รายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภา
ครั้งที่ ๕ (สมัยสามัญทั่วไป)
วันอังคารที่ ๑๙ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๔
ณ ตึกรัฐสภา
คุณภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายภูมิพัฒน์ พชรทรัพย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคภูมิใจไทยจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เรื่องที่กระผม จะหารือมี ๒ เรื่อง
เรื่องที่ ๑ อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงสาธารณสุข ซึ่งได้รับ เรื่องร้องเรียนมาจากอาสาสมัครสาธารณสุขประจําหมู่บ้าน อสม. ในพื้นที่อําเภอนาหว้า อําเภอศรีสงคราม อําเภอนาทม และอําเภอบ้านแพง จังหวัดนครพนม ขอให้กระทรวงสาธารณสุข จ่ายค่าตอบแทนให้ตรงเวลาทุกสิ้นเดือน เพราะที่ผ่านมาทุก ๆ ๔ เดือนได้รับเพียงเดือนเดียว ๖๐๐ บาท แทนที่จะได้รับ ๒,๔๐๐ บาท ทํางาน ๔ เดือน ได้รับค่าตอบแทนเพียงเดือนเดียว ๖๐๐ บาท ก็ยังถูกหักเงินค่ากิจกรรมต่าง ๆ อีก แทบไม่มีเงินเหลือ งานที่กระทรวงสาธารณสุข มอบให้ อสม. ทําก็มีมาก พี่น้องประชาชนชื่นชมในผลงานและความขยันของ อสม. จึงขอให้กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนให้ชาว อสม. โดยสิ้นเดือน เมษายน ๒๕๕๔ นี้ ให้ อสม. ได้รับเงินค่าตอบแทนให้ครบและต่อไปให้ได้รับทุกสิ้นเดือน เพราะเงิน ๖๐๐ บาทมีค่ามากสําหรับคนยากจน คนในชนบท
เรื่องที่ ๒ อยู่ในความรับผิดชอบกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท ชาวตําบลสามผง ๑๖ หมู่บ้าน และตําบลบ้านข่า ๑๓ หมู่บ้านในพื้นที่อําเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม ร้องเรียนมาว่าเดือดร้อนมานาน ถนนเป็นดินลูกรัง เป็นหลุมเป็นบ่อ การสัญจรและการขนส่งสินค้าการเกษตรลําบากมาก ๆ จึงขอให้กรมทางหลวงชนบท ได้ก่อสร้างถนนไร้ฝุ่น ถนนลาดยางจากบ้านข่าไปบ้านสามผง เส้นทางถนนทางหลวงชนบท หมายเลข ๔๐๐๔ จังหวัดนครพนม เพราะต้องใช้ร่วมกันถึง ๒๙ หมู่บ้าน และขอขอบพระคุณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวงชนบท ที่ได้ก่อสร้างถนนไร้ฝุ่น ในจังหวัดนครพนมไปหลายเส้นทาง ทําให้ประชาชนเดินทางได้สะดวกสบาย ประหยัดเวลา ในการเดินทาง แล้วก็ทําให้พี่น้องของเราได้รับความสะดวกมากขึ้น กราบขอบพระคุณครับ
คุณสุนทรี ชัยวิรัตนะ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางสาวสุนทรี ชัยวิรัตนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ
เรื่องแรก ที่อยากจะขอหารือกับท่านประธานในวันนี้ก็คือ ดิฉันได้มีโอกาส พบปะกับประชาชนในช่วงสงกรานต์ที่ผ่านมา พี่น้องเขาบอกกล่าวกับดิฉันว่าปัญหาปัจจุบัน ไข่ไก่ ไข่เป็ดมีราคาค่อนข้างแพงมาก นอกจากราคาแพงแล้ว ท่านประธานทราบไหมคะว่า ไข่ไก่เบอร์ ๐ หรือว่าขนาดใหญ่ ปัจจุบันตกลูกละประมาณ ๕ บาทกว่า พี่น้องเขาก็บอกว่า ทําไมราคาแพงแล้วสินค้ายังไม่มีจะให้ซื้ออีก ซึ่งคงไม่ใช่แค่ไข่ไก่ค่ะ รวมไปถึงไข่เป็ดด้วย ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยลงมือแก้ไขปัญหาไข่ไก่ซึ่งเป็นสิ่งที่ ต้องมีติดครัวของพี่น้องคนไทยทุกคนด้วยค่ะ
เรื่องที่ ๒ ก็คือเกี่ยวกับการที่ดิฉันได้ไปเดินห้างสรรพสินค้าค่ะท่านประธาน ไปพบเจอว่ามีการขายน้ํามันปาล์มในราคาขวดละ ๔๖ บาท ทําให้ดิฉันเกิดข้อสงสัย คงจะไม่ใช่เพราะดิฉันคนเดียวค่ะ คงรวมถึงพี่น้องประชาชนคนไทยด้วยว่า ทําไมราคา ที่รัฐบาลควบคุมเอาไว้ให้ขายในราคา ๔๗ บาท ทําไมห้างสรรพสินค้าถึงขายได้ในราคาแค่ ๔๖ บาท ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีให้ช่วยแก้ไขปัญหา เรื่องน้ํามันปาล์มที่ส่งผลกระทบถึงความเป็นอยู่ของพี่น้องประชาชนด้วยค่ะ น่าจะลดราคา ลงได้มากกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน
เรื่องที่ ๓ ที่อยากหารือ ดิฉันได้รับทราบข่าวคราวมานะคะท่านประธาน ว่าปุ๋ย มีการประกาศจะขึ้นราคา ๑๐-๓๐ เปอร์เซ็นต์ แต่รัฐบาลได้ระงับเอาไว้ พี่น้อง ประชาชนเขาถามดิฉันมาว่าขึ้นมา แล้วระงับเอาไว้นี่เพราะหลอกว่าจะไม่ขึ้นหรือเปล่า จริง ๆ แล้วอย่างไรก็ขึ้นใช่ไหมคะ ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรี ให้ดูแลควบคุมการขึ้นราคาปุ๋ยด้วยค่ะ
เรื่องสุดท้ายค่ะท่านประธาน ปัจจุบันไหมในประเทศไทยเกิดสภาวะที่ขาดแคลน ต้องฝากท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ให้ดูแลแก้ไขปัญหาเรื่องเส้นไหม ที่ผลิตผ้าไหมด้วยค่ะ มิฉะนั้นผู้ประกอบการไม่ว่าจะรายใหญ่ รายเล็ก จะประสบปัญหา และประเทศไทยจะหมดสินค้าที่เป็นผ้าไหมค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
คุณประสงค์ นุรักษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายประสงค์ นุรักษ์ ในฐานะสมาชิกวุฒิสภา ซึ่งได้รับการสรรหา มาใหม่ ๆ ครับ ก่อนอื่นผมขอขอบพระคุณคณะกรรมการสรรหาซึ่งใช้กระบวนการเลือกตั้งทางอ้อม ให้ผมได้มีโอกาสบริการประชาชนในฐานะผู้แทนของปวงชนด้วยครับ ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องจะหารือท่านประธานวุฒิสภา เพื่อจะแจ้งให้รัฐบาลได้ทราบด้วยว่า ผมได้มีข้อมูลมาจากเมืองลอสแองเจสิส ประเทศสหรัฐอเมริกา ว่าเมื่อวันที่มีการจัดงาน สงกรานต์ที่ประเทศสหรัฐอเมริกานั้น มีคนไทยคนหนึ่งไปแจกข้อมูลเป็นภาษาอังกฤษ กระดาษประมาณ ๓ หน้า เป็นการหมิ่นสถาบัน ซึ่งข้อมูลอันนี้ผมมีรายละเอียดอยู่ในมือ แต่ผมไม่กล้าที่จะเปิดเผยในขณะนี้ ผมคิดว่าทางรัฐบาลน่าจะมีการติดต่อกับทางสถานกงสุลใหญ่ ที่เมืองลอสแองเจลิสเพื่อจะศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็หาทางป้องกันขจัดปัญหาการหมิ่นสถาบัน อย่างชัดเจน ไม่ว่าจะในประเทศไทยหรือในต่างประเทศ ผมเป็นห่วง แล้วก็ประชาชนทุกคน เป็นห่วง พสกนิกรทุกคนของพระองค์ เป็นห่วงว่าการดูหมิ่นสถาบันนั้นต่อไปจะยืดเยื้อ ยาวนาน และจะเป็นที่มาของความไม่น่าพึงประสงค์ในประเทศไทยและต่างประเทศต่อไป ระหว่างคนไทยด้วยกัน
เรื่องที่ ๒ ครับท่านประธาน เรื่องงานสงกรานต์เหมือนกันครับ ผมไปเยี่ยม ที่ช่องสะงํา จังหวัดศรีสะเกษ ต่อกับเขมร ผมได้เดินเข้าไปในพื้นที่ของเขมร ได้เห็นการ ก่อสร้างในเขตซึ่งไม่ห่างจากเขตแดนประเทศไทยนัก เป็นเขตซึ่งเขาบอกว่าจะก่อสร้าง แหล่งสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่อีกแห่งหนึ่งที่ช่องสะงํา ห่างจากเขตแดนอันนั้น ผมไม่ทราบว่า เอ็มโอยู (MOU) พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่ตั้งไว้ ที่มีกติกาไว้เกี่ยวกับภูมิทัศน์นั้นจะมีข้อซึ่งควรจะ ทักท้วงทางรัฐบาลกัมพูชาบ้างหรือเปล่าว่าการสร้างสิ่งก่อสร้างในลักษณะที่ใกล้กับชายแดนนั้น จะมีความเหมาะสมหรือไม่ ถ้าไม่มีความเหมาะสม ผมไม่ทราบว่าเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ จะมีไว้ทําไมครับท่านประธานที่เคารพ แค่นี้ละครับ ผมขอใช้เวลาท่านประธานไม่มากนัก และขอขอบพระคุณท่านประธานที่ทําหน้าที่อย่างดีที่สุดด้วยครับ แล้วก็สวัสดีปีใหม่ ต่อพี่น้องประชาชนชาวไทยทุกคนครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน
เชิญคุณวัชระ เพชรทอง ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๑ ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนนั้นมีทุกวัน ปรากฏว่า ผู้ไม่ประสงค์ออกนามร้องเรียนว่าบริเวณปากทางหมู่บ้านศรีเพชร ซอยเพชรเกษม ๑๐๖ ทุกคืนเวลา ๒-๓ ทุ่ม จะมีคนแต่งกายคล้ายตํารวจไปดักซุ่มจับรถมอเตอร์ไซค์ของวัยรุ่น เป็นประจํา ขอให้ ผบ.ตร. ไปดูแลอย่าให้มีการรีดไถเยาวชน
เรื่องที่ ๒ แม่ค้าขายก๋วยเตี๋ยวร้องเรียนว่ามีท่อน้ําประปาแตกบริเวณถนน เลียบคลองภาษีเจริญ ฝั่งเหนือ ก่อนถึงโรงเรียนจันทศิริวิทยา อยากให้การประปานครหลวง ไปซ่อมแซมด่วน
เรื่องที่ ๓ ท่านประธานครับ ถนนที่จังหวัดเพชรบุรี ปรากฏว่าเรียบดังกระจก ซึ่งเป็นถนนในจังหวัดของท่านอลงกรณ์ พลบุตร แต่ถนนในเขตหนองแขมที่เพิ่งสร้างเสร็จใหม่ ๆ คือถนนเลียบคลองภาษีเจริญฝั่งใต้ สร้างเสร็จใหม่ ๆ แต่ไม่ได้มาตรฐาน คล้ายกับคลื่นตลอดเวลา ขับไปก็โคลงเคลงไปมา อยากให้กรุงเทพมหานครได้ตรวจสอบว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น
เรื่องที่ ๔ คุณป๋อง สามแยกหมู่บ้านหรรษา หมู่บ้านหรรษา ๑ ร้องเรียนว่า น้ําท่วมขังปากซอย ขอให้การเคหะแห่งชาติไปดําเนินการเพราะเป็นที่ดินของเอกชน
เรื่องที่ ๕ พี่น้องซอยเพชรเกษม ๘๑ ขอให้มีป้ายซอยเพชรเกษม ๘๑ ให้กรุงเทพมหานครดําเนินการติดป้ายให้ด้วย
เรื่องที่ ๖ คุณอํานาจร้องเรียนมาทางโทรศัพท์มือถือ ว่าบริเวณถนนเพชรเกษม แยกถนนพุทธมณฑล สาย ๒ ถนนพุทธมณฑล สาย ๓ ถนนพุทธมณฑล สาย ๔ การจราจร ติดขัดมาก อยากถามว่ากรุงเทพมหานครมีนโยบายแก้ไขปัญหาการจราจรบริเวณดังกล่าว อย่างไร
เรื่องที่ ๗ ถนนเลียบคลองมหาศรหลังวัดไผ่เลี้ยงไม่มีไฟฟ้าแม้แต่ดวงเดียว ทีนี่กรุงเทพมหานครแต่ปรากฏว่าไม่มีไฟฟ้าส่องทาง ขอกรุงเทพมหานครไปดําเนินการ ติดไฟฟ้าส่องทาง และที่ชุมชนวัดวงษ์ลาภาราม ซอยเพชรเกษม ๑๐๖ ก็ไม่มีไฟฟ้าใช้ เช่นเดียวกัน โดยเฉพาะบริเวณทางสาธารณะ และคุณดารัตน์ ผู้จัดการหมู่บ้านเอื้ออาทร ซอยเพชรเกษม ๘๑ ก็ขอไฟฟ้าส่องสว่างบริเวณป้ายรถเมล์ ขอมาครึ่งปีแล้วยังไม่มี แม้แต่ดวงเดียว ขอให้การไฟฟ้านครหลวงและกรุงเทพมหานครไปดําเนินการ
ท่าน พันตํารวจเอก สนทยา แสงเภา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ในประการแรกกระผมต้องขออนุญาตรายงานตัวท่านประธานแบบเป็นทางการ เมื่อวานนี้ ได้ไปรายงานเป็นการส่วนตัวแล้ว ต้องชื่นชมจริง ๆ ครับว่าท่านทําหน้าที่ประธานรัฐสภา ได้เยี่ยมยอดมาก ผมเองพักไป ๒ เดือน
ผมว่าเอาความเดือดร้อนของประชาชน ดีกว่าครับ
จะถึงแล้วครับ ท่านประธานครับ จากการที่ผมพัก ๒ เดือน ก็เดินทางแบบไม่เป็นทางการและได้ทราบจาก สื่อสิ่งพิมพ์และสื่อโทรทัศน์ พี่น้องประชาชนทางภาคใต้ประสบอุทกภัยต่าง ๆ ผมเองก็ขอให้ การสนับสนุนและให้กําลังใจด้วยครับ เมื่อวานนี้ได้มีการปฏิญาณตนทําหน้าที่เป็นสมาชิกวุฒิสภา เป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยโดยสมบูรณ์ ก็จะลงไปปฏิบัติหน้าที่เหมือนเดิม แล้วเมื่อวานนี้ ท่านประธานครับ ผมเองได้ออกอากาศทางสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภาในรายการ “ตีระฆัง ฟังปัญหา” ก็ได้ตอบข้อหารือประชาชนไปชั่วโมงกว่า หลังจากนั้นพี่น้องที่อยู่ทาง ภาคเหนือ จังหวัดเชียงราย ก็ขอให้ออกอากาศอีก ๑๐ นาที ดังนั้นปัญหาต่าง ๆ ในชั้นนี้ ยังไม่มี ก็ขอรายงานตัวกับท่านก่อนครับ กราบขอบพระคุณครับ
เชิญคุณขยัน วิพรหมชัย ครับ
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําพูน พรรคประชาธิปัตย์ ขอหารือ
เรื่องที่ ๑ เมื่อคืนวันที่ ๑๔ เมษายนที่ผ่านมา มีฆาตกรใจโหดได้มาทําร้าย พระลูกวัดวัดมหาวัน อําเภอเมือง จังหวัดลําพูน มรณภาพ ขอให้เจ้าหน้าที่ตํารวจเร่งรัด ติดตามฆาตกรใจโหดคนนี้มาดําเนินคดีโดยเร็ว
เรื่องที่ ๒ ถนนเชื่อมตําบลมะกอกและตําบลนครเจดีย์ อําเภอป่าซาง อยู่ระหว่างร้านอาหารแพทอง ถนนเป็นหลุม เป็นบ่อ สร้างความเดือดร้อนให้กับผู้ใช้รถ ใช้ถนนมาเป็นระยะเวลาอันยาวนาน
เรื่องที่ ๓ ไฟกิ่งในเขตหมู่บ้านห้วยต้ม ตําบลนาทราย อําเภอลี้ ไฟดับมาเป็น เวลาหลายเดือนแล้ว ซึ่งเป็นชุมชนหนาแน่น เป็นเขตพื้นที่ปกากะญอและมีเด็กมาก อันตรายครับ ในช่วงเวลากลางคืน
เรื่องที่ ๔ พี่น้องหมู่ที่ ๙ ตําบลศรีวิชัย อําเภอลี้ จังหวัดลําพูน ฝากผมมาว่า เขาไม่ต้องการเหมืองแร่ ขอให้กระทรวงอุตสาหกรรมไม่อนุญาตในการสํารวจแร่
เรื่องที่ ๕ ขอให้กระทรวงการคลัง กรมศุลกากร ได้เข้มงวดกวดขันในการ ลักลอบนํากระเทียมจากต่างประเทศมายังประเทศไทย เพราะขณะนี้กระเทียมของพี่น้อง จังหวัดลําพูนราคาดีมาก
เรื่องที่ ๖ ขอฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านอลงกรณ์ พลบุตร ช่วยดูแลลําไยอบแห้งเนื้อสีทองและลําไยอบแห้งเปลือก ซึ่งยังคงค้างสต็อก (Stock) อีกจํานวนมาก ซึ่งลําไยใหม่ก็จะออกอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า
เรื่องสุดท้าย ขอฝากไปยังกระทรวงสาธารณสุขได้เพิ่มจํานวนเตียงและ เครื่องฟอกไตให้กับโรงพยาบาลจังหวัดลําพูน เมื่อวานที่ผ่านมาผมไปเยี่ยมโรงพยาบาล จังหวัดลําพูน มีผู้ป่วยมาบริการจํานวนหนาแน่น อยากถือโอกาสฝากให้กําลังใจหมอ พยาบาล เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลจังหวัดลําพูนที่ดูแลผู้ป่วยเป็นอย่างดี และขอให้เร่งรัด โครงการก่อสร้างอาคารผู้ป่วยใน จํานวน ๔ ชั้น งบประมาณ ๑๐๐ กว่าล้านบาท ซึ่งรัฐบาล ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ได้ดําเนินการจัดสรรงบประมาณเพื่อสร้างอาคารผู้ป่วย ดังกล่าว กราบขอบพระคุณครับ
คุณเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางเปล่งมณี เร่งสมบูรณ์สุข สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเลย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอหารือท่านประธานรัฐสภา เกี่ยวกับเรื่องปัญหาความเดือดร้อนพี่น้องประชาชน ๔ เรื่อง
เรื่องแรก ของบประมาณซ่อมแซมเสริมผิวจราจรแอสฟัลท์ติกคอนกรีต (Asphaltic Concrete) ให้กับพี่น้องประชาชน ๔ หมู่บ้าน คือบ้านปากปวน หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๘ หมู่ที่ ๑๐ และหมู่ที่ ๑๑ ตําบลปากปวน อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย สาเหตุเพราะถนนนี้ สร้างมานานหลายสิบปี ถนนชํารุดทรุดโทรมมากค่ะ
เรื่องที่ ๒ ของบประมาณก่อสร้างคลองส่งน้ําเพื่อการเกษตร บ้านกุดโง้ง หมู่ที่ ๙ ตําบลปากปวน อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย สาเหตุเพราะแหล่งน้ําอยู่ห่างไกลทําให้ ไม่มีน้ําใช้ในการเกษตร
เรื่องที่ ๓ ของบประมาณก่อสร้างอาคารศูนย์พัฒนาเด็ก ๑ หลัง บ้านโนนสว่าง หมู่ที่ ๓ ตําบลปากปวน อําเภอวังสะพุง จังหวัดเลย สาเหตุคือหมู่บ้านอยู่ห่างไกล ทําให้ เด็กก่อนวัยเรียนต้องเดินทางไกล
เรื่องที่ ๔ ณ ขณะนี้อยู่ในฤดูเก็บเกี่ยวถั่วเหลืองในอําเภอวังสะพุง และในหลาย ๆ อําเภอในจังหวัดเลย เกษตรกรฝากให้เรียนท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ช่วยดูแลพยุงราคาให้ได้ราคายุติธรรม อย่าให้พ่อค้าคนกลางเอาเปรียบ จึงกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะกรมส่งเสริม การปกครองส่วนท้องถิ่น กรมทางหลวงชนบท กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงพาณิชย์ ช่วยนําปัญหาที่ดิฉันหารือ นําไปแก้ไขปัญหาและช่วยผลักดันงบประมาณในการก่อสร้างด้วยค่ะ กราบขอบพระคุณค่ะ
ท่านประเสริฐ ชิตพงศ์ ครับ ท่าน ส.ว. ประเสริฐ ชิตพงศ์ อยู่ไหมครับ ท่านไม่อยู่นะครับ ต่อไป คุณพิษณุ หัตถสงเคราะห์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา กระผม พิษณุ หัตถสงเคราะห์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดหนองบัวลําภู พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอประทานกราบเรียน ท่านประธาน ขอหารือที่เป็นเรื่องเร่งด่วน
เรื่องที่ ๑ ขณะนี้เกิดพายุวาตภัยหรือพายุฝนรุนแรงพัดถล่มพื้นที่เขตอําเภอโนนสัง โดยเฉพาะตําบลโนนสัง ตําบลกุดดู่ ตําบลนิคมพัฒนา และตําบลบ้านค้อบางส่วน มีต้นไม้หักโค่น เสาไฟฟ้าหักล้ม บ้านเรือนเสียหาย โดยเฉพาะบ้านเรือนพี่น้องประชาชน หลังคาปลิวออกทั้งหลัง ท่านประธานครับ เสียหายอย่างหนัก ตอนนี้มีทั้งแดด ทั้งฝน ก็ขอให้ท่านประธานช่วยประสาน ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย แล้วเรียนไปยังผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลําภู ช่วยกรุณาช่วยเหลือชาวบ้าน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากได้เหมือนน้ําท่วมละครับ หลังละ ๕,๐๐๐ บาท ท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๒ ขอให้ซ่อมแซมถนนที่เสียหาย เป็นหลุม เป็นบ่อ สายเทศบาล ตําบลนามะเฟืองไปบ้านทรายงาม ตําบลนามะเฟือง อําเภอเมือง ซ่อมแซมถนนสาย บ้านยางหลวงเหนือ-ยางหลวงใต้ ตําบลกุดจิก อําเภอเมือง หลุมบ่อมาก
เรื่องที่ ๓ ฝากท่านประธานครับ เรื่องแหล่งน้ําซึ่งเป็นเรื่องสําคัญ พี่น้องประชาชนต้องการให้ขุดลอกฝาย แล้วก็ก่อสร้างฝายน้ําล้นที่บ้านโสกก้านเหลือง ลําห้วยโซง ตําบลบ้านถิ่น อําเภอโนนสัง
เรื่องสุดท้ายท่านประธานครับ พี่น้องประชาชนที่เดินทางโดยเครื่องบิน ฝากมาว่าเรื่องของควันไอเสียจากรถบัสรับส่งผู้โดยสารที่สนามบินสุวรรณภูมิ จอดหันท้าย เข้าไปในห้องนั่งรอขึ้นเครื่อง ทําให้ผู้โดยสารที่นั่งรออยู่ก็รับควันพิษไปเต็ม ๆ ทั้งผู้โดยสาร แล้วก็ทั้งแอร์โฮสเตส (Air hostess) ขอกราบขอบคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านสุรเดช จิรัฐิติเจริญ ครับ
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมขอหารือเรื่องการตรึงราคาน้ํามันดีเซล (Diesel) ก็เป็นที่ทราบกันทั่วไปนะครับว่ารัฐบาลเองตรึงราคาน้ํามันดีเซลที่ ๓๐ บาท ทั้ง ๆ ที่ราคา น้ํามันในตลาดโลกขึ้นอยู่ต่อเนื่อง ต้องงดการนําเข้าเงินกองทุนก็ดี เอาเงินกองทุนมาอุดหนุนก็ดี เมื่อวานนี้ก็มีมติลดภาษีสรรพสามิตอีก ๕ บาทก็ดี ผมมองว่าถ้าต่อไปน้ํามันดีเซล ราคาน้ํามัน ในตลาดโลกขึ้นไปเรื่อย ๆ เราไม่รู้จะเอาเงินอะไรมาอุดหนุน หรือต่อไปต้องเอาเงินงบกลาง มาอุดหนุนราคาน้ํามันดีเซลหรือไม่ ทั้ง ๆ ที่น้ํามันดีเซลที่ทางรัฐบาลบอกว่าต้องตรึงราคาไว้ เพื่อไม่ให้ราคาสินค้าขึ้น โดยที่สินค้าอื่น ๆ ขึ้นมามากหลายตัว แล้วก็น้ํามันดีเซลที่ใช้ มันไม่ใช่ว่าใช้แค่ปัจจัยการผลิตเท่านั้น บางคนก็เอามาใช้กับรถราคาหลายล้านบาท ก็ยังใช้ น้ํามันดีเซล ดังนั้นไม่แน่ใจว่าเราจะอุ้มถูกทางหรือเปล่า แม้กระทั่งรัฐบาลเองบอกว่าจะอุ้มจนถึงมีรัฐบาลหน้านะครับ ผมเกรงว่าจะหมดเงินอีก หลายหมื่นล้าน ดังนั้นจะมีมาตรการหรือทบทวนหรือไม่ เนื่องจากว่าถ้าเรากลับไปตรึงราคา เป็นการฝืนตลาด อย่างที่ก่อนหน้านี้ ปี ๒๕๔๐ เราสู้ค่าเงิน ตอนนี้เรากําลังสู้ราคาน้ํามัน ดังนั้นจะใช้เงินอีกกี่หมื่นล้านถึงจะเพียงพอ ดังนั้นควรจะปรับราคาที่ไปสะท้อนต้นทุน ที่แท้จริงหรือไม่ หรือแม้กระทั่งถ้าจะมีการปรับก็ควรปรับเป็นช่วง ๆ หรือถ้าจะช่วยเหลือ ไม่ให้ราคาสินค้าขึ้น ควรจะมีมาตรการอื่นที่ช่วยเหลือที่เป็นปัจจัยการผลิตโดยตรงหรือไม่ ไม่ใช่ว่าตรึงราคาน้ํามันดีเซลอย่างเดียว เพราะมีการลักลอบน้ํามัน หรือแม้กระทั่งจะมีการ ส่งเสริมการประหยัดพลังงานเพื่อลดการนําเข้าหรือไม่ หรือแม้กระทั่งจะมีพลังงานทดแทน เพื่อลดการนําเข้า หรือแม้กระทั่งเร่งรัดการพัฒนาระบบการขนส่งจากสินค้าทางถนนเป็นราง เพื่อจะให้ลดการนําเข้าพลังงาน แล้วก็ลดการใช้พลังงานต่อไป ผมว่าเป็นทางที่ดี ดีกว่าที่จะไป สู้ตรึงราคาน้ํามันที่ ๓๐ บาท โดยที่จะต้องลงทุนอีกหลายหมื่นล้านถึงจะเพียงพอ ขอบคุณครับ
คุณศุภชัย ศรีหล้า เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ศุภชัย ศรีหล้า สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานถึงความต้องการและความ เดือดร้อนของพี่น้องประชาชน
เรื่องแรก กรณีการสัญจรไปมาของพี่น้องจากบ้านโนนจิกไปบ้านคําหนามแท่ง อําเภอตาลสุม จังหวัดอุบลราชธานี ถนนสายนี้ได้มีการก่อสร้างไปแล้วบางส่วน แต่เนื่องจากว่า ถนนสายนี้มีระยะทางค่อนข้างไกล ก็ขออนุญาตให้กรมทางหลวงชนบทได้กรุณาพิจารณา สนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างเพิ่มเติมด้วย
เรื่องที่ ๒ คือการสนับสนุนงบประมาณในการก่อสร้างเพิ่มเติมกรณีของ การพัฒนา จากสถานีอนามัยของกระทรวงสาธารณสุขให้เป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ประจําตําบล ท่านประธานที่เคารพครับ มีกรณีตัวอย่างคือโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพ ประจําตําบลดอนมดแดง อําเภอดอนมดแดง จังหวัดอุบลราชธานี ท่านนายกรัฐมนตรีได้กรุณา สนับสนุนงบประมาณเพิ่มเติมให้ในการก่อสร้างเป็นงบจําเป็นเร่งด่วน ๕๐๐,๐๐๐ บาท แล้วมี ห้องผู้ป่วยเพิ่มเติมขึ้นมาอีก ๓ ห้อง ถ้าจะใช้กรณีนี้เป็นกรณีตัวอย่างในการสนับสนุนงบประมาณ ให้โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบลในแต่ละตําบล มีห้องรองรับผู้ป่วย อย่างเช่น กรณีตัวอย่างของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบลดอนมดแดงก็จะเป็นพระคุณครับ
เรื่องที่ ๓ ครับท่านประธาน คือกรณีของการบูรณะโบราณสถาน สํานักงาน พระพุทธศาสนาแห่งชาติ สํานักนายกรัฐมนตรี โดยท่านนายกรัฐมนตรีได้สนับสนุน งบประมาณในการบูรณะโบราณสถาน กรณีโบราณสถานวัดเวฬุวัน ตําบลไผ่ใหญ่ อําเภอม่วงสามสิบ จังหวัดอุบลราชธานี แต่ในกรณีดังกล่าวยังมีอีกหลายพื้นที่ที่มี โบราณสถาน ยกตัวอย่างกรณีโบราณสถานวัดเวฬุวัน หรือวัดบ้านธรรมละ ตําบลโพนเมือง อําเภอเหล่าเสือโก้ก จังหวัดอุบลราชธานี โบราณสถานแห่งนี้ก็เป็นโบราณสถานที่มีอายุ หลายร้อยปี ถ้าเผื่อว่าเราจะบูรณะไว้ให้เป็นมรดกของลูกหลานก็จะเป็นประโยชน์ กราบขอบพระคุณครับท่านประธาน
คุณประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ชัยวิรัตนะ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้ผมมีเรื่องที่อยากปรึกษาหารือท่านประธานเพื่อผ่านไปถึงนายกรัฐมนตรี สงกรานต์ปีนี้ประชาชนคนไทยก็มีความสุขกันพอสมควร แต่มันเป็นเรื่องที่น่าตกใจมาก ท่านประธาน มีคนติดยาบ้าแทงตํารวจ ยิงตํารวจตาย ฆ่าแท็กซี ดีที่ไม่ฆ่าหมอนะครับ หมอโชคดี ผมอยากถามรัฐบาลจะมีมาตรการอันใดที่เข้มข้นเรื่องนี้หรือไม่ ผมเคยตั้งกระทู้ถาม ถามนายกรัฐมนตรี ท่านสุเทพก็ตอบว่า จะไม่ทําสงครามกับยาเสพติด จะไม่วิสามัญ พ่อค้ายาบ้า ผมก็เลยแปลกใจนะครับ ผมไม่โทษตํารวจครับ ผมเห็นด้วยนะครับที่ตํารวจ ต้องวิสามัญฆาตกรรมคนติดยาบ้าคนนี้ เพราะถ้าไม่วิสามัญฆาตกรรม ผมว่าหมอต้องโดนยิง ตายแน่นอน หลังจากนั้นไม่รู้จะไปยิงใครอีก ผมอยากฝากท่านประธานผ่านไปถึงรัฐบาล มันน่าเศร้าใจจริง ๆ ประชาชนถามผมว่าคุณหมอประสิทธิ์ไปถามหน่อย ไอ้ยาบ้าที่เก็บมาได้ จับมาได้ ทั้งเฮโรอีน ทั้งอะไรทั้งหลาย เมื่อไรรัฐบาลจะเผาให้เห็น ให้ประชาชนเห็นเสียที รัฐบาลพวกผมออกกฎหมายชัดเจนครับว่าจับได้ พิสูจน์ได้ว่าเป็นยาเสพติดให้เผาทันที นี่ปรากฏว่ายังไม่มีการเอาออกมาครับ ไม่รู้ว่าไปเก็บไว้ทําไมที่ อย. ผมว่าจําเป็นนะครับ รัฐบาลชุดนี้ ถ้าท่านไม่เผา รัฐบาลผมเข้ามาเป็นแล้วผมจะนํามาเผาให้หมด ผมอยากฝาก ไปถึงนายกรัฐมนตรีก่อนที่ท่านจะลงนะครับ เอาออกมาเผาให้หมดเถอะครับ ยาบ้า ยาเสพติด พิสูจน์ทราบได้เมื่อไรก็เผาให้หมด ตอนนี้ปรากฏว่าชาวบ้านสงสัยมาก เอาไปไว้ ทําอะไร ขอบคุณครับ
นายแพทย์อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ เชิญครับ
ขอบคุณครับ ท่านประธาน กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายแพทย์อนันต์ อริยะชัยพาณิชย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสุรินทร์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ผมขออนุญาตเรียนปรึกษาหารือ ท่านประธานผ่านไปทางรัฐบาลนะครับ ในเรื่องของการเบิกยาของข้าราชการผู้มีสิทธิ เบิกสวัสดิการค่ารักษาพยาบาลนะครับ ขณะนี้ก็มีการให้งดเบิกยานอกบัญชียาหลักแห่งชาติ บางชนิด กราบเรียนท่านประธานว่าปกติแล้วในการรักษาพยาบาล แพทย์ก็จะใช้ยา ในบัญชียาหลักแห่งชาติก่อน แต่หลังจากที่รักษาไม่หาย หรือยาไม่เพียงพอ หรือไม่ดีพอ หรือยังไม่สามารถที่จะคุมการรักษานั้นได้ อาจจะมีความจําเป็นที่จะต้องใช้ยานอกบัญชี ยาหลักแห่งชาติ ซึ่งยานอกบัญชียาหลักแห่งชาตินี้ส่วนใหญ่มักจะมีราคาแพง ขณะนี้ได้มีการ สั่งห้ามเบิกนะครับ ก็คือยาแก้ข้อเสื่อม ซึ่งก็คงจะทราบนะครับว่าโรคข้อเสื่อมเป็นโรคที่ ทรมานแก่ผู้สูงอายุ โดยเฉพาะข้าราชการบํานาญก็คงจะทราบดี ซึ่งการรักษาเมื่อได้ผลแล้ว แพทย์ก็จําเป็นจะต้องใช้ยานอกบัญชียาหลัก ซึ่งขณะนี้ก็มีการประกาศว่ายาที่ใช้อยู่นี้ไม่คุ้มค่า ไม่เหมาะสม แล้วก็ไม่มีประโยชน์ ซึ่งอันนี้ก็ทําให้ข้าราชการที่จะมีสิทธิเบิกก็เบิกไม่ได้ ก็เดือดร้อนไปหมด เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนะครับ ซึ่งทางคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข วุฒิสภา ก็ได้รับการร้องเรียนอยู่มาก แล้วก็พร้อมกันนั้นไปตรวจสอบดูก็พบว่าแพทย์ก็ ยังสั่งรักษาอยู่ อย่างเช่นแพทย์ที่โรงพยาบาลศิริราช อาจารย์ที่โรงพยาบาลศิริราช ศาสตราจารย์อะไรนั้นก็ยังสั่งรักษาอยู่ พอคนไข้บอกให้เปลี่ยนยาเนื่องจากเบิกไม่ได้ อาจารย์เขาก็ไม่เปลี่ยน อาจารย์บอกก็ต้องใช้อันนี้ ก็ให้ใช้ ข้าราชการก็เดือดร้อนก็ต้อง ออกสตางค์เอง ออกอะไรไปเอง ซึ่งอันนี้ก็อยากจะถามฝากไปทางกรมบัญชีกลางนะครับ ให้แน่นอน ให้แน่ใจครับ จะห้ามอะไรก็แล้วแต่ ห้ามอย่างไรครับอาจารย์เขาก็ยังใช้อยู่ แสดงว่าที่ห้ามไปนี้ ใช้นักวิชาการตรงไหนมาบอก หรือใช้แพทย์ซึ่งไม่ได้รักษาเป็นคนมาพูดว่าไม่มีประโยชน์ น่าจะเอาอาจารย์ที่มารักษาให้เขาเป็นคนพูด แล้วก็ตกลงกันให้แน่ ๆ ว่าเป็นยาที่ไม่ได้ผลจริง ๆ มีการวิจัยในประเทศไทยอย่างไรบ้าง เพราะไม่อย่างนั้นข้าราชการที่มีสิทธิเบิกก็ถูกละเมิด มีการร้องเรียนว่าการละเมิดสิทธิค่ารักษาพยาบาลของข้าราชการ ขอฝากไปทางรัฐบาลด้วยนะครับ ขอบพระคุณครับ
ต่อไปท่านธวัชชัย อานามพงษ์ เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ธวัชชัย อานามพงษ์ ส.ส. จังหวัดจันทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้กระผม ขอกราบขอบพระคุณรัฐบาลนี้นะครับ นําโดยท่านอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี คนที่ ๒๗ ของประเทศไทย ที่ให้งบประมาณขุดคลองบายพาส (By pass) แก้ปัญหาน้ําท่วม ที่จังหวัดจันทบุรี ๓,๕๐๐ ล้านบาท ตอนนี้น้ําไม่ท่วมแล้วครับ ปี ๒๕๔๒ น้ําท่วมใหญ่มากเลย พอปี ๒๕๔๓ ประชาชนชาวตําบลจันทนิมิตมาร้องเรียนกับผมนะครับ ผมได้ร้องเรียน ราชเลขาธิการ ขอพระราชทานให้พระองค์ทรงมีพระราชวินิจฉัยนะครับ บัดนี้ทุกอย่าง เรียบร้อยมากเลย และผม ธวัชชัย ส.ส. ยุคล ส.ส. พงศ์เวช ยังขอถนนเลียบคลองอีกนะครับ เพราะฉะนั้นต้องกราบขอบพระคุณรัฐบาลนี้ แล้วก็กราบขอบพระคุณราชเลขาธิการ และ กราบขอบพระคุณกรมชลประทานที่ลงไปดูแลเมืองจันทบุรีเป็นอย่างดีนะครับ
และอีกประเด็นหนึ่ง คืองบ คชก. นะครับ ซึ่งการแก้ปัญหาผลไม้นะครับ ได้ข่าวว่าวันที่ ๒๐ นี้ วันพรุ่งนี้จะมีการประชุมงบ คชก. เพื่อแก้ปัญหาผลไม้ทั่วประเทศ ๖๐๐ กว่าล้านบาท เพราะฉะนั้นไม่อยากให้พลาดนะครับ ตอนนี้ผลไม้ก็ออกเยอะแล้ว นะครับ ขอบพระคุณท่านประธานครับ
เชิญท่านอํานวย คลังผา
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายอํานวย คลังผา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือท่านประธานครับ
เรื่องที่ ๑ สืบเนื่องจากในขณะนี้โรงงานอ้อยนะครับท่านประธาน โรงงานอ้อย ใกล้จะปิด แต่ในขณะนี้อ้อยของเกษตรกรในจังหวัดลพบุรี คิดว่าเป็น ๑๐,๐๐๐ ไร่ ก็อยากจะ ฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์นะครับว่า ในขณะนี้โรงงาน ใกล้จะปิดแต่อ้อยยังอยู่จํานวนมาก ก็อยากจะฝากท่านประธานให้ช่วยดูแลในเรื่องอ้อย ให้กับเกษตรกรด้วยนะครับ
เรื่องที่ ๒ เรื่องมันสําปะหลัง ซึ่งในขณะนี้มันสําปะหลังเริ่มราคาจะตก และทราบว่าทางจีนไม่รับออเดอร์ (Order) ก็อยากจะฝากท่านประธานรัฐสภา ถึงท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการให้ช่วยตรวจสอบในเรื่องนี้ด้วยนะครับ เพราะในขณะนี้ มันสําปะหลังราคาเริ่มจะตกมาก
เรื่องที่ ๓ ขณะนี้ในพื้นที่จังหวัดลพบุรีมีความต้องการฝายจํานวนมาก ห้วย คลอง หนอง บึงมันตื้น ก็อยากจะมีฝาย ก็อยากจะฝากท่านประธาน โดยเฉพาะ อําเภอโคกสําโรงมีห้วยยางก็ดี ห้วยตะคร้อก็ดี มีความประสงค์ต้องการฝายเก็บน้ํา จากกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม อยากจะฝากท่านประธานด้วยครับ
และเรื่องสุดท้ายครับ เรื่องถนนสายพหลโยธินช่วงบ้านตําบลชอนสารเดช เป็นช่วงแคบ พี่น้องประชาชนสัญจรไปมาเกิดอันตรายอยู่บ่อย ก็อยากฝากท่านประธาน ถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้ช่วยเร่งรัดให้ดําเนินการในส่วนนี้ด้วยครับ ขอบคุณครับ
คุณผ่องศรี ธาราภูมิ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ
เรื่องแรก จากการที่ดิฉันได้ลงพื้นที่ไปพบปะพี่น้องประชาชนในช่วงนี้นะคะ ก็ได้รับเรื่องร้องทุกข์หลายเรื่อง อาทิเช่น ปัญหาการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ําตาล ในนาข้าว แล้วก็การบริหารจัดการน้ํา เนื่องจากว่าพื้นที่ในเขตชลประทานถ้าบริหารน้ําไม่ดีก็จะ มีปัญหาเรื่องของการปลูกข้าว ดิฉันจึงกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์นะคะว่า ตามที่รัฐบาลโดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ มีนโยบายเรื่องของยุทธศาสตร์การปรับระบบการปลูกข้าว โดยเฉพาะในเขตชลประทาน เป็น ๒ ครั้ง ก็ได้เห็นป้ายรณรงค์อยู่นะคะ แต่ว่าดิฉันอยากจะให้ทางกระทรวงเกษตร และสหกรณ์ได้ดําเนินการเรื่องนี้อย่างจริงจัง เพราะว่าการพัฒนาระบบการปลูกข้าว ทําอย่างเป็นระบบก็จะสามารถบริหารจัดการน้ําได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้วก็ตัดวงจร การแพร่ระบาดของแมลงศัตรูพืช ตลอดจนลดต้นทุนการผลิต ก็ขอให้เร่งดําเนินการ อย่างเป็นรูปธรรมนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องความเดือดร้อนของลูกจ้างชั่วคราวรายวัน ของหน่วยปฏิบัติการรถขุด กรมชลประทาน ทั่วประเทศเลยนะคะ ซึ่งขณะนี้มีอยู่ประมาณ ๗๐๐-๘๐๐ คน ดิฉันเคยหารือท่านประธานไปแล้วก็ยังไม่มีการแก้ไข คนเหล่านี้ทํางานหนัก แล้วก็มีการจ้างไม่ตลอดปี ปีหนึ่งก็จ้างอยู่ ๖-๗ เดือน บางคนทํางานมา ๓๐-๔๐ ปี ขณะนี้เงินเดือนสูงสุดแค่ ๕,๔๐๐ บาท ต่ํากว่าค่าแรงขั้นต่ํานะคะ สวัสดิการใด ๆ ก็ไม่มี ก็ขอให้ทางกรมชลประทานได้ให้ความสําคัญ สนใจนะคะ คือได้ปรับตัวเลขจากหมวด การจ้างเป็นลูกจ้างชั่วคราวประจําหรือว่าลูกจ้างที่มีงานประจํา หรือว่าจัดสวัสดิการ เพิ่มเติม หรือหากทําไม่ได้ก็ขอให้ปรับค่าแรงขั้นต่ําให้สามารถอยู่ได้ในภาวะที่ค่าครองชีพ ค่อนข้างสูง ก็ต้องขอบคุณรัฐบาลนะคะที่ได้มีมาตรการดูแลเรื่องราคาสินค้า เรื่องการปรับตัว ราคาสินค้านั้นก็เป็นกันทั่วโลก แต่ว่าดิฉันก็ทราบดีว่ารัฐบาลพยายามดูแลการตรึงราคาน้ํามัน ก็ช่วยพยุงราคาสินค้า ก็ต้องกราบขอบพระคุณด้วยค่ะ
คุณอนุรักษ์ บุญศล
ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน นางอนุรักษ์ บุญศล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา
เรื่องที่ ๑ ขออนุญาตกราบเรียนหารือท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงวัฒนธรรม สํานักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ เรื่อง เพิ่มเงินนิตยภัตให้กับ พระสงฆ์ทั้งประเทศ ท่านประธานที่เคารพคะ วัดเป็นศูนย์กลางชุมชน เป็นแหล่งศึกษา เรียนรู้ทางพุทธศาสนา เป็นภูมิปัญญาของชุมชน วัฒนธรรมประเพณี และวัดยังเป็น ศูนย์กลางกิจกรรมทางพระพุทธศาสนาของชุมชนทุกจังหวัดและทั้งโลกด้วยค่ะ พระสงฆ์ เป็นนักบวช หรือเป็นตัวแทนขององค์สัมมาสัมพุทธเจ้า มีหน้าที่เผยแพร่ศาสนา กิจของสงฆ์ มีมากมายก่ายกอง แต่ว่าเงินนิตยภัตของพระสงฆ์นั้นน้อยนิดมากค่ะ ท่านประธานที่เคารพ ดังนั้นลาภ บางท่านอาจบอกว่าพระสงฆ์นั้นมีลาภศรัทธา ลาภศรัทธาของพระสงฆ์ แต่ละรูปนั้นไม่เหมือนกัน ดังนั้นการเพิ่มเงินนิตยภัตของพระสงฆ์นั้นสําคัญเป็นอย่างยิ่ง จะได้เป็นการอนุโมทนาบุญ ให้เกิดแก่พุทธศาสนิกชนทั่วหล้า โดยการเพิ่มเงินนิตยภัตของพระสงฆ์ทั้งประเทศ ท่านประธานที่เคารพคะ ไม่อยากให้เห็นคุณค่าของพระสงฆ์ตอนสวดกุสลาธรรมมา แล้วถวายซองเจือน้ําตา ต้องการเห็นการบูชาด้วยการเพิ่มค่านิตยภัตค่ะ
เรื่องที่ ๒ ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจาก นายเทิดชัย อุทัยวี ผู้อํานวยการโรงเรียนหนองหลวงวิทยานุกูล ตําบลหนองหลวง อําเภอสว่างแดนดิน จังหวัดสกลนคร ถึงอาคารเรียนที่ชํารุดค่ะ สร้างตั้งแต่ปี ๒๕๑๑ ๔๓ ผ่านปีผ่านไปอาคาร ชํารุดทรุดโทรม และในตําบลหนองหลวงนี้โรงเรียนประถมนั้นมีจํานวนนักเรียนมากค่ะ ต้องการอาคารเรียนแทนอาคารเก่า จะยื่นเป็นหนังสือต่อท่านประธานต่อไป ขอบพระคุณค่ะ
คุณบรรจบ รุ่งโรจน์ เชิญครับ คุณบรรจบไม่อยู่นะครับ คุณเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ ไม่อยู่นะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภา ที่เคารพนะครับ ขณะนี้มีสมาชิกเซ็นชื่อ ๓๓๘ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ ก่อนที่ผม จะดําเนินการ ไม่แล้วครับ ปิดการปรึกษาหารือก่อน พรุ่งนี้ค่อยเอาใหม่ วันนี้พอสมควร แก่เวลาปรึกษาหารือแล้วครับ เราเลท (Late) มาครึ่งชั่วโมงกว่าแล้วครับ เพราะงานเรา มีเยอะ งานเรื่องกรอบการเจรจามีตั้ง ๑๖ เรื่อง เพราะฉะนั้นกระผมขอปิดการหารือนะครับ ก่อนที่ผมจะดําเนินการต่อไป กระผมในนามประธานรัฐสภา ขอต้อนรับท่านสมาชิกวุฒิสภา คือท่านสมาชิกรัฐสภาใหม่ ๗๓ ท่านด้วยความยินดียิ่งนะครับ หวังได้รับความร่วมมือ จากท่านในการเข้าร่วมประชุมด้วยความพร้อมเพรียงเหมือนวันนี้ ผมขอขอบพระคุณ ล่วงหน้า ณ โอกาสนี้นะครับ เรื่องที่กระผมจะต้องแจ้งให้ที่ประชุมทราบนะครับ
เนื่องจาก พลตํารวจเอก ประชา พรหมนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคเพื่อแผ่นดิน ได้มีหนังสือขอลาออกจากการเป็นสมาชิกพรรคเพื่อแผ่นดิน เมื่อวันที่ ๑๘ เมษายน พุทธศักราช ๒๕๕๔ ทําให้สมาชิกภาพของความเป็นสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรสิ้นสุดลงตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๐๖ (๗) ดังนั้น จํานวนสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรเท่าที่มีอยู่ เท่ากับ ๔๗๓ ท่าน วุฒิสมาชิก ๑๔๙ ท่าน รวม ๖๒๒ ท่าน กึ่งหนึ่งคือ ๓๑๑ ท่าน ขณะนี้มีสมาชิกเซ็นชื่อเข้าประชุม ๓๕๐ ท่านแล้วครบองค์ประชุม กระผมขอดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระนะครับ
ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม
รับทราบคําสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ตามที่กระผมในฐานะประธานรัฐสภา ได้ส่งคําร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยกรณีนายศิริโชค โสภา กับคณะ รวม ๘๐ คน อาศัยอํานาจตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ประกอบมาตรา ๑๕๔ (๑) เข้าชื่อเสนอคําร้องต่อประธานรัฐสภา เพื่อขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่าบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญมีคําสั่งรับคําร้องไว้พิจารณาวินิจฉัยแล้วนั้น ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําสั่งที่ ๑๐/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๔ ให้จําหน่ายคําร้อง เนื่องจากคําร้องของผู้ร้องไม่ต้องด้วยหลักเกณฑ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคหก ประกอบมาตรา ๑๕๔ วรรคหนึ่ง (๑) โดยศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาให้เหตุผลว่า กรณียังไม่ถึง ขั้นตอนที่จะต้องเสนอเรื่องให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยชี้ขาด เนื่องจากยังมีขั้นตอนอื่น ๆ ซึ่งเป็นเรื่องที่ฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องพิจารณาดําเนินการเสียก่อน ซึ่งรายละเอียดของคําสั่ง สํานักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้สําเนาจัดส่งให้สมาชิก รัฐสภาได้รับทราบแล้ว จึงขอแจ้งให้ที่ประชุมทราบ
(ที่ประชุมรับทราบ)
ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม ไม่มี
ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว
รายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึก การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ซึ่งคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ พิจารณาเสร็จแล้ว โดยเป็นการพิจารณาต่อจากการประชุมครั้งที่แล้วนะครับ
สืบเนื่องจากการประชุมคราวที่แล้ว การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๔ (สมัยสามัญทั่วไป) วันอังคารที่ ๒๙ เดือนมีนาคม ๒๕๕๔ ในการพิจารณารายงานผลการ พิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ สมาชิกได้อภิปรายแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวาง และคณะกรรมาธิการได้ตอบชี้แจงจนได้เวลาพอสมควรแล้ว ที่ประชุมได้รับทราบรายงาน ผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการก่อนที่ที่ประชุมจะลงมติเห็นชอบด้วย กับข้อสังเกตหรือไม่ ได้มีสมาชิกคือคุณสุรชัย ชัยตระกูลทอง เสนอญัตติขอให้รอการพิจารณาไว้ก่อน เนื่องจากอยู่ระหว่างศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัย ว่าบันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับ เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ และมีท่านสมาชิก คือคุณวิรัตน์ กัลยาศิริ ได้เสนอญัตติขอให้ที่ประชุมลงมติเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ ก่อนที่ที่ประชุมจะลงมติในญัตติดังกล่าว ประธานของที่ประชุมคือผม ได้สั่งให้เลื่อนมาดําเนินการต่อในวันนี้ แต่เนื่องจาก ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําสั่งให้จําหน่ายคําร้อง กรณีขอให้พิจารณาวินิจฉัยว่าบันทึกการประชุม ของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ เป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับ ความเห็นชอบของรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ดังนั้นญัตติของคุณสุรชัย ชัยตระกูลทอง จึงไม่จําเป็นต้องขอมติ จากที่ประชุมอีก ผมขอดําเนินการต่อไปเลยนะครับ
ต่อไปผมจะถามมติจากที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยกับข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการหรือไม่นะครับ แต่ก่อนที่ผมจะถามมตินี้ผมจะขอตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนที่จะลงมตินะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมและท่านที่อยู่ในห้อง ประชุมคณะกรรมาธิการนะครับ โปรดกรุณางดการประชุม เชิญเข้าห้องประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมด่วนด้วยนะครับ เชิญสมาชิกรัฐสภาที่อยู่นอกห้องประชุม กรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมด้วยนะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกรัฐสภาที่อยู่ นอกห้องประชุมนะครับ กรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมด้วยนะครับ ท่านที่กําลังพิจารณาประชุมคณะกรรมาธิการ โปรดงดประชุม แล้วก็เข้ามาห้องประชุม ด่วนด้วยนะครับเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม เมื่อท่านเข้าห้องประชุมแล้วกรุณาเสียบบัตร แสดงตนด้วยนะครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่อยู่นอกห้องประชุมนะครับ กรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมด้วยนะครับ เมื่อท่านนั่งลงประจําที่แล้ว กรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ ท่านสมาชิกครับ ท่านใดที่ยังติดภารกิจในการประชุม คณะกรรมาธิการนะครับ โปรดงดการประชุม ลงมาที่ห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนที่จะลงมติด้วยนะครับ มีอะไรครับท่านนฤมล
ท่านประธานคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา อยู่ในห้องนี้นะคะ เพราะว่า บัตรของดิฉันมีปัญหาค่ะ ก็ต้องนับ ๑ ด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ
ผมจะรอสักหน่อยครับ เพราะว่า ก็มีการประชุมกรรมาธิการหลายคณะนะครับ อาจจะช้าหน่อย มีอะไรครับ เชิญท่านคํานูณครับ
กราบเรียน ท่านประธาน ผม คํานูณ สิทธิสมาน สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ก่อนจะลงมตินี่นะครับ ท่านประธานจะเปิดให้มีการพูดคุยกันอีกสักนิดหนึ่งไหมครับ เพราะว่าท่านประธานก็ต้องทําความเข้าใจนะครับ ขณะนี้องค์ประชุมวันนี้ผมเข้าใจว่าสาเหตุหนึ่งที่ครบได้ก็เพราะว่ามีสมาชิกวุฒิสภาสรรหา ชุดใหม่ ๗๓ ท่าน ท่านมีความคึกคัก กระปรี้กระเปร่าเข้ามาประชุม แต่เข้ามาถึง ท่านคง ต้องลงมติอะไร ท่านก็อาจจะไม่ทราบนะครับ ผมนี่พอทราบเพราะติดตามเรื่องนี้ดีอยู่ และตลอดระยะเวลาที่ไม่ได้เป็นสมาชิกวุฒิสภาก็ได้ติดตามฟังทางวิทยุ ดูทางโทรทัศน์นะครับ แต่เกรงว่าเดี๋ยวท่านที่มาใหม่ท่านก็จะยังไม่ทราบว่าตกลงเราลงมติอะไร แล้วการที่จะ ลงมติเห็นชอบข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการชุดนี้ มันจะมีความเกี่ยวเนื่องกับการที่รัฐบาล จะเสนอถอนเรื่องบันทึกการประชุมเจบีซี (JBC) ทั้ง ๓ ฉบับออกไป ถ้าจะเปิดโอกาสให้ได้มี การแสดงความเห็นหรือซักถามทางรัฐบาลสักเล็กน้อย ผมว่าก็น่าจะเป็นประโยชน์ทําให้ การลงมติมีความชัดเจนขึ้น หรือถ้าไม่จําเป็นต้องลงมติได้ก็จะเป็นเรื่องที่ดี เพราะในที่สุดแล้ว ทางรัฐบาลก็จะต้องถอนบันทึกการประชุมเจบีซีออกไปอยู่แล้ว คือสมาชิกวุฒิสภาที่มาใหม่ หลายท่านก็ยังงง ๆ อยู่ครับว่า ตกลงมาถึงก็จะลงมติ ลงมติอะไร ด้วยเหตุผลอะไร ท่านประธานจะกรุณาไหมครับ ขออนุญาต
ผมได้เรียนชี้แจงรายละเอียดมาหมดแล้ว ก็หวังว่าคงเข้าใจ ท่านวุฒิสมาชิกใหม่เก่า ท่านมีความรู้ความสามารถ เป็นหนึ่งในแผ่นดิน ทุกท่านนะครับ ผมเข้าใจว่าท่านต้องเข้าใจดีนะครับ ต้องเข้าใจดีทุกท่านนะครับ เพราะว่า ตอนนี้เพียงแต่ว่าเมื่อคุณวิรัตน์ กัลยาศิริ คราวที่แล้วท่านได้เสนอให้มีการลงมติรับรอง เกี่ยวกับเรื่องข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเท่านั้นเอง มีอะไรอีกครับ คุณธนา
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายธนา ชีรวินิจ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ท่านประธานได้วินิจฉัยเมื่อสักครู่นี้นั้นผมเห็นว่าถูกต้องแล้ว เนื่องจากในการประชุมรัฐสภาครั้งที่แล้วได้มาถึงเรื่องที่จะได้มีการลงมติตามที่รัฐสภา ได้แต่งตั้งคณะกรรมาธิการเพื่อพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ แล้วก็หากเราจะหยิบยกเรื่องอื่นมาพิจารณาต่อ หรือจะมีการอภิปรายก็เกรงว่าจะขัดต่อข้อบังคับการประชุม และผมก็เชื่อว่าท่านสมาชิก วุฒิสภาที่มาทําหน้าที่วันนี้ท่านก็คงได้ติดตาม ท่านทราบข้อญัตติดีแล้ว ผมเห็นด้วยกับ ท่านประธานนะครับที่จะให้มีการลงมติ
ขณะนี้ทุกท่านเสียบบัตรแสดงตน เรียบร้อยแล้วนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตน มีไหมครับ มีอะไรคุณหมอประสิทธิ์
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์ประสิทธิ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมขออภัยที่อยากปรึกษาท่านประธาน ผมเห็นด้วยกับท่านคํานูณนะครับ เพราะจริง ๆ ในเมื่อศาลรัฐธรรมนูญเขาจําหน่ายคดี ก็แสดงว่าที่เรื่องเสนอเข้ามามันไม่เข้ามาตรา ๑๙๐ ชัดเจน รัฐบาลจะถอนอยู่แล้ว จะให้พวกเราไปเห็นชอบกับข้อสังเกต ผมฟังดูแล้ว มันทะแม่ง ๆ มันไม่เข้าท่าท่านประธาน ดูแล้วมันไม่เข้าท่าเลย ถ้ารัฐบาลเขาถอนไปก็จบไป ข้อสังเกตมันไม่มีประโยชน์อะไรที่มันจะเกิดขึ้นในสภาแห่งนี้ เพราะมันไม่เข้ามาตรา ๑๙๐ นายกรัฐมนตรีท่านก็บอก ผมก็เคยบอกให้ถอนตั้งแต่แรก
ผมก็ทําตามระเบียบข้อบังคับ
เข้าใจครับ แต่ว่าสภานี้มันเป็นรัฐสภา เป็นสภาอันทรงเกียรตินะครับ ไม่ใช่อยากทําอะไรตามใจชอบ มันไม่ใช่ ถึงวันนี้นายกรัฐมนตรีบอกจะถอนก็ถอนไป ต้องเห็นชอบกับข้อสังเกตไปทําไม เห็นไปทําไม ขอบคุณครับ
ขอบคุณครับ ส่งผลมา ขณะนี้ มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๒๓ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้วครับ
เนื่องจากว่ามีผู้เสนอญัตติและ มีผู้รับรองให้มีการลงมติเรื่องข้อสังเกต ผมก็จะถามเรื่องข้อสังเกต ขณะนี้มีสมาชิก ครบองค์ประชุมแล้วนะครับ กระผมขอถามมติเลยนะครับ ท่านสมาชิกท่านใดเห็นด้วยกับ ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบตามข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง เชิญใช้สิทธิทุกท่านครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ งดการใช้สิทธิ ส่งผลมา มีจํานวนผู้เข้าประชุมทั้งหมด ๓๔๗ ท่าน เห็นด้วยกับข้อสังเกต ๒๔๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑๒ ท่าน งดออกเสียง ๘๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๙ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้รับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการนะครับ
ต่อไปครับ บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ทั้ง ๓ ฉบับนี้ นายศิริโชค โสภา กับคณะ ได้ยื่นคําร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยว่า บันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับเป็นหนังสือสัญญาที่ต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ หรือไม่ ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญได้มีคําสั่งให้จําหน่ายคําร้องแล้ว เนื่องจากบันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับ คณะรัฐมนตรีได้เสนอมาเพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ดังนั้นผมขอดําเนินการเพื่อขอความเห็นชอบจากที่ประชุมเลยนะครับ มีสมาชิกท่านใด มีอะไรหรือไม่ครับ เชิญครับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านครับ สืบเนื่องมาจากการที่ได้มีการ พิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ในกรอบของเจบีซีมาเป็นเวลากว่า ๒ ปีในรัฐสภา แล้วก็มีประเด็นปัญหาทั้งภายในแล้วก็ ภายนอกรัฐสภา และล่าสุด ส.ส. จํานวนหนึ่งได้มีหนังสือผ่านทางประธานรัฐสภาไปที่ ศาลรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญได้มีการพิจารณาเบื้องต้น ก็โดยสรุปว่าการพิจารณา การเจรจาในเรื่องเขตแดนโดยฝ่ายบริหารยังไม่ถึงที่สุด ยังไม่เป็นเรื่องที่จะต้องได้มีการพิจารณา ขั้นสุดท้ายในรัฐสภา และจากการปรึกษาหารือกันภายในรัฐสภา ระหว่างฝ่ายรัฐสภากับฝ่ายบริหาร ต่าง ๆ เหล่านี้ ในนามของรัฐบาล กระผมขอเสนอต่อรัฐสภาผ่านทางท่านประธานรัฐสภา ในการที่จะขอถอนบันทึกการประชุม ๓ ฉบับในกรอบของเจบีซีออกจากที่ประชุมรัฐสภาครับ แล้วก็ขอรับเพื่อที่จะได้มีการดําเนินการโดยฝ่ายบริหารต่อไป ขอกราบขอบพระคุณครับ
รัฐบาลขอถอนเรื่องบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับนี้ออกจากการประชุม ข้อบังคับ ข้อ ๓๖ บัญญัติไว้นะครับ ก็ต้องถามมติที่ประชุมว่าที่ประชุมจะอนุมัติให้ถอนหรือไม่ ฉะนั้นผมขอถามมติที่ประชุมเลยนะครับ ก่อนถาม ผมจะตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่ง นะครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมด่วนนะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เมื่อท่านเข้าห้องประชุมแล้ว โปรดกรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ สมาชิกทุกท่านเสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนกรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ คุณไพจิตมีอะไรละครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกรัฐสภา ก่อนที่ท่านประธานจะถามมติที่ประชุม
คือตอนนี้ตรวจสอบองค์ประชุมก่อนครับ
ผมได้ยกมือ เพื่อที่จะกราบเรียนท่านประธานว่าเรื่องของข้อตกลงไทย-กัมพูชา ทั้ง ๓ ฉบับนี้ รัฐบาล ได้ส่งเข้ามาสภาด้วยความเห็นว่ามีความจําเป็นต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภา เราใช้เวลา ในการพิจารณาจนต้องให้มีการตั้งคณะกรรมาธิการ
เรื่องนี้มันจบไปแล้วนะครับ
ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนท่านประธานว่าตัวรัฐบาลเองวันนี้อยู่ ๆ ก็จะมาขอถอนออกไป บอกว่า ไม่มีความจําเป็นที่จะต้องขอความเห็นชอบจากสภาแล้ว สภาคือรัฐสภา ต่างคนต่างมีภาระ ผมอยากทราบเหตุผลข้อเท็จจริงว่าทําไมท่านต้องเสนอเข้ามา แล้วถอนออกไปเพราะอะไร เหตุการณ์ที่คิดว่าจะต้องขอความเห็นชอบจากรัฐสภาได้ผ่านพ้นไปแล้ว ไม่มีปัญหาอะไรแล้ว ใช่ไหม หรือคิดจะถอนก็ถอนออกไป การบริหารราชการแผ่นดินมีความจําเป็นที่จะต้องแสดง ความชัดเจนด้วยเหตุด้วยผลครับท่านประธาน ผมทําหน้าที่ทักท้วงว่าถ้าจะยกมือเห็นชอบ ให้ถอนหรือไม่ให้ถอน เป็นเอกสิทธิ์ของผมจะต้องได้รับด้วยเหตุด้วยผล
ถูกต้องครับ
ท่านประธานครับ ผมอยากขอความกรุณาท่านประธานด้วยครับ อย่าได้เร่งรีบอะไรมากมายจนเกินกว่าภาระ ในการทําหน้าที่
ขอบพระคุณครับ ทุกท่านเสียบบัตร แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ส่งผลมา ถ้าไม่ครบองค์ประชุมเราก็ดําเนินการต่อไม่ได้ มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๒๗ ท่าน ครบองค์ประชุม
คือเรื่องบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ทั้ง ๓ ฉบับที่ขอถอนนี้ ผมต้องถามมติแต่ละฉบับ แต่ละเรื่อง ฉะนั้นผมจะขอมติแต่ละเรื่องนะครับ
เรื่องที่ ๑ บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ เมืองเสียมราฐ วันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑
เรื่องที่ ๒ บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ครั้งที่ ๔ ณ กรุงเทพมหานคร วันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒
เรื่องที่ ๓ บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ กรุงพนมเปญ วันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒
โดยจะถามมติทีละฉบับตามลําดับนะครับ ฉบับแรก ผมจะถามเรื่องบันทึก การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (สมัยวิสามัญ) ณ เมืองเสียมราฐ วันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ท่านผู้ใดเห็นชอบให้ถอนโปรดกรุณากดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกรุณากดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิของท่านนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
มีอะไรครับ มันหมดขั้นตอนแล้วครับ คุณไพจิตครับถ่วงเสียเวลาเปล่า ๆ ครับ
ท่านประธานที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. จังหวัดนครพนม สมาชิกรัฐสภา ผมใช้สิทธิประท้วง ท่านประธาน ตามข้อ ๘ ครับท่านประธาน การควบคุมการประชุมต้องใช้บังคับรัฐสภา
ผมก็ไม่ได้ผิดอะไร ข้อ ๘ นั้นถูกต้องแล้วครับ
ผมได้ทักท้วงว่า ผมได้เสนอข้อคิดเห็น ทักท้วง ขอทราบเหตุผล ขณะนี้อยู่ในวาระที่คณะกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้ว ผมก็อยากจะทราบรายงานของคณะกรรมาธิการทั้ง ๓ คณะ อยู่ ๆ รัฐบาลก็จะมา เสนอขอถอนออกไป ขณะที่เป็นรายงานที่คณะกรรมาธิการจะต้องชี้แจงต่อสภา ที่ท่านประธานขอฉบับที่ ๑ ฉบับที่ ๒ นี่ก็อยากจะฟังเหมือนกันนะครับ ว่ามันมีความจําเป็น แล้วมาขอสภา ท้ายสุดก็บอกว่าขอถอนฉบับนี้ออกไป ด้วยความรอบคอบครับท่านประธาน ขอได้โปรดได้แสดงข้อคิดเห็นตอบว่าภาระที่ต้องออกไปเพราะอะไร แล้วไม่ต้องเอาเข้ามา อีกแล้วใช่ไหม หรือว่าออกไปก่อนแล้วเข้ามาอีก เข้า ๆ ออก ๆ สภาไม่ใช่ของเล่นนะครับ ท่านประธาน ควรที่ได้ใช้เหตุใช้ผล ให้เวลาด้วยความรอบคอบ อย่าเป็นห่วงครับ ถ้ามันถอนไม่ได้ ก็ไม่ได้ ถ้ามันจําเป็นต้องออกก็ออก ท่านคิดด้วยความรอบคอบแล้วก่อนที่จะเสนอเข้ามา
คุณไพจิตครับ เขาขอถอนแล้ว มันพ้นขั้นตอนไปแล้ว เมื่อที่ประชุมนี้ได้มีมติกันแล้วนะครับว่าจะถอนหรือไม่ถอน ผมจะถาม เรียงตามลําดับ ๓ เรื่อง ตอนนี้ถามเรื่องที่ ๑ แล้วก็ใช้สิทธิกันเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านผู้ใด ยังไม่ได้ใช้สิทธิมีไหมครับ ไม่มีนะครับ เมื่อไม่มีก็งดการใช้สิทธิ ส่งผลเรื่องที่ ๑ มา จํานวนสมาชิกที่อยู่ในห้องประชุม ๓๕๓ ท่าน เห็นด้วยให้ถอน ๒๙๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๒ ท่าน งดออกเสียง ๓๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๗ ท่าน ให้ถอนเรื่องที่ ๑ นะครับ
ให้ถอนเรื่องที่ ๑ นะครับ
เรื่องที่ ๒ บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ครั้งที่ ๔ ณ กรุงเทพมหานคร วันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ไม่มีท่านสมาชิกผู้ใดลุกไปที่อื่น ก็แสดงว่าอยู่ในห้องประชุมนะครับ ฉะนั้นผมจะถามมติเลยนะครับ ท่านผู้ใดเห็นควรให้ถอน โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นสมควรให้ถอนโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใด งดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิในเรื่องที่ ๒ เรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิมีไหมครับ คุณไม่ได้ใช้สิทธิหรืออย่างไรครับ หรือใช้สิทธิไม่ได้
กราบเรียนท่านประธานครับ เครื่องผมเสีย มีปัญหา กดไม่ได้ครับ มันกระพริบปั๊บ ๆ
แล้วท่านจะใช้สิทธิอย่างไร
งดออกเสียงครับ
งดออกเสียง เดี๋ยวจบแล้วคุณบอก งดออกเสียงนะครับ
ขอบคุณครับ
งดการใช้สิทธิในเรื่องที่ ๒ นะครับ โปรดส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๕๙ ท่าน เห็นด้วย ๒๙๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๕๒ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๙ ท่าน งดออกเสียง เพิ่ม คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล อีก ๑ ท่าน เป็น ๕๓ ท่าน ถูกต้องนะครับคุณสุรพงษ์ ชัดนะครับ
เรื่องที่ ๒ เสร็จแล้วนะครับ
ต่อไปเป็นเรื่อง ๓ บันทึกการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ กรุงพนมเปญ วันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒ ผมจะถามที่ประชุมว่า ท่านผู้ใดเห็นชอบให้ถอนโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบให้ถอนโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ มีท่านใดยังไม่ได้ใช้สิทธิ มีไหมครับ ไม่มีนะครับ งดการใช้สิทธิ ส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๕๕ ท่าน เห็นด้วยให้ถอน ๒๘๗ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๕๖ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๑๑ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้ให้ถอนบันทึกการประชุมทั้ง ๓ เรื่องนะครับ ก็จบการ พิจารณานะครับ เชิญคุณผ่องศรี มีอะไร
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันกราบเรียนท่านประธานนะคะ ด้วยตามที่ ท่านประธานได้นัดหมายให้มีการประชุมร่วมรัฐสภาในรอบเดือนเมษายนนี้ ๒ ครั้ง คือวันอังคารที่ ๑๙ คือวันนี้ และวันอังคารหน้า วันที่ ๒๖ และท่านประธานได้แจ้ง ต่อที่ประชุมว่ามีเรื่องด่วนที่ค้างอยู่ในวาระพิจารณาถึง ๑๗ เรื่อง คือวันนี้และวันอังคารหน้าคือวันที่ ๒๖ และท่านประธานได้แจ้งต่อที่ประชุมว่ามีเรื่องด่วน ที่ค้างอยู่ในวาระพิจารณาถึง ๑๗ เรื่อง ดิฉันได้รับการประสานงานจากส่วนงานที่เกี่ยวข้องว่า มีเรื่องจําเป็นเร่งด่วนที่จะขอให้ที่ประชุมร่วมรัฐสภาได้เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนจํานวน ๕ เรื่อง ซึ่งในเบื้องต้นดิฉันได้ประสานงาน กราบเรียนท่านสมาชิกวุฒิสภาแล้วก็ ผู้ประสานงานพรรคฝ่ายค้าน พรรคร่วมรัฐบาลในเบื้องต้นเรียบร้อยแล้ว ก็จะขออนุญาต เสนอเลื่อนระเบียบวาระ ๕ เรื่องขึ้นมาพิจารณาก่อนตามลําดับดังนี้
ลําดับที่ ๑ ขอเลื่อนเรื่องด่วนที่ ๑๗ เรื่องพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิด เสรีการค้าบริการด้านการเงินรอบที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ ของอาเซียนซึ่งกระทรวงการคลังเป็นผู้รับผิดชอบ เรื่องนี้มีความจําเป็นเนื่องจากจะมี การประชุมรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังอาเซียน ครั้งที่ ๑๕ ในวันที่ ๓ เดือนพฤษภาคม ณ เมืองบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ก็จะต้องมีการลงนามในพิธีสารก็ขออนุญาตเลื่อน มาเป็นลําดับที่ ๑
ลําดับที่ ๒ ขอเลื่อนเรื่องด่วนที่ ๑ กรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย ในความรับผิดชอบของกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากว่าประเทศไทย และประเทศอินเดียได้ตกลงที่จะดําเนินการแก้ไขปัญหาการขอใช้สิทธิลดอัตราอากร ตามกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าไทย-อินเดีย ซึ่งจริง ๆ ได้ตกลงกันว่า จะลงนามตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๓ ที่ผ่านมา บัดนี้ก็ล่วงเลยมานานพอสมควร ประเทศ สมาชิกก็ทวงถามตลอดก็ขอเสนอเลื่อนขึ้นมาพิจารณาเป็นลําดับที่ ๒
ลําดับที่ ๓ ขอเลื่อนเรื่องด่วนที่ ๔ กรอบการเจรจาจัดทําระบบการรับรอง ถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียนและการเข้าร่วมโครงการนําร่อง ซึ่งประเทศนําร่อง ก็ประกอบด้วย ประเทศบรูไน ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์ แล้วก็ประเทศไทย ประเทศสมาชิกโครงการนําร่องอื่น ๆ ได้ลงนามแล้วเหลือเพียงประเทศไทยยังไม่ได้ลงนาม ก็ขอความเห็นชอบเลื่อนขึ้นมาพิจารณาเป็นเรื่องที่ ๓
ลําดับที่ ๔ ขอเลื่อนเรื่องด่วนที่ ๕ พิธีสารอนุวัติข้อผูกพันชุดที่ ๒ ภายใต้ ความตกลงการค้าบริการของกรอบความตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศ สมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน เพราะเนื่องจากประเทศในกลุ่มอาเซียนที่ยังไม่ได้ลงนามก็มีประเทศไทย แล้วก็จะมีการประชุม ผู้นําอาเซียนซัมมิทวันที่ ๗-๘ เดือนพฤษภาคมนี้ ที่กรุงจากาตาร์ประเทศอินโดนีเซีย ก็ขอเลื่อนขึ้นมาเป็นพิจารณาลําดับที่ ๔
และลําดับที่ ๕ ที่ขอเลื่อนในครั้งนี้เป็นเรื่องด่วนที่ ๑๖ ความตกลงทางการค้า ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย เรื่องนี้ ก็มีความจําเป็น เนื่องจากจะมีการประชุมผู้นําอาเซียน โดยมีตัวแทนกรมเจรจาการค้า ระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์เข้าร่วมเจรจาในวันที่ ๗ ถึง ๘ เดือนพฤษภาคมนี้ ที่กรุงจากาตาร์ ประเทศอินโดนีเซีย ดิฉันก็ขอกราบเรียนหารือท่านประธาน แล้วก็ขอให้ สมาชิกได้อนุมัติเลื่อนระเบียบทั้ง ๕ เรื่อง เรื่องด่วนทั้ง ๕ เรื่องตามลําดับขึ้นมาพิจารณาก่อน ก็ขอผู้รับรองด้วยค่ะ
มีผู้รับรองถูกต้อง ผมเรียนถาม คือฉบับอื่นนี่มันเกินกําหนด ๖๐ วันจะทําอย่างไร เชิญกรุณาชี้แจงด้วย เดี๋ยวจะหาว่า ประธานสภาไม่บรรจุ แล้วจะมาโทษประธานไม่ได้ เพราะมัน ๖๐ ๖๐ ๖๐ มันเป็นปีแล้ว บางฉบับ แล้วก็มีในเรื่องใหม่มาเรื่อย ๆ เรื่องเก่าก็ไม่ได้ผ่านสักที
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ในส่วนเรื่องที่ค้างวาระทางวิป (Whip) รัฐบาลก็ได้ประสานงาน แล้วก็ตรวจสอบว่าเรื่องอื่น ๆ มีความจําเป็นเร่งด่วนหรือไม่ แล้วอาจจะเลื่อนกําหนด การลงนามการเจรจาไปได้เฉพาะเท่าที่เวลาเรามีอยู่ แล้วก็ภายในรอบเดือนเมษายน ท่านประธานนัดไว้ ๒ สัปดาห์ ก็ดูจากเรื่องเวลาแล้ว วันนี้ท่านประธานจะต้องนั่งทําหน้าที่ แต่เพียงผู้เดียว ทางวิปรัฐบาล
อย่างนั้นไม่เป็นไร เป็นอย่างเดียวว่า รัฐบาลจะโทษทางสภาว่าส่งมาแล้วมันพ้นกําหนดมันเรื่องการรับผิดชอบของสภา ผมจึงถาม วิปว่าวิปอยากจะเลื่อนก็เลื่อนด้วย ทีนี้ปัญหา ๖๐ วันนี่ไม่ได้เคยคิดเลย ปัญหาอันนี้คุณจะต้อง ไปพูดกับรัฐบาลให้เข้าใจอย่าโทษสภา เป็นเรื่องของวิปฝ่ายรัฐบาล เชิญคุณพีรพันธุ์ เห็นยกก่อน คุณไพจิตเดี๋ยวคุณพีรพันธุ์ก่อน คุณพีรพันธุ์ไม่ติดใจนะครับ จะเสนอเลื่อน หรือไม่เลื่อน
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม ไพจิต ศรีวรขาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดนครพนม สมาชิกรัฐสภา ต้องกราบเรียนท่านประธานว่าตามที่ผู้แทนของวิปรัฐบาลเสนอขอเลื่อน ทางฝ่ายค้านเอง ได้เห็นว่าลําดับที่ ๑ ไม่ขัดข้องนะครับ ทั้ง ๕ อันดับไม่ขัดข้อง แต่เห็นว่าลําดับที่ ๒ ที่เป็น บันทึกการประชุมคณะกรรมการร่วมมือเรื่องความสงบเรียบร้อยชายแดนไทย-ลาว ครั้งที่ ๑๘ ได้มาคอย แล้วก็เป็นผลที่ควรที่จะได้รับการพิจารณา ก็จะขอเรื่องของไทย-ลาวเข้ามา อยู่ในลําดับถัดจากลําดับที่ ๒ ที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอ แล้วก็เลื่อนลําดับที่ ๓ ที่ ๔ ไปตามลําดับ ที่ฝ่ายรัฐบาลเสนอ แต่ว่าขอให้พิจารณาเรื่องของไทย-ลาว ซึ่งเป็นภาระที่พวกกระผมซึ่งเป็น สมาชิกไทย-ลาวอยู่เยอะนะครับ ที่เกี่ยวข้องกับเรื่องความสงบเรียบร้อยชายแดน ต่อจาก เรื่องไทย-อินเดียครับท่านประธาน ขอความกรุณาว่าได้พิจารณาตามนี้
คุณเสนอเลื่อนเลยสิ
ผมขอเสนอเข้ามา ตามลําดับนี้ ขอผู้รับรองด้วยครับ
(มีสมาชิกยกมือขึ้นรับรอง)
ขอบพระคุณ ท่านประธานครับ
ทางฝ่ายวิปรัฐบาลขัดข้องไหม คือเมื่อสักครู่มีผู้รับรองถูกต้องแล้วนะครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน ผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกรัฐสภา ตามที่ท่านไพจิตได้เสนอเรื่องเลื่อน ขึ้นมาอีกเรื่องหนึ่งนะคะ ทางวิปรัฐบาลก็เห็นว่าเป็นเรื่องที่มีความสําคัญ ไม่ขัดข้องในการ เสนอเลื่อน แต่ดิฉันขอความกรุณาว่าขอเลื่อนมาเป็นลําดับที่ ๖ ได้ไหมคะ เพราะว่าเรื่อง ที่เลื่อนไว้จะมีเงื่อนเวลาว่าจะต้องไปลงนามในช่วงต้นเดือนพฤษภาคมนี้ ส่วนเรื่องไทย-ลาว ไม่ได้มีเงื่อนเวลาแต่มีความจําเป็น ถ้าหากว่าไม่ขัดข้องก็เห็นด้วยกับที่ท่านไพจิตเสนอค่ะ แต่ขอเลื่อนเพิ่มมาเป็นลําดับที่ ๖ ได้ไหมคะท่านไพจิต ขอบพระคุณมากค่ะ
เชิญคุณไพจิต
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม ไพจิต ศรีวรขาน ส.ส. นครพนม สมาชิกรัฐสภา ผมเสนอเพียงเรื่องเดียวนะครับ แต่ว่ารัฐบาลเสนอครั้งเดียว ๖ เรื่อง ผมก็ขอเข้าอยู่ในลําดับที่ ๓ ไม่ได้เข้ามาลําดับที่ ๒ ก็ให้รัฐบาลว่าลําดับที่ ๑ ที่ ๒ ว่ารัฐบาลจะเอา ผมขอลําดับที่ ๓ เท่านั้นแหละ เรื่องทํานองเดียวกันหมดนะครับ ไม่ได้มีกรอบจํากัดเรื่องเวลาที่แตกต่างกัน เหมือนอย่าง ท่านประธานบอก ๖๐ วันก็ ๖๐ วัน ก็คอยแล้วคอยอีก หรือประเทศลาวไม่มีความหมาย ไทย-ลาว ไม่มีความสําคัญหรืออย่างไร ทําไมจะต้องข้ามไปไกล บางทีเพื่อนบ้านเรานี่คือ หัวใจเหมือนกันนะครับ คนไทย คนลาวไปมาหาสู่กัน ปัญหายาเสพติดมีเยอะแยะ ที่เกิดปัญหาการข้ามถิ่นฐานไทย-ลาว ท่านประธานก็ทราบนะครับ
รัฐบาลคงไม่ขัดข้องกระมัง
ผมก็ขอเถอะครับ เจรจากัน
รัฐบาลคงไม่ขัดข้องนะครับ ไม่เห็นมีอะไร แทรกเข้าไปนะครับ เราปรองดองกันดีกว่า ๘๖ เสียงที่ไม่โหวตจะได้โหวตเพิ่ม เชิญคุณพีรพันธุ์ คือเมื่อสักครู่นี้ที่เสนอมาทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่มีท่านผู้ใดคัดค้าน ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น นะครับ ทางสมาชิกรัฐสภาท่านผู้ใดมีความเห็นอย่างอื่นมีไหมครับ
(ไม่มีสมาชิกมีความเห็นเป็นอย่างอื่น)
ถ้าไม่มี ก็ถือว่าที่ประชุมนี้อนุมัติ ให้เลื่อนทั้ง ๖ เรื่องนะครับ เชิญคุณพีรพันธุ์
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม พีรพันธุ์ พาลุสุข สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความจริงผมพยายาม ยกมือหลายครั้งก่อนที่จะลงมติกันไปเมื่อสักครู่นี้ แต่ว่าผมนั่งอยู่ฝั่งโน้นท่านประธานไม่เห็น จึงย้ายมาตรงนี้
เห็นแล้ว เพราะเห็นแล้วจึงให้คนแรก แล้วคุณก็มอบให้คุณไพจิต คุณจะเอาอย่างไรอีก ผมก็ยกเกียรติคุณที่สุดแล้ว
เรื่องที่ผมจะเรียน ท่านประธานเป็นคนละประเด็นท่านประธานครับ เมื่อสักครู่นี้รัฐบาลได้ขอถอนบันทึกเจบีซีนี้ ออกไป คือซีกรัฐบาลบอกว่าบันทึกนี้มันไม่เป็นสนธิสัญญา ขอให้ศาลตีความ และศาลก็บอกว่า บันทึกนี้ยังไม่เข้าข่ายของมาตรา ๑๙๐ วรรคหก คือเรื่องยังไม่มีข้อขัดแย้ง
ผมว่าเรื่องนี้มันจบไปแล้วนะครับ
ยังไม่จบ ท่านประธาน ท่านประธานครับ ใจเย็นนิดเดียว ผมจะอธิบายต่อไปบอกว่า กระทรวง การต่างประเทศโดยรัฐมนตรีท่านนี้ยืนยันมากี่ครั้ง ๆ แล้วว่าบันทึกอย่างนี้มันเป็นสนธิสัญญา และเราก็เคยอนุมัติบันทึกอย่างนี้หลายฉบับ ผมเคยพูด บันทึกกรรมการชายแดนไทย-ลาว นัดกินข้าวกลางแม่น้ําโขง ยังมาผ่านที่ประชุมเลย วันนี้ศาลเขาไม่ได้บอกว่ามันเป็น ไม่เป็น แต่ศาลเพียงบอกว่า ยังไม่เข้าข่ายที่จะต้องพิจารณา
ผมว่าพอแล้วเรื่องนี้ มันจบไปแล้วครับ
ไม่ ท่านประธานครับ ยังมีฉบับต่อไป ท่านประธานได้บรรจุไว้แล้วเป็นวาระต่อไป บันทึกการประชุมคณะกรรมการ ร่วมรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนไทย-ลาว เป็นบันทึกเหมือนอันนี้แหละ ลงนาม โดยใครครับ ลงนามโดย
ขอให้เข้าเรื่องก่อนแล้วก็ค่อยพูด ได้ไหมครับ
เห็นไหมครับ มันเป็นอย่างนี้ ถามว่าบันทึกอย่างนี้
ให้มันเข้าเรื่องก่อนแล้วค่อยพูดครับ
รัฐบาลทําไม ไม่ขอเลื่อนไปทีเดียวล่ะ จะได้ไม่ต้องพิจารณากันอีก มันเหมือนกัน ในบันทึกนี้ก็ไม่มีอะไร นัดกินข้าวครั้งต่อไปที่เวียงจันทน์ เขาบอกอย่างนี้ แล้วท่านยังเอาเข้ามาเลย ผมก็ถึงถาม รัฐบาล เห็นไหมครับ พอเป็นเรื่องอย่างนี้กลัวจะมีปัญหาก็เข้ามาถอน แล้วก็อย่างนี้ ต่อไป ยังมีอีกหลายเรื่อง ทําไมไม่ทําทีเดียวครับ
ครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลานะครับ ผมขอดําเนินการเลยนะครับ
เรื่องด่วนที่ ๑๗ พิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน รอบที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญรัฐบาลแถลงเลยครับ เพื่อไม่ให้เสียเวลาครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ได้รับมอบหมายจากรัฐบาลให้นําเสนอร่างพิธีสารอนุวัติ ข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน รอบที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วย การค้าบริการของอาเซียนต่อรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ ตามที่ผู้นําอาเซียน ได้ลงนามในปฏิญญาว่าด้วยแผนงานการจัดตั้งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรืออาเซียน อิคอนอมิค คอมมูนิตี้ บลูพริ้นท์ (ASEAN Economic Community Blueprint) ในการ ประชุมสุดยอดอาเซียนหรืออาเซียน ซัมมิท (ASEAN Summit) ครั้งที่ ๑๓ ในปี ๒๕๕๐ ซึ่งเป็นการกําหนดกรอบในการดําเนินการของประเทศสมาชิกอาเซียน เพื่อให้บรรลุ วัตถุประสงค์การเป็นประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี ๒๕๕๘ นั้น กระผมขอเรียนว่า ในส่วนของการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินที่อยู่ในความรับผิดชอบของกระทรวงการคลัง ประเทศสมาชิกอาเซียนได้จัดทําร่างพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการ ด้านการเงิน รอบที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน เสร็จสมบูรณ์แล้ว โดยได้ดําเนินการตามกรอบที่ผูกพันภายใต้ เออีซี บลูพริ้นท์ (AEC Blueprint) ในสภานิติบัญญัติแห่งชาติได้ให้ความเห็นชอบเมื่อวันที่ ๑๔ เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๐ ท่านประธานรัฐสภา และท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ การเจรจาเปิดเสรีการค้าบริการ อาเซียนภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการบริการของอาเซียนหรืออาเซียน เฟรมเวิร์ค อะกรีเมนท์ ออน เซอร์วิเซส (ASEAN Framework Agreement on Services) ได้เริ่มขึ้น ตั้งแต่ปี ๒๕๓๙ โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้เป็นไปตามวิสัยทัศน์ผู้นํา อาเซียน วิชั่น (ASEAN vision) ๒๐๒๐ ที่จะให้มีการเปิดเสรีบริการอย่างสิ้นเชิงในปี ๒๕๖๓ ซึ่งที่ผ่านมาในสาขา ด้านบริการการเงิน อาเซียนได้ดําเนินการตามวิสัยทัศน์ผู้นําโดยเจรจาเปิดเสรีบริการ ด้านการเงินและลงนามในพิธีสารมาแล้ว ๔ รอบ โดยได้ผูกพันการเปิดตลาดระหว่าง สมาชิกอาเซียนในระดับที่มากกว่า ที่ผูกพันภายใต้กรอบองค์การการค้าของโลก คือ ดับเบิลยูทีโอ (WTO) ต่อมาผู้นําได้เห็นชอบให้เร่งรัดการรวมตัวของอาเซียนให้เร็วขึ้น เป็นปี ๒๕๕๘ ตามเออีซี บลูพริ้นท์ เพื่อส่งเสริมให้อาเซียนเป็นตลาดและฐานการผลิตเดียว มีการเคลื่อนย้ายสินค้า บริการ การลงทุน แรงงานฝีมือโดยเสรี และการเคลื่อนย้ายเงินทุน ที่เสรีมากขึ้น ส่งเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียน ลดช่องว่างการพัฒนา ระหว่างประเทศสมาชิก และส่งเสริมการรวมตัวเข้ากับประชาคมโลกของอาเซียน
ในส่วนของการบริการด้านการเงิน ประเทศสมาชิกมีข้อผูกพันที่จะต้องเปิด เสรีบริการด้านการเงินในสาขาย่อยที่ผูกพันไว้ในเออีซี บลูพริ้นท์ ภายในปี ๒๕๕๘ และเปิด เสรีในสาขาที่เหลือภายในปี ๒๕๖๓ โดยสามารถกําหนดข้อสงวนสําหรับบางรายการไว้ได้ ตามที่จะตกลงกัน ดังนั้นในการเจรจารอบที่ ๕ ประเทศสมาชิกจึงได้ดําเนินการผูกพัน เปิดเสรีภายใต้กรอบของเออีซี บลูพริ้นท์ดังกล่าว กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา พิธีสาร ฉบับที่ ๕ นี้มีสาระสําคัญส่วนใหญ่เช่นเดียวกันกับพิธีสาร ฉบับที่ ๔ ที่ได้เคยมีการลงนามไปแล้ว กล่าวคือ ขยายการร่วมมือด้านการค้าบริการระหว่างประเทศ สมาชิก โดยลดและยกเลิกข้อจํากัดที่เป็นอุปสรรคต่อการค้าภายใต้กรอบอาเซียนให้มากกว่า ที่เปิดเสรีภายใต้กรอบองค์การการค้าของโลก ซึ่งพิธีสารฉบับนี้จะมีผลบังคับใช้ในเก้าสิบวัน หลังจากวันที่มีการลงนาม อย่างไรก็ตามประเทศสมาชิกจะต้องดําเนินการตามกระบวนการ ภายในประเทศในการให้สัตยาบันพิธีสารดังกล่าว และมีหนังสือแจ้งต่อสํานักเลขาธิการ อาเซียน เพื่อที่จะได้รับสิทธิและพันธกรณีตามที่ได้ผูกพันตามป้ายพิธีสาร ซึ่งหากประเทศ สมาชิกใดไม่สามารถดําเนินการได้ทันก็ยังจะไม่ได้รับสิทธิและพันธกรณีตามที่ได้ผูกพัน ภายใต้พิธีสารดังกล่าว
