รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔

นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นิคม เชาว์กิตติโสภณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลําปาง ขออนุญาตหารือท่านประธานเพื่อผ่านเรื่องไปยังกระทรวงคมนาคม สืบเนื่องจากผมได้รับ การร้องขอจากพี่น้องประชาชนในเขตอําเภอเกาะคา จังหวัดลําปาง ซึ่งอําเภอเกาะคา มีประชากรอยู่ ๖๐,๐๐๐ คนเศษ ปัจจุบันอําเภอเกาะคามีการพัฒนาทางด้านเศรษฐกิจ และสังคมอย่างรวดเร็ว แล้วก็มีการก่อสร้างโรงพยาบาลของอําเภอเกาะคา โดยได้รับ งบประมาณจากกระทรวงสาธารณสุข จํานวนเงิน ๘๙ ล้านบาทเศษ และนอกจากนั้น ก็มีพระบรมราชานุสาวรีย์สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ซึ่งปัจจุบันได้มีการอัญเชิญพระบรมรูป ของพระองค์ท่านมาประทับ ณ พลับพลาชั่วคราว และมีการวางศิลาฤกษ์ ในการก่อสร้างเรียบร้อยแล้ว นอกจากนั้นกรมทรัพยากรธรณีก็ได้กําหนดจะสร้างอาคาร พิพิธภัณฑ์ทรัพยากรธรณีภาคเหนือ ณ บริเวณที่ใกล้กับพระบรมราชานุสาวรีย์ สมเด็จพระนเรศวรมหาราชที่นครลําปาง ในปีงบประมาณ ๒๕๕๓ ได้รับงบประมาณบางส่วน มาดําเนินการปรับพื้นที่แล้ว ความเจริญของอําเภอเกาะคาเจริญอย่างรวดเร็ว แล้วก็ เป็นอําเภอที่มีเขตปริมณฑลติดกับเขตของอําเภอเมือง จังหวัดลําปาง ซึ่งมีศักยภาพ ในการขยายตัวสูงมาก ราษฎรได้มีการร้องเรียนมายังผมนะครับว่ามีการเกิดอุบัติเหตุ บริเวณแยกพหลโยธินเข้าสู่อําเภอเกาะคา

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ส่งเอกสารดีกว่าครับ หมดเวลาแล้วครับ

นายนิคม เชาว์กิตติโสภณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

อีกนิดเดียวครับท่านประธาน ขออนุเคราะห์จากท่านประธานช่วยแจ้งไปยังกระทรวงคมนาคม ของบประมาณสนับสนุนในการก่อสร้างทางต่างระดับ ณ บริเวณแยกถนนพหลโยธิน เข้าอําเภอเกาะคาครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล เชิญครับ

นายสัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม สัมพันธ์ ตั้งเบญจผล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสุโขทัย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือต่อท่านประธานเกี่ยวกับ เรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชน เนื่องจากว่าทางองค์การบริหารส่วนตําบลบ้านหลุม ได้ร้องเรียนผ่านผมมาว่า ถนนตั้งแต่ถนนสิงหวัฒน์ สี่แยกบ้านสวนเข้ามาที่ตําบลบ้านหลุม ผ่านหน้าวัดศรีมหาโพธิ์ ซึ่งมีระยะทางยาวประมาณ ๓ กิโลเมตร ซึ่งเป็นถนนที่เก่าแก่ ทรุดโทรม ไหล่ทางไม่มี แล้วก็ไหล่ทางชํารุด รถที่จะสวนไปสวนมาก็ลําบาก และหมู่บ้าน ตําบลบ้านหลุมแห่งนี้ก็เป็นตําบลใหญ่พอสมควร มีประชากรอาศัยอยู่เป็นจํานวนมาก ก็อยากให้หน่วยงานที่รับผิดชอบ โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคมเข้าไปดูแลในการเสริม ไหล่ทาง แล้วก็ลาดผิวจราจรให้ใหม่ และอีกเส้นหนึ่งนะครับ เป็นถนนตั้งแต่สายเขตติดต่อ เทศบาลตําบลกงไกรลาสไปที่ตําบลหนองตูม ของอําเภอกงไกรลาส จังหวัดสุโขทัย ระยะทาง ประมาณ ๙ กิโลเมตร ถนนเส้นนี้ไป ๆ มา ๆ เป็นถนนที่รถบรรทุกอ้อยวิ่งผ่านนะครับ เพราะว่ารถบรรทุกอ้อยนั้นไม่วิ่งผ่านถนนใหญ่สายสิงหวัฒน์ เพราะหลบตาชั่ง หันมาผ่าน ถนนสายในหมู่บ้าน ในตําบล แล้วก็ทําให้สะพานข้ามแม่น้ํายมนั้นชํารุด แล้วก็ทําให้ถนน ผิวจราจรชํารุดทรุดโทรม ก็อยากให้กระทรวงคมนาคมเข้าไปดูแลด้วยนะครับ

อีกเรื่องหนึ่ง ก็ฝากถึงโดยเฉพาะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเกี่ยวกับเรื่องของ เขื่อนเรียงหิน หมู่ ๙ ตําบลกง ก็อยากให้ได้เข้าไปดําเนินการต่ออีกช่วงหนึ่งนะครับ โดยเฉพาะทางจังหวัดได้ตั้งงบประมาณของจังหวัดเข้าไปดําเนินการในช่วงระยะแรก เพียงงบไม่เท่าไรนะครับ ประมาณ ๔,๐๐๐,๐๐๐-๕,๐๐๐,๐๐๐ บาท ก็อยากให้ ไปทําต่อในระยะทางประมาณอีก ๓๐๐ เมตรครับ ขอบคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านศิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ เชิญครับ

นายศิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกวุฒิสภา นครศรีธรรมราช

ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผม ศิริวัฒน์ ไกรสินธุ์ สมาชิกรัฐสภาจากจังหวัดนครศรีธรรมราช ท่านประธานครับ ผมมาแต่เช้าเพียงแต่ว่าลําดับที่ท่านประธานได้เรียกก่อนหน้านี้ผมเข้าใจ คลาดเคลื่อน เหตุเพราะว่าเจ้าหน้าที่แจ้งว่าเป็นลําดับที่ ๗ นะครับ ไม่แน่ใจว่าท่านประธาน เรียกเป็นลําดับที่ ๑ ท่านกรุณาเป็นพิเศษ ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือท่านประธาน ก็คือว่าผมคิดว่ารัฐสภาของเรานั้นมีการถ่ายทอดสดหรือการถ่ายทอดการทํางานของเรา ไม่ว่าจะเป็นห้องใหญ่หรือห้องเล็กที่เราเรียกว่าการประชุมคณะกรรมาธิการ ให้กับประชาชน ได้รับทราบ รับรู้เพื่อตรวจสอบการทํางานของเรานั้นน้อยมาก ท่านประธานครับ ที่เรา ถ่ายทอดให้พี่น้องประชาชนได้ฟังได้รับรู้นั้น ส่วนใหญ่ก็จะเป็นเรื่องอภิปรายไม่ไว้วางใจ หรือเรื่องของการพิจารณางบประมาณ ประชาชนเห็นเราด้านเดียวท่านประธาน จะเห็น ในด้านที่เป็นเรื่องของการประท้วง เรื่องของการชิงดีชิงเด่นกันในสภาท่านประธานครับ เพราะฉะนั้นผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานรัฐสภา และทางรัฐบาลจะต้องเป็นผู้นํา ในการที่จะทําให้เกิดการถ่ายทอดสดถ้าเป็นไปได้ทุกนัด ท่านประธานครับ มีกฎหมาย หลายฉบับ ทุกฉบับนั้นได้บังคับใช้กับประชาชน ประชาชนไม่มีสิทธิอ้างว่าไม่รู้กฎหมาย แต่ประชาชนไม่เคยทราบครับว่ากฎหมายแต่ละฉบับนั้นได้ออกไปอย่างไร อย่างเช่น สภาเกษตร ท่านประธานครับ มีการสมัครกันน้อยมากแล้วไม่คึกคัก ทั้ง ๆ ที่เป็นเรื่องใหญ่ ดังนั้นผมจึงอยากกราบเรียนท่านประธานว่า แม้แต่หมีแพนด้า (Panda) เขาก็มีช่องของ ตัวเอง เรานั้นมีเอฟเอ็ม (FM) เพียงแค่ ๑๔ จังหวัดที่ประชาชนรับรู้ ส่วนสถานีโทรทัศน์ ที่ผ่านรัฐสภาของเราเป็นระบบเคยู แบรนด์ (KU Brand) ๒๐๐,๐๐๐ รายเท่านั้นเอง เพราะฉะนั้นผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่ท่านประธานที่เคารพ และทางรัฐบาลจะได้ทําการ ถ่ายทอดการประชุมให้ประชาชนเห็นการทํางาน ใครมาทํางาน ไม่มาทํางาน พูดมีเหตุผล หรือไม่ เพื่อประโยชน์ของประชาชนหรือไม่ ประชาชนเขาตัดสินเองครับ เพียงแค่ให้ ประชาชนนั้นเข้าถึงการทํางานของสมาชิกรัฐสภาหรือนักการเมืองอย่างโปร่งใสเท่านั้น ผมคิดว่าต้องเกิดครับ การถ่ายทอดการประชุมทั้งห้องใหญ่และห้องกรรมาธิการ ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ก็ดําริอยู่ แต่ของบประมาณเพื่อจะทํา สถานีโทรทัศน์โดยตรงของรัฐสภา แต่เราไม่ได้รับอนุมัติในงบประมาณ ฉะนั้นในปีถัดไป ท่านช่วยกรุณาอนุเคราะห์ด้วยครับ ช่วยกันทั้งสองสภานี้ รัฐสภานี้ทําอย่างไรให้มีงบประมาณ สัก ๑,๐๐๐ ล้านบาทมาจัดการ เมื่อเราสร้างสภาผู้แทนราษฎรใหม่เสร็จนี้ กระผมคิดว่า คงสมบูรณ์แบบละครับ ก็เรียนให้ทราบล่วงหน้า แต่ว่าคนที่จะรับภาระต่อไปท่านจะทําต่อ หรือไม่ ไม่ทราบ แต่สําหรับผม ผมได้วางเอาไว้เรียบร้อยแล้วครับ เลขาธิการของสํานักงาน เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรก็ได้ดําเนินการแล้ว ก็แจ้งให้ทราบนะครับ ต่อไป คุณสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ เชิญครับ

(นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ลําปาง) ได้ยืนและยกมือขึ้น)

มีอะไรครับ

นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลําปาง

ผมขออนุญาตนิดหนึ่งครับ เพื่อไม่ให้การบันทึกในที่ประชุมแห่งนี้ผิดพลาด ขออนุญาต ท่านประธานครึ่งนาทีครับ ผม อิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลําปาง ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ เมื่อสักครู่ท่านผู้หารือ ๒ ท่าน ที่ผ่านมาก็คือ คุณนิคม เชาว์กิตติโสภณ ได้กล่าวว่าเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลําปาง ซึ่งข้อเท็จจริงแล้วผู้แทนราษฎรจังหวัดลําปางมี ๕ คนครับ คุณนิคมนั้น เป็นสมาชิกผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วนครับ ผมกลัวว่าการบันทึกแห่งนี้จะผิดพลาด เพราะฉะนั้นผมอยากให้คุณนิคมได้ถอน และบอกไปเลยครับว่าเป็น ส.ส. แบบสัดส่วน ถึงแม้เขาจะย้ายพรรค ไม่ได้อยู่พรรคเพื่อไทยก็ไม่เป็นอะไรครับ ก็ต้องให้ยืนยันตรงนี้ครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ท่านประท้วงผมวินิจฉัยครับ คือสิทธิ ของผู้พูด เมื่อผู้พูดพูดผิด แต่เขาก็คิดว่าเขาคงเป็นผู้แทนราษฎร เพราะเขาอยู่จังหวัดลําปาง ผมคิดว่าไม่เสียหายอะไรครับก็เปิดโอกาสไป เพราะว่าไหน ๆ ก็จะยุบสภาอยู่แล้วครับ เราเห็นใจซึ่งกันและกัน เราเป็นสมาชิกรัฐสภาครับ เชิญคุณสุรวิทย์ครับ

(นายอิทธิรัตน์ จันทรสุรินทร์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ลําปาง) ได้ยืนและยกมือขึ้น)

มีอะไรอีก ผมไม่ให้ประท้วงแล้ว พอแล้วคือเรากําลังหารือ ขอโทษด้วยครับ ให้รู้ข้อบังคับนะครับ เชิญคุณสุรวิทย์ครับ

นายสุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยภูมิ

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุรวิทย์ คนสมบูรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดชัยภูมิ พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กระผมขอหารือ ๒ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องที่ผมได้รับคําร้องจากท่านผู้ใหญ่บ้าน พี่น้องประชาชน บ้านสามพันตา หมู่ที่ ๘ ตําบลห้วยต้อน อําเภอเมือง จังหวัดชัยภูมิ ว่าประปาหมู่บ้าน ซึ่งเป็นประปาบาดาลขณะนี้ใช้การไม่ได้ ชํารุดเนื่องจากระบบสูบน้ําเสีย อบต. ไม่มีเงิน หมู่บ้านไม่มีเงิน กําลังเดือดร้อนอย่างมาก ต้องการความช่วยเหลือด่วน จะเป็นงบภัยแล้ง ของจังหวัดชัยภูมิหรือจะเป็นงบจากกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ขอให้ช่วยดูแลโดยเร็ว

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องหมู่บ้านหนองหญ้าปล้อง ตําบลหนองสังข์ อําเภอแก้งคร้อ ซึ่งอยู่ในเขตเทศบาลตําบลหนองสังข์ แต่เป็นหมู่บ้านเดียวที่ถนนเข้าหมู่บ้านยังเป็นลูกรัง เป็นฝุ่นอย่างมาก แล้วก็ระยะทางก็ไม่ยาวครับเพียง ๔ กิโลเมตรเศษ อยู่ในถนนโครงข่าย ของกรมทางหลวงชนบทด้วย ก็ขอฝากกรมทางหลวงชนบทช่วยจัดงบประมาณบูรณะ ลาดยางให้กับหมู่บ้านหนองหญ้าปล้องซึ่งเป็นหมู่บ้านเดียวในเขตเทศบาลแท้ ๆ แต่ยังไม่มี งบประมาณก่อสร้าง เมื่อวานนี้ท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยก็บอกว่า ที่ยกฐานะเป็นเทศบาลนั้นแสดงว่ามีความพร้อม ความเจริญอยู่ในระดับที่สูง แต่ที่เทศบาล ตําบลหนองสังข์ อําเภอแก้งคร้อ ยังมีหมู่บ้านนี้ละครับที่พี่น้องประชาชนเรียกร้อง ของบประมาณสนับสนุน จึงฝากมา จะเป็นกรมทางหลวงชนบทหรือจะเป็นกรมส่งเสริม การปกครองท้องถิ่น โปรดได้ให้ความช่วยเหลือพี่น้องประชาชน ก่อสร้างถนนลาดยาง เพียง ๔ กิโลเมตรเข้าสู่หมู่บ้านหนองหญ้าปล้อง ตําบลหนองสังข์ อําเภอแก้งคร้อ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณขยัน วิพรหมชัย เชิญครับ

นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลําพูน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายขยัน วิพรหมชัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดลําพูน พรรคประชาธิปัตย์ ขอนําปัญหาความเดือดร้อนของพี่น้องชาวลําพูน

เรื่องที่ ๑ เมื่อคืนที่ผ่านมาได้เกิดแผ่นดินไหวที่ประเทศพม่าส่งผลกระทบ มายังพี่น้องชาวภาคเหนือของผม สร้างความตื่นตระหนกแล้วก็หวาดกลัว จึงอยากจะฝาก กรมอุตุนิยมวิทยาได้หาทางในการป้องกัน เตือนภัยให้กับพี่น้องชาวภาคเหนือของผมด้วย

เรื่องที่ ๒ นักเรียนที่อยู่ใกล้โรงเรียนดี โรงเรียนดังทั่วประเทศ ซึ่งเขาจับสลาก แล้วก็สอบเข้าไม่ได้ อยากจะฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้หาทาง จัดหาที่เรียนให้เขา ถ้าหากเขาไปเรียนในโรงเรียนต่างอําเภอก็จะเป็นการสร้างภาระ และปัญหาให้เกิดขึ้นกับผู้ปกครองและนักเรียน

เรื่องที่ ๓ ขอให้กระทรวงวัฒนธรรมได้เร่งรัดการต่อใบอนุญาตร้านค้า จําหน่ายเทป (Tape) และซีดี (CD) ซึ่งต่ออายุและใช้เวลานาน โดยเฉพาะในพื้นที่ จังหวัดลําพูนของกระผม ทําให้เกิดช่องว่าง เจ้าหน้าที่ไปจับกุมเรียกเงินผู้ประกอบการ และสร้างความเดือดร้อนซึ่งโทษของร้านค้าที่ใบอนุญาตหมดอายุนั้นมีโทษสูงถึง ๒๐๐,๐๐๐ บาท

เรื่องที่ ๔ ท่านประธานที่เคารพ ลําไยอบแห้งเนื้อสีทองและลําไยอบเปลือก ซึ่งยังคงค้างสต็อกในพื้นที่จังหวัดลําพูนและจังหวัดเชียงใหม่ ขณะนี้ราคาตกต่ําเกรงว่า ถ้าหากไม่มีการแก้ไขจะกระทบต่อลําไยฤดูกาลที่จะมาถึงขอให้กระทรวงพาณิชย์ได้เร่งรัด ในการเจรจาตลาดต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศจีนซึ่งถือได้ว่าเป็นตลาดใหญ่ที่สุด ซึ่งขณะนี้ ธ.ก.ส. ได้ช่วยแพคกิ้ง เครดิต (Packing Credit) ลําไยอบแห้งไว้ ซึ่งถ้าหากไม่มี การแก้ไขปัญหาเรื่องตลาดจะส่งผลกระทบทําให้ ธ.ก.ส. มีภาระทางด้านการเงิน

เรื่องที่ ๕ ขอให้ธนาคาร ธ.ก.ส. ซึ่งเป็นธนาคารของรัฐเร่งรัดการปรับปรุง โครงสร้างหนี้เอ็นพีแอล (NPL) ของลูกค้าที่เป็นเกษตรกรทั่วประเทศ จํานวน ๔๐๐,๐๐๐-๕๐๐,๐๐๐ ราย ซึ่งมีภาระและมีปัญหา ซึ่งธนาคาร ธ.ก.ส. ได้เร่งรัดการแก้ไข ปัญหาตามมติ ครม. อันจะเป็นการแก้ไขปัญหาและคืนชีวิตใหม่ให้กับพี่น้องเกษตรกร ทั่วประเทศ กราบขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านภิญโญ สายนุ้ย

นายภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภา กระบี่

กระผม ภิญโญ สายนุ้ย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกระบี่ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือต่อท่านประธานส่งไปยังรัฐบาล เกี่ยวกับ

เรื่องที่ ๑ เรื่องที่ดิน ส.ป.ก. ซึ่งมีอยู่ทั่วประเทศนั้น โดยเฉพาะที่จังหวัดกระบี่ การดําเนินการในเรื่องของที่ดิน ส.ป.ก. นั้นไม่บรรลุผลสําเร็จ เนื่องจากว่าความล่าช้าและ ความไม่แน่นอน เนื่องจากที่ดินในจังหวัดกระบี่นั้นเดิมมีผู้มาเช่า พอเช่าหมดสัญญาแล้ว ก็หาวิธีการหลีกเลี่ยงที่จะดึงที่ดินเอาไว้ไม่จัดสรรในเชิงเกษตร เพื่อจะให้เกิดผลผลิตในเชิง เศรษฐกิจที่ผลต่อความเป็นอยู่ของประชาชน

เรื่องที่ ๒ ที่เกี่ยวข้องคือ ยางพารา ยางพารานั้นปลูกมากที่สุดในจังหวัด สุราษฎร์ธานี มาตอนนี้แต่กระทบในเรื่องของราคาที่ยังหมกเม็ดอยู่พอสมควร ท่านประธานครับ ราคายางพาราลดอย่างรวดเร็วมาเหลือไม่ถึง ๑๐๐ บาท ทําให้ประชาชนเดือดร้อน ในเรื่องของรายได้ เพราะฉะนั้นในการดําเนินการในเรื่องนี้โดยเฉพาะการเก็บภาษี ที่ส่งต่างประเทศนั้นถ้าเกิน ๑๐๐ บาทนั้น ๕ บาท แล้วก็ยังมีปัญหาอยู่ในเรื่อง ค่าเซสส์ (CESS) ทั้งหลายนั้น ก็ให้ดําเนินการให้ยุติธรรมกับประชาชนผู้ที่หาเช้ากินค่ํา ในเรื่องของกรีดยางแล้วก็ปลูกยางพารา แล้วก็ต่อไปก็จะมีการปลูกทั่วประเทศครับท่านประธาน จาก สปก. ไปยางพารา แล้วก็ไปถึงปาล์ม ท่านประธานครับ ปาล์มนั้นมีปัญหามาในตอนนี้ ในเรื่องของประชาชนได้รับผลกระทบจากการนําเข้าของปาล์มที่ผมเข้าใจว่าเป็นการหมกเม็ด เนื่องจากว่าปาล์มนั้นจริง ๆ แล้วผลผลิตใช้พอ แต่ว่าหมกเม็ดอยู่ที่การกลั่นหรือว่า ที่ไหนก็แล้วแต่รัฐบาลรู้ดี เรื่องนี้ใครได้ประโยชน์นี้รัฐบาลก็คงรู้ดี ผมว่าราคาปาล์มตอนนี้ ๕ บาทกว่า มันเป็นราคาที่ถูกกลั่นแกล้ง จริง ๆ แล้วราคาประมาณ ๑๐ บาทกว่าครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ เชิญครับ

นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุดรธานี

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเกียรติ์อุดม เมนะสวัสดิ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดอุดรธานี พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรับสภา วันนี้ใคร่ขอ หารือประธานในเรื่องความเดือดร้อนของพี่น้องประชาชนชาวพุทธ

ประเด็นที่ ๑ โดยไวยาวัจกรวัดที่เป็นที่พํานักของเจ้าคณะอําเภอทั้ง ๒ อําเภอ คืออําเภอศรีธาตุ อําเภอสามหมอ ชื่อวัดป่าโพนพระเจ้า ท่านประธานที่เคารพ ตอนนี้ไม่มี กระแสไฟฟ้าใช้นะครับ ท่านได้ของบประมาณขยายเขตไฟฟ้าแรงต่ํา ยาวประมาณ ๔๐๐ เมตร แล้วก็มิเตอร์ (Meter) ๒๐ แอมป์ (AMP) ๑ เครื่อง เขียนไว้ตรงนี้นะครับ แล้วก็ไฟฟ้าแรงต่ํา ยาว ๑,๐๐๐ เมตร แล้วที่พระคุณเจ้าที่อยู่เป็นเจ้าคณะอําเภอทั้ง ๒ อําเภอ ท่านจึงขอความอนุเคราะห์มา ก็จะฝากให้ท่านประธานนะครับ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องถนนไร้ฝุ่น บ้านวังทอง ตําบลผาสุก อําเภอวังสามหมอ ชาวบ้านเดือดร้อนมาก ท่านประธานที่เคารพ ยิ่งหน้านี้เป็นหน้าฤดูขนอ้อย รถก็วิ่ง ฝุ่น เด็กนักเรียนไปโรงเรียน ก็ทําให้เป็นความเดือดร้อนของลูกหลานด้วย ก็ฝากท่านประธาน ไปยังกระทรวงคมนาคม จะหวังพึ่งองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นคงไม่ได้ เพราะถนนมี ความยาวมาก ขอกราบขอบพระคุณมากนะครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณวัชระ เชิญครับ

นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวัชระ เพชรทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานครับ ความทุกข์ยากของพี่น้องประชาชนนั้นมีทุกวัน

เรื่องแรก ท่านประธานเชื่อหรือไม่ครับว่าประชาชนในกรุงเทพมหานคร บางแห่งนั้นไม่มีน้ําประปาใช้ ยกตัวอย่างเช่น ที่หนึ่งบริเวณหน้าสํานักเขตทวีวัฒนา ตรงถนนอุทยาน ปรากฏว่า กปน. ได้จัดงบประมาณลงน้ําประปาให้แล้ว แต่สํานักงาน เขตทวีวัฒนาจัดค่ารื้อถอนต้นไม้เป็นเงินถึง ๓๐๐,๐๐๐-๔๐๐,๐๐๐ แสนบาท งบประมาณ จึงตกไป อยากให้กรุงเทพมหานครได้ดูแลสํานักงานเขตทวีวัฒนาด้วย

เรื่องที่ ๒ ปรากฏว่าไม่มีน้ําประปาเลย โดยนายใส พุ่มถาวร อยู่ถนนบางบอน ๕ ร้องเรียนมาว่าไม่มีน้ําประปาใช้อยู่ตรงสะพานหนึ่งริมคลองปลาปลั่ง

เรื่องที่ ๓ ลุงสํารวยจากหมู่บ้านเศรษฐกิจเขตบางแคครับ ร้องเรียนว่า ลูกตัวเองนั้นไปเที่ยวฟูลมูนผับ เขตกระทุ่มแบน จังหวัดสมุทรสาคร แล้วเปิดถึงเวลา พระบิณฑบาต อยากให้ ผบ.ตร. จัดหนักให้กับผู้กํากับการเขตกระทุ่มแบนด้วย

เรื่องที่ ๔ ประชาชนชาวหมู่บ้านศรีเพชร ซอยเพชรเกษม ๑๐๖ เขตหนอแขม ต้องการสนามกีฬา สนามตะกร้อ อยากให้การเคหะแห่งชาติไปดําเนินการ

เรื่องที่ ๕ ปรากฏว่าข้าราชการฝ่ายปกครอง โดยเฉพาะปลัด อบต. บางแห่งนั้น มีความประสงค์จะโยกย้ายไปรับราชการใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ นับว่า เป็นการเสียสละอย่างยิ่ง อยากให้อธิบดีกรมการปกครอง นายมงคล ได้โปรดหาทางให้ ปลัดเหล่านั้นได้ไปรับราชการใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้

เรื่องที่ ๖ ปรากฏว่าประชาชนร้องเรียนว่าชุมชนหลังวัดม่วง เขตบางแค ท้องที่ สน.เพชรเกษตร มีการจําหน่ายยาบ้าอย่างเสรี ถามว่าเป็นนโยบายของรัฐบาลหรือไม่

เรื่องที่ ๗ ชุมชนข้างวัดหลักสาม ปรากฏว่ามีรถตํารวจสายสืบขับรถตํารวจ ไปส่งยาเสพติดให้จําหน่ายกับประชาชน ท่านประธานครับเป็นเรื่องที่ร้ายแรงมาก

เรื่องที่ ๘ บริเวณซอยเพชรเกษม ๖๙ มีสภาพเป็นคอขวด อยากให้ กรุงเทพมหานครได้โปรดแก้ไขปัญหานี้ ขอขอบคุณ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ท่านชรินทร์ หาญสืบสาย ครับ เชิญ

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตาก

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตาก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา

