รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๑๙ เมษายน ๒๕๕๔

วิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ หารือเรื่องการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย และเรียกร้องการแก้ไขหลายประการ รวมถึงการเปลี่ยนจากการ "ฟรีเทรด" เป็น "แฟร์เทรด" เพื่อให้มีการค้าที่ยุติธรรมและเท่าเทียมกัน

นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ภาควิชาชีพ

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายวิชาญ ศิริชัยเอกวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา ในนามของ สมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตอภิปรายแสดงความคิดเห็นในประเด็นกรอบการเจรจาความตกลง เขตการค้าเสรีไทย–อินเดีย ท่านประธานที่เคารพครับ คือในหลักการแล้วผมเห็นด้วย กับการที่ประเทศไทยจะได้มีความตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดีย แต่อย่างไร ก็ตามในกรอบการเจรจาจากการที่ได้อ่านเอกสารที่ทางรัฐบาลได้นํามาแจกในที่ประชุมนะครับ ก็ขออนุญาตตั้งข้อสังเกตที่สําคัญอยู่ ๕ ประการด้วยกันนะครับ

ประการที่ ๑ ในเรื่องของการรับฟังความคิดเห็น จากการที่อ่านเอกสารนี้ เนื่องจากเห็นว่ากรอบการเจรจาในครั้งนี้มีด้วยกัน ๑๐ กรอบ ซึ่งเป็นการเจรจาที่กว้างขวางมาก แล้วก็เข้าใจว่าทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะได้มีหนังสือสอบถามหน่วยราชการต่าง ๆ ซึ่งในท้ายเอกสารก็จะมีสําเนาของหัวหน้าส่วนราชการในกระทรวงต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง ก็ได้มี การตอบคําหารือของทางกรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศมา ข้อสังเกตของผมในข้อแรก ก็คือว่าในส่วนนี้ก่อนการเจรจารัฐบาลนอกจากได้ฟังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภาครัฐแล้ว น่าจะได้มีการฟังความคิดเห็นจากภาคเอกชนด้วยนะครับ แต่ปรากฏว่าในเอกสารไม่ได้แจ้งมา ว่าทางราชการได้มีการฟังความคิดเห็นของภาคเอกชนอย่างไร อันนั้นคือข้อที่ ๑ นะครับ

ประการที่ ๒ ในข้อที่ ๘ เรื่องการเจรจาเรื่องที่เกี่ยวข้องกับการลงทุน สิ่งที่ เป็นความกังวล ประเด็นแรกก็อยากจะกราบเรียนว่าอยากให้ทางกรมเจรจาการค้าระหว่าง ประเทศได้มองกว้างไปถึงการลงทุนทางด้านการประมง เนื่องจากว่าประเทศไทยกับประเทศ อินเดียเคยมีการประมง สัญญาในเรื่องของความตกลงทางด้านการประมงระหว่างกัน ประมงทะเล ตั้งแต่เมื่อประมาณ ๓๐ ปีที่แล้ว แล้วการลงทุนอันนั้นก็ได้สะดุดหยุดลงไป ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะให้มีการรื้อฟื้นในความตกลงในเรื่องของการประมงทะเลด้วย นอกจากนี้ในส่วนที่เกี่ยวข้องกับการลงทุนก็คือเรืองของการคุ้มครองการลงทุน กระผมเอง ได้เคยอภิปรายในที่ประชุมนี้หลายครั้งนะครับ ว่าประเด็นข้อกังวลในเรื่องของการทําการค้าเสรี ในเรื่องการลงทุนก็คือในเรื่องของการคุ้มครอง ซึ่งทางราชการเองมักจะมองเรื่องการคุ้มครอง ในลักษณะของข้อกฎหมาย แต่สิ่งที่ผมกังวลก็คือที่เป็นข้อกังวลก็คือการลงทุนการคุ้มครอง ในด้านของพิธีการว่ารัฐบาลจะดําเนินการอย่างไรเพื่อให้การคุ้มครองการลงทุนนั้น ๆ เกิดผลสัมฤทธิ์ ไม่ใช่ต้องไปรอการฟ้องในอนุญาโตตุลาการ หรือการฟ้องในศาลของท้องถิ่น ซึ่งถ้าเป็นอย่างนั้นถ้าผู้ลงทุนขนาดเล็ก ขนาดย่อมไม่สามารถที่จะดําเนินการได้ ซึ่งก็จะเป็น ปัญหากับการค้าการลงทุนในระหว่างประเทศได้

