เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องการทำเขตการค้าเสรีกับประเทศชิลี โดยวิเคราะห์ผลประโยชน์และผลเสียที่อาจเกิดขึ้น และเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาในกรอบพหุภาคี เพื่อประโยชน์ต่อประเทศไทย และการป้องกันการโดดเดี่ยวจากประเทศสหรัฐอเมริกา
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์เจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ประเทศไทยแห่งนี้ได้เลือกแล้วว่ายุทธศาสตร์ที่รัฐบาล ทั้งรัฐบาลปัจจุบันและรัฐบาลในอดีตจะเดินไปข้างหน้าก็คือการทำเขตการค้าเสรีกับ ทุกประเทศให้มากที่สุดเท่าที่จะมากได้โดยผ่านการเจรจาเพื่อต่อรองความได้เปรียบ และความเสียเปรียบกับประเทศคู่เจรจาต่าง ๆ เพราะฉะนั้นเอฟทีเอไม่ว่าจะเป็นทวิภาคี หรือพหุภาคีก็กำลังจะตามเข้ามา เช่นเดียวกับข้อตกลงจะทำเอฟทีเอกับประเทศชิลี เช่นเดียวกัน โดยภาพรวมประเทศชิลีเป็นประเทศที่เราน่าจะทำเอฟทีเอ เพราะว่าประเทศชิลี อยู่ในอันดับ ๑๕ ของประเทศที่มีบรรยากาศน่าลงทุน ประเทศชิลีอยู่ในอันดับที่ ๒๔ ของโลก ที่เป็นประเทศที่ดีที่สุดในการดำเนินธุรกิจ แล้วประเทศชิลีเป็นประเทศที่มีเสรีภาพทางเศรษฐกิจ เป็นอันดับที่ ๗ ของโลกในปี ๒๕๕๕ แล้วข้อสำคัญก็คือว่าถ้าพิจารณาเฉพาะประเทศไทยกับประเทศชีลีเฉพาะด้านการค้า และบริการจะเห็นว่าในประเทศชิลีแล้วสินค้ามันจะเป็นลักษณะส่งเสริมซึ่งกันและกัน ในส่วนที่ประเทศชิลีมีก็ตรงกับที่ประเทศไทยต้องการเป็นส่วนใหญ่ ในส่วนที่ประเทศไทยมี ก็เป็นความต้องการของประเทศชิลีเช่นเดียวกัน เมื่อเราดูตารางของมูลค่าการส่งออก ของประเทศไทยไปประเทศชิลีจะเห็นได้ชัดเจนว่าสินค้าที่เด่นมากที่สุดก็คือรถยนต์ อุปกรณ์ และส่วนประกอบของรถยนต์ ซึ่งรายได้จากรถยนต์ อุปกรณ์ส่วนประกอบของรถยนต์ เป็นรายได้ที่มากมหาศาลในแต่ละปี รองลงมาอาจจะเป็นอาหารทะเลกระป๋องและแปรรูป โพลีเมอร์ (Polymer) เครื่องซักผ้าและเครื่องซักแห้ง ส่วนประกอบปูนซีเมนต์ เม็ดพลาสติก และอื่น ๆ แต่ว่าด้านมูลค่าการนำเข้าของประเทศไทยจากประเทศชิลีเป็นสินแร่โลหะอื่น ๆ เศษโลหะ สัตว์น้ำสดแช่เย็นแช่แข็ง แปรรูปกึ่งสำเร็จรูป เยื่อกระดาษ และเศษกระดาษเท่านั้น ที่เป็นสินค้าส่งออกเป็นหลัก ๆ ท่านประธานครับ เอฟทีเอมันไม่ได้มีด้านดีด้านเดียว มันมีด้านเสียด้วย เพราะฉะนั้นในการทำเอฟทีเอรัฐจะต้องคำนึงถึงผู้ได้รับผลกระทบ จะเยียวยาแก้ไขเขาอย่างไร