เรวัต สิรินุกุล หารือเรื่องการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย โดยเรียกร้องให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์เจรจาเรื่องการท่องเที่ยวและการแพทย์แผนไทยให้เสริมสิทธิประโยชน์ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการขยายเส้นทางการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศพม่า เพื่อลดระยะทางและค่าใช้จ่ายในการขนส่งสินค้า และหารือเรื่องการค้าขายกับประเทศอินเดีย โดยเน้นย้ำถึงปัญหาที่เกิดขึ้นหลังจากที่ไทยและอินเดียได้ทำเอฟทีเอ ซึ่งไทยได้ประโยชน์ไม่มากนัก และมีปัญหาในการค้าขาย โดยเฉพาะการขายข้าวและผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ของไทยในประเทศอินเดีย
ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม นายเรวัต สิรินุกุล ส.ส. แบบสัดส่วน พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิก รัฐสภา กรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ซึ่งท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ นายอลงกรณ์ พลบุตร ประทานโทษเอ่ยนาม ท่านได้ชี้แจงไป ได้ฟังท่าน ชี้แจงนั้นก็เห็นด้วยที่ว่าประเทศอินเดียเป็นประเทศใหญ่มีศักยภาพในทางเศรษฐกิจ แล้วก็ มีประชากรอยู่ในอันดับ ๓ ของโลกรองจากประเทศจีน แล้วก็เศรษฐกิจนั้นเติบโตประมาณ ร้อยละ ๘ เป็นอันดับ ๓ เช่นเดียวกัน รองจากประเทศจีน ประเทศญี่ปุ่น ผมเห็นด้วยครับ แล้วในการทําเอฟทีเอ ครั้งนี้ครับท่านประธาน ก็มีกรอบเจรจาที่จะไปเจรจามีอยู่ทั้งหมด ๑๐ ประเด็น หรือ ๑๐ ด้านด้วยกัน ผมมาดูแล้วครับท่านประธาน ผมมาดูแล้วในแต่ละประเด็น ที่ ๑๐ ประเด็นนี้มีที่น่าสนใจบางประเด็นที่อยากจะกราบเรียน เป็นต้นว่าการค้าบริการเปิดเสรี ภาคบริการอย่างค่อยเป็นค่อยไป เรียกร้องเปิดตลาดบริการในสาขาที่ประเทศไทยมีศักยภาพ และอํานวยความสะดวกให้ผู้บริหารและบุคลากรที่มีฝีมือของประเทศไทยเข้าไปทํางานได้ ตรงนี้ผมก็เห็นด้วยครับ แต่ว่าในด้านบริการนี้ท่านประธานครับ ถ้าโดยเฉพาะจริง ๆ ในด้าน การท่องเที่ยวนี่ไม่มี แต่ผมมาถือคิดว่าก็อยู่ในด้านบริการก็แล้วกัน ทีนี้มาดูนะครับ ท่านประธาน ผมอยากจะฝากเรื่องนี้ไป โดยเฉพาะอย่างยิ่งซึ่งความจริงแล้วเป็นเรื่องของ การท่องเที่ยว แล้วก็อยู่ในกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ท่านประธานครับ ผมยังไม่ค่อย เห็นว่าชาวอินเดียมาเที่ยวเมืองไทยเยอะ ไม่ค่อยมี อย่างในจังหวัดกาญจนบุรีของกระผมนี้ เป็นจังหวัดท่องเที่ยวมีสะพานข้ามแม่น้ําแควซึ่งมากันทั่วโลก