เกียรติ สิทธีอมร หารือเรื่องความตกลงการค้าเสรีระหว่างไทยกับชิลี โดยแสดงความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบและมาตรการเยียวยา และเรียกร้องให้รัฐบาลมีการศึกษาที่ชัดเจนเกี่ยวกับผลกระทบและมาตรการเยียวยา และให้มีการหารือระหว่างทั้งสองฝ่ายก่อนที่จะดำเนินการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด นอกจากนี้ยังแสดงความผิดหวังที่ไม่มีข้อตกลงพิเศษที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศไทย และเรียกร้องให้รัฐบาลส่งเสริมการค้าการลงทุนด้วยงบประมาณที่ชัดเจน และสนับสนุนศูนย์ศึกษาการค้า อาเซียนและลาตินอเมริกา ที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ สิทธีอมร ส.ส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมขอร่วมอภิปรายในส่วนความตกลง การค้าเสรีระหว่างรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐชิลีและรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ผมจะขอ อภิปรายเพียง ๔ หัวข้อสำคัญ ๆ นะครับ เพราะว่าเรื่องอื่น ๆ เพื่อนสมาชิกก็ได้พูดกันไป พอสมควรแล้วจะพยายามไม่ให้ซ้ำนะครับท่านประธาน
ประการแรก หัวข้อเรื่องปกป้องและเยียวยา เวลาที่เอากรอบความตกลง หรือกรอบการเจรจาเข้ารัฐสภาผมก็ถามอย่างนี้ทุกกรณีครับว่ามีการศึกษาหรือไม่ ใครได้รับ ผลกระทบบ้าง จะต้องเยียวยาใครบ้าง เยียวยาอะไรบ้าง ใช้งบประมาณเท่าไร แต่ตอนนั้น ก็บอกว่ายังมีเวลา เดี๋ยววันที่เอาข้อตกลงเข้ารัฐสภาจะเล่าให้ฟัง นี่ครับวันนี้ข้อตกลง เข้ารัฐสภาผมไม่เห็นสักฉบับเลยที่บอกว่ามีการศึกษาชัดเจนว่ากลุ่มใดได้รับผลกระทบจาก ความตกลงอันนี้บ้าง รัฐบาลเองจะมีมาตรการในการเยียวยาอย่างไรบ้าง และต้องใช้ งบประมาณเท่าไรบ้าง ท่านประธานครับ อันนี้มันเป็นข้อกำหนดในรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ในวันนี้ผมไม่เห็นเอกสารฉบับใดเลยที่มีเรื่องผลการศึกษาว่ากลุ่มใดได้รับผลกระทบ ผมก็ต้อง ถามรัฐมนตรีครับ เอกสารนี้อยู่ตรงไหนครับ แล้วถ้ามันไม่เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ท่านประธานจะเอาเรื่องนี้ผ่านรัฐสภาได้หรือไม่ครับ ไม่มีนะครับ ผมไม่มีเอกสารตรงหน้า เรื่องนี้ก็จะเป็นเรื่องที่ท่านรัฐมนตรีต้องสร้าง ความชัดเจนนะครับ เพราะว่าไม่เช่นนั้นจะมีคนโต้แย้งได้ว่ารัฐบาลเองโดยท่านรัฐมนตรี ไม่ได้ดำเนินการตามมาตรา ๑๙๐ อย่างสมบูรณ์นะครับ ในส่วนของการเยียวยามีการแบ่ง ชัดเจนในกรอบการเจรจา แล้วมติของ กนศ. เองในยุคนั้นก่อนที่จะมีการดำเนินการเจรจา