เรื่องแรก ผมหารือท่านประธานเพื่อผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงมหาดไทย สภาความมั่นคงแห่งชาติ กระทรวงแรงงานด้วยนะครับ เกี่ยวกับ ปัญหาแรงงานต่างด้าวหลบหนีเข้าเมืองครับ สืบเนื่องจากปัญหานี้ได้ปรากฏมีขึ้น แล้วก็ขยายตัวติดต่อกันเป็นเวลาหลายปีแล้ว นั่นก็คือประชากรของแรงงานที่เข้ามาทํางาน ในประเทศไทย ทั้งที่ถูกต้องตามกฎหมายแล้วและก็ยังไม่ถูกต้อง ผมว่าขณะนี้มีน่าจะ ไม่ต่ํากว่า ๒,๐๐๐,๐๐๐ คนนะครับ ในจํานวนนี้ก็ได้มีการพิสูจน์สัญชาติแล้วประมาณ ๘๐๐,๐๐๐ คน ซึ่งจะเห็นว่ายังเหลืออีกมากมายนะครับ ปัญหาที่เกิดขึ้นขณะนี้ก็คือว่า จังหวัดบางจังหวัดคือไม่ว่าจะเป็นจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดระนอง จังหวัดสมุทรสาคร และกจังหวัดตาก คือที่อําเภอแม่สอดนี้ครับ มีแรงงานต่างด้าวจํานวนมากที่เข้ามาทํางาน โดยไม่ถูกต้องตามกฎหมาย และก็ยังไม่มีการพิสูจน์สัญชาตินะครับ ที่อําเภอแม่สอด จังหวัดตาก เมื่อมีการพิสูจน์สัญชาติแล้ว แรงงานเหล่านี้ก็หนีนายจ้าง คือเปลี่ยนนายจ้าง เข้าไปทํางาน หลบไปทํางานในส่วนกลางหลายจังหวัด ก็ทําให้เกิดปัญหาขาดแคลนที่อําเภอ แม่สอด จังหวัดตาก ปัญหาที่เกิดขึ้นนี้ฟังดูอาจจะไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไร แต่ที่น่ากลัวก็คือว่า แรงงานเหล่านี้เมื่อไม่มีนายจ้างควบคุมใกล้ชิดแล้ว ก็อาจจะอยู่เมืองไทยอย่างไม่มีข้อจํากัด เพราะฉะนั้นกระผมก็ใคร่จะขอเสนอว่าในการพิสูจน์สัญชาติเมื่อทําถูกต้องตามกฎหมายแล้ว ก็ควรจะกําหนดระยะเวลาให้อยู่ได้ไม่เกิน ๒ ปี ถ้าต่อจะวีซ่า (VISA) ก็ควรจะต่อได้อีก ไม่เกิน ๒ ปี มิเช่นนั้นแล้ว ถ้าอยู่ได้ไม่มีข้อจํากัดแล้วพวกเหล่านี้ก็จะอยู่ตลอดไป ที่จะสร้าง ปัญหาการศึกษาและสาธารณสุข ซึ่งรัฐบาลไทยจะต้องจัดหาให้นะครับ เพราะฉะนั้นเรื่องการ จํากัดอายุเวลาการทํางานเป็นเรื่องสําคัญ และควรจะกําหนดโทษทางอาญาให้กับนายจ้าง ที่คุ้มครองลูกจ้างที่ผิดกฎหมายเหล่านี้อยู่ต่อไปครับ ขอบคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณวิรัตน์ วิริยะพงษ์

นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุโขทัย

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายวิรัตน์ วิริยะพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุโขทัย พรรคประชาธิปัตย์ วันนี้ผมมีเรื่องหารือท่านประธานรัฐสภานะครับ ขอให้กรมโยธาธิการ และผังเมือง กระทรวงมหาดไทย ได้ดําเนินการสํารวจก่อสร้างเขื่อนป้องกันริมตลิ่งบริเวณ ริมแม่น้ํายม ชุมชนบ้านวังหิน เขตเทศบาลเมืองสุโขทัยธานี หมู่ที่ ๑ หมู่ที่ ๔ ตําบลปากแคว บริเวณใกล้สํานักงานประปาสุโขทัย ซึ่งมีปัญหาน้ําท่วมทุกปีราษฎรเดือดร้อนมากนะครับ อยากจะขอให้ติดตามกรณีที่กระผมเคยหารือเกี่ยวกับการสร้างเขื่อนป้องกันริมตลิ่ง ในเขตอําเภอศรีสําโรงโดยเฉพาะหมู่ที่ ๑ ถึงหมู่ที่ ๙ ของตําบลทับผึ้ง หมู่ที่ ๑ ของตําบลวังทอง ซึ่งทางสมาชิกองค์การบริหารส่วนตําบลคุณสมเกียรติ แสงสุวรรณ ก็ได้ร้องเรียนมานะครับ หมู่ ที่ ๒ และหมู่ที่ ๕ ตําบลวัดเกาะ อําเภอศรีสําโรง เช่นเดียวกัน

อีกเรื่องหนึ่งครับ ขอให้เพิ่มอัตราค่าจ้างลูกจ้างชั่วคราวของตําแหน่งผู้ช่วย นักการภารโรงซึ่งเป็นลูกจ้างประจําในแต่ละโรงเรียนนะครับซึ่งไม่เพียงพอ ทางผู้บริหาร สถานการศึกษาได้จ้างแต่ว่าอัตราค่าจ้างนั้นต่ํามาก ต่ํากว่าแรงงานขั้นต่ําจึงอยากให้ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องโดยเฉพาะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการได้เพิ่มอัตราค่าจ้าง ลูกจ้างชั่วคราวในตําแหน่งนี้ด้วยนะครับ

อีกเรื่องหนึ่ง ที่สถานีอนามัยบ้านหนองตาโชติ หมู่ที่ ๕ ตําบลวังทองแดง อําเภอเมือง จังหวัดสุโขทัย มีอาคารเก่ามากจึงอยากกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุขได้จัดสรรงบประมาณไปก่อสร้างอาคารหลังใหม่ ให้กับสถานีอนามัยดังกล่าวด้วยนะครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณเชน เทือกสุบรรณ

นายเชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สุราษฎร์ธานี

ท่านประธานที่เคารพ ผม เชน เทือกสุบรรณ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสุราษฎร์ธานี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอกราบหารือท่านประธานถึงกระทรวงกลาโหม กระผมต้องการให้มีการจัดหาเครื่องบินปีกหมุนหรือเครื่องบินเฮลิคอปเตอร์กู้ภัย ซึ่งประกอบด้วยอุปกรณ์กู้ภัยและเครื่องช่วยบินในเวลากลางคืน หรือในเวลาที่ฝนฟ้าคะนอง ท่านประธานครับ เนื่องจากในภาคใต้เรามีชายฝั่งทะเลที่ยาวมาก แล้วปัจจุบันมีนักท่องเที่ยว จากหลายประเทศที่เดินทางมาใช้บริการในการท่องเที่ยวประเทศไทย นํารายได้เข้าสู่ ประเทศอย่างมากมาย ขณะเดียวกันท่านประธานครับ เราไม่มีเครื่องมือสําหรับช่วยกู้ภัย เวลาเกิดอุบัติเหตุหรือมีภยันตรายต่าง ๆ เกิดขึ้น โดยเฉพาะเฮลิคอปเตอร์กู้ภัยซึ่งสามารถ อํานวยความสะดวกช่วยเหลือให้กับพี่น้องประชาชนได้ แต่ว่าปัจจุบันเราไม่มีเฮลิคอปเตอร์ ที่สามารถบินในเวลากลางคืนหรือมีอุปกรณ์การกู้ภัยที่สมบูรณ์ ขณะเดียวกัน กระทรวงกลาโหมซึ่งก็มีกองบิน ๗ อยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีหรือมีกองทัพเรืออยู่ในที่ต่าง ๆ ถ้าเราได้จัดเครื่องเฮลิคอปเตอร์ที่ใช้ทั้งภารกิจของสงครามและภารกิจของการช่วยเหลือ พี่น้องประชาชนก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชนมาก

ท่านประธานครับ อีกเรื่องหนึ่งผมใคร่หารือท่านประธานถึงกระทรวง พลังงาน เรื่องการก่อตั้งสถานีบริการก๊าซเอ็นจีวี (NGV) ก๊าซธรรมชาติในเขตภาคใต้ ซึ่งมีปริมาณสถานีบริการก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวีน้อยมาก ส่งผลให้พี่น้องประชาชน ผู้ประกอบการรถตู้ท่องเที่ยวหรือรถขนส่ง ซึ่งกรมขนส่งให้เปลี่ยนสภาพรถให้เป็นเชื้อเพลิง ก๊าซธรรมชาติเอ็นจีวี มีปัญหาในการจดทะเบียน ขณะเดียวกันราคาก๊าซเอ็นจีวีซึ่งมีราคาถูก สามารถให้บริการพี่น้องประชาชนได้ แล้วก็จะเป็นประโยชน์กับพี่น้องประชาชน ลดค่าใช้จ่ายการนําเข้าแก๊สแอลพีจี (LPG) หรือน้ํามัน ท่านประธานครับ อยากจะให้ ท่านประธานหารือผ่านกระทรวงพลังงาน ให้ ปตท. ได้ขยายสถานีบริการเพิ่มขึ้น เพื่อประโยชน์กับพี่น้องประชาชนและนักท่องเที่ยวที่ได้รับการบริการที่ราคาถูกลงครับ ขอขอบคุณท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ท่านสุโข วุฑฒิโชติ ครับ

นายสุโข วุฑฒิโชติ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรปราการ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายสุโข วุฑฒิโชติ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรปราการ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ ท่านประธานครับ ในขณะนี้กระแสความคลั่งไคล้ฟุตบอล (Football) ในประเทศไทยนั้นมีไปทุกหย่อมหญ้าเป็นการเจริญที่รวดเร็วที่สุด จนกระทั่ง ตั้งหลักกันแทบไม่ทัน เป็นที่เลื่องลือไปถึงระดับโลกว่าคนไทยขณะนี้นั้นชอบกีฬาฟุตบอล และได้รับการส่งเสริมสนับสนุนเป็นอย่างดียิ่ง ในปัจจุบันนี้สมาคมฟุตบอลแห่งประเทศไทย เป็นผู้รับผิดชอบดูแลจัดการแข่งขันฟุตบอลในประเทศไทย ตั้งแต่ระดับสูงสุดคือพรีเมียร์ลีก (Premier league) มีบริษัทรับผิดชอบเรื่องนี้ แล้วก็มีดีวิชั่น ๑ (Division 1) ดีวิชั่น ๒ (Division 2) โดยเฉพาะดีวิชั่น ๒ นั้นลงไปที่จังหวัดต่าง ๆ มีเพียง ๒ จังหวัดเท่านั้นที่ไม่ได้ ส่งทีมเข้าแข่งขัน และนอกจากนั้นก็จะมีแข่งขันประเภท ง ค ข อะไรต่าง ๆ ทํานองนั้น แต่ท่านประธานครับ ปัญหาอุปสรรคใหญ่ในขณะนี้นั้นจะต้องรับผิดชอบและร่วมกันแก้ไข เป็นอย่างยิ่ง ความไม่พร้อมหลายสิ่งหลายอย่างในการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะ สนามอยู่ในสภาพที่ไม่เหมาะสม ความปลอดภัยเป็นเรื่องสําคัญ ในขณะนี้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องนะครับท่านประธานที่กรุณาดูแลเป็นพิเศษในเรื่องความปลอดภัยของผู้ตัดสิน เมื่อปีที่แล้วผู้ตัดสินไปตัดสินที่อีสาน ขากลับถูกไล่ยิงกระเจิดกระเจิง เร็ว ๆ นี้แข่งขัน ฟุตบอลที่ทางใต้ ระหว่างทีมจังหวัดพัทลุงกับจังหวัดกระบี่ แข่งขันเสร็จเรียบร้อย ปรากฏว่าผู้ตัดสินเกือบเอาชีวิตไม่รอด ถูกไล่ยิงจนกระทั่งเกือบจะพิการด้วยซ้ําไป ฉะนั้น เรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่โต เป็นเรื่องการสกัดกั้นความเจริญเติบโตของการแข่งขันฟุตบอล ในประเทศไทย ขอเรียนปรึกษาหารือ ท่านประธานกรุณาตรวจสอบดูแลให้หน่วยงาน ที่เกี่ยวข้องได้กรุณาได้ดูแล เอาใจใส่เป็นพิเศษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องของความปลอดภัย ทั้งผู้เล่น ผู้ดูและผู้ตัดสิน ขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญท่าน ส.ว. ไพบูลย์ ซําศิริพงษ์ ครับ

นายไพบูลย์ ซําศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภา ปทุมธานี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายไพบูลย์ ซําศิริพงษ์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดปทุมธานี ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมขอหารือผ่านท่านประธานไปยัง ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ด้วยจังหวัดปทุมธานีขณะนี้ได้เจริญรุดหน้า อย่างรวดเร็ว มีหมู่บ้านและหมู่บ้านจัดสรรเกิดขึ้นอย่างมากมาย จึงทําให้การจราจรในจังหวัด ปทุมธานีเกิดวิกฤติแล้วคับคั่งอย่างหนักหนาสาหัสสากรรจ์ โดยเฉพาะถนนรังสิต-นครนายก เวลานี้รถติดยาวเหยียดหลายกิโลเมตร ถนนพหลโยธิน-ลําลูกกาก็เช่นเดียวกัน เพราะฉะนั้น อยากจะเสนอท่านประธานผ่านไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมว่าควรจะรีบแก้ไข ด้วยการสร้างถนนคร่อมคลองรังสิตประยูรศักดิ์เป็นการบรรเทา ส่วนโดยเฉพาะด้านนั้น ควรจะสร้างเกือกม้าไว้สําหรับกลับรถยูเทิร์น (U-Turn) ทั้งขาไปขากลับ ซึ่งควรอย่างยิ่ง ที่จะต้อง ๒ คลองต่อ ๑ เกือกม้า อันนี้มีความจําเป็นอย่างยิ่งครับ แล้วก็ถนนรถไฟฟ้า ก็ควรจะจาก ตลิ่งชัน-รังสิต นั้นควรไปถึงนวนคร ทั้งนี้จากรังสิตไปถึงนวนครมีประชากร นับล้านคน จึงขอเรียนท่านประธานผ่านไปยังกระทรวงคมนาคม อันนี้ด้วยความจําเป็น และควรจะถือเป็นปัญหาเร่งด่วนครับผม ขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล

นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายสมบูรณ์ อุทัยเวียนกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ท่านประธานที่เคารพครับ

เรื่องที่ ๑ เนื่องจากเกษตรกรต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยเคมีเป็นจํานวน สูงมากครับ จึงได้ทําหนังสือถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ท่านรัฐมนตรีธีระ วงศ์สมุทร เรื่องการขอตั้งโรงงานผลิตปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยชีวภาพนะครับ ที่ตําบลบางสัก อําเภอกันตัง จังหวัดตรัง และที่ตําบลเขาไม้แก้ว อําเภอสิเกา จังหวัดตรัง

เรื่องที่ ๒ เทศบาลควนกุน โดยนายกเทศมนตรี นายเขียว อั้นเต้ง ได้ขอ งบประมาณผ่านกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬาในการก่อสร้างอัฒจรรย์ให้กับสนามกีฬา เทศบาลควนกุน อําเภอสิกา จังหวัดตรัง

เรื่องที่ ๓ ผู้ใหญ่วิวัฒน์ ฮ่างเต๊ก หมู่ที่ ๕ ตําบลกลาเส ขอให้กรมทางหลวงชนบท ได้ไปก่อสร้างลาดยางให้กับถนนสาย หมู่ที่ ๕ ตําบลกลาเส อําเภอสิเกา ไปถึงตําบล วังมะปราง อําเภอวังวิเศษ จังหวัดตรัง ซึ่งระยะทางทั้งหมดประมาณอีก ๖ กิโลเมตรเศษครับ ที่ยังไม่ได้ลาดยาง

เรื่องที่ ๔ องค์การบริหารส่วนตําบลควนธานี โดยนายก อบต.ประนอม รักจริง ได้ของบประมาณในการก่อสร้างประปาหมู่บ้านให้กับพี่น้องประชาชนในตําบล ควนธานีผ่านกรมทรัพยากรน้ํา

เรื่องที่ ๕ องค์การบริหารส่วนตําบลกันตังใต้ ได้ของบประมาณในการขยาย เขตประภาส่วนภูมิภาคให้กับพี่น้องบ้านก่อเคี้ยม ตําบลกันตังใต้ อําเภอกันตัง จังหวัดตรัง จึง ขออนุญาตท่านประธานได้ทําหนังสือถึงหน่วยงานดังกล่าวด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับ ท่านประธาน ได้ของบประมาณในการขยายเขตประปาส่วนภูมิภาคให้กับพี่น้องบ้านเกาะเคี่ยม ตําบลกันตังใต้ อําเภอกันตัง จังหวัดตรัง จึงขออนุญาตท่านประธานได้ทําหนังสือถึง หน่วยงานดังกล่าวด้วยครับ ขอบพระคุณมากครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ท่านสุรชัย ชัยตระกูลทอง เชิญครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

กราบเรียนท่าน ประธานที่เคารพ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดชลบุรี ในฐานะ สมาชิกรัฐสภาและเลขานุการกิจการวุฒิสภา วิป (Whip) วุฒิสภา อยากจะกราบเรียน ท่านประธานดังนี้นะครับ ก็คือว่าการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ครั้งที่ ๓ ในวันศุกร์ที่ ๒๕ คือวันนี้ ผมเกรงว่าองค์ประชุมอาจจะไม่ครบ ผมเองนั้นในฐานะวิปวุฒิสภาก็ได้ประสานไปยัง เพื่อนสมาชิกวุฒิสภาจํานวนมาก แล้วก็ได้รับแจ้งจากเพื่อนสมาชิกวุฒิสภาว่าการที่มี การประชุมร่วมกันของรัฐสภาแล้วมีหนังสือเชิญแบบเร่งด่วน รวมทั้งข้อมูลข่าวสารให้กับ เพื่อนสมาชิก ไม่ว่าจะส่งข้อความทางเอสเอ็มเอส (SMS) ก็ดี ก็ทําให้เพื่อนสมาชิกนั้น ทราบข่าวบ้าง ไม่ทราบข่าวบ้าง แล้วในการเชิญประชุมของท่านประธานนั้นก็ถูกต้อง ตามข้อบังคับการประชุมรัฐสภา ในข้อที่ ๑๒ ก็คือการนัดประชุมรัฐสภาต้องทําเป็นหนังสือ เว้นแต่เมื่อได้บอกนัดในที่ประชุมแล้ว การนัดประชุมให้นัดล่วงหน้าไม่น้อยกว่า ๓ วัน โดยไม่รวมวันส่งหนังสือและวันประชุม แต่ถ้าท่านประธานรัฐสภาเห็นสมควรจะนัดเร็ว กว่านั้นก็ได้ในกรณีเร่งด่วน แต่ทั้งนี้ไม่น้อยกว่า ๑ วัน อันนี้ก็ถูกต้องอยู่นะครับ ทีนี้ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานเช่นนี้ครับว่า เดิมทีนั้นเราก็เข้าใจกันว่าเราอาจจะ มีการประชุมวันอังคารที่ ๒๒ หรือวันอังคารที่ ๒๙ แต่สืบเนื่องจากท่านประธาน มีความจําเป็นเร่งด่วนจึงสั่งให้มีการประชุมในวันศุกร์นี้ ก็เลยกราบเรียนท่านประธานว่า ถ้าในโอกาสหน้า กราบเรียนท่านประธานว่าถ้าขยายเวลาให้มากกว่านี้อีกสักนิดหนึ่ง สัก ๑ สัปดาห์ ก็จะเป็นความกรุณา เพื่อให้เพื่อนสมาชิกวุฒิสภานั้นได้เตรียมตัวนะครับ แล้ววันนี้เองก็อย่างที่เรียนนะครับ ก็คือกังวลว่าองค์ประชุมอาจจะไม่ครบครับ จึงกราบเรียน ท่านประธานดังนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ผมเรียนให้ทราบนะครับ ผมได้ปรึกษา กับท่านประธานวุฒิสภา ท่านบอกว่าวันที่ ๒๕ นี้ท่านว่าง แล้วท่านได้จัดการให้ ได้เรียน ปรึกษาหารือก่อนที่จะประชุมร่วมนะครับ แล้วก็เรียนให้ทราบว่าผมก็ได้ดําเนินการส่งตั้งแต่ อาทิตย์ที่แล้วครับ ก็คงจะได้รับกัน แต่ว่าหน้าที่ของ ส.ส. ส.ว. มีหน้าที่พร้อมที่จะประชุม เพราะเขาเลือกมาให้ประชุมนะครับ ไม่ใช่เลือกให้ออกไปหาเสียงครับ ก็เรียนให้เพื่อนสมาชิก ได้ทราบนะครับ แล้วอีกประการหนึ่งขอเรียนให้ทราบว่าเรามีเรื่องกรอบการเจรจาที่ค้างอยู่ เกือบร่วม ๒๐ ฉบับ กระผมนัดล่วงหน้าเลย ให้ท่าน ส.ว. และ ส.ส. ได้ทราบ วันที่ ๒๙ เราก็จะประชุมอีกครับ เรียนแจ้งต่อที่ประชุมล่วงหน้า เพราะหนังสือจะออกวันนี้ครับ ก็เรียนให้ทราบล่วงหน้า ท่านวิปวุฒิสภาช่วยกรุณาแจ้งให้ทั้ง ๘๐ ท่าน ได้เข้าประชุม โดยพร้อมเพรียงกันด้วยจะเป็นพระคุณแก่ประเทศชาตินะครับ เพราะเราไม่อยากจะให้ มันค้าง ขอบคุณครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี

ขอบคุณท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

สภายินดีต้อนรับคณะผู้บริหารสมาชิก สภาตําบล พนักงานส่วนตําบล กํานัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้นําศาสนา ประชาชนและเยาวชน จากองค์การบริหารส่วนตําบลบานา จังหวัดปัตตานี ด้วยความยินดีนะครับ นอกจากนั้น สภายินดีต้อนรับคณะสภานักเรียนโรงเรียนหาดใหญ่วิทยาลัยสมบูรณ์กุลกันยา จังหวัดสงขลา ด้วยความยินดีเช่นเดียวกันครับ ขณะนี้การประชุมร่วมรัฐสภา คือระหว่างสมาชิก สภาผู้แทนราษฎรและสมาชิกวุฒิสภาร่วมกันประชุมในวันนี้ เรียกว่าการประชุมรัฐสภา นะครับ มีระเบียบวาระเยอะแยะ ไม่สามารถที่จะแจ้งได้ ถ้าท่านมีเวลาก็นั่งฟังได้ตลอดครับ เรายินดีต้อนรับนะครับ ต่อไปเชิญท่านอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ครับ คือผมคิดว่าเกือบจะ ครบแล้ว เหลือ ๕๐ ท่าน ทราบว่ารถมันติดอยู่ เพราะเข้าต้องอ้อม ผมคิดว่าจะครบแล้ว เหลือ ๕๐ ท่านนะครับ กําลังติด ทราบว่ารถติดอยู่เพราะเขาต้องอ้อม เนื่องจากว่ามีท่านผู้มีอํานาจท่านปิดถนนอยู่ ไม่สามารถที่จะเดินทางมาสะดวก ก็ต้องรอ หน่อยนะครับ เชิญท่านอภิชาต

นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายอภิชาต ศักดิเศรษฐ์ ส.ส. จังหวัด นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ เนื่องจากได้เกิดฝนตกหนักในหลายพื้นที่ของจังหวัด นครศรีธรรมราชและพื้นที่ภาคใต้ในช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมา แล้วก็ตกหนักต่อเนื่องตั้งแต่เมื่อ ๒ คืนที่ผ่านมาก็ทําให้เกิดปัญหาน้ําท่วมขัง น้ําไหลหลากในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะจังหวัด นครศรีธรรมราช จังหวัดพัทลุง จังหวัดกระบี่ สําหรับจังหวัดนครศรีธรรมราชต้องถือว่าเป็น ปรากฏการณ์น้ําท่วมที่รุนแรงที่สุดมากกว่าครั้งใด ๆ นะครับ เวลานี้พี่น้องประชาชนในหลาย อําเภอซึ่งอยู่ริมถนนสายเอเชียต้องอพยพมาอยู่บนถนนสายเอเชีย ซึ่งไม่เคยปรากฏมาก่อน นะครับที่น้ําจากเทือกเขาบรรทัด บวกกับน้ําฝนซึ่งตกลงมาอย่างหนัก ทําให้พื้นที่รับน้ํา ทั้งพื้นที่ราบชายเขา ทั้งพื้นที่ป่าพรุนะครับ โดยเฉพาะพื้นที่ป่าพรุในเขตลุ่มน้ําปากพนัง ๗ อําเภอ เวลานี้น้ําท่วมขังเต็มหมดแล้วนะครับ และพี่น้องประชาชนก็หลายพื้นที่นะครับ เมื่อสักครู่นี้ท่านนายก อบต. ตําบลเสาธง อําเภอร่อนพิบูลย์ จังหวัดนครศรีธรรมราช ก็โทรศัพท์มาบอกว่ามีพี่น้องประชาชนติดอยู่ในบ้าน แล้วก็น้ําท่วมขังไม่สามารถออกไปไหน มาไหนได้ ซึ่งเป็นปรากฏการณ์ที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน และก็ต้องถือว่าเป็นน้ําท่วมรอบที่ ๔ ของพี่น้องชาวภาคใต้นะครับ นับตั้งแต่วันที่ ๑ พฤศจิกายน ซึ่งพี่น้องภาคใต้ประสบกับ อุทกภัยครั้งที่ผ่านมา แล้วก็ส่งผลให้นาข้าว แล้วก็พืชผลทางการเกษตรซึ่งเพิ่งเริ่มที่จะลง ปักดํา แล้วก็ทําการเพาะปลูกเสียหายยับเยินหมดนะครับ ก็ขอหารือมายังรัฐบาลว่าขอให้ ติดตามสถานการณ์อุทกภัยในภาคใต้อย่างใกล้ชิดนะครับ จังหวัดก็ขอให้เร่งรัดประกาศเขต ภัยพิบัติเพื่อให้สามารถใช้จ่ายเงินในการทดรอง ออกมาใช้จ่ายแก้ไขปัญหา แล้วก็สํารวจ ความเสียหายอย่างละเอียด รอบคอบ ให้ทั่งถึง เพื่อให้การช่วยเหลืออย่างตรงเป้าหมายแล้วก็ ทันต่อเหตุการณ์ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านมงคล ศรีคําแหง ครับ

นายมงคล ศรีคําแหง สมาชิกวุฒิสภา จันทบุรี

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายมงคล ศรีคําแหง สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดจันทบุรีครับ เมื่อสักครู่นี้ได้ยิน ท่านประธานบอกว่าการที่ ส.ว. และ ส.ส. เข้ามาลําบากก็ติดขบวนผู้มีอิทธิพล ติดผู้มีอํานาจอยู่ ผมไม่สบายใจมาหลายวันแล้วครับ ก็อย่างที่ท่านประธานได้เห็น การที่เราจะเข้ามาสภา แห่งนี้หรือจะเข้าไปทําเนียบ ผมไม่ทราบว่าบ้านเรามันจะเป็นประเทศลิเบียหรือเป็นประเทศ ปากีสถานเข้าไปทุกทีแล้ว เดี๋ยวปิดทางโน้น เดี๋ยวปิดทางนี้ เข้า-ออกลําบากมาก ทั้ง ๆ ที่ เป็นสถานที่สําคัญ พวกเรายังเข้ามาทํางานลําบากเลย แล้วประเทศชาติจะอยู่อย่างไรครับ ท่านประธาน ผมว่าถ้าปล่อยให้บ้านเมืองเป็นอยู่อย่างนี้ มีการปิดถนน ยึดถนน แล้วก็ตํารวจ ทหารต้องเข้ามาสร้างกําแพงบังเกอร์อะไรอย่างนี้ ผมมองว่าแล้วจะไปสู่การเลือกตั้ง ได้อย่างไร ผมอยากเรียนท่านประธานผ่านไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรีนะครับ ว่าท่านมีฝีมือในการบริหารประเทศแค่นี้หรือครับ ไม่ว่าจะเรื่องข้าวยากหมากแพงมันก็ หนักหนาสาหัสแล้วสําหรับพี่น้องประชาชนทั่วประเทศ แล้วยังมีเรื่อง มีม็อบมีอะไรมาอีก แล้วไม่ใช่ม็อบมาเช้าไปเย็นกลับ ม็อบถาวรนะครับ ท่านอยู่ที่ทําเนียบท่านเห็นไหมครับ ผมว่า ถ้านายกรัฐมนตรีไม่รีบดําเนินการ หรือทําเป็นทองไม่รู้ร้อน แล้วจะทําอย่างไรบ้านเมืองนี้ แล้วจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีอีกหรือ ยังอยากจะกลับมาเป็นนายกรัฐมนตรีของ ประเทศไทยอีกสมัยหนึ่งหรือ ผมไม่สบายใจครับ ถ้ามีฝีมือแค่นี้ก็อย่ามาบริหารประเทศเลย แล้วจะไปเลือกตั้งไปอย่างไร ม็อบยังเต็มหน้ารัฐสภาก็มี หน้าทําเนียบก็มี แล้วที่เช้ามา เย็นกลับนี่ไปไล่เขา อย่าเพิ่งรีบครับ เช้ามาเย็นกลับไปไล่เขา แต่ท่านมหาจําลองอยู่นี่ตั้งนาน แล้ว ถ้าหากเจรจาไม่ได้ กระชับพื้นที่ไม่ได้ ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีเอาดอกไม้ธูปเทียนไปขอ ขมาท่านเสีย ขอกันดี ๆ ถ้าเกิดเจราไม่ได้ กระชับพื้นที่ไม่ได้ ผมว่าท่านนายกรัฐมนตรีเอาดอกไม้ธูปเทียนไปขอขมา ท่านเสีย ขอกันดี ๆ เลยนะครับ ท่านนายกรัฐมนตรีมาแล้วครับ ขอบคุณครับท่าน คือเป็นห่วงท่านมาก บ้านเมืองอย่างนี้จะไปสู่เลือกตั้งอย่างไร ผมเองไม่สบายใจมานาน จะเข้าออกรัฐสภาทีเดี๋ยววันนี้ปิดช่องโน้น อ้อมมาทางนี้ ตรงนี้เข้าไม่ได้อ้อมมาทางนี้ นี่อะไร ด้วยความเป็นห่วงครับ ท่านประธานผมว่าถ้าท่านนายกรัฐมนตรีเจรจาไม่ได้ ท่านประธาน ช่วยไปเจรจาหน่อยได้ไหมครับ แล้วจะได้เข้าสู่การเลือกตั้งอย่างสบายใจครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