แต่ชาวอินเดียไม่ค่อยมีมาครับ ท่านประธาน มีก็เห็นขายผ้าแถวตามพาหุรัดหรือขายถั่ว เก็บเงินรายวัน อย่างนี้เป็นต้น แต่มาท่องเที่ยวจริง ๆ ไม่ค่อยมี ก็เลยอยากจะฝากนะครับว่าคนจํานวนมากมายเป็นพันกว่าล้านคนมาประเทศไทยไม่ทราบว่า เท่าไร อย่างในขณะนี้เราจะเห็นว่าพี่น้องชาวจีนมาจากแผ่นดินใหญ่เยอะ แล้วมาเที่ยวเยอะ มาเที่ยวมาก ถ้าหากว่าเราได้นักท่องเที่ยวประเทศอินเดียเข้ามามันก็จะช่วยเสริมรายได้ เข้ามาอีก อย่างนี้ก็ต้องฝากท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านอลงกรณ์ไปช่วย เจรจาด้วยในเรื่องการท่องเที่ยว เพราะท่านเป็นนักการเจรจาท่านพูดเก่ง อย่างนี้เป็นต้น แล้วมีอีกครับท่านประธานในเรื่องการบริการต้องฝากไปด้วย เพราะรายละเอียดนี้ไม่มี การแพทย์แผนไทยเราหรือการพยาบาลของเรา การแพทย์นี้แม้แพทย์แผนไทย แผนปัจจุบัน ของเรานี่ชั้นหนึ่งของโลก ชาวอาหรับชอบนิยมใช้บริการของเรา ตรงนี้รายละเอียดไม่มี ก็ต้องฝากไปด้วย ไปเจรจาว่าชาวอินเดียนิยมให้มารักษาในด้านบริการในด้านรักษาพยาบาล อย่างนี้ฝากไปด้วย ทีนี้มาดูอีกครับท่านประธาน ในอีกข้อหนึ่งที่ควรเจรจาและจะฝากเอาไว้ นั่นก็คือว่าในเรื่องกฎว่าด้วยกําเนิดสินค้า จัดทํา ปรับปรุงว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้าให้สอดคล้อง กับโครงสร้างการผลิตสินค้าของประเทศไทย ท่านประธานครับ ส่วนมากเราจะส่งสินค้าไป ต่างประเทศ เราจะไม่ผ่านประเทศที่สามหรอกครับ เราจะส่งตรงเลยครับ ส่งตรงไปเลย ไปค้าขาย อย่างประเทศอินเดียแล้วก็ผ่านจังหวัดระนองไป แล้วก็ออกไปค้าขายประเทศ อินเดียโดยตรง แต่ของประเทศอินเดียส่วนมากเขาจะใช้ประเทศที่สาม อย่างประเทศ มาเลเซียบ้าง ประเทศสิงคโปร์บ้าง ท่านประธานครับ ตรงนี้จะควบคุมดูแลกันอย่างไร จะดูแลให้ได้ว่าทําอย่างไรถึงจะใช้ถิ่นกําเนิดจากประเทศอินเดียโดยตรง ไม่ใช่ถิ่นกําเนิดจาก ประเทศมาเลเซียหรือประเทศสิงคโปร์แล้วก็เป็นของประเทศอินเดีย เพราะชาวอินเดียที่นั่น มีเยอะ อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้มันก็จะทําให้เราเสียเปรียบในเรื่องการค้า แทนที่จะเป็นสินค้า จากประเทศอินเดียกลับกลายเป็นสินค้าแค่ประเทศมาเลเซีย ประเทศสิงคโปร์เท่านั้นเอง อย่างนี้เป็นต้น ตรงนี้ต้องฝากเอาไว้ครับ
