รัฐสภา · ครั้งที่ ๕ · ๑๙ เมษายน ๒๕๕๔

อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความตกลงทางการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซีย โดยเน้นย้ำถึงการสร้างความร่วมมือทางการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ และเสนอให้รัฐสภาอนุมัติความตกลงการค้าระหว่างทั้งสองประเทศ โดยเน้นย้ำถึงผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับจากการขยายการค้าในอินโดนีเซีย

นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์

ท่านประธานรัฐสภา ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติ กระผม นายอลงกรณ์ พลบุตร รัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงพาณิชย์ ในนามคณะรัฐมนตรี ขอเสนอรัฐสภาเพื่อให้ความเห็นชอบความตกลง ทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยและรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย และเห็นชอบให้รัฐบาลลงนามในความตกลงทางการค้าระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย และรัฐบาลแห่งสาธารณรัฐอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับความเห็นชอบจากคณะรัฐมนตรีเมื่อวันที่ ๑ มีนาคม ๒๕๕๔ และใคร่ขอชี้แจงความเป็นมาและสาระสําคัญของความตกลงทางการค้า ระหว่างไทย-อินโดนีเซีย ซึ่งมีสารัตถะสรุปได้ดังนี้

เมื่อวันที่ ๒-๓ มกราคม ๒๕๔๐ ผู้นําไทยในขณะนั้นคือท่านนายกรัฐมนตรี พลเอก ชวลิต ยงใจยุทธ ได้เยือนประเทศอินโดนีเซียอย่างเป็นทางการ และเห็นพ้องกับ ผู้นําประเทศอินโดนีเซียที่จะจัดทําความตกลงทางการค้าที่เรียกว่า เทรด อะกรีเมนท์ (Trade agreement) ระหว่างกัน เมื่อวันที่ ๑๘ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๑ ฝ่ายไทยได้เสนอ ร่างความตกลงทางการค้าให้ประเทศอินโดนีเซียพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมาธิการร่วม ว่าด้วยความร่วมมือทวิภาคีไทย-อินโดนีเซีย ที่เรียกว่า เจซี (JC) ครั้งที่ ๓ ณ ประเทศ อินโดนีเซีย และทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นเพื่อจัดทําความตกลงดังกล่าว อีกหลายครั้ง จนกระทั่งเมื่อเดือนธันวาคม ๒๕๔๘ ในการเยือนประเทศไทย ของประธานาธิบดีอินโดนีเซีย ผู้นําของทั้ง ๒ ประเทศได้เห็นชอบให้เร่งสรุปการเจรจา จัดทําความตกลงดังกล่าว ซึ่งประเทศไทยได้เป็นเจ้าภาพจัดการประชุมหารือ ๒ ฝ่าย ระดับเจ้าหน้าที่ระดับสูงไทย-อินโดนีเซีย ครั้งที่ ๑ เมื่อวันที่ ๒๗ ถึงวันที่ ๒๘ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๔๙ และยกร่างความตกลงโดยทั้ง ๒ ฝ่ายเห็นชอบในหลักการว่า เนื่องจากสถานการณ์ต่าง ๆ ได้เปลี่ยนแปลงไปจึงควรยกร่างความตกลงใหม่ โดยยึดตาม กรอบความร่วมมือในลักษณะสแตรทีจิก พาร์ทเนอร์ชิพ (Strategic partnership) โดยทั้ง ๒ ฝ่ายสามารถสรุปการเจรจาในสาระสําคัญเป็นร่างสุดท้าย ต่อมาในการเยือน ประเทศอินโดนีเซียก่อนเป็นทางการของนายกรัฐมนตรีนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ระหว่าง วันที่ ๒๑ ถึงวันที่ ๒๒ เดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ทั้ง ๒ ประเทศเห็นพ้องที่จะกระชับ ความร่วมมือทางการค้ามากขึ้นและจะเร่งรัดพิจารณาร่างความตกลงทางการค้า ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายสามารถสรุปสาระสําคัญของร่างความตกลงได้ในปลายปี ๒๕๕๓

