่าไกล เดือนหน้าผมเองจะมีโอกาสไปลาตินอเมริกาเป็นประเทศบราซิล และประเทศอาร์เจนตินา แต่คงไม่ใช่ประเทศชิลี แต่คิดว่าลักษณะภูมิประเทศถึงแม้ว่าไกล มันยากตอนขึ้นลงที่ท่าเรือเท่านั้น เราเพียงลงทุนในการสร้างท่าเรือเพื่อขนถ่ายสินค้าที่ท่าเรือ ของประเทศไทย จะเป็นแหลมฉบังก็ดี และส่วนประเทศชิลีก็ท่าเรือที่ประเทศชิลี แต่หลังจาก ขึ้นเรือแล้วการขนส่งทางน้ำหรือทางเรือนั้นต้นทุนไม่แพง แล้วสินค้าที่เราขนส่งนั้น เป็นสินค้าหนักนะครับ ก็ไม่จำเป็นต้องใช้เวลา ดังนั้นเองวัตถุดิบที่เราต้องการโดยเฉพาะ แร่ธาตุหรือทองแดงที่เราต้องการอยู่ ดังนั้นในส่วนตัวผมเองสนับสนุนในความตกลงการค้าเสรี ไทย-ชิลีที่จะดำเนินการ แต่ในส่วนนี้เดิมทีความตกลงนั้นพูดถึงเฉพาะรายละเอียดนะครับ แต่อันนี้เป็นความตกลงที่ตกลงมาร่วม ๑๐ ปีแล้ว และเพื่อนสมาชิกรัฐสภาหลายคนก็เห็นดีด้วย ในการที่จะให้ความตกลงนี้ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นความตกลงนี้มีถึง ๑๐ เรื่องด้วยกัน จะเป็นเรื่อง การค้าสินค้าหรือการลงทุนก็ดี พิธีการศุลกากรที่มีขั้นตอนอย่างไรก็ดี หรือข้อ ๓ เรื่องกฎ ว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า ซึ่งเมื่อสักครู่ท่านเกียรติก็บอกว่าเหมือนประเทศสิงคโปร์เราจะทำ วิธีการอย่างไรที่ว่าใช้สิทธิประโยชน์อย่างนี้มากที่สุดเพราะว่าศักยภาพในอาเซียนจุดแข็ง แต่ละคนไม่เหมือนกัน หรือว่ามาตรการการป้องกันและเยียวยาทางการค้านะครับ เราเยียวยา ผู้มีผลกระทบอย่างไร โดยเฉพาะพี่น้องชาวไทย ผู้ประกอบการชาวไทย โดยเฉพาะเอสเอ็มอี เพราะว่าผู้ประกอบการรายใหญ่นั้นผมคิดว่ามีศักยภาพแล้วสามารถที่จะมีเงินลงทุนที่ดีพอ มีเทคโนโลยีที่ดีพอ แล้วก็มีการจัดการ แต่ผู้ประกอบการรายย่อยของเราคงไม่มีขีดความสามารถ ในตรงนี้ ดังนั้นเองคงต้องมีมาตรการที่จะป้องกันอย่างไร หรือแม้กระทั่งมาตรการสุขอนามัย ต้องมีมาตรฐานไม่ใช่ว่านำเข้าอย่างเดียว คงต้องมีมาตรฐานว่าเรารับได้ขนาดไหน หรือแม้กระทั่ง เรื่องอุปสรรค มาตรการอุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า หรือว่านอน แทรีฟ แบร์ริเออร์ส (Non-Tariff Barriers) กำแพงภาษีซึ่งจะกีดกันอย่างไรนะครับ คงต้องอยากฝากท่านรัฐมนตรี ช่วยดูด้วย หรือว่าการค้าเรื่องบริการ ซึ่งเราถือว่าประเทศไทยการบริการเรานั้นมีศักยภาพ หรือว่าการท่องเที่ยว หรือการขนส่ง เราเองคงจะหลีกเลี่ยงไม่ได้ว่าตอนนี้ผู้มาท่องเที่ยวคนไทย เกินเป้าหมาย และประเทศไทยเองก็ถือว่าเป็นศูนย์กลางของอาเซียนก็ได้เพราะว่ามีศักยภาพ ทางด้านภูมิศาสตร์ จากสหภาพยุโรป ประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศสหรัฐอเมริกา จะมาเที่ยวอาเซียนก็ลงประเทศไทยจะได้เปรียบ เนื่องจากว่าในประเทศไทยเองมีศักยภาพ ในการท่องเที่ยว มีความหลากหลายทางวัฒนธรรม ความหลากหลายในการท่องเที่ยวแล้ว ประเทศไทยยังสามารถไปยังประเทศเพื่อนบ้านในอาเซียน โดยเฉพาะประเทศซีแอลเอ็มวี (CLMV) คือประเทศกัมพูชา สปป. ลาว ประเทศพม่า และประเทศเวียดนามนะครับ ก็ถือว่า เราเป็นศูนย์กลางและมีศักยภาพ หรือแม้กระทั่งเรื่องการระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ ความร่วมมือระหว่างเศรษฐกิจและความโปร่งใสทั้ง ๑๐ ข้อนี้ซึ่งเราตกลงกันว่าก็อยากจะฝาก ทางรัฐมนตรีช่วยดูให้รอบคอบว่าความตกลงทั้ง ๑๐ ข้อนี้เป็นอย่างไรตามที่เพื่อนสมาชิกได้กล่าว ท่านประธานครับ