กับประเทศชิลี มติ กนศ. ชัดเจนว่าต้องมีการนำเสนอผ่าน ครม. ด้วยนะครับ ผลกระทบ และมาตรการในการเยียวยาทุกกลุ่มครับ กลุ่มเกษตร กลุ่มอุตสาหกรรมที่ได้รับผลกระทบ อย่างรุนแรงเป็นมติของ กนศ. เช่นกัน ตรงนี้ผมยังไม่เห็นรายละเอียดท่านรัฐมนตรีครับ ท่านประธานช่วยกรุณาให้รัฐมนตรีตอบให้ตรงกับคำถามด้วย เพราะว่าที่ผ่านมาหลายครั้ง ผมถามไปอย่างหนึ่งแต่ตอบไปอีกอย่างหนึ่ง แล้วในที่สุดก็ไม่เกิดประโยชน์ในการที่จะนำเรื่อง มาพูดคุยกันในสภา ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการปกป้องและเยียวยามันมีเรื่องของการตอบโต้ การทุ่มตลาด การตอบโต้การทุ่มตลาดนั้นเขียนไว้เพียงแค่ว่าให้มีการดำเนินการตามกรอบขององค์การ การค้าโลก แต่ที่จริงแล้วการเจรจาเอฟทีเอมันต้องไปให้ไกลกว่ากรอบขององค์การการค้าโลก ที่ไปให้ไกลกว่าหมายความว่าอย่างไร เพื่อประโยชน์ของ ๒ ประเทศต้องไปให้ไกลว่า ในกรอบขององค์การการค้าโลกมีข้อกำหนดเกี่ยวกับหลักของกฎหมายและวิธีปฏิบัติ แต่สิ่งที่สำคัญกว่านั้นก็คือในเมื่อเรามีข้อตกลงพิเศษกับประเทศชิลีหรือประเทศใดก็แล้วแต่ ถ้าเรามีข้อตกลงพิเศษแล้วทำไมเราไม่มีกระบวนการที่เป็นประโยชน์และเอื้อประโยชน์ให้ ทั้ง ๒ ประเทศ ก่อนที่จะดำเนินการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ทำไมไม่ให้มีการหารือ หรือที่เขาเรียกว่าคอนซัลเทชัน (Consultation) จริง ๆ ระบุไว้ในข้อตกลงได้ และจะเป็นประโยชน์ กับทั้ง ๒ ฝ่าย ปัญหาที่เกิดขึ้นในวันนี้ก็เพราะว่าข้อตกลงที่เราไปลงนามเกือบทั้งหมด ในเรื่องการตอบโต้การทุ่มตลาดนั้นไม่มีการระบุกระบวนการก่อนที่จะใช้มาตรการ และมาตรการการตอบโต้การทุ่มตลาดเป็นมาตรการเดียว ในกติกาโลกที่สามารถให้โทษ กับผู้ที่ไม่ได้ทำผิดก่อนที่จะมีการพิสูจน์ความผิด พูดง่าย ๆ ท่านประธานครับ ถ้าประเทศไหน สงสัยว่าใครจะตอบโต้ว่ามีการทุ่มตลาดตอบโต้ได้ก่อนครับก่อนที่จะพิสูจน์ว่าข้อสันนิษฐานนั้น ถูกหรือไม่ มันก็เลยทำให้กฎหมายการตอบโต้การทุ่มตลาดมาตรการนี้เป็นมาตรการที่รุนแรงที่สุด และอาจจะไม่เกิดความเป็นธรรมได้กับผู้ประกอบการกับแต่ละประเทศ และด้วยเหตุนี้ การเจรจาเขตการค้าเสรีก็ควรที่จะมีมาตรการหรืออย่างต่ำมีแนวทางในการที่จะพูดคุยกัน ระหว่าง ๒ ฝ่ายก่อน ก่อนที่จะมีการดำเนินการใช้มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด ตรงนี้ ผมไม่เห็นนะครับ จริง ๆ เจ้าหน้าที่ที่ไปเจรจาท่านทราบดี เรื่องนี้พูดคุยกันเยอะตั้งแต่ สมัยรัฐบาลชุดที่แล้ว คุยกันใน