เจตน์ ศิรธรานนท์ หารือเรื่องความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย โดยเน้นย้ำถึงความสำคัญของการเจรจาการค้าเพื่อเพิ่มรายได้และดุลการค้า โดยเฉพาะการค้าสินค้าและบริการ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปกป้องเกษตรกรและอุตสาหกรรมในประเทศ รวมถึงการแก้ไขปัญหาอัตราภาษีของรัฐในประเทศอินเดีย และราคายาที่มีราคาแพง เพื่อไม่ให้อัตราภาษีนำเข้ากระทบอุตสาหกรรมและเกษตรกรรมในประเทศไทย
กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผม นายเจตน์ ศิรธรานนท์ สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ในกรอบการเจรจาความตกลงเขตการค้าเสรีไทย-อินเดีย ในวันนี้ที่เรา จะรับรอง ก็คงไม่ใช่ปัญหาของพวกเราทุกคนที่จะรับรองในวันนี้ ก็เนื่องจากผมขอเรียกสั้น ๆ ว่าเอฟทีเอนะครับ เรื่องนี้ได้ดําเนินการมาตั้งแต่วันที่ ๙ ตุลาคม ๒๕๔๖ แล้วก็มีการปรับปรุง รายการสินค้าเปิดเสรีส่วนแรก หรือเออร์ลี่ ฮาร์วิสท์ สคีม (Early Harvest Scheme) หรือ อีเอชเอส (EHS) ซึ่งมีกําหนดไว้ ๘๒ รายการ แล้วสาระสําคัญของกรอบการเจรจาในวันนี้ ก็ครอบคลุมอยู่ ๑๐ ประเด็น ซึ่งมันก็มีมากมายก็คงไม่ต้องอภิปรายในที่นี้ ยกเว้นในบางประเด็น ที่เหมือนกับฉายหนังซ้ําเพราะว่าในเรื่องของเอฟทีเอเราได้ทําเอฟทีเอกับประเทศจีนไปแล้ว กับประเทศออสเตรเลีย ประเทศนิวซีแลนด์ซึ่งเป็นประเทศใหญ่ ๆ ไปแล้ว แล้วก็คงหนีไม่พ้น ที่เราจะต้องทํากับประเทศอินเดีย ซึ่งเป็นประเทศที่มีประชากรอยู่ถึง ๑,๑๐๐ กว่าล้านคน แล้วก็มีผู้บริโภคระดับกลางถึงระดับสูงอีก ๓๕๐ ล้านคน ซึ่งเป็นตลาดใหญ่ ในขณะที่ ประเทศไทยนี้ โดยรัฐบาลเรามีแนวคิดเรื่องของจีดีพี (GDP) ทําอย่างไรที่จะทําให้จีดีพีนี้ เติบโตขึ้นมาก ๆ ทุกปี ยิ่งมากยิ่งทําให้งบประมาณมีมาก แล้วรายได้มากก็ทําให้งบประมาณ มีมากสามารถไปบริหารจัดการพัฒนาประเทศได้ เราไม่เคยคิดเรื่องจีเอ็นพี (GNP) หรือว่า ดัชนีของความสุขเหมือนกับประเทศภูฏาน แน่นอนครับเราคงไม่เปลี่ยนเราคงจะยึดจีดีพี ต่อไป ทีนี้เมื่อเรายึดจีดีพีแล้ว เราก็ต้องดูว่าจะทําอย่างไรที่จะเป็นประโยชน์ต่อประเทศไทย ทําอย่างไรที่จะมีรายได้ให้เข้าประเทศ ใน ๑๐ ประเด็นที่ครอบคลุมที่อยู่ในสาระสําคัญ ของกรอบการเจรจา ในคราวนี้มันมีในบางประเด็นที่ผมอยากจะยกมาให้เห็น มาตรการ ปกป้องและมาตรการเยียวยาด้านการค้าให้มีทั้ง ๒ ฝ่าย ท่านประธานครับ เรื่องนี้มันเหมือนฉายหนังซ้ํา ไม่ว่าจะทําเอฟทีเอกับใครก็ตามก็มีการ อภิปรายในสภาแห่งนี้ ผมก็นั่งฟังมาซ้ําซากว่าเราจะปกป้องเกษตรกรเรา หรืออุตสาหกรรม ในประเทศอย่างไร ไม่ให้ได้รับผลกระทบหรือให้ได้รับผลกระทบน้อยที่สุด ท่านประธานครับ ผมอยากจะฝากท่านประธานผ่านถึงท่านรัฐมนตรี ถึงคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง ท่านทํา รูปแบบที่ชัดเจนประกอบเข้ามาในเอกสารให้เราเห็นชัด ๆ นะครับให้เห็นเป็นรูปธรรมว่า ท่านจะมีมาตรการปกป้องเกษตรกรซึ่งเป็นประชาชนส่วนใหญ่ในประเทศ ท่านจะปกป้อง อุตสาหกรรมท้องถิ่นหรืออุตสาหกรรมในประเทศรายย่อย ซึ่งไม่ใช่อุตสาหกรรมข้ามชาติ อย่างไร ท่านทํารูปแบบตรงนี้ให้ชัดเจนขึ้นได้ไหมครับ จะได้ไม่มีคําถามซ้ําซากแล้วก็วนเวียน อยู่อย่างนี้ไม่ว่าจะทําเอฟทีเอกับใครก็ตาม แล้วแต่ละท่านก็เข้ามาอภิปรายก็อยู่ในประเด็นนี้ ก็หนีไม่พ้น ผมว่ามันทําให้เสียเวลาของสภาเราค่อนข้างมาก มากจนเกินไปนะครับ
แล้วอีกเรื่องหนึ่งก็คือเรื่องของการค้าสินค้า แน่นอนครับในเรื่องกฎว่าด้วย ถิ่นกําเนิดสินค้าและการค้าสินค้าเป็นเรื่องของแนวทาง เรื่องของหลักการที่เราจะต้องทํา อยู่แล้ว ประเทศอินเดียเป็นประเทศที่มีระดับอัตราภาษีศุลกากรสูง มีมาตรการกีดกัน และกฎระเบียบที่ซับซ้อน ตรงนี้คือปัญหาและอุปสรรคในการทํางานของฝ่ายบริหารที่จะไป ติดต่อตกลงที่จะเจรจาเรื่องเอฟทีเอกัน มันเป็นเรื่องที่ยาก แต่ว่าถ้าหากว่าสามารถทําได้ มันก็จะสามารถเปิดตลาดของประเทศไทย เราก็จะมีรายได้หรือได้เปรียบดุลการค้า ซึ่งเรา ได้เปรียบดุลการค้าในปี ๒๕๕๒ อยู่ ๑,๕๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐก็ถือว่ายังไม่เยอะ แต่ว่า ในอัตราการเติบโตที่มากขึ้น ปีหนึ่งก็ประมาณ ๒๑-๒๒ เปอร์เซ็นต์ต่อปี ถือว่าค่อนข้างมาก แล้วอันนี้ก็จะตรงกับทิศทางหรือแนวทางของรัฐบาลไทยที่ต้องการเพิ่มจีดีพี เพราะฉะนั้น เป็นความจําเป็น ทีนี้การเจรจาการค้าตรงนี้ผมคิดว่ามันก็เป็นสิ่งที่ควรจะเดินหน้าต่อไป โดยเฉพาะทางด้านหลาย ๆ ด้านที่เราค่อนข้างจะสามารถเปิดตลาดได้อย่างดี ท่านประธาน เคยได้ข่าวว่ามีคนประเทศอินเดีย มีเศรษฐีประเทศอินเดียมาจัดงานแต่งงานที่จังหวัด เชียงใหม่ แล้วก็ได้เงินเป็นระดับ ๑๐๐ ล้านบาทในแต่ละรายไหมครับ ตรงนี้มันเป็นการ เปิดตลาดรายได้ที่เข้าประเทศจากการท่องเที่ยวหรือว่าเปิดตลาดทางด้านบริการ ซึ่งผมคิดว่า อันนี้คือตัวอย่างอย่างหนึ่งที่ถ้าหากว่าผู้บริหารใส่ใจ ผู้บริหารเห็นความสําคัญ ตรงนี้ผมว่า ก็สามารถที่จะทําให้รายได้เข้าประเทศได้อย่างมาก ผมมีข้อสังเกตอยู่ ๓ ประการครับ ท่านประธานครับ
ประการแรก ผมอยากจะฝากถึงรัฐบาลถึงท่านรัฐมนตรีที่นั่งอยู่ในที่นี้นะครับ ข้อแรกนะครับ ประเทศอินเดียมีรัฐอยู่ทั้งหมด ๒๘ รัฐ ท่านประธานทราบไหมครับว่า อัตราภาษีของรัฐแต่ละรัฐไม่เท่ากัน ตรงนี้ท่านมีข้อมูลแจ้งนักธุรกิจหรือไม่ ว่าแต่ละรัฐมี อัตราภาษีเป็นอย่างไร มีปัญหาเรื่องอัตราภาษีอย่างไร ในประเทศอินเดียบางรัฐเขาคิดภาษี นําเข้าจากราคาขายปลีก เมื่อคิดภาษีจากราคาขายปลีกนี้แน่นอนมันก็ต้องแพง ตรงนี้ทําให้ ราคานําเข้าจะแพงมาก ท่านบอกได้ไหมครับว่าท่านมีวิธีบริหารจัดการตรงนี้อย่างไร ใน ๒-๓ ประเด็น ที่ผมพูดไปแล้วส่วนใหญ่มันกระทบกับอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม
แต่ผมอยากมาถึงประการสุดท้ายเรื่องของการทําซีแอลยา มีบางท่านขออภัย ที่เอ่ยนาม ท่านเจริญได้พูดในเรื่องนี้ไปแล้ว แต่ผมอยากชี้ให้เห็นนะครับท่านประธาน ประเทศอินเดียนี้มีวัตถุดิบเรื่องของยาที่ราคาถูก เราสามารถนําวัตถุดิบตรงนี้มาผสมยา ในประเทศก็ทําให้ต้นทุนการผลิตต่ํา เมื่อต้นทุนการผลิตต่ํายาที่ขายก็ถูก แล้วเราสามารถ ทําซีแอลยาหลายชนิด เช่นยารักษาโรคเอดส์ (Aids) ตรงนี้มันก็มีปัญหาว่าที่ประเทศอินเดีย เขาสามารถมีลิขสิทธิ์มีวัตถุดิบในการผลิตยาได้ แล้วเราก็ซื้อตรงนั้นมาทําได้ แต่ว่าปัญหา ที่จะเกิดขึ้น แล้วผมอยากจะเรียนถามท่านรัฐมนตรีผ่านท่านประธานก็คือว่าประเทศอินเดีย ได้ทําเอฟทีเอกับอียู เมื่อทําเอฟทีเอกับอียูแล้ว เรื่องของวัตถุดิบของยาหรือเรื่องของยา แม้กระทั่งที่เรานําเข้ายาที่ผลิตสําเร็จรูปแล้วก็ยังราคาถูก อียูเขาจะเข้มงวดตรงนี้ ค่อนข้างมาก ดังนั้นสิ่งที่เป็นต้นทุนที่ราคาถูกของประเทศอินเดียที่เราเคยได้จากการติดต่อ ซื้อขายกับประเทศอินเดียมันก็จะเปลี่ยนไป ตรงนี้ผมอยากจะฝากคําถามว่าแล้วตรงนี้ มีผลกระทบเรื่องยาตรงนี้อย่างไร เพราะว่ามันเป็นปัญหาของบ้านเรา ในปัจจุบันนี้เรามี ยานําเข้าที่ราคาค่อนข้างแพง ยกตัวอย่างเช่น ยาพลาวิกซ์ (Plavix) ป้องกันลิ่มเลือด ป้องกัน การก่อตัวเป็นลิ่มในผู้ป่วยโรคหัวใจ ท่านประธานครับ ผู้ป่วยต้องทานทุกวัน วันละ ๑ เม็ด ในกรณีที่เส้นเลือดหัวใจตีบ ท่านประธานทราบไหมครับว่าเม็ดหนึ่งเราจะหาซื้อได้เท่าไร ๑ เม็ด ราคา ๘๔ บาท ท่านจะซื้อที่ไหน ท่านจะซื้ออย่างไร ท่านจะซื้อวิธีไหน ราคาก็ ๘๔ บาท มันเป็นเทคนิคการตลาด ท่านไม่สามารถที่จะหาซื้อได้ในราคาที่ถูกกว่านี้ มันเป็น กลไกแล้วมันเป็นวิธีการที่ชาญฉลาด ในราคา ๘๔ บาทนี้ผมไม่ทราบหรอกครับว่าเขากําไร เท่าไร แต่เท่าที่ทราบกําไรมหาศาล แต่ในขณะเดียวกันเราก็มียาที่นําเข้าวัตถุดิบจาก ประเทศแคนาดา เราก็มียาที่องค์การเภสัชกรรมผลิตขึ้นด้วยกระบวนการที่เราทําถูกกฎหมาย ด้วยวิธีการที่ดี ตรงนั้นทําให้เราสามารถผลิตยาได้ในราคาถูก ถูกกว่าครึ่งหนึ่งอีก แล้วมันเป็น ผลดีอันมหาศาลคุณอนันต์ที่เกิดขึ้นกับประชาชนคนไทยที่เจ็บป่วยเป็นโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ ตรงนี้สามารถใช้ยาในราคาที่ถูกจากองค์การเภสัชกรรมได้ แต่ว่ายาราคาแพงก็ยังมีอยู่ เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ามันมีกลไกที่แก้ไขเรื่องแบบนี้ มันก็จะทําให้ยาต่าง ๆ นี้ราคาถูกลง แล้วเราก็สามารถที่จะให้ประชาชนคนไทยใช้ที่ดีในราคาที่ถูกได้ในที่สุด ผมก็ขอฝากในส่วนที่ เกี่ยวข้องในเรื่องของยา ฝากท่านประธานถึงท่านรัฐมนตรีครับ ขอบพระคุณครับ