ในเรื่องของประเทศชิลี ปัญหาของประเทศชิลีก็คือว่าประเทศชิลี ทำเอฟทีเอ ๒๑ ฉบับ กับ ๕๗ ประเทศ เพราะฉะนั้นมันมีข้อดีก็คือว่าเราสามารถทำเอฟทีเอ กับประเทศอื่น ๆ ผ่านทางประเทศชิลีโดยทางอ้อม ประเทศต่าง ๆ เหล่านี้มีมากมายนะครับ ท่านประธาน ไม่ว่าจะเป็นสินค้าสำหรับลาตินอเมริกา ไม่ว่าจะเป็นโกลบัล ซิสเท็ม ออฟ เทรด พรีเฟอเรนซ์ส อะมัง ดีวิลอปปิง คันทรีส์ (Global System of Trade Preferences Among Developing Countries) หรือสินค้าซึ่งมีถึง ๔๓ ประเทศ มีทั้งประเทศในทวีปแอฟริกา ประเทศในทวีปอเมริกา แล้วก็ประเทศอื่น ๆ โดยเฉพาะประเทศกำลังพัฒนา ท่านประธานครับ ยังมีนะครับ ประเทศชิลียังทำเอฟทีเอกับประเทศแคนาดา กับประเทศเม็กซิโก กับกลุ่มประเทศ อเมริกากลาง ซึ่งมีประเทศคอสตาริกา ประเทศเอลซัลวาดอร์ ประเทศฮอนดูรัส แล้วก็ ประเทศกัวเตมาลา แล้วก็ยังมีทำเขตการค้าเสรีกับประเทศจีน ประเทศปานามา ประเทศโคลัมเบีย และประเทศตุรกี ประเทศจีนนี่พอดีเรามีเอฟทีเอกับประเทศจีนอยู่แล้วตรงนั้นก็ไม่ใช่ปัญหาอะไร แต่ว่าในประเทศที่กล่าวชื่อมาทั้งหมดเป็นประเทศที่เราจะได้ผลประโยชน์ในการทำเอฟทีเอทางอ้อม นี่คือข้อดี แต่ข้อเสียก็คือว่าสินค้าในประเทศต่าง ๆ เหล่านี้ไม่นับประเทศชิลี แล้วจะเป็นสิ่งที่ ประเทศชิลีทำเอฟทีเอกับประเทศต่าง ๆ เหล่านั้น สินค้าต่าง ๆ จะทะลักเข้ามาในประเทศเรา อันนี้ข้อเสีย เพราะฉะนั้นรัฐบาลซึ่งเป็นผู้เจรจาผ่านกระทรวงพาณิชย์และกระทรวงการต่างประเทศ ต้องพิจารณาถึงข้อดีและข้อเสียเหล่านี้
ผมขออีกประเด็นหนึ่งแล้วกันท่านประธานเป็นประเด็นเดียวคือประเทศชิลี เป็นประเทศที่ทำทีพีพี ทรานส์แปซิฟิก พาร์ทเนอร์ชิพ กับประเทศสหรัฐอเมริกา ประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นหัวเรือใหญ่ที่ทำทีพีพีเพื่อโดดเดี่ยวประเทศจีน แต่ว่าประเทศจีนทำเอฟทีเอกับประเทศไทย ทั้งโดยตรงและผ่านพหุภาคีอาเซียน อาเซียน+๓ และอาเซียน+๖ เพราะฉะนั้นการที่ ทางประเทศสหรัฐอเมริกาจะทำเอฟทีเอกับประเทศไทยซึ่งกำลังอยู่ในระหว่างเจรจาผ่านทีพีพี ซึ่งผมดูแล้วความจำเป็นข้างหน้ามันคงจะหนียาก เพราะว่าประเทศต่าง ๆ ที่เราทำเอฟทีเอไปแล้ว มันก็จะมีตั้ง ๔ ประเทศที่เขาเป็นเอฟทีเอกับประเทศสหรัฐอเมริกาอยู่ คือประเทศสิงคโปร์ ประเทศบรูไน ประเทศเวียดนาม และประเทศมาเลเซีย เมื่อประเทศสหรัฐอเมริกาต้องการ ที่จะโดดเดี่ยวประเทศไทยก็เป็นยุทธศาสตร์ที่ประเทศไทยจะต้องหาเพื่อนผ่านทางอาเซียน+๓ และอาเซียน+๖ เช่นเดียวกับประเทศจีน เพราะฉะนั้นประเด็นเหล่านี้ก็คือว่าประเทศไทย ก็จะต้องทำเอฟทีเอกับทุกประเทศที่เราเห็นว่าเราได้ประโยชน์นะครับ เพราะฉะนั้นผมเห็นว่าถ้าในกรณีที่เราทำกับประเทศสหรัฐอเมริกาประเทศเดียวมันก็จะเป็น ปัญหาในการเจรจาต่อรองเพราะประเทศไทยเป็นประเทศเล็ก เราตัวเล็กเกินไปที่เราจะ เจรจาทวิภาคีกับประเทศสหรัฐอเมริกา เพราะฉะนั้นในกรณีที่เราผ่านการเจรจาจากพหุภาคี เราน่าจะได้ประโยชน์ตรงนั้นมากกว่า แต่ผมจะชี้ให้เห็นว่าในกรณีที่เราจะเจรจาเอฟทีเอ กับประเทศชิลีซึ่งอยู่ในทีพีพีนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่เราจะต้องดูแล้วก็ระวังในเรื่องที่จะเกี่ยวพัน ซึ่งเราจะต้องมองไปข้างหน้าในกรณีที่เราจะต้องทำ เราจะต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งของทีพีพี แล้วก็ทีพีพีเห็นได้ชัดเจนว่าประเทศสหรัฐอเมริกาเร่งการเจรจาเรื่องทีพีพีมากเป็นพิเศษ โดยเฉพาะการมาเยือนประเทศไทยของประธานาธิบดีบารัค โอบามา แล้วก็ทีพีพีนี้ ประเทศสหรัฐอเมริกาใช้เวลาเจรจาเพียง ๒ ปี จัดประชุมไป ๑๗-๑๘ ครั้ง เห็นได้ชัดว่า ประเทศสหรัฐอเมริกาต้องการผลักดันทีพีพีออกหน้าโดยทีพีพีนี้ไม่มีประเทศจีน เพราะฉะนั้น ตรงนี้ผมเห็นว่าทางรัฐบาลควรจะเจรจาแล้วก็ดูในเรื่องของเอฟทีเอกับประเทศชิลี อย่างรอบคอบ ก็อยากจะฝากไว้ แต่ท้ายที่สุดแล้วครับท่านประธาน ผมเห็นด้วยกับการทำ เอฟทีเอกับประเทศชิลี แล้วผมเห็นว่าถ้ารัฐบาลเจรจาในสิ่งที่เราได้ประโยชน์ แล้วก็เยียวยา ในภาคการค้าและบริการที่เราเสียประโยชน์ แล้วตรงนั้นก็นับว่าจะเป็นประโยชน์ต่อ ประเทศไทยอย่างมหาศาล แล้วในเรื่องของความตกลงการค้าเสรีในฉบับนี้เป็นฉบับเดียว ที่เราได้รวมทุกอย่างไว้ด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็นการค้าสินค้า พิธีการศุลกากร กฎว่าด้วยถิ่นกำเนิดสินค้า มาตรการปกป้องและเยียวยาทางการค้า มาตรการสุขอนามัยและสุขอนามัยพืช มาตรการ อุปสรรคทางเทคนิคต่อการค้า การค้าบริการ การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ ความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจ แล้วก็ความโปร่งใส ทั้งหมดเป็นการเจรจาในกรอบเจรจาครั้งเดียว อันนี้ ผมก็เห็นด้วยมันจะได้เสร็จไปทีเดียวเลย แล้วท้ายที่สุดผมขอว่าในสิ่งที่เราจะอนุมัติ กรอบความตกลงการค้าเสรีตรงนี้ผมเห็นด้วยครับ ขอบคุณครับ