กนศ. ก็ชัดเจนว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่ต้องไปทำ แต่ผมดู ในรายละเอียดที่ปรากฏในเอกสารที่ให้ในข้อตกลงไม่มีเรื่องนี้ครับ ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงด้วย ผมจะรอฟังนะครับ และที่สำคัญที่สุดในเรื่องปกป้องและเยียวยาขอให้รัฐมนตรีช่วยรายงาน นิดหนึ่งว่ากลุ่มใดได้รับผลกระทบบ้าง มีโครงการอะไรที่จะไปเยียวยาเขาบ้าง และแต่ละโครงการ ใช้งบประมาณเท่าไรบ้าง ถ้าท่านไม่ให้รายละเอียดตรงนี้ผมก็ต้องถือว่ากระบวนการที่กำหนดไว้ ในมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญนั้นยังไม่มีการดำเนินการอย่างสมบูรณ์นะครับ
กรณีที่ ๒ การที่เราเลือกประเทศชิลีเป็นประเทศที่เป็นคู่เจรจาเขตการค้าเสรีนั้น ประเทศชิลีมีลักษณะพิเศษกว่าประเทศอื่นในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ลักษณะพิเศษ ดังกล่าวก็คือว่าประเทศชิลีนั้นมีข้อตกลงเขตการค้าเสรีกับหลายประเทศมาก คงจะเยอะที่สุด ในโลกครับ แต่ที่สำคัญที่สุดคือ ๒ ตลาดใหญ่ ตลาดที่ ๑ คือตลาดในลาตินอเมริกาเอง มีข้อตกลงมากมายที่เกี่ยวข้องกับประเทศชิลี อีกข้อตกลงหนึ่งก็คือเรื่องเขตการค้าเสรีกับ ประเทศสหรัฐอเมริกา ๒ ตลาดนี้เป็น ๒ ตลาดที่มีความสำคัญอย่างยิ่งถ้าเรามีการดำเนินการ อย่างถูกต้อง แต่ผมต้องแสดงความผิดหวังนิดหนึ่ง ในข้อตกลงนี้ผมเห็นเฉพาะเงื่อนไข มาตรฐานจริง ๆ มาตรฐานที่เราเซ็นกับทุกประเทศเป็นอย่างไรก็เป็นอย่างนั้น ไม่มีข้อกำหนด พิเศษซึ่งเป็นลักษณะเฉพาะของประเทศชิลีเลย ตรงนี้เสียดายครับ เสียดายโอกาสมากเลย ลักษณะเฉพาะของประเทศชิลีซึ่งเขามีข้อตกลงเงื่อนไขเชื่อมโยงไปถึงประเทศสหรัฐอเมริกา เชื่อมโยงไปถึงตลาดลาตินอเมริกา ทำไมเราไม่มีข้อตกลงพิเศษ ทำไมรัฐมนตรีไม่ได้ชี้ตรงนี้ ให้รัฐสภาได้เห็น ผมยกตัวอย่างง่าย ๆ นะครับ เวลาประเทศสิงคโปร์ทำความตกลงเขตการค้าเสรี กับอาเซียน แต่ในขณะเดียวกันเขามีข้อตกลงกับประเทศอื่น เขาต้องการให้ได้ประโยชน์ สูงสุด เขาไปใช้ลูกเล่นในการเจรจาเรื่องแหล่งกำเนิดสินค้าของบางรายการ เช่น กรณีสิ่งทอ จากประเทศสิงคโปร์จะส่งให้ประเทศสหรัฐอเมริกาโดยใช้โควตาประเทศสิงคโปร์ แต่ผลิต ในประเทศอื่นในอาเซียนเขาทำได้ครับ ทำได้ง่ายด้วยครับ ตรงนี้ครับ นี่คือความชาญฉลาด ในการเจรจาโดยใช้ลักษณะเฉพาะลักษณะพิเศษของแต่ละประเทศเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับ ประเทศเขา ประเทศชิลีมีลักษณะพิเศษเข้าตลาดลาตินอเมริกา เข้าตลาดสหรัฐอเมริกา แต่ไม่มีเงื่อนไข เฉพาะเงื่อนไขพิเศษที่จะเอื้อประโยชน์ให้กับประเทศไทยใช้ประโยชน์จากข้อตกลงนี้ เป็นทางผ่านไปสู่ตลาดสำคัญ ๆ เหล่านั้น ตรงนี้ผมก็ต้องคิดว่าถ้ามีนะครับ และผมเข้าใจไม่ถูก ท่านรัฐมนตรีช่วยกรุณาที แต่ผมก็อ่านในรายละเอียดไม่เห็นครับ ตรงนี้เสียดายเหลือเกิน ไปเจรจามาถึงขั้นนี้แล้วไม่มีรายละเอียดเหล่านี้