สําหรับประเทศไทยข้อผูกพันที่เพิ่มเติมในรอบที่ ๕ ได้แก่สาขาหลักทรัพย์ ซึ่งเป็นสาขาที่ไทยได้ระบุไว้ในเออีซี บลูพริ้นท์ ว่าจะเปิดเสรีภายในปี ๒๕๕๘ โดยข้อเสนอ ผูกพันในรอบนี้ไม่มีสิ่งใดเกินกรอบกฎหมายหรือกฎเกณฑ์ในปัจจุบัน และประเภทธุรกิจ ที่ผูกพันเพิ่มเป็นสิ่งที่เกี่ยวโยงกับธุรกิจที่ผูกพันไว้แต่เดิมแล้วไม่ใช่ธุรกิจหลัก คือจากเดิม ที่ผูกพันในธุรกิจนายหน้าและค้าหลักทรัพย์ ผู้จัดจําหน่ายหลักทรัพย์และแนะนําการลงทุน การจัดการกองทุนและกองทุนส่วนบุคคลให้ต่างชาติสามารถเข้ามาถือหุ้นได้ถึงร้อยละ ๑๐๐ สําหรับการเข้าถือหุ้นในบริษัทเดิมที่มีอยู่แล้ว โดยต้องเป็นไปตามกฎหมายและกฎระเบียบ ที่เกี่ยวข้อง เป็นการผูกพันเพิ่มเติมในธุรกิจตัวแทนและค้าสัญญาซื้อขายล่วงหน้า การยืม และให้ยืมหลักทรัพย์ การจัดการเงินร่วมลงทุน การจัดการเงินทุนสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ทั้งนี้จะผูกพันเฉพาะบริษัทหลักทรัพย์ ไม่รวมนิติบุคคลอื่น นอกจากนี้ได้มีการปรับปรุง ข้อจํากัดในการเข้ามาทํางานของบุคลากรต่างชาติ โดยกําหนดให้ต้องเป็นไปตามกฎหมาย และกฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง ท่านประธานรัฐสภาและสมาชิกสภาผู้ทรงเกียรติ การผูกพัน การเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินของอาเซียนในรอบที่ ๕ นี้จะช่วยให้เกิดการพัฒนา บริการด้านการเงินในประเทศ ขยายโอกาสของผู้ลงทุนในการเข้าถึงบริการที่มีคุณภาพ ในราคาที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อประเทศในภาพรวม นอกจากนี้ยังส่งเสริม ขีดความสามารถในการแข่งขันของอาเซียนอีกด้วย ด้วยเหตุผลที่กล่าวมาแล้วและเพื่อให้ เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย รัฐบาลจึงขอให้รัฐสภา พิจารณาให้ความเห็นชอบร่างพิธีสารอนุวัติข้อผูกพัน การเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน รอบที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน ขอบคุณครับ
เชิญผู้อภิปรายนะครับ ท่านสุรเดช จิรัฐิติเจริญ เชิญครับ
เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณาในวาระเรื่องพิธีสารอนุวัติ ข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ข้อที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วย การค้าบริการของอาเซียน ซึ่งก็เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งขอความเห็นชอบจากรัฐสภา วันนี้เรามีเรื่องแค่พิจารณาถึง ๑๗ ข้อ ก็เห็นใจที่ท่านประธานบอกว่าจะทันหรือไม่นะครับ ว่าทางเรื่องที่รอสู่สภานั้นมีเรื่องที่รอพิจารณาถึง ๑๑ อย่าง สําหรับวันนี้เองก็จะพิจารณา อย่างรวดเร็วนะครับ
ในเรื่องของตามที่ทางท่านรัฐมนตรีได้กล่าวมาแล้วนะครับ เรื่องประชาคม อาเซียนก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าในปี ๒๕๕๘ เราจะเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย ๓ เสาหลักนะครับ ทั้งเป็นประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียนก็ดี หรือประชาคมการเมือง ความมั่นคงอาเซียนก็ดีและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราพูดถึงกันว่ามี ๕ ด้าน ทางด้านสินค้า ด้านบริการ ด้านการลงทุน การเงิน และแรงงาน วันนี้เรามาอยู่ในส่วนของด้านบริการ ในส่วนหนึ่งของเออีซีหรือประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเราบอกว่าที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่ามีอาเซียน เออีซี บลูพริ้นท์ หรือเป็น แผนแม่บทที่จะต้องประเทศสมาชิกทั้ง ๑๐ ประเทศต้องกระทําร่วมกันซึ่งถือว่าเป็นพันธกรณี เป็นพันธกรณีที่ต้องทําร่วมกันโดยมีแผนมีบทว่าจะทําในห้วงเวลาไหนในช่วงเวลาไหน ซึ่งกรอบความตกลงหรือพิธีสารที่อาจจะต้องขออนุมัติในวาระนี้นะครับก็เป็นส่วนหนึ่ง ของการพิจารณา ซึ่งอย่างที่ทางท่านรัฐมนตรีบอกว่าในรอบที่ ๕ เราพิจารณาเราต่อรองมา ๔ รอบแล้วรอบนี้เป็นรอบที่ ๕ ซึ่งมีการเริ่มพิจารณาจากเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑ เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว แล้วก็ได้สิ้นสุดลง เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ก็เป็นเวลานานพอสมควร ก็รอเข้าสู่สภา ท่านประธานครับ เรื่องความผูกพันที่เรามีอยู่ ๔ ด้าน แม้กระทั่งเรื่องซึ่งประกอบด้วยการค้าเพื่อบัญชีของตน หรือบัญชีของลูกค้าก็ดี ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ เรื่องการบริหารสินทรัพย์ หรือข้อที่ ๓ เรื่อง การบริหารชําระราคาและส่งมอบสําหรับสินทรัพย์ทางการเงิน และเรื่องที่ ๔ การให้ คําปรึกษาและบริการเสริมอื่น ๆ บริการด้านการเงิน ๔ ด้าน ซึ่งไทยบอกว่าเรามีศักยภาพ พร้อมทั้ง ๔ ด้าน แม้กระทั่งที่บอกว่าเราจะเพิ่มเรื่องการบริหารสินทรัพย์เป็น ๕ ด้านนั้น ในส่วนตัวก็เห็นด้วย เพราะว่าการที่จะมาเปิดเราจะเป็นประชาคมอาเซียน แล้วประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนก็เป็นส่วนหนึ่ง ๑ ใน ๓ ของเสาหลักในการประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ อีก ๔ ปีข้างหน้าก็ไม่เร็วนะครับ ดังนั้นเองการเตรียมตัวที่ผ่านมาเมื่อก่อน เราบอกว่าเราจะเป็นอาฟตามีความตกลงตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ และมีผลบังคับใช้ปี ๒๕๕๓ ๑๗ ปีกว่าจะเตรียมการได้ก็แทบไม่ทัน ดังนั้นเอง ๔ ปีที่เหลือในการเตรียมตัว แล้วก็ พันธกรณีในเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะที่เราพิจารณาในส่วนของ ภาคบริการด้านการเงิน ซึ่งไทยเองถ้ามองในสมาชิกทั้ง ๑๐ ประเทศนั้นถือว่าไทยเอง มีความพร้อม มีความเหนือกว่าประเทศสมาชิกหลายประเทศ ยกเว้น ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย อันนี้เป็นห่วงที่สําคัญ
และอีกอย่างหนึ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าในการที่เราจะเป็น ถ้าแค่ประเทศ สิงคโปร์ ประเทศมาเลเซียไม่เท่าไร ผมกลัวว่าต่างประเทศ จะเป็นอเมริกาก็ดีหรือยุโรป หรือประเทศต่าง ๆ จะใช้สิทธิที่จดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์มาใช้สิทธิประโยชน์ ในเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะเรื่องการเงิน ซึ่งบอกว่าถ้าเป็นในประเทศ ในซีแอลเอ็มวี (CLMV) หรือประเทศอินโดจีนนี้ก็จะเป็นประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม หรือประเทศพม่าเราไม่น่ากลัว แต่ที่กลัวคือประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์อย่างเดียวก็เหนื่อยพอสมควรแล้ว ดังนั้นเอง ที่กังวลว่าเราจะมีมาตรการอย่างไร เพราะว่าสิทธิประโยชน์จากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก กระแสโลกเข้ามา ดังนั้นสถาบันการเงินเราก่อนหน้านี้ได้อุ้มมาโดยตลอด ประเทศไทยนี้ อุ้มสถาบันการเงินมาโดยตลอด เรามีความพร้อมหรือยังในการที่จะเปิดเสรี ดังนั้นเอง การที่จะเปิดเสรี จริง ๆ อยู่ในหลักการเป็นพันธกรณีที่ต้องเปิด แต่เราก็สามารถที่จะทํา เซฟการ์ด (Safeguard) ได้ คือข้อวิตกกังวลหรือว่าสงวนไว้ก็ได้ ถ้าเรายังไม่มีความพร้อม อยากจะให้รัฐบาลดูอย่างรอบคอบนะครับว่าเราจะมีกันอย่างไร เนื่องจากว่าความตกลง ในรอบที่ ๕ ที่จะขอสภาแห่งนี้ ซึ่งจะเป็นการที่ว่าต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเองก็เป็นวิตกกังวล แต่ท่านประธานครับ ในหลักการ การที่จะเปิดนั้นสามารถทําให้ ประชาชนมีทางเลือกที่ดีขึ้น มีการบริโภคที่ถูกลงแต่ก็ผู้ประกอบการไทยก็ฝากไว้นะครับ
และที่สําคัญที่เป็นข้อสังเกต เพราะว่าที่ทางตัวแทนวิปบอกว่าเนื่องจากว่า เรื่องนี้ต้องรีบผ่าน เนื่องจากว่าทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องไปเซ็น ความตกลงในระดับรัฐมนตรีอาเซียนที่จะมีขึ้นในครั้งที่ ๑๕ ในวันที่ ๓ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ก็จึงจําเป็นเพื่อนสมาชิกต้องรีบพิจารณา แต่อยากจะ เรียนท่านประธานผ่านไปยังส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรี เอาข้อห่วงใยของสมาชิกรัฐสภาว่ามีข้อห่วงใยหรือมีข้อวิตกกังวลอย่างไร จะไปเจรจา เพราะบางอย่างนี้การเจรจานั้นสามารถเลือกที่จะเจรจาได้ว่าอะไรที่ยอม อะไรที่จะสงวนไว้
แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ อย่างที่ผมกราบเรียนว่าหลังจากที่เราตกลงแล้ว นอกเหนือจากความพร้อมของเราแล้ว เราได้ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงนั้นหรือไม่ เนื่องจากว่าการที่เซ็นความตกลงต่าง ๆ จะเป็นเรื่องเออีซีหรืออะไรต่าง ๆ ที่เรามีอยู่นั้น ก่อนหน้านี้เราเป็นประเทศชั้นนําของอาเซียน เป็นผู้ก่อตั้งแล้วก็เป็นผู้ผลักดันโครงการ ต่าง ๆ จะเป็นประชาคมอาเซียน ประชาคมเออีซี หรือแม้กระทั่งอาเซียน คอนเนคติวิตี้ (Connectivity) อีกหลายอย่างที่เรามีอยู่ แล้วมันมีพันธกรณีที่ต้องกระทํา ต้องปฏิบัติ ดังนั้นเองเราจะใช้ความตกลงนั้นเต็มที่หรือไม่ ขอฝากทางท่านประธานผ่านไปยังทาง คณะรัฐมนตรีว่าควรจะใช้พันธกรณีที่มีอยู่ใช้ให้เต็มที่ เพราะว่าการตกลงนั้นมีทั้งได้ทั้งเสีย ประเทศเขาจะใช้ประโยชน์จากความตกลงนี้ แต่เราเองอาจจะใช้ความตกลงนี้ แต่เราเองอาจจะใช้ความตกลงนี้ให้ประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ข้อวิตกกังวลนะครับ แล้วก็ ในส่วนประเด็นนี้เรื่องว่าเราควรจะปรับปรุงประสิทธิภาพสถาบันการเงิน เราอุ้มมาเยอะแล้ว ควรจะให้มีความแข็งแกร่งหรือมีความพร้อมอย่างไร ถ้าเกิดอย่างนี้เราจะอุ้มไปเรื่อย ๆ เพราะกระแสโลกมันมีไปเรื่อย ๆ ถ้ายังอุ้มต่อไปเลี้ยงเท่าไรก็ไม่โต เพราะฉะนั้นเองก็ต้อง ส่งเสริม แต่ว่าถ้าไม่พร้อมก็ต้องมีเซฟการ์ดให้เวลาในการปรับตัว แต่ก็ต้องให้เซฟการ์ด ตลอดเวลาคงเป็นไปไม่ได้
แล้วอีกประเด็นหนึ่งนะครับ เรื่องกฎระเบียบ ที่ผ่านมา นอกเหนือจากที่ทาง รัฐบาลขอความเห็นชอบความตกลงรัฐสภาแห่งนี้ตามมาตรา ๑๙๐ ต่าง ๆ แต่กฎระเบียบ ข้อบังคับในระดับกระทรวง ระดับกรมต่าง ๆ ต้องขอให้สอดคล้องกัน บางทีอย่างเรื่อง ประสบการณ์ที่ผ่านมา เราบอกว่าเปิดการค้าเสรีอาฟตา เอฟทีเอ (FTA) ต่าง ๆ แต่ว่า ในหลักการบอกว่าเห็นด้วยในการที่ว่าลดภาษี แล้วก็มาตรการที่เป็นศัพท์ภาษีหรือนอน แทร์ริฟ แบร์ริเออะ (Non Tariff Barrier) ไม่มี แต่จริง ๆ แล้วในทางปฏิบัติมากมาย อย่างเช่น ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บอกว่ามีมะนาวเข้ามาแล้วก็ไปกีดกัน แล้วก็ด่านเขาจะปิดด่าน เป็นการตอบโต้กัน เป็นการทุ่มตลาดกันตอบโต้กันเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่มี ความจริงใจในการค้าเสรี ถ้าเราไม่มีความจริงใจความตกลงต่างนะครับ ประโยชน์ต่าง ๆ มันจะไม่ได้เท่าที่ควร ดังนั้นเองต้องเปิดอกคุยกันหรือว่ามีความจริงใจในการทํางานร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน ไม่ใช่ว่ามาพูดแค่ว่า ขออนุมัติในรัฐสภาเท่านั้น แต่กฎระดับกระทรวง กรม ต่าง ๆ หรือข้อบังคับต่าง ๆ ต้องให้ สอดคล้องกันด้วย ก็เรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีช่วยดูในประเด็นนี้ด้วย
และอีกประเด็นหนึ่งข้อเสนอแนะ เราเองเราบอกว่าเราเป็นประชาคม อาเซียน เราเองบอกว่าเรามีความภาคภูมิใจเป็นประเทศที่ไม่เป็นเมืองขึ้น เราพูดภาษาไทย ภาษาอื่นไม่พูดถึง ดังนั้นเองคนรุ่นหลังมีต้องพูดภาษาอังกฤษภาษาที่ ๑ ที่ ๓ แล้ว แต่ผม มองว่า ท่านประธานครับ ภาษาอังกฤษไม่เพียงพอ เราเองเป็นประเทศที่เป็นสมาชิก ในอาเซียน และเราเองเป็นประเทศที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศซีแอล เอ็มวี อย่างที่ตอบไปแล้วคือประเทศอินโดจีนเก่า ประเทศพม่า ประเทศเขมร ประเทศ กัมพูชาก็ดี เขาต้องพึ่งพาอาศัยเรา ประเทศจีนเขามาเรียนภาษาไทยเพราะอะไร เขาต้องการ มาค้าขายกับเรา แต่เราเองไปเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษสเปน ควรจะให้ส่งเสริมเรื่องภาษาประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเราจะ ค้าขาย ในเมื่อเรามีศักยภาพในการแข่งขัน เรามีศักยภาพในการค้าขาย ควรจะส่งเสริม ให้พี่น้องประชาชนเรานั้น ได้มีความรู้ด้านภาษาเพื่อนบ้าน ภาษากัมพูชาก็ดีหรือภาษาพม่า ก็ดี คนพม่ามาอยู่เมืองไทยพูดไทยได้ คนเขมรมาอยู่เมืองไทยพูดไทยได้ แต่คนไทยเราเอง ไม่สามารถพูดหรือเรียนรู้ภาษาประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างประเทศกัมพูชา หรือประเทศพม่า ถ้าเกิดคนเรามีความรู้เรื่องภาษาเพื่อนบ้าน นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ แล้ว ก็จะสามารถทํามาค้าขายหรือทําประโยชน์จากผลประโยชน์ความตกลงต่าง ๆ นั้นได้ ก็ขอเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ
แล้วอีกอย่างหนึ่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเรื่อง ภาษาเรื่องค้าขายแล้ว ท่านประธานครับ ประเทศเพื่อนบ้านเรา อย่างประเทศลาวก็ดี ประเทศกัมพูชาก็ดี ประเทศพม่าก็ดี เขาชื่นชมในวัฒนธรรมของเรา เขาชื่นชมในสินค้าเรา แล้วก็แม้กระทั่งบทละครต่าง ๆ เขาก็ชื่นชมมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเองนโยบายต่างประเทศ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องมีความจริงใจซึ่งกันและกัน ถ้าเกิดไม่มีความจริงใจ ซึ่งกันและกัน มาตรการถึงแม้ประชาชนประเทศเพื่อนบ้านนิยมชมชอบสินค้าไทย แต่ประเทศเพื่อนบ้านอาจจะกีดกันในมาตรการต่าง ๆ ได้ ดังนั้นเองก็ขอฝากไว้ว่าอย่าง ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา อาจจะไปใช้สินค้าประเทศเวียดนามแทนหรือประเทศพม่า อาจจะใช้สินค้าจากประเทศอินเดียแทน ดังนั้นเองถ้าเกิดเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในประเทศเพื่อนบ้าน เรามีแต้มต่อ ถ้าเกิดส่งเสริมในระดับประเทศนั้นถ้ามีการส่งเสริม ให้ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนั้น จะไม่มีมาตรการที่ประเทศเพื่อนบ้านมากีดกันเรา แล้วจะ ทําให้การค้าการขายทวีเพิ่มมากขึ้น แล้วจะทําให้ความตกลงที่เราตกลงต่าง ๆ นั้น ใช้ประโยชน์จากการนั้นมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะครับ
แล้วก็ที่ขอฝากไปยังท่านประธานอีกข้อหนึ่งว่าความตกลงต่าง ๆ นั้น เรื่องการค้าการขายระหว่างประเทศก็ดี หรือความตกลงที่ผ่านรัฐสภาก็ดี จึงกราบเรียน แล้วว่าตั้งแต่ที่บอกว่าจะเป็นเอฟทีเอ อาฟตา เออีซี อาเซียนบวก ๓ บวก ๖ หรือจะบวก เมอร์โคซูร์ (MERCOSUR) หรือบวกอียู (EU) ต่าง ๆ มีมากมาย ดังนั้นเองหน่วยงาน ที่รับผิดชอบโดยตรงไม่มีนะครับ ต้องขึ้นฝากกับทางกระทรวงการต่างประเทศก็ดี บางเรื่องให้กระทรวงการต่างประเทศ บางเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์ บางเรื่องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บางเรื่องให้กระทรวงอุตสาหกรรม ขาดเจ้าภาพ นะครับ ซึ่งต่อไปความตกลงต่าง ๆ นับวันจะมีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเองหน่วยงานหลักที่รับเรื่อง หรือรับผิดชอบตรงนี้ไม่มีนะครับ ก็เรียนท่านประธานว่าเป็นไปได้ไหมครับที่จะมีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบเรื่องความตกลง ความตกลงเรื่องการค้าการขายระหว่างประเทศโดยตรง อาจจะ เป็นสังกัดกับสํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี และสามารถจะเรียกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องมาช่วยเหลือได้หรือประสานงานได้ ถ้าเกิดว่าบางเรื่อง เรื่องต่าง ๆ นี้ฝากให้กับ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงใด กระทรวงหนึ่งทํางาน ความร่วมมือก็จะไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร หรือแม้กระทั่งว่า เราจะตั้งเป็นมีอนุติดตามเรื่องเออีซี ซึ่งปัจจุบันนี้มีท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน มีหน่วยงานถึง ๔๗ หน่วยงานประชุมกัน ปีหนึ่งประชุมกันครั้งหนึ่ง ดังนั้นความต่อเนื่อง หรือผลงานจะมีได้อย่างไร ก็ขอเรียนท่านประธานว่าควรจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ เรื่องการค้าการลงทุนระหว่างประเทศโดยตรง เพราะว่าต่อไปพันธกรณีที่จะมีนั้นจะทวี ความมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นก็ขอฝากนะครับ เพราะว่าอันนี้คือที่วันนี้พิจารณาเรื่องวาระนี้ ก็เพียงส่วนหนึ่ง และต่อไปจะมีลักษณะนี้อีกมาก ๆ ขึ้น ดังนั้นขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอขอบคุณครับ
คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเพิ่งได้รับเอกสารจากเจ้าหน้าที่นะครับ แล้วก็พยายามที่จะศึกษา ให้เร็วที่สุด ก็มีข้อที่จะต้องซักถามท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง กรณีเรื่องนี้นะครับ เรื่องพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินรอบที่ ๕ ภายใต้กรอบ ความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน ที่ท่านรัฐมนตรีได้ลุกขึ้นอ่าน แล้วก็ผมได้ดู เอกสารที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังส่งไปยังเลขาธิการคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๑ เดือนมีนาคม ๒๕๕๔ แล้วก็ในเอกสารฉบับนี้นะครับก็มีการดําเนินการในการที่จะตั้ง คณะทํางานพิจารณาการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ฉบับนี้นะครับ โดยให้ธนาคาร แห่งประเทศไทย สํานักงานคณะกรรมการกํากับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ และ สํานักงานคณะกรรมการกํากับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย สมาคมธนาคารไทย สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ เป็นคณะทํางานที่จะศึกษาเรื่องนี้นะครับ ผมมีข้อสงสัยในข้อที่ ๒.๒ หน้าที่ ๒ ของหนังสือฉบับที่ท่านรัฐมนตรีทําถึงเลขาธิการคณะรัฐมนตรีนะครับ เพราะว่า กระทรวงการคลังได้บอกในหนังสือฉบับนี้ว่าได้จัดสัมมนาเวทีสํานักงานเศรษฐกิจการคลัง เพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องและประชาชนโดยทั่วไป เรื่องการเปิดเสรี การค้าบริการด้านการเงินภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียนรอบที่ ๕ เมื่อวันที่ ๑๓ เดือนมกราคม ๒๕๕๔ ณ ห้องประชุมวายุภักษ์ ๔ ซึ่งผมก็ไปอ่านในรายงาน สรุปรายงานการประชุมที่ทําขึ้นมานะครับ มันมีข้อคิดเห็นจากผู้เข้าร่วมการสัมมนา ๔ ข้อ ด้วยกัน ข้อที่ผมห่วงใยที่สุดคือข้อ ๔.๓ ท่านรัฐมนตรีเปิดและอ่านให้ทันนะครับ ข้อ ๔.๓ นะครับเขาบอกว่าการพิจารณาออกกฎหมายเพื่อกํากับดูแลธุรกิจการเงินที่ครอบคลุมธุรกิจ ที่มิใช่ธนาคาร ซึ่งผู้เข้าร่วมสัมมนาจากภาคธุรกิจร่วมลงทุนและภาคธุรกิจแฟคทอริ่ง (Factoring) ได้ให้ความเห็นว่าปัจจุบันยังไม่มีกฎหมายกํากับดูแลธุรกิจดังกล่าว จึงขอให้ กระทรวงการคลังเร่งดําเนินการออกกฎหมายเพื่อกํากับดูแลธุรกิจการเงินดังกล่าวก่อนที่จะ ผูกพันเปิดเสรีต่อไป ผมอยากจะถามครับว่าในฐานะที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังนั่งอยู่ตรงนี้ ได้ออกกฎหมาย เหล่านี้แล้วหรือยังก่อนที่จะไปตกลงเขาในรอบที่ ๕ แล้วมันจะทําความเสียหายไหม เพราะคนที่ไปร่วมสัมมนาเขามีข้อห่วงใยและยังมีอีก ๓ ข้อครับท่านประธาน ผมเชื่อว่า ท่านรัฐมนตรีน่าจะได้อ่านทั้ง ๔ ข้อ และคณะรัฐมนตรีทั้งคณะที่พิจารณาให้ประธาน นําเสนอเรื่องนี้เข้าสู่รัฐสภาได้อ่านเรื่องเหล่านี้หรือไม่ต้องชี้แจงครับ ผมไม่อยากให้ผ่าน พิธีสารอย่างนี้ออกไปลวก ๆ มันจะทําความเสียหายให้แก่ประเทศชาติได้และประเทศไทย เป็นประเทศที่จัดอยู่ในอันดับต้น ๆ ของอาเซียนและเราไม่มีความรอบคอบ ไม่ได้ออก กฎหมายที่ประชาชนผู้เป็นนักลงทุนมีข้อห่วงใยแล้วไปทําขายขี้หน้าแบบนี้ใช้ไม่ได้ ท่านประธาน ต้องชี้แจงนะครับเอาให้ชัดนะครับท่านรัฐมนตรีผมอยากฟังครับ ขอบคุณครับ
คุณวิทยา อินาลา
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ผมก็อยากจะอภิปรายเรื่องพิธีสารอนุวัติข้อผูกพัน การเปิดเสรีการค้าบริการด้าน การเงินรอบที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน ตอนแรกก็คือ เราต้องมาอธิบายคําว่า การค้าบริการคืออะไร การค้าบริการในข้อตกลงของดับเบิลยูทีโอ หรืออาเซียนของเรา อย่างเช่น การศึกษาก็เป็นการค้าบริการ การท่องเที่ยวก็เป็นการค้า บริการ การเงินก็เป็นการค้าบริการเหมือนกัน ทีนี้ในหัวข้อเรื่องตรงนี้ผมก็อยากจะเรียนถาม ท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังบอกว่าข้อผูกพันของไทยที่เราจะ เจรจาในรอบที่ ๕ ว่าด้วยการค้าบริการการเงิน ท่านบอกว่าตลาดหลักทรัพย์บ้านเราเป็น อันดับแรกที่เราบอกว่าเรามีความพร้อมที่จะสามารถเปิดเข้ามาร่วมกับอาเซียนได้ ผมถามว่าตลาดหลักทรัพย์บ้านเราทุกวันนี้มันเป็นแบบโมโนโพลี (Monopoly) หรือเปล่า ถ้าเป็นโมโนโพลีก็คือระบบผูกขาด เราจะแข่งขันกับเขาได้อย่างไรในเมื่อประเทศอื่น ๆ อย่างประเทศสิงคโปร์ อย่างประเทศมาเลเซียเขาไม่ใช่เป็นโมโนโพลี เขาเป็นแบบ ภาษาอังกฤษเขาเรียกว่าอะไรนะครับดีมิวเทอไลซ์เซชั่น (Demutualization) ก็คือเป็น การปฏิรูปแบบให้มีการแข่งขันกัน แต่ของเรายังไม่มีแต่ทราบข่าวว่าทางตลาดหลักทรัพย์ โดยกระทรวงการคลังจะออกกฎหมายตัวนี้ขึ้นมาเพื่อที่จะปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์ ผมอยากจะถามท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่าตอนนี้ ไปถึงไหนแล้ว แล้วเมื่อไรคิดว่ากฎหมายฉบับนี้จะออกมาใช้ อันที่ ๒ ผมก็อยากจะ ตั้งข้อสังเกตนิดหนึ่ง ในเมื่อเราเข้าไปร่วมกับอาเซียนแล้วในปี ๒๐๑๕ หรือว่า ๒๕๕๘ ประเทศไทยต้องเปิดประเทศเป็นซิงเกิลวินโดว์ (Single Window) ๑๐ ประเทศต้องเข้ามา พร้อมกันหมด ถามว่าถ้าเราเปิดการค้าบริการเรื่องการเงินแล้วถ้าเปรียบเทียบ ๑๐ ประเทศ ซึ่งไทยอยู่ในนั้นด้วย ไทยมีศักยภาพในการที่จะได้เปรียบตรงนี้ ถามว่าแล้วไทย จะได้เปรียบไหมถ้าเราแข่งขันกับอาเซียนด้วยกัน แล้วกับอาเซียนแล้วไปแข่งขันกับข้างนอก เราจะได้เปรียบอย่างไรบ้าง ตอนนี้ได้ข่าวว่านักลงทุนต่างชาติที่เป็นนอน อาเซียน (Non ASEAN) ที่ไม่ใช่อาเซียน ใช้ช่องว่างของกฎหมายของอาเซียนที่เราจะรวม ๑๐ ประเทศเป็นหนึ่งเดียวซึ่งมีประชากรเกือบ ๖ ล้านคน เข้ามาจดทะเบียนในประเทศ สิงคโปร์ โดยเฉพาะทางด้านตะวันออกกลางที่มีปัญหาเรื่องการเมืองก็จะย้ายฐานการเงิน มาอยู่ที่จากาตาร์ เสร็จแล้วจากาตาร์ก็จะมาพักอยู่ที่อาเซียน ซึ่งประเทศไหนล่ะที่มี ข้อกฎระเบียบเรื่องของการเงิน และมีเครื่องไม้เครื่องมือที่จะช่วยให้การแข่งขันในเรื่องของ การเงินที่อยู่ในอาเซียนดีที่สุดตรงนั้นก็คือประเทศสิงคโปร์ ประเทศสิงคโปร์เขาก็บอกว่า เขาจะเป็นฮับ (Hub) ในเรื่องของการเงินแข่งกับทางประเทศฮ่องกง ยกตัวอย่างง่าย ๆ บริษัทเอ (A) ที่เป็นนอน อาเซียนที่ไม่ใช่อาเซียนนี่นะครับไปจดทะเบียน ในประเทศสิงคโปร์ โดยเงินลงทุน ๑ เหรียญสิงคโปร์ แล้วก็จะเอาข้อของที่เราเป็นอาเซียน เดียวกันมาจากประเทศสิงคโปร์เป็นบริษัทสิงคโปร์มาลงทุนในอาเซียนอีก ๙ ประเทศ ถามว่าตรงนั้นทางประเทศไทยท่านคิดถึงตรงนี้หรือยัง แล้วท่านจะป้องกันอย่างไร หรือท่านจะแข่งขันกับเขาอย่างไรบ้าง ถ้าเรายังมีข้อระเบียบ กฎเกณฑ์อะไรต่าง ๆ แล้วเรา ยังไม่พร้อมตรงนี้ แล้วเราเปิดประเทศความเสียหายจะเกิดขึ้นกับผู้ที่ทํามาค้าขายเกี่ยวกับ เรื่องของเงิน ๆ ทองๆ ที่ให้บริการเกี่ยวกับการเงินเราจะเสียเปรียบ ไม่ทราบว่าตรงนี้ ทางกระทรวงการคลังได้เตรียมพร้อมอย่างไรบ้าง แต่สุดท้ายผมว่าตัวนี้ผมเห็นด้วยที่จะให้ รัฐบาลไปเจรจากับอาเซียน เพราะว่าเราอยู่ในสังคมประชาคมอาเซียนเราต้องทําตามมติ ที่เราตกลงกันไว้กับอาเซียน แล้วผมเห็นด้วยว่าตรงนี้อาเซียนต้องใช้ประโยชน์จากที่เรา มีความสามารถ โดยเฉพาะประเทศสิงคโปร์ ประเทศไทยจะให้ความร่วมมือกันอย่างไร ประเทศมาเลเซียจะทําอย่างไรบ้างเพื่อใช้ศักยภาพตรงนี้ไปแข่งขันกับโลกที่เป็น นอนอาเซียนได้ครับ ขอบคุณครับ
ต่อไปท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ เชิญครับ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา จากการสรรหาในฐานะของสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายในประเด็นของพิธีสารอนุวัติ ข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าและบริการด้านการเงินรอบที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลง ว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน คือจากเอกสารที่ได้รับเมื่อสักครู่นี้นะครับพยายามจะ มาอ่านดู แล้วก็ขณะเดียวกันก็พยายามจะอ่านรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ ตามที่ ทางคณะรัฐมนตรีได้นําเสนอเพื่อขอให้รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ผมมีข้อสงสัยอยู่ ๓ ประเด็นนะครับ
ประเด็นที่ ๑ ในวรรคสองของรัฐธรรมนูญได้ระบุว่าตามหนังสือสัญญาใด มีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขต แต่ในส่วนท้ายเขียนว่ามีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจ หรือของสังคมของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันด้านการค้าการลงทุน หรืองบประมาณของประเทศอย่างมีนัยสําคัญ ประเด็นนี้นะครับอยากจะถามผ่าน ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีถึงรัฐบาลนะครับ อยากจะถามว่าในพิธีสารฉบับนี้ มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือสังคมของประเทศอย่างกว้างขวางอย่างไรบ้าง อันนั้นคือ ประเด็นที่ ๑
ประเด็นที่ ๒ ก็คือว่า ในส่วนของวรรคสามได้ระบุว่าก่อนการดําเนินการ เพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง ครั้งนั้น รัฐมนตรีต้องให้ข้อมูลและจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและต้องชี้แจงต่อ รัฐสภา ประเด็นของผมก็คือว่าในส่วนของการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนนั้น อยากจะ ถามว่าทางคณะรัฐมนตรีหรือว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้ดําเนินการเกี่ยวเรื่องนี้หรือไม่ อย่างไร
แล้วก็ในส่วนที่ ๓ ในวรรคสี่ได้มีการระบุว่าในกรณีที่มีการปฏิบัติตามสัญญา ก่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชน หรือผู้ประกอบการ ขนาดกลาง ขนาดย่อม คณะรัฐมนตรี ดําเนินการแก้ไขหรือเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบนั้นอย่างรวดเร็วเหมาะสมและเป็นธรรม คําถามของผมก็คือว่าในส่วนนี้รัฐบาลได้มีการศึกษาผลกระทบที่มีผลที่อาจจะมีต่อประชาชน อย่างกว้างขวางนี้หรือไม่อย่างไร แล้วถ้าได้มีการศึกษาแล้วผู้ใดจะได้รับผลกระทบบ้าง ไม่ว่าจะเป็นทางบวกหรือทางลบก็ตาม ขณะเดียวกันในกรณีที่ผู้ได้รับผลกระทบนั้น เกิดปัญหาทางรัฐบาลได้เตรียมการเยียวยาไว้อย่างไรบ้าง ก็ขออนุญาตกราบเรียนผ่าน ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีที่รับผิดชอบครับ กราบขอบพระคุณครับ
มีท่านสมาชิกท่านใดยังติดใจหรือไม่ครับ ถ้าไม่มี เชิญรัฐมนตรีตอบครับเพื่อจะได้ลงมติต่อไป
กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพครับ ก่อนอื่นผมต้องขออนุญาตขอบคุณท่านสมาชิกที่ได้อภิปราย แล้วก็แสดงความคิดเห็น รวมไปถึงมีข้อซักถามอยู่บางประเด็นที่ผมอยากที่จะขออนุญาต ใช้เวลาสั้น ๆ ในการชี้แจงนะครับ
ลําดับแรกเลยก็คือผมเห็นตรงกับท่านสมาชิกที่มองว่าในส่วนของธุรกิจ การให้บริการทางการเงิน แล้วก็โดยเฉพาะทางสายตลาดทุนก็ได้มีการอุ้มชูและดูแล ผู้ประกอบการมายาวนานหลายสิบปี ในส่วนของรัฐบาลหลากหลายรัฐบาลที่ผ่านมาก็ได้เพิ่ม ระดับการแข่งขันในอุตสาหกรรมนี้มาโดยตลอด แล้วก็ทําให้ผู้ประกอบการมีความเข้มแข็ง มากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นในก้าวต่อ ๆ ไปถ้าเราต้องการที่จะเห็นตลาดทุนของเรามีการพัฒนา มีความเข้มแข็ง แล้วก็เป็นที่พึ่งของผู้ประกอบการที่ต้องการที่จะอาศัยตลาดทุนเป็นแหล่ง ระดมทุนต่อไป เราก็ต้องคํานึงถึงการที่จะผนวกตลาดทุนของกลุ่มประเทศอาเซียน เข้าด้วยกัน เพื่อที่จะเสริมศักยภาพแล้วก็เพิ่มระดับความน่าสนใจของตลาดทุนในแต่ละ ประเทศที่เป็นประเทศสมาชิกของอาเซียน ซึ่งเมื่อ ๒ อาทิตย์ที่ผ่านมาผมก็เพิ่งไปประชุม กับเพื่อน ๆ รัฐมนตรีคลังจากกลุ่มประเทศอาเซียน แล้วก็ได้พูดกันถึงแนวโน้มแนวทาง การพัฒนาตลาดทุนของทุก ๆ ประเทศต่อไป ก็มีความคิดเห็นที่ตรงกันนะครับว่าเพื่อที่จะทํา ให้ตลาดทุนของเราเป็นที่พึ่งในการระดมทุนในอัตราต้นทุนที่ค่อนข้างต่ําให้กับผู้ประกอบการ กับทุก ๆ ประเทศสมาชิกได้ต่อไปในอนาคต อาจจะต้องมีการพิจารณาที่จะหาวิธีการ รวมตัวกัน เพื่อให้ตลาดทุนของเราเป็นตลาดที่มีขนาดใหญ่เพียงพอที่จะเป็นตลาดที่น่าสนใจ ในสายตาของนักลงทุน ทั้งในส่วนของนักลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียนเอง และนักลงทุน จากต่างประเทศที่อยู่นอกอาเซียน ซึ่งปฏิญญาฉบับนี้ก็เป็นก้าวสําคัญก้าวหนึ่งในการที่จะ นําไปสู่การผนึกกําลังกันระหว่างตลาดทุนในประเทศอาเซียน ซึ่งก็มีความกังวลในบางประเด็น อย่างที่ท่านสมาชิกได้ยกคําถามขึ้นมาว่ามันจะมีช่องโหว่หรือเปล่า ในกรณีที่อาจจะมี บริษัทข้ามชาติมาอาศัยแอบแฝงว่าเป็นบริษัทที่จดทะเบียนอยู่ในประเทศสมาชิกประเทศใด ประเทศหนึ่ง แล้วก็มาใช้สิทธิตามสัญญาที่มีร่วมกันในการที่จะทําธุรกิจในประเทศอาเซียน ประเทศอื่น ๆ เมื่อสักครู่ท่านรองนายกรัฐมนตรีท่านไตรรงค์เมื่อสักครู่ก็ได้บอกผมนะครับว่า ความจริงมันมีข้อตกลงในแง่ของเกณฑ์ที่อยู่ในช่วงของการร่างเพื่อที่จะป้องกันในกรณีอย่างนี้ เพื่อที่จะเป็นเกณฑ์ที่จะมีการตรวจสอบความจริงจังในการทําธุรกิจของบริษัทในแต่ละประเทศ หรือที่ศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่าเอสบีโอ (SBO) คือซับสแทนทีฟ บิซซิเนส ออบลิเกชั่นส์ (Substantive Business Obligations) คือไปตรวจสอบว่าเป็นธุรกิจที่มีการค้าการขาย อย่างจริง ๆ จัง ๆ หรือเป็นเพียงแค่การจดทะเบียนเพื่อที่จะใช้สิทธิประโยชน์ตามข้อสัญญา ที่เรามีร่วมกัน นอกจากนั้นก็มีท่านสมาชิกได้อ้างถึงเรื่องของการจัดทําการประชาพิจารณ์ โดยกระทรวงคลัง แล้วก็ข้อสังเกตรวมไปถึงความกังวลของผู้ที่เข้ามาร่วมในบางกรณี อย่างเช่นในกรณีที่พูดถึงธุรกิจแฟคเทอริ่ง มีความกังวลว่ายังไม่มีกฎหมายการกํากับดูแล ภาคธุรกิจดังกล่าว และอยากให้กระทรวงการคลังยกร่างกฎหมายก่อนที่จะมีการลงนาม ผูกพันการเปิดเสรีต่อไป ก็ขออนุญาตเรียนนะครับว่าข้อสัญญาที่เรากําลังพิจารณาอยู่ ณ วันนี้เป็นข้อสัญญาที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจหลักทรัพย์เท่านั้น ไม่ได้มีผลต่อธุรกิจแฟคเทอริ่ง แต่อย่างใด ดังนั้นจึงยังไม่จําเป็นที่จะต้องมีการร่างกฎหมายเพื่อที่จะรองรับธุรกิจแฟคเทอริ่ง ก่อนที่จะมีการลงนาม อย่างไรก็แล้วแต่ในส่วนของกระทรวงการคลังเองก็อยู่ในช่วงของ การพิจารณาความเหมาะสมนะครับว่าควรที่จะมีร่างกฎหมายขึ้นมาเป็นกรณีพิเศษ เพื่อที่จะดูแลธุรกิจนี้หรือไม่
ส่วนคําถามเกี่ยวกับความพร้อมในส่วนของผู้ประกอบการในสายหลักทรัพย์ ของเราเองนะครับว่าสามารถที่จะแข่งขันกับประเทศอื่นได้หรือไม่ ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่า ระดับการพัฒนาค่อนข้างสูงนะครับในช่วงหลาย ๆ ปีที่ผ่านมา รวมไปถึงการพัฒนาในส่วนของ ตัวตลาดหลักทรัพย์เอง มีท่านสมาชิกได้ถามถึงแนวโน้มการเปิดให้มีการแข่งขันเสรีมากยิ่งขึ้น ในธุรกิจการทําตลาดหลักทรัพย์ หรือที่ศัพท์ภาษาอังกฤษเรียกว่า ดีมิวเทอไลซ์เซชั่น ซึ่งก็ขอเรียนท่านสมาชิกว่าทางคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีมติเห็นชอบ แผนพัฒนาตลาดทุนร่วมกันกับทางภาคเอกชน ตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๒ ซึ่งก็ขอเรียนท่านสมาชิกนะครับว่าทางคณะรัฐมนตรีของรัฐบาลชุดปัจจุบันได้มีมติเห็นชอบ แผนพัฒนาตลาดทุนร่วมกันกับทางภาคเอกชนตั้งแต่เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๒ แล้วก็ ได้ดําเนินการในการที่จะร่างแผนแล้วก็นําไปสู่การปฏิบัติตามแผนมาโดยตลอด ซึ่งตอนนี้ ก็เกือบครบ ๒ ปีแล้ว เราก็กําลังมีการทบทวนความคืบหน้ากันอยู่ว่ามีความจําเป็นที่จะต้อง ปรับแผนอย่างไรหรือไม่ ก็ต้องขออนุญาตเรียนว่าการร่างพระราชบัญญัติเพื่อนํามาซึ่ง การดีมิวเทอไลซ์ (Demutualize) หรือการปฏิรูปตลาดหลักทรัพย์เพื่อให้มีการแข่งขัน เพิ่มเติมก็เป็นส่วนสําคัญส่วนหนึ่งของแผน ซึ่งทาง สศค. หน่วยงานของทางกระทรวงการคลัง ก็อยู่ในช่วงของการร่างพระราชบัญญัติฉบับนี้ แล้วก็คาดว่าน่าที่จะสามารถนําไปสู่การปฏิรูป ที่แท้จริงในส่วนของตัวตลาดหลักทรัพย์ได้ภายในช่วงของรัฐบาลหน้า เพราะฉะนั้นแผน ก็มีชัดเจน แล้วก็การพัฒนาไปสู่การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของผู้ประกอบการ ในอุตสาหกรรมหลักทรัพย์ของเราก็มีมาอย่างต่อเนื่อง ดังนั้นผมก็มั่นใจครับว่าการเปิดเสรี ในชั้นต่อไปก็จะทําให้ผู้ประกอบการเองเขามีความตื่นตัวมากยิ่งขึ้น นอกจากนั้นประเด็น ที่สําคัญก็คือประชาชนเอง รวมไปถึงผู้ประกอบการที่ต้องพึ่งพาตลาดทุนในแง่ของการเป็น แหล่งทุนที่สําคัญในการลงทุนของเขาก็จะได้รับบริการที่ดีขึ้นจากการที่มีการแข่งขันเพิ่มเติม จากบริษัทผู้ประกอบการที่มาจากประเทศเพื่อนบ้านของเราในกลุ่มอาเซียน ขอบคุณครับ
คุณเรวัตติดใจอะไรครับ
