อลงกรณ์ ชี้แจงกรอบเจรจาเอฟทีเอไทย-อินเดีย 10 ประเด็น ยืนยันส่งออกโต 28%

รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๑๙ เมษายน ๒๕๕๔

อลงกรณ์ พลบุตร ชี้แจงกรอบเจรจาเอฟทีเอไทย-อินเดียโดยเน้น 10 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การค้าสินค้า กฎถิ่นกำเนิดสินค้า ศุลกากร และมาตรการคุ้มครองการค้า พร้อมอธิบายความคืบหน้ายุทธศาสตร์ความร่วมมือภายใต้กรอบอาเซียน-อินเดียนั้น เพื่อผลักดันให้เกิดความตกลงทวิภาคี อลงกรณ์ พลบุตร ยืนยันว่าตัวเลขส่งออกเติบโตสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ถึง 28% และชี้แจงข้อเท็จจริงเพื่อลดการวิพากษ์วิจารณ์ที่คลาดเคลื่อน โดยระบุประเด็นสินค้าอ่อนไหวที่ต้องเจรจาต่อรองและยืนยันว่าสินค้าสำคัญอย่างเนื้อโค กระบือ ข้าว นม จัดอยู่ในรายการที่ไม่มีการเจรจา อลงกรณ์ พลบุตร อธิบายความสำคัญของกฎแหล่งกำเนิดสินค้าและปัญหาการสวมสิทธิ พร้อมชี้แจงกรณีทีวีสีที่มีปัญหาเรื่องวัตถุดิบจากต่างประเทศ และระบุว่ากรมศุลกากรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบ อลงกรณ์ พลบุตร หารือประเด็นการขยายการลงทุนไทยในอินเดีย โดยเน้นภาคก่อสร้าง สุขภาพ และอสังหาริมทรัพย์ พร้อมทั้ง

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วย ว่าการกระทรวงพาณิชย์ ต้องขอขอบพระคุณท่านสมาชิกที่ให้ความสนใจต่อกรอบเจรจา ความตกลงว่าด้วยเอฟทีเอ ไทย-อินเดีย แล้วก็เห็นตรงกันว่าประเทศอินเดียเป็นพันธมิตร ทางการค้า การลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจที่มีความสําคัญต่อยุทธศาสตร์ของ ประเทศไทย เพราะฉะนั้นภายใต้กรอบเจรจาดังกล่าวจึงเป็นกรอบมาตรฐานใน ๑๐ ประเด็น สําคัญ ซึ่งใคร่ขอถือโอกาสชี้แจงแต่ละประเด็นที่ท่านได้กรุณาซักถามด้วยความสนใจ เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติของเราต่อไป ใน ๑๐ ประเด็นดังกล่าวนั้นประกอบไปด้วย ๑. การค้าสินค้า ๒. กฎว่าด้วยถิ่นกําเนิดสินค้า ๓. ศุลกากร ๔. มาตรการการปกป้อง และมาตรการเยียวยาด้านการค้า ๕. มาตรการสุขอนามัยพืช ๖. อุปสรรคทางเทคนิค ต่อการค้า ๗. การค้าบริการ ๘. การลงทุน ๙. การระงับข้อพิพาทระหว่างรัฐ และ ๑๐. เรื่องอื่น ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อการค้าและการลงทุนของไทย

กรอบดังกล่าวนี้เป็นกรอบมาตรฐานทุกครั้งที่มาเสนอกรอบการเจรจา ต่อรัฐสภาภายใต้รัฐธรรมนูญที่กําหนดไว้ เพื่อให้กรมเจรจาการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์ที่ผมกํากับดูแล รวมไปถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของแต่ละกระทรวง ทบวง กรมนั้นได้สามารถไปเจรจาทําความตกลง หลังจากนั้นจึงนํากลับมาสู่ความเห็นชอบ ของรัฐสภาในสาระสําคัญและร่างความตกลงดังกล่าว ประเด็นในเรื่องของประเทศอินเดียนั้น ต้องกล่าวว่ารัฐบาลชุดนี้โดย ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้ให้ความสําคัญ อย่างยิ่ง จึงได้มีบัญชาให้ดําเนินการสร้างความร่วมมืออย่างใกล้ชิด รวมไปถึงการรื้อฟื้น การเจรจาที่ชะงักงันทั้งในระดับทวิภาคีหรือว่าพหุภาคี ไม่ว่าจะเป็นภายใต้กรอบไทย-อินเดีย ก็ดี หรือในกรอบของบิมสเตค (BIMSTEC) ความร่วมมืออ่าวเบงกอล ๗ ประเทศ ซึ่งมี ประเทศไทยและประเทศอินเดียเป็นแกนสําคัญ หรือตลอดไปถึงในส่วนของกรอบอาเซียน อินเดีย ดังนั้นจึงได้มีการขับเคลื่อนหลายยุทธศาสตร์กลยุทธ์ นั่นก็คือยุทธศาสตร์ ๓ วงแหวน ๕ ประตูเป็นต้น หรือยุทธศาสตร์นโยบายประตูตะวันตก อย่างที่ท่านสมาชิก ได้พูดถึงโครงการเมกะ โปรเจกต์ (Mega project) ทวาย ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างไทย กับเมียนมาร์ (Myanmar) ในการเปิดประตูตะวันตกเชื่อมโยงไปสู่เอเชียใต้ เชื่อมโยงไปสู่ ประเทศอินเดียเป็นต้น ผมใคร่ขอถือโอกาสนี้เรียนว่าในการเดินทางระดับสูงในช่วงเวลา ๒ ปี เศษมานี้ท่านนายกรัฐมนตรีได้เดินทางไปเยือนอย่างเป็นทางการที่เรียกว่า สเตท วิซิท (State visit) ท่านรองนายกรัฐมนตรีฝ่ายเศรษฐกิจได้เดินทางไป ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงพาณิชย์ได้เดินทางไป และรัฐมนตรีอีกหลายท่าน สําหรับผมในฐานะที่ต้อง ทําหน้าที่ในการเจรจาทําความตกลงทางการค้า ได้เดินทางไปถึง ๔ ครั้งด้วยกันในช่วงเวลา ๑ ปีเศษที่ผ่านมาโดยได้เดินทางไปหลายภูมิภาค เดินทางไปท่าเรือ พบรัฐมนตรีหลายท่าน ที่เกี่ยวข้องกับในกรอบ ๑๐ กรอบที่จําเป็นจะต้องไปสํารวจท่าทีแล้วก็ข้อเท็จจริง เพื่อนํามา ประมวลและนําเสนอเป็นแนวทางของกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา ต้องเรียนว่าจากการ ให้ความสําคัญประเทศอินเดียในฐานะที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสามของเอเชีย รองจากประเทศจีนและประเทศญี่ปุ่น และมีประชากรเป็นตลาดใหญ่ มีจํานวนประชากร อันดับ ๒ ของโลกรองจากประเทศจีน ซึ่งมี ๑,๓๐๐ ล้านคน ประเทศอินเดีย มี ๑,๑๕๐ ล้านคน และมีชนชั้นกลางที่มีอํานาจการซื้อสูงไม่น้อยกว่า ๓๐๐ ล้านคน และกําลังเป็นประเทศที่ได้รับการมองว่าอยู่ในกลุ่มของกลุ่มบริค (BRIC) ก็ดี และกลุ่มที่จะ เป็นประเทศที่เติบโตทางเศรษฐกิจที่จะเป็นเสมือนหัวรถจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเอเชีย และเศรษฐกิจของโลกรองจากประเทศจีนนั้น ดังนั้นในเชิงของนโยบายและยุทธศาสตร์ จึงได้ให้ความสําคัญ ประเด็นที่ท่านสมาชิกได้ตั้งข้อสังเกตว่ารัฐบาลนี้ทํางานช้า ไม่ให้ ความสําคัญนั้นคงไม่ใช่เช่นนั้น ดังที่กระผมได้เรียนแล้วว่าเป็นประเทศที่เราได้มีการเดินทาง ไปเยือนเจรจาในระดับสูงเป็นจํานวนหลายครั้งด้วยกัน สําหรับกรณีของความตกลงว่าด้วย การจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ที่ได้ตกลงกันเมื่อปี ๒๕๔๖ และเริ่มมีผลบังคับใช้ ในปีถัดมา แล้วก็เริ่มมีการลดภาษีเป็น ๐ ในกลุ่มสินค้าที่เก็บเกี่ยวได้ก่อน คือเออร์ลี่ ฮาร์วิสท์ (Early Harvest) หมายความว่าเจรจากันไปแล้วแทนที่จะเปิดได้ ๘,๐๐๐-๙,๐๐๐ รายการ เหมือนอย่างในอาเซียน แต่ว่าเนื่องจากประเทศอินเดียนั้นเป็นประเทศที่อนุรักษ์นิยม ในด้านของการดูแลตลาดภายในประเทศ เนื่องจากประชากรของเขามีจํานวนมาก จึงไม่ใช่ เรื่องง่ายเลย แต่ว่าในที่สุดตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ เป็นต้นมาเราสามารถตกลงและสามารถที่จะทํา พิธีสารในความตกลงภายใต้ความตกลงการค้าในการจัดตั้งเขตการค้าเสรีไทย-อินเดียได้ ๘๒ รายการสินค้า ที่เรียกว่า เออร์ลี่ ฮาร์วิสท์ สคีม ก็คือกลุ่มสินค้าที่ลดภาษีได้ก่อน เก็บเกี่ยวได้ก่อน จึงใช้คําว่า เออร์ลี่ ฮาร์วิสท์ เพราะฉะนั้น ในส่วนนั้นได้ทําให้การค้าของเราเริ่มมีการขยายตัว จากเดิมมีการค้าอยู่ในระดับ ๒,๐๐๐-๓,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ แล้วเราจะได้เปรียบมาโดยตลอด แต่ก็เฉลี่ยอยู่ประมาณ ๑,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ ขณะเดียวกันการเจรจาเพื่อที่จะเพิ่มจํานวนสินค้าที่จะลดภาษีก็ดี หรือการขยายไปสู่การค้าบริการและการลงทุน และความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างอื่น