รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๑๙ เมษายน ๒๕๕๔

สุรเดช จิรัฐิติเจริญ หารือเรื่องประชาคมอาเซียน โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเป็นหนึ่งในสามเสาหลักของประชาคมอาเซียน และเน้นย้ำถึงความพร้อมของประเทศไทยในการเป็นสมาชิกของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะในด้านบริการทางการเงิน นอกจากนี้ยังหารือเรื่องความพร้อมของประเทศไทยในการเปิดเสรีทางการเงินในประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน และเรียกร้องการความรอบคอบจากรัฐบาลในการที่จะทํา เซฟการ์ด (Safeguard) เพื่อสงวนไว้หากประเทศไทยยังไม่มีความพร้อม และยังหารือเรื่องการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงระหว่างประเทศ และเรียกร้องการปรับปรุงประสิทธิภาพสถาบันการเงินให้มีความแข็งแกร่ง

นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภา ปราจีนบุรี

เรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุรเดช จิรัฐิติเจริญ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปราจีนบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้เรามาพิจารณาในวาระเรื่องพิธีสารอนุวัติ ข้อผูกพันการเปิดเสรีการค้าบริการด้านการเงิน ข้อที่ ๕ ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วย การค้าบริการของอาเซียน ซึ่งก็เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งขอความเห็นชอบจากรัฐสภา วันนี้เรามีเรื่องแค่พิจารณาถึง ๑๗ ข้อ ก็เห็นใจที่ท่านประธานบอกว่าจะทันหรือไม่นะครับ ว่าทางเรื่องที่รอสู่สภานั้นมีเรื่องที่รอพิจารณาถึง ๑๑ อย่าง สําหรับวันนี้เองก็จะพิจารณา อย่างรวดเร็วนะครับ

ในเรื่องของตามที่ทางท่านรัฐมนตรีได้กล่าวมาแล้วนะครับ เรื่องประชาคม อาเซียนก็เป็นที่รู้กันอยู่ว่าในปี ๒๕๕๘ เราจะเป็นประชาคมอาเซียน ซึ่งประกอบด้วย ๓ เสาหลักนะครับ ทั้งเป็นประชาคมสังคมวัฒนธรรมอาเซียนก็ดี หรือประชาคมการเมือง ความมั่นคงอาเซียนก็ดีและประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนนี้ ก็เป็นส่วนหนึ่งที่เราพูดถึงกันว่ามี ๕ ด้าน ทางด้านสินค้า ด้านบริการ ด้านการลงทุน การเงิน และแรงงาน วันนี้เรามาอยู่ในส่วนของด้านบริการ ในส่วนหนึ่งของเออีซีหรือประชาคม เศรษฐกิจอาเซียน ซึ่งเราบอกว่าที่ท่านรัฐมนตรีบอกว่ามีอาเซียน เออีซี บลูพริ้นท์ หรือเป็น แผนแม่บทที่จะต้องประเทศสมาชิกทั้ง ๑๐ ประเทศต้องกระทําร่วมกันซึ่งถือว่าเป็นพันธกรณี เป็นพันธกรณีที่ต้องทําร่วมกันโดยมีแผนมีบทว่าจะทําในห้วงเวลาไหนในช่วงเวลาไหน ซึ่งกรอบความตกลงหรือพิธีสารที่อาจจะต้องขออนุมัติในวาระนี้นะครับก็เป็นส่วนหนึ่ง ของการพิจารณา ซึ่งอย่างที่ทางท่านรัฐมนตรีบอกว่าในรอบที่ ๕ เราพิจารณาเราต่อรองมา ๔ รอบแล้วรอบนี้เป็นรอบที่ ๕ ซึ่งมีการเริ่มพิจารณาจากเดือนพฤษภาคม ๒๕๕๑ เมื่อ ๓ ปีที่แล้ว แล้วก็ได้สิ้นสุดลง เมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๕๓ ก็เป็นเวลานานพอสมควร ก็รอเข้าสู่สภา ท่านประธานครับ เรื่องความผูกพันที่เรามีอยู่ ๔ ด้าน แม้กระทั่งเรื่องซึ่งประกอบด้วยการค้าเพื่อบัญชีของตน หรือบัญชีของลูกค้าก็ดี ข้อที่ ๑ ข้อที่ ๒ เรื่องการบริหารสินทรัพย์ หรือข้อที่ ๓ เรื่อง การบริหารชําระราคาและส่งมอบสําหรับสินทรัพย์ทางการเงิน และเรื่องที่ ๔ การให้ คําปรึกษาและบริการเสริมอื่น ๆ บริการด้านการเงิน ๔ ด้าน ซึ่งไทยบอกว่าเรามีศักยภาพ พร้อมทั้ง ๔ ด้าน แม้กระทั่งที่บอกว่าเราจะเพิ่มเรื่องการบริหารสินทรัพย์เป็น ๕ ด้านนั้น ในส่วนตัวก็เห็นด้วย เพราะว่าการที่จะมาเปิดเราจะเป็นประชาคมอาเซียน แล้วประชาคม เศรษฐกิจอาเซียนก็เป็นส่วนหนึ่ง ๑ ใน ๓ ของเสาหลักในการประชาคมอาเซียน ในปี ๒๕๕๘ อีก ๔ ปีข้างหน้าก็ไม่เร็วนะครับ ดังนั้นเองการเตรียมตัวที่ผ่านมาเมื่อก่อน เราบอกว่าเราจะเป็นอาฟตามีความตกลงตั้งแต่ปี ๒๕๓๕ และมีผลบังคับใช้ปี ๒๕๕๓ ๑๗ ปีกว่าจะเตรียมการได้ก็แทบไม่ทัน ดังนั้นเอง ๔ ปีที่เหลือในการเตรียมตัว แล้วก็ พันธกรณีในเรื่องของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะที่เราพิจารณาในส่วนของ ภาคบริการด้านการเงิน ซึ่งไทยเองถ้ามองในสมาชิกทั้ง ๑๐ ประเทศนั้นถือว่าไทยเอง มีความพร้อม มีความเหนือกว่าประเทศสมาชิกหลายประเทศ ยกเว้น ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย อันนี้เป็นห่วงที่สําคัญ

