อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องการลงทุนภาคเกษตรและขนส่งโลจิสติกส์ในอ่าวเปอร์เซีย พร้อมแสดงความกังวลเกี่ยวกับเขตเศรษฐกิจพิเศษและท่าเรือโบบิยัน และขอให้รัฐบาลตอบคำถามเกี่ยวกับการลงทุนในภาคเกษตร
ร่างความตกลง เพื่อการส่งเสริมและคุ้มครองการลงทุนระหว่างไทย-คูเวต ถือได้ว่ามีความสำคัญแล้วก็เป็น ความจำเป็นเร่งด่วนนะครับ ในการที่รัฐสภาควรพิจารณาให้ความเห็นชอบ แต่มีคำถาม และข้อสังเกตบางประการ แม้ว่ารัฐคูเวตนั้นปัจจุบันมีจีดีพี (GDP) ร่วม ๒๐๐ พันล้านเหรียญสหรัฐ แล้วก็ถือเป็นประเทศที่หนังสือพิมพ์ไฟแนนซ์เชียลไทม์ (Financial Times) จัดอันดับให้เป็น ประเทศที่น่าลงทุนที่สุดในภูมิภาคตะวันออกกลาง เพราะฉะนั้นตั้งแต่ปี ๒๕๓๘ เป็นต้นมา สมัยท่านชวน ๑ นี่นะครับ รัฐบาลชวน ๑ ก็ได้เริ่มเดินหน้าในการที่จะเชื่อมโยงระหว่าง ภูมิภาคอาเซียนโดยเฉพาะประเทศไทยกับกลุ่มประเทศรอบอ่าวเปอร์เซียที่เรียกว่า จีซีซี (GCC) เป็นเวลายาวนาน ๑๐ กว่าปีนะครับ กว่าที่จะมาถึงขั้นตอนสุดท้ายคือการให้ความเห็นชอบ ความตกลงดังกล่าว แม้ว่าโดยแท้ที่จริงแล้วถ้าดูในแง่มุมการค้าก็ยังต่ำกว่า ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ถือว่ายังมีปริมาณไม่มากนัก แต่ว่าอย่างไรก็ตามโดยสถานภาพของรัฐคูเวตนั้น อาจจะกล่าว ได้ว่าเป็นประเทศที่สมควรที่จะไปลงทุน แล้วก็เป็นการลงทุนต่างตอบแทน นั่นหมายความว่า จุดแข็งของรัฐคูเวตและจุดแข็งของประเทศไทยนั้น สามารถที่จะสนับสนุนกันและกันได้ โดยผ่านการลงทุน ผมเองต้องเรียนท่านประธานว่ารัฐคูเวตเป็นประเทศแรกครับ เมื่อเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๒ ที่ผมปฏิบัติหน้าที่ในฐานะรัฐมนตรีและเดินทางไปประเทศนี้ โดยเล็งเห็นว่าประเทศไทยขาดความมั่นคงด้านพลังงาน เราต้องนำเข้าน้ำมันถึง ๙๐ กว่าเปอร์เซ็นต์ นำเข้าก๊าซธรรมชาติรวมทั้งก๊าซธรรมชาติเหลว ขณะเดียวกันรัฐคูเวตและกลุ่มประเทศ รอบอ่าวเปอร์เซียซึ่งมีด้วยกัน ๖ ประเทศนะครับ คือรัฐคูเวต ประเทศกาตาร์ ประเทศบาห์เรน ประเทศซาอุดีอาระเบีย ประเทศโอมาน แล้วก็ประเทศยูเออี (UAE) หรือว่าประเทศสหรัฐอาหรับ เอมิเรตส์ ซึ่งมี ๒ รัฐใหญ่ก็คืออาบูดาบีแล้วก็ดูไบนั้น เขาผลิตอาหารได้เพียง ๖ เปอร์เซ็นต์ เท่านั้นเองจำเป็นที่จะต้องนำเข้าอาหาร จึงเป็นกลุ่มประเทศที่ขาดความมั่นคงด้านอาหาร มากที่สุดในโลกกลุ่มหนึ่งทีเดียว ในขณะประเทศเราก็เป็นประเทศที่ขาดความมั่นคงด้านพลังงาน เพราะฉะนั้นการเดินทางไปเยือนรัฐคูเวต ประเทศกาตาร์ ประเทศบาห์เรน ประเทศยูเออีในครั้งนั้น