อลงกรณ์ พลบุตร ในฐานะรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้กล่าวรายงานและเสนอกรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภา ตามมติคณะรัฐมนตรี โดยชี้แจงรายละเอียดสาระสำคัญ รวมถึงเป้าหมายในการขยายการค้าและการลงทุนระหว่างสองประเทศ
ท่านประธานและท่านสมาชิกรัฐสภาผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์
ในนามคณะรัฐมนตรีขอเสนอต่อรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ กรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ทั้งนี้เพื่อให้เป็นไปตามมติ คณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑๖ เดือนสิงหาคม ๒๕๕๓ ที่มอบหมายให้กระทรวงพาณิชย์ จัดทํากรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย เพื่อขอความเห็นชอบจาก รัฐสภาตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญปี พ.ศ. ๒๕๕๐ และเพื่อให้การเจรจาตามพันธกรณี ภายใต้กรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย และการทบทวน ปรับปรุงหรือแก้ไขกรอบความตกลง ดําเนินการได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ เพื่อที่กระทรวงพาณิชย์จะได้ใช้เป็นแนวทางในการเจรจาจัดทําความตกลงเขตการค้าเสรี กับประเทศอินเดียต่อไป ทั้งนี้สาระสําคัญของกรอบการเจรจามีดังนี้ กรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดียจะนํามาใช้กับการเจรจาเพื่อจัดทําความตกลงเขตการค้าเสรีในด้านการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจ รวมถึงการทบทวนปรับปรุง หรือแก้ไขกรอบความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย และความตกลง ที่เกี่ยวเนื่อง ที่จะมีการเจรจาเพิ่มเติมในภายหน้า โดยเนื้อหาของกรอบการเจรจา จะครอบคลุม ๑๐ ประเด็นสําคัญ เช่น การลดหรือยกเลิกภาษีศุลกากร มาตรการกีดกัน การค้าทั้งด้านสินค้าบริการและการลงทุนอย่างค่อยเป็นค่อยไป มาตรการปกป้อง และเยียวยาด้านการค้าและระงับข้อพิพาทเป็นต้น การเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรี ไทย-อินเดียจะช่วยขยายการค้าและการลงทุนระหว่างประเทศไทยและประเทศอินเดีย เพิ่มขึ้น เนื่องจากประเทศอินเดียเป็นตลาดใหญ่ที่สําคัญและมีศักยภาพมากที่สุดสําหรับ ประเทศไทยในภูมิภาคเอเชียใต้ รวมทั้งมีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ ๓ ของเอเชีย และมีความสําคัญต่อเศรษฐกิจโลกและภูมิภาค โดยประเทศอินเดียมีอัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจเฉลี่ยร้อยละ ๘ ต่อปี มีรายได้ประชากรเฉลี่ยต่อหัวเพิ่มขึ้น แล้วยังมีการนําเข้า สินค้าจากทั่วโลกมีมูลค่าสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยในภูมิภาคอาเซียนนั้นประเทศอินเดีย นําเข้าสินค้าจากประเทศไทยเป็นอันดับที่ ๔ รองจากประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศมาเลเซียตามตัวเลขสถิติปี ๒๕๕๒ นับแต่ปี ๒๕๔๗ ถึงปี ๒๕๕๓ หลังจาก การลดอากรศุลกากรของสินค้าส่วนแรกหรือเออร์ลี ฮาร์เวสท์ สกีม (Early Harvest Scheme) จํานวน ๘๒ รายการ ส่งผลให้มูลค่าการค้ารวมระหว่างประเทศไทยกับประเทศ อินเดียขยายตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง มีมูลค่าเฉลี่ยปีละ ๔,๓๖๙ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยจะส่งออกเฉลี่ย ๒,๕๕๔ ล้านดอลลาร์สหรัฐ และนําเข้าเฉลี่ย ๑,๘๑๕ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยเป็นเป็นฝ่ายเกินดุลการค้าประเทศอินเดียตั้งแต่ ปี ๒๕๔๘ ที่เริ่มมีการเปิดเสรีสินค้ากลุ่มเออร์ลี ฮาร์เวสท์ สกีมเป็นต้นมา ทั้งนี้จะเห็นว่า การค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดียได้เพิ่มขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน แม้ว่าจะเป็น การเปิดเสรีสินค้าเพียง ๘๒ รายการเท่านั้น ในปี ๒๕๕๓ ประเทศอินเดียเป็นคู่ค้าสําคัญ อันดับที่ ๑๗ ของประเทศไทย เป็นตลาดส่งออกอันดับที่ ๑๑ และเป็นแหล่งนําเข้า อันดับที่ ๑๙ ของประเทศไทย การค้ารวมล่าสุดในปีที่ผ่านมามีมูลค่าสูงถึง ๖,๖๔๖ ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยประเทศไทยได้เปรียบดุลการค้า ๒,๑๔๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการเยือนประเทศอินเดียอย่างเป็นทางการล่าสุดของ ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี ระหว่าง วันที่ ๔ ถึง ๕ เดือนเมษายน ๒๕๕๔ ผู้นําของ ๒ ประเทศได้มีความตกลงเห็นชอบร่วมกัน ในการกําหนดเป้าหมาย การค้าไทย-อินเดียให้เพิ่มขึ้น ๒ เท่าจากประมาณการ ๖,๖๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐในปีที่ผ่านมาเป็น ๑๓,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐในปี ๒๕๕๗ และมีความ มั่นใจร่วมกันว่าการค้าในปี ๒๕๕๕ หรือปีหน้าจะขยายตัวได้ถึง ๑๐,๐๐๐ ล้านดอลลาร์สหรัฐ ตามที่ได้เคยตั้งเป้าหมายไว้ และยังมีความเห็นพ้องต้องกันในการที่จะเร่งสรุปผลการเจรจา เขตการค้าเสรีไทย-อินเดียที่ครอบคลุมทั้งการค้าสินค้า การค้าบริการ การลงทุน และความ ร่วมมือทางเศรษฐกิจให้เสร็จสิ้นภายในปี ๒๕๕๔ รวมทั้งให้มีการลงนามพิธีสารเพื่อแก้ไข กรอบความตกลงเอฟทีเอ ไทย-อินเดียโดยเร็วที่สุด นอกจากนั้นยังเห็นพ้องที่จะให้มี การเจรจาเปิดเสรีด้านการค้าบริการและการลงทุนในกรอบอาเซียนอินเดียให้มีการส่งผล โดยเร็วหลังจากที่มีการลดภาษีสินค้าระหว่างกัน มีผลตั้งแต่วันที่ ๑ เดือนมกราคม ๒๕๕๓ รวมไปถึงการตั้งเป้าหมายที่จะให้มีนักท่องเที่ยวจากประเทศอินเดียมาประเทศไทยเกิน ๑ ล้านคนจากปัจจุบันเมื่อปีที่แล้วเป็นจํานวนทั้งสิ้น ๗๙๐,๐๐๐ คน นอกจากนี้ในการเจรจา ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดียยังจะช่วยสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันทางการค้า ของประเทศไทยในตลาดประเทศอินเดีย เนื่องจากปัจจุบันประเทศอินเดียได้ทําความตกลง เขตการค้าเสรีที่ครอบคลุมการค้าสินค้า การค้าบริการและการลงทุนกับประเทศสิงคโปร์ ประเทศเกาหลีใต้ ประเทศมาเลเซีย และประเทศญี่ปุ่นแล้ว และอยู่ระหว่างการเจรจากับประเทศอินโดนีเซีย ประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์และสหภาพยุโรป การเจรจาทําความตกลงเขตการค้าเสรีกับประเทศ อินเดียจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถแข่งขัน คู่แข่งทางการค้าที่ได้ทําความตกลงเขตการค้า เสรีกับประเทศอินเดียและมีความได้เปรียบคู่แข่งทางการค้าที่ยังไม่ได้ทําความตกลงกับ ประเทศอินเดีย เพื่อให้เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ วรรคสอง กระผมในนามของ คณะรัฐมนตรีจึงขอเสนอให้ที่ประชุมรัฐสภาได้พิจารณาให้ความเห็นชอบกรอบการเจรจา ความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ขอขอบคุณครับ