และอีกอย่างหนึ่งที่ผมเป็นห่วงก็คือว่าในการที่เราจะเป็น ถ้าแค่ประเทศ สิงคโปร์ ประเทศมาเลเซียไม่เท่าไร ผมกลัวว่าต่างประเทศ จะเป็นอเมริกาก็ดีหรือยุโรป หรือประเทศต่าง ๆ จะใช้สิทธิที่จดทะเบียนในประเทศสิงคโปร์มาใช้สิทธิประโยชน์ ในเรื่องประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน โดยเฉพาะเรื่องการเงิน ซึ่งบอกว่าถ้าเป็นในประเทศ ในซีแอลเอ็มวี (CLMV) หรือประเทศอินโดจีนนี้ก็จะเป็นประเทศกัมพูชา ประเทศลาว ประเทศเวียดนาม หรือประเทศพม่าเราไม่น่ากลัว แต่ที่กลัวคือประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์อย่างเดียวก็เหนื่อยพอสมควรแล้ว ดังนั้นเอง ที่กังวลว่าเราจะมีมาตรการอย่างไร เพราะว่าสิทธิประโยชน์จากประเทศต่าง ๆ ทั่วโลก กระแสโลกเข้ามา ดังนั้นสถาบันการเงินเราก่อนหน้านี้ได้อุ้มมาโดยตลอด ประเทศไทยนี้ อุ้มสถาบันการเงินมาโดยตลอด เรามีความพร้อมหรือยังในการที่จะเปิดเสรี ดังนั้นเอง การที่จะเปิดเสรี จริง ๆ อยู่ในหลักการเป็นพันธกรณีที่ต้องเปิด แต่เราก็สามารถที่จะทํา เซฟการ์ด (Safeguard) ได้ คือข้อวิตกกังวลหรือว่าสงวนไว้ก็ได้ ถ้าเรายังไม่มีความพร้อม อยากจะให้รัฐบาลดูอย่างรอบคอบนะครับว่าเราจะมีกันอย่างไร เนื่องจากว่าความตกลง ในรอบที่ ๕ ที่จะขอสภาแห่งนี้ ซึ่งจะเป็นการที่ว่าต่างชาติสามารถถือหุ้นได้ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ ดังนั้นเองก็เป็นวิตกกังวล แต่ท่านประธานครับ ในหลักการ การที่จะเปิดนั้นสามารถทําให้ ประชาชนมีทางเลือกที่ดีขึ้น มีการบริโภคที่ถูกลงแต่ก็ผู้ประกอบการไทยก็ฝากไว้นะครับ