ประเด็นที่ ๓ ก็อยากจะพูดถึงเรื่องของการศึกษา เนื่องจากกรอบการเจรจา ในครั้งนี้ได้กําหนดไว้กว้างขวางมากถึง ๑๐ ประเภท ฉะนั้นแน่นอนครับกรอบการเจรจาครั้งนี้ ย่อมจะเกิดผลกระทบในวงกว้าง ทั้งในเรื่องของเศรษฐกิจและการลงทุน การค้าระหว่างประเทศ แล้วก็คงจะมีผลกระทบถึงประชาชน แล้วก็ผู้ประกอบการทั้งขนาดกลาง ขนาดย่อมด้วย ก็ขอให้ทางราชการ ทางรัฐบาลได้มีการศึกษาให้เกิดความชัดเจนนะครับว่าถ้าจะมีความตกลง เหล่านี้เกิดขึ้นแล้วภายใต้กรอบดังกล่าว ใครจะได้ประโยชน์หรือเสียประโยชน์อย่างไรขณะเดียวกัน ถ้ากลุ่มบุคคลที่เสียประโยชน์รัฐจะเข้าไปดูแล แก้ไข หรือเยียวยาอย่างไร อันนี้ก็เป็นความสําคัญ ที่อยากจะกราบเรียนไปยังคณะรัฐมนตรีเพื่อการพิจารณา

ประเด็นสุดท้าย ในความเห็นของผมก็คือเรื่องของกรอบเจรจานี้ที่ผ่านมา ประเทศไทยโดยคณะรัฐมนตรีพยายามดําเนินการต่อเนื่องกันมาหลายรัฐบาลเรื่องของ การเจรจาการค้าเสรี หรือภาษาฝรั่งเรียกว่าฟรีเทรด อะกรีเมนท์ (Free Tread Agreement) ผมอยากจะกราบเรียนอย่างนี้ว่าในความเป็นจริงสิ่งซึ่งควรจะตระหนักถ้าเป็นเอฟทีเอ (FTA) เหมือนกัน คําเดียวกัน อยากจะให้เปลี่ยนหรืออยากจะให้ตระหนักถึงคํากล่าวตรงนี้ว่า เปลี่ยนจากฟรีเทรด (Free Tread) เป็นแฟร์เทรด (Fair Tread) นั่นคือหมายความว่าอย่างไร หมายความว่ามันควรจะเป็นการค้าที่ตั้งอยู่บนพื้นฐานของความยุติธรรมของทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ใช่เพียงการค้าเสรี ที่ผ่านมาในเรื่องของการค้าเสรีสุดท้ายเราเองยังมีปัญหาภายใต้ กรอบการเจรจาที่ผ่านมา ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกับประเทศจีนกับอาเซียนกับประเทศต่าง ๆ ที่เรามีด้วยกัน เพราะว่ากระบวนการวิธีการมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับเรื่องของภาษีอย่างเดียว มันมีขั้นตอนเราเองเรามีปัญหากับประเทศจีนมาแล้วก็คือว่าเราคิดว่าการเปิดประตู โดยยกเว้นภาษีศุลกากรนั้นน่าจะเป็นการทําให้เกิดการค้าเสรีระหว่างประเทศไทย กับประเทศจีน แต่สุดท้ายเราไปติดภาษีท้องถิ่น ไปติดกระบวนการ วิธีการขั้นตอน การขออนุญาตต่าง ๆ ซึ่งสุดท้ายประเทศไทยแทบจะไม่ได้ประโยชน์ หรือได้ประโยชน์น้อย หรือได้ประโยชน์เฉพาะบางคนบางกลุ่มเท่านั้นเอง ในประเด็นนี้จึงอยากจะให้ทางรัฐบาล ให้ความสําคัญในการเข้าไปดูบทเรียนที่เราเกิดกับประเทศจีนในเรื่องของการที่จะทําให้ เกิดการค้าที่เป็นธรรม แล้วก็เปิดโอกาสอย่างเท่าเทียมกันไม่ใช่เพียงแค่ของการคุยกันว่า เราจะทําอย่างไรที่จะยกเลิกภาษีหรือว่าฟรีเทรดแค่นั้นเอง มันควรจะเป็นแฟร์เทรดด้วย ก็ขออนุญาตกราบเรียนฝากท่านประธานไปยังคณะรัฐมนตรีได้พิจารณาด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