เพื่อให้เป็นไปตามเจตนารมณ์ของความตกลงว่าด้วยการจัดตั้งเอฟทีเอ ไทย-อินเดีย แต่เริ่มแรกนั้นก็ปรากฏว่าทางประเทศอินเดียได้มีท่าทีชัดเจนในการที่จะขอให้การเจรจา เอฟทีเอ อาเซียน-อินเดียนั้นเสร็จสิ้นลงเสียก่อนจึงจะหันมาเจรจาทําความตกลงขยาย ในเรื่องของเอฟทีเอทวิภาคีระหว่างไทยกับอินเดีย การเจรจาแบบทวิภาคีนั้นจําเป็นต้อง ได้รับการตอบสนองปรบมือข้างเดียวไม่ดัง แต่ว่าเมื่อเราสามารถขับเคลื่อนในเรื่องความตกลง เอฟทีเอระหว่างอาเซียน-อินเดียโดยเฉพาะในช่วงที่ประเทศไทยเป็นประธานอาเซียน ในปี ๒๕๑๒ ปรากฏว่าเราสามารถทําความตกลงได้ และเริ่มมีผลบังคับใช้ โดยสินค้า โดยส่วนใหญ่ลดภาษีเป็น ๐ ดังนั้นประเทศอินเดียจึงได้เริ่มมีท่าทีในการตอบสนอง ซึ่งเราได้ เดินทางไปหลายคณะครับ ทั้งระดับรองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง รัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศ และท่านนายกรัฐมนตรี ดังนั้นการรื้อฟื้นเพื่อทาบทามให้มีการ เจรจาและขยายความตกลงดังกล่าวจึงเริ่มต้นเมื่อเดือนธันวาคมปี ๒๕๕๓ ในขณะเดียวกัน ในการประชุมระดับเจ้าหน้าที่ได้มีสัญญาณชัดเจนว่าหลังจากที่เราสามารถทําความตกลง และเริ่มมีผลบังคับใช้ของเอฟทีเออาเซียน-อินเดียแล้ว ประเทศอินเดียก็เริ่มเจรจากับเรา จึงได้มีการจัดทําการประชาพิจารณ์ การรับฟังความคิดเห็น เริ่มจากการประชุมหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องทุกหน่วย หลังจากนั้นก็มีการทําประชาพิจารณ์ มีการเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคอื่น ๆ นั้นเป็นจํานวนถึง ๑๘ ครั้งด้วยกัน กล่าวได้ว่าเป็นการรับรู้และมีส่วนร่วมในการจัดทํากรอบความตกลงเอฟทีเอ ที่ประชาชนได้รับรู้ สาธารณชนได้รับทราบและมีส่วนร่วมกว้างขวางที่สุดฉบับหนึ่ง จนกระทั่ง ได้นําเสนอต่อคณะรัฐมนตรีเมื่อเดือนสิงหาคมปี ๒๕๕๓ จนมีมติให้ดําเนินการจัดทํากรอบ ดังกล่าว และนําเสนอต่อรัฐสภา ซึ่งเข้าสู่วาระของรัฐสภาตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนปีที่แล้ว แต่เนื่องจากว่ากระบวนการในการดําเนินการนั้นก็มีลําดับขั้นตอนต่าง ๆ ในที่สุดแล้ววันนี้ จึงได้รับการพิจารณาโดยรัฐสภา

สําหรับประเด็นในเรื่องของข้อสังเกตของสมาชิกหลายท่าน บางท่านที่บอกว่า นอกจากว่าล่าช้ายังหาเงินไม่เป็น ก็อยากจะเรียนว่ามันตรงกันข้าม ภายใต้การบริหารรัฐบาล ชุดนี้ ภายใต้วิกฤติเศรษฐกิจ แฮมเบอร์เกอร์ ไครซิส (Hamburger crisis) ภายใต้วิกฤตการณ์ ในเรื่องของการเมืองในประเทศและวิกฤติภัยธรรมชาติ แต่ด้วยการทําการเชิงรุกในที่สุด เราสามารถทําตัวเลขส่งออกสูงสุดเป็นประวัติศาสตร์ครับ ปีที่ผ่านมีอัตราการเติบโต ถึงร้อยละ ๒๘ ถือว่าเป็นเอ็กซ์เซฟชั่นแนล (Exceptional) ด้วยมูลค่าการส่งออกกว่า ๑๙๐,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐหรือร่วม ๖ ล้านล้านบาท แล้วต้องเข้าใจว่าโครงสร้างเศรษฐกิจ ของเรานั้นรายได้ของจีดีพี ๗๒.๓ เปอร์เซ็นต์มาจากการส่งออกสินค้าและบริการ เพราะฉะนั้นในส่วนนี้จึงเรียนว่าในบางเดือนสูงสุดในประวัติศาสตร์ตั้งแต่ประเทศไทยค้าขาย มาเลยทีเดียวครับ ก็อยากให้ท่านเกิดความเข้าใจในข้อมูลที่ถูกต้อง จะได้เข้าใจแล้วก็จะได้ ไม่วิพากษ์วิจารณ์ในประเด็นที่คลาดเคลื่อนต่อข้อเท็จจริง