นายกรัฐมนตรีท่านจะ ชี้แจงครับ เรียนเชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี

ท่านประธานที่เคารพครับ ผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ก็เข้าใจนะครับว่าเพื่อนสมาชิกที่อาจจะไม่ได้รับ ความสะดวกอาจจะมีอารมณ์บ้าง แต่ว่าผมฟังคําพูดเมื่อสักครู่นี้ผมไม่ค่อยสบายใจ ท่านพูด ได้อย่างไรครับสถานการณ์ปัจจุบันเป็นเหมือนประเทศลิเบียหรือเปล่า ที่จริงแนวทางที่เรา บริหารอยู่ในขณะนี้ก็คือเพื่อต้องการให้เกิดความสงบเรียบร้อย ต้องหาความพอดีครับ ถ้าหากว่าอยากจะใช้ความเด็ดขาดอย่างที่ท่านว่านี่ก็ทําได้นะครับ แต่ผมว่านั่นละครับจะทํา ให้สถานการณ์ลุกลาม ผมก็ให้เกียรติเจ้าหน้าที่เราได้พูดคุยกับทางเจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคง เขาคิดว่าประการหนึ่งก็คือขออํานาจพิเศษตามกฎหมาย เราก็ประกาศเป็นพื้นที่ความมั่นคง นะครับ แต่ขณะเดียวกันเมื่อประกาศแล้วเขาจะใช้อํานาจนั้นมากน้อยแค่ไหน เขาบอก เป้าหมายสําคัญสูงสุดคือความสงบของบ้านเมือง ถ้ายึดพื้นที่คืนได้หมด แต่เหตุการณ์ลุกลาม บานปลาย มันเป็นประโยชน์กับใครครับ เวลานี้ผมไปเลือกตั้งได้ไม่มีปัญหาละครับ ท่านไม่ต้องห่วงหรอกละครับ เพราะท่านไม่ได้ไปเลือกตั้ง ผมจึงอยากจะกราบเรียนว่า ผมเข้าใจนะครับ อาจจะรู้สึกไม่สะดวกบ้าง แต่ว่าเทียบกับว่าความไม่สะดวกกับท่าน ของท่าน กับความวุ่นวายของบ้านเมือง ผมก็ต้องขออภัยว่าผมต้องเลือกว่าพวกเราไม่สะดวก บ้างครับ แต่เราอยู่ร่วมกันได้อย่างสันติ ผมไม่เรียกร้องให้ท่านถอนคําพูดหรอกครับ แต่ว่า อยากให้ระมัดระวังครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไปคุณวุฒิพงษ์ นามบุตร เชิญครับ

นายวุฒิพงษ์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร อุบลราชธานี

กราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วุฒิพงษ์ นามบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดอุบลราชธานี พรรคประชาธิปัตย์ ก็ต้องขอขอบคุณท่านนายกรัฐมนตรีนะครับที่ได้ ดูแลจังหวัดอุบลราชธานีเป็นอย่างดี โดยเฉพาะงบประมาณงบกลางของท่านนายกรัฐมนตรี ที่ได้จัดสรรในการก่อสร้างศาลากลางหลังใหม่ วันนี้ผมจะมาหารือเรื่องปัญหาความเดือดร้อน พี่น้องสัก ๕ เรื่อง

เรื่องแรกครับจังหวัดอุบลราชธานีเป็นแหล่งรวมน้ําโขง ชี มูล ในช่วงน้ําหลาก น้ําจะมาก ทําให้ตลิ่งริมแม่น้ํา ริมชุมชนได้ชํารุด ได้พังลงมาหลายหมู่บ้านนะครับ จึงอยากฝากนําเรียนท่านถึงท่านรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงคมนาคม หรือกระทรวงมหาดไทยนะครับ ได้ช่วยจัดสรรงบประมาณสร้างเขื่อนป้องกันตลิ่งบริเวณ บ้านทับน้อย บ้านทัน บ้านแดงหม้อ บ้านท่าวดี บ้านท่าศาลา และท่ากกแห่ ริมแม่น้ํามูล จนมาถึงทางเทศบาลตาลสุมนะครับ

เรื่องที่ ๒ นโยบายทางด้านกระจายความรู้สู่ชนบท สู่ชุมชน เป็นนโยบาย ทางด้านที่กระจายให้กับผู้ที่ขาดความรู้ ได้ศึกษาโดยผ่านทางศูนย์การเรียนรู้ กศน. ตอนนี้ ครู ศรช. ของ กศน. เขาดีใจได้ยกฐานะเป็นพนักงานราชการ แต่ว่ายังขาดแคลนอาคาร กศน. ที่ใช้เป็นสถานที่ในการเรียนรู้ในพื้นที่ชุมชน จึงอยากให้ท่านจัดสรรอาคาร กศน. ไปสู่ทุกชุมชนให้ทั่วถึงโดยเร็วที่สุดครับ

เรื่องที่ ๓ ฝากนําเรียนถึง ฯพณฯ นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ แล้วก็ ฯพณฯ อิสระ สมชัย รัฐมนตรีกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ด้วยครับว่าสวัสดิการ อาสาสมัครต่าง ๆ โดยเฉพาะ อพม. ที่อยู่ในสังกัดของกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคง ของมนุษย์ ได้ช่วยเร่งรัดจัดสรรงบประมาณให้กับ อพม. ด้วย ในส่วนของ อปพร. นะครับ ฝากนําเรียนท่านนายกรัฐมนตรีได้ช่วยเร่งรัดเห็นชอบกฎหมายที่จะเสนอสู่สภาเพื่อที่จะให้ทัน ในการพิจารณาสภาสมัยนี้ด้วยนะครับ ยังเหลืออีก ๒ ข้อครับ

เรื่องที่ ๔ เรื่องสวนสัตว์อุบลราชธานีเป็นสวนสัตว์ที่ดําเนินการก่อสร้าง มายาวนานแต่ตอนนี้ยังไม่เป็นรูปธรรมครับ ยังไม่มีสัตว์สักตัว มีแต่งูครับ อยากให้ท่านเร่งรัด ช่วยสร้างสวนป่า เก้ง กวาง เสือ สิงห์ และหลินปิงที่น่ารักให้พี่น้องชาวอุบลราชธานีได้เห็น เหมือนกับชาวเชียงใหม่ด้วยนะครับ ขอกราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไป ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว เชิญครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กําแพงเพชร

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ท่านประธานครับ ผมมีเรื่องหารือท่านประธานนิดเดียวครับ เมื่อเช้าผมนั่งแท็กซี่ (Taxi) เข้ามา เสร็จแล้ว เขาไล่ผมลง ผมลองคิดว่าถ้าหากว่าผมเป็นท่านประธาน นั่งแท็กซี่เข้ามาเขาจะไล่ผมลงหรือเปล่า ท่านประธานวันหลังถ้ามีเหตุการณ์อย่างนี้ท่านลองนั่งแท็กซี่เข้ามาบ้างนะครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ผมนั่งเป็นประจําอยู่แล้วครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กําแพงเพชร

เขาคงไม่ไล่ท่านลง นะครับ ท่านประธานครับ ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับว่า เหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้นที่ กระทรวงมหาดไทยครับ วันนี้เรามีอธิบดีกรมการปกครอง ๒ ท่าน ท่านแรกก็คือท่านอธิบดี มงคล สุระสัจจะ ท่านที่สองก็คืออธิบดี วงศ์ศักดิ์ สวัสดิ์พาณิชย์ มันเป็นเรื่องตลกไหมครับ ท่านประธาน ผมว่ามันเป็นเรื่องประหลาดและเกิดขึ้นในประเทศไทยประเทศเดียวกระมัง เพราะว่าคนหนึ่งยังทํางานอยู่ก็มีเอกสารจาก ก.พ.ค. บอกว่า ที่คุณตั้งกันมานี้ ย้ายคนเก่า ออกไปไม่ถูกต้อง แล้วก็เลยตั้งคนเก่าให้เข้ามาเป็นอธิบดีกรมการปกครองอีก เพราะฉะนั้น ประเทศไทยก็มีอธิบดีกรมการปกครอง ณ วันนี้ ๒ ท่าน ทั้ง ๒ ท่านก็ต่างคนต่างบอกว่ามีสิทธิ ท่านประธานครับ ผมฝากท่านประธานไปเรียนท่านนายกรัฐมนตรี ทําอะไรสักอย่างเถอะครับ เรื่องนี้มันน่าเกลียดพิลึก กราบเรียนเถอะครับท่านประธาน ช่วยไปบอกท่านนายกรัฐมนตรี บอกให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย โอเค มันไม่ใช่อํานาจของรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงมหาดไทย บอกปลัดกระทรวงมหาดไทยนะครับ บอกว่าช่วยดําเนินการให้แล้วเสร็จ เถอะครับ เรื่องง่ายนิดเดียว ดําเนินการตามสิ่งที่ท่านคิดว่าถูกต้อง อย่าอึมครึมอยู่อย่างนี้ครับ ขวัญกําลังใจของข้าราชการชั้นผู้น้อย ตั้งแต่เจ้าหน้าที่ปกครองถึงผู้ว่าราชการจังหวัด เสียหาย นะครับท่านประธาน ขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง ครับ

นายชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชัยนาท

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม ชัยวัฒน์ ทรัพย์รวงทอง สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดชัยนาท พรรคเพื่อไทย ขออนุญาตกราบขอบคุณท่านประธานเป็นอย่างยิ่ง แล้วก็ในเรื่องของการหารือครั้งนี้ ก็ขออนุญาตเรียนท่านประธานดังนี้นะครับ ปีที่แล้วได้เกิด เพลี้ยกระโดดที่จังหวัดชัยนาทแล้วก็ภาคกลางเป็นจํานวนมาก แล้วก็ปีนี้รุนแรงกว่าปีที่แล้ว ความจริงปีที่แล้วก็มีความรุนแรง แล้วก็ได้รับความช่วยเหลือในเรื่องของเงินในการแก้ปัญหา แต่ว่าอย่างไรก็ตามแต่จํานวนเงินมันไม่พอเพียง มันน้อย เพราะว่าถ้าได้ผลผลิตมันก็จะดีกว่า ในปีนี้เพลี้ยกระโดดระบาดเป็นจํานวนมาก ก็อยากจะให้ทางภาครัฐได้เข้าไปช่วยในการที่จะ ดูแลในส่วนนี้นะครับ ในการที่จะเอาเงินแก้ไขปัญหาดังกล่าว เข้าใจว่าน่าจะให้ประมาณสัก ๒,๐๐๐ บาทเศษ ๆ หรือ ๓,๐๐๐ บาท คงไม่ใช่สักพันกว่าบาทหรือ ๕๐๐-๖๐๐ บาท เหมือนแต่เดิม ถ้าอย่างนั้นพี่น้องประชาชนก็คงต้องขายไร่ ขายนาหมดแล้วครับท่านประธาน

อีกเรื่องหนึ่งก็คือ เรื่องข้าวของราคาแพงมาก ราคาสูงมาก ประกอบกับ พี่น้องประชาชนดังกล่าวไม่มีรายได้แล้วก็รายได้ไม่พอเพียง แล้วข้าวของก็ราคาสูงมาก แล้วก็ สิ้นเดือนนี้ทางกระทรวงพาณิชย์ ทางรัฐบาลก็จะให้ราคาสินค้านั้นสามารถขึ้นราคาได้ อนุญาตให้ขึ้นราคาได้ ก็จะทําให้พี่น้องประชาชนได้รับผลกระทบแล้วก็ได้รับความเดือดร้อน เป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้นผมจะขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานครับว่าอะไรบ้างที่พอ จะดูแลพี่น้องประชาชนได้ในระยะนี้ขอให้ช่วยดูแลด้วย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของ พ่อแม่พี่น้องประชาชนดังกล่าวที่บอกว่ารายได้ไม่มีครับ เพราะว่าประเทศไทยเรา ทําการเกษตร ทําไร่ ทํานา พอผลผลิตไม่ได้ ราคาข้าวตกก็ดี เขาได้รับความเสียหายจาก เพลี้ยกระโดดก็ดี พี่น้องประชาชนลําบาก เครียดมาก ก็ขออนุญาตกราบเรียนท่านประธาน อย่าลืมนะครับ ช่วยเหลือดูแลด้วย กราบขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ท่านอรรถพร พลบุตร ครับ

นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายอรรถพร พลบุตร สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วนจากจังหวัดเพชรบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ขออนุญาตท่านประธาน หารือความเดือดร้อนของประชาชน ๒-๓ เรื่องครับ

เรื่องแรก คือปัญหาน้ําทะเลกัดเซาะชายฝั่งที่ตําบลบางแก้ว อําเภอ บ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี ได้กัดเซาะมาอย่างนี้เป็นเวลานานนับ ๑๐ ปี ทําให้ผืนดิน ตรงนั้นหายไปในทะเลมากกว่า ๓ ถึง ๔ กิโลเมตรแล้วครับ วัดทั้งวัดยังต้องย้ายหนีแล้วมา สร้างวัดใหม่ พี่น้องประชาชนได้รับความเดือดร้อน และต้องมองแผ่นดินที่ถูกกัดเซาะหายไป ต่อหน้าต่อตามาเป็นเวลา ขณะนี้ทางคณะ ส.ส. ร่วมกับองค์กรท้องถิ่น อบต. และส่วนที่ เกี่ยวข้องก็พยายามจัดงบประมาณสร้างหินทิ้งตลอดแนว แต่ว่าก็อยู่ได้ระยะเดียวก็เริ่มทรุด เริ่มพังสลายลงไป การกัดเซาะก็เริ่มต้นขึ้นใหม่อีกครั้งหนึ่งครับ อยากจะกราบเรียน ผ่านท่านประธานสภาไปยังกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมให้จัดงบประมาณ เป็นการเร่งด่วนเพื่อสร้างเขื่อนหินทิ้งหรือเสริมแนวเก่าให้มีความมั่นคงแข็งแรงมากขึ้น ไม่อย่างนั้นผืนแผ่นดินของตําบลบางแก้วก็จะกลายเป็นทะเล และนั่นคือหยาดน้ําตาของ ประชาชนครับ ท่านประธานครับขอใช้โอกาสนี้ขอบคุณไปยังกระทรวงมหาดไทยในการ จัดสรรงบประมาณขยายระบบประปาของตําบลวังตะโก อําเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี ที่กระผมได้เคยกราบเรียนผ่านท่านในสภาแห่งนี้ เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนที่ขาดแคลนน้ําประปา ขณะนี้ได้รับงบประมาณสนับสนุนไป ๓,๕๐๐,๐๐๐ บาท และคงจะเริ่มดําเนินการได้ภายในเดือนนี้ ฉะนั้นก็ขอบคุณและพี่น้องชาวตําบลวังตะโก ก็จะได้มีโอกาสที่จะมีคุณภาพชีวิตทัดเทียมกับพี่น้องตําบลอื่น ๆ เสียที กราบขอบพระคุณ

สุดท้ายครับ ขณะนี้อนุสรณ์สถานลานพระพุทธรรมไพรวัลย์ ลูกเพชร ที่วัดดอนผิงแดด อําเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรีได้ก่อสร้างเสร็จแล้วเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่าน มาซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างคณะ ส.ส. ร่วมกับผู้นําชุมชนและพี่น้องประชาชนร่วมทั้ง อําเภอบ้านแหลมสวยงามเป็นอย่างยิ่งก็ขอใช้โอกาสนี้สื่อสารไปยังท่านสมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรและวุฒิสมาชิกผู้ทรงเกียรติช่วยกันเชิญชวนไปร่วมชมร่วมสักการะ เพื่อให้เป็นแหล่ง ท่องเที่ยวที่สําคัญของจังหวัดเพชรบุรีต่อไป กราบขอบพระคุณท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ท่านนายวิทยา อินาลา เชิญครับ

นายวิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภา นครพนม

กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผม นายวิทยา อินาลา สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดนครพนม ในฐานะที่เป็น สมาชิกรัฐสภา ผมอยากจะตั้งข้อสังเกตอย่างนี้ท่านประธานครับ คือจากที่เรานัดมาประชุม กันนี้ท่านประธานมีหนังสือนัดประชุมร่วมกันของสมาชิกรัฐสภาตั้งแต่ ๙ โมงเช้า ผมจับเวลา ถึง ๑๐ โมงครึ่ง สมาชิกเรามาแค่ ๒๓๒ คนเอง จากทั้งหมดเกินกึ่งหนึ่ง กึ่งหนึ่งก็คือ ๒๗๗ คน ไม่มาครบองค์ประชุมอยู่ ๔๕ คนเป็นเวลา ๙๐ นาที ถามว่า ๙๐ นาทีนี้มีความสําคัญ อย่างไรบ้าง ๙๐ คูณ ๔๕ ก็คือ ๔,๐๕๐ นาที ถ้าเป็นวันก็เกือบ ๓ วันแล้วครับ อันนี้ถามว่า ประเทศไทยเราถ้าท่านบอกว่าท่านเป็นผู้ทรงเกียรติเป็นผู้นําของประเทศในร่างนิติบัญญัติ ท่านเสียโอกาสของการแข่งขัน ๓ วันนะครับ ๑ ปีมี ๓๖๕ วัน ประเทศอื่นเขาทํางาน ๓๖๕ วัน ประเทศไทยทํางานเท่าไรครับ แค่ครั้งนี้ครั้งเดียวครับทํางาน ๓๖๒ วันเอง แล้วประเทศไทยเราจะแข่งขันกันอยู่ได้อย่างไรกับสังคมโลกนี้ครับ ผมขอฝากไปยัง ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติทั้งหลาย ความรับผิดชอบไปอยู่ตรงไหน ในเมื่อท่านแบกภาระเป็น ตัวแทนของประชาชนคนทั้งประเทศครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ตอนนี้ก็เหลืออยู่ ๒๐ ท่านเท่านั้น เดี๋ยวก็ครบองค์ประชุมแล้วกําลังเดินทางมาครับ ต่อไปคุณมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ คุณมนต์ชัยไม่อยู่นะครับ คุณนายสมัย เจริญช่าง เชิญครับ

นายสมัย เจริญช่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานสภาที่เคารพครับ กระผม นายสมัย เจริญช่าง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ มีเรื่องขออนุญาตได้หารือ ผ่านท่านประธานรัฐสภาที่เคารพอยู่ ๒-๓ เรื่อง

เรื่องที่ ๑ ก็คือได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องราษฎรที่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรร ในแนวถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านพ้นมานั้น มีฝนตกหนักเป็นเหตุให้เกิดน้ําท่วมขังในบริเวณหมู่บ้านจัดสรร

เรื่องที่ ๑ ก็คือได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องราษฎรที่อยู่ในหมู่บ้านจัดสรร ในแนวถนนพระยาสุเรนทร์ แขวงบางชัน เขตคลองสามวา เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านพ้นมานั้น มีฝนตกหนักเป็นเหตุให้เกิดน้ําท่วมขังในบริเวณหมู่บ้านจัดสรรว่าเมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านพ้นมา นั้นมีฝนตกหนักเป็นเหตุให้เกิดน้ําท่วมขังในบริเวณหมู่บ้านจัดสรรทุกหมู่บ้านในแนวถนน พระยาสุเรนทร์ ก็สืบเนื่องมาจากน้ําในลําคลองกีบหมู ลําคลองควายตาย ลําคลองผักกระเฉด ตื้นเขิน ไม่มีการขุดลอกลําคลองดังกล่าว ก็ขอเรียนท่านประธานรัฐสภาได้กรุณามีบัญชา ไปถึงกรุงเทพมหานครให้ช่วยดําเนินการด้วย

เรื่องที่ ๒ พี่น้องประชาชนที่อยู่ในแขวงสามวาตะวันออก ซึ่งยังมีเกษตรกร ทํานาในขณะนี้ได้เก็บเกี่ยวผลผลิตแต่ไม่สามารถนําเอาผลผลิตออกไปสู่โรงสีได้ เนื่องจาก ถนนในหมู่บ้านแห่งนั้นความยาวประมาณ ๑,๒๐๐ เมตร ยังเป็นถนนดิน ก็ขอให้ทาง กรุงเทพมหานครได้ดูแลช่วยดําเนินการ ในขณะเดียวกันก็ขาดแคลนน้ําประปาที่จะใช้ ในชีวิตประจําวัน

เรื่องสุดท้าย ได้รับการร้องเรียนจากท่านเจ้าอาวาสวัดเสนานนท์ บ้านลํามะเขือขื่น แขวงสามวาตะวันออก เขตคลองสามวา ว่าในขณะนี้ทางวัดมีความ ประสงค์จะขอจดทะเบียนวัดเป็นนิติบุคคล แต่ไม่สามารถดําเนินการได้ เพราะที่ดินเดิมนั้น เป็นที่วัดร้าง แต่ในปัจจุบันนี้ที่ดินดังกล่าวตกเป็นที่ดินของราชพัสดุ กรมธนารักษ์ จึงขออนุญาตท่านประธานได้กรุณามีบัญชาไปถึงกระทรวงการคลัง ให้กรมธนารักษ์ยินยอม ที่จะให้มีการจดทะเบียนวัดเสนานนท์เป็นนิติบุคคลตามกฎหมายด้วย จะเป็นพระคุณอย่างยิ่ง ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญ คุณอรอนงค์ คล้ายนก

นางอรอนงค์ คล้ายนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน อรอนงค์ คล้ายนก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรกรุงเทพมหานคร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันขอหารือท่านประธาน ๓ เรื่องค่ะ

เรื่องแรกดิฉันได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนบริเวณหน้าโรงพยาบาล ราชพิพัฒน์ถึงถนนพุทธมณฑล สาย ๓ เขตบางแค ไม่มีไหล่ทางเท้าทําให้สัญจรไปมาลําบาก และไม่ปลอดภัยนะคะ ขอฝากท่านประธานผ่านไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดําเนินการ

เรื่องที่ ๒ ชาวบ้านร้องเรียนเกี่ยวกับปัญหาขยะมูลฝอยที่กองอยู่ตามจุดต่าง ๆ ช่วงเวลา ๖ โมงเย็น บริเวณฟุตบาทริมถนนเพชรเกษมทั้ง ๒ ฝั่งนะคะ เนื่องจากไม่มีถังขยะ ทําให้ชาวบ้านต้องมากองอยู่บริเวณดังกล่าวสกปรกเลอะเทอะ บางจุดกองใกล้กับป้ายรถเมล์ ทําให้ส่งกลิ่นเหม็นเป็นภาพที่ไม่น่าดูอย่างยิ่ง จึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยักรุงเทพมหานคร ได้บริหารจัดการด้วยนะคะ

เรื่องที่ ๓ ปัญหาเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยบริเวณที่เป็นตึกร้าง ที่รกร้าง ว่างเปล่า ซึ่งเป็นจุดเสี่ยงอันตรายและก่อให้เกิดปัญหาอาชญากรรม เป็นแหล่งมั่วสุมทําให้ ไม่ปลอดภัยกับพี่น้องประชาชนที่จําเป็นต้องสัญจรไปมาบริเวณดังกล่าว ซึ่งก็มีหลายพื้นที่ ในกรุงเทพมหานครและทราบว่าทางกรุงเทพมหานครเองก็มีแผนงานที่จะพัฒนาแหล่งจุด ดังกล่าวเหล่านี้นะคะ จึงขอฝากท่านประธานผ่านไปยังกรุงเทพมหานครที่จะได้เร่งสํารวจและ ปรับปุรงพื้นที่ดังกล่าวเป็นการเร่งด่วน ขอบคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ เชิญครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพค่ะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิก ท่านกฤช อาทิตย์แก้ว ได้กรุณาลุกขึ้นตําหนิหรือหารือในเชิงตําหนิ กับกระทรวงมหาดไทย ดิฉันก็เป็นอีกคนหนึ่งที่วันนี้อยากจะเรียนท่านนะคะว่าดิฉันมี ความเห็นว่าการทํางานของกระทรวงมหาดไทยในขณะนี้มีความระส่ําระสายและขาด ประสิทธิภาพ ขาดระบบอย่างสิ้นเชิงเลยค่ะ ยกตัวอย่างง่าย ๆ เมื่อ ๒ วันนี้เราได้ไปแสดง ความยินดีกับการมีจังหวัดบึงกาฬใช่ไหมคะ เราก็จะต้องมีผู้ว่าราชการจังหวัด รองผู้ว่า ราชการจังหวัดไปประจํา จังหวัดอุตรดิตถ์ไม่น่าจะเกี่ยวข้องกับจังหวัดบึงกาฬมากเลย แต่สิ่งที่เกิดขึ้นค่ะ ได้มีคําสั่งโยกย้ายจากกระทรวงมหาดไทยให้รองผู้ว่าราชการจังหวัด อุตรดิตถ์ คือ นายศุภชัย เหลืองแสงทอง ไปเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดบึงกาฬ ในขณะที่ จังหวัดอุตรดิตถ์ของเราขณะนี้มีการจัดกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๗ ท่านประธานคะ มีคนเข้าไปเป็นนับหมื่น มีการถ่ายทอดการจัดกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ให้กับ ๑๗ ประเทศ ได้รับรู้และเห็นการพัฒนาทางด้านกีฬาของเยาวชนของประเทศไทย และท่านรองศุภชัย เหลืองแสงทอง เป็นผู้ที่มีบทบาทอย่างมาในการรับผิดชอบงานตรงนี้ พอได้รับคําสั่งว่าจะต้องไปปปฏิบัติหน้าที่ ๒๔ ชั่วโมง ก็เกิดความระส่ําระสายในจังหวัด เป็นอย่างยิ่ง ดิฉันก็ได้รับโทรศัพท์โทรเข้ามาเพื่อจะหาทางที่จะดําเนินการ แต่ก็ยังดีค่ะ ท่านรองผู้ว่าราชการจังหวัด ท่านศุภชัยมีความกล้าหาญ ขอให้อยู่ตรงนั้นจนกระทั่งจบเวลา ที่จะปฏิบัติหน้าที่ในการจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ ๒๗ ที่จังหวัดอุตรดิตถ์ ก่อน นี่ละค่ะท่านประธานคะ การทํางานต่าง ๆ นี้ขาดความรอบคอบ ไม่ได้คํานึงถึง ผลกระทบที่จะเกิดขึ้น ดิฉันไม่เข้าใจวิธีการที่จะโยกย้ายข้าราชการระดับสูง ระดับจังหวัด ไม่ว่าจะเป็นผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด ขณะนี้ยังคงมีเกณฑ์ในการ พิจารณาหรือไม่ ดิฉันถามถึงเกณฑ์เลยค่ะว่าเดี๋ยวนี้มีหรือไม่ หรือว่าจะโยกย้ายกัน ตามอําเภอ ตามใจ หรือตามระบบที่จะมีใครดําเนินเข้าไปสู่เส้นทางนั้น ๆ นะคะ ก็ขอถาม หาถึงเกณฑ์และมาตรฐานในการบริหารราชการกระทรวงมหาดไทย ว่าต้องเคร่งครัด และคงจะต้องคํานึงผลประโยชน์ของประเทศในหลายด้านให้รอบคอบด้วยค่ะ จึงเรียน ท่านประธานมาผ่านไปถึกระทรวงมหาดไทยด้วย ขอขอบพระคุณค่ะท่าน

