รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๑๒ มีนาคม ๒๕๕๖

อลงกรณ์ พลบุตร สอบถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์เกี่ยวกับความตกลงการค้าเสรีไทย-ชิลี และเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์แก้ไขเรื่องการลงทุน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเปิดเสรีเศรษฐกิจและความตกลงทางการค้า เช่น ทีพีพี และการเข้าถึงตลาดลาตินอเมริกา

นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บัญชีรายชื่อ

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมมีประเด็นเพิ่มเติมที่ต้องเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ในฐานะที่เป็นตัวแทนคณะรัฐมนตรีซึ่งได้นำเสนอ ความตกลงการค้าเสรีระหว่างประเทศไทยกับประเทศชิลี ซึ่งมีความสำคัญมาก แล้วก็ เป็นการสานต่องานจากรัฐบาลชุดที่แล้วมาถึงปัจจุบัน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในความตกลง ดังกล่าวนั้นเป็นเอฟทีเอ (FTA) ที่เรียกว่าเป็นคอมพรีเฮนซีฟ (Comprehensive) ก็คือ รวมด้านความตกลงทางการค้า ความตกลงด้านบริการ และความตกลงด้านการลงทุน แต่ว่า การเจรจาที่ผ่านมาปรากฏว่าในเรื่องของการลงทุนนั้นยังเริ่มต้นไม่ได้ จนกว่าความตกลง ทางการค้าฉบับนี้จะมีผลใช้บังคับ ซึ่งกำหนดว่าในเรื่องของการลงทุนนั้นจะเริ่มเจรจาภายใน ๒ ปี ซึ่งผมเห็นว่าเป็นเรื่องที่ล่าช้า เกินไป ความจริงในเรื่องการทำเอฟทีเอกับประเทศชิลีนั้นมันเป็นผลต่อเนื่องจากการที่เรา มุ่งเน้นในการสร้างยุทธศาสตร์ลาตินอเมริกาขึ้นในสมัยรัฐบาล ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แล้วมีประธานผู้แทนการค้าก็คือท่าน ส.ส. เกียรติ สิทธีอมร ขออภัยที่เอ่ยนาม ซึ่งปัจจุบัน ท่านก็เป็น ส.ส. บัญชีรายชื่อ ท่านกษิต ภิรมย์ ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ได้สร้างยุทธศาสตร์ภูมิภาคขึ้น ไม่ว่าจะเป็นยุทธศาสตร์ภูมิภาคตะวันออกกลาง ยุทธศาสตร์ภูมิภาค ลาตินอเมริกา ยุทธศาสตร์ภูมิภาคซีไอเอสเป็นต้น โดยบูรณาการกับกระทรวงที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงอุตสาหกรรม และอื่น ๆ ตรงนั้นคือ รูปแบบการบริหารจัดการแบบใหม่ และผลที่ตามมาก็คือการขับเคลื่อนไปสู่ความเป็นรูปธรรม ในการบรรลุซึ่งการลงนามในเอฟทีเอไทย-เปรู ซึ่งเราถือว่าประเทศเปรูนั้นเป็นเสมือนเกตเวย์ (Gateway) ไปสู่อเมริกากลาง แล้วก็เข้าสู่กลุ่มประเทศเมอร์โคซูร์ (MERCOSUR) และกลุ่มอื่น ๆ ขณะเดียวกันประเทศชิลีได้มีการเตรียมความพร้อมหลังจากที่มีความคืบหน้าหลังจาก การประชุมเอเปค (APEC) ที่ประเทศสิงคโปร์ในปี ๒๕๕๒ ซึ่งผมได้รับฉันทานุมัติจาก คณะรัฐมนตรีให้เป็นตัวแทนผู้ลงนามในนามประเทศไทยในเอฟทีเอไทย-เปรู ดังกล่าว