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา เท่าที่กระผมได้รับฟังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้ชี้แจงแล้วก็ได้อธิบาย ในพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน รอบที่ ๕ ภายใต้กรอบ ความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน ผมอ่านดูแล้วครับ ในเอกสารประกอบ การพิจารณา แล้วก็ฟังดูแล้ว ก็ยังมีข้อสงสัยอยู่บางประการ แล้วก็ยังไม่เข้าใจ แต่สิ่งที่ ท่านรัฐมนตรีอธิบายไปนั้นก็ไม่ได้อยู่ในสิ่งที่ผมจะถาม ก็เลยอยากจะกราบเรียนถาม ท่านประธานว่าผมดูแล้ว ที่สําคัญ ที่จําเป็น ที่เอามาให้รัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบในกรอบนี้ ก็จะมีการลงนามในต้นเดือนพฤษภาคม และที่สําคัญที่เป็นสาระสําคัญยิ่ง นั่นก็คือว่ายกเลิก ข้อจํากัดและยกเลิกที่เป็นอุปสรรคในการพิจารณาในกรอบที่ผ่านมา กรอบ ๔ กรอบนั้น ผ่านมาแล้วนะครับ ก็เป็นอุปสรรค มีอุปสรรคบางประการจะยกเลิก แล้วก็ดําเนินการ ในกรอบที่ ๕ ในสิ่งที่ยกเลิก นั่นก็คือว่าให้มีการเพิ่มหรือว่าลงทุนร่วมร้อยละ ๑๐๐ ของกองทุน ร้อยละ ๑๐๐ เลยครับ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลยครับท่านประธาน เข้ามา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้เลย ทีนี้ก็มาดูรายละเอียดว่า ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์นี้อยากจะเรียนถามว่า มันจะมีเหตุการณ์ที่เกิดการฉ้อฉลอย่างไรหรือไม่ แล้วจะดูแลอย่างไร อย่างเป็นต้นว่า ท่านประธานดูนะครับในตารางข้อผูกพันเฉพาะสําหรับการค้าบริการด้านการเงินภายใต้ กรอบการตกลง ท่านประธานดูนะครับ ในรายการบริการประกันชีวิตมันลง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ เลยครับ ไม่มีข้อจํากัดครับ ลง ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ไม่มีข้อจํากัด นี่หมายความว่าอย่างไรครับ บริการของการประกันชีวิตได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย เพิ่มเติมได้เลยอย่างนั้นหรือ แล้วก็ประกันวินาศภัยก็เหมือนกัน ๒ ด้านนี้ผมอยากจะกราบเรียนว่าเป็นเรื่องสําคัญ เป็นทั้งการเงิน เป็นการธนาคารด้วย การประกันชีวิต การประกันภัยเข้ามา ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้เข้ามาได้ใช่ไหมครับ ต่อยอดได้เลยใช่ไหมครับ แล้วยังมีอีกเยอะเลยครับในนี้บอกไว้ เดี๋ยวผมจะขออนุญาต ท่านประธานดูก่อนมีเยอะครับ เรื่องตราสารตลาดเงิน การเปลี่ยนแปลงเงินตราต่างประเทศ ก็เช่นเดียวกัน การดําเนินการได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์เลย แล้วก็การเป็นนายหน้า การค้า หลักทรัพย์ ไม่มีข้อผูกพัน ไม่มีข้อจํากัดทําได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ บริษัทจัดการสินทรัพย์ การจัดการกองทุนรวม การจัดการกองทุนส่วนบุคคล การจัดการกองทุนตราสารอนุพันธ์ ไม่มีข้อผูกพัน ไม่มีข้อจํากัด ท่านประธานครับ สิ่งเหล่านี้เราจะดูแลและไม่มีข้อจํากัดอย่างไร ท่านประธานครับ ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานมีการตั้งกองทุนมานี่ กองทุนต่าง ๆ นี่นะครับ มารวมเสร็จแล้วไปซื้อหุ้น กองทุนไม่ว่ากองทุนจะสตางค์แดงหรือกองทุนอะไร ก็แล้วแต่ ปรากฏว่าเอาเงินทุนเขามาแล้วไปเล่นหุ้นเจ๊งหมดครับท่านประธาน เจ๊งหมด อย่างนี้แล้วถ้าไม่มีขอบเขตตรงนี้ไม่มีการดูแลอย่างนี้มัน ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์อย่างนี้ มาตั้งกองทุนกันขึ้นใหม่อย่างนี้ ลองอธิบายให้ผมได้ฟังสักนิดเถอะครับว่าบริษัทที่ทําเจ๊ง ๆ เหล่านั้นทําไปแล้วนี่ก่อเกิดความเสียหายอย่างนี้แล้วให้เข้ามาดําเนินการอย่างนี้ได้อยู่ในนี้ หรือไม่ และกรอบการเจรจาในกรอบนี้ที่จะไปเจรจาในต้นเดือนนี้เป็นรอบที่ ๕ แล้ว จะมีรอบที่ ๖ อีกไหม จะสมบูรณ์แบบไหมครับการเงิน ในขณะนี้ท่านประธานมันก็เป็น เรื่องที่แปลกที่ท่านประธานผมคิดว่าท่านประธานยังไม่เคยเห็น ในปัจจุบันนี้ท่านไปดู เถอะครับ ในตลาดนี้ธนาคารการเงินต่าง ๆ เยอะเลยครับ เห็นใหม่ ๆ แปลก ๆ ที่ธนาคาร ต่าง ๆ สมัยก่อนนี้เปิดยากการธนาคาร เดี๋ยวนี้ง่ายครับ ก็ง่ายด้วยวิธีอย่างนี้เป็นอย่างนี้ ใช่ไหม เจรจาตรงนี้กรอบนี้เจรจาอย่างนี้ใช่หรือไม่อย่างไร ต้องการเข้าใจครับท่านประธาน ผมอยากเข้าใจจริง ๆ และสิ่งที่เกิดความเสียหายมาแล้วนั้นได้มีการเจรจากันหรือไม่ แล้วก็ป้องกันกันอย่างไร กราบเรียนถามครับท่านประธานครับ ขอให้ท่านรัฐมนตรีได้กรุณา ตอบด้วยครับ
ท่านรัฐมนตรีตอบให้เขาชื่นใจ หน่อยครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ ผมขออนุญาตที่จะตอบความกังวลของท่านสมาชิก ขออนุญาต เอ่ยนามท่านเรวัตนะครับ
ประเด็นแรก ก็คือปฏิญญาฉบับนี้ก็คือเป็นการรวบรวมข้อตกลงฉบับตั้งแต่ ๑ ถึง ๔ มาอยู่ด้วยกันเพื่อที่จะสะดวกต่อการที่จะตรวจสอบว่าข้อตกลงทั้งหมดนั้น มีในเรื่องใดบ้างอย่างไร ส่วนในเรื่องของสัดส่วนการถือหุ้นก็เพื่อคลายความกังวลของท่าน สมาชิกคือสัญญาฉบับนี้กล่าวถึงในเรื่องของธุรกิจหลักทรัพย์เท่านั้น ซึ่งก็ได้อ้างว่าธุรกิจ หลักทรัพย์ความจริงได้เปิดให้กับต่างชาติได้สามารถที่จะถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ความจริง เปิดมาตั้งนานแล้ว แล้วก็ไม่ได้ส่งผลความเสียหายต่อการพัฒนาธุรกิจนี้แต่อย่างใด ส่วนที่ท่านเขียนว่า อ่านในตารางว่าในตัวธุรกิจประกันภัยก็ตาม ประกันชีวิตก็ตาม ไม่มีข้อจํากัด ท่านอาจจะสับสนเล็กน้อย ไม่มีข้อจํากัดในแง่ของการถือหุ้นโดยต่างชาติ ในธุรกิจเหล่านี้ ที่ไม่มีข้อจํากัดในข้อ ๑ ยกตัวอย่างในการบริการประกันชีวิตก็คือให้บริการ แบบข้ามพรมแดนได้ และการเดินทางไปบริโภคในต่างประเทศได้ ความหมายก็คือ คนไทยเองก็ไปใช้บริการในต่างประเทศได้แบบไม่มีข้อจํากัด หรือบริษัทไทยสามารถที่จะ ไปต่างประเทศแล้วก็ไปซื้อกิจการของต่างประเทศได้โดยไม่มีข้อจํากัด แต่ในส่วนของ การถือหุ้นในข้อ ๓ ก็จะระบุไว้ชัดว่าต่างชาติยังถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ ๒๕ ของทุน จดทะเบียนเป็นต้น ซึ่งก็จะมีรายละเอียดในลักษณะนั้นแยกให้เห็นกับทุกประเภทของการ ให้บริการ โดยเฉพาะการให้บริการทางการเงิน ซึ่งก็ยังมีการกํากับดูแลอยู่ ก็มีแค่ธุรกิจ หลักทรัพย์ที่ได้มีการเปิดให้ถือหุ้น ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ได้ แต่ก็เปิดมาหลายรัฐบาลแล้วครับ แล้วก็ดําเนินการมาโดยตลอดโดยไม่ปรากฏว่ามีปัญหาแต่อย่างใด ก็เพื่อความกระจ่าง แล้วก็เพื่อท่านจะได้สบายใจครับ ขอบคุณครับ
ผมว่าอภิปรายพอสมควร พอรับฟังได้ นะครับ กระผมก็ขอปิดการอภิปราย ในกรอบพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้า บริการด้านการเงินรอบที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน ต่อไปผมก็จะขอมติที่ประชุมว่าจะผ่านกรอบนี้ได้หรือไม่ ขอเชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้อง ประชุมเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมตินะครับ เรียนเชิญ ท่านสมาชิกรัฐสภาเข้าห้องประชุมนะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่อยู่นอกห้องประชุม ช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมตินะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ถ้าจะกรุณาก็ผ่านเร็วหน่อยก็ดีครับ มันมีแต่เรื่องไม่มากมายอะไรครับ วันนี้ควรจะได้สัก ๕-๖ ฉบับ ขอเชิญท่านสมาชิกรัฐสภา ที่อยู่นอกห้องประชุม โปรดเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมตินะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพนะครับช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมด้วย นะครับ ท่านที่กําลังทานอาหารอยู่ก็ระงับการทานชั่วคราวนะครับ เดี๋ยวค่อยไปทานใหม่ เดินให้ย่อยท้องหน่อย เชิญท่านสมาชิกครับ ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุม หรือท่านใด ที่ประชุมคณะกรรมาธิการอะไรต่าง ๆ ก็งดก่อนนะครับ ช่วยกรุณาเข้ามาในห้องประชุม เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนนะครับ เมื่อท่านเข้านั่งประจําที่แล้วช่วยกรุณาเสียบบัตร แสดงตนด้วยนะครับ
สภายินดีต้อนรับอาจารย์และเจ้าหน้าที่กรมอาชีวศึกษาจากจังหวัดปัตตานี จังหวัดยะลา จังหวัดนราธิวาส ด้วยความยินดีนะครับ ขณะนี้สภากําลังจะลงมติกรอบการ เจรจาพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินรอบที่ ๕ ภายใต้กรอบ ความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน ท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมนะครับ ช่วยกรุณาหน่อยนะครับ เข้าห้องประชุม ท่านนั่งประจําที่แล้วก็กรุณาช่วยเสียบบัตร ด้วยนะครับ ท่านสมคิดเสียบบัตรแสดงตนหรือยังครับ ขอบคุณนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านสมคิดเสียบบัตรแสดงตน หรือยังครับ ขอบคุณนะครับ ทุกท่านเสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านผู้ใด ยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนมีไหมครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ ท่านใดยังไม่ได้ เสียบบัตรแสดงตนกรุณาเสียบด้วยครับ คุณนฤมลเสียบบัตรแสดงตนหรือยังครับ
ท่านประธานคะ บัตรของดิฉันชํารุดค่ะ นับดิฉันด้วย ๑ คนค่ะ ขอบคุณค่ะ
บัตรชํารุดนะครับ เจ้าหน้าที่ช่วยดู แก้ไขจุดบกพร่องที่ชํารุด มันชํารุดตรงไหน ส่งผลมา มีจํานวนสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ขณะนี้ ๓๓๐ ท่าน ครบองค์ประชุมแล้ว
กระผมขอดําเนินการลงมตินะครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบพิธีสารอนุวัติข้อผูกพัน การเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงินรอบที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการ ของอาเซียน โปรดกดปุ่ม เห็นด้วยนะครับ ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิมีไหมครับ
เห็นชอบค่ะ นฤมล ศิริวัฒน์ ค่ะท่าน
ขอบพระคุณมาก เพิ่ม ๑ นะครับ งดการใช้สิทธินะครับ ส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๗๕ ท่าน เห็นด้วย ๓๑๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๕๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบพิธีสารอนุวัติข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการ ด้านการเงินรอบที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการค้าบริการของอาเซียน
ต่อไปเป็นเรื่องอันดับที่ ๒ ที่ยกขึ้นมานะครับ มีอะไรครับ
ขอประทานอภัยค่ะ กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน อานิก อัมระนันทน์ สมาชิกรัฐสภา เมื่อสักครู่ไม่แน่ใจว่ากดทัน ไม่ทันค่ะ แต่เห็นด้วยนะคะ แต่ว่าเข้าไม่ทัน ขอบพระคุณค่ะ
ขอบคุณครับ เห็นด้วย ทีหลังก็ค่อย ๆ ดู เดี๋ยวเขาถอดออกมาก็จะเห็นครับว่าเห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วย แต่เพิ่มเติมทีหลังก็คงจะลําบาก ก็ถือว่าได้พูดในที่ประชุมแล้วว่า เห็นด้วย ขอบคุณนะครับ
ต่อไปเป็นการพิจารณาเรื่องด่วนที่ ๑ กรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้า เสรีไทย-อินเดีย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญรัฐบาลครับ อย่าเพิ่งลุกไปไหนครับ นิดเดียวเท่านั้นเองครับ ให้ผ่านสัก ๒ ฉบับก่อนเถอะครับ
ท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
ในนามคณะรัฐมนตรีขอเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ กรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ ที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ จัดทํากรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย เพื่อขอความเห็นชอบจาก รัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๕๕๐ และเพื่อให้การเจรจาตามพันธกรณี ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย และการทบทวน ปรับปรุงหรือแก้ไขกรอบความตกลง ดําเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพื่อที่กระทรวงพาณิชย์จะได้ใช้เป็นแนวทางในการเจรจาจัดทําความตกลงเขตการค้าเสรี กับประเทศอินเดียต่อไป ทั้งนี้สาระสําคัญของกรอบการเจรจามีดังนี้ กรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดียจะนํามาใช้กับการเจรจาเพื่อจัดทําความตกลงเขตการค้าเสรีในด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงการทบทวนปรับปรุง หรือแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย และความตกลง ที่เกี่ยวเนื่อง ที่จะมีการเจรจาเพิ่มเติมในภายหน้า โดยเนื้อหาของกรอบการเจรจา จะครอบคลุม ๑๐ ประเด็นสําคัญ เช่น การลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากร มาตรการกีดกัน การค้าทั้งด้านสินค้าบริการและการลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มาตรการปกป้อง และเยียวยาด้านการค้าและระงับข้อพิพาทเป็นต้น การเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดียจะช่วยขยายการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย เพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศอินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่สําคัญและมีศักยภาพมากที่สุดสําหรับ ประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ รวมทั้งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของเอเชีย และมีความสําคัญต่อเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค โดยประเทศอินเดียมีอัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ ๘ ต่อปี มีรายได้ประชากรเฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้น แล้วยังมีการนําเข้า สินค้าจากทั่วโลกมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในภูมิภาคอาเซียนนั้นประเทศอินเดีย นําเข้าสินค้าจากประเทศไทยเป็นอันดับที่ ๔ รองจากประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซียตามตัวเลขสถิติปี ๒๕๕๒ นับแต่ปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๓ หลังจาก การลดอากรศุลกากรของสินค้าส่วนแรกหรือเออร์ลี ฮาร์เวสท์ สกีม (Early Harvest Scheme) จํานวน ๘๒ รายการ ส่งผลให้มูลค่าการค้ารวมระหว่างประเทศไทยกับประเทศ อินเดียขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ ๔,๓๖๙ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยจะส่งออกเฉลี่ย ๒,๕๕๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนําเข้าเฉลี่ย ๑,๘๑๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยเป็นเป็นฝ่ายเกินดุลการค้าประเทศอินเดียตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ ที่เริ่มมีการเปิดเสรีสินค้ากลุ่มเออร์ลี ฮาร์เวสท์ สกีมเป็นต้นมา ทั้งนี้จะเห็นว่า การค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดียได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน แม้ว่าจะเป็น การเปิดเสรีสินค้าเพียง ๘๒ รายการเท่านั้น ในปี ๒๕๕๓ ประเทศอินเดียเป็นคู่ค้าสําคัญ อันดับที่ ๑๗ ของประเทศไทย เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ ๑๑ และเป็นแหล่งนําเข้า อันดับที่ ๑๙ ของประเทศไทย การค้ารวมล่าสุดในปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง ๖,๖๔๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้า ๒,๑๔๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเยือนประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการล่าสุดของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ระหว่าง วันที่ ๔ ถึง ๕ เดือนเมษายน ๒๕๕๔ ผู้นําของ ๒ ประเทศได้มีความตกลงเห็นชอบร่วมกัน ในการกําหนดเป้าหมาย การค้าไทย-อินเดียให้เพิ่มขึ้น ๒ เท่าจากประมาณการ ๖,๖๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมาเป็น ๑๓,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐในปี ๒๕๕๗ และมีความ มั่นใจร่วมกันว่าการค้าในปี ๒๕๕๕ หรือปีหน้าจะขยายตัวได้ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ได้เคยตั้งเป้าหมายไว้ และยังมีความเห็นพ้องต้องกันในการที่จะเร่งสรุปผลการเจรจา เขตการค้าเสรีไทย-อินเดียที่ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เสร็จสิ้นภายในปี ๒๕๕๔ รวมทั้งให้มีการลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไข กรอบความตกลงเอฟทีเอ ไทย-อินเดียโดยเร็วที่สุด นอกจากนั้นยังเห็นพ้องที่จะให้มี การเจรจาเปิดเสรีด้านการค้าบริการและการลงทุนในกรอบอาเซียนอินเดียให้มีการส่งผล โดยเร็วหลังจากที่มีการลดภาษีสินค้าระหว่างกัน มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ เดือนมกราคม ๒๕๕๓ รวมไปถึงการตั้งเป้าหมายที่จะให้มีนักท่องเที่ยวจากประเทศอินเดียมาประเทศไทยเกิน ๑ ล้านคนจากปัจจุบันเมื่อปีที่แล้วเป็นจํานวนทั้งสิ้น ๗๙๐,๐๐๐ คน นอกจากนี้ในการเจรจา ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดียยังจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้า ของประเทศไทยในตลาดประเทศอินเดีย เนื่องจากปัจจุบันประเทศอินเดียได้ทําความตกลง เขตการค้าเสรีที่ครอบคลุมการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุนกับประเทศสิงคโปร์ ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศมาเลเซีย และประเทศญี่ปุ่นแล้ว และอยู่ระหว่างการเจรจากับประเทศอินโดนีเซีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์และสหภาพยุโรป การเจรจาทําความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศ อินเดียจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขัน คู่แข่งทางการค้าที่ได้ทําความตกลงเขตการค้า เสรีกับประเทศอินเดียและมีความได้เปรียบคู่แข่งทางการค้าที่ยังไม่ได้ทําความตกลงกับ ประเทศอินเดีย เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง กระผมในนามของ คณะรัฐมนตรีจึงขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจา ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ขอขอบคุณครับ
ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพครับ ผมขออนุญาตพักการประชุม เริ่มประชุมใหม่เวลาบ่าย ๑ โมงตรงนะครับ ขอขอบคุณ เพื่อท่านจะได้ไปรับประทานอาหาร แล้วบ่ายเราก็เอาเตลิดไปครับ ขอบคุณครับ
พักการประชุมเวลา ๑๒.๐๑ นาฬิกา
เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๓.๐๕ นาฬิกา
ท่านสมาชิกครับ ต่อไปผมขอเชิญ ท่านวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ ครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในนามของ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายแสดงความคิดเห็นในประเด็นกรอบการเจรจาความตกลง เขตการค้าเสรีไทย–อินเดีย ท่านประธานที่เคารพครับ คือในหลักการแล้วผมเห็นด้วย กับการที่ประเทศไทยจะได้มีความตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดีย แต่อย่างไร ก็ตามในกรอบการเจรจาจากการที่ได้อ่านเอกสารที่ทางรัฐบาลได้นํามาแจกในที่ประชุมนะครับ ก็ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตที่สําคัญอยู่ ๕ ประการด้วยกันนะครับ
ประการที่ ๑ ในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น จากการที่อ่านเอกสารนี้ เนื่องจากเห็นว่ากรอบการเจรจาในครั้งนี้มีด้วยกัน ๑๐ กรอบ ซึ่งเป็นการเจรจาที่กว้างขวางมาก แล้วก็เข้าใจว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้มีหนังสือสอบถามหน่วยราชการต่าง ๆ ซึ่งในท้ายเอกสารก็จะมีสําเนาของหัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ได้มี การตอบคําหารือของทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมา ข้อสังเกตของผมในข้อแรก ก็คือว่าในส่วนนี้ก่อนการเจรจารัฐบาลนอกจากได้ฟังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐแล้ว น่าจะได้มีการฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนด้วยนะครับ แต่ปรากฏว่าในเอกสารไม่ได้แจ้งมา ว่าทางราชการได้มีการฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนอย่างไร อันนั้นคือข้อที่ ๑ นะครับ
ประการที่ ๒ ในข้อที่ ๘ เรื่องการเจรจาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน สิ่งที่ เป็นความกังวล ประเด็นแรกก็อยากจะกราบเรียนว่าอยากให้ทางกรมเจรจาการค้าระหว่าง ประเทศได้มองกว้างไปถึงการลงทุนทางด้านการประมง เนื่องจากว่าประเทศไทยกับประเทศ อินเดียเคยมีการประมง สัญญาในเรื่องของความตกลงทางด้านการประมงระหว่างกัน ประมงทะเล ตั้งแต่เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว แล้วการลงทุนอันนั้นก็ได้สะดุดหยุดลงไป ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้มีการรื้อฟื้นในความตกลงในเรื่องของการประมงทะเลด้วย นอกจากนี้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนก็คือเรืองของการคุ้มครองการลงทุน กระผมเอง ได้เคยอภิปรายในที่ประชุมนี้หลายครั้งนะครับ ว่าประเด็นข้อกังวลในเรื่องของการทําการค้าเสรี ในเรื่องการลงทุนก็คือในเรื่องของการคุ้มครอง ซึ่งทางราชการเองมักจะมองเรื่องการคุ้มครอง ในลักษณะของข้อกฎหมาย แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือที่เป็นข้อกังวลก็คือการลงทุนการคุ้มครอง ในด้านของพิธีการว่ารัฐบาลจะดําเนินการอย่างไรเพื่อให้การคุ้มครองการลงทุนนั้น ๆ เกิดผลสัมฤทธิ์ ไม่ใช่ต้องไปรอการฟ้องในอนุญาโตตุลาการ หรือการฟ้องในศาลของท้องถิ่น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นถ้าผู้ลงทุนขนาดเล็ก ขนาดย่อมไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ ซึ่งก็จะเป็น ปัญหากับการค้าการลงทุนในระหว่างประเทศได้
ประเด็นที่ ๓ ก็อยากจะพูดถึงเรื่องของการศึกษา เนื่องจากกรอบการเจรจา ในครั้งนี้ได้กําหนดไว้กว้างขวางมากถึง ๑๐ ประเภท ฉะนั้นแน่นอนครับกรอบการเจรจาครั้งนี้ ย่อมจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจและการลงทุน การค้าระหว่างประเทศ แล้วก็คงจะมีผลกระทบถึงประชาชน แล้วก็ผู้ประกอบการทั้งขนาดกลาง ขนาดย่อมด้วย ก็ขอให้ทางราชการ ทางรัฐบาลได้มีการศึกษาให้เกิดความชัดเจนนะครับว่าถ้าจะมีความตกลง เหล่านี้เกิดขึ้นแล้วภายใต้กรอบดังกล่าว ใครจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างไรขณะเดียวกัน ถ้ากลุ่มบุคคลที่เสียประโยชน์รัฐจะเข้าไปดูแล แก้ไข หรือเยียวยาอย่างไร อันนี้ก็เป็นความสําคัญ ที่อยากจะกราบเรียนไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อการพิจารณา
ประเด็นสุดท้าย ในความเห็นของผมก็คือเรื่องของกรอบเจรจานี้ที่ผ่านมา ประเทศไทยโดยคณะรัฐมนตรีพยายามดําเนินการต่อเนื่องกันมาหลายรัฐบาลเรื่องของ การเจรจาการค้าเสรี หรือภาษาฝรั่งเรียกว่าฟรีเทรด อะกรีเมนท์ (Free Tread Agreement) ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าในความเป็นจริงสิ่งซึ่งควรจะตระหนักถ้าเป็นเอฟทีเอ (FTA) เหมือนกัน คําเดียวกัน อยากจะให้เปลี่ยนหรืออยากจะให้ตระหนักถึงคํากล่าวตรงนี้ว่า เปลี่ยนจากฟรีเทรด (Free Tread) เป็นแฟร์เทรด (Fair Tread) นั่นคือหมายความว่าอย่างไร หมายความว่ามันควรจะเป็นการค้าที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมของทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ใช่เพียงการค้าเสรี ที่ผ่านมาในเรื่องของการค้าเสรีสุดท้ายเราเองยังมีปัญหาภายใต้ กรอบการเจรจาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกับประเทศจีนกับอาเซียนกับประเทศต่าง ๆ ที่เรามีด้วยกัน เพราะว่ากระบวนการวิธีการมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องของภาษีอย่างเดียว มันมีขั้นตอนเราเองเรามีปัญหากับประเทศจีนมาแล้วก็คือว่าเราคิดว่าการเปิดประตู โดยยกเว้นภาษีศุลกากรนั้นน่าจะเป็นการทําให้เกิดการค้าเสรีระหว่างประเทศไทย กับประเทศจีน แต่สุดท้ายเราไปติดภาษีท้องถิ่น ไปติดกระบวนการ วิธีการขั้นตอน การขออนุญาตต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายประเทศไทยแทบจะไม่ได้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์น้อย หรือได้ประโยชน์เฉพาะบางคนบางกลุ่มเท่านั้นเอง ในประเด็นนี้จึงอยากจะให้ทางรัฐบาล ให้ความสําคัญในการเข้าไปดูบทเรียนที่เราเกิดกับประเทศจีนในเรื่องของการที่จะทําให้ เกิดการค้าที่เป็นธรรม แล้วก็เปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมกันไม่ใช่เพียงแค่ของการคุยกันว่า เราจะทําอย่างไรที่จะยกเลิกภาษีหรือว่าฟรีเทรดแค่นั้นเอง มันควรจะเป็นแฟร์เทรดด้วย ก็ขออนุญาตกราบเรียนฝากท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ
คุณสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ท่านนายกรัฐมนตรีได้เสนอมายัง ท่านประธานรัฐสภาตั้งแต่วันที่ ๑๒ ตุลาคม ๒๕๕๓ เดือนนี้ก็เดือนเมษายน ๒๕๕๔ ผมเห็นว่ามันค่อนข้างที่จะล่าช้า แต่อยากจะเรียนท่านประธานว่าที่จริงแล้วกรอบความตกลง ว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย มันเริ่มมาตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๖ สมัยที่ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ท่านเป็นนายกรัฐมนตรี มีพรรคไทยรักไทย เป็นรัฐบาลในขณะนั้น ได้เห็นถึงความสําคัญการค้าขายระหว่างประเทศไทยกับประเทศ อินเดีย โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศอินเดียมีประชากรเป็นจํานวนมาก มีมูลค่าการซื้อขาย ถ้ามีการตกลงกันเป็นที่เรียบร้อยเราก็จะทํามาค้าขายกันได้มูลค่ามหาศาล เป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทยเป็นอย่างยิ่ง แต่น่าเสียดายครับ แทนที่จะมีการตกลงกันในพิธีสารแก้ไข กรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ที่จริงแล้วพิธีลงนามนั้น พิธีสารนั้นได้ผ่านไปเมื่อวันที่ ๓๐ เดือนสิงหาคม ๒๕๔๗ แล้วทั้ง ๒ ฝ่ายก็ได้ยกเลิกอัตราอากร ของสินค้าหลาย ๆ เรื่องเมื่อวันที่ ๑ กันยายน ๒๕๔๙ ก็ดําเนินการมาโดยตลอด แต่บังเอิญ ในวันที่ ๑๙ กันยายน ๒๕๔๙ เกิดการปฏิวัติ รัฐบาลชุดใหม่ขึ้นมาก็ทําให้เรื่องเหล่านี้ เงียบหายไป เรื่องมันกลับมาโผล่อีกครั้งหนึ่งเมื่อวันที่ ๙ เดือนมีนาคม ๒๕๕๓ นี้เอง ท่านประธานประเทศชาติเสียหายก็เพราะเกิดการปฏิวัติรัฐประหาร บ้านเมืองแทนที่จะได้ ก้าวไป เศรษฐกิจของประเทศไทยจะได้เจริญรุ่งเรือง พี่น้องประชาชนจะได้มีความอยู่ดีกินดี แต่สิ่งต่าง ๆ เหล่านี้ละครับ ๙ ปีเต็ม ๆ ท่านประธาน สูญเสียไปเป็นมูลค่ามหาศาล วันนี้ รัฐบาลชุดนี้หยิบยกขึ้นมา แทนที่จะให้วิป (Whip) รัฐบาลผลักดันเรื่องนี้เป็นเรื่องด่วน ตั้งแต่ เดือนตุลาคม อันนี้ก็มาอีก ๗ เดือนท่านประธาน ผมเข้าใจครับว่าการทํางานของรัฐบาลนั้น ไม่ได้มองถึงความสําคัญในเรื่องต่าง ๆ เลย รอให้จนปัญหานี้มันมาถึงจุดสุดท้ายมันจะเสียหาย แล้วถึงต้องรีบเร่งดําเนินการผ่านกรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย–อินเดีย ในวันนี้ท่านประธาน แต่สิ่งที่ผมได้อ่านเอกสารฉบับนี้ที่รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ขออนุญาตเอ่ยนามท่าน ท่านอลงกรณ์ได้ลุกขึ้นอ่านฉอด ๆ นี่นะครับ ให้รัฐสภาได้ฟังนั้น ผมอยากจะถามท่านว่าการดําเนินการตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ กระทรวงพาณิชย์ บอกว่าได้ดําเนินการแล้ว โดยได้จัดให้มีการให้ข้อมูลและรับฟังความคิดเห็นของประชาชน ทั้งทางสื่อหนังสือพิมพ์ วิทยุ โทรทัศน์ และการจัดสัมมนาทั่วประเทศ เพื่อเตรียมความพร้อม สําหรับการเจรจาและการกระตุ้นการใช้ประโยชน์จากการเปิดเสรี ไม่เห็นอยู่ในรายงานฉบับนี้เลย ท่านทํางานได้อย่างไรแทนที่จะเอาข้อคิดเห็นเหล่านั้นมาแนบให้ท่านสมาชิกรัฐสภาได้ศึกษา ได้อ่าน ท่านเอาแต่เอกสารที่ตอบจากหน่วยงานต่าง ๆ ทุกหน่วยงานที่ผมอ่านนี้นะครับ ไม่ว่าจะเป็นกระทรวงแรงงาน กระทรวงการต่างประเทศ สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตร กรมศุลกากร ตอบเอาใจท่านทั้งนั้นครับ มันไม่ใช่ท่านประธาน และอันนี้เป็นเอกสารที่ตอบมาสั้น ๆ เห็นด้วย อย่างนี้มันใช้ไม่ได้ท่านประธาน ผมอยากจะ ฟังความคิดเห็นของประชาชนที่ท่านไปทําประชาพิจารณ์ ท่านใช้งบประมาณไปเท่าไร วันนี้รัฐสภามาจากประชาชนเราก็ต้องฟังเสียงของประชาชนว่าประชาชนเห็นด้วยหรือไม่ แล้วประชาชนมีข้อคิดเห็นเหมือนผมไหมว่ารัฐบาลนี้ทํางานล่าช้า มัวแต่อะไรก็ไม่รู้แทนที่จะ ทําเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ๆ ตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ ตั้งแต่ที่ท่านขโมยรัฐบาลจากพวกผมไป แต่ดึงมาจนถึง จะหมดสมัยท่านแล้ว แล้วก็ค่อยมาทํา ท่านมองการค้าไม่ออกหรืออย่างไร ท่านหาเงินไม่เป็น ใช่หรือไม่ถึงคิดจะมาทํา ถ้าท่านหาเงินเป็นวันนี้ไม่ต้องไปกู้หนี้ยืมสินมามากมายหรอกครับ ท่านประธาน เดี๋ยวขอให้ท่านรัฐมนตรีช่วยชี้แจงด้วยนะครับ ท่านไปทําสัมมนา ทําประชาพิจารณ์ แล้วผลเป็นอย่างไร ขอบคุณครับท่านประธาน
ท่านประจิต โรจนพฤกษ์ เชิญครับ
กราบเรียนท่านประธาน กระผม นายประจิตต์ โรจนพฤกษ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบเรียน ความเห็นเกี่ยวกับเรื่องที่กําลังพิจารณาดังนี้ กระผมเห็นว่าในชั้นนี้นั้นยังเป็นเพียงขั้นตอน ในการพิจารณาทําความตกลงระหว่างประเทศหรือสนธิสัญญา ยังไม่ถึงขั้นที่จะมีการแสดง เจตนาผูกพันให้มีผลผูกพันกันระหว่างประเทศ แต่กระนั้นก็ดีทางรัฐธรรมนูญก็ได้บัญญัติไว้ ถึงขั้นตอนในการทําสนธิสัญญาระหว่างประเทศ กระผมได้ฟังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ได้กล่าวในตอนต้นว่าประเทศไทย ได้เปรียบดุลการค้ากับประเทศอินเดียในขณะนี้เป็นลําดับมาหลายปี แต่ก็มีข้อสังเกตว่า ถ้าหากว่าขณะนี้ได้เปรียบในเมื่อยังไม่มีความตกลงในด้านการค้าเสรี แต่ถ้าหากมีความตกลง แล้วจะเป็นเช่นนั้นหรือไม่ กระผมใคร่ตั้งข้อสังเกตนี้ให้ทางท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง พาณิชย์รับไปพิจารณาด้วย เพราะว่าในกรอบความตกลงที่เราจะกระทํากับประเทศอินเดียนั้น นอกจากทางด้านการค้าแล้ว ก็ยังรวมไปถึงการบริการและการลงทุนด้วย เพราะฉะนั้น ในเมื่อเปิดกว้างเสรีแล้ว ผลอาจจะไม่เป็นอย่างในปัจจุบันก็ได้ เพราะฉะนั้นจะต้องนําข้อคิดนี้ ไปพิจารณาด้วย โดยเฉพาะประเทศอินเดียนั้นเป็นประเทศที่ใหญ่และมีศักยภาพทางเศรษฐกิจ มากขึ้นทุกวัน ในชั้นนี้ก็ดังที่ได้กล่าวแล้วว่าเป็นเพียงขั้นกรอบการเจรจา ซึ่งทางรัฐบาล ก็จะต้องเสนอให้รัฐสภาแห่งนี้พิจารณาอีก เมื่อถึงขั้นตอนสุดท้ายที่จะต้องลงนามแล้วก็แจ้ง แสดงความผูกพันต่อประเทศไทย ในชั้นนั้นทางรัฐสภานี้ก็จะได้มีโอกาสในการพิจารณา ในวาระสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง ขอขอบพระคุณครับ
ท่านเรวัต สิรินุกุล
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ซึ่งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประทานโทษเอ่ยนาม ท่านได้ชี้แจงไป ได้ฟังท่าน ชี้แจงนั้นก็เห็นด้วยที่ว่าประเทศอินเดียเป็นประเทศใหญ่มีศักยภาพในทางเศรษฐกิจ แล้วก็ มีประชากรอยู่ในอันดับ ๓ ของโลกรองจากประเทศจีน แล้วก็เศรษฐกิจนั้นเติบโตประมาณ ร้อยละ ๘ เป็นอันดับ ๓ เช่นเดียวกัน รองจากประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ผมเห็นด้วยครับ แล้วในการทําเอฟทีเอ ครั้งนี้ครับท่านประธาน ก็มีกรอบเจรจาที่จะไปเจรจามีอยู่ทั้งหมด ๑๐ ประเด็น หรือ ๑๐ ด้านด้วยกัน ผมมาดูแล้วครับท่านประธาน ผมมาดูแล้วในแต่ละประเด็น ที่ ๑๐ ประเด็นนี้มีที่น่าสนใจบางประเด็นที่อยากจะกราบเรียน เป็นต้นว่าการค้าบริการเปิดเสรี ภาคบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เรียกร้องเปิดตลาดบริการในสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพ และอํานวยความสะดวกให้ผู้บริหารและบุคลากรที่มีฝีมือของประเทศไทยเข้าไปทํางานได้ ตรงนี้ผมก็เห็นด้วยครับ แต่ว่าในด้านบริการนี้ท่านประธานครับ ถ้าโดยเฉพาะจริง ๆ ในด้าน การท่องเที่ยวนี่ไม่มี แต่ผมมาถือคิดว่าก็อยู่ในด้านบริการก็แล้วกัน ทีนี้มาดูนะครับ ท่านประธาน ผมอยากจะฝากเรื่องนี้ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งซึ่งความจริงแล้วเป็นเรื่องของ การท่องเที่ยว แล้วก็อยู่ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านประธานครับ ผมยังไม่ค่อย เห็นว่าชาวอินเดียมาเที่ยวเมืองไทยเยอะ ไม่ค่อยมี อย่างในจังหวัดกาญจนบุรีของกระผมนี้ เป็นจังหวัดท่องเที่ยวมีสะพานข้ามแม่น้ําแควซึ่งมากันทั่วโลก แต่ชาวอินเดียไม่ค่อยมีมาครับ ท่านประธาน มีก็เห็นขายผ้าแถวตามพาหุรัดหรือขายถั่ว เก็บเงินรายวัน อย่างนี้เป็นต้น แต่มาท่องเที่ยวจริง ๆ ไม่ค่อยมี ก็เลยอยากจะฝากนะครับว่าคนจํานวนมากมายเป็นพันกว่าล้านคนมาประเทศไทยไม่ทราบว่า เท่าไร อย่างในขณะนี้เราจะเห็นว่าพี่น้องชาวจีนมาจากแผ่นดินใหญ่เยอะ แล้วมาเที่ยวเยอะ มาเที่ยวมาก ถ้าหากว่าเราได้นักท่องเที่ยวประเทศอินเดียเข้ามามันก็จะช่วยเสริมรายได้ เข้ามาอีก อย่างนี้ก็ต้องฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านอลงกรณ์ไปช่วย เจรจาด้วยในเรื่องการท่องเที่ยว เพราะท่านเป็นนักการเจรจาท่านพูดเก่ง อย่างนี้เป็นต้น แล้วมีอีกครับท่านประธานในเรื่องการบริการต้องฝากไปด้วย เพราะรายละเอียดนี้ไม่มี การแพทย์แผนไทยเราหรือการพยาบาลของเรา การแพทย์นี้แม้แพทย์แผนไทย แผนปัจจุบัน ของเรานี่ชั้นหนึ่งของโลก ชาวอาหรับชอบนิยมใช้บริการของเรา ตรงนี้รายละเอียดไม่มี ก็ต้องฝากไปด้วย ไปเจรจาว่าชาวอินเดียนิยมให้มารักษาในด้านบริการในด้านรักษาพยาบาล อย่างนี้ฝากไปด้วย ทีนี้มาดูอีกครับท่านประธาน ในอีกข้อหนึ่งที่ควรเจรจาและจะฝากเอาไว้ นั่นก็คือว่าในเรื่องกฎว่าด้วยกําเนิดสินค้า จัดทํา ปรับปรุงว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้าให้สอดคล้อง กับโครงสร้างการผลิตสินค้าของประเทศไทย ท่านประธานครับ ส่วนมากเราจะส่งสินค้าไป ต่างประเทศ เราจะไม่ผ่านประเทศที่สามหรอกครับ เราจะส่งตรงเลยครับ ส่งตรงไปเลย ไปค้าขาย อย่างประเทศอินเดียแล้วก็ผ่านจังหวัดระนองไป แล้วก็ออกไปค้าขายประเทศ อินเดียโดยตรง แต่ของประเทศอินเดียส่วนมากเขาจะใช้ประเทศที่สาม อย่างประเทศ มาเลเซียบ้าง ประเทศสิงคโปร์บ้าง ท่านประธานครับ ตรงนี้จะควบคุมดูแลกันอย่างไร จะดูแลให้ได้ว่าทําอย่างไรถึงจะใช้ถิ่นกําเนิดจากประเทศอินเดียโดยตรง ไม่ใช่ถิ่นกําเนิดจาก ประเทศมาเลเซียหรือประเทศสิงคโปร์แล้วก็เป็นของประเทศอินเดีย เพราะชาวอินเดียที่นั่น มีเยอะ อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้มันก็จะทําให้เราเสียเปรียบในเรื่องการค้า แทนที่จะเป็นสินค้า จากประเทศอินเดียกลับกลายเป็นสินค้าแค่ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์เท่านั้นเอง อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้ต้องฝากเอาไว้ครับ