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ผมคิดว่าเป็นคนมีความสามารถ เพราะไปอยู่เมืองอุตรดิตถ์ เมืองพระยาดาบหัก ก็มีฝีมือเขาจึงเอาไปจังหวัดบึงกาฬ ผมเข้าใจอย่างนั้นนะครับ ถ้าไม่มีฝีมือเขาคงจะเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดตลอดไปครับ ต่อไปคุณผ่องศรี ธาราภูมิ ครับ

นางสาวผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉันผ่องศรี ธาราภูมิ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดลพบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานคะ ดิฉันมีเรื่องกราบเรียนหารือ ท่านประธานค่ะ

เรื่องที่ ๑ สืบเนื่องจากดิฉันได้รับการสอบถามจากเพื่อนข้าราชการครู และก็บุคลากรทางการศึกษาจํานวนมาก ตามที่สภาผู้แทนราษฎรของเราได้ผ่าน ร่างพระราชบัญญัติเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และเงินประจําตําแหน่งข้าราชกรครู และ บุคลากรทางการศึกษา (ฉบับที่ ..) พ.ศ. .... ซึ่งคาดว่าจะได้มีการดําเนินการให้ทัน ก่อนเดือนเมษายน เพื่อจะได้มีการปรับเงินเดือนพร้อมกับข้าราชการพลเรือนนั้น ทราบว่ากระบวนการนั้นก็คงเป็นไปตามลําดับ ทราบว่าเมื่อสัปดาห์ที่แล้วคณะรัฐมนตรี ได้มีมติทบทวนร่างพระราชกฤษฎีกาปรับเงินเดือนขั้นต่ําขั้นสูงของข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา พ.ศ. .... เพื่อรองรับร่างพระราชบัญญัตติดังกล่าว แต่ว่าเนื่องจากกระบวนการ เงื่อนเวลาก็ยังไม่มีความชัดเจนว่าจะดําเนินการอย่างไร ดิฉันก็ขอกราบเรียนท่านประธาน ได้หารือผ่านไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการว่าได้โปรดทําความเข้าใจและก็ ชี้แจงไปยังข้าราชการครู บุคลากรทางการศึกษาทั่วประเทศด้วยนะคะว่าในการดําเนินการ ขั้นตอนนี้จะเป็นอย่างไร แล้วก็ในรอบเดือนเมษายนนี้เขาจะได้ปรับฐานเงินเดือนอย่างไร นะคะ

เรื่องที่ ๒ ดิฉันได้รับเรื่องร้องเรียนจากพี่น้องราษฎรที่อยู่อาศัยแล้วก็มีพื้นที่ ใช้สอยอยู่บริเวนถนนรอบเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์นะคะ ขณะนี้ต้นไม้ทั้งสองข้างทาง ขาดการบํารุงรักษาแล้วก็ขาดการดูแลตัดแต่ง ทําให้ปกิ่งไม้ลามเข้ามาในถนน จาก ๒ เลน ก็วิ่งได้ทางเดียว เหลือเลนเดียว โดยเฉพาะถนนช่วงปากคลองวังก้านเหลืองถึงสะพาน ตลาดปลา ตําบลท่าหลวง อําเภอท่าหลวง จังหวัดลพบุรี ก็ขอฝากไปยังท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้กําชับให้กรมชลประทานได้ดูแลเรื่องของการตัดแต่งต้นไม้ บริเวณถนนรอบเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ด้วย

เรื่องสุดท้าย ดิฉันก็ขอกราบเรียนไปท่านประธานไปทางท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ช่วยเร่งรัดนํามติคณะกรรมการนมและผลิตภัณฑ์นม ที่เสนอเห็นชอบให้ปรับราคาน้ํานมดิบเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีด้วยค่ะ ขอกราบขอบพระคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ท่านสุริยา ปันจอร์ ครับ เชิญครับ

นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภา สตูล

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายสุริยา ปันจอร์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสตูล ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือท่านประธาน เกี่ยวกับเรื่องของการจัดการศึกษา โดยเฉพาะวิชาอิสลามศึกษา ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการ ได้ประกาศหลักสูตรขั้นพื้นฐาน ปี พ.ศ. ๒๕๔๔ และก็ได้แก้ไขปรับปรุงปี พ.ศ. ๒๕๕๑ ซึ่งเนื้อหาสาระ ๘ สาระ ๑ ใน ๘ สาระนั้นคือวิชาสังคมศาสนา แล้วแตกย่อยจากวิชา สังคมศาสนามาเป็นอิสลามศึกษา หรือพุทธศึกษาด้วย ทั้งนี้เนื่องจากว่ามิต้องศึกษาศาสนา ที่ตนนับถือ ขณะนี้วิชาอิสลามศึกษานั้นได้เปิดสอนทั่วประเทศ ๓๐ กว่าจังหวัด แต่ก็มีอยู่บางจังหวัด บางเขตพื้นที่ บางโรงเรียน ยังไม่ได้เปิดสอน ทั้ง ๆ ที่เข้าเกณฑ์ตามแนวปฏิบัติตามประกาศ ของสํานักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน ทั้งนี้ โดยให้เหตุผลว่า สพฐ. ไม่ได้จัดสรรงบประมาณ มาให้ ก็เลยไม่ได้จัดไปตามข้อบังคับ จึงอยากจะเรียนท่านประธานเพื่อฝากไปถึงรัฐบาล โดยเฉพาะกระทรวงศึกษาธิการ ได้กรุณาพิจารณาทบทวนแล้วก็จัดสรรงบประมาณ เพื่อดําเนินการให้เยาวชนได้ศึกษาศาสนาที่ตนนับถือ แล้วก็ปฏิบัติอย่างเคร่งครัดต่อไป ขอขอบพระคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณนิยม เวชกามา ครับ

(นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย ได้ยืน และยกมือขึ้น)

มีอะไรประท้วงอะไรครับ ท่านครับ เดี๋ยวคุณนิยม คุณพิเชษฐ์กําลังยกมือประท้วง

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพครับ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภา ผู้แทนราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธาน ที่เคารพครับ ผมประท้วงท่านประธานตามข้อ ๕ เรื่องของการควบคุมการประชุม

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คือตอนนี้ผมไม่ได้เปิดประชุมครับ ผมเพียงหารือเท่านั้นเองครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

และ ข้อ ๑๗ ท่านประธานครับ เนื่องจากท่านประธานได้กําหนดเวลาการประชุมรัฐสภา ๐๙.๐๐ นาฬิกา ขณะนี้ล่วงเลยเวลามา ๑ ชั่วโมง ๔๕ นาที ซึ่งตามระเบียบข้อบังคับ ข้อ ๑๗ นั้น เมื่อพ้นกําหนดการประชุมรัฐสภาไป ๓๐ นาที ท่านประธานสามารถที่จะเลื่อน การประชุมไป เพราะว่าสมาชิกมาไม่ครบ ตอนนี้ ๑ ชั่วโมง ๕๐ นาทีเข้าไปแล้ว ท่านประธาน ยังจะรออะไรอยู่ครับ สมาชิกที่ไม่มาก็คือเจตนาที่จะไม่มา ดังนั้นผมปรึกษาท่านประธานว่า น่าจะเลื่อนการประชุมไป

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ตอนนี้ผมได้เรียนต่อที่ประชุมแล้วว่า ต้องรอพวกสักหน่อย เพราะว่ามีภารกิจหลายอย่าง เนื่องจากว่าถนนหนทางถูกปิดกั้น การเดินทางไม่สะดวก ในฐานะที่ผมเป็นประธาน ผมก็นั่งอยู่ตรงนี้นะครับ แล้วก็ที่ประชุม เขาก็มาส่วนใหญ่ แล้วตอนนี้ก็เหลืออยู่ไม่กี่ท่านก็จะครบองค์ประชุมแล้วแต่ผมยังไม่ได้ เปิดประชุม ผมเพียงแต่ปรึกษาหารือ ท่านผู้ใดต้องการปรึกษาหารือผมก็ให้หารือไปครับ ส่วนท่านผู้ใดที่จะไม่หารือก็เป็นสิทธิครับ ซึ่งตอนนี้ผมยังไม่เปิดประชุมเลย ถือว่าผมยัง ไม่ได้ผิดข้อบังคับใด ๆ ทั้งสิ้น เชิญนั่งลงเถอะครับ เชิญคุณนิยม เวชากามา ครับ เอาความ เดือดร้อนของพี่น้องประชาชนมาบอกกล่าว เราจะทําหน้าที่ผู้แทนราษฎรถูกต้องแล้ว คุณนิยมครับ ชาวจังหวัดสกลนครควรสนับสนุนคุณครับ

นายนิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สกลนคร

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นิยม เวชกามา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด สกลนคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้ผมนําความเดือดร้อนของพี่น้อง ประชาชนในพื้นที่มาหารือเพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสอดส่องดูแล ๓ ข้อด้วยกัน

เรื่องที่ ๑ เรื่องถนนไร้ฝุ่น ซึ่งท่านบอกค่อนข้างชัดเจนว่าปีนี้จะไม่ให้มี ถนนดินฝุ่น แต่บ้านผมมีช่วงจากตําบลบ้านแป้น ไปถึงถนนนาตงวัฒนา สามแยกบ้านปุ่ง ระยะทาง ๒๐ กว่ากิโลเมตร ปรากฏว่าถนนเส้นนี้อยู่ในความดูแลของทางหลวงชนบท แต่วันนี้พี่น้องบ้านผมสัญจรไปมาด้วยความยากลําบากเพราะเป็นหลุมเป็นบ่อเกิดเต็ม พื้นที่แล้ว ฝากหน่วยที่เกี่ยวข้อง กรมทางหลวงชนบท กระทรวงคมนาคมเข้าไปดูแลหน่อย ว่าวันนี้จะให้พี่น้องเขาเดินทางกันอย่างไร

เรื่องที่ ๒ คืองบท้องถิ่น เมื่อวานนี้ผมได้ฟังท่านรัฐมนตรีช่วยว่าการ กระทรวงมหาดไทยตอบว่าไม่มีปัญหา แต่ที่บ้านผม ที่ อบต. นาแก้ว เอาตําบลเดียว วันนี้บอกไม่มีเงินเหลือแล้ว เหลืออยู่ ๔๐๐,๐๐๐ บาท งบพัฒนา ที่บอกโอนไป ๒ งวด งวดแรก ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท งวด ๒ อีก ๖,๐๐๐,๐๐๐ บาท บอกสุดท้ายแล้ว แต่ยังไม่ไป วันนี้ขอสอบถามไปทางกระทรวงมหาดไทยว่าจะให้เขาทําอย่างไร นายก อบต. สอบถามมา

อีกเรื่องหนึ่งครับ ในขณะที่ภาคใต้ฝนตกน้ําท่วม แต่พี่น้องผมจังหวัดสกลนคร อีสานแล้งแล้ววันนี้ ปัญหาเกิดขึ้นมากมาย บังเอิญว่าปีนี้พี่น้องประชาชนเห็นข้าวดีหน่อย ก็ปลูกข้าวนาปรังเยอะแยะ น้ําไม่มี ปัญหาเกิดขึ้นแล้ววันนี้ โดยเฉพาะที่บ้านหนองผือน้อย ตําบลนาโพธิ์ อําเภอกุสุมาลย์ เขาฝากผมมาว่าน้ําที่สระสาธารณะแล้ง ไม่มี แห้งหมดแล้ว วัว ควายไม่มีน้ําจะกินฝากหน่วยงานที่เข้าไปดูแลด้วย ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณสนอง เทพอักษรณรงค์ เชิญ

นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร บุรีรัมย์

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสนอง เทพอักษรณรงค์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดบุรีรัมย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ กระผมได้มีโอกาสออกไป พบปะกับบรรดาพี่น้องประชาชน รวมถึงวัดวาอารามต่าง ๆ วันนี้ได้รับการร้องเรียนจาก เจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ บอกว่าอยากจะให้รัฐบาลได้หาวิธีการอย่างไรก็ได้ให้ช่วยบรรเทาความ เดือดร้อนในเรื่องสาธารณูปโภคให้กับทางศาสนาบ้าง เพราะในต่างประเทศหลายประเทศ องค์กรศาสนานั้นถือว่าเป็นองค์กรเพื่อสาธารณะที่ไม่ได้หวังผลกําไร วันนี้ปัญหาหนึ่ง ตามวัดวาอารามต่าง ๆ ก็ดี ตามโบสถ์ ตามมัสยิด หรือตามโบสถ์คริสต์จะมีค่าใช้จ่ายในเรื่อง ค่าไฟฟ้าค่อนข้างจะมาก เป็นไปได้ไหมที่กรมการศาสนาจะทําเรื่องหรือเสนอกฎหมายใด ๆ ก็ตามแต่ ให้มีการบรรเทาความเดือดร้อนในเรื่องค่าไฟฟ้าให้กับวัด โบสถ์ หรือสถานศาสนา อื่น ๆ อย่างน้อย ๆ ให้วัด ให้ทุกศาสนาได้ชําระค่าไฟฟ้าสักครึ่งก็ยังดี ผมไปพบปะเจ้าอาวาส หลายวัด มีปัญหา เมื่อญาติโยมไปทําบุญน้อย ค่าไฟฟ้าไปถึง พระท่านก็บอกว่าถูกตัด หม้อแปลงอีกแล้ว เพราะฉะนั้นถ้าหากว่ากรมศาสนาจะรับเป็นธุระเพื่อจะทําเรื่องนําเสนอ กับรัฐบาลให้มีการช่วยเหลือในเรื่องค่าไฟฟ้าให้กับทุกศาสนา จะเป็นวัด จะเป็นโบสถ์คริสต์ จะเป็นสุเหร่าก็ตามแต่ ให้เสียค่าไฟฟ้าเพียงครึ่งเดียวก็จะเป็นเรื่องที่ดีมาก ฝากท่านประธาน ได้ฝากไปถึงกรมการศาสนาช่วยดําเนินการครับ ขอบพระคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณรังสิมา รอดรัศมี เชิญครับ

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สมุทรสงคราม

กราบเรียนท่านประธาน ดิฉัน รังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดสมุทรสงคราม ท่านประธานให้หารือดิฉันเห็นด้วย อย่าให้หาเรื่อง ถ้าหาเรื่องในสภา แต่เช้ามันก็จะมีปัญหาต่อไป คือดิฉันได้ยื่นเอกสารก่อนคนอื่นคนอื่นท่านเรียกไปหมดแล้ว ข้ามดิฉันไปคนเดียว

นายชัด ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คือเฉพาะท่านรังสิมานี่พูดกลาง ๆ ไว้ตรงกลาง ๆ คนฟังมาก

นางสาวรังสิมา รอดรัศมี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎณ สมุทรสงคราม

ไม่อย่างนั้นต้องต่อให้ดิฉันอีก ๒ นาที

เรื่องแรก ที่ดิฉันจะหารือคือ เรื่องศูนย์ราชการจังหวัดสมุทรสงคราม เมื่อสมัยท่านชวนเป็นนายกรัฐมนตรี เมื่อปี ๒๕๔๐ ทางกระทรวงการคลังได้อนุมัติ ศูนย์ราชการจังหวัดสมุทรสงคราม แต่พอมาเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี ก็ได้ยกเลิกศูนย์ราชการ จังหวัดสมุทรสงคราม ทําให้มีปัญหาว่าหน่วยงานราชการต่าง ๆ เวลาจะมาสร้างหน่วยงาน ของตัวเองก็ต้องมาทําถนนของตัวเองไปที่หน้าสํานักงาน พอหน่วยงานจะมาสร้างทีหนึ่ง ก็มาประสานกับ ส.ส. ทีหนึ่ง ดิฉันคิดว่ามันไม่เป็นระบบแล้วก็สร้างปัญหาให้กับหน่วยงาน ของราชการแต่ละหน่วยงาน ขอให้กระทรวงการคลังอนุมัติงบไปทําถนนให้มีมาตรฐาน เดียวกันแล้วหน่วยราชการจะได้ไม่เดือดร้อน จะได้สร้างเฉพาะหน่วยราชการของตัวเอง เท่านั้น

อีกเรื่องหนึ่ง คือเรื่องไฟกลางเกาะ กลางเกาะดับเป็นช่วง ๆ ถนนสาย ๓๒๕ และที่หน้าปั๊ม ปตท. ตําบลคลองโคน สายพระราม ๒ เมื่อไม่มีไฟส่งสว่าง รถสิบล้อ ชอบมาจอดนอนข้างทางแล้วเกิดอุบัติเหตุ รถได้ชนท้ายรถสิบล้อมีคนบาดเจ็บแล้วก็ตาย เป็นจํานวนมาก เพราะฉะนั้นให้กรมทางหลวงช่วยติดป้ายประกาศไม่ให้จอดนอนข้างทาง ให้ จอดในที่ที่ให้จอดแล้วก็ให้จับด้วย

อีกเรื่องหนึ่งคือเรื่องเกี่ยวกับยูเทิร์นนะคะ ยูเทิร์นหน้ามหาวิทยาลัยราชภัฏ สวนสุนันทาและมีโรงพยาบาลด้วย อยากให้สร้างยูเทิร์นนี้นะคะในปี ๒๕๕๕ ให้ใส่งบประมาณ ให้ด้วยนะคะ เพราะว่าเดี๋ยวโรงพยาบาลเสร็จแล้วจะต้องยูเทิร์นข้างล่าง คนไข้จะ ตายก่อนนะคะ ขอบคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ท่านสมชาติ

นายมนต์ชัย วิวัฒนธนาตย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานครับ ในคิวผมต่อคุณรังสิมาครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต้องสลับครับท่านครับ สลับ ส.ว. สลับ ส.ส. ครับ เพราะผมเรียกท่านเกือบจะเป็นคนแรกแต่ท่านไม่อยู่

นายสมชาติ พรรณพัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา นครปฐม

ท่านประธานครับ ผม นายสมชาติ พรรณพัฒน์ ขอบคุณครับ ท่านประธานครับ ผมอยากหารือกับท่านในสมัย รัฐบาลนี้ การบังคับใช้กฎหมายนี้ผมว่าหย่อนยานมาก ผมจะยกตัวอย่างให้ฟังก็คือ เรื่อง รถบรรทุกที่บรรทุกน้ําหนักเกินวิ่งเข้าตัวเมืองซึ่งตัวเมืองนี้ก็คืออําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีก็เคยไปหาเสียงที่อําเภอนครชัยศรี ท่านนายกรัฐมนตรีทราบดีว่าในตลาดนครชัยศรีคับแคบขนาดไหนครับ แต่เจ้าหน้าที่ ที่ดูแลเรื่องนี้ก็ละเลยปล่อยให้รถบรรทุกวิ่งเข้าไปในตัวเมืองนครชัยศรี ซึ่งเนื้อที่ ของอําเภอนครชัยศรีในตัวเมือง ความกว้างแค่ ๘ เมตรแต่ให้รถบรรทุกความยาว ๑๐ กว่าเมตร น้ําหนักบรรทุก ๕๐ กว่าตันเข้าไปวิ่งในตัวเมือง ด้วยเหตุผลก็คือหลีกเลี่ยง เครื่องชั่งน้ําหนัก ไม่ยอมเข้าเครื่องชั่งน้ําหนักที่ทางกระทรวงคมนาคมได้ตั้งไว้ ผมได้พูด เรื่องนี้หลายต่อหลายครั้งกับอธิบดีกรมทางหลวง กับผู้บัญชาการตํารวจภูธรภาค ๗ ก็เหมือนพูดไปกับสายลมไม่ได้เกิดประโยชน์อะไรทั้งสิ้น เมื่อกี้ผมก็ได้เห็นนายกรัฐมนตรี ท่านได้เข้ามาตอบท่าน ส.ว. มงคลแล้ว ท่านก็คงได้ยิน ท่านช่วยสั่งการทีสิครับ ท่านนายกรัฐมนตรี แม้กระทั่งยาเสพติดมันระบาดเกลื่อนเมือง ผู้ใช้แรงงานขณะนี้ ๘๐ เปอร์เซ็นต์กลับไปใช้ยาเสพติดอีกครั้งหนึ่งแล้ว ก็ต้องขอฝากท่านประธาน ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีช่วยสั่งการด้วยครับ ที่อําเภอนครชัยศรี จังหวัดนครปฐม ชาวบ้าน เขาเดือดร้อน ถนนหนทางเสียหายหมด จะหลับจะนอนก็ไม่ได้หลับนอนเพราะรถมันวิ่ง เข้ามาในตัวเมืองนะครับท่านประธาน ฝากไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีด้วยนะครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณครับ คุณมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์

นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก

ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายมนต์ชัย วิวัฒน์ธนาฒย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพิษณุโลก พรรคกิจสังคม ขอหารือท่านประธานนะครับ

เรื่องแรก เกี่ยวกับเรื่องผลิตภัณฑ์ของหมู่บ้านของตําบล ซึ่งตอนนี้นะครับ กลุ่มสตรีต่าง ๆ ในจังหวัดพิษณุโลกได้มีการดําเนินการจัดงานแต่ปรากฏว่างบประมาณต่าง ๆ ในการที่จะมาจัดมันไม่เพียงพอ สิ่งที่ผมเองเป็นห่วงและเป็นกังวลเป็นอย่างยิ่งว่า กลุ่มผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ นั้นจะสูญหายไปจากอาชีพของสตรี กลุ่มแม่บ้าน เพราะอย่างที่ ผมได้เคยกราบเรียนว่างบประมาณนั้นควรจะมีการสนับสนุนให้กับกลุ่มสตรีเพื่อที่จะไป ดําเนินการตรงนี้ในทุกหมู่บ้าน กลุ่มไหนที่ทําดีก็ขอให้ต่อยอด กลุ่มไหนที่มีความคิดที่จะทํา ก็ขอให้ส่งเสริมกันไป แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นปัญหามันเกิดอยู่ว่ากลุ่มสตรีหรือคณะกรรมการพัฒนาสตรี ไปขึ้นกับกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ซึ่งแต่เดิมนั้นอยู่กับ กรมการพัฒนาชุมชนที่คอยดูแลเป็นพี่เลี้ยงให้ ซึ่งปัจจุบันก็ยังดูแลแต่ว่าไม่มีงบประมาณครับ ท่านประธาน ดังนั้นจึงขอฝากจัดงบประมาณให้มันถูกช่องทาง แล้วก็จัดคนดูแลให้ถูก ช่องทางด้วยครับ ซึ่งกรมพัฒนาชุมชนเขาเคยดูแลมาโดยตลอด ซึ่งกระทรวงการพัฒนาสังคม และความมั่นคงของมนุษย์ บุคลากรต่าง ๆ ที่จะไปดูแลตรงนี้ก็ไม่มี และไม่มีความเข้าใจ เรื่องแรกครับ

เรื่องที่ ๒ เรื่องภัยแล้ง เกี่ยวกับในพื้นที่นี้เกิดภัยแล้งเกิดขึ้น ทีนี้ระบบประปา หมู่บ้านทราบมาอยู่ว่าทางกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมไม่สามารถที่จะ ดําเนินการได้ เพราะว่าได้ถ่ายโอนงบประมาณไปสู่ท้องถิ่น ภารกิจของท้องถิ่น แต่ช่องทาอีก หลาย ๆ ช่องทางที่มีงบประมาณนั้นไม่สามารถดําเนินการได้ จึงฝากท่านประธานผ่านไปยัง นายกรัฐมนตรีให้ช่วยดูแลตรงนี้ให้เป็นพิเศษ เพราะว่าหลายพื้นที่มีปัญหาเรื่องภัยแล้ง น้ําดื่ม น้ํากิน น้ําใช้ไม่เพียงพอครับ ขอขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณอันวาร์ สาและ

นายอันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ปัตตานี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม อันวาร์ สาและ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดปัตตานี พรรคประชาธิปัตย์ ผมมีเรื่องหารือท่านประธานอยู่ ๒-๓ เรื่องนะครับ

เรื่องที่ ๑ ก็คือเรื่องของการระบาดของยาเสพติดในพื้นที่ ซึ่งตอนนี้ผมคิดว่า เป็นปัญหาที่หนักอกหนักใจของพี่น้องประชาชนที่เป็นพ่อแม่ที่อยู่ในเขตพื้นที่ของ ๓ จังหวัด ชายแดนภาคใต้ วันนี้นะครับ ยาเสพติดนี้เด็กอายุประมาณสัก ๑๒-๑๓ ปีนี้หัดรู้จักเล่น แม้กระทั่งในโรงเรียนก็ระบาดเข้าไปหมดแล้วครับ วันนี้พ่อแม่ของเขา หลายท่านวิ่งเข้ามา หาผมนี่ร้องไห้ และสุดท้ายก็ต้องเอาลูกออกจากตัวจังหวัดไปอยู่มาเลเซียบ้าง เพราะว่า กฎหมายของเขาเข้มงวดกว่าบ้านเรา ฉะนั้นผมขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น สํานักงานตํารวจแห่งชาติหรือกระทรวงมหาดไทยเอง ช่วยเข้าไปดูแลแล้วก็แก้ไขปัญหา เรื่องนี้ด่วนนะครับ

เรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องของการออกโฉนดชุมชนให้กับหมู่บ้าน หมู่ที่ ๑ ของตําบล รูสะมิแล เขาขอมานานแล้วครับ ทีนี้ที่ผ่านมาก็ต้องขอขอบคุณท่านรัฐมนตรีถาวรครับ ที่ท่านเองก็ไปช่วยให้เอาไฟฟ้านี้ไปจ่ออยู่ที่ปากทาง เพื่อที่จะดึงเข้าไปในบ้านแต่ละหลัง ของพวกเขา แต่ก็ดึงไม่ได้ครับ เนื่องจากว่าพวกเขาไม่มีสําเนาทะเบียนบ้านของแต่ละบ้าน มันก็ไม่สามารถที่จะดึงไฟเข้าไปได้ อย่างไรของให้เร่งรัดด้วยนะครับ

เรื่องที่ ๓ ผมขอให้ทางรัฐบาลช่วยไปดูแลในเรื่องของสินเชื่อที่เข้าไปช่วย ในเรื่องของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ผ่านมาก็ต้องขอขอบคุณทางกระทรวงการคลัง โดยผ่านทางแบงก์อิสลามไปให้สินเชื่อไมโครไฟแนนซ์ (Microfinance) ทําให้โอกาสของ คนที่อยู่ใน ๓ จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ไม่เจอปัญหาเรื่องของความไม่สงบแล้ว เขายังมี ทางออกที่ได้นําเงินจากส่วนนี้เข้าไปประกอบอาชีพ ไม่ว่าจะเป็นรถตู้หรือมอเตอร์ไซค์ (Motorcycle) รับจ้างต่าง ๆ ทําให้เขามีทางเลือก โดยที่วันนี้ผมคิดว่าความเป็นอยู่ของเขา ก็ดีขึ้นนะครับ

เรื่องที่ ๔ สั้น ๆ ครับท่านประธาน ปัญหาในเรื่องของการเลี้ยงหอยแครง ในพื้นที่ของอําเภอบานา วันนี้เนื่องจากนายทุนบางกลุ่มเข้าไปอยู่ เข้าไปสนับสนุน แล้วก็เกิดความแตกแยกในชุมชน อยากให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดูแลโดยด่วนครับ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว

นายชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สงขลา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม ชัยวุฒิ ผ่องแผ้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาครับ

เรื่องแรกที่ผมจะหารือท่านประธานเป็นเรื่องความเดือดร้อนของเกษตรกร ผู้เลี้ยงกุ้งอีกรอบหนึ่งนะครับ โดยผมได้รับหนังสือร้องเรียนจากนายครรชิต เหมะรักษ์ ประธานเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งภาคใต้ และนายกาจบัณฑิต รามมาก ประธานชมรม เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งจังหวัดสงขลาและแกนนําเกษตรกรกุ้งภาคใต้ สืบเนื่องจากเมื่อวันที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๔ สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และบริษัทผู้ผลิตได้จําหน่ายอาหารกุ้ง ได้ปรับราคาอาหารกุ้งขึ้นประมาณ ๕ เปอร์เซ็นต์ ซึ่งสร้างความเดือดร้อนให้กับเกษตรกร ผู้เลี้ยงกุ้งเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะถ้าเรามองให้มุมกลับนะครับ เมื่อกลุ่มผู้ผลิตได้เพิ่มราคา อาหาร เกษตรกรผู้เลี้ยงกุ้งก็ต้องซื้ออาหารมากขึ้น โดยเฉพาะเมื่อปรับถึง ๕ เปอร์เซ็นต์ นั่นหมายความว่าเกษตรกรต้องซื้อแพงกว่าปกติ กระสอบละ ๔๐-๕๐ บาท เกษตรกร ผู้เลี้ยงกุ้งในประเทศไทยมีจํานวนมากนะครับ ดังนั้นข้อเรียกร้องต่าง ๆ ขอให้ทาง ท่านประธานได้ประสานไปยังรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ให้ชะลอเรื่องนี้เพื่อที่จะให้ เกิดประโยชน์กับเกษตรกรต่อไป อย่างน้อยผมเชื่อว่าท่านประธานสามารถที่จะประสานได้ดี ในเรื่องของการแก้ไขปัญหานะครับ ข้อเรียกร้องต่างๆ อย่างน้อยให้กระทรวงพาณิชย์ต้องควบคุมกลไกราคาซื้อขายกุ้ง โดยประกันรายได้กุ้งอย่างน้อย ๖๐ ตัวต่อกิโลกรัมให้ได้ราคาประมาณ ๑๒๕ บาท เพราะราคากุ้งมันผันผวนตลอดเวลา