ที่สำคัญอีกประการหนึ่ง ในเรื่องกรณีประเทศชิลี คือผมก็ติดตามเวลาไป ประเทศต่าง ๆ ว่านายกรัฐมนตรีเอง รัฐมนตรีเองไปมีคำกล่าวอะไรบ้าง ผมก็แปลกใจนิดหนึ่งคือ ท่านไปประเทศชิลีท่านก็บอกว่าเขาเป็นเกตเวย์ ประตูทางผ่าน ท่านไปประเทศเปรูก็บอกเขา เป็นประตูทางผ่าน ท่านไปประเทศบราซิลก็บอกว่าเขาเป็นประตูทางผ่าน ท่านไปประเทศอาร์เจนตินา ก็ประตูทางผ่าน เราจะมีกี่ประตูครับท่านประธาน รัฐมนตรีครับช่วยบอกชี้แจงแถลงไขทีว่า เราจะใช้กี่ประเทศเป็นประตูทางผ่านกันแน่ครับ ถ้าอย่างนั้นกลุ่มประเทศอียูมี ๓๐ ประเทศ ก็ทางผ่านทุกประเทศเลยหรือเปล่าครับ ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยคืออะไรแน่ การไปพูด ไม่ใช่พูดเป็นวาทะ การไปพูดในฐานะผู้นำรัฐบาลหรือตัวแทนรัฐบาลไม่ใช่ใช้วาทะอย่างเดียว แล้วบอกว่าจบแล้ว พูดจบแล้ว จบงานแล้ว ทุกอย่างมีการบันทึกนะครับ ทีนี้การที่จะใช้ ประเทศใดเป็นประตูทางผ่านผมไม่ทราบท่านรัฐมนตรีเข้าใจลึกซึ้งขนาดไหน การที่จะเป็น ประตูทางผ่านได้นี่ไม่ใช่เรื่องการค้าสินค้า การที่จะเป็นประตูทางผ่านได้คือเรื่องการลงทุน เป็นหลักครับ การลงทุนถ้าบริษัทไทยไม่ได้ไปลงทุนในประเทศที่เป็นคู่เจรจาหรือที่เรามี ข้อตกลงเขตการค้าเสรีด้วยนั้น ถ้าไม่ดูเรื่องการส่งเสริมมาลงทุนในธุรกิจหรืออุตสาหกรรม ยุทธศาสตร์ท่านจะใช้เป็นประตูทางผ่านไปไหนครับ แหล่งกำเนิดสินค้าก็ไม่ได้แล้ว ถ้าค้าสินค้าปกติ คือท่านก็พูดไปเรื่อยประตูทางผ่าน ทำไมไม่มีเอกสารใดเลยที่บอกว่า รัฐบาลไทยจะใช้ประเทศชิลีเป็นประตูทางผ่านและจะมีการส่งเสริมการลงทุนในอุตสาหกรรม อะไรบ้าง และจะทำให้ประเทศไทยได้ประโยชน์อะไรบ้าง แล้วจะใช้ประโยชน์จากข้อตกลง ที่ประเทศชิลีมีกับประเทศสหรัฐอเมริกาหรือมีกับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาอย่างไรบ้าง ไม่มีครับ ตรงนี้ผมก็ต้องตั้งคำถามท่านรัฐมนตรีว่าแนวคิดของการเป็นเกตเวย์ของท่านคืออะไร และการค้าของประเทศไทยหลังจากที่เรามีข้อตกลงกับประเทศเปรูและประเทศชิลีแล้ว ยุทธศาสตร์ของประเทศไทยคืออะไร และเป้าหมายของปริมาณการค้าจะเพิ่มขึ้นมากน้อย แค่ไหน ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วตลาดใหญ่มากนะครับ ปัจจุบันการค้าของประเทศไทย กับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาประมาณ ๗,๐๐๐-๘,๐๐๐ ล้านเหรียญต่อปีเท่านั้น แต่สามารถ ขยายเพิ่มขึ้น ๓ เท่าได้ง่าย ๆ มากครับถ้าทำถูกต้องและใช้ประโยชน์จากข้อตกลงที่มีอยู่ ตรงนี้ต้องขอความกระจ่างกับทางรัฐมนตรีด้วยว่าท่านจะมีมาตรการอย่างไรที่จะให้ประเทศไทย เป็นเกตเวย์ให้เขาและเขาเป็นเกตเวย์ให้เรา ซึ่งหมายความว่าท่านต้องไปบอกกับเขาว่า ประเทศไทยอยากเห็นเขาเข้ามาลงทุนในอุตสาหกรรมอะไรบ้างถึงจะใช้ประเทศไทย เป็นเกตเวย์สู่อาเซียนได้
อีกประการหนึ่ง ประการสุดท้ายที่ผมคิดว่าสำคัญมากคือปกติแล้วกระทรวงพาณิชย์ มักจะมีความคิดว่าวันที่ท่านลงนามในข้อตกลงนั้นคือวันที่ท่านเสร็จภารกิจ แต่จริง ๆ สำหรับประเทศไทยเป็นวันที่เพิ่งเริ่มต้นที่จะมีภาระเกิดขึ้นจากข้อผูกพันของข้อตกลง ฉะนั้น สิ่งที่สำคัญกว่าก็คือว่าเราไปลงนามข้อตกลงแล้วเราใช้ประโยชน์อย่างไรบ้าง มีใครรู้บ้าง ใครจะใช้ประโยชน์อย่างไรได้บ้าง ในเรื่องไหนบ้าง ตรงนี้ครับ นี่ก็คือเหตุผลที่ทำไมในข้อแรกเลย ที่ผมพูดถึง ก็คือเรื่องมาตรการปกป้องเยียวยา ก็คือรัฐบาลต้องทราบดีว่าไปเซ็นแล้วมีผลกระทบกับใครบ้าง แต่ประการสุดท้ายที่ผมกำลังพูดถึงนี่คือการใช้ประโยชน์ เราจะพบว่าคนส่วนใหญ่นี่นะครับ แทบจะไม่มีความรู้เกี่ยวกับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาเลย ไม่ต้องพูดถึงประเทศชิลี เป็นการเฉพาะนะครับ แค่กลุ่มประเทศลาตินอเมริกาส่วนใหญ่จะไม่เข้าใจหรือไม่ทราบ ไม่มีข้อมูล ไม่สนใจ คิดว่าเป็นประเทศที่ไกล คิดว่าใช้คนละภาษาสื่อสารกันไม่รู้เรื่อง แต่จริง ๆ โอกาสทางเศรษฐกิจ โอกาสทางธุรกิจมีมาก ตรงนี้ละครับที่ผ่านมาผมก็ต้องสะท้อนความรู้สึก ของภาคเอกชนนะครับว่าท่านรัฐมนตรีเองนี่รู้สึกทำงานห่างภาคเอกชนมากนะครับ ประเทศ ที่ไปกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา วันนี้ท่านเอาเรื่องประเทศชิลีเข้ารัฐสภา แต่ท่านทราบไหมครับ มีกลุ่มเอกชนที่เขาไปทำธุรกิจในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาไม่น้อยครับ จนถึงวันนี้เข้ามาเป็น รัฐบาลเกือบ ๒ ปีแล้ว ท่านก็ยังไม่ได้มีการพูดคุยพบปะกับกลุ่มเฉพาะที่เขามีความชำนาญ และมีความสนใจพิเศษกับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ท่านยังไม่ได้พบนะครับ เพราะผมเพิ่ง พบกับเขาแล้วเขาก็บอกผมว่าท่านยังไม่ได้ไปพบเขา ตรงนี้ครับผมคิดว่าถ้ารัฐบาล ให้ความสำคัญถึงขนาดว่าต้องลงนามแล้ว