แล้วอีกเรื่องหนึ่งครับ ในขณะนี้ที่เป็นข้อเท็จจริงด้วย อย่างเหล้าสก็อตวิสกี้ (Scotch Whisky) ไปเข้าประเทศฟิลิปปินส์ครับ เข้าประเทศฟิลิปปินส์แล้วก็ผ่านเอฟทีเอ จากประเทศฟิลิปปินส์มาประเทศไทยเลย ภาษีเหลือศูนย์ครับ อย่างนี้เป็นต้น อันนี้เป็นเรื่องจริง ให้ท่านรัฐมนตรีไปตรวจสอบด้วย ถิ่นกําเนิดตรงนี้จะทําอย่างไร ผมอยากจะกราบเรียนเรื่องนี้ สักนิดหนึ่ง เพราะท่านรัฐมนตรีมีความชํานาญแล้วก็เข้าใจเรื่องนี้ดีด้วย อยากจะกราบเรียน ว่าให้ท่านได้ผลักดันและก็ทํางานให้เห็นผลโดยเร็วด้วย นั่นก็คือในเส้นทางหนึ่งซึ่งจะเป็นการ ร่นระยะทางจากประเทศอินเดีย ถ้ามาประเทศไทยต้องอ้อมแหลมมลายู ประเทศสิงคโปร์ มาท่าเรือเข้ามาที่คลองเตยใช้เวลายาวนานหลายวัน ๗-๘ วัน ค่าใช้จ่ายก็สูงขึ้น ขณะนี้ บริษัท อิตาเลียนไทย ได้รับสัมปทานจากประเทศพม่า กําลังทําเส้นทางจากเมืองทวาย มาสู่กรุงเทพมหานคร มาสู่ประเทศไทย อยู่ที่ด่านแม่ทะมี่ของประเทศพม่า แล้วก็ของเราที่ พุน้ําร้อน แล้วท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ท่านอลงกรณ์ไปเปิดงานมาแล้วด้วย ท่านช่วยขยายแล้วก็เร่งรัดให้รัฐบาลไทยได้เปิดจุดผ่อนปรนหรือด่านอย่างถาวร เพื่อที่จะ ให้เส้นทางจากประเทศพม่า เมืองทวายมาถึงจังหวัดกาญจนบุรี ๑๖๐-๑๗๐ กิโลเมตร แล้วจากจังหวัดกาญจนบุรีถึงกรุงเทพมหานคร ๑๓๐ กิโลเมตร ๓๐๐ กิโลเมตรเท่านั้นเอง ครับท่านประธาน ขณะนี้ไปที่จังหวัดระนอง ๕๐๐ กว่ากิโลเมตร อย่างนี้เป็นต้น ร่นระยะทาง ๗ วันครับ ลดค่าใช้จ่ายร้อยละ ๓๐ หรือ ๓๐ เปอร์เซ็นต์ ตรงนี้ก็เป็นเส้นทางหนึ่งที่น่าจะมีการเจรจา แล้วก็น่าจะเร่งรัด แล้วก็ให้ประเทศอินเดียผ่านช่องนี้จอดที่เมืองทวายส่งสินค้ามาประเทศไทย และประเทศไทยเราส่งไปยังประเทศอินเดีย แล้วก็ผ่านนี่ครับ ออกจังหวัดกาญจนบุรี ออกเมืองทวายแล้วก็ไปประเทศอินเดียก็ใกล้ อย่างนี้เป็นต้น นี่ก็เส้นทางหนึ่งที่อยากจะให้มี การเจรจาเรื่องนี้ด้วย
อีกเรื่องหนึ่งที่อยากจะกราบเรียนและก็ฝากเอาไว้เช่นเดียวกัน นั่นก็คือว่า ในเรื่องที่สําคัญที่สุดก็คือเรื่องที่เคยเกิดมาแล้ว อย่างประเทศจีนเราทําเอฟทีเอ จริง ๆ เราก็ดีใจ ประเทศจีนประเทศใหญ่แทนที่จะซื้อของเราเยอะแยะ ๑,๓๐๐ ล้านคน ซื้อของเรา นิดเดียวเยอะแยะหมดแล้ว แต่จริง ๆ แล้วไม่ใช่ กลับขายมามากกว่าเราอีก แล้วทําให้พี่น้อง เราเดือดร้อนกระทบกระเทือน ท่านประธานเคยได้ยินไหมครับ กระเทียม หอม ผัก ผลไม้ เราเดือดร้อนไปทั่ว แล้วที่สําคัญจะเข้าไปแต่ละครั้งมันไม่ใช่เอฟทีเอโดยตรงเลย ต้องไปผ่าน แต่ละหัวเมืองมีกฎข้อระเบียบเยอะแยะ อย่างนี้เป็นต้น ประเทศอินเดียมีไหมครับ ถ้ามีอย่างนี้แทนที่เราจะได้เปรียบหรือแทนที่ดีใจว่าเราจะสามารถที่จะไปครองตลาดประเทศ อินเดียได้ก็ไม่ได้ครับ กลับเสียเปรียบอย่างนี้เป็นต้น เพราะฉะนั้นเรื่องอย่างนี้ผมก็จําเป็น ต้องฝาก ฯพณฯ รัฐมนตรีให้ไปเจรจาในเรื่องเหล่านี้ด้วย