๒. ให้ควบคุมการตรวจสอบและจับกุมการลักลอบนําเข้าพ่อพันธุ์และแม่พันธุ์กุ้ง และให้จัดตั้งกองทุนกุ้งขึ้นมา นี่เป็นเรื่องด่วนที่ต้องรีบแก้ไข ถ้าแก้ไขได้วันนี้ได้ยิ่งดี

อีกเรื่องหนึ่ง ขออนุญาตสั้น ๆ ครับ โดยเฉพาะที่อําเภอระโนดจังหวัดสงขลา ๒-๓ วันที่ผ่านมาทําให้เกิดน้ําท่วมขังเกษตรกรผู้ทํานาข้าว ดังนั้นก็อยากจะให้ กรมชลประทานได้เร่งระดมเครื่องสูบน้ําไปที่อําเภอระโนด อําเภอกระแสสินธุ์ อําเภอสทิงพระ ที่ได้เกิดน้ําท่วมขณะนี้ให้เร่งระบายน้ําออกอย่างรวดเร็ว เนื่องจากขณะนี้เป็นครั้งแรก ที่เกษตรกรได้เริ่มทํานาในปีนี้ ขอขอบคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณบรรพต ต้นธีรวงศ์

นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ผม นายบรรพต ต้นธีรวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ต่อความห่วงใย เกี่ยวกับเรื่องของการประท้วง การชุมนุม และทําให้การเดินทางของประชาชนไม่สะดวก รวมทั้งสมาชิกรัฐสภาด้วย ซึ่งท่านนายกรัฐมนตรี นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็ได้ตอบคําถาม ไปแล้ว กระผมอยากจะเรียนปรึกษาเพื่อจะให้สมาชิกรัฐสภาทราบผ่านท่านประธานรัฐสภาว่า ขณะนี้คณะกรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการชุมนุมในที่สาธารณะ พ.ศ. ....ซึ่งมีท่านนิพนธ์ บุญญามณี เป็นประธานได้พิจารณาร่างฉบับนี้เสร็จเรียบร้อยแล้ว และจะส่งให้ท่านประธานเพื่อจะพิจารณาในวาระสอง วาระสามต่อไป ผมเชื่อว่าในร่างพระราชบัญญัติ ฉบับนี้เมื่อประกาศใช้แล้วสามารถที่จะแก้ปัญหาในเรื่องการชุมนุมในที่สาธารณะได้ผล ในระดับหนึ่งครับ เพราะว่าก็ยังยึดในการที่ว่าสิทธิในการชุมนุมตามรัฐธรรมนูญ การอํานวย ความสะดวกให้แก่ผู้ชุมนุมให้อยู่ในกรอบที่จะทําให้ประชาชนที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องนั้น เดือดร้อน อย่างไรก็ตามผมคิดว่าเรายังมีกฎหมายอีกฉบับหนึ่ง ซึ่งจะว่าเป็นกฎหมายพวงก็ได้ ในทัศนะของผม ก็คือว่ากระผมและคณะก็ได้เสนอร่างพระราชบัญญัติเสริมสร้างความ สมานฉันท์และการจัดการความขัดแย้งด้วยสันติวิธี แต่ว่าเป็นที่น่าเสียดายนะครับ อาจจะเข้าสภานี้ไม่ทัน ก็คงจะต้องฝากท่านประธานรัฐสภาไว้เผื่อท่านจะกลับมาเป็นประธาน รัฐสภาอีกสมัยหนึ่งในโอกาสหลังเลือกตั้งนี้ เพราะฉะนั้นร่างพระราชบัญญัติซึ่งผมคิดว่า เป็นกฎหมายพวงก็คือว่า ถ้ามันมีความขัดแย้งถึงความรุนแรงมาก ๆ ก็จะได้มีระบบที่จะ จัดการ โดยที่จะให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่ายเพื่อจะนําความสุขสงบสันติให้กับสังคมไทย และไม่สร้างความเดือดร้อน แล้วก็มีผลกระทบต่อเศรษฐกิจหรือสังคม และทางการเมืองด้วย ขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณนิยม วรปัญญา

นายนิยม วรปัญญา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลพบุรี

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ผม นิยม วรปัญญา ส.ส. จังหวัดลพบุรี ผมได้รับการร้องเรียน จากราษฎรและจากพระสงฆ์จํานวนมากว่ากําลังเกิดภัยแล้ง ขณะนี้น้ํากําลังขาดแคลน ก็ขอเจาะบ่อบาดาลที่อําเภอพัฒนานิคมแห่งหนึ่ง แล้วก็ที่อําเภอแก่งคอยแห่งหนึ่ง นี่ก็เป็น เรื่องที่ทางราษฎรขอมา แล้วก็ผู้ใหญ่บ้าน กํานันครับ

๒. ขอให้แก้ปัญหาภัยแล้ง โดยให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวง ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงคมนาคม พิจารณาขุดลอกแล้วก็ยกเป็น อ่างเก็บน้ําจํานวน ๓๙ แห่ง

๓. แม่น้ําป่าสักในขณะนี้ตื้นเขินมาก ก็อยากจะให้กระทรวงพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงคมนาคม และกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมกันขุดลอก เพราะว่าตื้นเขินมาก

๔. ขอให้ลาดยางถนนไร้ฝุ่น ๓๙ แห่งที่ว่าได้ไว้แล้ว แต่ทีนี้ตกไป ก็ขอให้ ช่วยทบทวนด้วยครับ

๔. ขอให้กระทรวงคมนาคมวางรางเป็นทางคู่ระวางตั้งแต่ภาชี-เชียงใหม่ และก็จากภาชีไปแก่งคอย-บัวใหญ่ แล้วก็จังหวัดเลยครับ

๕. ขอให้กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กระทรวงเกษตร และสหกรณ์ กระทรวงคมนาคมพิจารณาเรื่องเขื่อนแม่น้ําป่าสักที่กําลังจะขุดลอกเป็นแก้มลิง แล้วก็ขอทําเป็นเขื่อน ๒๔ แห่งเพื่อได้น้ําไว้ใช้เป็นกระแสไฟฟ้า เพาะเลี้ยงพันธุ์สัตว์น้ํา แล้วก็เลี้ยงสัตว์บกที่เวลานี้มีคนนิยมเลี้ยงไก่กันมาก ผมขอส่งเป็นเอกสารด้วยนะครับ เพราะว่าอีกหลายเรื่องยังไม่จบ ขอบคุณท่านประธานครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณสุกิจ อัถโถปกรณ์ ครับ

นายสุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ตรัง

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์สุกิจ อัถโถปกรณ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวังตรัง พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมเพิ่งได้รับการร้องเรียนจากพี่น้องประชาชนว่า ตอนนี้กําลังมีน้ําท่วมอยู่ที่ตําบลนาบินหลา อําเภอเมือง จังหวัดตรัง ซึ่งความจริงแล้วพื้นที่นี้ น้ําเคยท่วมครับ แต่ก็ไม่ได้ท่วมง่ายขนาดนี้ อันนี้เพียงแต่มีฝนตกเพียงแค่ ๒-๓ วันเท่านั้น ก่อนหน้านี้สาเหตุก็คือได้มีการพยายามระบายน้ําจากอําเภอนาโยงออกไป เนื่องจากอําเภอ นาโยงนี้อยู่เหนือไปจากตําบลนาบินหลาที่ผมกล่าวถึง ทําให้น้ําไหลจากตําบลนาโยงลงไปที่ ตําบลนาบินหลาในตอนนี้นะครับ จึงเกิดน้ําท่วมขึ้นมาอย่างฉับพลัน ทําให้พี่น้องประชาชน ที่อยู่ในตําบลนาบินหลาตอนนี้เกิดความรู้สึกที่ไม่ดี ก็คือ มีความรู้สึกว่าถูกเอาเปรียบนะครับ คือได้รับความไม่เป็นธรรม ก็คือน้ําระบายไปที่เขา ทําให้เขาเกิดความลําบากจากน้ําท่วม ผมจึงขอความกรุณานะครับเร่งด่วนด้วยครับ เพราะว่าน้ํากําลังท่วมอยู่ หลายกระทรวง ที่เกี่ยวข้อง ก็คือกระทรวงมหาดไทย กระทรวงคมนาคมที่เป็นเจ้าของถนนนะครับ กระทรวง เกษตรและสหกรณ์ กรมชลประทาน ได้ช่วยกันลงไปสํารวจหาลู่ทางที่จะระบายน้ําออกไป จากตําบลนาบินหลานะครับ ไม่อย่างนั้นแล้วผมเชื่อว่าพี่น้องประชาชนจะมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ค่อนข้างจะรุนแรงด้วยครับ ขอกราบขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไป คุณไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ เชิญครับ

นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานที่เคารพ ผม นายไพโรจน์ อิสระเสรีพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เขต ๖ กรุงเทพมหานคร พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขอหารือกับท่านประธานครับเมื่อ ปีที่แล้วเมื่อช่วงฤดูฝนผมได้เคยหารือเกี่ยวกับถนนยังพัฒนาที่ชํารุดเสียหาย จนบัดนี้ จะเข้าอีก ๑ ฤดูฝนแล้วนี่ก็ยังไม่ได้รับการแก้ไข อยู่ในหมู่ที่ ๔ แขวงหนองจอก เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร ถนนสายนี้เป็นถนนที่น้ําผลิตผลทางการเกษตรออกไปจําหน่าย ทําให้ พี่น้องเกษตรกรได้รับความเดือดร้อน เมื่อเช้าก็มาร้องที่สํานักงานผม ว่าจะช่วยเหลืออย่างไร เนื่องจากเป็นการหารือซ้ําซ้อน เคยพูดมาแล้วครั้งหนึ่งตั้งแต่ปีกลายนี้ ก็ยังไม่มีหนังสือตอบ มาว่าทางสภาผู้แทนราษฎรได้ประสานไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือยังนะครับ

เรื่องที่ ๒ ถนนเรียบคลองสิบสามฝั่งตะวันตกและฝั่งตะวันออกทั้ง ๒ ฝั่ง ชํารุดเสียหายเช่นเดียวกันนะครับ เมื่อปีกลายนี้ช่วงฤดูฝนเป็นโลกพระจันทร์เลย ตั้งแต่ เข้าเขต กทม. เขตปทุมธานีเขาดีครับ พอเข้ามากรุงเทพมหานครนี่เป็นโลกพระจันทร์ เป็นหลุมเป็นบ่อตลอดเส้นทาง แล้วก็พี่น้องประชาชนก็ร้องเรียนมา ผมก็ไม่สามารถที่จะ ไปทําอย่างอื่นนะครับ เนื่องจากว่าในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๖๖ ก็ไม่ให้ไปก้าวก่าย ดังนั้น ก็ขอหารือท่านประธานประสานยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดําเนินการจัดสรรงบประมาณ ไปซ่อมแซมถนนยังพัฒนาแล้วก็ถนนเรียบคลองสิบสามทั้ง ๒ ฝั่งเพื่อให้พี่น้องประชาชนนั้นได้ ใช้ประโยชน์อย่างปกติสุขด้วยครับ ขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ ครับ

นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พังงา

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายจุฤทธิ์ ลักษณวิศิษฏ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดพังงา พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมใคร่มีเรื่องหารือท่านประธาน อยู่ ๒-๓ เรื่อง

เรื่องแรก ก็คือการก่อสร้างศูนย์ราชการใหม่ของจังหวัดพังงา ซึ่งได้รอ งบประมาณมา ๓ ปีแล้ว จนถึงวันนี้ก็ยังไม่ได้งบนะครับ มีการกันพื้นที่ไว้เรียบร้อยแล้ว ๒๖๔ ไร่ แล้วก็มีการจัดหน่วยงานราชการต่าง ๆ ทุกหน่วยงาน ทุกกระทรวงไปไว้พื้นที่ ดังกล่าวปรากฏว่ายังไม่ได้งบ แล้วก็ได้มีการจัดสรรงบไปให้ครั้งหนึ่งแล้ว ๑๐ ล้านบาท โดยที่กระผมได้ทําเรื่องร้องขอเพื่อนับหนึ่งให้ศูนย์ราชการใหม่แห่งนี้ แต่หลังจากได้งบ ๑๐ ล้านบาทแล้วจนบัดนี้ก็ไม่ได้งบเพิ่มเติมเลยครับ คาดว่าจะอยู่ในแผนของปีงบประมาณ ๒๕๕๕ ที่จะถึงนี้ ก็เลยฝากท่านประธานว่าถ้าอย่างไรเสีย ถ้าเป็นงบผูกพันเริ่มตั้งต้นสัก ๒๐ ล้านบาท ๓๐ ล้านบาท ก็คาดว่าต่อไปศูนย์ราชการใหม่ของจังหวัดพังงาน่าจะเป็นรูป เป็นร่างได้

เรื่องที่ ๒ คือเรื่องมหาวิทยาลัยรามคําแหง สาขาเฉลิมพระเกียรติ จังหวัด พังงา ซึ่งจะมีการก่อสร้างอาคารเสร็จภายในเดือนมิถุนายนที่จะถึงนี้ ผมก็เลยคิดว่าถ้าเกิด อาคารเสร็จเดือนมิถุนายน ถ้าเป็นไปได้คืออยากให้ทางมหาวิทยาลัยรามคําแหงมาเปิด การเรียนการสอนในเดือนกรกฎาคม เพราะเป็นเดือนเริ่มของปีการศึกษาใหม่นะครับ เพราะว่าอย่างน้อยจะเป็นประโยชน์แก่ลูกหลานคนจังหวัดพังงา และเป็นประโยชน์แก่ จังหวัดใกล้เคียงด้วย เพราะว่าสามารถลงทะเบียนเรียนมหาวิทยาลัยรามคําแหงที่จังหวัด พังงาได้ ไม่ว่าตัวจะอยู่ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี จังหวัดภูเก็ต จังหวัดพังงา จังหวัดกระบี่ หรือจังหวัดไหนนะครับ

อีกเรื่องหนึ่ง เรื่องสุดท้าย คือเรื่องพายุลูกเห็บตกที่อําเภอกะปง ปัญหา ก็คือว่าบ้านชาวบ้านซ่อมแซมเรียบร้อยหมดแล้ว ปัญหาคือวัดอย่างเดียวครับ เพราะว่า ต้องใช้งบประมาณค่อนข้างสูง หลังคาโบสถ์เสียหายเป็นจํานวนมาก ก็เลยให้ประสานงาน ไปยังสํานักพระพุทธศาสนา ช่วยไปดูที่วัดปากถัก อําเภอกะปง โดนพายุลูกเห็บเมื่อ วันที่ ๒๐ กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา กราบขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกรัฐสภาที่เคารพทุกท่าน เนื่องจากมีปัญหาด้านเทคนิคเล็กน้อย ผมขอเลื่อนไปประชุมบ่ายโมงวันนี้นะครับ ขอปิดประชุมภาคเช้า โดยขอเลื่อนไปบ่ายโมงครับ

พักประชุมเวลา ๑๑.๑๘ นาฬิกา

เริ่มประชุมต่อเวลา ๑๓.๐๐ นาฬิกา

ท่านสมาชิกมาลงชื่อครบองค์ประชุม กระผมขอดําเนินการประชุมตามระเบียบวาระ มีอะไรครับ เชิญครับ

นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร เชียงราย

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สมาชิกสภาผู้แทน ราษฎรจังหวัดเชียงราย พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพครับ เนื่องจากว่าข้อตกลง ๓ เรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ มีผลถึงการเสียดินแดนหรือว่ารักษาดินแดนไว้ เนื่องจากว่าท่านประชุมกะทันหันและเป็นวันศุกร์ มีคนมาเซ็นชื่อจริง ผมกลัวว่าจะเสียเวลา ถ้าเกิดว่ามีคนมาเซ็นชื่อแล้วกลับบ้านไปแล้วมันจะทําให้การพูดจาในสภานั้น เวลาลงมติแล้ว องค์ประชุมไม่ครบมันจะทําให้เสียเวลา แล้วก็เสียหน้าด้วยในรัฐสภาอันทรงเกียรติแห่งนี้ ผมอยากจะให้ท่านประธานตรวจสอบองค์ประชุมก่อนที่จะเริ่มดําเนินการประชุมต่อไปครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คือการประชุมนี้เราเอาฐานการเซ็นชื่อ เป็นหลักเสร็จแล้วก่อนโหวตเราจึงจะนับองค์ประชุมครับ ทุกครั้งเราปฏิบัติอย่างนี้เสมอมา ฉะนั้นก่อนที่จะลงมติเรื่องใด ๆ เราก็จะตรวจสอบองค์ประชุม เมื่อตรวจองค์ประชุมไม่ครบ เราก็เลื่อนไป ฉะนั้นเรื่องนี้กระผมคิดว่าเพราะผู้มีความประสงค์ที่จะอภิปรายท่านก็อยู่ ก็ขอให้ท่านได้มีโอกาส เพราะว่าอย่างน้อยที่สุดการประชุมร่วมรัสภาเป็นครั้งแรก ในสมัยสามัญนี้ เพื่อให้ภาพพจน์ของสภาเราเดินไปได้ผมก็ขอความกรุณานะครับ เชิญท่านวิทยาครับ

นายวิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายวิทยา บุรณศิริ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมคิดว่าสิ่งที่ท่านประธานจะปฏิบัติหน้าที่จากนี้ไปมันมีความจําเป็น แล้วมันก็เกี่ยวข้องกับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการร่วมกันได้ไปพิจารณา โดยได้รับหมอบหมายจากรัฐสภานั้นผมถือว่าเป็นสิ่งที่สําคัญที่สุด แล้วก็เป็นบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ ซึ่งมีความจําเป็นและสําคัญ เมื่อรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้อย่างนั้น บรรดาข้อตกลงใด ๆ กรอบการเจรจาหรือสัญญาใด ๆ จะต้องมาผ่านความเห็นชอบ หรือให้รัฐสภาได้พิจารณาเสียก่อน อันนั้นเป็นสิ่งที่ระบุไว้ชัด เพราะฉะนั้นถ้าหากท่านประธาน จะใช้องค์ประชุมในการพิจารณานั้นน่าที่ชอบตามกฎหมาย เพราะว่าสิ่งที่เราจะทําและกําลัง พิจารณา แล้วก็รัฐบาลเองต้องการให้รัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณานั้นก็เป็นสิ่งที่เป็นไป ตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้นผมคิดว่าองค์ประชุมยังมีความ จําเป็นตามที่ท่านพิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน ได้กล่าว ท่านใช้วิธีการตรวจสอบอย่างนี้ มาตลอด ผมคิดว่าไม่ทําให้เวลาได้หายไปหรอกครับ เพราะเป็นการแค่เสียบบัตรแสดงตน และพวกผมเองก็พร้อมที่จะเสียบบัตรแสดงตนตามที่ท่านประธานเคยดําริในทุกครั้งที่มี การประชุม ขอได้โปรดดําเนินการด้วยครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

กระผมก็ปฏิบัติอย่างนี้เสมอมาครับ พระราชบัญญัติทุกฉบับเข้าสู่การพิจารณาเราก็ไม่เคยตรวจสอบองค์ประชุมเลย อันนี้ผมว่า เพื่อภาพพจน์ของรัฐสภาเรา อย่างน้อยที่สุดถ้ามันไม่ครบเราก็เลื่อนไปในวันอังคารที่ ๒๙ ครั้งหน้านะครับ กระผมอยากจะขอความกรุณานะครับ เราดําเนินการประชุมไปก่อน เพราะเราเปิดประชุมแล้ว ภาพพจน์ของสภาเราจะอยู่ในระยะเวลาไม่กี่อาทิตย์เราก็จะ จากกันไปรับเลือกตั้งแล้ว ฉะนั้นก็เพื่อบรรยากาศของสมาชิกรัฐสภาเราเป็นไปด้วย ความเรียบร้อย ผมก็ขอความกรุณานะครับ เพื่อนสมาชิกอย่าได้เล่นมุขอะไรต่าง ๆ ให้เกิดขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ ไม่อยากจะให้เกิดขึ้นนะครับ อยากให้ประนีประนอมกัน อย่างน้อยที่สุด วันที่ ๓ กรกฎาคม เราก็เลือกตั้ง แล้วใครได้ก็มานั่งตรงนี้ เพราะว่าท่านก็มีสิทธิที่จะอภิปราย ท่านไม่เห็นด้วย ท่านก็อภิปรายไป ฝ่ายเห็นด้วยก็อภิปรายไป แล้วถ้ามันไม่ครบเพราะว่าตอนตรวจสอบ องค์ประชุมก่อนที่จะลงมติ เราก็มีหน้าที่อย่างเดียว หมายความว่าถ้าไม่ครบเราก็เลื่อนไป ขอความกรุณาเถอะครับ วิปฝ่ายค้านนะครับ เชิญมีอะไรอีกเพิ่มเติมครับ

นายวิทยา บุรณศิริ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พระนครศรีอยุธยา

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม วิทยา บุรณศิริ ฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมก็ยัง ยืนยันในสิ่งที่ผมได้นําเรียนท่านประธานนะครับว่าอันนี้เรากําลังพิจารณาตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แล้วผมก็ยังยืนยันว่าองค์ประชุมนั้นมีความจําเป็น ผมไม่อยากที่จะ เป็นผู้ขอเสนอนับองค์ประชุม แต่ให้ประธานนั้นเลือกปฏิบัติหน้าที่ และผมคิดว่าสมาชิกเขาก็ กลัว ระมัดระวังอยู่แล้วว่าถ้าองค์ประชุมไม่ครบแล้วเราไปพิจารณา ซึ่งเป็นไปตามบทบัญญัติ รัฐธรรมนูญตามมาตรา ๑๙๐ ท่านประธานยิ่งควรระมัดระวังอย่างยิ่งนะครับ ครั้งที่ ๒ ครับ บอกท่านประธานด้วยความเคารพ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ไม่เป็นไรครับ เชิญ ท่านนฤมล ศิริวัฒน์ เชิญครับ ท่านก็เตรียมที่จะอภิปรายตั้งแต่เช้ามาครับ เห็นใจครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้ว อาจจะยังไม่ถึงขั้นตอนของดิฉันแม้ว่าจะได้เตรียมมาแล้วก็ตาม ดิฉันก็อยากจะให้มี ความชัดเจนในเรื่องของวิธีการที่เราปฏิบัติในสภาเสียก่อนว่าท่านประธานตกลงว่าจะไม่ต้อง มีการนับหรือว่ามีการขานชื่อเรียกสมาชิกใช่ไหม ถูกต้องไหมคะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ถูกต้องครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านยืนยันว่าจะเดินหน้า อย่างนั้นเลยนะคะ โดยส่วนตัวดิฉันก็ดูแล้วก็ไม่ค่อยเห็นด้วยแทบจะว่าจริง ๆ แต่ถ้า ท่านยืนยันว่ามันเป็นวิธีการที่ปฏิบัติอย่างนั้นดิฉันก็จะถามต่อเลยว่าเรื่องที่เราจะต้องมี การพิจารณากันเจบีซี (JBC) ทั้ง ๓ ฉบับที่ว่า ท่านประธาน วันนี้เราจะเป็นการพิจารณา เพื่อรับทราบตามที่มีการระบุไว้ในระเบียบวาระการประชุมหรือว่าเราจะต้องมีการพิจารณา ให้ความเห็นชอบคะท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คือเรื่องแรกเรารับทราบก่อน เพราะว่า เรื่องนี้รัฐสภาได้มอบให้คณะกรรมการไปศึกษา ศึกษาและคณะกรรมการควรจะชี้แจง ให้เราทราบ แต่เราก็ดําเนินการตามขั้นตอนทั้ง ๓ เรื่องไปตามลําดับ เราจะซักจะถามกัน ส่วนตอนโหวต ตอนอะไรนั้นอีกเรื่องหนึ่งครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ไม่ใช่ค่ะท่านประธาน ถ้าสมมุติว่าจะเป็นการพิจารณาในเรื่องที่กรรมาธิการได้ไปศึกษามาแล้ว ก็แปลความว่า เราไม่ต้องมีการลงมติให้ความเห็นชอบถูกต้องไหมคะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

สุดท้ายก่อนที่เราจะให้ความเห็นชอบนั้น ก็อีกตอนหนึ่งครับ ตอนสุดท้าย ตอนเบื้องต้นนี้ก็หมายความว่าให้คณะกรรมาธิการที่เรา ส่งให้ท่านไปศึกษา ท่านก็เตรียมพร้อมมาแล้วนะครับ เราก็จะได้ฟังเหตุผลจากท่านว่าท่าน ไปศึกษาเป็นอย่างไร อะไร แล้วก็เพื่อให้การประชุมวันนี้เป็นไปด้วยความราบรื่น นิดหน่อยนะครับ ถ้ามันไม่ครบองค์จริง ๆ ผมก็จะเลื่อนไปคราวหน้า

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพ มันยังมีความขัดแย้งกันอยู่ในเอกสารที่ปรากฏนะคะท่านประธาน ในระเบียบวาระ การประชุมร่วมกันของรัฐสภา ท่านแจ้งว่าเป็นเรื่องที่คณะกรรมการพิจารณาแล้วเสร็จ รายงานผลการพิจารณาการศึกษาของคณะกรรมาธิการให้เราทราบ แต่ในรายงานของ คณะกรรมาธิการเองนั้นในบรรทัดสุดท้าย ในพารากราฟ (Paragraph) สุดท้ายที่ปรากฏ นะคะท่านประธาน ได้มีการเขียนแล้วก็บันทึกไว้ชัดเจนเลย ท่านประธานที่เคารพ ว่าการที่นําเรื่องนี้เข้ามาสู่รัฐสภาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบถึงพัฒนาการ ในการเจรจาเกี่ยวกับร่างข้อตกลงชั่วคราว มิได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแต่อย่างใด ดิฉัน ก็เลยสงสัยว่าจะปฏิบัติหน้าที่อย่างไรให้ถูกต้อง

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณเจริญ คันธวงศ์ ครับ

นายเจริญ คันธวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานสภา ที่เคารพ กระผม นาย เจริญ คันธวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะ เป็นสมาชิกรัฐสภา ผมขออนุญาตกราบเรียนท่านประธานสภาที่เคารพว่า มีการประชุม ร่วมกันของทั้ง ๒ สภา และทั้ง ๒ สภานั้นได้มีมติให้ตั้งคณะกรรมาธิการไปศึกษาเรื่องนี้ ซึ่งตัว กระผมเองได้รับเกียรติจากเพื่อนสมาชิกให้เป็นประธานคณะกรรมาธิการชุดนี้ แล้วก็ คณะกรรมาธิการวิสามัญดังกล่าวนั้นก็ได้ทํารายงานซึ่งจะเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาในวันนี้ เมื่อเสนอแล้วก็ถ้าหากว่ามีการซักถามก็จะได้ชี้แจงให้ทราบว่า ความเห็นของคณะกรรมาธิการ นั้นตั้งข้อสังเกตไว้ว่าอย่างไรบ้างถึงการประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ เมื่อชี้แจงเสร็จแล้ว ถ้าหากว่าสมาชิกคิดว่าจะรับทราบเฉย ๆ ก็ย่อมทําได้ หรือว่าจะเห็นชอบด้วยตามข้อเสนอ ของรัฐบาลก็ได้ ผมขออนุญาตกราบเรียนว่าทําไมถึงเป็นอย่างนั้น เพราะว่าความเป็นมา ทีแรกนั้นฝ่ายรัฐบาลซึ่งเป็นฝ่ายบริหารนั้นคิดว่าบันทึกการประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับนี้ เป็นเรื่องซึ่งรัฐสภาจะต้องเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ แห่งรัฐธรรมนูญราชอาณาจักรไทย แต่ว่าอํานาจของสภาอันนี้มีสิทธิที่จะมีความเห็นแตกต่างไปจากรัฐบาลได้ครับ ไม่จําเป็น ต้องเห็นชอบก็ได้ เพียงแต่รับทราบรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการก็ได้ครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