เจรจาเสร็จแล้ว แต่ในขณะเดียวกันคนที่ขับเคลื่อน เศรษฐกิจจริง ๆ คือภาคเอกชน เอกชนยังไม่รู้เรื่อง เอกชนยังไม่มีมาตรการมารองรับ เอกชน ยังไม่มีใครเข้าไปดูแลจัดระเบียบให้เขา และสนับสนุนให้เขาไปดำเนินธุรกิจตามเจตนารมณ์ ของข้อตกลงฉบับนี้ ผมคิดว่าเสียดายโอกาสครับ ถ้าเป็นอย่างนั้นเราลงนามไปก็ไม่มีประโยชน์ เราจะเอื้อประโยชน์กับคนที่รู้เท่านั้นเอง ตรงนี้ครับผมคิดว่าท่านเองน่าจะจัดงบประมาณ ส่วนหนึ่งที่มีความชัดเจนในการส่งเสริมการค้าการลงทุนกับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา และโดยเฉพาะประเทศชิลีที่เรากำลังจะลงนามข้อตกลงเขตการค้าเสรีนี้ และผมจะคอยดู ในส่วนของงบประมาณที่ท่านจะเสนอเข้ามาของปีถัดไป ผมอยากเห็นจริง ๆ นะครับ งบประมาณที่ส่งเสริมอย่างจริงจังเป็นระบบเป็นรูปธรรม การค้าการลงทุนระหว่างประเทศไทย กับกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา
อีกส่วนหนึ่งครับ มีองค์กรในมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เป็นองค์กรแรกครับ ที่มีศูนย์ศึกษาการค้า อาเซียนและลาตินอเมริกา ควรได้รับการสนับสนุนอย่างยิ่งนะครับ เพราะว่าการที่จะให้ข้อตกลงมันมีผลนี่ประชาชนกับประชาชนต้องเข้าถึงกัน ต้องมีแหล่งข้อมูล ต้องมีที่ที่จะไปพูดคุยหาความรู้ได้เพิ่มเติมนอกเหนือจากข้อมูลที่กระทรวงจะจัดให้ ศูนย์ศึกษา การค้าอาเซียนและลาตินอเมริกาที่มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ตอนนี้กลุ่มผู้บุกเบิก นักธุรกิจผู้บุกเบิกตลาดกลุ่มประเทศลาตินอเมริกาก็เป็นสมาชิกเข้าไปพูดคุยด้วยอยู่เป็นประจำ แต่ทางรัฐบาลเองยังมิได้ให้ความสำคัญในส่วนนี้ ก็ขอฝากท่านรัฐมนตรีด้วยว่าน่าจะสนับสนุนครับ น่าจะสนับสนุนให้เต็มที่ แล้วก็กลุ่มที่เขาไปประสบความสำเร็จแล้ว กลุ่มเหล่านี้จะเป็นกลุ่มที่ สร้างพลังที่จะให้ภาคเอกชนอื่น ๆ ที่ยังไม่มีประสบการณ์ ยังไม่เคยไปได้รับรู้ถึงโอกาสในการ ทำธุรกิจกับในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา และโดยเฉพาะประเทศชิลีซึ่งเราได้ลงนามไป ซึ่งควรจะมีความเป็นพิเศษเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ในกลุ่มประเทศลาตินอเมริกา ก็ฝาก ท่านประธานไปยังรัฐมนตรีในเรื่องเหล่านี้ แล้วก็ขอรอฟังคำตอบนะครับในส่วนที่ผมถามไป ซึ่งโดยเฉพาะอย่างยิ่งในส่วนที่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญนะครับ ท่านไม่ได้ส่ง ผลการศึกษาและมาตรการเยียวยาที่ชัดเจนให้กับรัฐสภาครับ ขอบคุณครับ