ประเด็นของท่านสมาชิกที่สอบถามว่ามีการหารือกับกระทรวงเกษตรและ สหกรณ์หรือไม่เกี่ยวกับการลดสินค้าอ่อนไหว ที่เรียกว่า เซนซิทีฟ ลิสต์ (Sensitive list) โดยเฉพาะความเห็นของ สศก. สํานักงานเศรษฐกิจการเกษตรนั้นก็ต้องเรียนว่า กระทรวงพาณิชย์ได้มีการหารือกับกระทรวงเกษตรและสหกรณ์และกระทรวงอื่นรวมทั้ง ภาคเอกชนอย่างสม่ําเสมอ โดยเฉพาะสิ่งที่เรากังวลมากก็คือว่าในเรื่องของสินค้าบางรายการที่จะมีผลกระทบ อย่างรุนแรงต่อเกษตรกรของเรา ทุกประเทศละครับ ทั้งประเทศอินเดียก็เหมือนกัน ก็มี ความระมัดระวังอย่างยิ่งต่อสินค้าภาคเกษตรที่จะมีผลกระทบต่อเกษตรกรของเขา แล้วก็ ไม่ใช่เป็นประเทศเดียวที่เจรจากัน เราก็มีความตกลงเอฟทีเอไปแล้ว ๑๐ ฉบับนะครับ ทั้งกรอบพหุภาคีและกรอบของทวิภาคี ส่วนของประเทศอินเดียนั้นก็เป็นประเทศหนึ่ง ซึ่งเป็นตลาดเป้าหมายที่เราเห็นว่ามีโอกาสมาก ดังนั้นในประเด็นที่เขาต้องการให้เราเปิด รายการสินค้าที่จะลดภาษีก็ดี หรือว่าภาคบริการธุรกิจที่จะมาเปิดก็ดี หรือการลงทุนต่าง ๆ ก็ดีนั้น ต่างฝ่ายก็ต้องอาศัยการเจรจาต่อรอง กรอบวันนี้ครับจะนําไปสู่การเจรจา ลงรายละเอียด ส่วนประเด็นที่ท่านห่วงใยนั้นขอเรียนว่าสินค้าอ่อนไหว เช่น เนื้อโค กระบือ ข้าว นม เป็นต้น จัดเป็นสินค้าที่เราไม่นํามาลดภาษีครับ เขาเรียกว่าเอ็กคูชัน ลิสต์ (Execution list) จะไม่มีการนํามาเจรจาเลยครับ ฉะนั้นตรงนี้ก็ให้ท่านได้เข้าใจว่า เป็นประเด็นที่ท่านห่วงใย และเราก็เห็นตรงกัน เป็นประเด็นอ่อนไหวของสินค้าที่เรา ไม่นํามาเจรจา

ส่วนที่ท่านถามเรื่องของรูล ออฟ ออริจิน (Rule of Origin) หรือว่า แหล่งกําเนิดสินค้าหรือกฎว่าด้วยแหล่งกําเนิดสินค้านั้น อันนี้ถือว่าเป็นหัวใจสําคัญครับ เพราะว่าการสวมสิทธิ มาใช้สิทธิเป็นเรื่องที่ทั้ง ๒ ประเทศระมัดระวังด้วยกันทั้งคู่ครับ การจะใช้สิทธิประโยชน์ของ ๒ ประเทศจะต้องเป็นสินค้าที่มีแหล่งกําเนิดใน ๒ ประเทศ ภายใต้กฎที่กําหนดและเห็นชอบร่วมกัน ดังนั้นกรณีของทีวีสีนั้นเป็นสินค้าที่ประเทศอินเดีย ลดภาษีให้ประเทศไทย ๐ เปอร์เซ็นต์ครับ แต่ว่าตั้งแต่ปี ๒๕๔๙ ช่วงนั้นไม่ได้มีปัญหา เพราะว่าอยู่ในกลุ่มของเออร์ลี่ ฮาร์วิสท์ สคีมหรือว่าอีเอชเอส แต่ปัญหามันเกิดขึ้น หลังจากที่เราส่งออกระยะหนึ่ง เนื่องจากการผลิตในประเทศของเรา ก็คือการผลิต เป็นจอแบน มีการใช้หลอดภาพที่ผลิตจากประเทศในเอเชียตะวันออก ได้แก่ ประเทศญี่ปุ่น หรือประเทศเกาหลี เป็นต้น ดังนั้นจึงได้เกิดปัญหาในเรื่องของถิ่นกําเนิดสินค้า ทําให้ ไม่สามารถส่งออกเฉพาะในตัวสินค้า ซึ่งมีสิ่งที่เราเรียกว่า โลคอล คอนเทนท์ (Local content) วัตถุดิบที่ใช้ในประเทศนั้นเกินกว่าที่กําหนดทําความร่วมมือตกลงระหว่าง ๒ ประเทศ อย่างไรก็ตามขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการเจรจาครับ เพื่อที่จะให้มีการปรับเปลี่ยน ในเรื่องของข้อกําหนดเกี่ยวกับเรื่องของทีวีสี แล้วก็ได้มีการเจรจาในเรื่องของตู้เย็นคู่ขนาน ไปด้วย ซึ่งท่านคงทราบดีว่าบางครั้งการเจรจาเราจะเปิดทั้งหมดก็ไม่ได้ แต่ว่าบางเรื่อง มันเป็นไต๋ที่ต้องเก็บไว้ มันเป็นเรื่องอํานาจต่อรอง มันเป็นเรื่องที่เราจําเป็นจะต้องเท่าทัน แล้วก็เวลานั้นจะตกลงกันได้ก็ต้องมีข้อแลกเปลี่ยนกันและกัน เขาเอาสินค้าหนึ่งมาก็ต้องให้ สินค้าหนึ่งเข้าไป มันไม่มีของฟรีนะครับ ดังนั้นการเจรจาก็จําเป็นจะต้องอาศัยการต่อรอง แต่ว่าอย่างไรก็ตามประเด็นนี้นั้นกรมศุลกากรเป็นหน่วยงานรับผิดชอบในการเจรจา