สําหรับสาระสําคัญของความตกลง

๑. ประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซียจะให้มีการปฏิบัติเยี่ยงชาติที่ได้รับ ความอนุเคราะห์ยิ่ง หรือที่เรียกว่า เอ็มเอฟเอ็น โมสท์ เฟเวอร์ เนชัน ทรีตเมนท์ (MFN Most Favored Nation Treatment) แก่อีกฝ่ายหนึ่ง โดยให้เป็นไปตามหลักการและ กฎเกณฑ์ขององค์การการค้าโลก

๒. การคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา โดยประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซีย จะให้ความคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญาของอีกฝ่ายหนึ่งตามหลักเกณฑ์ของความตกลง ว่าด้วยสิทธิในทรัพย์สินทางปัญญาที่เกี่ยวกับการค้า ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของความตกลง รอบอุรุกวัย

๓. ตกลงที่จะดําเนินการต่าง ๆ ในการส่งเสริมการจัดกิจกรรมทางการค้า และเศรษฐกิจ และการอํานวยความสะดวกทางการค้าเพื่อขยายและพัฒนาการค้าระหว่าง ๒ ประเทศ

๔. สามารถใช้มาตรการปกป้องที่เรียกว่า เซฟการ์ด เมเชอร์ส (Safeguard measures) ในลักษณะที่ไม่เลือกปฏิบัติและใช้เพื่อวัตถุประสงค์ตามที่ได้ตกลงกันเท่านั้น เช่น เพื่อสุขอนามัยของคน พืช สัตว์ และเพื่อป้องกันสมบัติหรือวัตถุโบราณของชาติ เป็นต้น

๕. การจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้าที่เรียกว่า จอยท์ เทรด คอมมิทที (Joint Trade Committee) หรือเจทีซี (JTC) ระหว่างประเทศไทย-อินโดนีเซีย ทั้ง ๒ ประเทศร่วมการจัดตั้งคณะกรรมการร่วมทางการค้าระดับรัฐมนตรี โดยมี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทยและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม และการค้าของประเทศอินโดนีเซียเป็นประธานร่วม หน้าที่ของเจทีซีรวมถึงการทบทวน พิจารณาดําเนินการตามความตกลงทางการค้า หามาตรการป้องกัน หรือแก้ไขปัญหา ที่อาจเกิดขึ้นจากการดําเนินการตามความตกลง และหามาตรการในการขยายการค้าที่เป็น ประโยชน์แก่ทั้ง ๒ ประเทศ

๖. การระงับข้อพิพาท ถ้ามีข้อพิพาทเกิดขึ้นจากการดําเนินการตาม ความตกลง หรือเกี่ยวข้องกับการดําเนินการทั้ง ๒ ประเทศจะดําเนินการระงับข้อพิพาท อย่างฉันท์มิตรผ่านทางการหารือหรือเจรจาตกลงกัน

๗. หน่วยงานที่จะดูแลรับผิดชอบความตกลง รวมทั้งการดําเนินการตาม ความตกลงคือกระทรวงพาณิชย์ของประเทศไทย และกระทรวงอุตสาหกรรม และการค้า ของประเทศอินโดนีเซีย

๘. การมีผลบังคับใช้ จะมีผลบังคับใช้เป็นระยะเวลา ๓ ปี และจะได้รับการ ต่ออายุออกไปโดยอัตโนมัติในช่วงเวลาที่เท่าเทียมกัน เว้นแต่หลังความตกลงมีผลบังคับ ใช้ไปแล้ว ๓ ปีแรก ภาคีคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดแจ้งให้อีกฝ่ายหนึ่งทราบเป็นลายลักษณ์อักษร ถึงเจตนาที่จะยกเลิกความตกลงไม่น้อยกว่า ๑๒ เดือนก่อนความตกลงหมดอายุ