และที่สําคัญที่เป็นข้อสังเกต เพราะว่าที่ทางตัวแทนวิปบอกว่าเนื่องจากว่า เรื่องนี้ต้องรีบผ่าน เนื่องจากว่าทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังต้องไปเซ็น ความตกลงในระดับรัฐมนตรีอาเซียนที่จะมีขึ้นในครั้งที่ ๑๕ ในวันที่ ๓ เดือนพฤษภาคม ๒๕๕๔ ที่บาหลี ประเทศอินโดนีเซีย ก็จึงจําเป็นเพื่อนสมาชิกต้องรีบพิจารณา แต่อยากจะ เรียนท่านประธานผ่านไปยังส่วนที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะรัฐมนตรีและท่านนายกรัฐมนตรี เอาข้อห่วงใยของสมาชิกรัฐสภาว่ามีข้อห่วงใยหรือมีข้อวิตกกังวลอย่างไร จะไปเจรจา เพราะบางอย่างนี้การเจรจานั้นสามารถเลือกที่จะเจรจาได้ว่าอะไรที่ยอม อะไรที่จะสงวนไว้

แล้วก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ อย่างที่ผมกราบเรียนว่าหลังจากที่เราตกลงแล้ว นอกเหนือจากความพร้อมของเราแล้ว เราได้ใช้ประโยชน์จากข้อตกลงนั้นหรือไม่ เนื่องจากว่าการที่เซ็นความตกลงต่าง ๆ จะเป็นเรื่องเออีซีหรืออะไรต่าง ๆ ที่เรามีอยู่นั้น ก่อนหน้านี้เราเป็นประเทศชั้นนําของอาเซียน เป็นผู้ก่อตั้งแล้วก็เป็นผู้ผลักดันโครงการ ต่าง ๆ จะเป็นประชาคมอาเซียน ประชาคมเออีซี หรือแม้กระทั่งอาเซียน คอนเนคติวิตี้ (Connectivity) อีกหลายอย่างที่เรามีอยู่ แล้วมันมีพันธกรณีที่ต้องกระทํา ต้องปฏิบัติ ดังนั้นเองเราจะใช้ความตกลงนั้นเต็มที่หรือไม่ ขอฝากทางท่านประธานผ่านไปยังทาง คณะรัฐมนตรีว่าควรจะใช้พันธกรณีที่มีอยู่ใช้ให้เต็มที่ เพราะว่าการตกลงนั้นมีทั้งได้ทั้งเสีย ประเทศเขาจะใช้ประโยชน์จากความตกลงนี้ แต่เราเองอาจจะใช้ความตกลงนี้ แต่เราเองอาจจะใช้ความตกลงนี้ให้ประโยชน์สูงสุดได้อย่างไร ข้อวิตกกังวลนะครับ แล้วก็ ในส่วนประเด็นนี้เรื่องว่าเราควรจะปรับปรุงประสิทธิภาพสถาบันการเงิน เราอุ้มมาเยอะแล้ว ควรจะให้มีความแข็งแกร่งหรือมีความพร้อมอย่างไร ถ้าเกิดอย่างนี้เราจะอุ้มไปเรื่อย ๆ เพราะกระแสโลกมันมีไปเรื่อย ๆ ถ้ายังอุ้มต่อไปเลี้ยงเท่าไรก็ไม่โต เพราะฉะนั้นเองก็ต้อง ส่งเสริม แต่ว่าถ้าไม่พร้อมก็ต้องมีเซฟการ์ดให้เวลาในการปรับตัว แต่ก็ต้องให้เซฟการ์ด ตลอดเวลาคงเป็นไปไม่ได้