พอเข้าใจครับ ท่านกฤช เชิญครับ

นายกฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภา กําแพงเพชร

ประธานสภา ที่เคารพครับ กฤช อาทิตย์แก้ว สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดกําแพงเพชร ในฐานะสมาชิกรัฐสภา กราบเรียนท่านประธานครับ ด้วยความเห็นใจท่านประธาน แต่ว่าผมก็มีความห่วงใยสภา ของเรา ผมเกรงอย่างนี้ครับท่านประธาน ผมเกรงว่าระหว่างที่เรากําลังประชุมกันไปนี้อาจจะมี ท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติท่านใดท่านหนึ่งยกมือขอนับองค์ประชุม ถ้าเกิดท่านยกมือขอนับ องค์ประชุมแล้ว องค์ประชุมไม่ครบนี้ก็จะเป็นปัญหากับสภาของเรา ด้วยความห่วงใยครับ ท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ผมก็มีความห่วง มีอะไรหรือครับ ท่าน ส.ว. หญิงคนขยันของสภา เชิญ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ขอบพระคุณท่านประธาน ท่านเล่นอย่างนี้ดิฉันก็อาจจะพูดไปไม่ค่อยเป็นนะคะ ก็ขอบพระคุณท่านค่ะ คืออย่างนี้ค่ะ ท่านประธาน ดิฉันเคารพที่คณะกรรมาธิการวิสามัญของเราได้ไปศึกษามาไม่มีข้อใดเลย ที่ดิฉันสงสัย เห็นแล้วว่าได้ทําหน้าที่ได้อย่างดี เพียงแต่ว่าระเบียบวาระการประชุมที่ประชุม ร่วมกันของรัฐสภาที่แจ้งเรามาใน (๓) นั้น เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาแล้วเสร็จนี้ ท่านบอกว่ารายงานผลการพิจารณาต่อ มันเป็นการรายงาน แต่ทีนี้ถ้ารายงานแล้วเราจะ เห็นด้วยหรือไม่เห็นด้วยนี้ก็พูดได้ค่ะ แต่ในที่สุดแล้วนี้จะต้องเลยไปถึงเรื่องของการให้ ความเห็นชอบด้วยหรือไม่ ในเมื่อรายงานเอกสารผลการประชุมคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาที่พิมพ์ในเล่มนี้ ในข้อที่ ๓ บอกชัดเจนเลยว่า บันทึกการประชุม ทั้ง ๓ ฉบับนี้ต้องผ่านกระบวนการภายในของเราก่อน กฎหมายภายใน ก็คือมาตรา ๑๙๐ ในส่วนของฝ่ายไทยจะต้องได้รับความเห็นชอบจากรัฐสภาก่อน แล้วจึงจะยืนยันให้บันทึก การประชุมทั้ง ๓ นี้มีผล เราจะให้เครื่องมือที่จะไปทํางานนี้ค่ะ ดิฉันก็อยากจะให้เครื่องมือ และรัฐบาล ให้พวกเราไปทํางานต่อไปได้ เพราะเห็นว่าทั้ง ๓ ฉบับจริง ๆ แล้วก็ไม่มีอะไร หนักหนาที่จะต้องห่วงใย แต่ว่าจะเอาอะไรแน่ จะไปถึงการต้องให้ความเห็นชอบตามนั้น แต่ในรายงานของกรรมาธิการบอกว่าเพียงแค่ให้รับทราบถึงพัฒนาการของการไปเจรจา เท่านั้นเอง เราทําหน้าที่กลั่นกรองกฎหมายค่ะท่านประธาน ในฐานะสมาชิกวุฒิสภาก็ลําบากใจนะคะ ว่าเราจะต้องทําอย่างไรที่จะให้ถูกต้องตามหลักที่ควรจะเป็นค่ะ ก็ต้องขอความชัดเจนจริง ๆ อีกครั้งหนึ่งค่ะว่าจะต้องทําถึงอย่างไร ฟังรายงานแล้วอภิปรายเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย เป็นสิทธิ ของเรา ใช่ แล้วก็จะต้องลงไปถึงเรื่องของการลงมติให้ความเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรือไม่ขอบพระคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณวิทยา แก้วภราดัย วิปฝ่ายรัฐบาล เชิญครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช

ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม วิทยา แก้วภราดัย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธาน ท่านยังไม่ได้เข้าระเบียบวาระนะครับ แต่ถ้าพิจารณาแล้วนะครับ เราเริ่มต้นจากระเบียบวาระที่ ๑ แล้วไประเบียบวาระที่ ๒ ในส่วนระเบียบวาระที่ ๒ ที่ปรากฏอยู่ก็คือรายงานของ คณะกรรมาธิการครับ ซึ่งสภาผู้แทนราษฎรเราได้ตั้งคณะกรรมาธิการขึ้นไปชุดหนึ่งได้ไป ศึกษาเรื่องราวแทนเราทั้งหมดในบันทึกข้อตกลง ๓ ฉบับ วันนี้คณะกรรมาธิการพิจารณา แล้วเสร็จ หน้าที่ของคณะกรรมาธิการก็คือมารายงานต่อรัฐสภา รัฐสภาก็มารับทราบรายงาน ของคณะกรรมาธิการครับ แต่ถ้ามีเรื่องใดในรายงานคณะกรรมาธิการ จําเป็นต้องลงมติก็ว่า อีกทีหนึ่ง แต่ในชั้นนี้ผมคิดว่าเป็นเรื่องที่ปล่อยให้คณะกรรมาธิการเขามารายงาน ความคืบหน้าครับถ้าสภาผู้แทนราษฎรไม่ติดใจรับทราบรายงาน ส่วนเรื่องข้อตกลงบันทึก อีก ๓ ฉบับจะว่าอย่างไร ก็ขอฟังรายงานคณะกรรมาธิการก่อนครับว่าให้เวลาไป ๓-๔ เดือน ไปศึกษา คณะกรรมาธิการรายงานมาถึงขนาดไหน ท่านก็อุตส่าห์ให้พวกผมรอมาตั้งแต่เช้า จนถึงบ่ายโมงแล้ว แล้วก็กรรมาธิการก็มาพร้อมแล้ว ผมก็คิดว่ารับฟังดูก่อนครับว่า คณะกรรมาธิการไปถึงขนาดไหน แต่ถ้ากรณีถ้าจะลงมติจริง ๆ ผมก็เห็นด้วยท่านวิปฝ่ายค้าน ตรวจสอบองค์ประชุมเสียก่อนครับ ก่อนจะลงมติครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ขอบพระคุณครับ ขอให้ผมดําเนินการ เข้าระเบียบวาระที่ ๑ ระเบียบวาระที่ ๒ ก่อนนะครับ

ระเบียบวาระที่ ๑ เรื่องที่ประธานจะแจ้งต่อที่ประชุม

๑.๑ รับทราบเรื่องแจ้งเหตุขัดข้องในการถ่ายทอดการประชุมทางสถานี วิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์

ด้วยในการประชุมเพื่อพิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาของ คณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับในวันนี้ อธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ได้มีหนังสือแจ้งว่า สถานีวิทยุ โทรทัศน์แห่งประเทศไทยไม่สามารถให้การสนับสนุนการถ่ายทอดสดในการประชุมร่วมกัน ของรัฐสภาตามที่ขอความร่วมมือได้ เนื่องจากมีภารกิจสนับสนุนการถ่ายทอดสด สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดําเนินทรงเป็นประธาน เปิดงานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติ ครั้งที่ ๓๙ ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิตติ์ และเสด็จพระราชดําเนินทรงเป็นประธานประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์อาคารปฏิบัติธรรม เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ณ วัดมหาธาตุยุวราชรังสฤษฏิ์ ทั้งนี้สถานีวิทยุโทรทัศน์แห่งประเทศไทย มีภารกิจแพร่ภาพออกออกอากาศรายการ ที่ทําสัญญาเช่าเวลา และรายการประจําที่เผยแพร่ยุทธศาสตร์และนโยบายสําคัญของรัฐบาล ซึ่งทางสถานีจําเป็นต้องแพร่ภาพออกอากาศรายการให้ครบถ้วนเพื่อไม่ให้เกิดความเสียหาย แก่ผู้เช่าเวลา ส่วนการถ่ายทอดเสียงการประชุม สถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย และสถานีวิทยุกระจายเสียงรัฐสภา ยังคงมีการถ่ายทอดเสียงการประชุมตามปกติจนเสร็จสิ้น การประชุม จึงของแจ้งให้ที่ประชุมทราบตามข้อบังคับ ข้อ ๙ วรรคสอง

(ที่ประชุมรับทราบ)

ระเบียบวาระที่ ๒ รับรองรายงานการประชุม

๒.๑ รับรองรายงานการประชุมร่วมกันของรัฐสภาสมัยสามัญนิติบัญญัติ จํานวน ๗ ครั้ง คือ

ครั้งที่ ๔ วันอังคารที่ ๑๙ ตุลาคม ๒๕๕๓

ครั้งที่ ๕ วันอังคารที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓

ครั้งที่ ๖ วันอังคารที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ครั้งที่ ๗ วันอังคารที่ ๙ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ครั้งที่ ๘ วันอังคารที่ ๑๖ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ครั้งที่ ๙ วันอังคารที่ ๒๓ และวันพุธที่ ๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ครั้งที่ ๑๐ วันพฤหัสบดีที่ ๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๓

ซึ่งได้วางไว้ให้ท่านสมาชิกตรวจแล้ว ก่อนที่จะเสนอให้รัฐสภารับรอง มีท่านผู้ใดจะมีการแก้ไขรายงานการประชุมทั้ง ๗ ครั้งหรือไม่

(ไม่มีสมาชิกขอแก้ไข)

ถ้าไม่มี ถือว่าที่ประชุมรับรองรายงาน การประชุม ครั้งที่ ๔ ครั้งที่ ๕ ครั้งที่ ๖ ครั้งที่ ๗ ครั้งที่ ๘ ครั้งที่ ๙ ครั้งที่ ๑๐

ระเบียบวาระที่ ๓ เรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว

รายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาบันทึก การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ซึ่งคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ๓ ฉบับ พิจารณาเสร็จแล้ว

กระผมขอเชิญคณะกรรมาธิการเข้าประจําที่นะครับ

(คณะกรรมาธิการเข้าประจําที่)

แล้วก็ขอความกรุณาที่ประชุมถ้าฟัง เหตุผลแล้วก็ถ้าสมาชิกของเราไม่พร้อมก็เลื่อนไป เชิญคณะกรรมาธิการครับ เจ้าหน้าที่ที่จะ ชี้แจงเชิญเข้ามาในห้องประชุมได้ครับ เชิญประธานกรรมาธิการแถลงครับ

นายเจริญ คันธวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ กระผม นายเจริญ คันธวงศ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภา ตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาครั้งที่ ๕ สมัยสามัญนิติบัญญัติ วันอังคารที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ และครั้งที่ ๖ สมัยสามัญนิติบัญญัติ วันอังคารที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ได้พิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ซึ่งคณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอแล้วลงมติด้วยกรรมาธิการ ขึ้นคณะหนึ่ง เพื่อพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับนั้น บัดนี้คณะกรรมาธิการได้ดําเนินการพิจารณาศึกษาเสร็จแล้ว ปรากฏผลดังนี้ จากการประชุมทั้งสิ้น ๑๓ ครั้ง ของคณะกรรมาธิการ ที่ประชุมรับทราบ รายงานเอกสารเรื่องผลการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ภาษาอังกฤษว่า จอยท์ บันดารี คอมมิสชัน (Joint Boundary Commission) ย่อว่า เจบีซี (JBC) เล่มสีน้ําตาลโดยตั้งข้อสังเกตและเสนอแนะดังนี้

๑. บันทึกความเข้าใจ ภาษาอังกฤษว่า เอ็มโอยู (MOU) ว่า การสํารวจและ การจัดทําหลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา พ.ศ. ๒๕๔๓ หรือเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เป็นข้อตกลง ที่จัดทําขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาระดับทวิภาคี และเป็นการแสวงหาความร่วมมือ โดยสันติ อย่างไรก็ตามการลงนามในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ระหว่างไทย – กัมพูชา มิได้มี ถ้อยคําใดที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรัก ซึ่งแผนที่ดังกล่าวไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ คือไม่เป็นผลงาน ของคณะกรรมการปักปันผสมสยาม-อินโดจีน ตามคําวินิจฉัยของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศของไทยได้ทําหนังสือถึงรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการว่า ไม่ยอมรับแผนที่ระวางนี้เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ และออกแถลงการณ์ยืนยันเมื่อ วันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ การที่ผู้นํารัฐบาล รัฐมนตรีที่รับผิดชอบ ฝ่ายปฏิบัติได้ยืนยัน ถึงแนวทางที่จะดําเนินการในเรื่องนี้อย่างชัดเจนและเอกภาพ ดังนั้นสมควรให้ส่งข้อสังเกตนี้ ไปยังนายกรัฐมนตรีเพื่อให้นําเรื่องเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

๒. การเจรจาเกี่ยวกับการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนระหว่างไทย กับกัมพูชา ได้ดําเนินการในรูปแบบที่เป็นทางการมาหลายครั้งแต่ยังไม่สามารถบรรลุ ข้อตกลงกันได้ ดังนั้นไทยควรจะใช้รูปแบบการเจรจาที่แตกต่างจากเดิม อาทิการพบปะ เจรจาอย่างไม่เป็นทางการ ระหว่างผู้นําไทยกับกัมพูชาจนหาข้อสรุปในระดับหนึ่ง แล้วค่อยเปิดการเจรจาอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง ส่วนพื้นที่พิพาทอย่างเช่นกรณีพื้นที่ บริเวณประสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยควรเจรจาให้กัมพูชานําชุมชน ประชาชน ทหาร ออกนอกพื้นที่ที่พิพาทเพื่อให้พื้นดินดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมสําหรับการสํารวจและจัดทํา หลักเขตแดนอย่างแท้จริง

๓. เนื่องจากการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนตามกรอบของเจบีซียังไม่แล้วเสร็จ ทําให้พื้นที่ยังเป็นปัญหา ซึ่งมีทั้งส่วนที่ไทยได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ ในส่วนที่ประชาชน จํานวนหนึ่งไม่สามารถเข้าไปทํากินในพื้นที่ของตัวเองได้ จึงเห็นควรให้คณะรัฐมนตรี ไปกําหนดแนวการเยียวยาเพื่อบรรเทาความทุกข์ของประชาชน ทั้งนี้จะได้รับการเยียวยา ต้องเป็นผู้ที่มีเอกสารสิทธิทางราชการและเป็นผู้ได้รับผลกระทบระหว่างการสํารวจและการ จัดทําหลักเขตแดนที่ยังไม่มีข้อยุติ

๔. กรณีคําปราศรัยเปิดการประชุมเจบีซีของฝ่ายกัมพูชา ฝ่ายไทยถูกกล่าวหา และโจมตีว่ารุกล้ําดินแดนหรือกระทําผิดเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ มาหลายครั้ง ซึ่งเป็นข้อมูล ที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นคณะผู้แทนเจบีซีฝ่ายไทยสมควรนําไปพิจารณาโต้แย้งหรือท้วงติง ข้อกล่าวหาให้ถูกต้องในโอกาสต่อไป

๕. ร่างข้อตกลงชั่วคราวว่าด้วยปัญหาเขตแดนบริเวณประสาทพระวิหาร ฉบับล่าสุดที่แนบกับบันทึกการประชุมเจบีซีไทย-กัมพูชา เมื่อวันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๒ ณ กรุงพนมเปญ ในหนังสือเล่มสีน้ําตาล หน้า ๑๐๓ ที่แนบมาพร้อมกับบันทึกดังกล่าว รวมทั้งร่างข้อตกลงชั่วคราวเรื่องเดียวกันที่แนบบันทึกการประชุมเจบีซี สมัยวิสามัญ ที่เมืองเสียมราฐ เมื่อวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ และบันทึกการประชุมเจบีซี ครั้งที่ ๔ ที่กรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ ๓ ถึง ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ทั้ง ๒ ฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ และต้องเจรจากันต่อไป ด้วยเหตุผลดังกล่าวร่างข้อตกลงชั่วคราวยังไม่มีสถานะเป็นหนังสือ สัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และการแนบร่างข้อตกลง ชั่วคราวกับบันทึกการประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ ให้รับสภาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้ง ให้ทราบถึงการพัฒนาการในการเจรจาเกี่ยวกับร่างข้อลงชั่วคราว มิได้ขอความเห็นชอบจาก รัฐสภาแต่ประการใด

(การประชุมดําเนินมาถึงตอนนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้ลงจาก บัลลังก์ โดยมอบให้ นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา ปฏิบัติหน้าที่แทน)
นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ มีผู้อนุญาตให้ผู้มาชี้แจงนะครับ ผมก็อนุญาตให้ท่านอัษฎา ชัยนาม ประธานเจบีซี ฝ่ายไทย แล้วก็ท่านอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย ท่านอิทธิพร บุญประคอง เข้ามาร่วม ชี้แจงด้วย เชิญท่านสมาชิกอภิปรายแสดงความคิดเห็นนะครับ เชิญท่านรสนาก่อนครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภากรุงเทพมหานคร ในฐานะสมาชิกของรัฐสภา คือดิฉันเองก็แปลกใจเหมือนกันว่าทําไมจะต้องรีบร้อน เอาผลการศึกษาของกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชามานําเสนอในวันนี้ แล้วก็ที่จริง โดยเฉพาะอย่างยิ่งแจ้งล่วงหน้าเพียง ๑ วัน แล้วกรณีนี้ก็เป็นกรณีที่มีปัญหาภายในประเทศ คือมีทั้งประชาชนที่เข้าใจแตกต่างจากรัฐบาล แล้วก็ยังไม่เห็นด้วยกับการที่จะต้องมารับรอง ผลการบันทึกการประชุมของเจบีซี แล้วก็โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลการศึกษาของกรรมาธิการ ร่วมกันนี้นํามาเสนอวันนี้ รับแล้วเท่ากับรับรองบันทึกเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับด้วยใช่หรือไม่ ซึ่งดิฉันเอง คิดว่ารัฐบาลเองก็ได้ประกาศจะยุบสภาในต้นเดือนพฤษภาคม กรณีนี้เลื่อนไปให้รัฐบาลหน้า เขาดูแลจะไม่ดีกว่าหรือ ดิฉันเองมีความรู้สึกว่าทําไมจึงเอาเรื่องที่เป็นเผือกร้อน แล้วก็มาให้ รัฐสภาต้องมาพิจารณาอย่างเร่งร้อนขนาดนี้ แล้วก็เร่งร้อนถึงขนาดว่าเมื่อเช้านี้องค์ประชุม ก็ไม่ครบ จะต้องเลื่อนมาเป็นภาคบ่าย ดิฉันเองคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่ก็ยังไม่ค่อยเหมาะสม ในความเห็นของดิฉัน ดิฉันคิดว่ากรรมาธิการร่วมกัน ๒ สภานั้น ดิฉันเชื่อว่าผลที่ท่านประธาน กรรมาธิการได้อ่านให้เพื่อนสมาชิกฟังทั้ง ๕ ข้อนี้ ก็ยังไม่ได้ให้ความเข้าใจกับสมาชิกรัฐสภา อย่างเพียงพอนะคะว่า ถ้าหากว่ารับรองผลการพิจารณาศึกษาของกรรมาธิการร่วมกันแล้ว หมายความว่าสภาได้ยกมือรับรองบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับใช่หรือไม่ เดี๋ยวดิฉันจะขอให้ท่าน ตอบด้วยว่าหมายถึงอย่างนั้นใช่หรือไม่ แล้วดิฉันเองเห็นว่าผลการศึกษาทั้ง ๓ ด้านนี้ น่าจะยังไม่ครบถ้วนสมบูรณ์ ดิฉันเองอยากขอทําความเข้าใจกับเพื่อนสมาชิกรัฐสภา แล้วก็รวมทั้งพี่น้องประชาชนที่รับฟังอยู่นะคะ แล้วก็ท่านคณะกรรมาธิการถ้าดิฉันเข้าใจผิด อะไรท่านช่วยแก้ไขด้วย คือผลการศึกษาของกรรมาธิการร่วมกัน ๒ สภานั้นคือศึกษาเอกสาร ที่อยู่ในเล่มสีน้ําตาลที่ว่านี้ ซึ่งเป็นกรณีที่มีความเห็นที่ไม่สอดคล้องต้องกันมาตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ แล้ว แล้วเราก็เลื่อนมาเรื่อย ๆ แล้วหลังจากนั้นก็ได้มีการตั้งกรรมาธิการร่วมกันขึ้นมาเพื่อที่จะพิจารณา พิจารณาแล้วเท่ากับรับรองบันทึกของเจบีซี ๓ ฉบับ คือ ฉบับที่ ๑ วันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ฉบับที่ ๒ วันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ฉบับที่ ๓ วันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒ ใช่หรือไม่ ถ้าหากว่าใช่ ดิฉันเองคิดว่ามันก็มีปัญหาที่เกี่ยวพันกันหลาย ๆ ประเด็น ที่กรรมาธิการในรายงานผลการศึกษานั้นไม่ได้ชี้แจงให้ชัดเจน ยกตัวอย่างกรณีเรื่องของ เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ในข้อที่ ๑ ท่านอาจจะระบุว่ากรรมาธิการนั้นบอกว่า การลงนามในเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้น ไม่มีถ้ยคําใดที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่ มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่เราเรียกว่า ระวางดงรัก ซึ่งแผนที่ดังกล่าวไม่เป็นไปตามเงื่อนไข ที่กําหนดไว้ในเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ แล้วก็บอกว่าทางกระทรวงการต่างประเทศได้ทําหนังสือ ถึงประเทศกัมพูชาอย่างเป็นทางการว่าไม่ยอมรับแผนที่ระวางนี้ เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ และได้แถลงการณ์ยืนยันอีกครั้งหนึ่งในวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ ดิฉันอยาก ทราบว่าประเทศกัมพูชาตอบท่านอย่างไรบ้าง แล้วก็ที่จริงถ้าคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา จะกรุณาแนบเอกสารตัวจริงที่รัฐบาลได้ทําปฏิเสธไปนั้นแนบมาให้สมาชิก รัฐสภาได้รับรู้ด้วยก็จะเป็นประโยชน์ แล้วก็น่าจะมีข้อมูลเพิ่มเติมว่าหลังจากที่ได้แถลงไปแล้ว ประเทศกัมพูชาตอบว่าอย่างไรบ้าง เพราะว่าสิ่งที่เราพูดนั้นก็เป็นเรื่องที่เราพูดกันไปเอง โดยที่เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นั้นได้กําหนดแผนแม่บท อํานาจหน้าที่ที่เราเรียกว่า ทีโออาร์ (TOR) ทีโออาร์นั้นพูดถึงแผนที่ ๔๖ จํานวน ๔๖ แผนที่ แล้วก็มีการนํามาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ มาใช้ในระดับปฏิบัติการ ถึงแม้ว่ารัฐบาลจะพยายามอ้างว่าระวางดงรักนั้น ไม่ใช้มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แต่ดิฉันคิดว่าสิ่งนี้ทําให้เกิดประเด็นปัญหาขึ้นว่าในอดีตนั้น พื้นที่หรือเส้นเขตแดนจากช่องสงําถึงช่องบกระยะทาง ๑๙๕ กิโลเมตร เราไม่ต้องการจัดการ ตรงนั้น เพราะเราอาศัยสันปันน้ํา แต่ปรากฏว่าเมื่อเราได้ทําเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ขึ้นมา เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นี้ให้มีการปักปันเขตแดนใหม่ซึ่งรวมพื้นที่ตรงนี้ด้วย ซึ่งพื้นที่ตรงนี้ทําให้ เกิดปัญหาขึ้นมา เพราะฉะนั้นดิฉันคิดว่าประเด็นที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดว่าในเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นั้นไม่รวมระวางดงรัก หรือแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เฉพาะส่วนนี้ ประเทศกัมพูชาเห็นด้วยหรือไม่ แล้วการที่ประเทศกัมพูชานั้น ในที่ประชุมทั้ง ๓ ครั้งเราจะ เห็นว่า ฯพณฯ วาร์ คิม ฮง ได้กล่าวหาแล้วก็โจมตี โดยอ้างว่าฝ่ายไทยนั้นได้รุกล้ําเข้าไปใน พื้นที่ของประเทศกัมพูชา คือการประชุมทั้ง ๓ ครั้งนี้ถูกต่อว่าทั้ง ๓ ครั้ง แล้วทางกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ที่ศึกษากรณีนี้ก็ได้พูดถึงในข้อที่ ๔ ว่า กรณีคํากล่าวปราศรัย ฝ่ายประเทศกัมพูชาโจมตีประเทศไทย กล่าวหาไทยว่ารุกล้ําดินแดนหรือกระทําผิดเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ แต่ปรากฏว่าคณะผู้แทนเจบีซีฝ่ายไทยไม่ได้มีการโต้แย้งเลย สิ่งเหล่านี้จะทําให้ เป็นปัญหาในอนาคตหรือไม่ เพราะแม้แต่ตอนสมัยที่สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพเสด็จไปที่ ปราสาทพระวิหาร มีหนังสือไปถึงฝรั่งเศส เขาก็อาศัยอันนั้นเป็นข้ออ้างเสียแล้วว่าเรายอมรับว่า ฝรั่งเศสครอบครองพื้นที่ตรงจุดนี้ ซึ่งทําให้เราต้องสูญเสียปราสาทพระวิหารในการตัดสิน ของศาลโลกใช่หรือไม่ แล้วการที่ทางฝ่ายประเทศกัมพูชาโจมตีไทยตลอดเวลาว่า เราละเมิดเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ อันนั้นหมายความว่าอย่างไร หมายความว่าการที่เขาได้มา ตั้งวัดแก้วสิขาคีรีสวาระ แล้วก็มาอยู่ในพื้นที่ตรงจุดที่เรียกว่า ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้น เรา บอกว่ามันเป็นพื้นที่ที่จะต้องตกลงกัน แต่ประเทศกัมพูชาเขาบอกว่าเป็นพื้นที่ของเขา การที่ เขาเห็นว่าตรงนั้นเป็นพื้นที่ของเขา เขาจึงกล่าวหาประเทศไทยและโจมตีประเทศไทยว่า เรากระทําผิดต่อเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ สิ่งที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชาไม่ได้ทํา ให้สมาชิกรัฐสภาได้เข้าใจว่าตกลงกรณีเรื่องเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นั้นเราเคยเห็นการตอบ กลับมาของประเทศกัมพูชาหรือไม่ แล้วเราได้เห็นเอกสารตัวจริง สแล้วเราได้เห็นเอกสาร ตัวจริงที่รัฐบาลทําไปถึงประเทศกัมพูชาหรือไม่ อันนี้ดิฉันคิดว่าอยากให้ทางคณะกรรมาธิการ ชี้แจงแล้วก็ส่งมาใหกับทางคณะกรรมาธิการด้วยนะคะ ซึ่งดิฉันคิดว่าคําปราศรัยต่าง ๆ ของท่านฮอร์ นัมฮง นี่นะคะที่โจมตีประเทศไทย ท่านตอบให้ สมาชิกสภาได้เข้าใจได้ไหมค่ะว่าการที่เจบีซีฝ่ายไทยนี่ไม่แก้ชี้แจงเกี่ยวกับกรณีนี้เลยจะทําให้ ประเทศไทยได้รับผลอย่างไรบ้าง แล้วก็สิ่งที่ทางคณะกรรมาธิการได้มีโอกาสศึกษาหรือไม่ ว่าพื้นที่ในเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้นคณะกรรมาธิการเคยศึกษารายละเอียดไหมว่าในสมัย ที่ทําเอ็มโอยูฉบับนี้นี่ผู้ที่ทําได้แสดงเจตจํานงไว้อย่างไร ระวางดงรักหรือมาตราส่วน ๑/๒๐๐,๐๐๐ นั้นไม่ได้รวมอยู่ในเอ็มโอยู พ.ศ.๒๕๔๓ นั้นจริงหรือไม่ แล้วทางกระทรวง ต่างประเทศเห็นด้วยกับสิ่งนี้จริงหรือไม่ ประเทศกัมพูชาเห็นด้วยกับเรื่องนี้จริงหรือไม่ ดิฉัน ว่าสิ่งเหล่านี้ยังไม่มีคําตอบที่ชัดเจนนะคะ คณะกรรมาธิการร่วมนี่เคยศึกษาถึงบันทึกการเดิน สํารวจก่อนหน้านี้หรือไม่ แล้วก็เข้าใจว่าทางกระทรวงการต่างประเทศก็ไม่เคยให้เอกสาร การสํารวจพื้นที่ก่อนหน้านี้ ก่อนเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ สิ่งเหล่านี้คณะกรรมาธิการได้ศึกษา แล้วหรือยัง เพราะดิฉันคิดว่าถ้าหากว่าจะไม่ให้ประเด็นนี้เป็นประเด็นที่ก่อให้เกิด ความขัดแย้งในบ้านเมืองของเราเอง เพราะว่าประชาชนเองไม่ได้เห็นร่วมด้วยกับการที่เราจะ รีบร้อนในการที่จะไปรับรองบันทึกเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ เพราะหลายคนเองก็เกรงว่าการที่เราไป รับรองบันทึกเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับนั้นจะเป็นช่องที่ทําให้เราต้องเสียอธิปไตยหรือดินแดนในจุด ตรงนั้น สิ่งเหล่านี้ดิฉันคิดว่าคณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชานั้นยังไม่ได้ทําให้ พวกเราเกิดความมั่นใจอย่างแท้จริง แล้วก็ดิฉันเองนี่คิดว่าเพื่อนสมาชิกทั้งหลายได้อ่าน เอกสารฉบับนี้ครบถ้วนหรือยัง มีเอกสารในหน้า ๘๓ ที่เป็นภาษากัมพูชาก็ไม่ได้แปลเป็นไทย ดิฉันก็อยากจะทราบว่าหน้านี้เขาพูดว่าเราอย่างไรบ้าง ท่านจะให้เพื่อนสมาชิกรับเอกสาร เล่มเหลืองนี่ทั้งฉบับหรือคะ โดยที่เรายังไม่ได้มีความเข้าใจอย่างถ่องแท้ แล้วถ้าหากว่า ในอนาคตเราต้องสูญเสียดินแดนหรืออธิปไตยของเราจากการที่เราโหวตในวันนี้ เราจะตอบ ต่อลูกหลานเราในอนาคตอย่างไร ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องที่เราไม่จําเป็นต้องรีบร้อน ถึงขนาดนั้น รัฐบาลเองก็กําลังจะยุบสภาเลือกตั้งใหม่ ท่านปล่อยให้รัฐบาลหน้าดูแลเรื่องนี้ จะดีกว่าหรือไม่ แล้วก็ประเด็นเรื่องที่เวลานี้นี่กรณีเรื่องบันทึกเจบีซีนั้นอาจจะโยงไปถึงกรณี เรื่องที่ทางประเทศอินโดนีเซียส่งร่างทีโออาร์มาให้ไทยลงนาม เพื่อที่ประชุมตกลงในเรื่องของ ข้อตกลงระหว่างเขตแดน รัฐบาลเอาทีโออาร์มาให้สภารับรอง ต้องเอามาให้สภารับรองก่อน คณะกรรมาธิการร่วม ๒ สภานี้ได้ศึกษาเรื่องนี้ไว้ด้วยหรือไม่ แต่ดิฉันคิดว่ามันมีประเด็น ปัญหาที่มันยังไม่มีความชัดเจนในหลาย ๆ เรื่องนี่ ในความเห็นของดิฉันเห็นว่าท่านถอน เรื่องนี้ออกไปแล้วขยายเวลาศึกษาก่อนดีไหม แล้วตอบคําถามในสภาให้ชัดเจน ในคําถามที่ ดิฉันได้ถามท่านไปว่า ๑. สิ่งที่ท่านคัดค้านว่าเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ได้รวมแผนที่ ระวางดงรังหรือมาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นั้นประเทศกัมพูชาเห็นด้วยกับท่านหรือไม่ ดิฉันเองคิดว่าเขาคงไม่เห็นด้วยหรอก เพราะว่าในการประชุมทั้ง ๓ ครั้งนี้ต่อว่าและโจมตี ประเทศไทยตลอดเวลาว่ารุกล้ําเข้าไปในพื้นที่ของประเทศกัมพูชา ซึ่งแสดงเห็นว่าประเทศ กัมพูชาเขาอ้างรุกล้ําเข้าไปในพื้นที่ของประเทศกัมพูชา ซึ่งแสดงให้เห็นว่าประเทศกัมพูชาเขา อ้างสิทธิตลอดเวลาว่าพื้นที่ที่เขามาตั้งวัด เอากองกําลังทหารเข้ามาอยู่ และพูดตลอดเวลาว่า เราละเมิดเอ็มโอยูปี พ.ศ. ๒๕๔๓ คณะกรรมาธิการเจบีซีฝ่ายไทยของเราไม่เคยชี้แจง แก้ข้อกล่าวหาดังกล่าวแต่ประการใดเลยทั้ง ๓ ครั้ง อันนี้จะมีผลไหม ท่านต้องตอบในเรื่องนี้