เจรจาอะไรก็แล้วแต่ครับมันก็มี ทั้งได้เปรียบเสียเปรียบ อันนี้เป็นของธรรมดาธรรมชาติ แต่ว่าอย่าให้เสียเปรียบจนมากเกินไป แล้วทําให้พี่น้องเราเดือดร้อนมากเกินไป ความจริงประเทศอินเดียถ้าเขาซื้อ ไม่ต้องไปขาย อะไรมาก อย่างเดียวครับท่านประธาน ขายข้าวนี่ละครับทําให้มันเต็มที่แล้วทําให้เขาซื้อเรา จุดเดียวเลย เขากินข้าวนึ่ง ข้าวนึ่งของเรานี่เยอะ แล้วข้าวชั้น ๒ เราก็พยายามให้เขา กินข้าวหอมมะลิบ้าง กินข้าวชั้นดีของเราบ้าง ทําอย่างนี้อย่างเดียวไม่ต้องทําอะไรมาก หรอกครับ ขายข้าวอย่างเดียวละครับท่านประธาน เราก็ขายไม่หวาดไม่ไหวแล้วถ้าเขาจะ ซื้อเราจริง ๆ อย่างนี้เป็นต้น แต่มันไม่ใช่อย่างนั้น มันก็ไม่ได้ซื้อได้มากมายอย่างนั้น แล้วก็ ไม่ซื้อโดยตรงอะไรมากมาย มันก็เป็นปัญหาอยู่ในทุกวันนี้ นี่คือสิ่งที่อยากจะกราบเรียนว่า ทําเอฟทีเอนี่ดีครับ ผมเห็นด้วย แต่สิ่งที่เราหวังไว้คาดไว้ว่าจะได้ แต่มันไม่ได้อย่างที่คิด เพราะฉะนั้นจะทําอะไรก็แล้วแต่ที่คิดว่าจะได้อย่างใดอย่างหนึ่ง อย่างเดียวก็พอแล้ว อย่างที่ ผมกราบเรียนไปคือข้าว เขาซื้อข้าวนึ่ง อย่างนี้เป็นต้น เอาอันนี้เป็นจุดเด่นอย่างเดียวเลย แล้วในด้านบริการอื่น ๆ การท่องเที่ยว อยากจะเห็นนะครับ ก็ฝากเอาไว้ว่าเอาละ ท่านอลงกรณ์ฝีปากดีในการเจรจาท่านก็เจรจาให้หน่อย แทนการท่องเที่ยวก็ได้ เพราะ ท่องเที่ยวไม่สามารถที่จะเจรจาให้ประเทศอินเดียเข้ามาได้ ท่านก็ไป เจรจาท่องเที่ยว เป็นเรื่องสําคัญ คนประเทศอินเดียเข้ามาให้เหมือนกับประเทศอื่นที่เขาเที่ยวบ้าง อ้างว่า ประเทศอินเดียเศรษฐกิจดี แล้วก็รายได้สูงขึ้น เพราะฉะนั้นเมื่อเป็นอย่างนี้ผมก็อยากจะ เห็นชาวอินเดียได้มาเที่ยวประเทศไทยมากขึ้น แต่ข้อเท็จจริงท่านประธานครับ คนไทยเราไป ประเทศอินเดียมาก ผมคิดว่าจะมากกว่าชาวอินเดียมาเที่ยวประเทศไทยด้วยซ้ําไป แล้วนิยมพระครับ ท่านประธานครับพระนี่ชอบนิยมไปประเทศอินเดีย ไปทําไมครับ ไปศึกษา ปริญญาโทแล้วก็กลับมา กลับมาก็ได้ความรู้เป็นเรื่องที่ดีครับ แล้วสิ่งตรงนี้ผมก็อยากจะ เห็นว่าไหน ๆ จะทําแล้วอ้างว่าจะได้ประโยชน์ แต่ประโยชน์ข้อเท็จจริงมันได้ตรงไหน ก็อยากจะเห็นครับ ฝากไว้ ๒ เรื่อง เอาเรื่องใหญ่ ๆ อย่างเดียวคือกระทรวงพาณิชย์ไม่ต้อง ไปทําอะไรหรอกครับ คือขายข้าวให้ประเทศอินเดีย แล้วก็ให้การท่องเที่ยว การพยาบาล การแพทย์ การบริการ อย่างนี้เป็นต้น-ก็ขอฝากไว้ คิดเอาไว้ก่อนว่าพรุ่งนี้ท่านรัฐมนตรี ช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์คงจะได้ไปเจรจาในเรื่องนี้ให้สําเร็จได้ ขอบคุณท่านประธานครับ