นฤมล ศิริวัฒน์ หารือเรื่องร่างความตกลงระหว่างไทยและคูเวตที่อาจทำให้ไทยเสียประโยชน์และมีความเสี่ยง โดยเน้นการทำตามมาตรา 190 (4) เพื่อเผยแพร่ข้อมูลและป้องกันผลเสียต่อประเทศและประชาชน
ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานไม่ได้ให้โอกาสดิฉันได้ประท้วงด้วย แต่ก็ไม่เป็นไรค่ะดิฉันอยากที่จะ แสดงความคิดความเห็นเหมือนกันว่าการอภิปรายเมื่อสักครู่นี้ไม่ได้เป็นเอกฉันท์ของวุฒิสภา ก็คงจะเรียนที่ประชุมให้ทราบไว้ เราเข้าใจในกติการะเบียบดีว่าความเป็นประชาธิปไตยนั้น เรายึดกฎเกณฑ์ตรงไหนนะคะ ส่วนร่างที่เราจะอภิปรายกันในขณะนี้ก็คือร่างที่เกี่ยวข้อง กับการเรียกชื่อเต็ม ๆ ว่า การเสนอร่างความตกลงระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งรัฐคูเวตเพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุน เพื่อดำเนินการให้มีผลบังคับใช้ ก็คือแปลความว่ามันได้ดำเนินการมาก่อนแล้ว ขณะนี้ก็จะอยู่ในส่วนของการที่จะเข้าไป มาตรา ๑๙๐ วรรคสาม วรรคสี่ ดิฉันก็คิดว่าเป็นเรื่องที่ต่อเนื่องมา แต่อย่างไรก็ตาม ก็อดที่จะแสดงความห่วงใยไม่ได้นะคะ ในเมื่อศึกษาแล้วปรากฏความว่ามันมีสาระของ ความตกลงที่น่าห่วงใยในข้อ ๑ ในส่วนที่เป็นคำกำจัดความของคำว่า อินเวสท์เมนท์ (Investment) หรือว่าการลงทุนนี่นะคะ โดยเฉพาะอย่ายิ่งในส่วนท้ายของข้อ ๑ ในข้อตกลง หรืออะกรีเมนท์ (Agreement) ที่ว่าให้มีการผูกพันถึงเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา การค้นหา การเพาะพันธุ์ การสกัดหรือการเอกซ์พลอยท์ (Exploit) หรือว่าทรัพยากรธรรมชาติ ก็คือในส่วนของ (๕) ค่ะ ท่านประธานขออภัยนะคะ เพราะว่าดิฉันเปิดไปหน้าภาษาอังกฤษ แล้วเขาก็มีแปลเป็นภาษาไทยเช่นกันค่ะ ดิฉันห่วงใยในส่วนนี้เพราะว่าคำที่มันค่อนข้างที่จะ กว้างขวางนะคะ มันอาจจะทำให้ประเทศของเรานั้นเสียประโยชน์ได้โดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศอย่างรัฐคูเวตเป็นประเทศซึ่งอุตสาหกรรมส่วนใหญ่แล้วเป็นอุตสาหกรรมปิโตรเคมี อุตสาหกรรมอื่น ๆ ภาคการผลิตอื่น ๆ นั้นมีน้อยมากเพียงแค่ ๗-๘ เปอร์เซ็นต์เท่านั้นเอง ความต้องการของคนในภูมิภาคนั้นที่มีเงินทุนใหญ่ ๆ ท่านคะ ถ้าเราเปิดโอกาสให้เขาสามารถที่จะ เข้ามาทำการวิจัย ทำการค้นคว้า ทำการศึกษาเพาะพันธุ์ต่าง ๆ โดยไม่ได้จำกัดขอบเขตเอาไว้นี่ ผลเสียมันจะเกิดกับประเทศไทยของเราได้ค่ะ เคยมีข่าวอยู่ช่วงหนึ่งที่บอกว่าจะมีการให้ ชาวต่างชาติโดยเฉพาะตะวันออกกลางเข้ามาเช่าที่นาหรือทำนาข้าวของเรา ซึ่งดิฉันคิดว่า อันนี้เป็นเรื่องของความเสี่ยงที่จะเกิดแก่ประชาชนส่วนใหญ่ของประเทศไทย นั่นคือ เรื่องอันดับ ๑ นะคะ