ข้อต่อมาก็คือ เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ตอนที่มีการทําในสมัยที่รัฐบาล พรรคประชาธิปัตย์นั้น ท่านชวน หลีกภัย แล้วก็หม่อมราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัฒน์ ตกลงกัน อย่างไร เขียนอะไรบ้าง ท่านไม่ได้พูดถึงเลยในผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการเขต แดนร่วม ไทย-กัมพูชา ยิ่งคิดว่าอันนี้ทําให้การศึกษาของคณะกรรมาธิการร่วมยังไม่สมบูรณ์ ท่านควรจะต้องทําเรื่องนี้ด้วย แล้วประเด็นเรื่องของเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้นได้มีการตกลง ที่จะทําเขตแดนใหม่ ซึ่งรวมเขตแดน ๑๙๕ กิโลเมตรจากช่องสะงําถึงช่องบก ซึ่งพื้นที่ ตรงนี้ในอดีตเราไม่ทําแผนที่ เราไม่ทําหลักเขต เพราะเราถือตามสันปันน้ํา แต่การที่ คณะกรรมาธิการร่วมไม่ได้ให้ความเห็นที่ชัดเจนในเรื่องนี้ว่าการรับรองรายงานการศึกษา ของท่านเท่ากับรับรองบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ เท่ากับรับรองเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ซึ่งเวลานี้ ยังไม่มีความชัดเจนว่าเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้นไม่ได้รวมระวางดงรัก มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ จริงหรือไม่ ประเทศกัมพูชาเห็นด้วยกับเราหรือไม่ แล้วก็การทําเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ก็คือหมายถึงว่าเราจะต้องเดินสํารวจเขตแดนกันใหม่ในเส้นทาง ๑๙๕ กิโลเมตร ซึ่งในอดีตเราใช้สันปันน้ําใช่หรือไม่ แล้วถ้าหากว่าเรารับรองสิ่งนี้ไปแล้ว ดิฉันคิดว่าวิธีการของ ท่านสลับซับซ้อนนะคะ ท่านมาให้เรารับรองผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา แล้วในที่สุดเท่ากับรับรองเล่มสีเหลืองนี้ใช่หรือไม่ ดิฉันคิดว่า ท่านต้องตอบอันนี้ให้ชัดเจนก่อน แล้วถ้าหากว่าสิ่งที่ดิฉันถามท่านตอบไม่ได้ ดิฉันคิดว่า สภาของเราควรจะขอให้มีการขยายเวลาในการให้คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เอาไปศึกษาก่อน ถอนออกไปก่อน ไปศึกษาก่อน จะดีหรือไม่ ดิฉันก็ขอเสนอความเห็นตอนนี้ ในขณะนี้เพียงเท่านี้ก่อน อย่างไรก็ดีดิฉันจะขอโอกาสท่านประธานว่าถ้าดิฉันเองยังไม่ได้รับ คําตอบที่ชัดเจน ดิฉันก็ต้องการจะขอพูดในโอกาสต่อไป ขอบคุณค่ะ

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนายกรัฐมนตรีครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตที่จะใช้สิทธิ เนื่องจากว่าท่านสมาชิก อภิปราย แม้ว่าจะเหมือนกับตั้งคําถามกับคณะกรรมาธิการ แต่ว่าก็พาดพิงมาถึง การดําเนินงานของรัฐบาลด้วยนะครับ

ประการแรก ผมอยากจะยืนยันว่ารัฐบาลไม่มีการเสนอเรื่องใด ๆ มาเพื่อให้ สภาไปรับรอง แล้วจะมีผลต่อเรื่องของอํานาจอธิปไตยหรือดินแดนทั้งสิ้น อยากทําความ เข้าใจตรงนี้ก่อน แต่มุมมองต่อสภาพปัญหาข้อกฎหมายต่าง ๆ นั้น เราก็สามารถที่จะ แลกเปลี่ยนกันได้ ทีนี้สิ่งที่ผมจําเป็นจะต้องชี้แจงมีอยู่ ๒-๓ ประเด็น ซึ่งจะตรงหรือไม่ตรงกับ ท่านกรรมาธิการก็สุดแล้วแต่

ประเด็นแรก ต้องขอปฏิเสธที่ท่านบอกว่าเราเร่งรีบ เร่งร้อนในการทําเรื่องนี้ ต้องให้ความเป็นธรรมนะครับ ต้องกรุณาสังเกตด้วยว่าการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชา ที่มีบันทึกการประชุมทั้ง ๓ ครั้ง เกิดขึ้นในปี ๒๕๕๑ กับปี ๒๕๕๒ ปีนี้ ๒๕๕๔ ไม่ใช่เรื่องที่ว่าประชุมเสร็จแล้วรัฐบาลเร่งรีบ เร่งร้อนที่จะมาดําเนินการ เพราะฉะนั้น ผมคิดว่าเราต้องยอมรับสภาพความเป็นจริงว่าการทํางานตรงนี้ของเจบีซี ซึ่งขณะนี้ ก็มีข้อโต้แย้งในเชิงข้อกฎหมายว่าจําเป็นหรือไม่ต้องเอาบันทึกมาให้สภา แต่เนื่องจากว่า เมื่อปี ๒๕๕๑ มีการนําเสนอเข้ามานะครับ รัฐบาลนี้ก็ยึดตามแนวปฏิบัตินั้นในการเอาบันทึก ครั้งต่อๆไปเข้ามาด้วย แต่ไม่ได้เร่งรีบไม่ได้เร่งร้อน

ก็จะนํามาสู่ประเด็นที่ ๒ ที่ท่านสมาชิกบอกว่ารัฐบาลก็จะยุบสภาอยู่แล้ว ไม่ปล่อยให้เรื่องนี้เป็นเรื่องของรัฐบาลหน้า กราบเรียนอย่างนี้ครับ ท่านสมาชิกทุกท่าน ก็ทราบดีในวันที่เราได้เปิดอภิปรายในวุฒิสภาก็ดี สภาผู้แทนราษฎรก็ดี ว่าสถานการณ์ไทย-กัมพูชา ขณะนี้ต้องยอมรับว่าประเทศกัมพูชานั้นมีความพยายามที่จะให้กลายเป็นประเด็นขององค์กร ระหว่างประเทศ นําเรื่องขึ้นไปถึงคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ พยายามจะ อาศัยเวทีของมรดกโลกชิงความได้เปรียบในเรื่องของปัญหาในพื้นที่ตรงนี้ ถ้าท่านติดตาม ข่าวสารท่านจะทราบว่าที่คณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติก็ดี และต่อมาอาเซียน (ASEAN) ก็ดี จะเห็นว่ากลไกเหล่านั้นยังไม่มีความจําเป็นจะต้องเข้ามามีบทบาทในเรื่องนี้ โดยตรงก็ด้วยเหตุที่ว่าประเทศทั้ง ๒ มีกลไกทวิภาคีอยู่ นั่นก็คือเอ็มโอยูและจีบีซี ผมถามว่า วันนี้ถ้ารัฐบาลบอกว่าไม่อยากรับเรื่องร้อน สภาบอกไม่อยากรับเรื่องร้อน เราก็ทําเฉยเสีย ถ้าหากว่าสังคมโลกโดยการชี้นําของประเทศกัมพูชาซึ่งเขาทําอยู่แล้ว บอกว่าประเทศไทย ไม่จริงใจในการใช้กลไกทวิภาคี เราทิ้งเวลาว่างต่อไปรอรัฐบาลใหม่ อาจจะถึงเดือนสิงหาคม ท่านรับประกันได้ไหมครับว่าจากวันนี้ไปถึงเดือนสิงหาคม องค์กรระหว่างประเทศต่าง ๆ จะไม่บอกว่าถึงเวลาแล้วที่เขาจะต้องเข้ามาเกี่ยวข้องกับเรื่องนี้ ถ้าท่านเห็นว่านั่นเป็นแนวทาง ที่จะปกป้องประโยชน์ของประเทศไทยผมก็ยินดีที่จะรับฟัง แต่ผมยืนยันว่าที่จะเป็นประโยชน์ กับประเทศไทยในการปกป้องสิทธิของเรามากที่สุดในขณะนี้ก็คือยืนยันว่าเราพร้อมที่จะ ดําเนินการตามกลไกทวิภาคีหรือกลไก ๒ ฝ่าย คือประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา ผมไม่ต้องการเห็นสหประชาชาติ ผมไม่ต้องการเห็นอาเซียนเข้ามาพิจารณาในเรื่องของสาระ ของประเด็นในเรื่องของเขตแดน และผมคิดว่าถ้าเราปล่อยให้เหตุการณ์อย่างนั้นเกิดขึ้น นั่นหมายความว่าการดําเนินการของเราจะยิ่งยากมากขึ้น เพราะมันไม่ได้คุยกับประเทศ กัมพูชาฝ่ายเดียวแล้ว คราวนี้ต้องคุยกับอีกหลายต่อหลายประเทศครับ ผมคิดว่านี่เป็น ความรับผิดชอบของพวกเราในฐานะผู้แทนปวงชนชาวไทยว่าปัญหามันมี เรามีหน้าที่แก้ นั่นคือประเด็นที่ ๒ ที่อยากจะกราบเรียน

ประเด็นถัดมาก็คือว่าเนื้อหาสาระที่เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ผมขอถือโอกาสนี้แสดงความชื่นชมคณะกรรมาธิการ และผมกราบเรียนว่านี่เป็นโอกาสดีที่สุด เลยครับที่จะให้รัฐบาลไทยสามารถในการที่นําเอาจุดยืนที่มีความเข้มแข็งในการปกป้อง ดินแดนของไทยและอธิปไตยของไทย ทําไมผมกล่าวเช่นนี้ครับ ผมยอมรับว่านับตั้งแต่มีการ ดําเนินการในเรื่องนี้มา ตั้งแต่ก่อนปี ๒๕๔๓ มาจนถึงปี ๒๕๔๓ มาถึงปัจจุบัน แนวปฏิบัติของ รัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัย แนวปฏิบัติความเชื่อของคนทํางานไม่ได้ตรงกันหรอกครับ เพราะฉะนั้นมันมีหลายเรื่องในอดีตซึ่งมันเกิดขึ้นแล้วอาจจะถูกมองว่าขณะนี้เป็นจุดอ่อน เช่น ตกลงข้อความในเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ไปยอมรับแผนที่ระวางดงรักหรือไม่ ผมก็ กราบเรียนว่านับตั้งแต่ตอนที่ผมเป็นฝ่ายค้านผมก็ยืนยันว่าในความเห็นของผมมันไม่ใช่ เหตุผลที่ไม่ใช่เพราะว่าถ้าท่านไปอ่านเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ข้อความที่เกี่ยวกับแผนที่ มีการกํากับเอาไว้ชัดเจนว่าต้องเป็นแผนที่ที่เป็นผลงานของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา ที่ทําหน้าที่ในการที่จะปักปัน ผมไปดูข้อต่อสู้ของเราในศาลโลก ไปดูคําวินิจฉัย ของศาลโลก ยอมรับว่าแผนที่ระวางดงรักที่เป็นปัญหานี้มันเสร็จสิ้นหลังจากคณะกรรมการชุดนั้น เลิกไปแล้ว มันจะเป็นผลงานของกรรมการชุดนั้นได้อย่างไร และเราก็มีหนังสือไปแล้ว ๒ ครั้ง คือปี ๒๕๕๑ ถึงปี ๒๕๕๔ ว่าสําหรับรัฐบาลชุดนี้และรัฐบาลในฐานะรัฐบาลไทยเราแจ้ง ประเทศกัมพูชาไปว่าเราเห็นว่าไม่รวมแผนที่ระวางนี้ ประเทศกัมพูชาจะเห็นด้วยหรือไม่ ก็เป็นจุดเดียวของประเทศกัมพูชาครับ ท่านไม่ต้องไปรับรองความเห็นของประเทศกัมพูชา แต่ที่ท่านช่วยได้คือรับรองความเห็นของรัฐบาลไทยวันนี้ด้วยการลงมติสนับสนุนข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการ แล้วรัฐบาลจะได้ไปมีมติคณะรัฐมนตรี ถ้าหากว่าสภาไม่ทําอย่างนี้ รัฐบาลประเทศไทยกับรัฐบาลประเทศกัมพูชาก็อาจจะเถียงกันต่อไป ใช่หรือไม่ แต่วันนี้ ถ้าเราพิจารณา สภากรุณามีมติรับรองข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ รัฐบาลรับข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการไปดําเนินการกระบวนการทั้งหมดผูกพันโดยรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย ผมจะพึงพอใจมากเลยครับ และผมคิดว่าจะทําให้ท่านไม่ต้องกังวล ด้วยว่าหลังการเลือกตั้งรัฐบาลใหม่จะมาเปลี่ยนจุดยืนหรือเปล่าว่ารับหรือไม่รับแผนที่ เพราะผูกพันโดยมติของสภา เพราะฉะนั้นผมมองตรงกันข้ามเลยนะครับ ถอนไป คือความไม่แน่นอนว่าเรื่องนี้จะกลายเป็นเรื่องของเวทีพหุภาคีหรือไม่ ถอนไปก็คือยังทิ้งค้าง อยู่ในนี้ว่าตกลงแผนที่รัฐบาลไทยหรือรัฐไทยเห็นอย่างไร เช่นเดียวกันครับบันทึกทั้งหลาย เขาก็บันทึกตามความเป็นจริงของการประชุม ผมก็ขอบคุณที่เพื่อนสมาชิกที่เป็น คณะกรรมาธิการ แล้วก็ไม่ใช่สมาชิกที่เป็นคณะกรรมาธิการ กรุณาติติงมาว่าเวลาที่ ประเทศกัมพูชา โดยนายวาร์ คิม ฮง กล่าวคําเปิดในที่ประชุมแล้วตีความว่าเราไปรุกราน อะไรต่าง ๆ แล้วไม่ปรากฏบันทึกเอาไว้ว่ามีการโต้แย้ง วันนี้ถ้าเราพิจารณาข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการเขียนไว้ชัดเจน ให้รัฐบาลไปดําเนินการท้วงติงเป็นทางการเสีย รัฐบาล ยินดีทําครับ แล้วจะหนักแน่นมากครับ เพราะระบบรัฐสภาฝ่ายนิติบัญญัติมีอํานาจ ตามรัฐธรรมนูญในเรื่องนี้เป็นการเฉพาะตามมาตรา ๑๙๐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ผมอยากจะ กราบเรียนก็คือว่าความเห็นเราอาจจะตรงหรือไม่ตรงกับคณะกรรมาธิการนะครับ แต่โอกาส ครั้งนี้คือโอกาสที่ยืนยันว่าปัญหานี้ต้องแก้ด้วยทวิภาคี โอกาสนี้คือโอกาสที่รัฐบาลไทยมีจุดยืน เป็นทางการผ่านความเห็นชอบของสภาเป็นครั้งแรกว่าเราไม่ยอมรับแผนที่ระวางดงรัก เราท้วงติงการตีความของนายวาร์ คิม ฮง และเราก็จะสามารถนําสิ่งเหล่านี้ไปดําเนินการได้ ต่อไป นอกจากนั้นความห่วงใยหรือข้อสังเกตอื่น ๆ นะครับ ซึ่งเดี๋ยวก็คงจะได้มีการอภิปราย รัฐบาลก็จะได้ชี้แจง ผมกราบเรียนอีกครั้งหนึ่งนะครับ ผมอยากให้เราทําความเข้าใจ ให้ถูกต้อง เรื่องปักปันจบไปนานแล้วครับ สันปันน้ํา สนธิสัญญาคือตัวกําหนด เอ็มโอยู เป็นเรื่องของการจัดทําหลักเขตแดนให้เป็นไปตามสนธิสัญญาโดยอาศัยเอกสารต่าง ๆ ประกอบ และพื้นที่แต่ละพื้นที่บริเวณชายแดนนั้นสถานะไม่เหมือนกัน บางทีก็อาจจะไม่มี สันปันน้ําเป็นเรื่องของการจัดทําหลักเขต แล้วก็ตรวจสอบดูว่าหลักเขตที่เคยจัดทํากันมา เคลื่อนหรือไม่ อย่างไร ผมจึงยืนยันว่าเจตนาของรัฐบาลชัดเจนครับวันนี้ เราพยายามที่จะ อาศัยกลไกของฝ่ายนิติบัญญัติเพิ่มความหนักแน่นจุดยืนของรัฐบาลไทยที่จะบอกว่าปัญหานี้ เรากับประเทศกัมพูชาจะแก้กันเอง และเรายืนยันปกป้องอธิปไตยของประเทศไทย ถ้าท่านสงสัยว่าแผนที่เป็นแผนที่ที่เป็นผลงานของกรรมการหรือไม่ ผมใช้ถ้อยคําตามเอ็มโอยู ท่านไปอ่านบทความของท่านอาจารย์สมปอง สุจริตกุล ได้ครับ ว่าทําไมมันถึงไม่ใช่ ขอบคุณครับ

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

ท่านสมาชิกครับ ลําดับ อภิปรายจะเป็นอย่างนี้นะครับ ต่อไปเป็นท่าน พันเอก วินัย สมพงษ์ ท่านสงวน พงษ์มณี ท่านสุรจิต ชิรเวทย์ ท่านทศพล เพ็งส้ม แล้วก็ท่านนิยม เวชกามา นะครับ เชิญท่านวินัยครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ท่านประธานค่ะ ดิฉันขออนุญาตถามนิดหนึ่ง เนื่องจากว่าท่านนายกรัฐมนตรีท่านได้กรุณา ตอบสิ่งที่ดิฉันถามนะคะ ดิฉันเองยังไม่ค่อยชัดเจนในแง่นี้ว่าสิ่งที่ท่านได้

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

คือท่านรสนา ไม่เป็นไร แล้วเดี๋ยวท่านถามอีก ให้ท่านอื่นได้มีโอกาสบ้าง เชิญนั่ง เชิญท่านวินัยครับ

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานที่เคารพ เนื่องจาก ท่านวิทยา แก้วภราดัย ท่านยกมือ ผมเข้าใจว่าท่านจะหารือ ผมอยากจะขออนุญาต ให้ท่านประธานได้ให้ท่านวิทยาได้หารือสักนิดหนึ่งก่อนได้ไหมครับ

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

ได้ครับ เชิญครับ

นายวิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นครศรีธรรมราช 🔗

ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีความกังวลเหมือนกับเพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้น อภิปรายตั้งแต่เริ่มต้นนะครับ เรื่องการประชุมของเราที่มีการนัดหมายกันในวันนี้ ผมเข้าใจ เจตนาดีของท่านประธานนะครับ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และท่านประธานวุฒิสภา ในความตั้งใจในการที่จะให้มีการประชุมสภากัน และมีสาระของกฎหมายออกมาพอสมควร แต่โดยสภาพข้อเท็จจริงครับ ความตั้งใจผมอยากให้มีการประชุมร่วมนี้ในวันที่ ๒๙ เพราะผม ทราบดีว่าตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศวันเวลาของการยุบสภาแน่นอน คนที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยส่วนใหญ่ซึ่งเขาต้องลงเฃตเลือกตั้ง หลายคนก็เริ่มมีกําหนดนัด ในการที่จะพบปะหรือเตรียมการในการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นบรรยากาศช่วงสุดท้ายของการ ประชุมสภาก่อนการเลือกตั้ง จะหาบรรยากาศที่คึกคักและพร้อมเพรียงเป็นไปได้ยากครับ เพราะฉะนั้นการกําหนดวันประชุมหลาย ๆ วันโดยไม่คํานึงว่าแต่ละคนมีภารกิจนั้นก็จะเกิด ปัญหาเช่นวันนี้ครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าผมอยากจะใช้สิทฺธิในการอภิปรายในปัญหา ที่เกิดขึ้น แล้วก็แสดงความคิดเห็นไปยังคณะกรรมาธิการครับ ผมได้ติดตามการทํางานของ คณะกรรมาธิการมาตั้งแต่เริ่มต้น แล้วก็จําได้ว่าเราได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชาชุดนี้ขึ้นไปศึกษาปัญหาทั้งหมดนี้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ แล้วทราบว่า ท่านประชุมกันถึง ๑๓ ครั้ง เพราะฉะนั้นผมก็รอเวลาที่หารือกับท่านประธานตั้งแต่ทราบข่าวว่า คณะกรรมาธิการร่วมได้พิจารณาเสร็จแล้ว แล้วส่งเรื่องต่อประธานรัฐสภา ผมก็พยายาม ที่จะกําหนดวันเวลาที่ให้เพื่อนสมาชิกได้มีโอกาสเตรียมตัวและร่วมในการอภิปราย เพราะเข้าใจเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมค่อนข้างจะสับสน มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ มีข้อเสนอแนะ มีข้อแสดงความคิดเห็น และแม้วันที่เราจะมีการประชุมวันนี้ ผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิก ในรัฐสภาแห่งนี้ก็จะได้รับข้อความแสดงความคิดเห็นผ่านมาทางคลื่นโทรศัพท์มือถือ เกือบทุกท่าน เมื่อวานนี้ทุกคนได้รับสัญญาณความคิดเห็นเรื่องนี้ในการคัดค้านที่จะพิจารณา กฎหมาย หรือพิจารณารายงานฉบับนี้กันอย่างมากมาย ทําให้หลายคนเกิดความกังวล ผมก็ พยายามที่จะเรียนแล้วก็ซักถามคณะกรรมาธิการทั้งหมดครับว่าการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ได้เกิดความชัดเจนอะไรกันบ้าง เมื่อวานนี้ครับผมมีโอกาสพูดคุยกับท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ และคณะ เพื่อสอบถามเรื่องนี้ก่อนการเตรียมการที่จะมีการ ประชุมในวันนี้ ก็ได้รับทราบความตั้งใจของคณะกรรมาธิการ เมื่อได้ดูข้อเสนอแนะของ คณะกรรมาธิการทั้ง ๕ ข้อ ผมเข้าใจว่าเป็นข้อเสนอแนะที่มีสาระสําคัญ มีความสําคัญ ซึ่งกรรมาธิการได้ตั้งใจในการกลั่นการศึกษา ๑๓ ครั้งมาเป็นข้อเสนอแนะต่อสภา ถ้าจะปล่อยเรื่องนี้ทิ้งไว้ผมก็คิดว่าเป็นความรับผิดชอบที่สมาชิกในรัฐสภานี้ทั้งหมดต้อง ร่วมกันรับผิดชอบต่อคณะกรรมาธิการซึ่งเราตั้งขึ้นมาเอง ให้เขาไปพิจารณาศึกษาแทนเรา ถ้าบอกว่าไม่อยากรับประทานของร้อน ไม่อยากแตะของร้อนทิ้ง เรื่องนี้ทั้งหมดของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ไว้ให้สภาชุดหน้ามาพิจารณา ผมก็คิดว่าความเป็นสมาชิกรัฐสภา ก็ขาดความรับผิดชอบครับ พวกผมพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อคณะกรรมาธิการทั้งหมด ที่ท่านไปศึกษา แต่ท่านจําเป็นต้องชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภานี้ทั้งหมดให้เกิดความกระจ่างชัดว่า บันทึกเล่มสีน้ําตาล ที่เราใช้คําภาษาอังกฤษกันว่าเจบีซี ผมเข้าใจว่าคนเกินครึ่งของประเทศนี้ ไม่ทราบว่า JBC คืออะไร แต่ถ้าอธิบายง่าย ๆ ครับ เอกสารนี้ก็คือบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา คณะกรรมาธิการชุดนี้ตั้งขึ้นมา แล้วก็ สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ของเราได้อนุมัติกรอบในการไปดําเนินการเจรจาของคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เราอนุมัติกรอบตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๑ ก็สภาผู้แทนราษฎร ชุดนี้ละครับ ผมก็เป็นสมาชิกรัฐสภาในวันนั้นที่อนุมัติกรอบให้คณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา ไปเริ่มดําเนินการ เพราะเปิดดูในบันทึกรายงานการประชุมนะครับ เราอนุมัติเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายนคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็เริ่มประชุม ประชุมครั้งที่ ๑ ประชุมครั้งที่ ๒ ประชุมครั้งที่ ๓ จบครับ แล้วก็เอารายงานฉบับนี้ส่งมาให้พวกในสภาผู้แทนราษฎร ถามว่า ส่งมาให้พวกผมทําไมครับ ถ้าดูหนังสือปะหน้าก็ส่งให้รัฐสภานี้รับรองรายงานการประชุมนี้ ผมจําได้ครับว่าผมอนุมัติกรอบให้เขาไปทําการเจรจากันเรื่องเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ก็พยายามดูว่าในรายงานทั้ง ๓ ครั้ง เขาไปทําอะไรเพิ่ม นอกเหนือจากกรอบที่พวกผมให้ไป หรือไม่ ก็ยังหาไม่เจอครับ นอกจากเจอวาทะของผู้นําบางประเทศที่พูดเสียดสีพาดพิงไปมา แต่ถามว่าคณะกรรมาธิการร่วมชุดนี้ไปสร้างอะไรเพิ่มนอกจากกรอบหรือไม่ ก็ปรากฏว่า ไม่มีครับ และซักถามว่าต้องให้ผมมารับรองอะไรล่ะครับ ในเมื่อผมให้อํานาจคุณทั้งหมด ไปนั่งคุยกัน คุณคุยกัน ๓ รอบยังไม่รู้เรื่องเลย ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ยังหาเรื่องใหม่มาให้ผม ไม่ได้ กลับมาให้ผมนั่งรับรองรายงานการประชุม ซึ่งผมคิดว่าหน้าที่ของรัฐสภาไม่ใช่หน้าที่ รับรองรายงานการประชุมครับ แต่ถ้าการประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ก่อเกิดข้อตกลงใหม่นอกกรอบ จากที่พวกผมให้ไป อย่างนี้ครับ กระทรวงการต่างประเทศถึงจะมาขอกับรัฐสภาว่ากรอบที่ให้ ไปทีแรกไม่พอ ต้องขอกรอบมากกว่านั้น ผมถึงจะรับรองให้ แต่แค่มาดูรายงานทั้งหมดครับ ผมยังไม่เจอเลยครับผลการประชุม ๓ ครั้งนี้ เขาก่ออะไรที่จะเป็นผลผูกพันมากกว่าที่ผม อนุมัติไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ คราวนี้เวลาสังคมอธิบายครับ ไปกันไกลครับ ผมขออนุญาตเรียน ถามผ่านไปทางกรรมาธิการนะครับ ผ่านผู้มาชี้แจงใน ๒-๓ ประเด็น

