อลงกรณ์ พลบุตร หารือเรื่องความตกลงทางการค้าไทย-อินโดนีเซีย และเสนอแนวทางในการส่งออกสินค้าฮาลาล โดยความร่วมมือกับประเทศที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของตราสินค้า เพื่อรองรับต่อความต้องการของโลกในเรื่องของความมั่นคงอาหาร และสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษในภาคใต้ของประเทศไทยเพื่อฐานการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมฮาลาล
สั้น ๆ ครับ ท่านประธานครับ มีประเด็นที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลที่ใคร่ขออนุญาตท่านประธานได้ตอบ สมาชิกเกี่ยวกับว่าการเสียโอกาสภายใต้รัฐบาลนี้ในเรื่องการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซีย หรือว่าการส่งเสริมการส่งออกสินค้าผลไม้หรือว่าอุตสาหกรรมสินค้าฮาลาลนั้น ความจริง เพื่อให้เกิดความเข้าใจที่ตรงกันนะครับ การที่รัฐบาลได้มีธงอย่างชัดเจนในการที่จะเร่งกระชับ และทําความจริงให้ปรากฏด้วยการทําให้ความตกลงการค้าไทย-อินโดนีเซียนั้นเกิดขึ้น โดยเร็วที่สุดนั้น หลังจากที่พยายามดําเนินการมาตั้งแต่ปี ๒๕๔๐ เราได้ผ่านเวลาเกือบ ๑๕ ปี ๑๐ กว่าปีที่เราเสียเวลาไปจริง ๆ แต่ว่าหลังจากการเยือนประเทศอินโดนีเซียอย่างเป็น ทางการของท่านนายกรัฐมนตรีในปี ๒๕๕๒ ในฐานะเป็นประธานอาเซียนด้วย และในเดือน ถัดมาคือเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ จึงได้มีการส่งร่างความตกลงอย่างเป็นทางการจากประเทศ ไทยไป ก่อนหน้านี้ไม่เคยมีครับ ดังนั้นจากร่างความตกลงเป็นทางการในเรื่องความตกลง ทางการค้าไทย-อินโดนีเซียจึงได้มีการแลกเปลี่ยน เพราะว่าในร่างฉบับแรกนั้นทางประเทศ อินโดนีเซียก็ต้องขอแก้ไข แก้กันไปแก้กันมา ไม่ใช่หมายความว่าก่อนหน้านี้มีความพร้อม นะครับ พร้อมแต่วาจา แต่ในทางปฏิบัติที่จะนํามาสู่การเป็นความตกลงทางการค้าระหว่าง ๒ ประเทศนั้นเพิ่งส่งร่างเป็นทางการในเดือนมีนาคม ๒๕๕๒ หลังจาก ฯพณฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ได้เดินทางไปเยือนเป็นทางการในเดือนกุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ จากนั้นเป็นเวลาถึง ขวบปีเศษที่ประเทศไทยและประเทศอินโดนีเซียได้แลกร่างความตกลงระหว่างกัน หลังสุด ที่ส่งมาคือวันที่ ๒๗ ธันวาคม ๒๕๕๓ ซึ่งเป็นเวลาเดียวกับคณะรัฐมนตรีได้เตรียมความพร้อม เพราะว่าในวันที่ ๗-๘ พฤษภาคมที่จะถึงนี้ คือเดือนหน้าจะเป็นปรากฏการณ์ประวัติศาสตร์ ระหว่างไทย-อินโดนีเซีย ที่ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี ท่านรัฐมนตรีการค้าของ ๒ ประเทศก็ดี จะได้รับฉันทานุมัติจากรัฐสภาในการไปลงนามความตกลงทางประวัติศาสตร์ระหว่าง ไทย-อินโดนีเซีย ซึ่งถือว่าเราเห็นพ้องต้องกัน ประเทศอินโดนีเซียนั้นเป็นพันธมิตรระดับ หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์ในทุกด้าน โดยเฉพาะด้านการค้าและความร่วมมือทางเศรษฐกิจ ดังนั้นจะเห็นว่าตัวเลขการค้าในปีที่ผ่านมาจึงพุ่งกระฉูดขึ้นไปกว่า ๕๔ เปอร์เซ็นต์ มากกว่า มูลค่าการส่งออกที่เพิ่มขึ้นเป็นประวัติการณ์ในการส่งออกปีที่แล้วที่เป็นอัตรารวม ของประเทศคือ ๒๘ เปอร์เซ็นต์ โดยเพิ่มถึง ๕๔ เปอร์เซ็นต์ นั่นสะท้อนให้เห็นว่า ความร่วมมือทางการค้า การขยายความร่วมมือทางการค้าทั้งภาครัฐ ภาคเอกชน ของ ๒ ประเทศนี้ได้เติบโตอย่างรวดเร็วภายใต้ความชัดเจนของความร่วมมือในระดับทวิภาคี และในกรอบของอาเซียน และที่สําคัญคือเราเป็นประเทศใหญ่ที่มีความสําคัญชั้นนํา ของอาเซียน ซึ่งมีความตกลงการค้าเสรีอาเซียนหรืออาฟตาและกําลังก้าวสู่การเป็น ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนหรือเออีซี (AEC) ในปี ๒๕๕๘