แล้วอีกเรื่องหนึ่งครับ ในขณะนี้ที่เป็นข้อเท็จจริงด้วย อย่างเหล้าสก็อตวิสกี้ (Scotch Whisky) ไปเข้าประเทศฟิลิปปินส์ครับ เข้าประเทศฟิลิปปินส์แล้วก็ผ่านเอฟทีเอ จากประเทศฟิลิปปินส์มาประเทศไทยเลย ภาษีเหลือศูนย์ครับ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นเรื่องจริง ให้ท่านรัฐมนตรีไปตรวจสอบด้วย ถิ่นกําเนิดตรงนี้จะทําอย่างไร ผมอยากจะกราบเรียนเรื่องนี้ สักนิดหนึ่ง เพราะท่านรัฐมนตรีมีความชํานาญแล้วก็เข้าใจเรื่องนี้ดีด้วย อยากจะกราบเรียน ว่าให้ท่านได้ผลักดันและก็ทํางานให้เห็นผลโดยเร็วด้วย นั่นก็คือในเส้นทางหนึ่งซึ่งจะเป็นการ ร่นระยะทางจากประเทศอินเดีย ถ้ามาประเทศไทยต้องอ้อมแหลมมลายู ประเทศสิงคโปร์ มาท่าเรือเข้ามาที่คลองเตยใช้เวลายาวนานหลายวัน ๗-๘ วัน ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น ขณะนี้ บริษัท อิตาเลียนไทย ได้รับสัมปทานจากประเทศพม่า กําลังทําเส้นทางจากเมืองทวาย มาสู่กรุงเทพมหานคร มาสู่ประเทศไทย อยู่ที่ด่านแม่ทะมี่ของประเทศพม่า แล้วก็ของเราที่ พุน้ําร้อน แล้วท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านอลงกรณ์ไปเปิดงานมาแล้วด้วย ท่านช่วยขยายแล้วก็เร่งรัดให้รัฐบาลไทยได้เปิดจุดผ่อนปรนหรือด่านอย่างถาวร เพื่อที่จะ ให้เส้นทางจากประเทศพม่า เมืองทวายมาถึงจังหวัดกาญจนบุรี ๑๖๐-๑๗๐ กิโลเมตร แล้วจากจังหวัดกาญจนบุรีถึงกรุงเทพมหานคร ๑๓๐ กิโลเมตร ๓๐๐ กิโลเมตรเท่านั้นเอง ครับท่านประธาน ขณะนี้ไปที่จังหวัดระนอง ๕๐๐ กว่ากิโลเมตร อย่างนี้เป็นต้น ร่นระยะทาง ๗ วันครับ ลดค่าใช้จ่ายร้อยละ ๓๐ หรือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็เป็นเส้นทางหนึ่งที่น่าจะมีการเจรจา แล้วก็น่าจะเร่งรัด แล้วก็ให้ประเทศอินเดียผ่านช่องนี้จอดที่เมืองทวายส่งสินค้ามาประเทศไทย และประเทศไทยเราส่งไปยังประเทศอินเดีย แล้วก็ผ่านนี่ครับ ออกจังหวัดกาญจนบุรี ออกเมืองทวายแล้วก็ไปประเทศอินเดียก็ใกล้ อย่างนี้เป็นต้น นี่ก็เส้นทางหนึ่งที่อยากจะให้มี การเจรจาเรื่องนี้ด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนและก็ฝากเอาไว้เช่นเดียวกัน นั่นก็คือว่า ในเรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องที่เคยเกิดมาแล้ว อย่างประเทศจีนเราทําเอฟทีเอ จริง ๆ เราก็ดีใจ ประเทศจีนประเทศใหญ่แทนที่จะซื้อของเราเยอะแยะ ๑,๓๐๐ ล้านคน ซื้อของเรา นิดเดียวเยอะแยะหมดแล้ว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ กลับขายมามากกว่าเราอีก แล้วทําให้พี่น้อง เราเดือดร้อนกระทบกระเทือน ท่านประธานเคยได้ยินไหมครับ กระเทียม หอม ผัก ผลไม้ เราเดือดร้อนไปทั่ว แล้วที่สําคัญจะเข้าไปแต่ละครั้งมันไม่ใช่เอฟทีเอโดยตรงเลย ต้องไปผ่าน แต่ละหัวเมืองมีกฎข้อระเบียบเยอะแยะ อย่างนี้เป็นต้น ประเทศอินเดียมีไหมครับ ถ้ามีอย่างนี้แทนที่เราจะได้เปรียบหรือแทนที่ดีใจว่าเราจะสามารถที่จะไปครองตลาดประเทศ อินเดียได้ก็ไม่ได้ครับ กลับเสียเปรียบอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องอย่างนี้ผมก็จําเป็น ต้องฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีให้ไปเจรจาในเรื่องเหล่านี้ด้วย เจรจาอะไรก็แล้วแต่ครับมันก็มี ทั้งได้เปรียบเสียเปรียบ อันนี้เป็นของธรรมดาธรรมชาติ แต่ว่าอย่าให้เสียเปรียบจนมากเกินไป แล้วทําให้พี่น้องเราเดือดร้อนมากเกินไป ความจริงประเทศอินเดียถ้าเขาซื้อ ไม่ต้องไปขาย อะไรมาก อย่างเดียวครับท่านประธาน ขายข้าวนี่ละครับทําให้มันเต็มที่แล้วทําให้เขาซื้อเรา จุดเดียวเลย เขากินข้าวนึ่ง ข้าวนึ่งของเรานี่เยอะ แล้วข้าวชั้น ๒ เราก็พยายามให้เขา กินข้าวหอมมะลิบ้าง กินข้าวชั้นดีของเราบ้าง ทําอย่างนี้อย่างเดียวไม่ต้องทําอะไรมาก หรอกครับ ขายข้าวอย่างเดียวละครับท่านประธาน เราก็ขายไม่หวาดไม่ไหวแล้วถ้าเขาจะ ซื้อเราจริง ๆ อย่างนี้เป็นต้น แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น มันก็ไม่ได้ซื้อได้มากมายอย่างนั้น แล้วก็ ไม่ซื้อโดยตรงอะไรมากมาย มันก็เป็นปัญหาอยู่ในทุกวันนี้ นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนว่า ทําเอฟทีเอนี่ดีครับ ผมเห็นด้วย แต่สิ่งที่เราหวังไว้คาดไว้ว่าจะได้ แต่มันไม่ได้อย่างที่คิด เพราะฉะนั้นจะทําอะไรก็แล้วแต่ที่คิดว่าจะได้อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเดียวก็พอแล้ว อย่างที่ ผมกราบเรียนไปคือข้าว เขาซื้อข้าวนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น เอาอันนี้เป็นจุดเด่นอย่างเดียวเลย แล้วในด้านบริการอื่น ๆ การท่องเที่ยว อยากจะเห็นนะครับ ก็ฝากเอาไว้ว่าเอาละ ท่านอลงกรณ์ฝีปากดีในการเจรจาท่านก็เจรจาให้หน่อย แทนการท่องเที่ยวก็ได้ เพราะ ท่องเที่ยวไม่สามารถที่จะเจรจาให้ประเทศอินเดียเข้ามาได้ ท่านก็ไป เจรจาท่องเที่ยว เป็นเรื่องสําคัญ คนประเทศอินเดียเข้ามาให้เหมือนกับประเทศอื่นที่เขาเที่ยวบ้าง อ้างว่า ประเทศอินเดียเศรษฐกิจดี แล้วก็รายได้สูงขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ผมก็อยากจะ เห็นชาวอินเดียได้มาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น แต่ข้อเท็จจริงท่านประธานครับ คนไทยเราไป ประเทศอินเดียมาก ผมคิดว่าจะมากกว่าชาวอินเดียมาเที่ยวประเทศไทยด้วยซ้ําไป แล้วนิยมพระครับ ท่านประธานครับพระนี่ชอบนิยมไปประเทศอินเดีย ไปทําไมครับ ไปศึกษา ปริญญาโทแล้วก็กลับมา กลับมาก็ได้ความรู้เป็นเรื่องที่ดีครับ แล้วสิ่งตรงนี้ผมก็อยากจะ เห็นว่าไหน ๆ จะทําแล้วอ้างว่าจะได้ประโยชน์ แต่ประโยชน์ข้อเท็จจริงมันได้ตรงไหน ก็อยากจะเห็นครับ ฝากไว้ ๒ เรื่อง เอาเรื่องใหญ่ ๆ อย่างเดียวคือกระทรวงพาณิชย์ไม่ต้อง ไปทําอะไรหรอกครับ คือขายข้าวให้ประเทศอินเดีย แล้วก็ให้การท่องเที่ยว การพยาบาล การแพทย์ การบริการ อย่างนี้เป็นต้น-ก็ขอฝากไว้ คิดเอาไว้ก่อนว่าพรุ่งนี้ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์คงจะได้ไปเจรจาในเรื่องนี้ให้สําเร็จได้ ขอบคุณท่านประธานครับ
ต่อไป ท่านเจริญ ภักดีวานิช
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม เจริญ ภักดีวานิช สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดพัทลุง ในฐานะสมาชิก รัฐสภา ก่อนอื่นกระผมขอสนับสนุนกรอบเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ซึ่งกระผมกราบเรียนท่านประธานเพื่อเป็นข้อมูลกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภาดังต่อไปนี้
ประการแรกก่อนครับท่านประธาน เนื่องจากกระทรวงพาณิชย์จะตั้งเป้า การส่งออกปีนี้ไว้ประมาณ ๗,๐๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ให้เติบโตขึ้น ๑๒ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งการ ตั้งเป้านั้นตั้งเป้าไว้ล่วงหน้า แต่ปัญหาที่เกิดขึ้นก็คือว่า กระผมกราบเรียนท่านประธาน เพิ่มเติมนะครับ สินค้าที่เราส่งไปประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ประเทศสหรัฐอเมริกา และประเทศในกลุ่มอียู (EU) นั้นประมาณปีละ ๖๐๐,๐๐๐ ล้านบาท ทีนี้เมื่อประเทศญี่ปุ่น มีปัญหาคลื่นสึนามิก็ดีหรือเกิดแผ่นดินไหวนี้ อาจจะทําให้การส่งออกไปประเทศญี่ปุ่นลดลง
ประการที่ ๒ เมื่อเช้าท่านประธานคงได้อ่านข่าวเอสแอนด์พี (S&P) ได้ลด ความน่าเชื่อถือของประเทศสหรัฐอเมริกาลง
ประการที่ ๓ ถ้าท่านประธานติดตามเรื่องประเทศโปรตุเกสจะเห็นภาพชัดว่า ขณะนี้มีปัญหาเรื่องเศรษฐกิจค่อนข้างมาก รวมมาถึงประเทศสเปนและประเทศกรีก เพราะฉะนั้นทําให้ยอดรวมการส่งออกประเทศหลัก ๆ สําคัญค่อนข้างมีปัญหา เพราะฉะนั้น รัฐบาลจึงมีความจําเป็นต้องหาตลาดรอง และประเทศอินเดียมีศักยภาพในการที่จะสามารถ ส่งเพิ่ม เพราะปีหนึ่งเพิ่มได้ประมาณเกือบ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ จากการเติบโตของการส่งออก ท่านประธานครับ ประเทศอินเดียนั้นท่านรัฐมนตรี ท่านเพื่อนสมาชิกรัฐสภาก็ได้แจ้งให้ ทราบว่ามีประชากรประมาณ ๑,๑๓๐ ล้านคน ที่ค่อนข้างมีฐานะประมาณ ๓๕๐ ล้านคน แล้วก็ที่มีฐานะตั้งแต่ ๑๐,๐๐๐-๒๐,๐๐๐ ยูเอสดอลลาร์ (US Dollar) ประมาณ ๑๐๐ ล้านคน เพราะฉะนั้นการที่เราส่งสินค้าปีหนึ่ง ๔,๔๐๐ กว่าล้านยูเอสดอลลาร์ มันยังน้อยมากนะครับ เพราะฉะนั้นก็มีโอกาสที่จะเติบโตมากยิ่งขึ้น อันนี้กราบเรียนท่านประธานเป็นข้อมูลพื้นฐาน
ประการที่ ๔ นักท่องเที่ยวประเทศอินเดีย ซึ่งเมื่อกี้กระผมกราบเรียน ท่านประธานว่าผู้ที่มีรายได้สูงค่อนข้างมากประมาณ ๑๐๐ ล้านคนนั้น ขณะนี้นักท่องเที่ยว ที่มาประเทศไทยประมาณ ๗๐๐,๐๐๐ กว่าคน ปีนี้กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาก็วางเป้า ไว้ประมาณ ๘๕๐,๐๐๐ คน กระผมมีข้อสังเกตว่าถ้าเผื่อเราไม่เร่งลงนาม ซึ่งท่าน นายกรัฐมนตรีท่านได้ไปที่ประเทศอินเดียเมื่อต้นเดือน คือวันที่ ๔-๖ เมษายน ทางนายกรัฐมนตรีประเทศอินเดียก็พยายามเร่งรัดอยากให้มีการลงนาม เพราะฉะนั้น ถ้ารัฐสภาได้ผ่านวันนี้เข้าใจว่าการลงนามจะได้เร็วขึ้น กระผมให้ข้อมูลกราบเรียน ท่านประธานเพิ่มเติมว่าระหว่างอาเซียนกับประเทศอินเดีย ปี ๒๕๕๓ อาเซียนส่งไป ประเทศอินเดียประมาณ ๕๐ พันล้านยูเอสดอลลาร์ และปี ๒๕๕๔ ตั้งเป้าไว้ ๗๐ พันล้าน ยูเอสดอลลาร์ ในทั้งหมดนี้เป็นของประเทศสิงคโปร์เสีย ๒๘ เปอร์เซ็นต์ ของประเทศไทย มีแค่ ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ตัวเลขแรกที่กระผมกราบเรียนท่านรัฐมนตรี เพราะฉะนั้นท่านต้องรีบ ตั้งเป้า ขณะที่ประเทศสิงคโปร์เขา ๒๘ เปอร์เซ็นต์ จาก ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ท่านมีแผน ในการที่จะเพิ่มขึ้นได้อย่างไรบ้าง เมื่อเปรียบเทียบกับอาเซียน
กระผมมีข้อถามท่านรัฐมนตรี ๓ เรื่องดังต่อไปนี้นะครับ คือเมื่อวันที่ ๒-๖ มีนาคม ๒๕๕๔ ที่ประเทศอินเดียจัดมหกรรมและการชุมนุมสัมพันธ์ธุรกิจที่ประเทศอินเดีย ระหว่างอาเซียนกับประเทศอินเดียมี ๒-๓ เรื่อง
เรื่องแรก ก็คือทางประเทศไทยเจรจาขอลดภาษีสินค้าอ่อนไหว ก็คือสินค้า พวกทีวีจอแบน เนื่องจากว่าทางประเทศอินเดียเคร่งครัดเรื่องถิ่นกําเนิดสินค้าว่าลงทุน ในประเทศไทยไม่ถึง ๔๐ เปอร์เซ็นต์ กลับมาแล้วมีความก้าวหน้าแค่ไหน เรื่องทีวีจอแบน ที่จะขอยกเว้นภาษีนี้
เรื่องที่ ๒ ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่สําคัญมาก ประเทศอินเดียนั้นมีการลงทุน สาธารณสุขพื้นฐานค่อนข้างมากนะครับ ปัจจัยพื้นฐานค่อนข้างมาก เพราะฉะนั้นนักธุรกิจ ก่อสร้างค่อนข้างไปลงทุนที่ประเทศอินเดียจํานวนสูงมาก แต่แรงงานที่ประเทศอินเดีย ตั้งเกณฑ์ไว้ว่าจะต้องมีรายได้ประมาณปีหนึ่ง ๒๕,๐๐๐ ยูเอสดอลลาร์นั้น ผมก็คิดว่าค่อนข้าง สูงเกินไป เพราะฉะนั้นรัฐบาลได้เจรจาเพิ่มเติมหรือยัง เพื่อให้แรงงานกลาง ๆ พวกจบอาชีวะ ปวส. อะไรก็ตามได้มีโอกาสไปทํางานที่ประเทศอินเดีย ผมคิดว่าหลังจากที่ไปพบกันแล้ว กระทรวงพาณิชย์ก็ดี โดยเฉพาะทางรัฐบาลต้องมาวางแผนต่อว่าผลการเจรจาเมื่อระหว่าง วันที่ ๒-๖ เดือนมีนาคมนั้นมีความก้าวหน้าไปอย่างไร
เรื่องที่ ๓ ที่กระผมกราบเรียน ถ้าเผื่อท่านประธานจะดูเอกสาร ข้อสังเกตของ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์น่าสนใจครับ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์โดยเลขาธิการ สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรได้มีข้อสังเกตว่า กรอบเจรจาได้กําหนดมีระยะเวลาในการ ปรับตัวสินค้าอ่อนไหวเพื่อจะบรรเทาผลกระทบต่อสินค้าบางรายการ เช่น ไหม กาแฟ ชา เนื้อสัตว์ โค กระบือและผลิตภัณฑ์นม อันนี้เป็นสินค้าอ่อนไหว ไม่ทราบว่ากระทรวงพาณิชย์ ที่จะไปเจรจานั้นได้วางแผนร่วมกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในการที่จะช่วยให้มีการ วางกรอบในการเยียวยาและช่วยเหลืออย่างไร กระผมอยากถามความก้าวหน้าผ่าน ท่านประธานผ่านไปทางท่านรัฐมนตรี
กระผมมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะดังต่อไปนี้ เผื่อท่านรัฐมนตรีจะได้นําไป ประกอบในการที่จะดําเนินการขับเคลื่อน
ประการแรก เนื่องจากประเทศอินเดียนั้นมีพี่น้องมุสลิมอยู่ประมาณ ๑๖๑ ล้านคน ที่ประเทศปากีสถาน ๑๗๔ ล้านคน ประเทศบังคลาเทศ ๗๔ ล้านคน ท่านประธานครับ ๓๐๐ ล้านคนนะครับ เพราะฉะนั้นท่านรัฐมนตรีรีบวางแผนเรื่องอาหาร ฮาลาลที่จะส่งไปประเทศอินเดียแล้วก็ได้กระจาย เพราะเรายังส่งไปได้น้อยมากนะครับ จริงอยู่ถึงแม้ประเทศอินเดียเขาจะไม่ค่อยนิยมซื้อเครื่องอุปโภคหรืออาหารจากต่างประเทศ มากนัก อันนี้ผมคิดว่าเป็นโอกาสทองในการที่จะขยายสินค้าอาหารฮาลาลส่งไปสู่ประเทศ อินเดียแล้วก็ประเทศปากีสถาน แล้วก็ต่อไปก็คือประเทศบังคลาเทศ คณะกรรมาธิการ วิสามัญของวุฒิสภาได้ตั้งกรรมาธิการศึกษาการจัดตั้งนิคมอุตสาหกรรมอาหารฮาลาล ที่จังหวัดปัตตานี เราก็พบชัดว่าขณะนี้รัฐบาลยังส่งเสริมได้ไม่ชัดเจนนะครับ ก็อยากจะฝาก ท่านประธานสู่ท่านนายกรัฐมนตรี ถ้าเผื่อจะได้รื้อและรีบดําเนินการนิคมอุตสาหกรรมอาหาร ฮาลาลที่จังหวัดปัตตานีก็นําไปสู่ความน่าเชื่อถือของพี่น้องมุสลิมเกือบทั่วโลก แล้วก็สามารถ จ้างงาน สามารถมีการลงทุนไปที่ตรงนั้นค่อนข้างได้มาก นั้นคือข้อ ๑ ที่กระผมกราบเรียน ผ่านท่านประธานไปสู่ท่านรัฐมนตรีครับ
ประการที่ ๒ ผมคิดว่าของเราพูดน้อยมาก ท่านรัฐมนตรีก็ยังรู้สึกยังวางแผน น้อยมากก็คือเรื่องศูนย์กระจายสินค้า เนื่องจากประเทศอินเดียพื้นที่กว้างมาก เพราะฉะนั้น ถ้าเผื่อเราไม่ตั้งศูนย์กระจายสินค้าแบบประเทศจีน โอกาสที่เราจะเพิ่มปริมาณการค้านี้ ค่อนข้างยาก
ประการที่ ๓ นอกจากศูนย์กระจายสินค้าแล้วผมคิดว่าการที่รัฐบาลหรือ กระทรวงพาณิชย์ให้นักธุรกิจระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดียพบปะกันค่อนข้าง มีน้อยอยู่ก็อยากจะให้ท่านรัฐมนตรีเอาข้อสังเกตไปเพิ่มขึ้นมา เพื่อเราจะได้สามารถกระจาย สินค้าและเราสามารถเร่งรัดธุรกิจ เท่าที่ผมดูเอกสารนี้เป็นไปไม่ได้เลยที่จะเพิ่มปริมาณการค้า ถ้าโอกาสของนักธุรกิจ โอกาสแลกเปลี่ยนหรือการหาพันธมิตรท้องถิ่นอ่อนแออยู่ขณะนี้ โอกาสที่จะเพิ่มค่อนข้างยาก และเราจะสู้ประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซียไมได้
ประการที่ ๔ ผมคิดว่าเป็นเรื่องด่วนและที่มีความจําเป็น รัฐบาลก็ยังจะ ไม่ค่อยพูดถึงก็คือสินค้าละเมิดลิขสิทธิ์นี่ครับ กระผมอยู่ในคณะกรรมาธิการการสาธารณสุข ของวุฒิสภา ท่านประธานครับ ทางประเทศยุโรป ทางประเทศสหรัฐอเมริกาค่อนข้างกังวล เรื่องการทําซีแอล (CL) ยา ซึ่งเป็นประโยชน์กับคนจนได้มีโอกาสเข้าถึงยา แล้วก็ประหยัด งบประมาณได้เยอะ ยาจากประเทศอินเดียเป็นยาที่ละเมิดลิขสิทธิ์ของทั้งกลุ่มประเทศยุโรป และประเทศสหรัฐอเมริกา ทางประเทศสหรัฐอเมริกาค่อนข้างติดตามเรื่องนี้เป็นพิเศษ ผมคิดว่าก็อยากจะเสนอรัฐบาล มีความจําเป็นต้องทําซีแอลยาต่อ แต่ว่าต้องระมัดระวัง เรื่องการละเมิดลิขสิทธิ์ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่กระผมกราบเรียนเผื่อท่านรัฐมนตรีจะได้นําไปสู่ การวางกรอบในการขับเคลื่อน
ประการที่ ๕ ท่านประธานครับ กระผมอยากเสนอว่า ณ วันนี้เราทําความ ตกลงเสรีการค้าหลายประเทศ อยากให้ทางรัฐบาลนี่ครับ โดยเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรี เริ่มทําโรดแมป (Roadmap) ผลประโยชน์จากการใช้เอฟทีเอให้ชัดเจน กระผมกราบเรียนว่า มีข้อมูลให้ท่านประธานทราบว่า ณ วันนี้เราใช้ผลจากการตกลงการค้าเสรีสามารถที่จะ ลดหย่อนภาษีค่อนข้างยังต่ําอยู่ กระผมมีข้อมูลเมื่อเดือนมีนาคม ปี ๒๕๕๓ ครับ ทีดีอาร์ไอ (TDRI) ได้วิจัยแล้วก็ติดตามดู ว่าการเปิดเสรีการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศต่าง ๆ นั้น โดยเฉพาะการเปิดเสรีการค้าอาฟตาเราใช้สิทธิแค่ประมาณ ๓๘,๐๐๐ ล้านบาทเท่านั้น ประเทศไทยกับประเทศญี่ปุ่น ๖,๐๐๐ ล้านบาท ประเทศไทยกับประเทศออสเตรเลีย ๓,๘๐๐ ล้านบาท สําหรับประเทศอินเดีย ๒๖๐ ล้านบาท เพราะฉะนั้นถ้าเผื่อว่าเราเจรจา ไปเรื่อย ตกลงการค้าไปเรื่อย ถ้าเรายังใช้การลดหย่อนภาษีหรือภาษีศุลกากรได้น้อย ไม่เต็มศักยภาพ ผมคิดว่ารัฐบาลต้องมีโรดแมปที่ชัดเจน
ประการสุดท้ายที่กระผมกราบเรียนว่า การตกลงการค้าเสรีเหล่านี้ ท่านสมาชิก รัฐสภาค่อนข้างให้ข้อสังเกตเรื่องผลกระทบและการเยียวยา ผมคิดว่าตลอด ๓ ปีที่กระผม ได้มีโอกาสมานั่งอยู่ในสภาแห่งนี้ ความชัดเจนในการเยียวยานั้นผมคิดว่ายังไม่ค่อยชัดเจน มากนัก ผลกระทบที่เกิดขึ้นกับพี่น้องเกษตรกร ไม่ว่าโคนมก็ดีหรือพืชผักก็ดีเราช่วย แบบชั่วคราว ก็อยากให้มีโรดแมปที่ถาวรในการช่วยเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากการที่ เราตกลงเสรีการค้า ก็กราบขอบคุณท่านประธานครับ
คุณจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์
ท่านประธาน ที่เคารพ ผม จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ต่อร่างกรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีระหว่างประเทศไทย และประเทศอินเดียนั้น ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าก็คงต้องให้ความเห็นชอบ เพราะว่าวันนี้มันเป็นกระแสของโลกที่มีการเปิดเสรีการค้าคงจะไม่มีใครที่จะปฏิเสธได้ว่า วันนี้เราไม่อยากจะเปิดเสรีกับประเทศต่าง ๆ ให้มันมากที่สุดในลักษณะของทวิภาคีเช่นนี้ แต่อย่างไรก็ตามต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพครับ ผมได้รับฟังเพื่อนสมาชิก อภิปรายหลายท่าน แน่นอนครับสิ่งที่เราเรียกว่าการเปิดเสรีการค้านี้มันเป็นเรื่องของโอกาส แต่อีกมุมหนึ่งมันก็คือความเสี่ยงด้วย ซึ่งจุดนี้ผมกราบเรียนด้วยความเคารพผมให้ความสําคัญ เป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะกรอบการเจรจาต่าง ๆ ในช่วงหลัง ๆ ที่ผ่านมานี้นะครับ ทุกฉบับก็จะ มีการพูดถึงเรื่องของมาตรการในการป้องกันเยียวยา การขยายเวลาเพื่อให้เป็นระยะ เวลาหนึ่ง เพื่อให้มีการปรับตัวได้ทัน แต่ในเอกสารที่ให้มาทุกครั้งต้องกราบเรียนด้วยความ เคารพว่ามันเพียงแค่คําพูดมันไม่มีรายละเอียดในการปฏิบัติที่จะทําให้เกิดความมั่นใจได้ว่า ในที่สุดแล้วภาครัฐของประเทศไทยจะดูแลพี่น้องประชาชนที่เขาได้รับผลกระทบจากการ เปิดเสรีทางการค้ากับประเทศคู่ค้าต่าง ๆ อย่างไร วันนี้ต้องกราบเรียนด้วยความเคารพ การเกิดดูเรื่องของกรอบการค้าประเทศไทยกับประเทศอินเดียนี้ ความเสี่ยงมันยิ่งสูง เป็นเท่าตัว ประเทศอินเดียนี้เป็นประเทศที่มีขนาดประชากรเป็นอันดับ ๒ การบริโภค เป็นอันดับ ๒ เทียบกับประเทศจีน ต่อจากประเทศจีนมา ผมต้องกราบเรียนอย่างนี้ครับ เมื่อเขาใหญ่เราก็ไปมองว่าโอกาสของเรามันสูง นั่นก็คือเราสามารถที่จะเอาผลผลิตของเรา ไปตีตลาดส่งไปขายเขาเพราะเขามีคนซื้อเยอะ อันนี้แน่นอนครับถูกต้อง แต่ผลกระทบ ของการส่งออกของเราที่มีกับประเทศเขามันเพียงน้อยนิดเมื่อเทียบกับขนาดเศรษฐกิจ ของประเทศใหญ่ ๆ เช่นนี้ แต่ในขณะเดียวกันเมื่อเขามีผลผลิตใดก็ตามที่จะส่งมาหาเรา หรือเขามีการบริการการค้าอะไรที่เขาจะส่งมาทางเรานี่นะครับ เมื่อเขาส่งมาเพียงเล็กน้อย มันกระทบกับสภาพเศรษฐกิจของประเทศไทยอย่างใหญ่หลวง ดูสภาพอย่างเช่นประเทศจีน เป็นหลัก ประเทศจีนที่เราเปิดไปแล้ว เขามาตั้งศูนย์การกระจายสินค้า พี่น้องเกษตรกร พี่น้องที่ทําการค้าการขายปิดประตูสู้ได้เลย โอกาสที่เราจะแข่งขันกับเขาอย่างสูสี อย่างมีศักยภาพมองแทบไม่ออก ดูอีกตัวอย่างหนึ่งประเทศจีนวันนี้เขาไปเน้นการผลิต เรื่องของเสื้อผ้า เขาไปเหมาซื้อไหมทั่วโลกมา ราคาไหม ราคาฝ้ายจากราคา ๑ ดอลลาร์กว่า ๆ ตอนนี้ไปอยู่ที่ ๒ ดอลลาร์กว่า ๆ ภาคการผลิตที่เป็นเอกชนของประเทศไทยปรับตัวไม่ทัน สู้ไม่ได้ วันนี้อยากจะซื้อยังซื้อไม่ได้ เพราะว่าสินค้าในตลาดโลกมันโดนเขาดูดทรัพย์ ไปหมดแล้ว นี่คือปัญหาที่ภาครัฐเราจะต้องมองให้ทะลุแล้วก็หาทางป้องกันให้ได้ ประเทศ อินเดียเช่นเดียวกันครับ เราจะดูแลภาคเอกชนรวมถึงพี่น้องเกษตรกรที่เขามีการผลิตสินค้า การเกษตรที่มีโอกาสในการแข่งขันต่ํากว่า ศักยภาพในการแข่งขันเขาเสียเปรียบเราจะดูแล เขาได้อย่างไร ประเทศอินเดียนี่นะครับแม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาเขายังกลัว วันนี้ธุรกิจ ที่เรียกว่าไอที (IT) คือเทคโนโลยี (Technology) นี่นะครับ ประเทศอินเดียดีกว่าประเทศ สหรัฐอเมริกาในหลาย ๆ ด้าน แม้แต่ประเทศสหรัฐอเมริกาที่เขาบอกว่ามีซิลิคอน วัลเลย์ (Silicon Valley) เขายังต้องเอาท์ซอร์ส (Outsource) ภาคการบริการเหล่านี้ไปยัง ประเทศอินเดีย เพราะว่าธุรกิจโดยเฉพาะด้านไอทีนี้มันไม่ต้องทําอยู่กับที่ มันไม่ต้องมีฐานการผลิตอยู่ใน ประเทศของตน เดี๋ยวนี้ส่งข้ามโลกไปอีกฝั่งหนึ่งให้เขาไปผลิตซอฟแวร์ (Software) มา ไปผลิตเป็นซอร์ส โคด (Source Code) ส่งกลับมาที่ประเทศของตนก็ได้ ประเทศไทย ก็เช่นเดียวกัน ผมมองไม่ออกเลยว่าในธุรกิจภาคเหล่านั้นเราจะหาทางต่อสู้แข่งขันกับเขา อย่างไร เพื่อให้มันเกิดศักยภาพขึ้นมาในอนาคต ผมต้องกราบเรียนด้วยความเคารพว่าเหล่านี้ เป็นจุดที่ผมยังมองว่าจากเอกสารที่ท่านได้ส่งมอบให้กับทางรัฐสภานั้น มันยังมีความหละหลวม แล้วก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าในที่สุดนี้เราจะปกป้องพี่น้องประชาชนของเราได้อย่างไร ก็อยากจะกราบเรียนถามผ่านท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีที่มาชี้แจงว่าแนวทางในการ ป้องกันมาตรการที่ท่านจะทําจริง ๆ นี้เราจะทําอย่างไร วันนี้ต้องกราบเรียนว่าการเปิดเสรีนี้ หยุดไม่อยู่แล้ว เราเซ็นมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ เริ่มทยอยปลดล็อกเรื่องของภาษีศุลกากรนี้ มาเรื่อย ๆ วันนี้มันเดินไปข้างหน้าจนกระทั่งหยุดไม่อยู่ แต่เราจะมองย้อนกลับไปดูพี่น้อง ประชาชนของเราที่เขาเสียเปรียบ ที่เขาสูญเสียโอกาสจากการที่เราเปิดเสรีนั้นนี้เราจะดูแล เขาอย่างไร เราจะเยียวยาเขาอย่างไรนี้ ความชัดเจนต้องช่วยเรียนถามผ่านท่านประธาน ไปยังท่านรัฐมนตรีให้ช่วยชี้แจงเพื่อนในรัฐสภาแห่งนี้ด้วยครับ
คุณวิเชียร คันฉ่อง
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม วิเชียร คันฉ่อง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดตรัง ท่านประธานครับ ฟังเพื่อนสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ให้ความเห็นว่า ถ้าหากว่าเราเปิดเสรีทางการค้าเสรีกับประเทศ อินเดียแล้วจะเป็นผลประโยชน์กับประเทศไทย ผมก็คงในทํานองเดียวกัน แต่ท่านประธาน ผมอยากจะให้ข้อสังเกตกับท่านประธานผ่านไปถึงรัฐมนตรีสักเล็กน้อยนะครับ เพราะว่าจากกรอบเจรจาซึ่งกระทรวงพาณิชย์ กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศเสนอไป ก็ได้สอบถามไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เช่น สํานักงานเศรษฐกิจการคลัง กระทรวงการคลัง สอบถามไปยังกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน ซึ่งกรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงานนี้ เขาก็ได้ตอบมาว่าเป็นเรื่องที่ดี จะเสริมสร้างศักยภาพด้านแรงงานระหว่างประเทศ นั่นหมายถึงว่าต่อไปนี้แรงงานระหว่างประเทศนี้มันน่าจะต้องดีขึ้น อย่างน้อยที่สุดก็คือเรา คงจะมีโอกาสแลกเปลี่ยนศักยภาพระหว่างนักศึกษาประเทศไทยกับประเทศอินเดียเกี่ยวกับ เรื่องปัญหาด้านเทคโนโลยี เพราะประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีความเก่งในด้านคอมพิวเตอร์อยู่ แต่ถึงอย่างไรก็ตามอยากจะขอถือโอกาสกราบเรียนกับท่านประธานว่า ในแง่ตรงนี้ปัจจุบันนี้ ถามว่าประเทศไทยนี้เราผลิตแรงงานที่เป็นแรงงานฝีมือได้แท้จริงแค่ไหน เพียงใด ท่านลองไป นึกทบทวนดู ในขณะนี้นักเรียนอาชีวะที่เรียนจบ ปวช. ปวส. พวกที่เรียนจบ ปวส. นี้ ไม่มีโอกาสที่จะเรียนต่อในระดับสูงได้ เพราะปรากฏมีการกีดกันในเรื่องการเรียน เมื่อก่อนนี้ เราคงจําได้นะครับ ที่ลาดกระบังเป็นสถาบันที่ได้รับความร่วมมือจากประเทศญี่ปุ่น เพื่อผลิต นักเรียนที่มีฝีมือ เทคนิคเยอรมันซึ่งในขณะนี้เราก็เรียกกันว่าสถาบันเทคโนโลยีพระนครเหนือ ก็ในทํานองเดียวกัน ก็ได้รับความร่วมมือจากประเทศเยอรมันเพื่อผลิตแรงงานฝีมือเหล่านี้ ให้เป็นแรงงานฝีมือที่แท้จริง ราชมงคลของเราเมื่อก่อนนี้ก็พยายามรับนักศึกษาที่จบ ปวส. จากวิทยาลัยเทคนิคต่าง ๆ แต่ถามว่าในปัจจุบันนี้เราได้ดําเนินการอย่างนี้หรือไม่ เพราะฉะนั้น สิ่งเหล่านี้สภาพแรงงานของเรานี้เป็นแรงงานที่ขาดแคลนด้านเทคนิคเชียล (Technician) ผมจึงอยากกราบเรียนว่าเราจะไปตกลงเรื่องการลงทุนกับประเทศอะไรก็ตาม แต่ถามว่า คนเราพร้อมหรือไม่
ส่วนอีกด้านหนึ่งก็คือเกี่ยวกับเรื่องด้านอาหาร ซึ่งคิดว่าน่าจะเป็นผลดีในฐานะ ที่ผมมาจากเกษตรกร ผมอยากจะเห็นภาพนะครับท่านประธาน ว่าต่อไปถ้าเราส่งข้าว ไปต่างประเทศนั่นหมายถึงว่าชาวนาที่ปลูกข้าวคงจะได้ผลประโยชน์จากจุด ๆ นี้ แต่ในแง่ ของความเป็นจริงท่านประธานลองทบทวนดูสิครับ แต่ละปีในระหว่างเก็บข้าวปรากฏว่า ชาวนาต้องประท้วง เพราะราคาผลผลิตข้าวนี้ตกต่ํากว่าต้นทุน ถามว่าอย่างนี้ถึงแม้เราจะ ไปเจรจาทางการค้า จริงอยู่อยากจะให้เกษตรกรได้ประโยชน์ แต่ถามว่าประโยชน์เหล่านี้ ตกอยู่ในกํามือใคร ตกอยู่ในกํามือพวกพ่อค้าคนไหน หรือว่าตกอยู่ในกํามือของพวกเกษตรกร นี่คือสิ่งที่เราต้องมาแก้ไขกลไกในประเทศไทย ไม่เพียงแค่นั้นท่านประธาน ท่านลองคิดดูครับ วันก่อนราคายางพารากิโลกรัมละ ๑๘๐ บาท ปรากฏราคาตกแต่ละวัน ๆ วันละ ๒๐ บาท จนกระทั่งเหลือ ๘๐ บาท ๖๐ บาท มันเป็นไปได้หรือครับท่านประธานครับ กลไกในตลาด ในประเทศนี้เป็นกลไกที่สําคัญ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะให้เกษตรกรอยู่รอด ผมคิดว่ารัฐบาล ต้องมาคิดแก้ไขกลไก ณ จุดจุดนี้
นอกจากนี้ในขณะนี้วันก่อนผมก็ได้พูดเกี่ยวกับเรื่องราคาปาล์มน้ํามัน เดี๋ยวนี้ ปรากฏว่าราคาปาล์มเรายังขายในท้องตลาด ๑ ลิตร ประมาณ ๖๕ บาท เกินกว่า ๖๕ บาท แต่ปาล์มทะลายที่ออกจากชาวสวนล่ะครับ ท่านรู้ไหมกิโลกรัมละเท่าไร ๔.๕๐ บาทครับ ความต้องการมาก สินค้าน้อย ความจริงผลผลิตน่าจะต้องราคาสูง แต่ในขณะนี้ปรากฏว่า ของเรายังราคาต่ํา ถามว่าอันนี้ทฤษฎีอะไร สิ่งเหล่านี้คือสิ่งที่บั่นทอนเกษตรกรที่จะทําอะไร ให้เกิดมรรคผลต่อประเทศชาติต่อบ้านเมือง เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะให้ประเทศของเรา ดําเนินไปได้ท่านต้องมาคิดถึงกลไก ณ จุดเหล่านี้ด้วย ไม่อย่างนั้นแล้วผมเชื่อเหลือเกินว่า ถึงแม้ว่าใครจะว่าเกษตรกรเป็นคนโง่ก็ตาม แต่วันหนึ่งคนโง่มันอาจจะลุกขึ้นต่อสู้ก็ได้ ท่านประธานที่เคารพครับ นอกจากที่ผมกราบเรียนมาแล้ว ผมคิดว่าสิ่งที่เราได้ประโยชน์ ก็คือเกี่ยวกับเรื่องด้านการเกษตร นี่ในมุมมองของผม เช่น เรื่องปลา เรื่องผัก เรื่องเกี่ยวกับ อาหารสําเร็จรูป เรื่องเครื่องดื่มอะไรเหล่านี้ เป็นประโยชน์ ผมมองในแง่ประโยชน์เหล่านี้ แต่เมื่อมองในแง่ประโยชน์เหล่านี้ก็ต้องมาทบทวนว่าประโยชน์ที่จะได้รับนั้นทําอย่างไร ให้ถึงมือเกษตรกร ขอกราบขอบคุณครับท่านประธาน
ต่อไปท่านพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์
ท่านประธาน ที่เคารพ ดิฉัน แพทย์หญิงพรพันธุ์ บุณยรัตพันธุ์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ก่อนอื่นดิฉันขอกราบเรียนท่านประธานว่าดิฉันเห็นด้วยในหลักการของข้อตกลงระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศอินเดีย แล้วก็เล็งเห็นถึงผลประโยชน์ที่จะเกิดขึ้นกับประเทศชาติ แต่ในขณะเดียวกันดิฉันก็อยากจะเรียนเสนอข้อสังเกต ซึ่งดิฉันคิดว่ายังไม่มีความชัดเจน ในเอกสารที่ให้มา ซึ่งก็เหมือนกับความวิตกกังวลของเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่ได้กล่าวมาแล้ว
ข้อสังเกตข้อแรกที่ดิฉันคิดว่ามีความสําคัญก็คือผลกระทบทางด้านผลผลิต ทางการเกษตรของประเทศของเรา อันเนื่องมาจากข้อตกลงเหล่านี้ โดยเฉพาะจากบันทึก ของสํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่แสดงให้เห็นว่า อย่างไรก็ตามมันจะต้องมีสินค้าเกษตรบางรายการของประเทศไทยที่ได้รับผลกระทบ เช่น ไหม กาแฟ ชา เนื้อสัตว์ แล้วก็เครื่องในสัตว์ นม ผลิตภัณฑ์นม โค กระบือ ที่มีชีวิตเหล่านี้ ซึ่งดิฉันดิฉันคิดว่ามันก็เป็นอาชีพหลักที่สําคัญของคนไทยเช่นเดียวกัน แต่ในขณะเดียวกัน ในการที่จะให้รัฐสภาให้ความเห็นชอบ ดิฉันคิดว่าเราต้องการ สิ่งที่ดิฉันต้องการก็คือข้อมูลที่มากกว่านี้ ที่ชัดเจนมากกว่านี้เกี่ยวกับ ความมากน้อยของผลกระทบนะคะ โดยเฉพาะในแต่ละผลิตภัณฑ์ เพราะว่าอันนี้มันก็คือ อาชีพหลักของคนไทย แล้วก็เป็นคนไทยซึ่งส่วนใหญ่ก็เป็นผู้ด้อยโอกาส เป็นคนที่ปฏิบัติอาชีพ ในอาชีพเล็ก ๆ น้อย ๆ ของเขา แต่ว่าผลกระทบจากข้อตกลงนี้อาจจะทําให้เขาต้องเลิก อาชีพเหล่านี้ไปนะคะ แต่ผลได้ที่ตอบกลับมานั้นมันไม่ใช่กับเกษตรกรโดยตรง แต่ว่ามัน จะเป็นกับพ่อค้ารายใหญ่ หรือว่าบริษัทห้างร้านใหญ่ ๆ ซึ่งเมื่อคิดเทียบกับในภาพรวมแล้ว ดูเหมือนว่าเราจะได้เปรียบในเชิงของรายได้ แต่ในขณะเดียวกันความเสียเปรียบของรายย่อย ผู้ประกอบการรายย่อย หรือว่าเกษตรกรรายย่อยนั้นอาจจะมีเป็นจํานวนมากนะคะ แล้วก็ ส่งผลกระทบอันใหญ่หลวงถึงเขา เพราะฉะนั้นข้อมูลเหล่านี้ต้องการความชัดเจนมากกว่านี้ นะคะ โดยเฉพาะความมากน้อยแค่ไหน แล้วมาตรการในการป้องกันหรือการเยียวยา ซึ่งต้องการให้มีความชัดเจน ไม่ใช่ว่าเกิดขึ้นแล้วก็ให้ผู้ที่เสียหายนั้นไปเรียกร้องเอาเองนะคะ
อีกเรื่องหนึ่งจากกระทรวงสาธารณสุขเอง ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ดิฉันเห็นด้วย แล้วก็แสดงให้เห็นว่ามันมีมาตรการในการที่จะดูแลอยู่แล้ว แต่อยากจะเรียนท่านประธาน ที่เคารพและท่านรัฐมนตรี ว่าประเทศอินเดียนั้นในด้านสุขภาพอนามัยยังมีข้อที่น่าวิตกอยู่ หลายเรื่อง โดยเฉพาะอย่างยิ่งก็จะเป็นดินแดนของโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร แล้วก็มักจะมี เชื้อโรคใหม่ ๆ เกิดขึ้น แล้วก็มีความต้านทานสูงต่อยาปฏิชีวนะทุกชนิด และเมื่อเร็ว ๆ นี้ ก็มีเชื้อโรคใหม่เกิดขึ้น เพราะฉะนั้นถ้าหากว่าจะมีสินค้าซึ่งจะต้องเกี่ยวข้องกับการอุปโภค บริโภคของประเทศอินเดียส่งมายังคนไทย ดิฉันคิดว่ากระทรวงสาธารณสุขเองจําเป็น ที่จะต้องทําความชัดเจนในเรื่องนี้ในการเฝ้าระวังในเรื่องของมาตรการ การพิสูจน์ ชันสูตร และสามารถที่จะทําให้เรามีความมั่นใจได้ว่าคนไทยจะได้บริโภคสินค้าจากประเทศอินเดีย ที่ปลอดจากเชื้อโรคแล้วก็การปนเปื้อนของสารเคมีนะคะ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากจะเรียนฝากไว้ ขอบคุณค่ะ
ท่านเดชอุดม ไกรฤทธิ์ ครับ
ขออนุญาต ท่านประธานครับ พอดีไมโครโฟน (Microphone) ของผมใช้ไม่ได้ กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม เดชอุดม ไกรฤทธิ์ สมาชิกวุฒิสภาสรรหา ภาควิชาการ ผมมีคําถาม ทางกฎหมายที่จะเรียนถามท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ กรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดีย นั้นรัฐบาลได้กําหนดแนวนโยบายของรัฐบาลและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ผมมีความเห็นว่าในข้อ ๑.๒ ที่ท่านบอกว่ากฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการจัดทําหนังสือสัญญา เพื่อจัดทําความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย นั้นมีมาตรา ๑๙๐ วรรคสองและวรรคสาม ของรัฐธรรมนูญนั้น ผมคิดว่ายังมีข้อบกพร่องอยู่ ความจริงแล้วในรัฐธรรมนูญฉบับที่ยกร่าง เมื่อปี ๒๕๕๐ มันมีวรรคห้า ผมขออนุญาตท่านประธานอ่านวรรคห้าเพื่อฝากไปยัง ท่านรัฐมนตรีให้พิจารณาดูว่าในวรรคห้ามีข้อความว่า ให้มีกฎหมายว่าด้วยการกําหนด ขั้นตอนและวิธีการจัดทําหนังสือสัญญาที่มีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจหรือสังคม ของประเทศอย่างกว้างขวาง หรือมีผลผูกพันทางด้านการค้าหรือการลงทุนอย่างมีนัยสําคัญ รวมทั้งการแก้ไขหรือเยียวยา ผู้ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติตามหนังสือสัญญาดังกล่าว โดยคํานึงถึงความเป็นธรรมระหว่างผู้ที่ได้ประโยชน์กับผู้ที่ได้รับผลกระทบจากการปฏิบัติ ตามหนังสือสัญญานั้นและประชาชนทั่วไป ข้อความตอนท้ายนี้นะครับที่สําคัญ เพราะว่าในรายงานที่ท่านนําเสนอต่อรัฐสภาในวันนี้ไม่มีกฎหมายฉบับนี้ที่อ้างถึง ผมเลย อยากจะฝากเรียนผ่านท่านประธานรัฐสภาไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า กฎหมายที่อ้างถึง ในวรรคห้านี้ท่านจะทําหรือยังและจะทําเมื่อไร ส่วนที่ท่านบอกมาว่าในข้อ ๔.๔ มาตรการ ปกป้องและมาตรการเยียวยาด้านการค้านี้มันเป็นนามธรรมเสียมากกว่า เพราะว่าท่าน ได้บอกว่าให้มีมาตรการปกป้อง ๒ ฝ่ายระหว่างไทย-อินเดีย เพื่อคุ้มกันหรือเยียวยาทางภาคเกษตร และอุตสาหกรรม อันนี้ขาดความชัดเจน ไม่ได้แสดงถึงความเป็นธรรมว่าภาคเกษตรหรือ ภาคอะไรก็ตามที่จะได้รับความคุ้มครองในการเจรจาทางการค้า ไม่ว่าเอฟทีเอหรืออะไรก็ตาม ท่านต้องมีกฎหมายฉบับนี้รับรอง เมื่อไม่มีกฎหมายฉบับนี้รับรองแล้วผมขอถามไปยัง คณะรัฐมนตรีผ่านท่านประธานว่าเมื่อไรจะมี
แล้วอีกประการหนึ่งประการสุดท้าย ก็คือว่าผมได้มีโอกาสเข้าไปดูเรื่องของ การเจรจาทางการค้าของกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ ในชั้นที่เจรจา ระหว่างประเทศไทยกับประเทศสหรัฐอเมริกา ผมก็ไม่ทราบว่าทําไมถึงต้องมีความลับ เวลาเราเข้าไปดูเจรจาทางการค้าก็บอกว่าประเทศไทยนี้ถูกจับมัดมือไม่ให้รู้ข้อความ เขาบอก ถ้าอยากรู้ข้อความก็ไปดูของไทย-ออสเตรเลีย เป็นตัวอย่าง มันไม่มีที่ไหนในโลกที่จะ ไม่เปิดเผยให้ประชาชนทราบว่าท่านไปเจรจาอะไร ถ้าท่านจะเจรจากับสหรัฐอเมริกา ท่านก็ต้องเปิดเผยเอกสารนั้นไม่ใช่ให้เราไปขอที่รัฐสภาสหรัฐอเมริกามา เพราะฉะนั้น มี ๒ ประเด็นที่ผมคิด ก็กราบเรียนผ่านท่านประธานไปถึงคณะรัฐมนตรี ท่านนายกรัฐมนตรี ว่ากฎหมายฉบับนี้ท่านทําหรือยัง แล้ววิธีการเจรจาทางการค้านั้นประชาชนจะได้มีส่วนเข้าไป มีส่วนร่วมในการรับรู้ความเสียหายหรือประโยชน์ที่ได้รับแค่ไหนเพียงใด กราบขอบพระคุณ ครับท่านประธาน
ท่านเจตน์ ศิรธรานนท์ ครับ