เราได้หารือ กับทางประเทศชิลีทันที เพราะเห็นว่าในทวีปอเมริกาใต้นั้นประเทศชิลีเป็นประเทศที่มีศักยภาพ ทางเศรษฐกิจมากที่สุด มีศักยภาพทางการเมืองมากที่สุด และมีนโยบายในการเปิดเสรี ทางด้านเศรษฐกิจมากที่สุด จึงตั้งยุทธศาสตร์ไว้ว่าประเทศชิลีนั้นจะเป็นเสมือนเกตเวย์ เป็นเสมือนฮับ (Hub) ของเราที่จะเข้าสู่ในส่วนของประเทศในทวีปอเมริกาใต้ หลังจากนั้น ในการประชุมเอเปคที่โยโกฮาม่าในปีถัดมา ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านประธานาธิบดี ประเทศชิลี รวมทั้งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ และตัวกระผมนั้นก็ได้จัดแถลงข่าว ที่เรียกว่าจอยนท์ เอนดอร์สเมนท์ (Joint endorsement) ของทั้ง ๒ ประเทศ ที่ให้เร่งรัด การจัดทำเอฟทีเอไทย-ชิลี แต่แตกต่างจากเอฟทีเอไทย-เปรูตรงที่ว่าไทย-เปรูนั้นจำกัด อยู่ในเบื้องต้นก็คือในเรื่องของความตกลงทางการค้า ยังไม่มีในเรื่องความตกลงว่าด้วย การค้าบริการและการลงทุน เพราะเราตั้งเป้าหมายไว้สูงว่าประเทศชิลีนั้นจะเป็นโมเดล ในเรื่องของการทำเอฟทีเอในอนาคตต่อไป ซึ่งก็น่าดีใจนะครับว่าในการสานงานต่อมา ถึงปัจจุบันนั้นเราได้นำเสนอความตกลงเข้ามาสู่ความเห็นชอบของรัฐสภา ซึ่งในหลักการ ผมเห็นด้วยนะครับ แล้วจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อประเทศไทย เพียงแต่ประเด็นที่จะเรียนถาม ท่านรัฐมนตรีว่าในเรื่องการเจรจาว่าด้วยการลงทุนนั้นทำไมถึงไปกำหนดกรอบเวลาไว้อย่างนั้น ทำไมไม่ดำเนินการได้ทันทีหลังจากที่ความตกลงในเรื่องการค้าและบริการ ในส่วนนี้นั้น สามารถได้รับความเห็นชอบให้สัตยาบันแล้วก็มีผลบังคับใช้

ประการที่ ๒ ก็คือว่าในเรื่องของภาคบริการ ความจริงประเทศชิลีนั้นเป็นประเทศ ที่เปิดเสรีทางเศรษฐกิจสูงมาก และไม่น่าแปลกใจว่าทำไมเขาจึงเป็นประเทศผู้ก่อตั้งกลุ่มความร่วมมือ ที่เรียกว่าทีพีพี (TPP) ทรานส์แปซิฟิก พาร์ทเนอร์ชิพ (Trans-Pacific Partnership) ที่ประธานาธิบดีโอบามาได้มาเยือนประเทศไทย แล้วพยายามที่จะชักจูงประเทศไทยให้เข้าร่วม ซึ่งจุดยืนของเราก็คือยังต้องสังเกตการณ์อย่างใกล้ชิดติดตามต่อไป แต่ขณะเดียวกันนั้น มันเป็นการสะท้อนว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาเข้าไปทีหลังนะครับ ประเทศชิลีนั้นเป็นประเทศ ผู้ร่วมก่อตั้งทีพีพีในระยะเริ่มต้น และมันบ่งบอกให้เห็นว่าประเทศนี้เป็นประเทศที่มีเสรีทางการค้า การธุรกิจ บริการ และการลงทุน ผมได้ตั้งคำถามแรกในเรื่องของการลงทุนไปแล้ว แต่ว่า ในเรื่องภาคบริการเป็นอีกประเด็นหนึ่ง เมื่อคำนึงถึงว่าประเทศชิลีเป็นประเทศที่พร้อมจะเปิด พร้อมเจรจา และเป็นประเทศที่ทำเอฟทีเอเรียกว่ามากที่สุดในโลกประเทศหนึ่งทีเดียว เพราะฉะนั้นทำไมเราถึงไม่ฉวยโอกาสในการที่จะเปิด