อันดับ ๒ ที่ดิฉันสนใจก็คือเรื่องของการทำตามมาตรา ๑๙๐ (๔) ที่บอกว่า จะต้องให้ประชาชนและวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมได้เข้าถึงข้อมูล จากข้อมูลที่ท่าน ได้รายงานเข้ามาในรายงานนี่นะคะ ดิฉันเห็นว่าเป็นข้อมูลซึ่งยังห่างไกลจากประชาชนเป็นอย่างยิ่ง อย่างที่บอกว่ากระทรวงการต่างประเทศได้ดำเนินการเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับความตกลง ในที่ต่าง ๆ เช่น ขออนุญาตท่านประธานอ่านนิดเดียวค่ะ สัมมนาโต๊ะกลมกับนักลงทุนไทย จัดสัมมนาให้ความรู้เกี่ยวกับการใช้ประโยชน์จากความตกลง จัดสัมมนาเชิงปฏิบัติการ โดยผู้เชี่ยวชาญจากอังค์ถัด (UNCTAD) หรือว่าจากการประชุมสหประชาชาติว่าด้วยการค้า และการพัฒนา จัดทำแผ่นพับเกี่ยวกับการใช้สิทธิประโยชน์ภายใต้ความตกลงแจกจ่ายให้กับ ผู้เกี่ยวข้องและผู้สนใจ การตีพิมพ์บทความในหนังสือพิมพ์เพื่อให้ผู้อื่นเกิดความรู้ การร่วมมือ กับภาคเอกชน ดิฉันคิดว่ามันเป็นการเผยแพร่ที่ให้ประชาชนได้เข้าถึงได้ยังจำกัดมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งประชาชนซึ่งจะบอกว่าจะได้รับผลกระทบด้านบวกเพียงด้านเดียวนั้น คงเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าเรายังไม่เคยได้ยิน ได้เห็น ได้ฟังเลยค่ะว่าส่วนของคนเหล่านั้น ที่ท่านเข้าไปให้ความรู้นั้นได้เข้าไปถึงอย่างไร สมาคมวิสาหกิจขนาดกลาง ขนาดย่อมเคยมีปากมีเสียง มีความเห็นอย่างไร ท่านบอกว่าเปิดเว็บไซต์ให้กับประชาชนได้เข้าไปแสดงความคิดเห็น มีคนเข้าไปแสดงความคิดเห็นถึง ๙๐๐,๐๐๐ กว่าครั้ง ในความเห็นเหล่านั้นเป็นความเห็น เช่นไร ดิฉันอยากเรียนถามท่านรัฐมนตรีค่ะว่าส่วนใหญ่แล้วมีความเห็นเป็นประการใด มีความห่วงใย มีความพอใจ มีความต้องการมากน้อยเพียงใดเพราะว่าจริง ๆ แล้วถ้าจะว่ากัน คนชั้นกลางส่วนใหญ่ทั่วไป ประชาชนที่ทำวิสาหกิจไม่ว่าจะขนาดกลาง ขนาดย่อม ตื่นนอนมา ไม่ได้เปิดเว็บไซต์เข้าไปดูหรอกค่ะว่ากระทรวงการต่างประเทศหรือกระทรวงพาณิชย์ เขาจะทำอะไรกัน หรือว่าจะทำอะไร จะขยับไปทางไหนก็จะมีแต่สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สมาคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ซึ่งขณะนี้ก็ไม่เป็นโล้เป็นพายที่จะรู้เรื่องมากหน่อย พูดถึงสมาคมหอการค้าจังหวัด ดิฉันคิดว่า