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในกรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ในวันนี้ที่เรา จะรับรอง ก็คงไม่ใช่ปัญหาของพวกเราทุกคนที่จะรับรองในวันนี้ ก็เนื่องจากผมขอเรียกสั้น ๆ ว่าเอฟทีเอนะครับ เรื่องนี้ได้ดําเนินการมาตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๖ แล้วก็มีการปรับปรุง รายการสินค้าเปิดเสรีส่วนแรก หรือเออร์ลี่ ฮาร์วิสท์ สคีม (Early Harvest Scheme) หรือ อีเอชเอส (EHS) ซึ่งมีกําหนดไว้ ๘๒ รายการ แล้วสาระสําคัญของกรอบการเจรจาในวันนี้ ก็ครอบคลุมอยู่ ๑๐ ประเด็น ซึ่งมันก็มีมากมายก็คงไม่ต้องอภิปรายในที่นี้ ยกเว้นในบางประเด็น ที่เหมือนกับฉายหนังซ้ําเพราะว่าในเรื่องของเอฟทีเอเราได้ทําเอฟทีเอกับประเทศจีนไปแล้ว กับประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ ๆ ไปแล้ว แล้วก็คงหนีไม่พ้น ที่เราจะต้องทํากับประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรอยู่ถึง ๑,๑๐๐ กว่าล้านคน แล้วก็มีผู้บริโภคระดับกลางถึงระดับสูงอีก ๓๕๐ ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ในขณะที่ ประเทศไทยนี้ โดยรัฐบาลเรามีแนวคิดเรื่องของจีดีพี (GDP) ทําอย่างไรที่จะทําให้จีดีพีนี้ เติบโตขึ้นมาก ๆ ทุกปี ยิ่งมากยิ่งทําให้งบประมาณมีมาก แล้วรายได้มากก็ทําให้งบประมาณ มีมากสามารถไปบริหารจัดการพัฒนาประเทศได้ เราไม่เคยคิดเรื่องจีเอ็นพี (GNP) หรือว่า ดัชนีของความสุขเหมือนกับประเทศภูฏาน แน่นอนครับเราคงไม่เปลี่ยนเราคงจะยึดจีดีพี ต่อไป ทีนี้เมื่อเรายึดจีดีพีแล้ว เราก็ต้องดูว่าจะทําอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ทําอย่างไรที่จะมีรายได้ให้เข้าประเทศ ใน ๑๐ ประเด็นที่ครอบคลุมที่อยู่ในสาระสําคัญ ของกรอบการเจรจา ในคราวนี้มันมีในบางประเด็นที่ผมอยากจะยกมาให้เห็น มาตรการ ปกป้องและมาตรการเยียวยาด้านการค้าให้มีทั้ง ๒ ฝ่าย ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันเหมือนฉายหนังซ้ํา ไม่ว่าจะทําเอฟทีเอกับใครก็ตามก็มีการ อภิปรายในสภาแห่งนี้ ผมก็นั่งฟังมาซ้ําซากว่าเราจะปกป้องเกษตรกรเรา หรืออุตสาหกรรม ในประเทศอย่างไร ไม่ให้ได้รับผลกระทบหรือให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ท่านประธานครับ ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านถึงท่านรัฐมนตรี ถึงคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ท่านทํา รูปแบบที่ชัดเจนประกอบเข้ามาในเอกสารให้เราเห็นชัด ๆ นะครับให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ท่านจะมีมาตรการปกป้องเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ท่านจะปกป้อง อุตสาหกรรมท้องถิ่นหรืออุตสาหกรรมในประเทศรายย่อย ซึ่งไม่ใช่อุตสาหกรรมข้ามชาติ อย่างไร ท่านทํารูปแบบตรงนี้ให้ชัดเจนขึ้นได้ไหมครับ จะได้ไม่มีคําถามซ้ําซากแล้วก็วนเวียน อยู่อย่างนี้ไม่ว่าจะทําเอฟทีเอกับใครก็ตาม แล้วแต่ละท่านก็เข้ามาอภิปรายก็อยู่ในประเด็นนี้ ก็หนีไม่พ้น ผมว่ามันทําให้เสียเวลาของสภาเราค่อนข้างมาก มากจนเกินไปนะครับ
แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการค้าสินค้า แน่นอนครับในเรื่องกฎว่าด้วย ถิ่นกําเนิดสินค้าและการค้าสินค้าเป็นเรื่องของแนวทาง เรื่องของหลักการที่เราจะต้องทํา อยู่แล้ว ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีระดับอัตราภาษีศุลกากรสูง มีมาตรการกีดกัน และกฎระเบียบที่ซับซ้อน ตรงนี้คือปัญหาและอุปสรรคในการทํางานของฝ่ายบริหารที่จะไป ติดต่อตกลงที่จะเจรจาเรื่องเอฟทีเอกัน มันเป็นเรื่องที่ยาก แต่ว่าถ้าหากว่าสามารถทําได้ มันก็จะสามารถเปิดตลาดของประเทศไทย เราก็จะมีรายได้หรือได้เปรียบดุลการค้า ซึ่งเรา ได้เปรียบดุลการค้าในปี ๒๕๕๒ อยู่ ๑,๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐก็ถือว่ายังไม่เยอะ แต่ว่า ในอัตราการเติบโตที่มากขึ้น ปีหนึ่งก็ประมาณ ๒๑-๒๒ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถือว่าค่อนข้างมาก แล้วอันนี้ก็จะตรงกับทิศทางหรือแนวทางของรัฐบาลไทยที่ต้องการเพิ่มจีดีพี เพราะฉะนั้น เป็นความจําเป็น ทีนี้การเจรจาการค้าตรงนี้ผมคิดว่ามันก็เป็นสิ่งที่ควรจะเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะทางด้านหลาย ๆ ด้านที่เราค่อนข้างจะสามารถเปิดตลาดได้อย่างดี ท่านประธาน เคยได้ข่าวว่ามีคนประเทศอินเดีย มีเศรษฐีประเทศอินเดียมาจัดงานแต่งงานที่จังหวัด เชียงใหม่ แล้วก็ได้เงินเป็นระดับ ๑๐๐ ล้านบาทในแต่ละรายไหมครับ ตรงนี้มันเป็นการ เปิดตลาดรายได้ที่เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวหรือว่าเปิดตลาดทางด้านบริการ ซึ่งผมคิดว่า อันนี้คือตัวอย่างอย่างหนึ่งที่ถ้าหากว่าผู้บริหารใส่ใจ ผู้บริหารเห็นความสําคัญ ตรงนี้ผมว่า ก็สามารถที่จะทําให้รายได้เข้าประเทศได้อย่างมาก ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๓ ประการครับ ท่านประธานครับ
ประการแรก ผมอยากจะฝากถึงรัฐบาลถึงท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ในที่นี้นะครับ ข้อแรกนะครับ ประเทศอินเดียมีรัฐอยู่ทั้งหมด ๒๘ รัฐ ท่านประธานทราบไหมครับว่า อัตราภาษีของรัฐแต่ละรัฐไม่เท่ากัน ตรงนี้ท่านมีข้อมูลแจ้งนักธุรกิจหรือไม่ ว่าแต่ละรัฐมี อัตราภาษีเป็นอย่างไร มีปัญหาเรื่องอัตราภาษีอย่างไร ในประเทศอินเดียบางรัฐเขาคิดภาษี นําเข้าจากราคาขายปลีก เมื่อคิดภาษีจากราคาขายปลีกนี้แน่นอนมันก็ต้องแพง ตรงนี้ทําให้ ราคานําเข้าจะแพงมาก ท่านบอกได้ไหมครับว่าท่านมีวิธีบริหารจัดการตรงนี้อย่างไร ใน ๒-๓ ประเด็น ที่ผมพูดไปแล้วส่วนใหญ่มันกระทบกับอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม
แต่ผมอยากมาถึงประการสุดท้ายเรื่องของการทําซีแอลยา มีบางท่านขออภัย ที่เอ่ยนาม ท่านเจริญได้พูดในเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ผมอยากชี้ให้เห็นนะครับท่านประธาน ประเทศอินเดียนี้มีวัตถุดิบเรื่องของยาที่ราคาถูก เราสามารถนําวัตถุดิบตรงนี้มาผสมยา ในประเทศก็ทําให้ต้นทุนการผลิตต่ํา เมื่อต้นทุนการผลิตต่ํายาที่ขายก็ถูก แล้วเราสามารถ ทําซีแอลยาหลายชนิด เช่นยารักษาโรคเอดส์ (Aids) ตรงนี้มันก็มีปัญหาว่าที่ประเทศอินเดีย เขาสามารถมีลิขสิทธิ์มีวัตถุดิบในการผลิตยาได้ แล้วเราก็ซื้อตรงนั้นมาทําได้ แต่ว่าปัญหา ที่จะเกิดขึ้น แล้วผมอยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานก็คือว่าประเทศอินเดีย ได้ทําเอฟทีเอกับอียู เมื่อทําเอฟทีเอกับอียูแล้ว เรื่องของวัตถุดิบของยาหรือเรื่องของยา แม้กระทั่งที่เรานําเข้ายาที่ผลิตสําเร็จรูปแล้วก็ยังราคาถูก อียูเขาจะเข้มงวดตรงนี้ ค่อนข้างมาก ดังนั้นสิ่งที่เป็นต้นทุนที่ราคาถูกของประเทศอินเดียที่เราเคยได้จากการติดต่อ ซื้อขายกับประเทศอินเดียมันก็จะเปลี่ยนไป ตรงนี้ผมอยากจะฝากคําถามว่าแล้วตรงนี้ มีผลกระทบเรื่องยาตรงนี้อย่างไร เพราะว่ามันเป็นปัญหาของบ้านเรา ในปัจจุบันนี้เรามี ยานําเข้าที่ราคาค่อนข้างแพง ยกตัวอย่างเช่น ยาพลาวิกซ์ (Plavix) ป้องกันลิ่มเลือด ป้องกัน การก่อตัวเป็นลิ่มในผู้ป่วยโรคหัวใจ ท่านประธานครับ ผู้ป่วยต้องทานทุกวัน วันละ ๑ เม็ด ในกรณีที่เส้นเลือดหัวใจตีบ ท่านประธานทราบไหมครับว่าเม็ดหนึ่งเราจะหาซื้อได้เท่าไร ๑ เม็ด ราคา ๘๔ บาท ท่านจะซื้อที่ไหน ท่านจะซื้ออย่างไร ท่านจะซื้อวิธีไหน ราคาก็ ๘๔ บาท มันเป็นเทคนิคการตลาด ท่านไม่สามารถที่จะหาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่านี้ มันเป็น กลไกแล้วมันเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด ในราคา ๘๔ บาทนี้ผมไม่ทราบหรอกครับว่าเขากําไร เท่าไร แต่เท่าที่ทราบกําไรมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันเราก็มียาที่นําเข้าวัตถุดิบจาก ประเทศแคนาดา เราก็มียาที่องค์การเภสัชกรรมผลิตขึ้นด้วยกระบวนการที่เราทําถูกกฎหมาย ด้วยวิธีการที่ดี ตรงนั้นทําให้เราสามารถผลิตยาได้ในราคาถูก ถูกกว่าครึ่งหนึ่งอีก แล้วมันเป็น ผลดีอันมหาศาลคุณอนันต์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนคนไทยที่เจ็บป่วยเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ตรงนี้สามารถใช้ยาในราคาที่ถูกจากองค์การเภสัชกรรมได้ แต่ว่ายาราคาแพงก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามันมีกลไกที่แก้ไขเรื่องแบบนี้ มันก็จะทําให้ยาต่าง ๆ นี้ราคาถูกลง แล้วเราก็สามารถที่จะให้ประชาชนคนไทยใช้ที่ดีในราคาที่ถูกได้ในที่สุด ผมก็ขอฝากในส่วนที่ เกี่ยวข้องในเรื่องของยา ฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีครับ ขอบพระคุณครับ
ขอบพระคุณครับ เชิญรัฐมนตรี ตอบชี้แจงครับ ก็พอที่จะฟังได้แล้วนะครับ ตอบสั้น ๆ หน่อยครับ เอาเนื้อ ๆ เพื่อจะได้ลงมติ
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ให้ความสนใจต่อกรอบเจรจา ความตกลงว่าด้วยเอฟทีเอ ไทย-อินเดีย แล้วก็เห็นตรงกันว่าประเทศอินเดียเป็นพันธมิตร ทางการค้า การลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีความสําคัญต่อยุทธศาสตร์ของ ประเทศไทย เพราะฉะนั้นภายใต้กรอบเจรจาดังกล่าวจึงเป็นกรอบมาตรฐานใน ๑๐ ประเด็น สําคัญ ซึ่งใคร่ขอถือโอกาสชี้แจงแต่ละประเด็นที่ท่านได้กรุณาซักถามด้วยความสนใจ เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติของเราต่อไป ใน ๑๐ ประเด็นดังกล่าวนั้นประกอบไปด้วย ๑. การค้าสินค้า ๒. กฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้า ๓. ศุลกากร ๔. มาตรการการปกป้อง และมาตรการเยียวยาด้านการค้า ๕. มาตรการสุขอนามัยพืช ๖. อุปสรรคทางเทคนิค ต่อการค้า ๗. การค้าบริการ ๘. การลงทุน ๙. การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ และ ๑๐. เรื่องอื่น ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุนของไทย
กรอบดังกล่าวนี้เป็นกรอบมาตรฐานทุกครั้งที่มาเสนอกรอบการเจรจา ต่อรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ เพื่อให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ที่ผมกํากับดูแล รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละกระทรวง ทบวง กรมนั้นได้สามารถไปเจรจาทําความตกลง หลังจากนั้นจึงนํากลับมาสู่ความเห็นชอบ ของรัฐสภาในสาระสําคัญและร่างความตกลงดังกล่าว ประเด็นในเรื่องของประเทศอินเดียนั้น ต้องกล่าวว่ารัฐบาลชุดนี้โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้ความสําคัญ อย่างยิ่ง จึงได้มีบัญชาให้ดําเนินการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด รวมไปถึงการรื้อฟื้น การเจรจาที่ชะงักงันทั้งในระดับทวิภาคีหรือว่าพหุภาคี ไม่ว่าจะเป็นภายใต้กรอบไทย-อินเดีย ก็ดี หรือในกรอบของบิมสเตค (BIMSTEC) ความร่วมมืออ่าวเบงกอล ๗ ประเทศ ซึ่งมี ประเทศไทยและประเทศอินเดียเป็นแกนสําคัญ หรือตลอดไปถึงในส่วนของกรอบอาเซียน อินเดีย ดังนั้นจึงได้มีการขับเคลื่อนหลายยุทธศาสตร์กลยุทธ์ นั่นก็คือยุทธศาสตร์ ๓ วงแหวน ๕ ประตูเป็นต้น หรือยุทธศาสตร์นโยบายประตูตะวันตก อย่างที่ท่านสมาชิก ได้พูดถึงโครงการเมกะ โปรเจกต์ (Mega project) ทวาย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทย กับเมียนมาร์ (Myanmar) ในการเปิดประตูตะวันตกเชื่อมโยงไปสู่เอเชียใต้ เชื่อมโยงไปสู่ ประเทศอินเดียเป็นต้น ผมใคร่ขอถือโอกาสนี้เรียนว่าในการเดินทางระดับสูงในช่วงเวลา ๒ ปี เศษมานี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า สเตท วิซิท (State visit) ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจได้เดินทางไป ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ได้เดินทางไป และรัฐมนตรีอีกหลายท่าน สําหรับผมในฐานะที่ต้อง ทําหน้าที่ในการเจรจาทําความตกลงทางการค้า ได้เดินทางไปถึง ๔ ครั้งด้วยกันในช่วงเวลา ๑ ปีเศษที่ผ่านมาโดยได้เดินทางไปหลายภูมิภาค เดินทางไปท่าเรือ พบรัฐมนตรีหลายท่าน ที่เกี่ยวข้องกับในกรอบ ๑๐ กรอบที่จําเป็นจะต้องไปสํารวจท่าทีแล้วก็ข้อเท็จจริง เพื่อนํามา ประมวลและนําเสนอเป็นแนวทางของกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา ต้องเรียนว่าจากการ ให้ความสําคัญประเทศอินเดียในฐานะที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของเอเชีย รองจากประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่น และมีประชากรเป็นตลาดใหญ่ มีจํานวนประชากร อันดับ ๒ ของโลกรองจากประเทศจีน ซึ่งมี ๑,๓๐๐ ล้านคน ประเทศอินเดีย มี ๑,๑๕๐ ล้านคน และมีชนชั้นกลางที่มีอํานาจการซื้อสูงไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านคน และกําลังเป็นประเทศที่ได้รับการมองว่าอยู่ในกลุ่มของกลุ่มบริค (BRIC) ก็ดี และกลุ่มที่จะ เป็นประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจที่จะเป็นเสมือนหัวรถจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชีย และเศรษฐกิจของโลกรองจากประเทศจีนนั้น ดังนั้นในเชิงของนโยบายและยุทธศาสตร์ จึงได้ให้ความสําคัญ ประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลนี้ทํางานช้า ไม่ให้ ความสําคัญนั้นคงไม่ใช่เช่นนั้น ดังที่กระผมได้เรียนแล้วว่าเป็นประเทศที่เราได้มีการเดินทาง ไปเยือนเจรจาในระดับสูงเป็นจํานวนหลายครั้งด้วยกัน สําหรับกรณีของความตกลงว่าด้วย การจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ที่ได้ตกลงกันเมื่อปี ๒๕๔๖ และเริ่มมีผลบังคับใช้ ในปีถัดมา แล้วก็เริ่มมีการลดภาษีเป็น ๐ ในกลุ่มสินค้าที่เก็บเกี่ยวได้ก่อน คือเออร์ลี่ ฮาร์วิสท์ (Early Harvest) หมายความว่าเจรจากันไปแล้วแทนที่จะเปิดได้ ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ รายการ เหมือนอย่างในอาเซียน แต่ว่าเนื่องจากประเทศอินเดียนั้นเป็นประเทศที่อนุรักษ์นิยม ในด้านของการดูแลตลาดภายในประเทศ เนื่องจากประชากรของเขามีจํานวนมาก จึงไม่ใช่ เรื่องง่ายเลย แต่ว่าในที่สุดตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมาเราสามารถตกลงและสามารถที่จะทํา พิธีสารในความตกลงภายใต้ความตกลงการค้าในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดียได้ ๘๒ รายการสินค้า ที่เรียกว่า เออร์ลี่ ฮาร์วิสท์ สคีม ก็คือกลุ่มสินค้าที่ลดภาษีได้ก่อน เก็บเกี่ยวได้ก่อน จึงใช้คําว่า เออร์ลี่ ฮาร์วิสท์ เพราะฉะนั้น ในส่วนนั้นได้ทําให้การค้าของเราเริ่มมีการขยายตัว จากเดิมมีการค้าอยู่ในระดับ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วเราจะได้เปรียบมาโดยตลอด แต่ก็เฉลี่ยอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันการเจรจาเพื่อที่จะเพิ่มจํานวนสินค้าที่จะลดภาษีก็ดี หรือการขยายไปสู่การค้าบริการและการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างอื่น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเอฟทีเอ ไทย-อินเดีย แต่เริ่มแรกนั้นก็ปรากฏว่าทางประเทศอินเดียได้มีท่าทีชัดเจนในการที่จะขอให้การเจรจา เอฟทีเอ อาเซียน-อินเดียนั้นเสร็จสิ้นลงเสียก่อนจึงจะหันมาเจรจาทําความตกลงขยาย ในเรื่องของเอฟทีเอทวิภาคีระหว่างไทยกับอินเดีย การเจรจาแบบทวิภาคีนั้นจําเป็นต้อง ได้รับการตอบสนองปรบมือข้างเดียวไม่ดัง แต่ว่าเมื่อเราสามารถขับเคลื่อนในเรื่องความตกลง เอฟทีเอระหว่างอาเซียน-อินเดียโดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ในปี ๒๕๑๒ ปรากฏว่าเราสามารถทําความตกลงได้ และเริ่มมีผลบังคับใช้ โดยสินค้า โดยส่วนใหญ่ลดภาษีเป็น ๐ ดังนั้นประเทศอินเดียจึงได้เริ่มมีท่าทีในการตอบสนอง ซึ่งเราได้ เดินทางไปหลายคณะครับ ทั้งระดับรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ และท่านนายกรัฐมนตรี ดังนั้นการรื้อฟื้นเพื่อทาบทามให้มีการ เจรจาและขยายความตกลงดังกล่าวจึงเริ่มต้นเมื่อเดือนธันวาคมปี ๒๕๕๓ ในขณะเดียวกัน ในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ได้มีสัญญาณชัดเจนว่าหลังจากที่เราสามารถทําความตกลง และเริ่มมีผลบังคับใช้ของเอฟทีเออาเซียน-อินเดียแล้ว ประเทศอินเดียก็เริ่มเจรจากับเรา จึงได้มีการจัดทําการประชาพิจารณ์ การรับฟังความคิดเห็น เริ่มจากการประชุมหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย หลังจากนั้นก็มีการทําประชาพิจารณ์ มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอื่น ๆ นั้นเป็นจํานวนถึง ๑๘ ครั้งด้วยกัน กล่าวได้ว่าเป็นการรับรู้และมีส่วนร่วมในการจัดทํากรอบความตกลงเอฟทีเอ ที่ประชาชนได้รับรู้ สาธารณชนได้รับทราบและมีส่วนร่วมกว้างขวางที่สุดฉบับหนึ่ง จนกระทั่ง ได้นําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคมปี ๒๕๕๓ จนมีมติให้ดําเนินการจัดทํากรอบ ดังกล่าว และนําเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งเข้าสู่วาระของรัฐสภาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่เนื่องจากว่ากระบวนการในการดําเนินการนั้นก็มีลําดับขั้นตอนต่าง ๆ ในที่สุดแล้ววันนี้ จึงได้รับการพิจารณาโดยรัฐสภา
สําหรับประเด็นในเรื่องของข้อสังเกตของสมาชิกหลายท่าน บางท่านที่บอกว่า นอกจากว่าล่าช้ายังหาเงินไม่เป็น ก็อยากจะเรียนว่ามันตรงกันข้าม ภายใต้การบริหารรัฐบาล ชุดนี้ ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) ภายใต้วิกฤตการณ์ ในเรื่องของการเมืองในประเทศและวิกฤติภัยธรรมชาติ แต่ด้วยการทําการเชิงรุกในที่สุด เราสามารถทําตัวเลขส่งออกสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ครับ ปีที่ผ่านมีอัตราการเติบโต ถึงร้อยละ ๒๘ ถือว่าเป็นเอ็กซ์เซฟชั่นแนล (Exceptional) ด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า ๑๙๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐหรือร่วม ๖ ล้านล้านบาท แล้วต้องเข้าใจว่าโครงสร้างเศรษฐกิจ ของเรานั้นรายได้ของจีดีพี ๗๒.๓ เปอร์เซ็นต์มาจากการส่งออกสินค้าและบริการ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จึงเรียนว่าในบางเดือนสูงสุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ประเทศไทยค้าขาย มาเลยทีเดียวครับ ก็อยากให้ท่านเกิดความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกต้อง จะได้เข้าใจแล้วก็จะได้ ไม่วิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง
ประเด็นของท่านสมาชิกที่สอบถามว่ามีการหารือกับกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์หรือไม่เกี่ยวกับการลดสินค้าอ่อนไหว ที่เรียกว่า เซนซิทีฟ ลิสต์ (Sensitive list) โดยเฉพาะความเห็นของ สศก. สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้นก็ต้องเรียนว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงอื่นรวมทั้ง ภาคเอกชนอย่างสม่ําเสมอ โดยเฉพาะสิ่งที่เรากังวลมากก็คือว่าในเรื่องของสินค้าบางรายการที่จะมีผลกระทบ อย่างรุนแรงต่อเกษตรกรของเรา ทุกประเทศละครับ ทั้งประเทศอินเดียก็เหมือนกัน ก็มี ความระมัดระวังอย่างยิ่งต่อสินค้าภาคเกษตรที่จะมีผลกระทบต่อเกษตรกรของเขา แล้วก็ ไม่ใช่เป็นประเทศเดียวที่เจรจากัน เราก็มีความตกลงเอฟทีเอไปแล้ว ๑๐ ฉบับนะครับ ทั้งกรอบพหุภาคีและกรอบของทวิภาคี ส่วนของประเทศอินเดียนั้นก็เป็นประเทศหนึ่ง ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายที่เราเห็นว่ามีโอกาสมาก ดังนั้นในประเด็นที่เขาต้องการให้เราเปิด รายการสินค้าที่จะลดภาษีก็ดี หรือว่าภาคบริการธุรกิจที่จะมาเปิดก็ดี หรือการลงทุนต่าง ๆ ก็ดีนั้น ต่างฝ่ายก็ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง กรอบวันนี้ครับจะนําไปสู่การเจรจา ลงรายละเอียด ส่วนประเด็นที่ท่านห่วงใยนั้นขอเรียนว่าสินค้าอ่อนไหว เช่น เนื้อโค กระบือ ข้าว นม เป็นต้น จัดเป็นสินค้าที่เราไม่นํามาลดภาษีครับ เขาเรียกว่าเอ็กคูชัน ลิสต์ (Execution list) จะไม่มีการนํามาเจรจาเลยครับ ฉะนั้นตรงนี้ก็ให้ท่านได้เข้าใจว่า เป็นประเด็นที่ท่านห่วงใย และเราก็เห็นตรงกัน เป็นประเด็นอ่อนไหวของสินค้าที่เรา ไม่นํามาเจรจา
ส่วนที่ท่านถามเรื่องของรูล ออฟ ออริจิน (Rule of Origin) หรือว่า แหล่งกําเนิดสินค้าหรือกฎว่าด้วยแหล่งกําเนิดสินค้านั้น อันนี้ถือว่าเป็นหัวใจสําคัญครับ เพราะว่าการสวมสิทธิ มาใช้สิทธิเป็นเรื่องที่ทั้ง ๒ ประเทศระมัดระวังด้วยกันทั้งคู่ครับ การจะใช้สิทธิประโยชน์ของ ๒ ประเทศจะต้องเป็นสินค้าที่มีแหล่งกําเนิดใน ๒ ประเทศ ภายใต้กฎที่กําหนดและเห็นชอบร่วมกัน ดังนั้นกรณีของทีวีสีนั้นเป็นสินค้าที่ประเทศอินเดีย ลดภาษีให้ประเทศไทย ๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ช่วงนั้นไม่ได้มีปัญหา เพราะว่าอยู่ในกลุ่มของเออร์ลี่ ฮาร์วิสท์ สคีมหรือว่าอีเอชเอส แต่ปัญหามันเกิดขึ้น หลังจากที่เราส่งออกระยะหนึ่ง เนื่องจากการผลิตในประเทศของเรา ก็คือการผลิต เป็นจอแบน มีการใช้หลอดภาพที่ผลิตจากประเทศในเอเชียตะวันออก ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศเกาหลี เป็นต้น ดังนั้นจึงได้เกิดปัญหาในเรื่องของถิ่นกําเนิดสินค้า ทําให้ ไม่สามารถส่งออกเฉพาะในตัวสินค้า ซึ่งมีสิ่งที่เราเรียกว่า โลคอล คอนเทนท์ (Local content) วัตถุดิบที่ใช้ในประเทศนั้นเกินกว่าที่กําหนดทําความร่วมมือตกลงระหว่าง ๒ ประเทศ อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการเจรจาครับ เพื่อที่จะให้มีการปรับเปลี่ยน ในเรื่องของข้อกําหนดเกี่ยวกับเรื่องของทีวีสี แล้วก็ได้มีการเจรจาในเรื่องของตู้เย็นคู่ขนาน ไปด้วย ซึ่งท่านคงทราบดีว่าบางครั้งการเจรจาเราจะเปิดทั้งหมดก็ไม่ได้ แต่ว่าบางเรื่อง มันเป็นไต๋ที่ต้องเก็บไว้ มันเป็นเรื่องอํานาจต่อรอง มันเป็นเรื่องที่เราจําเป็นจะต้องเท่าทัน แล้วก็เวลานั้นจะตกลงกันได้ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนกันและกัน เขาเอาสินค้าหนึ่งมาก็ต้องให้ สินค้าหนึ่งเข้าไป มันไม่มีของฟรีนะครับ ดังนั้นการเจรจาก็จําเป็นจะต้องอาศัยการต่อรอง แต่ว่าอย่างไรก็ตามประเด็นนี้นั้นกรมศุลกากรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการเจรจา
สําหรับประเด็นที่ท่านได้สอบถามเรื่องเกี่ยวกับภาคบริการ รวมทั้งแรงงาน และการขยายการส่งออกธุรกิจของเราไปยังประเทศอินเดีย โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง แล้วก็มีข้อกําหนดออกมา ซึ่งตรงนั้นท่านทราบเรื่องที่ถูกต้องครับว่าทางประเทศอินเดียเอง ได้ออกข้อกําหนดในเรื่องการจะขอวีซ่า (Visa) สําหรับแรงงานต่างชาติที่จะเข้าไปทํางานนั้น จะต้องมีรายได้ ๒๕,๐๐๐ เหรียญ ในการเดินทางไปทุกครั้ง ไม่ว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการอย่างผม รัฐมนตรีว่าการ รองนายกรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าคู่เจรจาจะเป็นประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยตรงได้หยิบยกทุกประเด็นนี้ครับ ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่เรามีการหยิบยกขึ้นมา แล้วก็ขอให้ประเทศอินเดียได้พิจารณา และประเทศ อินเดียได้ใช้กฎเกณฑ์นี้กับทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ดังนั้นก็ยังเป็นประเด็น ที่ยังต้องออกแรงเจรจา ในการเดินทางไปเยือนประเทศอินเดียหลังสุดเมื่อต้นเดือนนี้ครับ ผมได้ติดตามคณะท่านนายกรัฐมนตรีไป และได้พบกับภาคธุรกิจของเขา ไม่ว่าหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมที่เรียกว่า ฟิกซี (FICCI) ก็ดี และกลุ่มอื่น ๆ รวมไปถึงในส่วนของ สภาธุรกิจไทย-อินเดีย แล้วก็กลุ่มนักธุรกิจบริษัทไทยที่ไปลงทุนในประเทศอินเดีย ก็ได้ รับทราบปัญหาเหล่านี้ แล้วก็เป็นประเด็นที่เราได้หยิบยกขึ้นเจรจา ในกรอบเจรจาที่ท่านได้ให้ความเห็นชอบในวันนี้ก็จะเป็นโอกาสที่เราจะได้หยิบเป็นทางการ ขึ้นสู่โต๊ะเจรจา ขณะเดียวกันด้านโอกาสของการลงทุน การขยายภาคธุรกิจที่จะมีการเจรจา ต่อไปนั้น ภาคก่อสร้างเป็นหนึ่งที่เราตั้งหวังมาก เพราะว่าขณะนี้บริษัทของไทยหลายบริษัท ได้เข้าไปลงทุนและเข้าไปได้สัมปทานในการก่อสร้าง โดยที่ประเทศอินเดียนั้นเชิญชวนให้ ประเทศไทยไปลงทุน เชิญชวนให้ประเทศไทยไปขยายธุรกิจ รวมไปถึงธุรกิจทางด้านของ สุขภาพ เช่น สปาก็ดี หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเภสัชกรรมก็ดี หรือว่า อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพและสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย เป็นต้น ตัวอย่างหนึ่งก็คือ การที่บริษัทของไทยเข้าไปก่อสร้างขณะนี้คือ สนามบินท่าอากาศยาน ที่กัลกัตตาแห่งใหม่ครับ อยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยบริษัทของไทยแล้วก็รถไฟใต้ดิน ๒ สายในอินเดีย ตลอดจนเขื่อนขนาดใหญ่ของอินเดีย ทางหลวงของอินเดีย และล่าสุด ที่ขอให้ประเทศไทยได้นําคณะผู้แทนภาคเอกชนเข้าไปคือ การก่อสร้างทางด้านของเรียล เอสเตต (Real estate) ทางด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะ ทางด้านของโลว์ คอสท์ เฮาซิ่ง (Low cost housing) ซึ่งรัฐบาลกลางของเขามีงบสนับสนุน เหมือนอย่างกรณีบ้านมั่นคงและบ้านเอื้ออาทรของเราครับ ซึ่งเดือนหน้าผมจะได้นําคณะไป รวมทั้งทางทีทีอาร์ (TTR) ของเราก็กระตือรือร้นในเรื่องนี้มากในการที่ขยายการลงทุน แล้วก็ขยายบริษัทก่อสร้างของเรา ซึ่งแน่นอนในเรื่องของวัตถุดิบต่าง ๆ ก็จะส่งจากประเทศ ไทย แล้วก็ในเรื่องของแรงงานที่ได้บอกว่ามีประเด็นเรื่อง ๒๕,๐๐๐ เหรียญนั้น ก็จะเป็นประเด็นที่จะต้องเจรจา
ศูนย์กระจายสินค้าเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านสมาชิกได้ถาม ก็อยู่ระหว่าง การพิจารณาร่วมกันครับ ไม่ว่าจะเป็นที่เจนไนซึ่งเป็นเมืองท่าใหญ่ หรือว่ามุมไบ ซึ่งเป็น เมืองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด ภาษี ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของอินเดียเก็บอยู่ได้ที่นั่น หรือว่าในโซนภาคใต้ แล้วก็ในโซนตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอินเดียนั้นได้กําหนดให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษ ซึ่งมี อยู่ด้วยกัน ๘ รัฐ รัฐใหญ่สุดคือ รัฐอัสสัมรัฐคนไทยที่เรียกว่าไทอาหมก็อยู่ที่นั่น รัฐมนตรี บิจอย คริชนา แฮนดิช ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของอินเดียเขาตั้งเป็นการเฉพาะเลย ก็ได้วางเป้าหมายการพัฒนารวมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ที่ต้องการการลงทุนจากประเทศไทยไปในการส่งบริษัทของไทยเข้าไปร่วมนี่นะครับ กว่าแสนล้านเหรียญในระยะ ๑๐ ปีข้างหน้า รวมไปถึงการที่ขอให้เราไม่ใช่แต่เพียง ในเรื่องของการพิจารณาเรื่องของศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งเรามีแนวทางที่จะให้เอกชนลงทุน รัฐจะเป็นผู้สนับสนุน แล้วก็เป็นการร่วมลงทุนระหว่างไทย-อินเดีย ยังมีในเรื่องของการขยาย เรื่องการท่องเที่ยว ท่านประธานาธิบดีของอินเดียและท่านนายกรัฐมนตรีได้หารือกัน เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วนี้ครับ แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ตั้งเป้าหมายว่าหวังว่าชาวอินเดีย ซึ่งปีที่แล้วเราทําสถิติส่งเสริมชาวอินเดียมาประเทศไทยถึง ๗๙๐,๐๐๐ คนครับ คนไทย ไปนี่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้นเอง ซึ่งอินเดียเขาก็ขอว่าอยากจะให้คนไทยไปมากขึ้น เช่น การเปิดเที่ยวบินตรงบางพื้นที่ อย่างเมืองคูวาหติซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในรัฐอัสสัมและเป็นศูนย์กลางการบิน แล้วเขาก็ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวทาง พุทธศาสนาที่เรียกว่า บุดดิสท์ เซอร์กิต ทัวริซึ่ม (Buddhist circuit tourism) นะครับ ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการหารือกัน แล้วก็ขอให้สายการบินของไทยได้พิจารณาในการเปิด เที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังคูวาหติซึ่งอยู่ทางรัฐอัสสัมเป็นรัฐใหญ่ที่สุดของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเขา เช่นกันเขาก็ขอให้เปิดเที่ยวบินตรง เช่น จากอินเดีย เข้ามายังเมืองสําคัญของเรา แทนที่จะเข้ามาที่กรุงเทพฯ เข้าไปที่เชียงใหม่ เข้าไปที่ภูเก็ต เป็นต้นนะครับ เพราะว่าปริมาณการเพิ่มของนักท่องเที่ยว ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ หวังอย่างยิ่งว่า เราจะสามารถทําตัวเลขทะลุ ๑ ล้านคนจากอินเดีย และจะก้าวสู่การเป็น นักท่องเที่ยวอันดับ ๒ รองจากจีนที่เข้ามาในประเทศไทยที่มีอัตราเติบโตอย่างสูงนะครับ พร้อมกันนั้นก็ส่งเสริมในเรื่องของการเดินทาง ดังนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้เจรจากับ ท่านนายกรัฐมนตรีของอินเดียและก็เห็นพ้องต้องกันในการที่จะเร่งรัดการเปิดเส้นทาง อาเซียน ไฮเวย์ (ASEAN highway) ครับ นั่นก็คือการผ่านจากประเทศไทย ผ่านประเทศ พม่าแล้วไปอินเดีย ระยะทาง ๑,๓๖๐ กิโลเมตร โดยผ่านออกพม่าที่ทามูแล้วก็เข้าอินเดีย ที่กาเลย์ที่รัฐมณีปุระ ๑,๓๖๐ กิโลเมตร ดังนั้นรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้เกี่ยวข้องของ ๓ ประเทศจะมีการประชุมกันเร็ว ๆ นี้ เพื่อเร่งรัดรวมทั้งภาคีที่ ๓ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย เป็นต้น และประเทศอื่นที่ต้องการ ที่จะสนับสนุนในเรื่องของสินเชื่อของการก่อสร้างถนนเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องการ สร้างโลจิสติกส์ (Logistic) การค้า และในฐานะที่ผมได้รับมอบหมายให้เป็นประธาน กรรมการโลจิสติกส์การค้าก็ยังได้เพิ่มเติมในเรื่องของความร่วมมือของการพัฒนาการขนส่ง สินค้าในอ่าวเบงกอล ที่กล่าวเช่นนี้เพื่อตอบคําถามของท่านสมาชิกผู้มีเกียรติจากจังหวัด กาญจนบุรี ในเรื่องของประตูตะวันตก นั่นก็คือในเรื่องของท่าเรือน้ําลึกทวาย นิคม อุตสาหกรรมทวาย แล้วก็ไฮเวย์ระหว่างทวาย-กาญจนบุรี ขณะนี้เปิดเดินทางได้ ถนนลําลอง ที่เป็นลูกรังทําเสร็จ ภายในไม่เกิน ๓ ปีนี้ถนนไฮเวย์จากทวาย ๑๖๐ กิโลเมตรจากท่าเรือ น้ําลึกทวายมายังบ้านน้ําพุร้อน ตําบลบ้านเก่า อําเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรีนั้นก็จะ เปิดใช้งานได้ ท่าเรือน้ําลึกของทวายนั้นขนาด ๓๐๐ ล้านตัน ๒๐๐ ล้านตันสําหรับสินค้า ที่เป็นเบาด์ (Bound) ๑๐๐ ล้านตันสําหรับสินค้าที่เป็นคอนเทนเนอร์ (Container) ตรงนี้ จะเป็นศักยภาพใหม่ของประเทศไทยในการที่ทําให้ประเทศไทยนั้นได้กลายเป็น จุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางการค้าโลก โดยร่นระยะเวลาของการเดินทาง ไม่ต้องผ่าน ช่องแคบมะละกาได้ถึงไม่น้อยกว่า ๓ วันครับ แล้วภายใน ๓ ปีนี้ท่านจะได้เห็นภูมิทัศน์ของ ประเทศไทยจะเปลี่ยนไป ภาคตะวันตกซึ่งเคยมีแต่เทือกเขาตะนาวศรีหรือตะบินทาร์ญี ก็จะเปิดกลายเป็นประตูใหม่ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่เป็นเกตเวย์ (Gateway) ของอาเซียน และเป็นเกตเวย์ของเส้นทางการค้าของโลก นี่คือปรากฏการณ์ที่ ๔ ของโลก นอกจากมีคลองสุเอซ มีคลองปานามาและคลองคีลทางยุโรปเหนือ นี่คือไลน์คาแนล (Li Canal) หรือว่าคลองบกที่เป็นแลนด์บริดจ์ (Land bridge) นะครับ ภายใต้การขับเคลื่อน ต้องขอบคุณทุกฝ่ายทุกท่านนะครับ ที่ได้ดําเนินการสนับสนุนในเรื่องนี้ และที่สําคัญคือ บริษัทของไทยได้สัมปทานแต่ผู้เดียว นี่คือสิ่งที่สําคัญมาก แล้วรัฐบาลพม่าเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคมที่ผ่านมาก็ได้ออกกฎหมายประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเรียบร้อยครับ วันนี้เราได้เดินหน้าในเรื่องนี้อย่างรวดเร็วนะครับ เพราะในเรื่องของการพัฒนาในเรื่องของ โลจิสติกส์ก็หวังว่านอกจากทวาย-กาญจนบุรีแล้ว อ่าวเบงกอลจะเป็นเป้าหมายการค้าของเรา ๑,๔๐๐ ล้านคน ซึ่งมีเส้นทางการขนส่งทางบกที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไรครับ ไม่ว่าจะเป็น ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศบังคลาเทศ ประเทศอินเดีย ประเทศ ศรีลังกา รัฐอาเจะ แล้วก็รัฐปีนัง เพราะฉะนั้นผมก็ได้พยายามหมดแล้วครับ ได้ไปทั้ง ประเทศบังคลาเทศ ไปประเทศพม่าหลายรอบ ไปประเทศอินเดีย ๔ รอบครับ แล้วก็ไป ประเทศศรีลังกาแล้วก็ไปประเทศอินโดนีเซีย แล้วก็ในส่วนของรัฐปีนังมันจะเป็นลูป (Loupe) ใหญ่ แต่ตรงนี้เราได้ผลักดันขนาดนี้ขับเคลื่อนให้ระนองจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ เรียกว่าเป็นริเจอนัล ซีพอร์ท (Ri journal Seaport) นะครับสําหรับการเป็นศูนย์กลาง การขนส่งและกระจายสินค้าในอ่าวเบงกอลเพื่อที่จะเจาะเข้าสู่ตลาด ๑,๔๐๐ ล้านคน ตรงนี้ ก็ได้มีคณะทํางานในการขับเคลื่อนเพื่อเจรจากับท่าเรือที่ย่างกุ้ง ท่าเรือที่จิตะกองของ ประเทศบังคลาเทศ ท่าเรือที่กัลกัตตา ท่าเรือที่เจนไนของประเทศอินเดีย ท่าเรือที่คอมโบ ซึ่งไปมาแล้วนะครับของประเทศศรีลังกา แล้วก็ท่าเรืออาเจะที่สุมาตราและท่าเรือปีนัง ที่บัตเตอร์เวอร์ธนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราขับเคลื่อนทางด้าน ตะวันตกเพื่อใช้ประโยชน์จากกรอบเจรจาการค้าไทย-อินเดีย