สําหรับประเด็นที่ท่านได้สอบถามเรื่องเกี่ยวกับภาคบริการ รวมทั้งแรงงาน และการขยายการส่งออกธุรกิจของเราไปยังประเทศอินเดีย โดยเฉพาะภาคการก่อสร้าง แล้วก็มีข้อกําหนดออกมา ซึ่งตรงนั้นท่านทราบเรื่องที่ถูกต้องครับว่าทางประเทศอินเดียเอง ได้ออกข้อกําหนดในเรื่องการจะขอวีซ่า (Visa) สําหรับแรงงานต่างชาติที่จะเข้าไปทํางานนั้น จะต้องมีรายได้ ๒๕,๐๐๐ เหรียญ ในการเดินทางไปทุกครั้ง ไม่ว่ารัฐมนตรีช่วยว่าการอย่างผม รัฐมนตรีว่าการ รองนายกรัฐมนตรี หรือนายกรัฐมนตรี ไม่ว่าคู่เจรจาจะเป็นประธานาธิบดี หรือนายกรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องโดยตรงได้หยิบยกทุกประเด็นนี้ครับ ประเด็นนี้ เป็นประเด็นที่เรามีการหยิบยกขึ้นมา แล้วก็ขอให้ประเทศอินเดียได้พิจารณา และประเทศ อินเดียได้ใช้กฎเกณฑ์นี้กับทุกประเทศ ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย ดังนั้นก็ยังเป็นประเด็น ที่ยังต้องออกแรงเจรจา ในการเดินทางไปเยือนประเทศอินเดียหลังสุดเมื่อต้นเดือนนี้ครับ ผมได้ติดตามคณะท่านนายกรัฐมนตรีไป และได้พบกับภาคธุรกิจของเขา ไม่ว่าหอการค้า และสภาอุตสาหกรรมที่เรียกว่า ฟิกซี (FICCI) ก็ดี และกลุ่มอื่น ๆ รวมไปถึงในส่วนของ สภาธุรกิจไทย-อินเดีย แล้วก็กลุ่มนักธุรกิจบริษัทไทยที่ไปลงทุนในประเทศอินเดีย ก็ได้ รับทราบปัญหาเหล่านี้ แล้วก็เป็นประเด็นที่เราได้หยิบยกขึ้นเจรจา ในกรอบเจรจาที่ท่านได้ให้ความเห็นชอบในวันนี้ก็จะเป็นโอกาสที่เราจะได้หยิบเป็นทางการ ขึ้นสู่โต๊ะเจรจา ขณะเดียวกันด้านโอกาสของการลงทุน การขยายภาคธุรกิจที่จะมีการเจรจา ต่อไปนั้น ภาคก่อสร้างเป็นหนึ่งที่เราตั้งหวังมาก เพราะว่าขณะนี้บริษัทของไทยหลายบริษัท ได้เข้าไปลงทุนและเข้าไปได้สัมปทานในการก่อสร้าง โดยที่ประเทศอินเดียนั้นเชิญชวนให้ ประเทศไทยไปลงทุน เชิญชวนให้ประเทศไทยไปขยายธุรกิจ รวมไปถึงธุรกิจทางด้านของ สุขภาพ เช่น สปาก็ดี หรือธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องกับอุตสาหกรรมเภสัชกรรมก็ดี หรือว่า อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องกับเรื่องของสุขภาพและสมุนไพรไทย แพทย์แผนไทย เป็นต้น ตัวอย่างหนึ่งก็คือ การที่บริษัทของไทยเข้าไปก่อสร้างขณะนี้คือ สนามบินท่าอากาศยาน ที่กัลกัตตาแห่งใหม่ครับ อยู่ระหว่างการก่อสร้างโดยบริษัทของไทยแล้วก็รถไฟใต้ดิน ๒ สายในอินเดีย ตลอดจนเขื่อนขนาดใหญ่ของอินเดีย ทางหลวงของอินเดีย และล่าสุด ที่ขอให้ประเทศไทยได้นําคณะผู้แทนภาคเอกชนเข้าไปคือ การก่อสร้างทางด้านของเรียล เอสเตต (Real estate) ทางด้านอุตสาหกรรมก่อสร้างอสังหาริมทรัพย์ โดยเฉพาะ ทางด้านของโลว์ คอสท์ เฮาซิ่ง (Low cost housing) ซึ่งรัฐบาลกลางของเขามีงบสนับสนุน เหมือนอย่างกรณีบ้านมั่นคงและบ้านเอื้ออาทรของเราครับ ซึ่งเดือนหน้าผมจะได้นําคณะไป รวมทั้งทางทีทีอาร์ (TTR) ของเราก็กระตือรือร้นในเรื่องนี้มากในการที่ขยายการลงทุน แล้วก็ขยายบริษัทก่อสร้างของเรา ซึ่งแน่นอนในเรื่องของวัตถุดิบต่าง ๆ ก็จะส่งจากประเทศ ไทย แล้วก็ในเรื่องของแรงงานที่ได้บอกว่ามีประเด็นเรื่อง ๒๕,๐๐๐ เหรียญนั้น ก็จะเป็นประเด็นที่จะต้องเจรจา

ศูนย์กระจายสินค้าเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ท่านสมาชิกได้ถาม ก็อยู่ระหว่าง การพิจารณาร่วมกันครับ ไม่ว่าจะเป็นที่เจนไนซึ่งเป็นเมืองท่าใหญ่ หรือว่ามุมไบ ซึ่งเป็น เมืองเศรษฐกิจใหญ่ที่สุด ภาษี ๓๐ เปอร์เซ็นต์ของอินเดียเก็บอยู่ได้ที่นั่น หรือว่าในโซนภาคใต้ แล้วก็ในโซนตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งอินเดียนั้นได้กําหนดให้เป็นเขตพัฒนาพิเศษ ซึ่งมี อยู่ด้วยกัน ๘ รัฐ รัฐใหญ่สุดคือ รัฐอัสสัมรัฐคนไทยที่เรียกว่าไทอาหมก็อยู่ที่นั่น รัฐมนตรี บิจอย คริชนา แฮนดิช ซึ่งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพัฒนาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของอินเดียเขาตั้งเป็นการเฉพาะเลย