รวมทั้งต่อมาก็คือประเทศซาอุดีอาระเบียที่ผมได้เดินทางไป ต่อมาในปี ๒๕๕๒ ปลายปีนั้น เราสามารถเชื่อมโยง ๒ ภูมิภาคเข้าด้วยกัน โดยมีการประชุมในระดับรัฐมนตรีต่างประเทศ ระหว่างอาเซียนกับกลุ่มประเทศรอบอ่าวเปอร์เซีย ซึ่งเรียกว่า จีซีซีหรือว่าอ่าวอาหรับ ตรงนั้นเองคือสิ่งที่ทำให้ช่องว่างระหว่าง ๒ ภูมิภาค โดยมีประเทศไทยเป็นแกนนำนั้น ได้แคบลงมา เพราะฉะนั้นการที่ทางคณะรัฐมนตรีในหลายยุคได้ขับเคลื่อนผลักดันจนกระทั่ง มาสู่ร่างความตกลงขั้นตอนสุดท้ายนั้นผมคิดว่าเป็นโอกาสที่ดี แต่ว่าเราจะไปลงทุนที่ไหน ลงทุนอะไร นั่นเป็นสิ่งหนึ่งที่วันนี้ไม่ใช่เพียงร่างความตกลงบนบรรทัดต่อบรรทัดที่เป็นความตกลง ระหว่าง ๒ ประเทศ ความจริงรัฐคูเวตนั้นไม่ต่างจากประเทศซาอุดีอาระเบียที่เขาเริ่มปฏิรูปเศรษฐกิจ และรัฐคูเวตนี้น่าสนใจมากตรงที่ว่าเขาใช้นโยบายที่เรียกว่าอีโคโนมิค ดิโพลเมซี (Economic diplomacy) ครับ ใช้นโยบายการทูตเชิงเศรษฐกิจ ความตกลงดังกล่าวก็เป็นส่วนหนึ่ง ตามยุทธศาสตร์ของเขาในการที่จะพยายามสร้างความเชื่อมโยงแสวงประโยชน์ในเรื่องของ การลงทุน โดยใช้การทูตเชิงเศรษฐกิจ ขณะเดียวกันเขาก็ต้องปฏิรูปประเทศของเขา เพราะว่า ถึงแม้จะเป็นประเทศเล็ก ๆ ไม่ถึง ๒๐,๐๐๐ ตารางกิโลเมตร แต่ว่าส่งออกน้ำมัน ผลิตน้ำมัน ได้ถึง ๓ เปอร์เซ็นต์ของโลก หรือประมาณ ๒.๕-๒.๖ ล้านบาร์เรล ซึ่งถือว่ามาก เพราะฉะนั้น เขามีรายได้มาก แต่ขณะเดียวกันการสร้างงาน การพัฒนาประเทศก็ยังไม่ได้รุดหน้าไปเท่าไร ด้วยข้อจำกัดในหลายเรื่อง ในที่สุดเมื่อ ๑๐ กว่าปีที่ผ่านมาเขาก็มีการปฏิรูปเศรษฐกิจที่เรียกว่า เป็นอีโคโนมิค รีฟอร์ม (Economic reform) ขึ้นมา หลังจากนั้นเขาก็ทำโครงการที่เรียกว่า เป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษ ถือว่าเป็นเมกะโปรเจกต์ (Megaproject) ใหญ่ที่สุดในรัฐคูเวต นั่นก็คือที่เกาะบูมิยัน โดยตั้งเป้าว่าตรงนั้นนอกจากจะเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่เรียกว่า เป็นนิว อีโคโนมิค โซน (New economic zone) ในการส่งเสริมการลงทุนแล้วก็ต้องการ ให้เป็นท่าเรือของภูมิภาคในอ่าวเปอร์เซีย ตรงนี้ครับคือจุดที่ผมคิดว่ารัฐบาลอาจจะต้อง นำเสนอข้อมูล รายละเอียด ผมคำนึงในเรื่องของการใช้ประโยชน์ของความตกลงมากกว่า การให้ความเห็นชอบความตกลงซึ่งถือเป็นหน้าที่ของเราอยู่แล้ว แต่ว่าการใช้ประโยชน์นี้ สำคัญมาก ไม่อย่างนั้นก็เป็นเพียงหนังสือร่างสัญญาฉบับหนึ่งเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นโฟกัส (Focus) ส่วนหนึ่งในโครงการอย่างบูมิยันถือได้ว่าเป็นโครงการที่ใช้เงินมหาศาลครับ และในความตกลงดังกล่าวซึ่งผมจะมีข้อสังเกต ๒-๓ ประการที่จะถามท่านรัฐมนตรี เพื่อให้เกิดความมั่นใจในความชัดเจนในทางปฏิบัติต่อไป