สําหรับผลประโยชน์ที่ประเทศไทยจะได้รับนั้นจะเป็นการเพิ่มโอกาสขยาย มูลค่าการค้าของประเทศไทย เนื่องจากประเทศอินโดนีเซียเป็นตลาดที่ใหญ่ และใหญ่ที่สุด ในภูมิภาคของอาเซียน โดยมีประชากรประมาณ ๒๔๐ ล้านคน หรือประมาณครึ่งหนึ่ง ของตลาดอาเซียน ประกอบกับประชาชนที่มีฐานะดีมีประมาณร้อยละ ๑๐ ของประชากร ทั้งหมด มีกําลังซื้อสูงมาก

อนึ่ง ในปัจจุบันประเทศอินโดนีเซียเป็นคู่ค้าลําดับที่ ๓ ของประเทศไทย ในอาเซียนรองจากประเทศสิงคโปร์และประเทศมาเลเซีย และเป็นคู่ค้าลําดับที่ ๑๕ ของโลก ในขณะที่ประเทศไทยเป็นตลาดส่งออกและตลาดนําเข้าอันดับ ๓ และอันดับ ๔ ของ ประเทศอินโดนีเซียตามลําดับ โดยในปี ๒๕๕๓ การค้าระหว่างกันมีมูลค่า ๑๓,๐๐๐ ล้านเหรียญสหรัฐ หรือประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ ๕๔ เมื่อเทียบกับ ปี ๒๕๕๒ ประเทศอินโดนีเซียอยู่ระหว่างการพัฒนาทางเศรษฐกิจและมีอัตราการขยายตัว ทางเศรษฐกิจอยู่ในระดับสูง จึงมีความต้องการสินค้าโดยเฉพาะสินค้าทุนและสินค้าอุปโภค บริโภค ซึ่งสินค้าประเทศไทยที่มีศักยภาพในการแข่งขันในตลาดอินโดนีเซียได้แก่ ข้าว และน้ําตาล ถือเป็นสินค้าที่มีศักยภาพสูงของประเทศไทย รวมทั้งสินค้าอาหารทุกประเภท โดยเฉพาะผลไม้ไทย เช่น ทุเรียน ลําไย ลิ้นจี่ มะม่วง ส้มโอ ฝรั่ง และชมพู่ เนื่องจากผลไม้ไทย บางชนิดไม่สามารถปลูกได้ในประเทศอินโดนีเซีย หรือมีรสชาติแตกต่างจากผลไม้พื้นเมือง ของประเทศอินโดนีเซีย อาหารสําเร็จรูปเป็นอีกสินค้าหนึ่งที่มีศักยภาพ เช่น เครื่องปรุงรส อาหารกระป๋อง ปลากระป๋อง ผลไม้กระป๋อง น้ําผลไม้ ของขบเคี้ยว บะหมี่กึ่งสําเร็จ เป็นต้น ซึ่งสินค้าของไทยในความรู้สึกของชาวอินโดนีเซียจะเป็นสินค้าที่มีคุณภาพที่ดี โดยเป็น การกระชับความสัมพันธ์ทางการค้าระหว่างกันให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น อีกทั้งยังเป็นการสร้าง เวทีการเจรจาทวิภาคีที่เป็นรูปธรรมในการพัฒนาความร่วมมือทางการค้าและลดอุปสรรค ทางการค้าระหว่างกัน ซึ่งจะเป็นประโยชน์ต่อภาครัฐและเอกชนของทั้ง ๒ ประเทศ หากได้รับความเห็นชอบในการทําความตกลงการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซีย และเพื่อให้ รัฐบาลสามารถลงนามความตกลงทางการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซีย และให้ความตกลง ฉบับนี้มีผลบังคับใช้ และเพื่อให้เป็นไปตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสามของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย กระผมในนามของคณะรัฐมนตรีจึงขอเสนอให้รัฐสภาได้โปรด พิจารณาให้ความเห็นชอบความตกลงทางการค้าไทย-อินโดนีเซีย และให้ความเห็นชอบ การลงนามการตกลงทางการค้าไทย-อินโดนีเซีย ขอบพระคุณครับ