และอีกเรื่องหนึ่งนะครับ เรื่องยุทธศาสตร์ที่บอกว่าประเทศชิลีนั้นจะเป็นเกตเวย์ ไปยังประเทศลาตินอเมริกา จะเป็นประเทศบราซิล ประเทศอาร์เจนตินา หรือประเทศเปรู หรือหลายประเทศ รวมกระทั่งถึงประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศชิลีมีความตกลงกัน ก็อยากฝากว่าเราควรจะเอาจุดแข็งนี้เป็นอย่างไร เพราะว่าประเทศชิลีเขามาประเทศไทย เพื่อหวังว่าไม่เพียงแค่คบค้าหรือความตกลงแค่เพียงประเทศไทยเท่านั้น เขาหวังที่จะใช้สิทธิประโยชน์ในประเทศไทยที่มีต่อประเทศอาเซียนทั้ง ๑๐ ประเทศเช่นเดียวกัน ดังนั้นรัฐบาลเองก็ควรจะเอาสิทธิประโยชน์ที่ประเทศชิลีได้มา เราเองคงไม่มองแค่ประเทศชิลี เท่านั้น เรามองประเทศชิลีเป็นเกตเวย์ ดังนั้นเองสิทธิประโยชน์ที่ประเทศชิลีมีต่อทวีปลาตินอเมริกา แล้วก็ประเทศสหรัฐอเมริกา เราจะใช้สิทธิประโยชน์นี้อย่างไร ก็ขอเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านรัฐมนตรีนะครับ คงจะไปดูรายละเอียดที่เพื่อนสมาชิกหลายท่านได้ตั้งข้อสังเกตว่า เราจะแก้ไขหรือเจรจาต่อรองอย่างไรเพื่อให้ได้สิทธิประโยชน์มากที่สุดในความตกลงระหว่าง ไทย-ชิลี และส่วนประเทศไทยเองก็อย่างที่เราบอกว่าประเทศชิลีหวังว่าประเทศไทยเป็นเกตเวย์ ในอาเซียน ดังนั้นเองถ้าเกิดเราเป็นเกตเวย์ระหว่างอาเซียน จากประเทศชิลีล่องเรือนำสินค้า มาผ่านมหาสมุทรแปซิฟิกเข้าอ่าวไทยแล้วมายังที่แหลมฉบังนะครับ จะทำให้นอกเหนือจาก การค้าขายระหว่างไทย-ชิลีแล้ว ถ้าเกิดเราเองเอาประตูนี้ไปขายในอาเซียนได้แล้วปริมาณ การค้าขายจะมากขึ้นนะครับ รายได้จะมากขึ้น ความมั่งคั่งจะมากขึ้น ดังนั้นเองคงจะใช้ โอกาสนี้ใช้ประโยชน์ให้สูงสุด ข้อสังเกตนะครับ เพราะว่าความตกลงนี้ประเทศชิลีไม่เพียงตกลง กับประเทศไทยเท่านั้น ประเทศชิลีเองตกลงกับประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี ตกลงกับ สหภาพยุโรป ตกลงกับประเทศจีน ตกลงกับประเทศเกาหลี ตกลงกับประเทศญี่ปุ่น แม้กระทั่งประเทศชิลีเองก็มีเอฟทีเอของประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และแม้กระทั่ง ประเทศเวียดนามก็ทำความตกลงแล้ว เพราะฉะนั้นเราคงไม่อยากจะตกขบวน เพราะว่า ประเทศชิลีเองก็คงอย่างที่เพื่อนสมาชิกบอกว่าประเทศชิลีเป็นประเทศหนึ่งที่ทำเอฟทีเอ กับประเทศต่าง ๆ มากมาย ดังนั้นไม่ใช่ว่าในอาเซียนเรามีเพียงประเทศเดียวเท่านั้น ประเทศชิลีทำความตกลงถึง ๓ ประเทศแล้ว ทั้งประเทศสิงคโปร์ ประเทศมาเลเซีย และประเทศเวียดนามก็ทำความตกลง ดังนั้นผมเห็นด้วยว่าคงรีบทำความตกลงให้เร็วที่สุด แต่ขอให้รอบคอบแล้วก็เอาประโยชน์สูงสุดให้กับประเทศไทยว่าเราจะใช้ความตกลงนี้ อย่างไร เพราะว่าความตกลงนี้มีได้และมีเสีย ข้อเสียควรจะปกป้องอย่างไร ผลประโยชน์ ที่ได้มาควรจะให้เกิดสูงสุด ในเมื่อเราทำความตกลงแล้ว แล้วนอกเหนือจากความตกลง ระหว่างเอฟทีเอไทย-ชิลีแล้ว ก็ขอฝากเพิ่มเติมว่าในทวีปลาตินอเมริกาเราทำความตกลง ในเพื่อนอาเซียนก็ดี ทำความตกลงระหว่างประเทศญี่ปุ่น ประเทศจีน ประเทศเกาหลีก็ดี และยุโรปก็ดี ในลาตินอเมริกานั้นคงไม่มีเพียงแค่ประเทศชิลีเท่านั้น ยังมีประเทศบราซิล ที่เป็นประเทศขนาดใหญ่ที่สุดในลาตินอเมริกา ยังมีประเทศอาร์เจนตินา ประเทศเปรู ก็ฝากว่าขนาดประเทศชิลีเองในอาเซียนตกลงไปถึง ๓ ประเทศแล้ว ประเทศไทยเองก็คงจะ ไม่อยากเสียโอกาส ก็ไม่อยากฝากความหวังไว้ที่ประเทศชิลีอย่างเดียวนะครับ นอกเหนือจาก ไทย-ชิลีแล้วควรจะตกลงกับประเทศบราซิล ประเทศอาร์เจนตินา และประเทศเปรูต่อไป ขอบคุณครับ