ยังไม่รู้เรื่องเลยด้วยซ้ำไป เพราะฉะนั้นนี่ค่ะ ตรงนี้คือสิ่งที่เราห่วงใยว่าเม็ดเงินใหญ่ ๆ ที่จะเข้ามา กับโอกาสที่เปิดไว้กว้าง ๆ นะคะ จนกระทั่งเราอาจจะไม่มีการยกการ์ด (Guard) ป้องกันตัว อย่างเพียงพอ จะทำให้เกิดผลเสียต่อประเทศของเราโดยส่วนรวม และที่สำคัญที่สุดค่ะท่านประธาน ที่เคารพคะ กิจการค้าของเรากับรัฐคูเวตโดยย่อ เราขาดดุลการค้าเขามาโดยตลอด โดยเฉพาะ ในช่วง ๓-๔ ปีสุดท้าย ถามว่าถ้าทำข้อตกลงตรงนี้ให้เป็นทางการมีการรับรองกันแล้วนี่ เราจะได้ดุลการค้าเพิ่มขึ้นไหม ได้ขึ้นได้อย่างไรในเมื่อเรานี่นะคะจริง ๆ แล้วก็ยังต้องนำเข้า น้ำมันจากเขาเป็นจำนวนมากนะคะ ไม่ว่าจะเป็นน้ำมันดิบหรือน้ำมันสำเร็จรูป แม้กระทั่ง ทรัพยากรอื่น ๆ กระทั่งปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ท่านประธานที่เคารพ เรายังต้องนำเข้าจากเขามา ขาดทุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ เป็นทุกปี ๆ เปิดทำข้อตกลงนี้เป็นทางการแล้วนี่เราจะเอาอะไรไปสู้ เพื่อที่จะให้ประเทศไทยเราได้เปรียบมากขึ้น ดิฉันเห็นว่าอุตสาหกรรมที่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งนะคะ เพราะว่ารัฐคูเวตเป็นประเทศที่มีอากาศที่รุนแรง เวลาร้อนก็ร้อนจัด เวลาหนาวก็หนาวจัด เพราะฉะนั้นสิ่งซึ่งเราจะสามารถทำแล้วก็ขายออกไปได้ เท่าที่ประวัติที่แจ้งมารายงานที่แจ้งมา ก็เรื่องเกี่ยวกับอุปกรณ์ทำความเย็น ตู้เย็น ผลิตภัณฑ์อาหาร ก็ได้แก่เครื่องที่เป็นแช่แข็งแล้วก็ ไม่ใช่ไก่สด ไก่แช่แข็งด้วยซ้ำไป เป็นประเภทปลา เป็นประเภทสัตว์น้ำคำถามที่ต้องถามก็คือว่า ผลิตภัณฑ์ที่เป็นฮาลาลของเรานี่นะคะ จะสามารถเจาะเข้าไปได้มากขึ้นไหม เราจะสามารถใช้ รัฐคูเวตเป็นฐานในการที่จะเปิดตลาดของเราให้เข้าไปสู่กัลฟ์ (Gulf) ภูมิภาคในอ่าวเปอร์เซีย ได้มากขึ้น มากน้อยเพียงใดนะคะ ดิฉันก็มีความกังวลใจว่าถ้าเปิดกว้างจนเกินไปแล้ว ประโยชน์กับประชาชนส่วนใหญ่ซึ่งไม่ได้รู้ด้วยซ้ำไปว่าตัวเองกำลังจะถูกละเมิดสิทธิ หรือถูกผลกระทบในทางลบนะคะ ส่วนที่สามารถจะไปได้กับกระบวนการเปลี่ยนแปลงนี้ ดิฉันไม่ห่วงค่ะ ดิฉันคิดว่าเศรษฐกิจใหญ่ ๆ พวกที่เป็นนักลงทุนใหญ่ ๆ คงพอได้ประโยชน์ ไม่ว่าจะเป็นพวกที่เกี่ยวกับการขุดเจาะ การทำท่ออะไรก็แล้วแต่น้ำมัน ประกอบเท่านั้น ได้ประโยชน์ แต่คนที่เป็นคนระดับกลางนี่ละค่ะ ท่านจะต้องให้ความชัดเจนว่าท่านจะเยียวยา หรือจะให้ข้อมูลให้เขารู้สิทธิของเขาได้มากกว่านี้ได้อย่างไร ขอบพระคุณท่านประธานค่ะ