สุดท้ายที่อยากจะเรียนก็คือในเรื่องของซีแอล ประเด็นนี้คงเป็นเรื่องที่ต้อง ดําเนินการอย่างระมัดระวังภายใต้ระบบทรัพย์สินทางปัญญา และภายใต้ความร่วมมือ ทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดีย ซึ่งต้องเรียนว่าในการประชุมนานาชาติ ว่าด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์นะครับ เราได้มีความร่วมมือในเรื่องของแพทย์แผนไทย สมุนไพรไทย กับทางประเทศอินเดีย และรวมถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข ของเราแล้วก็ทางรัฐบาลอินเดียในเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่ปัจจุบันนั้นยาหลายชนิดที่เรานําเข้า จากประเทศอินเดียซึ่งมีราคาที่ทําให้การเข้าถึงของยาราคาถูกสําหรับคนจนของเรานั้น ก็ได้ประโยชน์ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของกรอบการเจรจาทั้งหลายแหล่เหล่านี้ครับ ที่ได้นําเสนอใน ๑๐ กรอบนั้นก็เป็นประเด็นที่อยากจะเรียนว่ารัฐบาลได้รับฟังข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกรัฐสภาด้วยความใส่ใจยิ่งครับ และได้จดบันทึกไว้เพื่อให้ ในการเจรจาจากนี้ไป ถ้าหากว่าทางรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบก็จะดําเนินการให้เกิด ประโยชน์สูงสุด แล้วก็พยายามที่จะให้เรานั้นได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งในประเด็นที่ท่านห่วงใยเรื่องผลกระทบก็ได้มีกองทุนเอฟทีเอของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้ กรมการค้าต่างประเทศ แล้วพร้อมกันนั้นก็มีกองทุนที่อยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เป็นกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ทั้ง ๒ กองทุนนั้นก็ได้ใช้เงินไปจํานวนมาก ในการที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสาขาหรือว่าภาคการผลิตที่ได้รับ ผลกระทบ ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ขณะเดียวกันในเรื่องของ ประเด็นที่ถามเรื่องวรรคห้า ของมาตรา ๑๙๐ เกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายในการกําหนด ขั้นตอนต่าง ๆ นั้นก็อยู่ระหว่างดําเนินการ แล้วก็ประเด็นที่ผมพยายามที่จะตอบท่านสมาชิก ทุกท่าน เพราะเห็นว่าในเรื่องของอินเดียนี้เป็นตัวอย่างของการที่เราเริ่มตกลงจากความตกลง ที่จะให้มีเขตการค้าเสรีเอฟทีเอ ไทย-อินเดีย เมื่อปี ๒๕๔๖ แต่ว่าช่วงนั้นมันก็ไปได้เพียงแค่ นิดเดียวครับ เฉพาะแค่ตัวสินค้า ยังไม่ได้สามารถมาตกลงเรื่องบริการหรือการลงทุน หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ไปได้แต่ ๘๒ รายการ แต่ ๘๒ รายการนี้ก็ทําให้เรา พยายามให้เป็นเหมือนกับการยึดหัวหาด แล้วก็เมื่อประเทศอินเดียนี้ต้องการหันหัวมาสู่ การเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อินเดีย ให้จบก่อน เพราะเขาเห็นว่าหลังจากเราเปิดไปได้ ระยะเดียวนี้ตัวเลขการที่เขาขาดดุลกับเรานี้มันขยายมากขึ้นครับ เขาเสียเปรียบเรามากขึ้น เขาก็ค่อนข้างตกใจ เพราะฉะนั้นก็เลยขอหยุดมาเจรจาแบบรวมหมู่ ก็คือตกลงอาเซียน แล้วก็ประเทศอินเดีย เมื่อตกลงได้ แล้วก็เริ่มมีผล ๑ มกราคม ปี ๒๕๕๓ นี้ที่มีการลดภาษี จํานวนมากแล้วนี้ หลังจากนั้นแล้วจึงเริ่มมาเจรจาทวิภาคี ที่เรียนอย่างนี้เพื่อให้เกิดความ เข้าใจตรงกันว่า ในการเจรจาทวิภาคีนี้หลายคนสงสัยว่าทําไมต้องเจรจาทวิภาคีอีก ในเมื่อ มีการตกลงเอฟทีเอ อาเซียน-อินเดีย อยู่แล้ว หลักอย่างนี้ครับ การทําความตกลงเอฟทีเอ สินค้าบริการหรือว่าการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างอื่นทวิภาคีคือ ๒ ประเทศนี้มันจะต้องได้มากกว่าพหุภาคี และเหมือนกัน พหุภาคีก็ต้องได้มากกว่าที่เป็น มัลติ รีสทอร์ (Multi restore) ที่เราทําในระดับดับบลิวทีโอ นี่คือหลักครับ เพราะฉะนั้น ยุทธศาสตร์ของการค้าระหว่างประเทศจําเป็นจะต้องใช้การเจรจาการทําเอฟทีเอเป็น เครื่องมือในการให้เราได้ประโยชน์ ผมเรียนท่านสมาชิกว่าสินค้าหลายตัวของเราที่เราต้อง แข่งกับบางประเทศที่เขาได้ทําเอฟทีเอไปแล้วกับประเทศอินเดียนี้ภาษีเป็น ๐ แต่เรามีภาษี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่ทําธุรกิจระหว่างประเทศนําเข้าส่งออกย่อมรู้ดีว่าเราไม่ สามารถแข่งขันได้อีกเลย เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นจะต้องเร่งดําเนินการเรื่องนี้เมื่อตกลงแล้ว เราก็เป็นภาษีเท่ากับ ๐ อย่างนี้หมัดหนักเท่า ๆ กัน แต่วันนี้เราก็เสียเปรียบ แต่เราก็อยู่ ในกลุ่มประเทศต้น ๆ ไม่ถึง ๑๐ ประเทศที่ได้ทําความตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศ อินเดีย ยังมีอีก ๒๐๐ ประเทศที่ยังไม่ได้ทํา นั่นคือความได้เปรียบที่เราจะมี แต่แน่นอนที่สุด ผมอยากจะสรุปว่าในประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านได้กรุณาสอบถามมาก็จะนําประเด็นเหล่านี้เป็นข้อมูล ข้อคิดเห็นไปสู่การเจรจาที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยต่อไป ขอบพระคุณครับ
ผมว่าสมควรแก่เวลาปิดอภิปรายแล้ว เพราะได้เนื้อหาสาระละเอียดถี่ถ้วน ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับว่าจะรับกรอบการ เจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย หรือไม่นะครับ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้อง ประชุมเข้าห้องประชุมด้วยนะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกรัฐสภาที่อยู่นอกห้อง ประชุมเข้าห้องประชุมด่วนด้วยนะครับ เพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติ เชิญท่านสมาชิกรัฐสภาทุกท่านนะครับ กรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนที่จะลงมติกรอบการเจรจาความตกลงการค้าเสรีไทย-อินเดีย นะครับ
(พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภา ภาคเอกชน ได้ยืนและยกมือขึ้น)
มีอะไรคุณสนธยา
กราบเรียน ท่านประธานครับ กระผม พันตํารวจเอก สนธยา แสงเภา สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ภาคเอกชน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานครับ สืบเนื่องจากวันนี้ เป็นวันแรกและสมาชิกวุฒิสภาในเชิงปริมาณแล้วมา ๑๔๙ ท่านเกือบเต็มนะครับ ท่านประธานน่าจะประกาศไว้ว่าขอบคุณสักหน่อยครับ จะได้เป็นแบบอย่างที่ดีนะครับ กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ
ผมได้กราบขอบคุณตั้งแต่เช้าแล้ว ท่านไม่ได้ยินหรือครับ ผมกราบขอบคุณสมาชิกใหม่ ๗๓ ท่าน ที่เป็นสมาชิกรัฐสภาใหม่ ผมเรียนตั้งแต่เช้าแล้ว ได้รับความร่วมมือจาก ๑๔๙ ท่าน ดีมากนะครับ วันนี้วุฒิสภา ผู้แทนราษฎรของผมก็เหมือนกันครับ พร้อมเพรียงกันมากวันนี้ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ เมื่อท่านนั่งประจําที่แล้วโปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ เพื่อจะตรวจสอบองค์ประชุมครับ ท่านที่อยู่ในห้องประชุมคณะกรรมาธิการหรือที่ไหนก็ตามนะครับ โปรดกรุณามาที่ ห้องประชุมด่วนเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน นะครับ โปรดกรุณานั่งลงเสียบบัตรแสดงตนด้วยนะครับ ท่านที่อยู่นอกห้องประชุมกรุณา เข้าห้องประชุมด่วนด้วยนะครับ ทุกท่านเสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ มีท่านใด ยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนมีไหมครับ ไม่มีนะครับ ท่านที่กําลังเดินเอื่อย ๆ นั้น เสียบบัตร แสดงตนหรือยังครับ ท่าน ส.ส. อยุธยา เสียบบัตรแสดงตนด้วยครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ทุกท่านเสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อย แล้วนะครับ งดการเสียบบัตรตอนนี้นะครับ ส่งผลมา มีท่านสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๓๖ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบกับกรอบการเจรจา การตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ ค้างอีกนะครับ ช่วยดูค้างตรงไหนแน่ เจ้าหน้าที่ไปดูสิ ของคุณนฤมลครับ ชอบเสียบ่อย
ท่านประธานคะ นฤมล ศิริวัฒน์ ค่ะ วันนี้ท่านประธานและเพื่อนสมาชิกคงต้องทนกับนฤมลทั้งวันละคะ เพราะว่า บัตรของดิฉันเอง
ไม่เป็นอะไรครับ ดีใจครับ ได้ยินเสียง คุณนฤมลมันทําบรรยากาศดีขึ้นครับ
เครื่องของดิฉันไม่ขัดข้อง แต่ว่าระบบขัดข้องค่ะ
เครื่องท่านไม่ขัดข้อง แต่ระบบ มันขัดข้อง ต้องแก้ไขเครื่องละครับ
ใช่ค่ะท่านประธาน
ขอบคุณครับ ส่งผลมา มีท่านสมาชิก อยู่ในห้องประชุม ๓๗๗ ท่านครับ เห็นด้วย ๓๓๙ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๓๑ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๖ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบกรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย–อินเดีย อย่าเพิ่งลุกไปไหนนะครับ เรื่องนี้สําคัญมาก
ต่อไปนะครับเป็นระเบียบวาระที่ ๓ ที่ได้เลื่อนมาเมื่อเช้า คือเรื่องด่วนที่ ๒ บันทึกการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามชายแดนทั่วไป ไทย–ลาว ครั้งที่ ๑๘ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมชี้แจงครับ ท่านมีอะไรครับ ท่านพิเชษฐครับ
ท่านประธานครับ ผม พิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ๒๒๔ บัตรผม ขัดข้องครับ ญัตติเมื่อกี้นี้ผมขอเห็นชอบด้วยอีกคนหนึ่งครับ
เพิ่มไป ๑ เสียงอีกของท่านพิเชษฐ พันธุ์วิชาติกุล จากจังหวัดกระบี่นะครับ เชิญครับท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ และสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม พลเอก ประวิตร วงษ์สุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม ได้รับมอบหมายให้เป็น ผู้เสนอต่อรัฐสภาขอถอนบันทึกการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อย ตามแนวชายแดนทั่วไปไทย–ลาว ครั้งที่ ๑๘ ออกจากการพิจารณาของรัฐสภา เนื่องจาก ยังมีกรณีที่คณะผู้แทนทั้ง ๒ ฝ่ายจะยังต้องเจรจากันต่อไป โดยเป็นการดําเนินการของ ฝ่ายบริหารที่จะต้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการอย่างต่อเนื่อง หากเมื่อได้ดําเนินการ ตามกระบวนการภายในของฝ่ายบริหารเสร็จเรียบร้อยแล้ว และมีการจัดทําหนังสือสัญญา เมื่อใดแล้ว จะได้เสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป ทั้งนี้ตามแนวทางคําสั่งศาลรัฐธรรมนูญ ที่ ๑๐/๒๕๕๔ ลงวันที่ ๓๐ มีนาคม ๒๕๕๔ ที่ได้มีคําสั่งกรณีบันทึกการประชุมคณะกรรมการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับไว้แล้ว ขอบคุณครับ
ทางฝ่ายรัฐบาลขอถอนนะครับ บันทึกการประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนทั่วไป ไทย–ลาว ครั้งที่ ๑๘ ผมก็จะต้องถามมติที่ประชุมตามข้อบังคับ ข้อ ๓๖ นะครับ ก่อนที่ จะถามมติว่าจะให้ถอนหรือไม่ให้ถอน ผมขอตรวจสอบองค์ประชุมอีกครั้งหนึ่งนะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกที่เดินไปข้างนอก ห้องประชุมเมื่อสักครู่กรุณาเข้าห้องประชุมด้วยครับ เมื่อท่านนั่งประจําที่แล้วโปรดเสียบบัตร แสดงตนด้วยครับ เพื่อจะตรวจสอบองค์ประชุมว่าครบหรือไม่ครบนะครับ ทุกท่านเสียบบัตร แสดงตนเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตน มีไหมครับ ท่านที่เดินไป นอกห้องประชุมเมื่อสักครู่นี้นะครับ ช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมด่วนด้วยนะครับ แล้วก็ เสียบบัตรแสดงตนด้วย นั่งสักครู่ก็ไม่ได้นะครับ ร้อนหรืออย่างไรก็ไม่ทราบ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เมื่อเสียบบัตรแสดงตนแล้ว ท่านผู้ใด ยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนไม่มีนะครับ ถ้าอย่างนั้นก็งดเสียบบัตรแสดงตน ส่งผลมา กระผมคิดว่าคงไม่ล่ม เพราะว่าได้รับความร่วมมืออย่างพร้อมเพรียงกันวันนี้ มีสมาชิกอยู่ ในห้องประชุม ๓๓๔ ท่าน ครบองค์ประชุมนะครับ
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านผู้ใดเห็นควรให้ถอนบันทึก การประชุมคณะกรรมการร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนทั่วไป ไทย-ลาว ครั้งที่ ๑๘ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่ให้ถอนโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใดงดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง กรุณาใช้สิทธิได้ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
สมาชิกทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้ว นะครับ เมื่อทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้ว งดใช้สิทธิ ส่งผลมา มีผู้อยู่ในห้องประชุม ๓๘๙ ท่าน เห็นด้วยให้ถอน ๓๒๓ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๘ ท่าน งดออกเสียง ๕๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบให้ถอนเรื่องบันทึกการประชุมคณะกรรมการ ร่วมมือรักษาความสงบเรียบร้อยตามแนวชายแดนทั่วไป ไทย-ลาว ครั้งที่ ๑๘ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
ต่อไปนะครับ อยากจะขอความกรุณาให้มันจบนะครับ ๕ เรื่องนี้ อภิปราย น้อยหน่อยก็คงจะจบเร็วนะครับ
เรื่องด่วนที่ ๔ กรอบการเจรจาจัดทําระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า ด้วยตนเองของอาเซียนและการเข้าร่วมโครงการนําร่อง (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญท่านรัฐมนตรีเสนอครับ
ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในนามของคณะรัฐมนตรี ใคร่ขอเสนอเหตุผลความจําเป็น และสาระสําคัญของกรอบการเจรจาการจัดทําระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเอง ของอาเซียน และบันทึกความเข้าใจการเข้าร่วมโครงการนําร่องต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบดังนี้
ในการใช้สิทธิประโยชน์การค้าสินค้าระหว่างประเทศสมาชิกอาเซียนภายใต้ กรอบเขตการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตาต้องมีการรับรองถิ่นกําเนิดเพื่อให้สินค้า อาเซียนเท่านั้นที่จะใช้สิทธิประโยชน์ของอาฟตาซึ่งปัจจุบันหน่วยงานราชการคือกรมการค้า ต่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ เป็นผู้ออกหนังสือรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าของไทย ต่อมา อาเซียนมีมติให้มีการจัดทําระบบให้เอกชนรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าควบคู่ไปกับการออก หนังสือรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าโดยหน่วยงานราชการ เพื่อเป็นการอํานวยความสะดวก ทางการค้า ลดขั้นตอนพิธีการออกหนังสือรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าซึ่งจะช่วยลดเวลาและ ค่าใช้จ่ายรวมทั้งต้นทุนการดําเนินการของภาคเอกชนโดยจะต้องมีการเจรจาจัดทําระบบ การรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน เพื่อให้ใช้ปฏิบัติโดยอาเซียนทุกประเทศ ในปี ๒๕๕๕ กรอบการเจรจาที่นําเสนอมีสาระสําคัญดังนี้
กําหนดหลักการในเรื่องระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเอง โดยผู้ส่งออกที่ได้รับอนุญาต โดยมีหลักการที่สําคัญของระบบคือ ต้องเป็นระบบที่ง่าย มีประสิทธิภาพในเชิงต้นทุน โดยมีความสมดุลกับความเชื่อถือได้ คาดการณ์ได้ในอนาคต และมีความโปร่งใส นอกจากอาเซียนจะตกลงให้มีการใช้ระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า ด้วยตนเอง ยังมีการตกลงให้มีโครงการนําร่องตั้งแต่ไตรมาสที่ ๔ ของปี ๒๕๕๓ มีระยะเวลา ๑ ปี และก่อนที่จะใช้ระบบรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเองกับทุกประเทศสมาชิกอาเซียน ในปี ๒๕๕๕ สมาชิกที่เข้าร่วมโครงการนําร่องจะต้องแจ้งการยอมรับบันทึกความเข้าใจ เข้าร่วมโครงการนําร่อง ซึ่งบันทึกความเข้าใจได้กําหนดหลักเกณฑ์การดําเนินการโครงการนําร่องสําหรับ การดําเนินการระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเองในภูมิภาค เช่น การกําหนดหน้าที่ ของประเทศภาคี บทบัญญัติทั่วไป เป็นต้น นอกจากนี้ยังมีเอกสารภาคผนวกกําหนด ระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าแนบอยู่ด้วย ซึ่งสาระของภาคผนวกเป็นการ กําหนดระเบียบปฏิบัติ ในการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าในการที่ประเทศเข้าร่วมจะให้สิทธิ พิเศษทางภาษีแก่สินค้าที่มีถิ่นกําเนิดจากประเทศภาคีอื่นที่ยื่นบัญชีราคาสินค้าที่ใช้รับรอง ถิ่นกําเนิดสินค้าที่เรียกว่า อินวอยซ์ เดอะ คอลเลชั่น (Invoice the collation) ที่กระทําโดย ผู้ส่งออกรับอนุญาตตามกระบวนการนอกเหนือไปจากวิธีการยื่นหนังสือรับรองถิ่นกําเนิด สินค้า หรือที่เรียกว่า เซอร์ทิฟิเคท ออฟ ออริจิ้น (Certificate of origin) ที่มีอยู่แล้ว ในการดําเนินการดังกล่าวที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ได้หารือกับหน่วยงานและภาคเอกชน อย่างต่อเนื่องเกี่ยวกับการเข้าร่วมโครงการนําร่อง รวมถึงเนื้อหาของบันทึกความเข้าใจ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กรมการค้าต่างประเทศและกรมศุลกากร ได้จัดการหารือ ร่วมกับภาคเอกชนและเห็นพ้องกันว่าการเข้าร่วมโครงการนําร่องจะเป็นประโยชน์ปลอดภัย และได้แจ้งท่าทีต่อกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศว่าเล็งเห็นถึงประโยชน์ของการเข้าร่วม โครงการนําร่องและเห็นชอบการเข้าร่วมโครงการนําร่องดังกล่าว กรมเจรจาการค้าระหว่าง ประเทศจึงได้จัดประชุมพิจารณาร่างกรอบการเจรจาเพื่อจัดทําระบบการรับรองถิ่นกําเนิด สินค้าด้วยตนเองของอาเซียนภายใต้โครงการนําร่องและการปฏิบัติจริงระหว่างหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องและรับฟังความคิดเห็นสาธารณะในเรื่องดังกล่าว และได้ปรับร่างกรอบเจรจา ดังที่ปรากฏในเอกสาร ทั้งนี้ภาคเอกชนยินดีที่จะเข้าร่วมระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า ด้วยตนเอง และเห็นประโยชน์ของการเข้าร่วมโครงการนําร่องว่าจะช่วยให้ผู้ประกอบการ ของประเทศไทยมีระยะเวลาในการปรับตัวก่อนการปฏิบัติจริง ผลประโยชน์สําคัญของ การใช้ระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเอง คือจะช่วยอํานวยความสะดวกทางการค้า ช่วยลดขั้นตอนและระยะเวลาในการออกหนังสือรับรองถิ่นกําเนิด ทําให้การค้ารวดเร็วขึ้น ส่วนการเข้าร่วมโครงการนําร่องเป็นการเตรียมความพร้อมทั้งภาครัฐและภาคเอกชนสําหรับ ปี ๒๕๕๕ ก่อนจะนําไปปฏิบัติกับทุกประเทศ และประเทศไทยซึ่งเป็นภาคีโครงการนําร่อง สามารถมีบทบาทในการปรับแก้ระเบียบปฏิบัติในการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าเพื่อให้เป็น ประโยชน์ต่อประเทศไทยมากที่สุด โดยที่ระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเอง ของอาเซียนและการเข้าร่วมโครงการนําร่องจะเป็นประโยชน์ต่อการค้าของประเทศไทย กับประเทศสมาชิกอาเซียนดังที่กระผมได้กล่าวมาแล้ว และเพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๑๙๐ วรรคสองและวรรคสาม กระผม จึงขอเสนอให้รัฐสภาได้โปรดพิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจาจัดทําระบบ การรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน และการเข้าร่วมโครงการนําร่องสําหรับ การดําเนินการระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเอง รวมถึงให้ความเห็นชอบบันทึก ความเข้าใจและภาคผนวกของรัฐบาลของภาคีสมาชิกอาเซียนที่เข้าร่วมโครงการนําร่อง สําหรับการดําเนินการระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเองของภูมิภาคอาเซียนต่อไป จึงเสนอมาเพื่อขอรับความเห็นชอบครับ
ขอเชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดง ความคิดเห็น ขอเชิญ คุณวิทยา อินาลา ครับ
กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม วิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะสมาชิก รัฐสภา วันนี้ที่รัฐบาลนํากรอบการเจรจาการจัดทําระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า ด้วยตนเองของอาเซียน และการเข้าร่วมโครงการนําร่องตรงนี้ ตรงนี้ผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง เพราะว่าอะไรครับ เพราะว่าในปี ๒๕๕๘ ประเทศไทยจะเป็นสมาชิกของอาเซียน แล้วก็จะเป็นอาเซียนหนึ่งเดียวกันนี้ ผมเห็นด้วยที่จะทําการปรับถิ่นกําเนิดหรือว่า คันทรี ออฟ ออริจิน (Country of origin) แล้วก็ให้เอกชนที่ได้รับการรับรองสามารถออกเซลฟ์ เซอร์ทิฟิเคชัน (Self certification) เองได้ ผมว่าเป็นสิ่งหนึ่งที่จะช่วยให้การค้าของอาเซียน ด้วยกันมีปริมาณเพิ่มขึ้น แต่หลังจากที่ผมอ่านแล้วผมก็ยังมีข้อสงสัยอยากจะถามท่าน รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์นิดหนึ่งในเรื่องของตัวข้อกฎข้อที่ ๑ คํานิยาม นี่นะครับในข้อ เอ (A) หนังสือรับรองถิ่นกําเนิดแบบแบค ทู แบค (Back to Back) หมายถึง หนังสือรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าที่ออกให้โดยประเทศสมาชิกผู้ส่งออกที่ไม่ใช่เป็นประเทศ สมาชิกผู้ส่งออกประเทศแรก โดยใช้ข้อมูลจากหนังสือรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าที่ออกโดย ประเทศสมาชิกผู้ส่งออกประเทศแรก อยากจะให้ท่านอธิบายนิดหนึ่งว่าเป็นอย่างไรบ้าง อย่างเช่นว่าประเทศญี่ปุ่นสั่งสินค้าจากประเทศไทยแล้วส่งไปที่ประเทศมาเลเซีย การออกตัว คันทรี ออฟ ออริจินจากเซลฟ์ เซอร์ทิฟิเคชันนี้ออกอย่างไร การค้าการขายเกิดขึ้นได้อย่างไร
อันที่ ๒ กฎข้อที่ ๒ ใน (๓) บอกว่าประเทศสมาชิกจะต้องแจ้งข้อมูล (๑) ชื่อนิติบุคคล แต่ในความหมายของกฎข้อที่ ๑ คํานิยามนี้ ผู้ส่งออกหมายถึง บุคคลธรรมดาหรือนิติบุคคล แล้วกฎข้อที่ ๒ ใน (๓) ชื่อนิติบุคคล แต่ภาษาอังกฤษก็คือ คอมพานี (Company) แต่ทีนี้บุคคลธรรมดานี้หายไปไหนครับ เพราะว่าท่านบอกว่า เดฟฟินิชัน (Definition) นี้ ผู้ส่งออกหมายถึงว่าเป็นนิติบุคคลด้วย เป็นบุคคลธรรมดาด้วย แต่พอท่านมาถึงกฎข้อที่ ๒ ตัวอย่างลายเซ็นและประทับตราของหน่วยงานผู้มีอํานาจ ในข้อที่ ๓ บอกว่าประเทศสมาชิกจะต้องแจ้งข้อมูล ๑. นิติบุคคล แล้วบุคคลธรรมดา หายไปไหนครับ ตรงนี้ก็เลยอยากจะสอบถามท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ครับ ขอบคุณครับ
ไม่มีท่านผู้ใดติดใจอภิปราย ก็ขอให้ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์รีบตอบสั้น ๆ นะครับ เพื่อจะได้ลงมติครับ
ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ สําหรับประเด็นที่มีการซักถามนั้นอยากจะ กราบเรียนอย่างนี้ครับว่าในกรณีของการออกหนังสือรับรองมีอยู่ ๒ ส่วน อย่างที่ท่านเข้าใจ นะครับ ส่วนที่ ๑ คือหน่วยงานราชการในประเทศภาคีอาเซียน ส่วนที่ ๒ ก็คือเอกชน ก็คือบริษัทส่งออกที่ได้รับอนุญาต ทั้งนี้ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องของนิยามหรือกฎเกณฑ์ต่าง ๆ เหล่านี้ก็จะได้มีการกําหนดในขั้นสุดท้ายอีกครั้งหนึ่ง ในระหว่างนี้จึงได้ให้มีการทําโครงการ นําร่อง เพราะว่าในประเทศอาเซียนนั้นก็ยังไม่ได้มีความพร้อมในเรื่องกลไกการอํานวย ความสะดวกทางการค้า โดยเฉพาะเอกสารสําคัญที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของแหล่งกําเนิดสินค้า ซึ่งเรามีอยู่ ๒ ส่วนด้วยกัน ส่วนหนึ่งก็คือในส่วนของแหล่งกําเนิดสินค้าที่มาจาก ๑๐ ประเทศ สมาชิกอาเซียน อันนี้ไม่มีปัญหาอะไร แต่ว่าประเด็นที่ท่านได้สอบถามหรือเกี่ยวข้องก็จะมี เรื่องของนอน ปาร์ตี้ (Non-Party) หรือว่านอน อาเซียน (Non-ASEAN) ซึ่งไม่ใช่เป็นสมาชิก อาเซียน แต่ว่าเป็นประเทศที่เข้ามาใช้ประโยชน์ ในส่วนนี้ก็จะมีอยู่ ๒ ส่วน
ก็คือว่าส่วนที่เป็นเรื่องของการนําเข้ามาซึ่งสินค้าหรือการนําเข้ามาซึ่งการทํา ธุรกิจ ในประเด็นเรื่องธุรกิจนั้นก็เป็นเรื่องที่มีมาตรการที่เกี่ยวว่าซับสแตนเชียล บิซิเนส ออบลิเกชันส (Substantial Business Obligations) หรือว่าเอสบีโอ (SBO) ก็คือการมีแนว ปฏิบัติที่ให้ประเทศสมาชิกภาคีนั้นสามารถออกกฎเกณฑ์ที่จําเป็นในการที่จะดูแลภาคธุรกิจ บริการที่จะส่งผลกระทบ เพราะฉะนั้นก็จะมีสิทธิในเรื่องของการทําเอสบีโอ
ส่วนในเรื่องของประเทศที่ไม่ได้มีแหล่งกําเนิด จะสามารถใช้ประโยชน์ ดังกล่าวได้ภายใต้ระบบที่เรียกว่าเธิร์ด ปาร์ตี้ อินวอยซิง (Third Party Invoicing) การออกใบสินค้าที่ผ่านประเทศที่ ๓ ในส่วนนี้ขณะนี้เหลือประเทศไทยกับประเทศอินเดีย ที่เรายังไม่ได้ทํา เพิ่งขอความเห็นชอบเมื่อสักครู่นี้ แต่ว่าในส่วนของกฎว่าด้วยแหล่งกําเนิด ที่เกี่ยวข้องกับตัวเธิร์ด ปาร์ตี้ อินวอยซิงนี้ เป็นกฎที่เรายอมรับได้ แต่ทั้งนี้ประเทศภาคี สมาชิกจะสามารถกําหนดในเรื่องของปริมาณที่เรียกว่า โลคัล คอนเทนท์ (Local Content) เป็นจํานวนเท่าไรถึงจะเรียกว่าเป็นสินค้าที่มีแหล่งกําเนิดจากอาเซียน แม้ว่าบางชิ้นส่วน หรือบางสัดส่วนนั้นจะมาจากประเทศที่ ๓ ไม่ใช่เป็นแหล่งกําเนิดในอาเซียน เช่นในเรื่องของ รถยนต์ก็มีการกําหนดว่าจะต้องมีโลคัล คอนเทนท์เท่าไร จึงถือว่าเป็นแหล่งกําเนิดสินค้า ในอาเซียน ถึงจะใช้ประโยชน์ภาษีที่มีการลดหย่อนระหว่างกันได้ ส่วนหนังสือรับรองที่ท่าน ได้สอบถามเป็นกรณีพิเศษที่เป็นการเฉพาะที่กล่าวว่าในหนังสือรับรองรูล ออฟ ออริจิน (Rule of Origin) ที่ออกโดยประเทศที่ ๑ ก็คือผู้ผลิตสินค้าแล้วส่งต่อไปประเทศที่ ๒ โดยสินค้านั้นได้ส่งผ่าน ไม่สามารถออกหนังสือรับรองฉบับที่ ๒ ที่เรียกว่า แบค ทู แบค ฟอร์ม ดี (Back to Back form D) เพื่อขอรับสิทธิในประเทศที่สามโดยใช้แหล่งกําเนิด จากประเทศที่หนึ่งนะครับ อันนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการอํานวยความสะดวกทางการค้า เพราะฉะนั้นกรณีของการทําระบบแบค ทู แบค ก็จะต้องมีฟอร์ม ดี คือฟอร์มที่ใช้ ในการกํากับสินค้าของอาเซียน แล้วก็สามารถที่จะออกหนังสือรับรอง ที่เรียกว่าเป็น แหล่งกําเนิด ฉบับที่ ๒ แต่ว่าต้องประกบกันเพื่อที่จะให้มีแหล่งผลิตแล้วก็แหล่งกําเนิด ฉบับที่ ๒ แล้วก็ใช้ประกบเพื่อสามารถที่จะตรวจและสําแดงในส่วนนี้ได้ก็เป็นสิ่งอํานวย ความสะดวกทางการค้า
ส่วนนิยามที่ท่านได้ถามเรื่องคํานิยามของผู้ส่งออก หมายถึงบุคคลธรรมดา หรือนิติบุคคลที่มีถิ่นที่อยู่ในอาณาเขตของประเทศสมาชิก อันนี้เป็นได้ทั้ง ๒ ส่วนนะครับ ทั้งบุคคลธรรมดาหรือว่านิติบุคคล ส่วนประเทศสมาชิกจะต้องแจ้งข้อมูล ๑. ชื่อนิติบุคคล และ ๒. การจดทะเบียนนิติบุคคล ๓. ที่ตั้งบริษัท ๔. หมายเลขสิทธิที่ออกโดยหน่วยราชการ ที่มีอํานาจออกหนังสือรับรองถิ่นกําเนิดสินค้า รวมถึงวันที่อนุมัติและวันที่สิ้นสุดอายุ ต่อสํานักเลขาธิการอาเซียนในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์บัญชี รวมถึงการอนุมัติเพิกถอน หรือระงับสิทธิจะต้องแจ้งให้ทราบทันทีในลักษณะเดียวกันกับข้างต้น ก็ตอบว่าสําหรับ บุคคลธรรมดานั้นขอไม่ได้ครับ อันนี้เป็นกรณีของเรื่องนิติบุคคลที่จดทะเบียนอยู่ใน ประเทศสมาชิกที่สามารถใช้เกณฑ์ตามข้อที่ ๓ นี้ได้ครับ
ก็จบการอภิปรายนะครับ ปิดอภิปราย กระมังครับ พอแล้วครับ เพราะว่าเดี๋ยวไปตกลงกันเอง ๒ คนได้เพราะรู้ภาษาอังกฤษด้วยกัน ผมไม่รู้ก็จบการอภิปรายนะครับ ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ เพราะเราเหลืออีก ๒ เรื่องเท่านั้นเองเรื่องสั้น ๆ ก็เอาเรื่องนี้ให้เสร็จไปก่อนครับ เชิญท่านสมาชิกเข้าห้องประชุม เพื่อลงมติกรอบการเจรจาการจัดทําระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน และการเข้าร่วมโครงการนําร่อง
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
เชิญท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ ช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะลงมติ เชิญครับ รออีก ๒ เรื่อง ก็จบแล้วครับ ท่านสมาชิกครับ ที่อยู่นอกห้องประชุมช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมด้วยครับ ท่านสมาชิกที่อยู่ข้างนอกห้องช่วยกรุณาเข้าห้องด้วยครับ เมื่อท่านนั่งลงแล้วเสียบบัตร แสดงตนด้วย ทางซ้ายมือผมช่วยกรุณาเสียบบัตรแสดงตนด้วยจะเป็นพระคุณอย่างสูงครับ ช่วยกรุณาเร่งหน่อยก็ดีครับ เพราะเราเหลืออีก ๒ เรื่องเท่านั้นเอง ถ้าไม่มีการอภิปราย ก็จบกันเร็ว ๆ ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ก็ถือว่าท่านได้เสียบบัตรแสดงตน กันเรียบร้อยทุกท่านแล้วนะครับ ส่งผลมา มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๓๔ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบกับกรอบการเจรจา การจัดทําระบบการรับรองถิ่นกําเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียน และการเข้าร่วมโครงการ นําร่องโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย นะครับ ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใด งดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง ครับ โปรดใช้สิทธิได้ครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ ก็ถือว่าใช้กันเรียบร้อยหมดแล้ว ไม่มีท่านใดยังไม่ได้ใช้ ก็งดการใช้สิทธิได้นะครับ โปรดส่งผลมา มีท่านสมาชิกรัฐสภาอยู่ในห้องประชุม ๓๗๔ ท่าน เห็นด้วยกับกรอบนี้ ๓๒๒ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๔๗ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๕ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบกับกรอบการเจรจาการจัดทําระบบการรับรองถิ่น กําเนิดสินค้าด้วยตนเองของอาเซียนและการเข้าร่วมโครงการนําร่องนะครับ ผ่านไป เหลืออีก ๒ เรื่องเท่านั้นเองครับ
ต่อไปเป็นเรื่องด่วนที่ ๕ พิธีสารอนุวัติข้อผูกพันชุดที่ ๒ ภายใต้กรอบตกลง การค้าบริการของกรอบความตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศสมาชิกสมาคม ประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญรัฐบาลแถลงครับ ไม่ต้องไปไหนนะครับ นั่งรอสักครู่ครับ
ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ในนามของคณะรัฐมนตรีขอเสนอพิธีสารอนุวัติข้อผูกพัน ชุดที่ ๒ ของความตกลงด้วยการค้าบริการภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีนต่อที่ประชุมรัฐสภา เพื่อให้ รัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ จึงขอนําเสนอหลักการ เหตุผล ความจําเป็นในการจัดทํา พิธีสารและสาระสําคัญของพิธีสาร ดังนี้
ปัจจุบันประเทศจีนเป็นประเทศคู่ค้าอันดับ ๑ ของอาเซียน โดยในปี ๒๕๕๒ การค้าระหว่างอาเซียน-จีน มีมูลค่าถึง ๒๑๒,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ และอาเซียนขยับเป็น คู่อันดับ ๓ ของประเทศจีน โดยมีส่วนแบ่งการค้าในประเทศจีนประมาณ ๙.๒๕ เปอร์เซ็นต์ แม้ว่าในช่วงวิกฤติเศรษฐกิจตัวเลขของการลงทุนโดยตรงหรือเรียกว่า เอฟดีไอ (FDI) จากประเทศจีนเข้ามายังอาเซียนได้ปรับลดลงประมาณ ๗.๖ เปอร์เซ็นต์ จากปี ๒๕๕๑ มูลค่า ๒,๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ เหลือ ๒,๓๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แต่อาเซียนยังคงเป็น ที่น่าสนใจของนักลงทุนประเทศจีน ในที่ประชุมอาเซียน-จีน ได้เจรจาจัดทําความตกลงว่า ด้วยการค้าบริการเพื่อกําหนดกติกาการทําการค้าระดับการเปิดตลาดภาคบริการในภูมิภาค อาเซียนและประเทศจีน สาระสําคัญของความตกลงว่าด้วยการค้าบริการมีหลักการเดียว กับความตกลงทั่วไปว่าด้วยการค้าบริการ หรือแกตต์ (GATT) ภายใต้ดับเบิ้ลยูทีโอโดยปรับ รายละเอียดให้เหมาะสมกับความตกลงระดับภูมิภาคและสอดคล้องกับความต้องการ ของสมาชิก โดยกําหนดให้สมาชิกทยอยเปิดตลาดแบบค่อยเป็นค่อยไป ซึ่งจะเป็นประโยชน์ ต่อประเทศไทยและอาเซียนในการขยายการส่งออกธุรกิจบริการไปยังตลาดประเทศจีน ในอนาคต เมื่อมีศักยภาพเพิ่มขึ้น ความตกลงการค้าบริการชุดที่ ๑ ภายใต้อาเซียนจีน มีผลใช้บังคับไปแล้วเมื่อเดือนกรกฎาคม ๒๕๕๐ โดยตารางข้อผูกพันเปิดตลาดของแต่ละ ประเทศจะผนวกแนบท้ายพิธีสารเป็นส่วนหนึ่งของความตกลงโดยตารางข้อผูกพันชุดที่ ๑ ของประเทศไทยได้เสนอเปิดตลาดเพิ่มขึ้นจากข้อผูกพันภายใต้ดับเบิ้ลยูทีโอ ครอบคลุม กิจกรรมบริการบางประเภทในสาขาวิชาชีพ การศึกษา การท่องเที่ยวและการขนส่งสินค้า ทางเรือ สําหรับตารางข้อผูกพันชุดที่ ที่นําเสนอให้รัฐสภาพิจารณาในครั้งนี้มีการเปิดตลาด เพิ่มขึ้นจากข้อผูกพันชุดที่ ๑ ครอบคลุมกิจกรรมบางประเภทในสาขาวิชาชีพ สาขาโทรคมนาคม การเงิน และการขนส่ง ทั้งทางเรือ ทางอากาศและทางราง เป็นต้น ซึ่งข้อเสนอดังกล่าวยังคงอยู่ภายใต้กรอบที่กฎหมายปัจจุบันอนุญาตให้ต่างชาติประกอบ ธุรกิจได้ คือผู้ให้บริการของประเทศสมาชิกอาเซียนและประเทศจีน สามารถเข้ามาประกอบ ธุรกิจได้โดยถือหุ้นไม่เกินร้อยละ ๔๙ และมีเงื่อนไขตามกฎหมายเฉพาะสาขา เช่น ในสาขา การเงินที่ถือหุ้นได้ไม่เกินร้อยละ ๒๕ หรือในสาขาวิชาชีพต้องเป็นไปตามที่สภาวิชาชีพ กําหนด เป็นต้น ในส่วนของประเทศจีน ในความตกลงชุดที่ ๑ สาขาบริการที่ประเทศจีน เปิดตลาดให้อาเซียน ได้แก่ การขนส่งสินค้าทางถนน การซ่อมบํารุงยานพาหนะ และตัวแทน รับจัดการขนส่งสินค้าที่เรียกว่า เทรด ฟอร์เวิร์ดเดอร์ (Trade forwarder) ในความตกลง ชุดที่ ๒ ประเทศจีนได้เปิดตลาดเพิ่มขึ้นจากตกลงชุดที่ ๑ ครอบคลุมกิจการบริการ บางประเภทในสาขาวิชาชีพทั้งด้านกฎหมายและการบัญชี สาขาโทรคมนาคม สาขาก่อสร้าง สาขาการศึกษา สาขาการเงิน การธนาคาร รวมทั้งการประกันภัย สาขาการท่องเที่ยว และสาขาการขนส่ง ซึ่งการเปิดเสรีจะมีบทบาทในการสนับสนุนการค้าระหว่างประเทศไทย และประเทศจีน และเปิดโอกาสให้ธุรกิจบริการไทยเข้าไปสู่ตลาดของประเทศจีนที่มี ขนาดใหญ่กว่าของประเทศไทย เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง กระผมในนามคณะรัฐมนตรีจึงขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบ พิธีสารอนุวัติข้อผูกพันชุดที่ ๒ ของความตกลงว่าด้วยการค้าบริการภายใต้กรอบความร่วมมือ ทางเศรษฐกิจ ระหว่างอาเซียนและสาธารณรัฐประชาชนจีน เพื่อที่ประเทศไทยจะได้ร่วม ลงนามกับประเทศสมาชิกอื่นและประเทศจีนต่อไป ขอบพระคุณครับ
ก็คงไม่มีท่านผู้ใดติดใจอภิปราย เพราะว่าพิธีสารเท่านั้นเองนะครับ ฉะนั้นผมก็จะขอมติที่ประชุมเลยนะครับว่าท่านจะ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ ก็ถือว่าเป็นการปิดอภิปรายนะครับ ขอเชิญท่านสมาชิก เข้าห้องประชุมเพื่อลงมตินะครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนลงมติ)
ท่านสมาชิกเข้าห้องประชุมเพื่อลงมติ นะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาที่ออกไปข้างนอกช่วยกรุณาเข้าห้องประชุมด่วนด้วย เราเหลืออีก เรื่องเดียว และถ้าจบผมก็จะได้ปิดประชุมให้ท่านกลับบ้านเพื่อจะได้พักผ่อน ท่านสมาชิก รัฐสภาที่เคารพ ที่อยู่ข้างนอกช่วยกรุณาเข้ามาห้องประชุมเพื่อตรวจสอบองค์ประชุม ก่อนที่จะลงมติ เมื่อท่านเข้าห้องประชุมแล้ว โปรดเสียบบัตรแสดงตนด้วย
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
เสียบบัตรแสดงตนเรียบร้อยแล้ว นะครับ มีท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตนมีไหมครับ ไม่มี ฉะนั้นงดการแสดงตนได้ ส่งผลมา มีสมาชิกอยู่ในห้องประชุม ๓๓๐ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านผู้ใดเห็นชอบพิธีสารอนุวัติข้อผูกพัน ชุดที่ ๒ ภายใต้ความตกลงการค้าบริการของกรอบความตกลงร่วมมือทางเศรษฐกิจระหว่าง ประเทศสมาชิกสมาคมประชาชาติแห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และสาธารณรัฐประชาชนจีน ถ้าเห็นชอบโปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใด งดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ ท่านนิคมเสียบบัตรออกคะแนนเสียงด้วยครับ
ผมขอใช้สิทธิ เพิ่มอีก ๑ คะแนนครับ
ใช้สิทธินะครับ ใช้สิทธิเรียบร้อยแล้ว โปรดส่งผล มีจํานวนสมาชิกรัฐสภาเข้าประชุม ๓๗๘ ท่าน เห็นด้วย ๓๓๐ ท่าน ไม่เห็นด้วย ๑ ท่าน งดออกเสียง ๔๓ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๔ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมเห็นชอบนะครับ
