วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ หารือเรื่องความตกลงการค้าระหว่างไทยกับชิลี โดยเน้นย้ำเรื่องการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการทำความตกลงดังกล่าว นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการส่งเสริมการลงทุนในประเทศไทย โดยเน้นย้ำถึงความจำเป็นในการมีมาตรการสนับสนุนอย่างจริงจัง รวมถึงการเยียวยาเกษตรกร การคุ้มครองการลงทุน และการส่งเสริมการค้าการลงทุนต่างประเทศ อย่างมีความชัดเจน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการผลิตปลาป่น โดยเน้นย้ำถึงผลกระทบต่อชาวประมง และเรียกร้องให้รัฐบาลดูแลสิ่งเหล่านี้
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ในเรื่องของความตกลงการค้าระหว่างรัฐบาลไทย กับสาธารณรัฐชิลี ก็คงมีอยู่ ๒-๓ ประเด็นนะครับ ในหลักการก็คงจะสนับสนุนนะครับ แต่ประเด็นที่อยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คงจะมีอยู่ ๓ ประเด็นที่จะฝากไปยังรัฐบาล
ประเด็นแรก คือเรื่องของการเยียวยา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานว่า ผมได้อภิปรายในที่ประชุมนี้ทุกครั้งที่มีเรื่องของการตกลงทางการค้าระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องกรณีของผู้ได้รับผลกระทบตามมาตรา ๑๙๐ ก็คือเรื่องของการที่จะ ดูแลเยียวยา ในส่วนของกระทรวงพาณิชย์ ในส่วนของกระทรวงอุตสาหกรรมก็มีการดูแล ผู้ได้รับผลกระทบทางการค้ากับเรื่องอุตสาหกรรม แต่ในเรื่องการเกษตรนั้นท่านประธานครับ ผมพูดมาหลายครั้งว่ารัฐบาลไม่ได้ดูแลแก้ไขในเรื่องของการเยียวยาเกษตรกร เพราะว่ากองทุน ที่อยู่ในส่วนของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นั้นมันเป็นกองทุนที่ว่าด้วยเรื่องของการที่จะสร้าง ความเข้มแข็งในทางการแข่งขันมากกว่าที่จะเป็นเรื่องของการเยียวยาโดยตรง ผมเคยเสนอ ผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องให้มีการปรับแก้เงื่อนไขในการที่จะใช้ เงินกองทุนไปเพื่อการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบ แต่ปรากฏว่ามาถึงวันนี้เป็นเวลา ๔ ปีกว่า ที่อยู่ในสภาแห่งนี้แล้วก็พูดเรื่องนี้มาตลอด ก็ยังไม่มีรัฐบาลไหนให้ความสนใจที่จะดูแล เรื่องของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากการเยียวยา จากการทำความตกลงทางการค้า กับต่างประเทศ ฉะนั้นก็ขออนุญาตตอกย้ำผ่านท่านประธานไปยังฝ่ายบริหารที่เกี่ยวข้อง ได้กรุณาหยิบยกประเด็นนี้ปรับแก้เงื่อนไขของกองทุนที่มีอยู่ที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้ครอบคลุมในเรื่องของการเยียวยาเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากความตกลงการค้าต่าง ๆ ด้วย