ก็ได้วางเป้าหมายการพัฒนารวมทั้งโครงสร้างพื้นฐาน ที่ต้องการการลงทุนจากประเทศไทยไปในการส่งบริษัทของไทยเข้าไปร่วมนี่นะครับ กว่าแสนล้านเหรียญในระยะ ๑๐ ปีข้างหน้า รวมไปถึงการที่ขอให้เราไม่ใช่แต่เพียง ในเรื่องของการพิจารณาเรื่องของศูนย์กระจายสินค้า ซึ่งเรามีแนวทางที่จะให้เอกชนลงทุน รัฐจะเป็นผู้สนับสนุน แล้วก็เป็นการร่วมลงทุนระหว่างไทย-อินเดีย ยังมีในเรื่องของการขยาย เรื่องการท่องเที่ยว ท่านประธานาธิบดีของอินเดียและท่านนายกรัฐมนตรีได้หารือกัน เมื่อ ๒ สัปดาห์ที่แล้วนี้ครับ แล้วก็ท่านนายกรัฐมนตรีก็ได้ตั้งเป้าหมายว่าหวังว่าชาวอินเดีย ซึ่งปีที่แล้วเราทําสถิติส่งเสริมชาวอินเดียมาประเทศไทยถึง ๗๙๐,๐๐๐ คนครับ คนไทย ไปนี่ประมาณ ๖๐,๐๐๐ กว่าคนเท่านั้นเอง ซึ่งอินเดียเขาก็ขอว่าอยากจะให้คนไทยไปมากขึ้น เช่น การเปิดเที่ยวบินตรงบางพื้นที่ อย่างเมืองคูวาหติซึ่งอยู่ทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ในรัฐอัสสัมและเป็นศูนย์กลางการบิน แล้วเขาก็ต้องการส่งเสริมการท่องเที่ยวทาง พุทธศาสนาที่เรียกว่า บุดดิสท์ เซอร์กิต ทัวริซึ่ม (Buddhist circuit tourism) นะครับ ขณะนี้ก็อยู่ระหว่างการหารือกัน แล้วก็ขอให้สายการบินของไทยได้พิจารณาในการเปิด เที่ยวบินตรงจากกรุงเทพฯ ไปยังคูวาหติซึ่งอยู่ทางรัฐอัสสัมเป็นรัฐใหญ่ที่สุดของ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือของเขา เช่นกันเขาก็ขอให้เปิดเที่ยวบินตรง เช่น จากอินเดีย เข้ามายังเมืองสําคัญของเรา แทนที่จะเข้ามาที่กรุงเทพฯ เข้าไปที่เชียงใหม่ เข้าไปที่ภูเก็ต เป็นต้นนะครับ เพราะว่าปริมาณการเพิ่มของนักท่องเที่ยว ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ หวังอย่างยิ่งว่า เราจะสามารถทําตัวเลขทะลุ ๑ ล้านคนจากอินเดีย และจะก้าวสู่การเป็น นักท่องเที่ยวอันดับ ๒ รองจากจีนที่เข้ามาในประเทศไทยที่มีอัตราเติบโตอย่างสูงนะครับ พร้อมกันนั้นก็ส่งเสริมในเรื่องของการเดินทาง ดังนั้นท่านนายกรัฐมนตรีจึงได้เจรจากับ ท่านนายกรัฐมนตรีของอินเดียและก็เห็นพ้องต้องกันในการที่จะเร่งรัดการเปิดเส้นทาง อาเซียน ไฮเวย์ (ASEAN highway) ครับ นั่นก็คือการผ่านจากประเทศไทย ผ่านประเทศ พม่าแล้วไปอินเดีย ระยะทาง ๑,๓๖๐ กิโลเมตร โดยผ่านออกพม่าที่ทามูแล้วก็เข้าอินเดีย ที่กาเลย์ที่รัฐมณีปุระ ๑,๓๖๐ กิโลเมตร ดังนั้นรัฐมนตรีที่ได้รับมอบหมายให้เกี่ยวข้องของ ๓ ประเทศจะมีการประชุมกันเร็ว ๆ นี้ เพื่อเร่งรัดรวมทั้งภาคีที่ ๓ เช่น ธนาคารพัฒนาเอเชีย เป็นต้น และประเทศอื่นที่ต้องการ ที่จะสนับสนุนในเรื่องของสินเชื่อของการก่อสร้างถนนเชื่อมโยงระหว่างภูมิภาคเอเชีย ตะวันออกเฉียงใต้และเอเชียใต้ ซึ่งถือว่าเป็นยุทธศาสตร์หนึ่งของรัฐบาลชุดนี้ที่ต้องการ สร้างโลจิสติกส์ (Logistic) การค้า และในฐานะที่ผมได้รับมอบหมายให้เป็นประธาน กรรมการโลจิสติกส์การค้าก็ยังได้เพิ่มเติมในเรื่องของความร่วมมือของการพัฒนาการขนส่ง สินค้าในอ่าวเบงกอล ที่กล่าวเช่นนี้เพื่อตอบคําถามของท่านสมาชิกผู้มีเกียรติจากจังหวัด กาญจนบุรี ในเรื่องของประตูตะวันตก นั่นก็คือในเรื่องของท่าเรือน้ําลึกทวาย นิคม อุตสาหกรรมทวาย แล้วก็ไฮเวย์ระหว่างทวาย-กาญจนบุรี ขณะนี้เปิดเดินทางได้ ถนนลําลอง ที่เป็นลูกรังทําเสร็จ ภายในไม่เกิน ๓ ปีนี้ถนนไฮเวย์จากทวาย ๑๖๐ กิโลเมตรจากท่าเรือ น้ําลึกทวายมายังบ้านน้ําพุร้อน ตําบลบ้านเก่า อําเภอเมือง จังหวัดกาญจนบุรีนั้นก็จะ เปิดใช้งานได้ ท่าเรือน้ําลึกของทวายนั้นขนาด ๓๐๐ ล้านตัน ๒๐๐ ล้านตันสําหรับสินค้า ที่เป็นเบาด์ (Bound) ๑๐๐ ล้านตันสําหรับสินค้าที่เป็นคอนเทนเนอร์ (Container) ตรงนี้ จะเป็นศักยภาพใหม่ของประเทศไทยในการที่ทําให้ประเทศไทยนั้นได้กลายเป็น จุดยุทธศาสตร์ของเส้นทางการค้าโลก โดยร่นระยะเวลาของการเดินทาง ไม่ต้องผ่าน ช่องแคบมะละกาได้ถึงไม่น้อยกว่า ๓ วันครับ แล้วภายใน ๓ ปีนี้ท่านจะได้เห็นภูมิทัศน์ของ ประเทศไทยจะเปลี่ยนไป ภาคตะวันตกซึ่งเคยมีแต่เทือกเขาตะนาวศรีหรือตะบินทาร์ญี ก็จะเปิดกลายเป็นประตูใหม่ไม่ใช่เฉพาะประเทศไทย แต่เป็นเกตเวย์ (Gateway) ของอาเซียน และเป็นเกตเวย์ของเส้นทางการค้าของโลก นี่คือปรากฏการณ์ที่ ๔ ของโลก นอกจากมีคลองสุเอซ มีคลองปานามาและคลองคีลทางยุโรปเหนือ นี่คือไลน์คาแนล (Li Canal) หรือว่าคลองบกที่เป็นแลนด์บริดจ์ (Land bridge) นะครับ ภายใต้การขับเคลื่อน ต้องขอบคุณทุกฝ่ายทุกท่านนะครับ ที่ได้ดําเนินการสนับสนุนในเรื่องนี้ และที่สําคัญคือ บริษัทของไทยได้สัมปทานแต่ผู้เดียว นี่คือสิ่งที่สําคัญมาก แล้วรัฐบาลพม่าเมื่อวันที่ ๒๙ มกราคมที่ผ่านมาก็ได้ออกกฎหมายประกาศเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษเรียบร้อยครับ วันนี้เราได้เดินหน้าในเรื่องนี้อย่างรวดเร็วนะครับ เพราะในเรื่องของการพัฒนาในเรื่องของ โลจิสติกส์ก็หวังว่านอกจากทวาย-กาญจนบุรีแล้ว อ่าวเบงกอลจะเป็นเป้าหมายการค้าของเรา ๑,๔๐๐ ล้านคน ซึ่งมีเส้นทางการขนส่งทางบกที่ไม่ค่อยจะดีเท่าไรครับ ไม่ว่าจะเป็น ฝั่งตะวันตกของประเทศไทย ประเทศพม่า ประเทศบังคลาเทศ ประเทศอินเดีย ประเทศ ศรีลังกา รัฐอาเจะ แล้วก็รัฐปีนัง เพราะฉะนั้นผมก็ได้พยายามหมดแล้วครับ ได้ไปทั้ง ประเทศบังคลาเทศ ไปประเทศพม่าหลายรอบ ไปประเทศอินเดีย ๔ รอบครับ แล้วก็ไป ประเทศศรีลังกาแล้วก็ไปประเทศอินโดนีเซีย แล้วก็ในส่วนของรัฐปีนังมันจะเป็นลูป (Loupe) ใหญ่ แต่ตรงนี้เราได้ผลักดันขนาดนี้ขับเคลื่อนให้ระนองจะเป็นจุดยุทธศาสตร์ เรียกว่าเป็นริเจอนัล ซีพอร์ท (Ri journal Seaport) นะครับสําหรับการเป็นศูนย์กลาง การขนส่งและกระจายสินค้าในอ่าวเบงกอลเพื่อที่จะเจาะเข้าสู่ตลาด ๑,๔๐๐ ล้านคน ตรงนี้ ก็ได้มีคณะทํางานในการขับเคลื่อนเพื่อเจรจากับท่าเรือที่ย่างกุ้ง ท่าเรือที่จิตะกองของ ประเทศบังคลาเทศ ท่าเรือที่กัลกัตตา ท่าเรือที่เจนไนของประเทศอินเดีย ท่าเรือที่คอมโบ ซึ่งไปมาแล้วนะครับของประเทศศรีลังกา แล้วก็ท่าเรืออาเจะที่สุมาตราและท่าเรือปีนัง ที่บัตเตอร์เวอร์ธนะครับ เพราะฉะนั้นตรงนี้ก็จะเป็นอีกส่วนหนึ่งที่เราขับเคลื่อนทางด้าน ตะวันตกเพื่อใช้ประโยชน์จากกรอบเจรจาการค้าไทย-อินเดีย

สุดท้ายที่อยากจะเรียนก็คือในเรื่องของซีแอล ประเด็นนี้คงเป็นเรื่องที่ต้อง ดําเนินการอย่างระมัดระวังภายใต้ระบบทรัพย์สินทางปัญญา และภายใต้ความร่วมมือ ทวิภาคีระหว่างประเทศไทยกับประเทศอินเดีย ซึ่งต้องเรียนว่าในการประชุมนานาชาติ ว่าด้วยเศรษฐกิจสร้างสรรค์นะครับ เราได้มีความร่วมมือในเรื่องของแพทย์แผนไทย สมุนไพรไทย กับทางประเทศอินเดีย และรวมถึงความร่วมมือระหว่างกระทรวงสาธารณสุข ของเราแล้วก็ทางรัฐบาลอินเดียในเรื่องนี้ ก็เป็นเรื่องที่ปัจจุบันนั้นยาหลายชนิดที่เรานําเข้า จากประเทศอินเดียซึ่งมีราคาที่ทําให้การเข้าถึงของยาราคาถูกสําหรับคนจนของเรานั้น ก็ได้ประโยชน์ในส่วนนี้ เพราะฉะนั้นในเรื่องของกรอบการเจรจาทั้งหลายแหล่เหล่านี้ครับ ที่ได้นําเสนอใน ๑๐ กรอบนั้นก็เป็นประเด็นที่อยากจะเรียนว่ารัฐบาลได้รับฟังข้อสังเกต ข้อเสนอแนะของท่านสมาชิกรัฐสภาด้วยความใส่ใจยิ่งครับ และได้จดบันทึกไว้เพื่อให้ ในการเจรจาจากนี้ไป ถ้าหากว่าทางรัฐสภาได้ให้ความเห็นชอบก็จะดําเนินการให้เกิด ประโยชน์สูงสุด แล้วก็พยายามที่จะให้เรานั้นได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ซึ่งในประเด็นที่ท่านห่วงใยเรื่องผลกระทบก็ได้มีกองทุนเอฟทีเอของกระทรวงพาณิชย์ ภายใต้ กรมการค้าต่างประเทศ แล้วพร้อมกันนั้นก็มีกองทุนที่อยู่ภายใต้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ที่เป็นกองทุนปรับโครงสร้างการผลิตภาคเกษตร ทั้ง ๒ กองทุนนั้นก็ได้ใช้เงินไปจํานวนมาก ในการที่จะสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับสาขาหรือว่าภาคการผลิตที่ได้รับ ผลกระทบ ทั้งภาคเกษตร ภาคอุตสาหกรรม และภาคบริการ ขณะเดียวกันในเรื่องของ ประเด็นที่ถามเรื่องวรรคห้า ของมาตรา ๑๙๐ เกี่ยวกับเรื่องของกฎหมายในการกําหนด ขั้นตอนต่าง ๆ นั้นก็อยู่ระหว่างดําเนินการ แล้วก็ประเด็นที่ผมพยายามที่จะตอบท่านสมาชิก ทุกท่าน เพราะเห็นว่าในเรื่องของอินเดียนี้เป็นตัวอย่างของการที่เราเริ่มตกลงจากความตกลง ที่จะให้มีเขตการค้าเสรีเอฟทีเอ ไทย-อินเดีย เมื่อปี ๒๕๔๖ แต่ว่าช่วงนั้นมันก็ไปได้เพียงแค่ นิดเดียวครับ เฉพาะแค่ตัวสินค้า ยังไม่ได้สามารถมาตกลงเรื่องบริการหรือการลงทุน หรือความร่วมมือทางเศรษฐกิจอื่น ๆ ไปได้แต่ ๘๒ รายการ แต่ ๘๒ รายการนี้ก็ทําให้เรา พยายามให้เป็นเหมือนกับการยึดหัวหาด แล้วก็เมื่อประเทศอินเดียนี้ต้องการหันหัวมาสู่ การเจรจาเอฟทีเอ อาเซียน-อินเดีย ให้จบก่อน เพราะเขาเห็นว่าหลังจากเราเปิดไปได้ ระยะเดียวนี้ตัวเลขการที่เขาขาดดุลกับเรานี้มันขยายมากขึ้นครับ เขาเสียเปรียบเรามากขึ้น เขาก็ค่อนข้างตกใจ เพราะฉะนั้นก็เลยขอหยุดมาเจรจาแบบรวมหมู่ ก็คือตกลงอาเซียน แล้วก็ประเทศอินเดีย เมื่อตกลงได้ แล้วก็เริ่มมีผล ๑ มกราคม ปี ๒๕๕๓ นี้ที่มีการลดภาษี จํานวนมากแล้วนี้ หลังจากนั้นแล้วจึงเริ่มมาเจรจาทวิภาคี ที่เรียนอย่างนี้เพื่อให้เกิดความ เข้าใจตรงกันว่า ในการเจรจาทวิภาคีนี้หลายคนสงสัยว่าทําไมต้องเจรจาทวิภาคีอีก ในเมื่อ มีการตกลงเอฟทีเอ อาเซียน-อินเดีย อยู่แล้ว หลักอย่างนี้ครับ การทําความตกลงเอฟทีเอ สินค้าบริการหรือว่าการลงทุนและความร่วมมือทางเศรษฐกิจอย่างอื่นทวิภาคีคือ ๒ ประเทศนี้มันจะต้องได้มากกว่าพหุภาคี และเหมือนกัน พหุภาคีก็ต้องได้มากกว่าที่เป็น มัลติ รีสทอร์ (Multi restore) ที่เราทําในระดับดับบลิวทีโอ นี่คือหลักครับ เพราะฉะนั้น ยุทธศาสตร์ของการค้าระหว่างประเทศจําเป็นจะต้องใช้การเจรจาการทําเอฟทีเอเป็น เครื่องมือในการให้เราได้ประโยชน์ ผมเรียนท่านสมาชิกว่าสินค้าหลายตัวของเราที่เราต้อง แข่งกับบางประเทศที่เขาได้ทําเอฟทีเอไปแล้วกับประเทศอินเดียนี้ภาษีเป็น ๐ แต่เรามีภาษี ๑๐ เปอร์เซ็นต์ ๒๐ เปอร์เซ็นต์ คนที่ทําธุรกิจระหว่างประเทศนําเข้าส่งออกย่อมรู้ดีว่าเราไม่ สามารถแข่งขันได้อีกเลย เพราะฉะนั้นจึงจําเป็นจะต้องเร่งดําเนินการเรื่องนี้เมื่อตกลงแล้ว เราก็เป็นภาษีเท่ากับ ๐ อย่างนี้หมัดหนักเท่า ๆ กัน แต่วันนี้เราก็เสียเปรียบ แต่เราก็อยู่ ในกลุ่มประเทศต้น ๆ ไม่ถึง ๑๐ ประเทศที่ได้ทําความตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศ อินเดีย ยังมีอีก ๒๐๐ ประเทศที่ยังไม่ได้ทํา นั่นคือความได้เปรียบที่เราจะมี แต่แน่นอนที่สุด ผมอยากจะสรุปว่าในประเด็นต่าง ๆ ที่ท่านได้กรุณาสอบถามมาก็จะนําประเด็นเหล่านี้เป็นข้อมูล ข้อคิดเห็นไปสู่การเจรจาที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อประเทศไทยต่อไป ขอบพระคุณครับ