แล้วอีกประเด็นหนึ่งนะครับ เรื่องกฎระเบียบ ที่ผ่านมา นอกเหนือจากที่ทาง รัฐบาลขอความเห็นชอบความตกลงรัฐสภาแห่งนี้ตามมาตรา ๑๙๐ ต่าง ๆ แต่กฎระเบียบ ข้อบังคับในระดับกระทรวง ระดับกรมต่าง ๆ ต้องขอให้สอดคล้องกัน บางทีอย่างเรื่อง ประสบการณ์ที่ผ่านมา เราบอกว่าเปิดการค้าเสรีอาฟตา เอฟทีเอ (FTA) ต่าง ๆ แต่ว่า ในหลักการบอกว่าเห็นด้วยในการที่ว่าลดภาษี แล้วก็มาตรการที่เป็นศัพท์ภาษีหรือนอน แทร์ริฟ แบร์ริเออะ (Non Tariff Barrier) ไม่มี แต่จริง ๆ แล้วในทางปฏิบัติมากมาย อย่างเช่น ด่านชายแดนไทย-กัมพูชา บอกว่ามีมะนาวเข้ามาแล้วก็ไปกีดกัน แล้วก็ด่านเขาจะปิดด่าน เป็นการตอบโต้กัน เป็นการทุ่มตลาดกันตอบโต้กันเท่านั้นเอง ท่านประธานครับ ถ้าเราไม่มี ความจริงใจในการค้าเสรี ถ้าเราไม่มีความจริงใจความตกลงต่างนะครับ ประโยชน์ต่าง ๆ มันจะไม่ได้เท่าที่ควร ดังนั้นเองต้องเปิดอกคุยกันหรือว่ามีความจริงใจในการทํางานร่วมกัน โดยเฉพาะเรื่องกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน ทุกหน่วยงาน ไม่ใช่ว่ามาพูดแค่ว่า ขออนุมัติในรัฐสภาเท่านั้น แต่กฎระดับกระทรวง กรม ต่าง ๆ หรือข้อบังคับต่าง ๆ ต้องให้ สอดคล้องกันด้วย ก็เรียนท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีช่วยดูในประเด็นนี้ด้วย

และอีกประเด็นหนึ่งข้อเสนอแนะ เราเองเราบอกว่าเราเป็นประชาคม อาเซียน เราเองบอกว่าเรามีความภาคภูมิใจเป็นประเทศที่ไม่เป็นเมืองขึ้น เราพูดภาษาไทย ภาษาอื่นไม่พูดถึง ดังนั้นเองคนรุ่นหลังมีต้องพูดภาษาอังกฤษภาษาที่ ๑ ที่ ๓ แล้ว แต่ผม มองว่า ท่านประธานครับ ภาษาอังกฤษไม่เพียงพอ เราเองเป็นประเทศที่เป็นสมาชิก ในอาเซียน และเราเองเป็นประเทศที่ติดกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะประเทศซีแอล เอ็มวี อย่างที่ตอบไปแล้วคือประเทศอินโดจีนเก่า ประเทศพม่า ประเทศเขมร ประเทศ กัมพูชาก็ดี เขาต้องพึ่งพาอาศัยเรา ประเทศจีนเขามาเรียนภาษาไทยเพราะอะไร เขาต้องการ มาค้าขายกับเรา แต่เราเองไปเรียนภาษาอังกฤษ ภาษาญี่ปุ่น ภาษาเกาหลี ภาษาฝรั่งเศส ภาษาเยอรมัน ภาษสเปน ควรจะให้ส่งเสริมเรื่องภาษาประเทศเพื่อนบ้าน เพราะเราจะ ค้าขาย ในเมื่อเรามีศักยภาพในการแข่งขัน เรามีศักยภาพในการค้าขาย ควรจะส่งเสริม ให้พี่น้องประชาชนเรานั้น ได้มีความรู้ด้านภาษาเพื่อนบ้าน ภาษากัมพูชาก็ดีหรือภาษาพม่า ก็ดี คนพม่ามาอยู่เมืองไทยพูดไทยได้ คนเขมรมาอยู่เมืองไทยพูดไทยได้ แต่คนไทยเราเอง ไม่สามารถพูดหรือเรียนรู้ภาษาประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะอย่างประเทศกัมพูชา หรือประเทศพม่า ถ้าเกิดคนเรามีความรู้เรื่องภาษาเพื่อนบ้าน นอกเหนือจากภาษาอังกฤษ แล้ว ก็จะสามารถทํามาค้าขายหรือทําประโยชน์จากผลประโยชน์ความตกลงต่าง ๆ นั้นได้ ก็ขอเรียนฝากท่านประธานผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีนะครับ

แล้วอีกอย่างหนึ่งเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ นอกเหนือจากเรื่อง ภาษาเรื่องค้าขายแล้ว ท่านประธานครับ ประเทศเพื่อนบ้านเรา อย่างประเทศลาวก็ดี ประเทศกัมพูชาก็ดี ประเทศพม่าก็ดี เขาชื่นชมในวัฒนธรรมของเรา เขาชื่นชมในสินค้าเรา แล้วก็แม้กระทั่งบทละครต่าง ๆ เขาก็ชื่นชมมาก แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นเองนโยบายต่างประเทศ หรือความสัมพันธ์ระหว่างประเทศต้องมีความจริงใจซึ่งกันและกัน ถ้าเกิดไม่มีความจริงใจ ซึ่งกันและกัน มาตรการถึงแม้ประชาชนประเทศเพื่อนบ้านนิยมชมชอบสินค้าไทย แต่ประเทศเพื่อนบ้านอาจจะกีดกันในมาตรการต่าง ๆ ได้ ดังนั้นเองก็ขอฝากไว้ว่าอย่าง ประเทศลาว ประเทศกัมพูชา อาจจะไปใช้สินค้าประเทศเวียดนามแทนหรือประเทศพม่า อาจจะใช้สินค้าจากประเทศอินเดียแทน ดังนั้นเองถ้าเกิดเรามีความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ในประเทศเพื่อนบ้าน เรามีแต้มต่อ ถ้าเกิดส่งเสริมในระดับประเทศนั้นถ้ามีการส่งเสริม ให้ความสัมพันธ์ที่ดีต่อกันนั้น จะไม่มีมาตรการที่ประเทศเพื่อนบ้านมากีดกันเรา แล้วจะ ทําให้การค้าการขายทวีเพิ่มมากขึ้น แล้วจะทําให้ความตกลงที่เราตกลงต่าง ๆ นั้น ใช้ประโยชน์จากการนั้นมากยิ่ง ๆ ขึ้นไปนะครับ

แล้วก็ที่ขอฝากไปยังท่านประธานอีกข้อหนึ่งว่าความตกลงต่าง ๆ นั้น เรื่องการค้าการขายระหว่างประเทศก็ดี หรือความตกลงที่ผ่านรัฐสภาก็ดี จึงกราบเรียน แล้วว่าตั้งแต่ที่บอกว่าจะเป็นเอฟทีเอ อาฟตา เออีซี อาเซียนบวก ๓ บวก ๖ หรือจะบวก เมอร์โคซูร์ (MERCOSUR) หรือบวกอียู (EU) ต่าง ๆ มีมากมาย ดังนั้นเองหน่วยงาน ที่รับผิดชอบโดยตรงไม่มีนะครับ ต้องขึ้นฝากกับทางกระทรวงการต่างประเทศก็ดี บางเรื่องให้กระทรวงการต่างประเทศ บางเรื่องให้กระทรวงพาณิชย์ บางเรื่องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ บางเรื่องให้กระทรวงอุตสาหกรรม ขาดเจ้าภาพ นะครับ ซึ่งต่อไปความตกลงต่าง ๆ นับวันจะมีเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นเองหน่วยงานหลักที่รับเรื่อง หรือรับผิดชอบตรงนี้ไม่มีนะครับ ก็เรียนท่านประธานว่าเป็นไปได้ไหมครับที่จะมีหน่วยงาน ที่รับผิดชอบเรื่องความตกลง ความตกลงเรื่องการค้าการขายระหว่างประเทศโดยตรง อาจจะ เป็นสังกัดกับสํานักนายกรัฐมนตรีซึ่งใกล้ชิดกับนายกรัฐมนตรี และสามารถจะเรียกหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องมาช่วยเหลือได้หรือประสานงานได้ ถ้าเกิดว่าบางเรื่อง เรื่องต่าง ๆ นี้ฝากให้กับ กระทรวงการคลัง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงพาณิชย์ หรือกระทรวงใด กระทรวงหนึ่งทํางาน ความร่วมมือก็จะไม่ได้รับความร่วมมือเท่าที่ควร หรือแม้กระทั่งว่า เราจะตั้งเป็นมีอนุติดตามเรื่องเออีซี ซึ่งปัจจุบันนี้มีท่านปลัดกระทรวงพาณิชย์เป็นประธาน มีหน่วยงานถึง ๔๗ หน่วยงานประชุมกัน ปีหนึ่งประชุมกันครั้งหนึ่ง ดังนั้นความต่อเนื่อง หรือผลงานจะมีได้อย่างไร ก็ขอเรียนท่านประธานว่าควรจะมีหน่วยงานที่รับผิดชอบเกี่ยวกับ เรื่องการค้าการลงทุนระหว่างประเทศโดยตรง เพราะว่าต่อไปพันธกรณีที่จะมีนั้นจะทวี ความมากขึ้นเรื่อย ๆ ดังนั้นก็ขอฝากนะครับ เพราะว่าอันนี้คือที่วันนี้พิจารณาเรื่องวาระนี้ ก็เพียงส่วนหนึ่ง และต่อไปจะมีลักษณะนี้อีกมาก ๆ ขึ้น ดังนั้นขอฝากท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีครับ ขอขอบคุณครับ