ประเด็นที่ ๒ เรื่องของการคุ้มครองการลงทุน ท่านประธานครับ เราเอง มีกรอบการค้าการลงทุนกับประเทศต่าง ๆ มากมาย เราก็มีการทำสัญญาผ่านรัฐสภาแห่งนี้ ไปในเรื่องของการให้การคุ้มครองทางกฎหมาย แต่ท่านประธานครับ เรื่องการคุ้มครอง ทางกฎหมายนั้นเป็นสิ่งที่ไม่เพียงพอในเรื่องของการดูแลเรื่องของการคุ้มครองการลงทุน ถามว่าทำไมถึงเป็นอย่างนั้นนะครับท่านประธาน ก็คือในเรื่องของการลงทุนนั้นเป็นการดำเนินการ ภายใต้กฎหมายท้องถิ่นเป็นหลัก เพราะฉะนั้นการที่ดำเนินการภายใต้กฎหมายท้องถิ่นนั้น ก็มีข้อจำกัดต่าง ๆ ปัญหาของเราก็คือว่าไม่ใช่ข้อกฎหมายที่จะมีอนุสัญญาคุ้มครองการลงทุน แต่เป็นเรื่องของวิธีการ มาตรการที่จะดำเนินการของรัฐ ผมเคยเสนอกระทรวงการต่างประเทศ ให้มีการตั้งคณะกรรมการ คณะทำงานขึ้นมาเพื่อจะดูแลให้การช่วยเหลือกรณีที่คนไทยไปลงทุน ต่างประเทศแล้วไม่ได้รับความเป็นธรรมต่าง ๆ และให้มีการกำหนดมาตรการในการคุ้มครอง สิ่งเหล่านี้ก็เรียกร้องมา ๔-๕ ปีในรัฐสภาแห่งนี้ แต่ปรากฏว่ากระทรวงการต่างประเทศเอง ก็ไม่ได้นำพาที่จะนำไปปรับปรุงแก้ไขกฎระเบียบ รวมทั้งการตั้งหน่วยงานที่รับผิดชอบขึ้นมา เพื่อจะดูแลเรื่องของการคุ้มครองการลงทุนอย่างจริงจัง อันนี้ก็เป็นประเด็นที่ ๒ ที่อยากกราบเรียน เรียกร้องไปยังรัฐบาลผ่านท่านประธาน เพื่อให้มีการดำเนินการในเรื่องของการดูแล ในสิ่งเหล่านี้ด้วย
ประเด็นที่ ๓ ก็คือเรื่องของการส่งเสริมการลงทุน คือผู้ค้าและผู้ลงทุนนี่นะครับ ประเด็นวันนี้ท่านประธานลองให้ฝ่ายบริหารกลับไปทบทวนทำการบ้านดูว่าที่ผ่านมามีใคร ได้ประโยชน์จากสัญญาการค้าการลงทุนบ้าง เราจะเห็นว่ามีเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ ในสัญญาการค้าการลงทุนต่าง ๆ แต่ผู้ประกอบการรายกลางและรายย่อยนั้นที่เราเรียกว่า เอสเอ็มอี (SME) โอกาสที่จะได้ประโยชน์จากการค้าการลงทุนเหล่านี้ไม่มีเลย ถามว่าทำไม ถึงไม่เกิดขึ้น สาเหตุก็เพราะว่ารัฐบาลไม่มีมาตรการในการส่งเสริมอย่างจริงจัง จะมีก็เพียงแต่ว่า ปีหนึ่งถ้ามีงบประมาณก็จะพาผู้ประกอบการรายกลาง รายย่อยออกไปทัวร์ (Tour) ต่างประเทศ ไปดูลู่ทาง คือเพียงแต่ไปดูลู่ทางอย่างเดียวไม่พอท่านประธานครับ เพราะว่าการทำการค้า การลงทุนนั้นมันต้องมีเครื่องมือ มีกลไกที่จะสนับสนุนเรื่องของเงินทุน เรื่องของการดำเนินการ เรื่องของกฎหมาย ความรู้ความเข้าใจในเรื่องของกฎหมายท้องถิ่น เรื่องของการดำเนินการ มาตรการภายในท้องถิ่นต่าง ๆ ที่เป็นเจ้าของประเทศที่เราจะไปลงทุนด้วย สิ่งเหล่านี้ถามว่า มีใครเคยศึกษาไหม มีใครเคยนำมาบอกประชาชนคนไทยเราไหมว่าประเทศเหล่านี้มันมี กฎเกณฑ์กติกาที่เป็นอุปสรรคหรือว่าส่งเสริมการลงทุนอย่างไรบ้าง ถ้าจะไปลงทุนเหล่านี้มีธนาคารไหนบ้างเปิดที่จะให้คนไทยเราพร้อมที่จะไปกู้เงินเพื่อเอาไปลงทุน คำตอบก็คือไม่มีครับ มีก็เฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ที่มีความสามารถ มีเงินอุดหนุน ของตัวเองที่จะขวนขวายหาความรู้ที่จะมีคนไปศึกษา ไปเจาะลึกเพื่อจะมีข้อมูลมาดำเนินการ สิ่งเหล่านี้ทั้ง ๓ อย่างนะครับ เรื่องการเยียวยาเกษตรกรก็ยังไม่ได้ทำ เรื่องคุ้มครองการลงทุน ก็ไม่ได้ใส่ใจนอกจากการไปทำกฎหมายอย่างเดียว และสุดท้ายก็คือเรื่องของการส่งเสริมการค้า การลงทุนต่างประเทศที่จำเป็นจะต้องมีมาตรการส่งเสริมที่มีความชัดเจน ทั้ง ๓ ด้านนี้รัฐบาล ที่ผ่านมาเกือบทุกรัฐบาลก็ไม่ได้สนใจที่จะทำในสิ่งเหล่านี้ที่จะทำให้เกิดการค้าการลงทุน อย่างแท้จริง ฉะนั้นการที่ท่านไปเซ็นสัญญาไม่ว่ากับประเทศชิลีหรือประเทศต่าง ๆ มันก็ไม่ได้เกิดผลอย่างที่เราอยากจะเห็นอย่างแท้จริง ฉะนั้นสิ่งเหล่านี้อยากฝากไปยังรัฐบาลด้วย
และสุดท้ายในส่วนที่เกี่ยวข้องกับประเทศชิลีโดยตรงนี่ครับ สิ่งที่จะเกิดขึ้น ก็คือเรารู้ว่าประเทศชิลีเป็นประเทศหนึ่งซึ่งมีความสามารถในทางการประมง แล้วสิ่งหนึ่ง ซึ่งทางประเทศชิลีผลิตมากก็คือเรื่องปลาป่น แล้วประเทศไทยเราเป็นประเทศที่ใช้ปลาป่น ในการผลิตอาหารสัตว์เพื่อส่งออกเนื้อสัตว์ต่าง ๆ มากมาย ขณะเดียวกันเราก็มีชาวประมง ที่ผลิตปลาป่นเหมือนกัน ที่จับปลามาทำปลาป่นแล้วก็จะเป็นผู้ที่ได้รับผลกระทบโดยตรงนะครับ สิ่งที่เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ก็ให้สตางค์ไปดูงานที่ประเทศชิลี ที่ประเทศเปรู เพื่อจะมาทำโรงงานปรับคุณภาพปลาป่น ซึ่งมันคนละเรื่องนะครับท่านประธาน คนที่กระทบโดยตรง คือชาวประมงไม่ใช่โรงงานปลาป่นครับ แต่ท่านไปดูเฉพาะโรงงานปลาป่นว่าได้รับผลกระทบ จากเขตตกลงทางการค้า ไม่ว่ากับประเทศเปรูก็ดี กับประเทศชิลีก็ดี แต่ชาวประมง ไม่ได้มีใครใส่ใจเลยนะครับ ฉะนั้นขอเรียกร้องตรงนี้ผ่านท่านประธานไปยังรัฐบาลว่า ในหลักการผมสนับสนุน แต่ประเด็นก็คือว่ารัฐบาลต้องดูแลสิ่งเหล่านี้ด้วยนะครับ ถ้าไม่ดูสิ่งเหล่านี้ ในฉบับต่อ ๆ ไปผมก็จะเป็นคนหนึ่งที่ลุกขึ้นมาค้านในการทำเอฟทีเอกับต่างประเทศเพราะว่า ไม่ได้เกิดประโยชน์ รัฐบาลเองก็ไม่ได้มีความจริงใจในการที่จะส่งเสริมสนับสนุนให้เกิดประโยชน์ กับประชาชนหรือว่าเกษตรกรที่แท้จริง ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานฝากไปยัง รัฐบาลด้วยครับ ขอบพระคุณครับ