ต่อไปเรื่องที่เลื่อนขึ้นมาพิจารณา เรื่องด่วนที่ ๑๖ ความตกลงทางการค้า ระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ)
เชิญรัฐบาลแถลง
ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ในนามคณะรัฐมนตรี ขอเสนอรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบความตกลง ทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และเห็นชอบให้รัฐบาลลงนามในความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๔ และใคร่ขอชี้แจงความเป็นมาและสาระสําคัญของความตกลงทางการค้า ระหว่างไทย-อินโดนีเซีย ซึ่งมีสารัตถะสรุปได้ดังนี้
เมื่อวันที่ ๒-๓ มกราคม ๒๕๔๐ ผู้นําไทยในขณะนั้นคือท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เยือนประเทศอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ และเห็นพ้องกับ ผู้นําประเทศอินโดนีเซียที่จะจัดทําความตกลงทางการค้าที่เรียกว่า เทรด อะกรีเมนท์ (Trade agreement) ระหว่างกัน เมื่อวันที่ ๑๘ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ฝ่ายไทยได้เสนอ ร่างความตกลงทางการค้าให้ประเทศอินโดนีเซียพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วม ว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-อินโดนีเซีย ที่เรียกว่า เจซี (JC) ครั้งที่ ๓ ณ ประเทศ อินโดนีเซีย และทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อจัดทําความตกลงดังกล่าว อีกหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๘ ในการเยือนประเทศไทย ของประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ผู้นําของทั้ง ๒ ประเทศได้เห็นชอบให้เร่งสรุปการเจรจา จัดทําความตกลงดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหารือ ๒ ฝ่าย ระดับเจ้าหน้าที่ระดับสูงไทย-อินโดนีเซีย ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๗ ถึงวันที่ ๒๘ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ และยกร่างความตกลงโดยทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นชอบในหลักการว่า เนื่องจากสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปจึงควรยกร่างความตกลงใหม่ โดยยึดตาม กรอบความร่วมมือในลักษณะสแตรทีจิก พาร์ทเนอร์ชิพ (Strategic partnership) โดยทั้ง ๒ ฝ่ายสามารถสรุปการเจรจาในสาระสําคัญเป็นร่างสุดท้าย ต่อมาในการเยือน ประเทศอินโดนีเซียก่อนเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระหว่าง วันที่ ๒๑ ถึงวันที่ ๒๒ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ทั้ง ๒ ประเทศเห็นพ้องที่จะกระชับ ความร่วมมือทางการค้ามากขึ้นและจะเร่งรัดพิจารณาร่างความตกลงทางการค้า ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายสามารถสรุปสาระสําคัญของร่างความตกลงได้ในปลายปี ๒๕๕๓
สําหรับสาระสําคัญของความตกลง
๑. ประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซียจะให้มีการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับ ความอนุเคราะห์ยิ่ง หรือที่เรียกว่า เอ็มเอฟเอ็น โมสท์ เฟเวอร์ เนชัน ทรีตเมนท์ (MFN Most Favored Nation Treatment) แก่อีกฝ่ายหนึ่ง โดยให้เป็นไปตามหลักการและ กฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก
๒. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย จะให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของอีกฝ่ายหนึ่งตามหลักเกณฑ์ของความตกลง ว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง รอบอุรุกวัย
๓. ตกลงที่จะดําเนินการต่าง ๆ ในการส่งเสริมการจัดกิจกรรมทางการค้า และเศรษฐกิจ และการอํานวยความสะดวกทางการค้าเพื่อขยายและพัฒนาการค้าระหว่าง ๒ ประเทศ
๔. สามารถใช้มาตรการปกป้องที่เรียกว่า เซฟการ์ด เมเชอร์ส (Safeguard measures) ในลักษณะที่ไม่เลือกปฏิบัติและใช้เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ได้ตกลงกันเท่านั้น เช่น เพื่อสุขอนามัยของคน พืช สัตว์ และเพื่อป้องกันสมบัติหรือวัตถุโบราณของชาติ เป็นต้น
๕. การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้าที่เรียกว่า จอยท์ เทรด คอมมิทที (Joint Trade Committee) หรือเจทีซี (JTC) ระหว่างประเทศไทย-อินโดนีเซีย ทั้ง ๒ ประเทศร่วมการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้าระดับรัฐมนตรี โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และการค้าของประเทศอินโดนีเซียเป็นประธานร่วม หน้าที่ของเจทีซีรวมถึงการทบทวน พิจารณาดําเนินการตามความตกลงทางการค้า หามาตรการป้องกัน หรือแก้ไขปัญหา ที่อาจเกิดขึ้นจากการดําเนินการตามความตกลง และหามาตรการในการขยายการค้าที่เป็น ประโยชน์แก่ทั้ง ๒ ประเทศ
๖. การระงับข้อพิพาท ถ้ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นจากการดําเนินการตาม ความตกลง หรือเกี่ยวข้องกับการดําเนินการทั้ง ๒ ประเทศจะดําเนินการระงับข้อพิพาท อย่างฉันท์มิตรผ่านทางการหารือหรือเจรจาตกลงกัน
๗. หน่วยงานที่จะดูแลรับผิดชอบความตกลง รวมทั้งการดําเนินการตาม ความตกลงคือกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม และการค้า ของประเทศอินโดนีเซีย
๘. การมีผลบังคับใช้ จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา ๓ ปี และจะได้รับการ ต่ออายุออกไปโดยอัตโนมัติในช่วงเวลาที่เท่าเทียมกัน เว้นแต่หลังความตกลงมีผลบังคับ ใช้ไปแล้ว ๓ ปีแรก ภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงเจตนาที่จะยกเลิกความตกลงไม่น้อยกว่า ๑๒ เดือนก่อนความตกลงหมดอายุ
สําหรับผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับนั้นจะเป็นการเพิ่มโอกาสขยาย มูลค่าการค้าของประเทศไทย เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียเป็นตลาดที่ใหญ่ และใหญ่ที่สุด ในภูมิภาคของอาเซียน โดยมีประชากรประมาณ ๒๔๐ ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่ง ของตลาดอาเซียน ประกอบกับประชาชนที่มีฐานะดีมีประมาณร้อยละ ๑๐ ของประชากร ทั้งหมด มีกําลังซื้อสูงมาก
อนึ่ง ในปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียเป็นคู่ค้าลําดับที่ ๓ ของประเทศไทย ในอาเซียนรองจากประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย และเป็นคู่ค้าลําดับที่ ๑๕ ของโลก ในขณะที่ประเทศไทยเป็นตลาดส่งออกและตลาดนําเข้าอันดับ ๓ และอันดับ ๔ ของ ประเทศอินโดนีเซียตามลําดับ โดยในปี ๒๕๕๓ การค้าระหว่างกันมีมูลค่า ๑๓,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๔ เมื่อเทียบกับ ปี ๒๕๕๒ ประเทศอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและมีอัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง จึงมีความต้องการสินค้าโดยเฉพาะสินค้าทุนและสินค้าอุปโภค บริโภค ซึ่งสินค้าประเทศไทยที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดอินโดนีเซียได้แก่ ข้าว และน้ําตาล ถือเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย รวมทั้งสินค้าอาหารทุกประเภท โดยเฉพาะผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ลําไย ลิ้นจี่ มะม่วง ส้มโอ ฝรั่ง และชมพู่ เนื่องจากผลไม้ไทย บางชนิดไม่สามารถปลูกได้ในประเทศอินโดนีเซีย หรือมีรสชาติแตกต่างจากผลไม้พื้นเมือง ของประเทศอินโดนีเซีย อาหารสําเร็จรูปเป็นอีกสินค้าหนึ่งที่มีศักยภาพ เช่น เครื่องปรุงรส อาหารกระป๋อง ปลากระป๋อง ผลไม้กระป๋อง น้ําผลไม้ ของขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสําเร็จ เป็นต้น ซึ่งสินค้าของไทยในความรู้สึกของชาวอินโดนีเซียจะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพที่ดี โดยเป็น การกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้าง เวทีการเจรจาทวิภาคีที่เป็นรูปธรรมในการพัฒนาความร่วมมือทางการค้าและลดอุปสรรค ทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและเอกชนของทั้ง ๒ ประเทศ หากได้รับความเห็นชอบในการทําความตกลงการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซีย และเพื่อให้ รัฐบาลสามารถลงนามความตกลงทางการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซีย และให้ความตกลง ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสามของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย กระผมในนามของคณะรัฐมนตรีจึงขอเสนอให้รัฐสภาได้โปรด พิจารณาให้ความเห็นชอบความตกลงทางการค้าไทย-อินโดนีเซีย และให้ความเห็นชอบ การลงนามการตกลงทางการค้าไทย-อินโดนีเซีย ขอบพระคุณครับ
ต่อไปเป็นเรื่องของสมาชิกอภิปราย แสดงความคิดเห็น ผมอยากจะให้กรุณาสั้น ๆ นะครับ เชิญท่านสุริยา ปันจอร์ ครับ
ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอขอบคุณท่านประธานและคณะรัฐมนตรีที่ให้โอกาส ให้เวลา ให้ผมได้มาแสดงความคิดเห็น เกี่ยวกับร่างข้อตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาล แห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซียในครั้งนี้ ท่านประธานครับ เป็นที่ทราบตามรายงานก็คือว่า ประเทศอินโดนีเซียนี้เป็นประเทศที่มีประชากรมากเป็นอันดับ ๔ ของโลก ขณะนี้ตัวเลข ถ้าจําไม่ผิดประมาณ ๒๔๐ ล้านคน แล้วก็เป็นประเทศที่มีศักยภาพทางการค้าโดยเฉพาะ ในปัจจุบันก็เป็นกําลังขับเคลื่อนขยายธุรกิจไปยังภูมิภาคต่าง ๆ อย่างที่เห็นได้ชัด หลายประการ แต่เนื่องจากเวลาที่จํากัดก็คงจะไม่สามารถที่จะมาบอกกล่าวกันตรงนี้ได้ แต่ที่สําคัญที่สุดครับท่านประธาน การกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันทั้ง ๒ ประเทศ รวมทั้งสร้างเวทีการค้าเจรจาทวิภาคีที่เป็นรูปธรรมในการพัฒนาความร่วมมือทางการค้า แล้วก็ลดอุปสรรคการค้าระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและเอกชนทั้ง ๒ ประเทศ อย่างมหาศาล ท่านประธานครับ ผมได้ลองศึกษาดูรายละเอียดเพื่อประกอบที่จะแสดง เพื่อที่จะให้ความเห็นชอบกับข้อตกลงฉบับนี้ ประเทศอินโดนีเซียมีมูลค่าการค้าแบบเสรี ถึง ๑๔๑ พันล้านเหรียญสหรัฐ นี่คือกําลังความสามารถของประเทศอินโดนีเซีย ประเทศคู่ค้า ที่สําคัญของประเทศอินโดนีเซียไม่ใช่ประเทศไทย เป็นเรื่องที่น่าเสียดายเป็นเรื่องที่เรา เสียโอกาสมาก ประเทศคู่ค้าที่สําคัญของประเทศอินโดนีเซียคือประเทศสิงคโปร์ ซึ่งมีถึง ๑๓.๒ เปอร์เซ็นต์ ประเทศจีน ๑๕.๕ เปอร์เซ็นต์ ประเทศญี่ปุ่น ๘-๘.๖ เปอร์เซ็นต์ ประเทศไทยเราอยู่ในลําดับหลัง ๆ ก็คือประมาณ ๕.๘ เปอร์เซ็นต์แค่นั้นเอง ตรงนี้ละครับ เป็นเรื่องที่ประเทศไทยควรจะฉกฉวยโอกาส ในขณะเดียวกันการส่งออกของประเทศ อินโดนีเซียไปตลาดส่งออกเป็นอันดับ ๔ ของประเทศไทย ซึ่งตัวเลขอาจจะไม่ตรงกับที่ ท่านรัฐมนตรีได้รายงานก็อาจจะเป็นได้ แต่เท่าที่ผมได้ศึกษาดู ตรงนี้ผมขอกระชับสั้น ๆ ก็เนื่องจากว่าประเทศไทยเป็นแหล่งอาหารของโลก ซึ่งเราเคยใช้คําว่า ครัวของโลก มีทรัพยากร มีวัตถุดิบที่สามารถแปรรูปแล้วส่งไปยังประเทศต่าง ๆ ได้อย่างมากมาย ผมอยากจะเน้นในเรื่องของผลไม้ของประเทศไทย ในบางฤดูกาล ในบางปีผลไม้ของ ประเทศไทยล้นตลาด ราคาตกต่ํามาก ๆ เลย อยากจะเน้นไปเฉพาะที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ลองกองเป็นผลผลิตที่มีมหาศาล แต่เวลาเอาเข้าจริง ๆ ปรากฏว่าผลผลิตประเภทนี้ตกต่ํา ราคากิโลกรัมละ ๓ บาท ๔ บาท ซึ่งทําให้ได้รับความเดือดร้อนกับผู้ประกอบการหรือ เกษตรกรเป็นอย่างยิ่ง ถ้ารัฐบาลหาวิธีหาโอกาสโดยการแปรรูปลองกองให้เป็นอาหารกระป๋อง หรืออะไรก็แล้วแต่ แล้วประสานงานเพื่อทําธุรกิจการค้าส่งออก ประการที่ ๑
ประการที่ ๒ ท่านอาจารย์เจริญ ภักดีวานิช ขอโทษที่ต้องเอ่ยชื่อของท่าน เพราะท่านได้กล่าวมาแล้วตอนต้นในเรื่องของนิคมอุตสาหกรรมฮาลาล ท่านประธานครับ ประเทศอินโดนีเซียประชากร ๒๔๐ ล้านคน นับถือศาสนาอิสลามเป็นเปอร์เซ็นต์ที่สูงที่สุด ถ้าเราสามารถที่จะผลิตโรงอาหารฮาลาลซึ่งเป็นที่เชื่อถือของประชากรมุสลิมทั้งโลก ในขณะนี้ซึ่งมีประมาณ ๑,๘๐๐ กว่าล้านคน โดยเฉพาะนิคมอุตสาหกรรมฟาตอนี หรือปัตตานีที่ตั้งขึ้น อําเภอปะนาเระ จังหวัดปัตตานี ขณะนี้ผมในนามของคณะกรรมาธิการ วิสามัญติดตามเรื่องนี้ได้ทราบข้อมูลที่รู้สึกสลดหดหู่ เนื่องจากเริ่มมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๖ ปี ๒๕๔๗ จนถึงปัจจุบันนี้ก็ยังไม่ขยับขับเคลื่อนเท่าที่ควร งบประมาณลงก็ไปเล็กน้อย แล้วก็ยังมีอุปสรรคและปัญหาอีกหลายประการ ประการที่สําคัญมากที่สุด แต่ละยุค แต่ละรัฐบาลให้ความสําคัญไม่เท่าเทียมกัน บางครั้งบางคราวก็เอาถือเป็นเรื่องใหญ่ แต่บางครั้งบางคราวก็ถือเป็นเรื่องเล็ก ก็กลายเป็นว่านิคมอุตสาหกรรมฮาลาลซึ่งเป็นแหล่ง ที่จะผลิตอาหารฮาลาลแล้วส่งไปยังประชากรมุสลิมทั่วโลก โดยเฉพาะประเทศอินโดนีเซีย ก็ยังไม่ปรากฏ ยังไม่มี ด้วยเหตุนี้ครับท่านประธาน ในเวลาอันจํากัดผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็เชื่อว่าถ้าข้อตกลงฉบับนี้ประสบความสําเร็จในโอกาสต่อไป การขยายทางธุรกิจการค้า ระหว่าง ๒ ประเทศจะเกิดขึ้น แล้วจะเกิดผลทั้งภาครัฐและภาคประชาชนอย่างแน่นอน ขอขอบคุณมากครับท่านประธาน
ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ เชิญครับ
ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบขอบพระคุณท่านประธานค่ะ ดิฉันไม่มีความขัดข้อง และมีความยินดีในการที่จะให้ ความเห็นชอบข้อตกลงทางเศรษฐกิจระหว่างไทย-อินโดนีเซีย พูดโดยสั้น ๆ ท่านประธาน เน้นว่าเอาให้มันสั้น ให้มันกระชับ ดิฉันก็คิดว่าคงต้องดําเนินการตามที่ท่านว่านี่ละค่ะ
สิ่งที่เป็นปัญหาของเราซึ่งทําให้ประเทศไทยไม่สามารถที่จะทําการค้า ได้มากกว่านี้กับประเทศอินโดนีเซีย ดิฉันคิดว่าน่าจะเป็นเรื่องของปัญหาอุปสรรคทางด้าน ภาษา การสื่อกัน ท่านประธานคะ ประชาชนชาวอินโดนีเซียพูดภาษาบาฮาซากับภาษายาวานิส ไม่ใช่ว่าภาษาอังกฤษด้วยซ้ําไปค่ะท่านประธาน เพราะฉะนั้นปัญหาก็คงจะมีความซับซ้อน มากยิ่งขึ้นในการที่จะไปเจรจาการค้า ซึ่งประเทศนั้นมีรากฐาน มีอิทธิพลจากทั้งดัทช์ แล้วก็ทั้งประเทศอังกฤษ ต่างชาติที่เข้ามาปกครองในระยะหนึ่ง ประเทศไทยในฐานะที่จะ ทําการค้ากับเขาให้ได้ประโยชน์ทางการค้ามากขึ้น ดิฉันคิดว่าน่าอย่างยิ่ง สมควรเป็นอย่างยิ่ง ที่จะต้องมีการส่งเสริมให้มีการศึกษา เมื่อกี้ดิฉันเห็นท่านรัฐมนตรีชินวรณ์ได้อยู่ตรงนี้ แต่ท่านก็คงจะอยู่บริเวณนี้ได้มีโอกาสส่งเสริมให้เด็กไทยได้เข้าใจภาษาบาฮาซา เราบอกว่า ครึ่งหนึ่งของประชากรอาเซียนคือประเทศอินโดนีเซีย แต่ว่าเรายังไม่รู้จักเลยว่าบาฮาซานั้น พูดคําว่า สวัสดี กันอย่างไร การที่จะไปทําการค้า ทําธุรกิจ ภาครัฐก็คงจะไม่เป็นปัญหาเท่าไร แต่ภาคเอกชนนี่ละค่ะท่านประธาน ดิฉันคิดว่าถ้าไม่มีการเตรียมความพร้อมให้มากขึ้น ในเรื่องของการสื่อภาษา ปัญหาของเราก็คงจะไม่ได้ประโยชน์เท่าที่ควรจะได้ อันนี้เป็นเรื่องหนึ่ง ที่สําคัญอย่างยิ่ง แล้วก็ฝากไว้พวกเราในอาเซียนนี้เข้าใจภาษาเพื่อนบ้านเรามากน้อยขนาดไหน เรามีแรงงานที่มาจากประเทศพม่า ประเทศกัมพูชา เราเข้าใจภาษาของเพื่อนบ้านของเรา ขนาดไหน การเตรียมการศึกษาเป็นเรื่องที่สําคัญเพื่อที่จะให้การเป็นประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ นี้เป็นประชาคมอาเซียนที่ประเทศไทยไม่เสียเปรียบค่ะ วันนี้ดิฉันมองไป ทางไหนดิฉันก็รู้สึกอย่างเดียวว่าประเทศไทยเมื่อเป็นหนึ่งในประชาคมอาเซียนตามที่เรา ตกลงกันไว้ในปี ๒๕๕๘ ดูเหมือนว่าเราจะเสียเปรียบเขามากเหลือเกิน เป็นกังวลใจ ก็ขออนุญาตอภิปรายเป็นข้อเสนอแนะและข้อสังเกตฝากไว้ผ่านท่านประธานไปถึง ท่านรัฐมนตรีและคณะรัฐบาลนะคะ ดิฉันก็ให้ความเห็นชอบทุกร่างเลยค่ะ แต่ร่างนี้เป็นร่าง ที่ดูแล้วเหมาะสมมาก เพราะถ้าเปรียบเป็นคู่ค้าก็เป็นคู่ค้าที่มีศักยภาพ ถ้าเปรียบเป็นคู่ต่อสู้ ก็เป็นคู่ต่อสู้ที่อยู่ในระดับเดียวกัน การพัฒนาต่าง ๆ ของเรานั้นมันไม่ได้ต่างกันมาก เพราะฉะนั้นการที่จะไปเสียเปรียบเขาก็คงจะไม่ได้มาก เว้นเสียแต่ว่าเราจะไม่ยอมพัฒนา เครื่องมือในการสื่อสาร ก็คือการทําความเข้าใจกับประเทศที่มีกําลังคนอย่างประเทศอินโดนีเซีย ดิฉันขออนุญาตท่านประธาน สั้น ๆ ไว้เท่านี้ก่อน ขอบพระคุณมากค่ะ ดิฉันให้ความเห็นชอบค่ะ
สัก ๒ นาทีพอไหมท่านรัฐมนตรี ท่านวิชาญยังติดใจอยู่หรือครับ
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากการสรรหา ในฐานะของสมาชิกรัฐสภา มีประเด็นสั้น ๆ นิดเดียวครับ ในหลักการแล้วก็เห็นด้วยกับ การที่จะลงนามในคําตกลงการค้าระหว่างรัฐบาลไทยกับรัฐบาลสาธารณรัฐอินโดนีเซีย แต่ประเด็นปัญหามีอยู่อย่างหนึ่งครับที่อยากจะกราบเรียนฝากท่านประธานไปยังท่าน รัฐมนตรี ก็คือว่าประเทศอินโดนีเซียทุกท่านคงทราบนะครับว่าเป็นประเทศหนึ่งซึ่งมี ระบบใต้โต๊ะค่อนข้างมากเมื่อเทียบกับประเทศอื่น ๆ ด้วยกัน คือการเจรจาต่าง ๆ ในเรื่อง ของความร่วมมือ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่จะดูแลเรื่องภาษี เรื่องอื่น ๆ ก็ตาม แต่ประเด็น ปัญหาอย่างหนึ่งนะครับ ถึงแม้ว่าเราจะเขียนว่าจะมีการปฏิบัติให้เท่าเทียมเยี่ยงชนชาติ แต่ประเด็นก็คือว่าประเทศอินโดนีเซียมีการหาประโยชน์นอกรูปแบบของภาษี ซึ่งเป็นปัญหา อย่างมาก ซึ่งเป็นข้อกังวลนะครับ ยกตัวอย่างอย่างเช่นผู้ส่งสินค้าของเราพอเปิดตลาดในเรื่อง สินค้าเกษตรก็มีการส่งทุเรียนไปจําหน่ายยังประเทศอินโดนีเซีย ภาษีไม่เสีย แต่ค่าเปิดตู้ ๑๐,๐๐๐ เหรียญ ซึ่งทําให้การค้าไม่สามารถเกิดขึ้นได้ ประเด็นอย่างนี้อยากจะฝากผ่าน ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีได้กรุณาพิจารณาว่าถ้ามีปัญหาอย่างนี้รัฐบาลไทยจะช่วย แก้ปัญหาอย่างไร เพราะถ้าไม่สามารถแก้ปัญหาได้ การส่งเสริมการค้าระหว่างไทย กับอินโดนีเซียก็ไม่สามารถจะเกิดขึ้นได้อันนี้เป็นประเด็นปัญหาสําคัญ ขออนุญาตฝาก ท่านประธานไปยังท่านรัฐมนตรีด้วยครับ
ขอบคุณครับ ก็จบการอภิปราย ฝ่ายสมาชิก ท่านรัฐมนตรีก็รับฝากไปก็แล้วกัน ไปแก้ไข ท่านเรวัตยังติดใจอะไรอีก เชิญครับ
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม เรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมสงสัยอยู่นิดเดียวครับท่านประธาน ความตกลงทางการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซีย คือเท่าที่อ่านในรายงานนี้ครับท่านประธาน ท่านนายกรัฐมนตรีได้ไปประเทศอินโดนีเซีย เมื่อวันที่ ๒๐-๒๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ในช่วงนั้นไป ความจริงผมก็สงสัยอยู่ว่าทําไมประเทศ อินโดนีเซียคุยยากคุยเย็นหรืออย่างไร เวลาไปแล้วก็ไม่ได้รับความตกลงมา ในนี้บอกนะครับ บอกว่าประเทศอินโดนีเซียก็ไปพยายามที่จะหาข้อยุติในเรื่องการตกลง แต่ไม่ได้ตกลงครับ ก็ไม่ทราบเหตุผลว่าเพราะอะไรประเทศอินโดนีเซียไม่ตกลงด้วย นี่ก็ยังไม่ตกลงนะครับ เพียงแต่ยกร่างข้อตกลงขึ้นมา ก็จะตกลงในวันที่ ๗-๘ เดือนพฤษภาคมนี้เอง ผมก็มาดู ในข้อตกลงต่าง ๆ ก็สงสัยอยู่ข้อหนึ่ง ในข้อ ๘ การชําระเงิน ในนี้บอกนะครับท่านประธาน บอกว่าการชําระเงินค่าสินค้าและค่าบริการทั้งหมดระหว่าง ๒ ประเทศจะต้องทําในสกุล เงินตราที่สามารถใช้ได้โดยเสรี คําว่า โดยเสรี นี้ก็อยากจะเรียนถามทางรัฐบาล ได้อธิบายหน่อยว่าการใช้โดยเสรีในโลกนี้มีสกุลอะไรบ้าง ในขณะนี้เสรีในเอเชีย สกุลเงินหยวน (Yuan) เสรีไหม เงินเยน (Yen) ใช้เสรีไหม แล้วก็ในยุโรป เงินยูโร (Euro) เขาใช้เสรีในยุโรป แต่ถ้าหากว่าเสรีจริง ๆ ที่เห็นอยู่ก็ดอลลาร์ (Dollar) แล้วเราจะระบุลงไปเลยได้ไหมว่า เป็นเงินดอลลาร์ อย่างนี้เป็นต้น ถ้าบอกว่าโดยเสรีผมก็ไม่แน่ใจว่าเสรีอย่างไร นี่คือสิ่งที่จะฝากไว้ ให้ท่านได้ไปพิจารณาด้วยว่าเงินสกุลต่าง ๆ ในโลกนี้มันมีไม่กี่สกุล แต่ถ้าจะให้เสรีจริง ๆ ที่ใช้แลกเปลี่ยนกันจริง ๆ มันก็ต้องเงินยูเอสดอลลาร์ (US Dollars) อย่างนี้เป็นต้น
ทีนี้มาดูในเรื่องที่บอกว่าผลหมากรากไม้ ประเทศอินโดนีเซียไม่มีมันจะเป็น อย่างนั้นหรือครับ เท่าที่ดูนี่มะพร้าวประเทศอินโดนีเซียเขาเยอะนะ แล้วประเทศอินโดนีเซีย เขามีการเก็บมะพร้าวมาขายเยอะแยะครับ แล้วผลไม้อย่างทุเรียนก็ดี ผลไม้ต่าง ๆ หลายอย่างที่บอกไว้ในนี้ว่าไม่มี ผมก็ไม่แน่ใจแต่ถ้าไม่มีอย่างที่เป็นไปอย่างนี้ที่ท่านเขียนไว้นี้ ผมก็ดีใจว่าถ้าหากเป็นอย่างนั้นโอกาสที่เราจะขายประเทศอินโดนีเซียได้ก็น่าจะขายได้ ก็เลยอยากจะเรียนถามว่าในขณะนี้เราขายผลไม้ไปยังประเทศอินโดนีเซียที่ผลไม้เยอะ ๆ เวลาฤดูกาลออก ผลไม้เยอะแยะเต็มบ้านเต็มเมืองหมดผมไม่เคยได้ยินเลยครับท่านประธาน ท่านประธานเคยได้ยินไหมว่าเอาไปขายที่ประเทศอินโดนีเซีย มีไหมครับ ไม่เคยได้ยินเลย แต่ว่าเราจะมาทําข้อตกลงเพื่อเจรจาการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซีย ก็มาบอกว่าประเทศ อินโดนีเซียไม่มีผลไม้เหล่านี้ แต่ในช่วงที่ผลไม้ออกเยอะ ๆ ทําไมไม่ไปขายประเทศ อินโดนีเซียละครับ เพราะอะไร ประเทศอินโดนีเซียเขาไม่ซื้อเพราะอะไร นี่เลยกลายเป็น ปัญหาที่จะต้องเรียนถาม ก็อยากจะได้รับคําตอบว่าสิ่งตรงนี้น่าจะแก้ไขได้ ผมก็ไม่ทราบว่า กระทรวงพาณิชย์ไม่ได้แก้ไข ไม่เคยได้ยินเลยครับ ผมไม่เคยได้ยินเลยว่าเอาผลไม้ไปขาย นอกจากจะไปขายที่ประเทศจีน แล้วก็ไปขายเพื่อนบ้านเราในรอบละแวกนี้ เห็นไปขาย ประเทศจีนเป็นหลัก เพราะฉะนั้นประเทศอินโดนีเซียเป็นตลาดผลไม้นี่กระผมเห็นด้วย ว่าเราต้องขาย ขายผลไม้ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในประเทศไทย ที่ล้นตลาดไปยังประเทศอินโดนีเซีย เพราะประเทศอินโดนีเซียมีพลเมืองเยอะ เยอะกว่าเราหลายเท่าตัว ๒๐๐ กว่าล้านคน เพราะฉะนั้น เมื่อเป็นอย่างนี้กระผมก็เห็นด้วยว่าถ้าหากว่าเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย แล้วก็เป็นไป อย่างที่เขียนไว้อย่างข้อตกลงอย่างนี้ แต่ขอให้เป็นไปอย่างที่ข้อตกลงนี้ครับ ขอบคุณ ท่านประธาน
คุณสุรพงษ์ครับ
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรพงษ์ โตวิจักษณ์ชัยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจากจังหวัดเชียงใหม่ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ความตกลงทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินโดนีเซีย ผมอยากจะให้พี่น้องประชาชนที่ฟังการอภิปรายได้เข้าใจสักเล็กน้อยก่อนว่าที่จริงแล้ว เริ่มตั้งแต่สมัยรัฐบาลท่านพลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ในช่วงปี ๒๕๔๐ ที่ได้เริ่มมีการติดต่อ จะทําการค้าระหว่างกันจนมาถึงเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๑ ในสมัยที่ท่านอดีตนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย ก็ได้มีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมมือทวิภาคีไทย-อินโดนีเซีย ครั้งที่ ๓ ก็ได้พูดถึงการค้าขายระหว่างกัน แต่ไม่เกิดเป็นรูปธรรม จนมาถึงสมัยรัฐบาล ท่านนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ซึ่งท่านสนใจในด้านการค้าเพื่อที่จะนําเงินเข้าสู่ประเทศ เดือนตุลาคม ปี ๒๕๔๖ ได้มีการตกลงกันที่จะทําการค้าขายระหว่างกัน ต่อมาเมื่อวันที่ ๔ เดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๔๘ ก็เกิดเป็นรูปธรรมมากยิ่งขึ้น มีการตกลงร่วมกัน แต่บังเอิญ สิ่งที่น่าเสียดายก็คือเดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๔๙ ได้มีการตกลงกันแล้วว่าประเทศไทย กับประเทศอินโดนีเซียจะร่วมมือกันในลักษณะเป็นสแตรทีจิก พาร์ทเนอร์ชิพ ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่าย ได้หารือและเห็นชอบรวมกันแล้ว แต่ปรากฏว่าเกิดการปฏิวัติเกิดขึ้นในเดือนกันยายน ๒๕๔๙ เรื่องต่าง ๆ ก็เลยเงียบหายไป มาในรัฐบาลชุดนี้เมื่อวันที่ ๒๐ ถึงวันที่ ๒๑ เดือนกุมภาพันธ์ ปี ๒๕๕๒ ก็เลยมาได้คุยกันที่จะทําข้อตกลงอันนี้ขึ้นมา ท่านประธานครับ ประเทศอินโดนีเซียมีเกาะเป็นจํานวนมาก ถ้าจําไม่ผิดมี ๑๐,๐๐๐ กว่าเกาะ เขามี ทรัพยากรธรรมชาติมากมาย เขามีแหล่งน้ํามันที่เราสามารถที่จะนําเข้าจากประเทศ อินโดนีเซียก็ได้ เศรษฐีชาวอินโดนีเซียมีเป็นจํานวนมาก หลาย ๆ ครั้งที่เศรษฐีเหล่านั้นไปเล่น คาสิโน (Casino) ที่เกาะฮ่องกง นําเงินเข้าบ่อนคาสิโนเป็นจํานวนมาก ความร่ํารวยของ ชาวอินโดนีเซียนั้นไม่ได้ยิ่งหย่อนกว่าประเทศไทยหรอกครับ โดยเฉพาะหน้าตาของพี่น้อง ชาวอินโดนีเซียไม่ได้แตกต่างจากคนไทยเลย ผมคิดว่าวันนี้ข้อตกลงที่จะทําขึ้นระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศอินโดนีเซียอยากจะฝากไว้ว่าทํากันอย่างตรงไปตรงมาเหมือนพี่น้องกัน อยากจะฝากรัฐบาลเวลาไปปรึกษาหรือไปตกลงกับเขานั้นอย่าคิดไปเอาเปรียบเขาเลยครับ เราทําให้ ดีที่สุดเพื่อที่จะนําเงินเข้ามาสู่ประเทศเรา วันนี้เราได้ดุลการค้าจากประเทศอินโดนีเซีย เราสามารถหาเงินเข้าประเทศโดยการขายสินค้าเกษตรให้แก่ประเทศอินโดนีเซียได้ แล้วเราสามารถที่จะติดต่อกับเขาเพื่อซื้อทรัพยากรธรรมชาติ โดยเฉพาะน้ํามันดิบจาก ประเทศอินโดนีเซีย หรือแม้กระทั่งไม้เพื่อนําเข้ามาทําอุปกรณ์เฟอร์นิเจอร์เพื่อส่งออก ได้อีกครับ ผมก็คงมีฝากไว้แค่นี้ครับท่านประธาน ขอบพระคุณครับ
ขอบคุณครับ ก็มีแต่ฝากนะครับ ท่านรัฐมนตรีรับฝากไปก็แล้วกัน
สั้น ๆ ครับ ท่านประธานครับ มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่ใคร่ขออนุญาตท่านประธานได้ตอบ สมาชิกเกี่ยวกับว่าการเสียโอกาสภายใต้รัฐบาลนี้ในเรื่องการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซีย หรือว่าการส่งเสริมการส่งออกสินค้าผลไม้หรือว่าอุตสาหกรรมสินค้าฮาลาลนั้น ความจริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันนะครับ การที่รัฐบาลได้มีธงอย่างชัดเจนในการที่จะเร่งกระชับ และทําความจริงให้ปรากฏด้วยการทําให้ความตกลงการค้าไทย-อินโดนีเซียนั้นเกิดขึ้น โดยเร็วที่สุดนั้น หลังจากที่พยายามดําเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เราได้ผ่านเวลาเกือบ ๑๕ ปี ๑๐ กว่าปีที่เราเสียเวลาไปจริง ๆ แต่ว่าหลังจากการเยือนประเทศอินโดนีเซียอย่างเป็น ทางการของท่านนายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๕๒ ในฐานะเป็นประธานอาเซียนด้วย และในเดือน ถัดมาคือเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ จึงได้มีการส่งร่างความตกลงอย่างเป็นทางการจากประเทศ ไทยไป ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีครับ ดังนั้นจากร่างความตกลงเป็นทางการในเรื่องความตกลง ทางการค้าไทย-อินโดนีเซียจึงได้มีการแลกเปลี่ยน เพราะว่าในร่างฉบับแรกนั้นทางประเทศ อินโดนีเซียก็ต้องขอแก้ไข แก้กันไปแก้กันมา ไม่ใช่หมายความว่าก่อนหน้านี้มีความพร้อม นะครับ พร้อมแต่วาจา แต่ในทางปฏิบัติที่จะนํามาสู่การเป็นความตกลงทางการค้าระหว่าง ๒ ประเทศนั้นเพิ่งส่งร่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ หลังจาก ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางไปเยือนเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ จากนั้นเป็นเวลาถึง ขวบปีเศษที่ประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซียได้แลกร่างความตกลงระหว่างกัน หลังสุด ที่ส่งมาคือวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับคณะรัฐมนตรีได้เตรียมความพร้อม เพราะว่าในวันที่ ๗-๘ พฤษภาคมที่จะถึงนี้ คือเดือนหน้าจะเป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ ระหว่างไทย-อินโดนีเซีย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ท่านรัฐมนตรีการค้าของ ๒ ประเทศก็ดี จะได้รับฉันทานุมัติจากรัฐสภาในการไปลงนามความตกลงทางประวัติศาสตร์ระหว่าง ไทย-อินโดนีเซีย ซึ่งถือว่าเราเห็นพ้องต้องกัน ประเทศอินโดนีเซียนั้นเป็นพันธมิตรระดับ หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจะเห็นว่าตัวเลขการค้าในปีที่ผ่านมาจึงพุ่งกระฉูดขึ้นไปกว่า ๕๔ เปอร์เซ็นต์ มากกว่า มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ในการส่งออกปีที่แล้วที่เป็นอัตรารวม ของประเทศคือ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ โดยเพิ่มถึง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ นั่นสะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือทางการค้า การขยายความร่วมมือทางการค้าทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ของ ๒ ประเทศนี้ได้เติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้ความชัดเจนของความร่วมมือในระดับทวิภาคี และในกรอบของอาเซียน และที่สําคัญคือเราเป็นประเทศใหญ่ที่มีความสําคัญชั้นนํา ของอาเซียน ซึ่งมีความตกลงการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตาและกําลังก้าวสู่การเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC) ในปี ๒๕๕๘
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องสกุลเงินเสรีนั้น ภายใต้การเจรจาทุกกรอบ เรามีความตกลงการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศในอาเซียนกับ ๕ ประเทศ ประเทศอินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่ ๖ ครับ นอกจากนั้นเรายังมีความตกลงทางการค้า กับประเทศอื่นทั่วโลกอีก ๓๕ ความตกลง ดังนั้นความตกลงนี้จะเป็นความตกลงฉบับที่ ๔๓ ของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนที่สุดในเรื่องของสกุลเงินเสรีนั้นโดยหลักเกณฑ์ที่ผ่านมา คําว่า สกุลเงินเสรี เขาเรียกว่าเป็นฮาร์ท เคอร์เรนซี่ (Heart Currency) จะเลือกใช้ในความ ตกลงร่วมของ ๒ ฝ่าย ทั้งภาคเอกชนที่ทําการค้าขายระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงิน ในเรื่องของดอลลาร์ ยูโร ปอนด์ เยน หยวน เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของความตกลง ๒ ฝ่าย ในการที่จะตกลงในเรื่องสกุลเงิน
ส่วนเรื่องผลไม้นั้นเราส่งไปประเทศอินโดนีเซียครับ ประเทศอินโดนีเซีย สามารถปลูกได้ เช่น ทุเรียน เงาะ และอื่น ๆ แต่ว่าคุณภาพสินค้าของเราโดยเฉพาะผลไม้ ดีกว่าครับ จึงเป็นที่นิยมแล้วก็ส่งออกทั้งผ่านทางประเทศสิงคโปร์และส่งเข้าไปที่ประเทศ จาการ์ตา ที่เกาะชวา หรือว่าที่เกาะสุมาตรา ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากจะทําให้เกิด ความเข้าใจว่าโอกาสของประเทศไทยเรื่องการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซียนั้นเป็นสหภาพ
สุดท้ายคือสินค้าฮาลาล เราตั้งยุทธศาสตร์ในการส่งออกสินค้าฮาลาล โดยให้ประเทศไทย โดยความร่วมมือกับประเทศที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของตราสินค้า ทั้งที่เป็นตราฮาลาลของเราและตราฮาลาลของประเทศ อย่างประเทศมาเลเซียและอื่น ๆ นั้น ในการที่จะสนองตอบต่อการเป็นเวิลด์ ฟูดส์ ซัพพลาย (World food supply) ของเรา เพื่อที่จะรองรับต่อความต้องการของโลกในเรื่องของความมั่นคงอาหาร หรือว่า ฟู้ด ซีเคียวริตี (Food security) เพราะฉะนั้นมุสลิมมีอยู่ ๑,๘๐๐ ล้านคนทั่วโลกนั้นส่วนใหญ่อาจจะ กล่าวได้ว่าประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีมุสลิมเป็นสัดส่วนประชากรสูงที่สุดครับ ๒๔๐ ล้านคน ดังนั้นจึงเป็นเป้าหมายของตลาดสินค้าฮาลาลของเรา โดยที่นิคมอุตสาหกรรม ปานาเระ ที่จังหวัดปัตตานีก็เป็นเป้าหมายส่วนหนึ่ง แต่ว่าปัญหาส่วนหนึ่งที่มีผลกระทบ ต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนที่เราพยายามที่จะเชิญชวนในส่วนของประเทศของกลุ่มจีซีซี (GCC) หรือตะวันออกกลาง หรือว่าแม้แต่ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศ มาเลเซียนั้นก็คือเรื่องของความมั่นคง แต่ว่ายังเดินหน้าต่อไปในการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในภาคใต้ของเราเพื่อให้เป็นฐานของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมฮาลาลในการเจาะไปยัง ตลาดประเทศมาเลเซียก็ดี ประเทศอินโดนีเซียก็ดี ประเทศบูรไนก็ดี ประเทศปาปัวนิวกินีก็ดี และในประเทศตะวันออกกลางอื่น ๆ ด้วย จึงกราบเรียนท่านประธานเพื่อตอบข้อชี้แจง ท่านสมาชิกครับ
ขอบคุณครับ ได้ฟังการอภิปราย พอสมควรแล้ว ขอปิดอภิปรายนะครับ ต่อไปผมจะขอมติที่ประชุมว่าจะรับเรื่อง กรอบความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาล แห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซียหรือไม่ เชิญท่านสมาชิกที่อยู่นอกห้องประชุมเข้าห้องประชุม ด้วยครับ
(นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา มีสัญญาณให้สมาชิกที่มาประชุมทราบ ก่อนทําการตรวจสอบองค์ประชุม)
ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพ กรุณา เข้าห้องประชุมเพื่อจะตรวจสอบองค์ประชุม เมื่อท่านนั่งประจําที่เสร็จแล้วก็เสียบบัตร แสดงตนนะครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรและกดปุ่มแสดงตน)
ท่านใดยังไม่ได้เสียบบัตรแสดงตน มีไหม ไม่มีนะครับ ก็ถือว่าที่ประชุมนี้เสียบบัตรแสดงตนกันเรียบร้อยแล้ว ส่งผลมา มีสมาชิก อยู่ในห้องประชุม ๓๓๙ ท่าน ครบองค์ประชุม
ต่อไปผมจะถามมติที่ประชุมนะครับ ท่านสมาชิกรัฐสภาท่านเห็นชอบ ความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐ อินโดนีเซีย โปรดกดปุ่ม เห็นด้วย ท่านผู้ใดไม่เห็นชอบโปรดกดปุ่ม ไม่เห็นด้วย ท่านผู้ใด งดออกเสียงโปรดกดปุ่ม งดออกเสียง โปรดใช้สิทธิครับ
(สมาชิกทําการเสียบบัตรแสดงตนและกดปุ่มลงคะแนน)
ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยหรือยัง ท่านผู้ใดยังไม่ได้ใช้สิทธิมีไหม ทุกท่านใช้สิทธิเรียบร้อยแล้วนะครับ เมื่อใช้สิทธิเรียบร้อยแล้ว งดการใช้สิทธินะครับ ส่งผลมา มีสมาชิกรัฐสภาอยู่ในห้องประชุม ๓๘๑ ท่าน เห็นด้วย ๓๓๕ ท่าน ไม่เห็นด้วย ไม่มี งดออกเสียง ๓๘ ท่าน ไม่ลงคะแนนเสียง ๘ ท่าน
ถือว่าที่ประชุมนี้เห็นชอบความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ก็ถือว่าผ่านทุกฉบับ ที่ได้ขึ้นมาวันนี้ทั้ง ๖ ฉบับนะครับ
กระผมกราบขอบพระคุณท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่านที่ได้ให้ ความสนใจแก่ระบบรัฐสภา หวังว่าได้รับความร่วมมืออย่างนี้ทุก ๆ ครั้ง วันที่ ๒๖ จะมี การประชุมอีกครั้งหนึ่ง กราบขอบพระคุณล่วงหน้า ขอปิดประชุมวันนี้ครับ