เพราะเรามีรายการภาคบริการธุรกิจ ที่พร้อมจะเปิดอยู่แล้วที่เราทำไว้กับทางอาเซียนเป็นเกณฑ์ตรงนั้น เข้าใจว่าขณะนี้เป็นรายการผูกพันชุดที่ ๘ แล้วนะครับ แล้วก็เปิดในเรื่องของการให้มีการลงทุน ในเรื่องของธุรกิจและสาขาธุรกิจที่เปิด ผมได้ดูรายงานที่ท่านรัฐมนตรีได้ให้สัมภาษณ์ สื่อมวลชนก็ดี ท่านอธิบดีพิรมล อธิบดีกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศที่ผมเคยกำกับ ซึ่งท่านก็เป็นคนเก่ง เข้มแข็ง ขยัน และเข้าใจประเด็นครับ ประเด็นในเรื่องของธุรกิจ เรื่องของการท่องเที่ยว ธุรกิจต่อเนื่อง โรงแรม รีสอร์ท (Resort) อันนี้ไม่น่าแปลกใจ ธุรกิจด้านค้าปลีกค้าส่งเป็นโอกาสของเรา เพราะว่าปัจจุบันนั้นกลุ่มบริษัทค้าปลีกค้าส่ง ของประเทศไทยรายใหญ่ ๆ ก็ได้เข้าไปซื้อกิจการแม้แต่ในประเทศฝรั่งเศส ตรงนี้เราก็มี โอกาสมากในการที่จะเข้าไปขยายในเรื่องของตัวเอาท์เลท (Outlet) ที่เป็นตัวกระจายสินค้า ของเราในรูปแบบการค้าปลีกค้าส่ง หรือว่าในเรื่องของร้านอาหารไทย เรื่องของสปา เรื่องของนวดแผนไทย ซึ่งถือว่าเป็นลีดดิ้ง อินดัสทรี (Leading industry) เป็นอุตสาหกรรม ธุรกิจชั้นนำของเราที่อาศัยอยู่บนพื้นฐานภูมิปัญญาของเราเองแล้วก็มีชื่อเสียงในระดับโลก ก็มีโอกาสอย่างมาก ด้านของวิศวกรรมและสถาปัตยกรรมในการออกแบบ แน่นอนที่สุดครับ ประเทศชิลีนั้นกำลังขยายตัวเติบโต ดังนั้นตรงนี้ก็เป็นโอกาสอีกส่วนหนึ่งของเรา แต่ว่า อีกด้านหนึ่งที่ผมยังไม่เห็นไม่ทราบว่าปรากฏอยู่ในความตกลงชุดแรกหรือเปล่าก็คือ ในเรื่องของโลจิสติกส์ ธุรกิจโลจิสติกส์จำเป็นมาก เพราะว่าช่วงที่ผมได้เดินทางเยือน ลาตินอเมริกาแล้วไปเจรจาเอฟทีเอ ทั้งในส่วนของประเทศเปรู ประเทศชิลี ประเทศบราซิล ประเทศอาร์เจนตินานั้น ปรากฏว่าผมได้ไปสำรวจโลจิสติกส์ก็คือเส้นทางการขนส่งที่เรียกว่า มารีน ลิงค์ (Marine link) การเชื่อมโยงทางน้ำ เพราะว่าเรามีมหาสมุทรแปซิฟิกขวางกั้นอยู่ครับ การขนส่งทางน้ำจะเป็นหลักของการขนส่งสินค้าไปมาระหว่างกันทั้งการนำเข้าและส่งออก ที่ไปสำรวจมาจะมีเส้นทางหลักที่ทางฝั่งแปซิฟิกก็คือที่พอร์ต (Port) คาเยาของประเทศเปรู ซึ่งตรงนั้นเขาก็พร้อมอำนวยความสะดวกกับทางด้านของสมาพันธ์ สมาคม และผู้ประกอบการ โลจิสติกส์ของประเทศไทย ทางซีกของมหาสมุทรแอตแลนติกก็มีพอร์ตซานโต๊ส บ้านเกิดของเปเล่ นักฟุตบอลชั้นนำของโลกในอดีต ผมไปดูทั้ง ๒ พอร์ตมาเพราะว่าหัวใจของการที่จะไปเปิด ประตูการค้าและหวังว่าเราจะใช้ประเทศชิลีเป็นเสมือนประตูการค้าไปสู่ลาตินอเมริกา ทวีปอเมริกาใต้นั้น การขนส่งซึ่งแน่นอนครับค่อนข้างแพง เพราะว่าไม่มีเส้นทางโดยตรง ที่วิ่งจากแหลมฉบังผ่านประเทศสิงคโปร์แล้วก็ไปยังพอร์ตซานโต๊สของประเทศบราซิล หรือว่าในส่วนของพอร์ตคาเยา จะต้องผ่านท่าเรือลองบีชเป็นต้น ของประเทศสหรัฐอเมริกา ในส่วนนี้ผมคิดว่าการเตรียมความพร้อมในเรื่องของท่าเรือ ซึ่งได้มีโอกาสประชุมตอนนั้น กับกลุ่มวาราไปโซซึ่งเป็นกลุ่มเมืองท่าแล้วก็เป็นเมืองที่มีนักธุรกิจที่เข้มแข็งมาก กลุ่มธุรกิจ ที่เข้มแข็งมาก ไม่ทราบว่าในส่วนนี้เราได้มีการเตรียมความพร้อมในเรื่องของท่าเรือแล้วก็ ต้นทุนมากน้อยอย่างไร ๒. ก็คือว่าในเรื่องของความตกลงสินค้าบริการ เทรด อิน เซอร์วิสเซส (Trade In Services) ไม่ทราบว่าอยู่ในความผูกพันฉบับแรกที่มาขออนุมัติจากรัฐสภาหรือไม่ เพราะว่าถ้าเป็นตรงนั้นจะทำให้บริษัทผู้ประกอบการของประเทศไทยโดยเฉพาะในเรื่องของ การเดินเรือ แล้วก็เรื่องการบริการหลังท่าเรือ เรื่องของคลังสินค้า สามารถที่จะเข้าไปรวมถึง ที่เราตั้งเป้าหมายว่าเราจะมีดิสทริบิวชัน เซนเตอร์ (Distribution center) ศูนย์คลังกระจายสินค้า ของไทย ตรงนี้เป็นคำถามที่ ๒ แล้วก็เป็นข้อสังเกตนะครับ ผมคิดว่าในเรื่องของการทำความตกลง การค้าในลักษณะคอมพรีเฮนซีฟเช่นนี้จำเป็นจะต้องเดินหน้าพร้อมกันนะครับ แล้วก็การลงทุน ควรจะเริ่มต้นโดยทันที ซึ่งท่านอาจจะต้องขอส่งสัญญาณการเจรจาไปถึงคณะผู้เจรจา ของประเทศชิลีว่าไม่ต้องรอ ๒ ปีหรอกครับด้านการลงทุน ล่าสุดที่ทราบมาเพราะว่า ท่านเอกอัครราชทูตประเทศชิลีก็รู้จักกันดี แล้วก็ผู้ลงทุนรายใหญ่ของประเทศชิลีก็รู้จักกันดี หลายท่านนะครับ ก็เป็นสัญญาณที่ดีเรามองว่าประเทศชิลีจะเป็นเสมือนประตูการค้าเกตเวย์ของเรา ในทวีปอเมริกาใต้ ขณะเดียวกันเราก็ต้องอำนวยความสะดวก สร้างความเป็นเกตเวย์ของอาเซียนให้กับประเทศชิลีเหมือนกัน เพราะฉะนั้นมันก็เป็น สัญญาณที่ดีว่าสำนักงานโปรชิลี ซึ่งความจริงรูปแบบที่กระทรวงพาณิชย์ควรต้องปรับปรุง ในเรื่องสำนักงานศูนย์ไทยแลนด์ เทรด เซนเตอร์ (Thailand Trade Center) แต่ว่าในส่วน ประเทศชิลีเขาจะดำเนินการในรูปแบบสำนักงานที่เรียกว่าโปรชิลี ก็คือเป็นสำนักงาน ส่งเสริมการค้าของประเทศชิลี สัญญาณที่ส่งมาก็คือจะย้ายสำนักงานซึ่งอยู่ที่ประเทศเวียดนาม มาที่กรุงเทพฯ อันนี้แสดงให้เห็นชัดเจนว่าเราเดินมาถูกทางแล้วในยุทธศาสตร์ลาตินอเมริกา แล้วก็เราเดินมาอย่างเป็นรูปธรรมแล้วในการจบเรื่องเอฟทีเอ แต่มันยังไม่สมบูรณ์ มันจะต้อง ทำให้สมบูรณ์มากขึ้นทั้งในเรื่องของ ๙๐ เปอร์เซ็นต์ของรายการสินค้าที่จะลดภาษีเป็น ๐ หลังจากความตกลงนี้มีผลบังคับใช้ยังมีอีก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ นอกจากนั้นแล้วในเรื่องของ รายการผูกพันภาคบริการที่จะต้องเปิดกันและกัน ผมคิดว่าเราใช้ชุดที่ ๘ อย่างน้อยที่สุดนะครับ ในการทำความตกลงในกรอบของอาฟตา (AFTA) อาเซียนเรานี่ครับ ของตัวเอฟาส (AFAS) ความตกลงด้านการค้าบริการอาเซียน ตรงนั้นก็จะทำให้เราสามารถที่จะขยายภาคธุรกิจ ที่จะเข้าไปลงทุน