ประการที่ ๒ ก็คือว่านอกจากพื้นที่และโครงการที่น่าจะได้มีการโฟกัสลงไป เพื่อประโยชน์ของภาคเอกชนและรัฐวิสาหกิจของเราในการขยายการลงทุนไปที่นั่น ๒. ก็คือ เรื่องของการขนส่งโลจิสติกส์ ในอ่าวเปอร์เซียถือว่าเป็นอ่าวที่ร่ำรวยที่สุดในโลก แล้วก็มีการค้าขาย มาหลายพันปีในอารยธรรมที่อยู่รอบตรงนั้น ไม่ว่าจะเป็นอารยธรรมสมัยอิรัก อิหร่าน หรือว่า ในยุคสมัยของซาอุดีอาระเบียก็ตาม เพราะฉะนั้นในส่วนของท่าเรือบามิยันนี้เป็นอีกส่วนหนึ่ง ที่ผมคิดว่าน่าจะเป็นจุดที่ตั้งของการลงทุนในเรื่องของศูนย์กระจายสินค้าแล้วก็คลังอาหาร เขามีฐานะทางเศรษฐกิจดีมากแล้วก็จัดเป็นประเทศที่มีอัตราการจ่ายคืนสูงมาก ไม่มีความเสี่ยง ในเรื่องนี้ และเป็นประเทศที่พร้อมที่จะร่วมลงทุน เขาขาดเทคโนโลยีในเรื่องของอุตสาหกรรม อาหารและแปรรูป แต่ว่ากลับกันแทนที่ว่าจะมาร่วมลงทุนในประเทศไทยในส่วนหนึ่ง ขณะเดียวกันผมคิดว่าเราสามารถที่จะลงทุนในธุรกิจต่อเนื่องเช่นในเรื่องของการตั้งโรงงาน แปรรูปอาหารแทนที่จะเป็นเพียงคลังไซโลเก็บในเรื่องของธัญพืช พร้อมกันนั้นก็มีเรื่องของ การร่วมลงทุนในเรื่องของการขนส่งโลจิสติกส์แล้วก็แวร์เฮาส์ (Warehouse) ตรงนี้จะทำให้ เรามีฐานที่สำคัญ เพราะว่ารัฐคูเวตติดกับประเทศอิรัก แล้วประเทศอิรักวันนี้ท่านต้องทราบว่า นำเข้าข้าวจากเราโดยผ่านประเทศอื่นสูงมาก แล้วยังมีประเทศอิหร่านซึ่งพูดไม่ได้เพราะว่า มีการแซงชัน (Sanction) แต่ก็ผ่านประเทศเหล่านี้ครับ แล้วยังมีประเทศซาอุดีอาระเบีย ซึ่งขณะนี้ความสัมพันธ์ก็เริ่มฟื้นดีขึ้น ๓. ก็คือในส่วนของกองทุนของเขาโซเวอรินตี้ ฟันด์ (Sovereignty Funds) ของเขาโดยผ่านคูเวต อินเวสเมนท์ ออทอริตี (Kuwait Investment Authority) เคไอเอ (KIA) ถือได้ว่าเป็นกองทุนที่มีสูงมากเอกสารทางสภายังไม่อัพเดท (Update) วันนี้เขามี ๘๕ พันล้านเหรียญ ปีหนึ่งกำไร ๒๐ พันล้านเหรียญ กำไรร่วม ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากการลงทุนในกองทุนนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องการลงทุนการร่วมลงทุนในโครงการใหญ่ ๆ โดยเฉพาะประเทศไทยต้องยอมรับว่านอกเหนือจากอุตสาหกรรมอาหารซึ่งเขาขาดแคลน มากอยู่แล้วในเรื่องการบริหารจัดการการลงทุนด้านโลจิสติกส์ของเราถือว่าเป็นเวิลด์ คลาส (World Class) อย่างการบริหารจัดการท่าเรือน้ำลึกแหลมฉบังหรืออุตสาหกรรมเขตเศรษฐกิจพิเศษ หลังท่าเช่นปิโตรเคมีและอื่น ๆ ตรงนี้ที่ผมคิดว่าเราสามารถที่จะเข้าไปในการที่จะลงทุน โดยร่วมลงทุนและอัตราเสี่ยงน้อยมาก แม้ว่าประชากรเขามีเพียง ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ว่านั่นคือฮับ แล้วก็ไปสู่ประเทศที่มีประชากรจำนวนมากที่อยู่รายล้อม คำถามของผม มี ๒ ประเด็นเท่านั้นนะครับที่ปรากฏอยู่ในความตกลง ซึ่งใคร่ขอเรียนถามท่านรัฐมนตรี ผมอาจจะไม่เข้าใจประเด็นนี้ก็ขอความชัดเจน คือในข้อ ๓.๑.๖ ในเรื่องของข้อกำหนด เกี่ยวกับการโอนเงินเข้าออก ในความตกลงกำหนดไว้อย่างนี้ว่า ภาคีคู่สัญญาแต่ละฝ่ายให้ การประกันต่อผู้ลงทุนของภาคีคู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งว่าสามารถโอนเงินเข้าและออกจาก ดินแดนได้โดยเสรี ในการโอนเงินที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนภายใต้ความตกลง คำถามของผม ก็คือว่าเป็นการลงทุนและเงินที่เป็นเอฟดีไอ (FDI) หรือว่าเป็นการลงทุนในตลาดทุน หรือตราสารหนี้ หรือว่าสามารถโอนได้โดยเสรีทั้ง ๒ อย่างทั้ง ๒ ฝ่าย ความแตกต่างอย่างนี้ครับ คือถ้าเป็นการลงทุนเอฟดีไอ ฟอร์เรน ไดเรคท์ อินเวสท์เมนท์ (FDI Foreign Direct Investment) ก็เป็นการลงทุน สร้างโรงงาน มาตั้งโรงงาน มาอะไรต่าง ๆ แต่ถ้าเป็นการลงทุนในลักษณะ ตลาดทุน เช่น อย่างตลาดหุ้น ตลาดหุ้นกู้ หรือพันธบัตร ถ้าเป็นระยะสั้นแบบที่ขณะนี้ของเรา ร้อนแรงมากแล้วก็มีอัตราเสี่ยงสูงในการที่เงินต่างชาติเข้ามาแล้วก็ออกเร็ว ในความตกลงนี้ รวมทั้งเอฟดีไอแล้วก็การลงทุนในตลาดทุนทั้งระยะสั้นระยะยาวด้วยหรือไม่ หรือว่าเฉพาะ เอฟดีไอขอความชัดเจนส่วนนี้
ส่วนที่ ๒ ก็คือในเรื่องของการลงทุนภาคเกษตร ซึ่งเคยมีประเด็นเกี่ยวกับ เรื่องการจะมาลงทุนในเรื่องทำนาอะไรต่าง ๆ ซึ่งตรงนี้ต้องระมัดระวังนิดหนึ่งเพราะว่า เป็นอาชีพสงวน ถ้าเป็นการร่วมลงทุนในลักษณะที่เป็นการต่อยอดจากเรื่องของการทำนาไปแล้ว ไม่มีปัญหาครับ แล้วอย่างที่ผมเรียนว่าเราควรใช้โอกาสนี้ในการรุกมากกว่าที่เขาจะมาที่นี่ รุกไปร่วมลงทุนที่โน่นในการที่จะทำเรื่องของอุตสาหกรรมอาหารแล้วก็แปรรูปอาหาร รวมทั้งที่กักเก็บไซโลโกดังต่าง ๆ สำหรับอาหารเพื่อสร้างความมั่นคงไม่ใช่เฉพาะรัฐคูเวต ๔,๐๐๐,๐๐๐ คน แต่ว่าทั้งภูมิภาคตะวันออกกลางก็จะได้ประโยชน์ ก็เลยขอเรียนถามว่า ในประเด็นเรื่องการลงทุนได้ครอบคลุมถึงการทำนาทำไร่ทำอะไรด้วยหรือไม่ในส่วนที่เราเป็น ภาคีฝ่ายเรา ก็ขอเพียง ๒ คำถามและฝากข้อสังเกตในเรื่องของเขตเศรษฐกิจพิเศษ แล้วก็ ท่าเรือโบบิยันนะครับ ขอบคุณครับ