ส่วนประเด็นเกี่ยวกับเรื่องสกุลเงินเสรีนั้น ภายใต้การเจรจาทุกกรอบ เรามีความตกลงการค้าระหว่างประเทศไทยกับประเทศในอาเซียนกับ ๕ ประเทศ ประเทศอินโดนีเซียจะเป็นประเทศที่ ๖ ครับ นอกจากนั้นเรายังมีความตกลงทางการค้า กับประเทศอื่นทั่วโลกอีก ๓๕ ความตกลง ดังนั้นความตกลงนี้จะเป็นความตกลงฉบับที่ ๔๓ ของประเทศไทย ซึ่งแน่นอนที่สุดในเรื่องของสกุลเงินเสรีนั้นโดยหลักเกณฑ์ที่ผ่านมา คําว่า สกุลเงินเสรี เขาเรียกว่าเป็นฮาร์ท เคอร์เรนซี่ (Heart Currency) จะเลือกใช้ในความ ตกลงร่วมของ ๒ ฝ่าย ทั้งภาคเอกชนที่ทําการค้าขายระหว่างกัน ไม่ว่าจะเป็นสกุลเงิน ในเรื่องของดอลลาร์ ยูโร ปอนด์ เยน หยวน เป็นต้น อันนี้ก็เป็นเรื่องของความตกลง ๒ ฝ่าย ในการที่จะตกลงในเรื่องสกุลเงิน
ส่วนเรื่องผลไม้นั้นเราส่งไปประเทศอินโดนีเซียครับ ประเทศอินโดนีเซีย สามารถปลูกได้ เช่น ทุเรียน เงาะ และอื่น ๆ แต่ว่าคุณภาพสินค้าของเราโดยเฉพาะผลไม้ ดีกว่าครับ จึงเป็นที่นิยมแล้วก็ส่งออกทั้งผ่านทางประเทศสิงคโปร์และส่งเข้าไปที่ประเทศ จาการ์ตา ที่เกาะชวา หรือว่าที่เกาะสุมาตรา ตรงนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งที่อยากจะทําให้เกิด ความเข้าใจว่าโอกาสของประเทศไทยเรื่องการค้าระหว่างไทย-อินโดนีเซียนั้นเป็นสหภาพ
สุดท้ายคือสินค้าฮาลาล เราตั้งยุทธศาสตร์ในการส่งออกสินค้าฮาลาล โดยให้ประเทศไทย โดยความร่วมมือกับประเทศที่ได้รับการยอมรับในเรื่องของตราสินค้า ทั้งที่เป็นตราฮาลาลของเราและตราฮาลาลของประเทศ อย่างประเทศมาเลเซียและอื่น ๆ นั้น ในการที่จะสนองตอบต่อการเป็นเวิลด์ ฟูดส์ ซัพพลาย (World food supply) ของเรา เพื่อที่จะรองรับต่อความต้องการของโลกในเรื่องของความมั่นคงอาหาร หรือว่า ฟู้ด ซีเคียวริตี (Food security) เพราะฉะนั้นมุสลิมมีอยู่ ๑,๘๐๐ ล้านคนทั่วโลกนั้นส่วนใหญ่อาจจะ กล่าวได้ว่าประเทศอินโดนีเซียเป็นประเทศที่มีมุสลิมเป็นสัดส่วนประชากรสูงที่สุดครับ ๒๔๐ ล้านคน ดังนั้นจึงเป็นเป้าหมายของตลาดสินค้าฮาลาลของเรา โดยที่นิคมอุตสาหกรรม ปานาเระ ที่จังหวัดปัตตานีก็เป็นเป้าหมายส่วนหนึ่ง แต่ว่าปัญหาส่วนหนึ่งที่มีผลกระทบ ต่อความเชื่อมั่นในการลงทุนที่เราพยายามที่จะเชิญชวนในส่วนของประเทศของกลุ่มจีซีซี (GCC) หรือตะวันออกกลาง หรือว่าแม้แต่ประเทศอินโดนีเซีย ประเทศสิงคโปร์ และประเทศ มาเลเซียนั้นก็คือเรื่องของความมั่นคง แต่ว่ายังเดินหน้าต่อไปในการสร้างเขตเศรษฐกิจพิเศษ ในภาคใต้ของเราเพื่อให้เป็นฐานของการผลิตสินค้าอุตสาหกรรมฮาลาลในการเจาะไปยัง ตลาดประเทศมาเลเซียก็ดี ประเทศอินโดนีเซียก็ดี ประเทศบูรไนก็ดี ประเทศปาปัวนิวกินีก็ดี และในประเทศตะวันออกกลางอื่น ๆ ด้วย จึงกราบเรียนท่านประธานเพื่อตอบข้อชี้แจง ท่านสมาชิกครับ