เข้าไปดำเนินการจัดตั้งบริษัทในประเทศชิลีได้มากขึ้น แต่การลงทุนนี้ครับ ไม่ควรรอ นั่นคือประเด็นที่ฝากถึงท่านรัฐมนตรี เพราะว่าสัญญาณมันชัดเจน เอฟทีเอเป็นประโยชน์ ของ ๒ ฝ่าย แล้วครั้งนี้มันไม่ใช่เอฟทีเอปกติ มันเป็นเอฟทีเอในระดับยุทธศาสตร์ระหว่างภูมิภาค เอเชียตะวันออกเฉียงใต้กับทวีปอเมริกาใต้ ซึ่งเป็นกลุ่มประเทศที่ได้รับผลกระทบน้อยมาก จากแฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger Crisis) ก็ดี จากซับไพรม์ (Subprime) ของประเทศสหรัฐอเมริกาก็ดี หรือว่าปัญหาในเรื่องของหนี้สาธารณะในสหภาพยุโรปก็ดี และนี่จะเป็นการพิสูจน์ว่าความตกลงดังกล่าวที่เราคาดหวังนั้นจะส่งผลออกมาเป็นตัวเลข ไม่ใช่เพียงแค่มูลค่าการค้า แต่รวมไปถึงในเรื่องของการที่ธุรกิจของเรานั้นไปจัดตั้ง ในประเทศของเขา และขยายตัวในภูมิภาคดังกล่าว ผมเรียนท่านประธานผ่านไปถึง ท่านรัฐมนตรีว่า อาจจะต้องมีการจัดกลุ่มที่เป็นธุรกิจนำร่องที่จะเข้าไปบุกลาตินอเมริกานะครับ ที่มีพื้นฐานอยู่แล้วเอสซีจี (SCG) เอสซีจีส่งเม็ดพลาสติกเข้าไปหลายแสนตันต่อปีผ่านเข้าไป ที่ประเทศชิลี แต่ว่าตอนหลังประเทศชิลีไปทำความตกลงเอฟทีเอกับประเทศเกาหลี เราก็เลยสู้ไม่ได้เพราะว่าเสียภาษี ๕ เปอร์เซ็นต์ แต่ว่าตรงนี้ทันทีที่มีผลเม็ดพลาสติก จะเป็นส่วนหนึ่งที่ ๐ เปอร์เซ็นต์เหมือนกัน เพราะฉะนั้นโอกาสที่เราจะฟื้นการส่งออกของเรา ในเรื่องของเม็ดพลาสติกนั้นก็จะสามารถเข้าไปได้ ๒. ก็คือในเรื่องของอุตสาหกรรมยานยนต์ โดยเฉพาะในเรื่องของชิ้นส่วนและเครื่องตกแต่งประดับยนต์ ๓-๔ ปีมาแล้วที่อุตสาหกรรม ในด้านของชิ้นส่วนยานยนต์ แล้วก็ในส่วนของเครื่องประดับยนต์ รถยนต์นี่นะครับ เข้าไปขยายตัวอย่างมากไปบุกตลาดนะครับ แต่ก็เจอการแข่งขันที่รุนแรงโดยเฉพาะ ในเรื่องของเอฟทีเอที่เรายังไม่สำเร็จยังไม่เสร็จดี ยกตัวอย่างเช่น แครีบอย ที่เราเห็นว่า มีการทำเป็นหลังคา ทำเป็นประดับยนต์ต่าง ๆ เข้าไปบุกตลาดอย่างมากทีเดียว และต้องการ การสนับสนุนส่งเสริม โดยเฉพาะเวลาที่ท่านรัฐมนตรีจัดโรดโชว์ (Roadshow) ก็ดี หรือว่า จัดงานแสดงสินค้าที่ท่านสมาชิกวุฒิสภาได้กรุณาให้คำแนะนำเมื่อสักครู่นั้นเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง แต่ว่าน่าจะได้มีการจัดกลุ่ม กลุ่มที่เข้าไปบุกตลาดอยู่แล้ว และต้องการการสนับสนุน กับ ๒. กลุ่มใหม่ ที่เห็นโอกาสจากความตกลงดังกล่าว ท่านต้องทำแผนปฏิบัติการเหมือนอย่างที่ทำบิซิเนส แพลน (Business plan) เราต้องขับเคลื่อนเร็ว ต้องมีอะคาเดมี ออฟ สปีด (Academy Of Speed) ทุกวันนี้ในการแข่งขัน ก็ขอถือโอกาสนี้ฝากไปถึงท่านรัฐมนตรีในนามคณะรัฐมนตรีนะครับ ในข้อสังเกต ข้อแนะนำ และคำถามที่กระผมได้มี และหวังว่าท่านจะตอบคำถามที่กระผม ได้นำเรียนถามไป ขอบคุณครับ