ประเด็นที่ ๑ มีการกล่าวว่าไม่ต้องไปปักปันนะครับ เขตแดนไทย-กัมพูชา มันปักปันมาเสร็จแล้วเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้ว ปักปันแบ่งเป็น ๒ ส่วนครับ ส่วนที่หนึ่งบนพื้นราบ มีการปักปันกันเสร็จแล้วเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้ว ส่วนที่สองที่เป็นภูเขา ก็เอาง่าย ๆ ว่าสมัยโบราณ ๑๐๓ ปีที่แล้ว คงไม่สะดวกในการเดินบนภูเขาก็เลยถือหลักทางสากลครับ กฎหมายสากล เรื่องดินแดนมีแค่นี้ครับท่านประธาน ท่านกับผมเรียนกฎหมายสากลมาตั้งแต่เราเรียนปี ๑ ปี ๒ ในคณะนิติศาสตร์ครับ เขาบอกว่าดินแดนแบ่งกันด้วย ๒ ลักษณะ ลักษณะที่ ๑ ถ้าเป็น คูครองก็เอาร่องน้ําที่ลึกที่สุดถือเป็นเขตแดน ถ้าเป็นเขาที่แบ่งระหว่างประเทศด้วยกัน ก็ถือเอาสันปันน้ําเป็นตัวแบ่งระหว่างเขตแดนไทย ถ้าพูดว่า สันปันน้ํา อธิบายง่าย ๆ ภาษาชาวบ้านครับ ฝนตกลงมาน้ําเทไปฝั่งไหนก็เป็นของประเทศนั้น อีกฝั่งหนึ่งก็เป็นของ ประเทศหนึ่ง เมื่อเราตกลงกันเมื่อ ๑๐๓ ปีแล้ว ผมขออนุญาตเรียนถามว่าร่องรอยที่มีการ ปักหมุดบนแผ่นดินพื้นราบ มาถึงวันนี้เราเหลือร่องรอยที่ยืนยันได้เรามีกี่หลักครับ หรือเรามี ร่องรอยแค่บันทึกตามสนธิสัญญา หรือหลักมันชัดเจนย้ายกันไปย้ายกันมาจนต้องหาหลักใหม่ ท่านช่วยตอบผมหน่อยเถอะว่าที่เขาบอกไม่ต้องปักปันแล้ว ๑๐๓ ปีที่แล้วเหลือหลักกี่หลัก ที่เป็นพยานยืนยันว่าแผ่นดินไทยกับกัมพูชาติดต่อกันนี้แบ่งกันแล้วกี่หลัก หาเจอแล้วกี่หลัก ระหว่างที่ท่านไปหารือกัน ๒ คณะ ผมก็ทราบว่าท่านก็เริ่มตกลงกันได้มีหลักจํานวนหนึ่ง ที่พอจะรับกันได้ สรุปว่าหลักทั้งหมดหาไม่เจอทั้งหมดครับ แต่มีหลักบางหลักพอที่จะรับกันได้ ก็ขออนุญาตเรียนถามเป็นคําถามที่ ๒ ครับว่า หลักที่พอจะรับกันได้ท่านเอาอะไรไปรับกัน เอาแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ไปรับกันหรือเปล่า เอาสนธิสัญญาไปรับกันหรือเปล่า หรือไปหา ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ บันทึกทางประวัติศาสตร์มารับกัน หรือท่านใช้ทุกอย่าง มาประมวลแล้วพอจะรับกันได้ เพราะข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ฝ่ายหนึ่งกําลัง โจมตีว่าท่านเอาแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เพราะเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ไปรับรองร่องรอยนั้น ถ้าท่านเอา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ไปรับรองจริง ๆ ข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามก็ถูกต้องครับ เราไปรับแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แต่หลักที่พอจะรับกันได้ที่ท่านว่าถ้าไม่ใช่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ท่านเอาหลักเกณฑ์อะไรไปรับ เพื่อจะยืนยันได้ว่าข้อศึกษาของคณะกรรมาธิการทั้งหมด ตั้งแต่ข้อ ๑ เป็นข้อยืนยันว่า ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ รัฐบาลไทยปฏิเสธมาโดยตลอด ท่านคณะกรรมาธิการก็ช่วยยืนยันด้วยว่าหลักที่พอจะรับกันได้จํานวน ๓๐ กว่าหลัก เอาหลักอะไรขึ้นมา

ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะซักถามคณะกรรมาธิการเพื่อความกระจ่างชัด ส่วนที่ยังไม่มีการปักปันเพราะถือการปันโดยธรรมชาติ ประเทศไทย ประเทศเขมร ตรงนั้น ไม่มีร่องน้ําไม่มีสืบร่องน้ําลึก มีสันเขาครับ ข้อกังวลผมที่มีผู้ส่งข้อความเข้ามา อ้างตลอดครับว่า มีการแบ่งกันโดยหลักเกณฑ์ธรรมชาติก็คือสันปันน้ํา แต่มีคนไปขยายความต่อไปครับว่า ให้ถือเอาหน้าผาเป็นสันปันน้ํา ท่านกรุณาฟังช้า ๆ นะครับ มีคนพยายามสื่อไปกับประชาชนว่า ให้ถือหน้าผาเป็นสันปันน้ํา หลักกฎหมายสากลไม่มีคําว่า หน้าผา ครับ หลักกฎหมาย พรมแดนระหว่างประเทศไม่มีคําว่า หน้าผา ครับ คําว่าให้ถือเอาหน้าผาเป็นสันปันน้ํา ไปเอามาจากไหนครับ หรือเป็นการกล่าวอ้างขึ้นมาเพื่อจะเปลี่ยนเบี่ยงจากสันปันน้ําเป็น หน้าผาแทนเขตแดน ถ้าเกิดมีบันทึกในประวัติศาสตร์นะครับ ความตกลงไทย-สยาม สยาม-ฝรั่งเศส หรือสยามกับใครก็ตามครับที่มีข้อความอย่างนี้ท่านช่วยแจ้งด้วยครับ เพราะผม ถือว่า ๑๙๐ กว่ากิโลเมตรที่เพื่อนสมาชิกได้พูดมาทีแรก ก็เราพูดกันอย่างนั้น ผมกับท่านคณะกรรมาธิการทั้งหมดคงไม่เดินทั้ง ๑๙๖ กิโลเมตร จนไม่รู้ว่ามันเป็นสันเขา ทั้ง ๑๙๖ กิโลเมตร หรือใน ๑๙๐ กว่ากิโลเมตรมันเป็นที่ราบอยู่ด้วยระหว่างภูเขา และในช่วง ที่เป็นพื้นราบหรือเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่สันเขาที่แบ่งชัดเจนได้ สันปันน้ําแบ่งชัดเจนได้ เราจะแสวงหาความแตกต่างตรงนั้นเพื่อแบ่งเขตแดนกันอย่างไร ๒-๓ ประเด็นนี้ผมคิดว่า ถ้าท่านให้คําตอบได้มันก็จะเริ่มไขความกระจ่างของสภานี้นะครับว่าที่เราโดนโจมตีว่าไปรับแผน ที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นสรณะ แล้วก็ฝ่ายรัฐบาลก็เถียงตลอด ยืนยันตลอดครับว่าไม่ได้เอา แต่ไปตกลงได้หลักบางหลักมาแล้วมันเอาหลักอะไรในการพิจารณาหาหลักที่ว่าดังกล่าวนั้น ถ้าท่านชี้แจงเรื่องนี้ได้ผมก็คิดว่าไขข้อกระจ่าง แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการแล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศรวมทั้งท่านประธานด้วยครับ ผมไม่เห็นสภาเรามีความจําเป็นต้องให้ คํารับรองรายการเอกสารเรื่องผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ผมไม่เข้าใจว่าจะให้ผมรับรองอะไรครับ รัฐสภาแห่งนี้ไม่ใช่คนที่จะอ่านรายงานการประชุมของ คณะกรรมาธิการแล้วมารับรองความถูกต้อง รัฐสภานี้กําลังดูว่าคุณไปประชุมกัน ๓ รอบ คุณไปทําเกินกรอบที่รัฐสภาให้อํานาจคุณไปหรือไม่ คณะกรรมาธิการชี้แจงกับพวกผม ด้วยนะครับ หรือท่านผู้มีอํานาจจะชี้แจงชี้แจงด้วย ประชุม ๓ รอบที่จะขอสภารับรอง คุณไปทําอะไรเกินกรอบที่สภาให้ไปเมื่อเดือนตุลาคมปี ๒๕๕๑ หรือไม่ ถ้ายังไม่มีอะไร เกินกรอบ รายงานนี้ก็เป็นความปรารถนาดีเท่านั้นครับ มาบอกให้สภารับรู้ ก็ไม่แตกต่างจาก รายงานของคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในสภา พวกผมเพียงรับทราบครับ ผมยืนยันกับ ท่านประธานครับ สภานี้ถ้าคุณไม่ทําอะไรเกินกรอบปี ๒๕๕๑ สภานี้ไม่มีสิทธิให้คํารับรองอะไรได้เลย สภาไม่ใช่คนตรวจบันทึกรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือใช้ชื่อย่อว่า เจบีซี ผมไม่อาจเอารัฐสภาแห่งนี้ไปทําหน้าที่ตรวจรายงานการประชุมครับ เว้นแต่ว่าในรายงานการประชุมทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งคณะกรรมาธิการค้นเจอนะครับ ถึงแม้จะไป ร่างอะไรมาก็ตามท่านใช้ข้อสรุปในข้อสังเกตไว้ดีครับ และผมคิดว่าจําเป็นที่สภาแห่งนี้จะต้อง ลงมติรับรองข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ท่านสรุปไว้ดีครับ ผมขออนุญาตอ่านถ้อยคํา สุดท้ายนะครับของคณะกรรมาธิการให้เพื่อนสมาชิกฟังครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวร่างข้อตกลง ชั่วคราวยังไม่มีสถานะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในเล่มนี้มีการร่างข้อตกลงชั่วคราว และท่านกรรมาธิการก็ยืนยันครับว่าร่างดังกล่าว ยังไม่มีสถานะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ เมื่อไม่เป็นหนังสือสัญญาก็ไม่เกี่ยวกับ สภาครับ และการแนบร่างข้อตกลงชั่วคราวกับบันทึกการประชุมเจบีซี ท่านเอาร่างนั้น แนบไปกับบันทึกอันนี้ทั้ง ๓ ฉบับให้รัฐสภาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบ ถึงพัฒนาการในการเจรจา ทั้งหมดอันนี้ครับ ทั้งร่างที่แนบเข้ามา ทั้งบันทึกการประชุม ๓ ครั้ง มันเพียงแค่จะให้พวกผมทราบถึงพัฒนาการในการเจรจา เจรจาอะไรครับ เจรจาที่ผมมอบ อํานาจไปเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ วันนี้ผมทราบสถานภาพของการคืบหน้าของการเจรจาแค่นั้น เพราะฉะนั้นผมเมื่อทราบความคืบหน้าแล้วผมก็ทราบครับ จะให้ผมไปรับรองอะไรครับ ผมยังยืนยันความเห็นนะครับว่าถ้ากรรมาธิการที่ส่งไปศึกษาเห็นด้วยกับผม ท่านก็ตอบสิครับ ๑ ๒ ๓ ประการที่ผมว่า แล้วถ้ามันเป็นการรายงานสถานการณ์ความคืบหน้าผมก็ ไม่จําเป็นต้องให้คํารับรองครับ เราประชุมอันนี้เสร็จ สภาฟังเสร็จว่าคุณประชุมกัน ๓ รอบ รอบสุดท้ายผู้นําทางฝ่ายกัมพูชาด่าประเทศไทย กรรมาธิการก็ให้ข้อสังเกตแล้วรัฐบาลต้องไป จัดการเสียนะ ตอบโต้การด่านี้ ก็จบครับ ไม่เห็นมีอะไรที่ผมจะต้องให้คํารับรอง ผมยืนยันว่า สภายังไม่จําเป็นต้องให้คํารับรอง บันทึกรายงานการประชุม ๓ ครั้งนี้ ขอขอบพระคุณครับ

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญท่านสงวน พงษ์มณี

นายสงวน พงษ์มณี สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ลําพูน 🔗

ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพ ผม สงวน พงษ์มณี พรรคเพื่อไทย จังหวัดลําพูน ในฐานะสมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วผมกลับบ้านเมื่อวานแล้วครับ ต้องรีบกลับมาเพราะถือว่าเป็นภาระหนึ่งในการที่ จะต้องมาแสดงความคิดเห็นต่อรัฐสภาแห่งนี้ ผมถือว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสําคัญ ผมอาจจะมอง ต่างมุมหลาย ๆ ท่าน อาจจะเหมือนบางท่าน แต่ผมคิดว่าผมคงมองต่างแน่นอน ผมว่า วันนี้เอกภาพของอํานาจอธิปไตยต้องเกิดขึ้น ณ ที่นี้ ท่านประธานครับ ท่านครับ ตัวแทนของ ประชาชน ทั้งฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติจะต้องทําหน้าที่ในการทําให้รัฐของเรา มีอํานาจ มีสถานะทางสากลเทียบเท่ากับประเทศอื่น หลายปีแล้วนะครับเรื่องนี้ยังไม่ก้าวหน้าเลย ทั้งหมดที่ไปตกลงกับเขาถือว่าเท่ากับ ๐ นะครับ เท่ากับเราไม่รับรองไป ผมไม่ค่อยเห็นด้วย กับนายกรัฐมนตรีหลายเรื่อง แต่วันนี้ผมเห็นด้วย เห็นด้วยว่าอย่างไรครับ แม้เหลือเวลาเพียง ๓ วันท่านก็ต้องทําครับ เพราะว่าถ้าไม่อย่างนั้นท่านจะตอบคําถาม ๓ เรื่องนี้ได้อย่างไร

เรื่องที่ ๑ ผมลองถามดูนะครับว่าวันนี้มันมีแนวคิด ๒ อย่าง อย่างหนึ่ง ยอมรับว่าความขัดแย้งเรื่องประสาทเขาพระวิหารถูกตัดสินโดยองค์กรคือศาลโลก เรื่องนี้ มีคนกลุ่มหนึ่งไม่ยอมรับเลย ผมฟังอีกฝ่ายหนึ่ง ฝ่ายตรงกันข้ามกับฝ่ายเขมรเขาพูดว่าอย่างไร ครับ ประเทศกัมพูชาเขาบอกว่าวันตัดสินมีเอกสารจํานวนหนึ่งซึ่งเซ็นทั้ง ๒ ฝ่ายต่อหน้าศาล แล้วก็เก็บไว้ ๒ ประเทศ เอกสารนั้นเรามีไหม แล้วเขียนแล้วเซ็นไว้อย่างไร ยอมรับ เรื่องใดบ้างในวันนั้น วันนี้เขาอ้างตรงนั้นว่าทุกอย่างที่เขานําเสนอต่อสาธารณะก่อเกิด มาจากตรงนั้น ก็แสดงว่าคนไทยทั้งประเทศยังไม่รู้ว่าคณะทํางานในศาลโลกวันนั้นไปเซ็นรับ อะไรมาบ้าง นี่เป็นประเด็นที่ ๑

ประเด็นที่ ๒ นี่ครับ จากคําพิพากษาของศาลรัฐธรรมนนูญเกี่ยวกับคุณนพดล นี่ครับ ผมอ่านและผมเข้าใจโดยสุจริตว่าเหมือนกับยกเลิก เอ็มโอยู ๒๕๔๓ โดยสิ้นเชิงครับ เพราะว่าทําอะไรไม่ได้เลยครับ รัฐทําอะไรไม่ได้เลย รัฐทําผิดหมด วันนี้รัฐบาลชุดนี้กําลังเจอ วิบากกรรมนั้นเหมือนกัน รัฐสภานี้จะทําอย่างไรกับเรื่องนี้

เรื่องต่อไปคืออย่างนี้ ท่านครับ สุดท้ายของปัญหาเราต้องการให้กลับไปที่ ศาลโลกใหม่ไหม ต้องการอย่างนั้นหรือครับ เพราะว่าพูดกันมาทั้งหมดนี่ไม่ยอมรับอะไร หรือจะปล่อยกันไปอย่างนี้ ขบวนรถแห่งเสรีภาพ ขบวนรถแห่งสันติภาพของภูมิภาคนี้ มันไปแล้วครับ คุณจะขึ้นโบกี้ไหน หรือจะไม่ขึ้นเลย ผมไม่เข้าใจว่าเรากําลังคิดอะไรกันอยู่ ถ้ารัฐของเรา รัฐบาลของเราไม่มีอํานาจเต็ม คุณจะยืนอยู่ในสังคมประเทศของโลกนี้ ได้อย่างไร วันนี้ไปเจรจาอะไร เนื่องจากว่าผู้ร่างรัฐธรรมนูญนี่ไม่ไว้ใจนักการเมืองจึงร่าง มาอย่างนี้ ไปเจรจามาทั้งหมดนี่ยังบอกว่าไม่ยอมรับเลย และผมคิดว่าเป็นตัวตลกของโลก หรือเปล่า ผมคิดอย่างนี้ว่า วันนี้ต้องตัดสินใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ผมยินดีถูกตราหน้าว่า ผมตัดสินใจผิด แต่ผมต้องตัดสินใจ เพราะอะไรครับ เพราะว่าบ้านเราวันนี้ต้องตัดสินใจ เรื่องนี้แล้ว เพราะมันเรื่องใหญ่ครับ ไม่ใช่มีแต่เราคิดเรื่องนี้ครับ เขมรเขาก็คิด วันนี้ฝ่ายที่ ๓ เขาคิดแล้ว เขามาแล้ว เขาเดินทางมาแล้ว แล้วเราจะไม่สนใจได้อย่างไรครับ กรรมการ มาแล้ว รัฐบาลจะพูดอย่างไร พูดก็ไปติดกับ ๑๙๐ อีกที ผมจึงคิดว่าถ้าเราตัดสินใจดี ๆ นะครับ คณะกรรมาธิการร่วม ๒ สภาต้องมีของ ๑๙๐ นะครับ ทําไมหรือครับ ต้องมี ประจํานะครับ ท่านประธานครับ มีคณะกรรมาธิการร่วมประจําเลยนะครับ เพราะอะไรครับ เรื่องเยียวยาประชาชนจะไปร้องตรงไหน ถ้าไม่มาร้องตรงนี้ ถ้ามันมีปัญหา เขียนไว้อย่างดี แต่การปฏิบัติมันเหนื่อยจริง ๆ ครับ ท่านประธานครับ ผมอยากจะพูดอีกประเด็นหนึ่ง ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมพูดนี่ ๓ เรื่อง ท่านประธาน

เรื่องที่ ๑ เขตแดน หลักการทั่วไปจะเอาอย่างไร ไม่ใช่เฉพาะเขาพระวิหาร เขตแดนของไทย หลักการทั่วไปจะเอาอย่างไร เหมือนท่านประธานวิปท่านพูด วิปรัฐบาล ท่านพูด หลักการทั่วไปมันเป็นอย่างนั้น ชัดตรงนี้ ไม่ใช่ว่าแอบหลักการอื่นมาเสียบแล้วมา โฆษณาว่าใช่อย่างนี้ แล้วใครจะปฏิบัติได้ล่ะครับ

อันที่ ๒ เรื่องมรดกโลก เรื่องเขาพระวิหารจะให้มายุติอย่างไร จะขอขึ้น ร่วมกับเขาหรือไม่ยอมรับเลย เอาชัด ๆ ออกมาเลยเรื่องนี้ครับ

เรื่องที่ ๓ การจัดการปัญหาชายแดน เรื่องลาว เรื่องเขมร เรื่องพม่าเอา อย่างไรครับ ทะเลาะเขาไปหมดแล้ว เอาอย่างไร ๓ เรื่องนี่ครับ เพราะอะไรหรือครับ ผมนี่ เฝ้าติดตามมาแต่ต้น ผมคิดว่าเรื่องหลักเขตนี่คู่ขัดแย้งของมันก็คือเรื่องชาติพันธุ์มนุษย์ รอบชายแดนเรา เราแพ้ที่ศาลโลก เพราะเราปฏิเสธเรื่องที่ ๒ คือเรื่องชาติพันธุ์มนุษย์ครับ เขาอ้างว่ามรดกตรงนี้เป็นของบรรพบุรุษขอมของเขา เขมรของเขา กัมพูชาของเขา แท้จริงแล้ว ชาติพันธุ์มนุษย์นี้อยู่ลึกถึงสุรินทร์ ภาษาเดียวกันครับ วันนี้ถ้าเราเข้าใจเรื่องชาติพันธุ์มนุษย์ เช่น เส้นเขตแดนนี่เท่ากับศูนย์นะครับท่านประธาน ไม่มีการขัดแย้งกันเลยนะครับ คนที่อื่นนี่ เข้าไปที่ไม่เข้าใจเรื่องนี้จะไม่เข้าใจเลยว่า ทําไมคนไทยจึงไปทําบุญวัดฝั่งโน้น ทําไมคนฝั่งโน้น มาทําบุญวัดฝั่งนี้ ผมคิดว่าวันนี้ไม่ใช่ปัญหาโลกแตก แต่ปัญหาการกล้าตัดสินใจอย่างมีเป้าหมายร่วมกันว่า อํานาจอธิปไตยเราต้องปฏิบัติร่วมกันว่าเอาอย่างไร มอบอํานาจให้ใครไปทําเรื่องนี้ เรามอบ อํานาจให้รัฐบาลไปเรื่องไหนบ้าง แต่ผมเห็นด้วยกับผู้อภิปรายเมื่อกี้ว่าหนังสือฉบับนี้ขั้นตอน ของคณะกรรมาธิการน่าจะกลับไปกลับมา ท่านประธานครับ จริง ๆ แล้วต้องมาขอกรอบเรา ว่าคุณจะทําหลักการทั่วไปอย่างนี้ ในหลักการทั่วไปเรื่องเขตแดนเป็นอย่างนี้ เรื่องปัญหา มรดกโลกเป็นอย่างนี้ แล้วคุณไปเจรจามา แล้วเอาคําเจรจามาพูดกับเราอีกทีหนึ่ง อันนี้ คุณไม่ได้ขอใครเลย แล้วคุณก็ไปเจรจามา แล้วบอกให้เรามาอามะภันเตตามคุณนะ มันไม่ได้ ท่านประธาน ความชัดเจนที่ผมพูดนี่ ผมเน้น ๓ เรื่อง ท่านประธานครับ อันที่ ๑ รัฐสภา แห่งนี้ต้องกําหนดว่าหลักการทั่วไปเกี่ยวกับเขตแดนคืออะไร หลักการทั่วไปกับทรัพยากร หรือว่าทรัพย์สมบัติชายแดนคุณจะบริหารจัดการอย่างไร เรามีเขตการค้าแล้ว แต่เราไป ทะเลาะเรื่องเซนติเมตรเดียวก็ไม่ยอม มันหมายความว่าอย่างไร ทั่วโลกเขาเป็นอย่างนี้ หรือเปล่า หาหลักการทั่วไปให้ได้แล้วเราก็ค่อยมาร่วมมือกัน ไม่อย่างนั้นเถียงกันเปล่า วันนี้ คนมาพูดในนี้ถูกด่าว่าเป็นคนทรยศต่อชาติ ไม่มาพูดสิ คนจะต้องด่า ไม่มาตัดสินใจสิ คนจะต้องด่า วันนี้ผมมาตัดสินใจครับ ถ้าให้ยกมือ บอกมาเลยว่าจะเอาเรื่องไหน อย่าไปอาย ครับว่ายกมือแล้วรับไม่ได้ รับไม่ได้ทําไมล่ะ ก็เราเห็นด้วยเราก็รับได้สิ แล้วถ้าผมไปเป็น รัฐบาลผมจะทําอย่างไร ทางนี้ไม่ให้อะไรไปเลย แล้วจะไปแบะ ๆ อย่างไรกับประเทศคนอื่น นี่คือปัญหาของชาติครับ กลัวอะไรครับ นายกรัฐมนตรีวันนั้นพลาดมากเลยครับ ใช้เวลา เกือบครึ่งคืนครับ อธิบายให้พันธมิตรฟังเกี่ยวกับเรื่องเขตแดน คนไทยเขาไม่ได้คิดอย่างนั้น ครับ เขาคิดว่าประเทศนี้ต้องมีรัฐบาลเป็นผู้นําในการจัดการปัญหา ไม่ใช่ใครจัดการไม่ได้ นอกจากฉัน ไม่ใช่ ทั้งหมดที่ผมพูดนี่ผมอยากให้รัฐสภาแห่งนี้ดึงอํานาจอธิปไตยขึ้นมาเป็น ตัวแทนมาอยู่ตรงนี้ ร่วมกันตัดสินใจมอบอํานาจให้รัฐบาลไปทําเรื่องนี้อย่างไร เหลือเวลาอีก ๒ เดือนก็ทําได้ ถ้าไม่ทํา เดือนหน้าก็ประชุมแล้ว ไปนั่งทําอะไร เขาจะไม่ทํากับเรา เดี๋ยวฝ่าย ที่ ๓ ก็เข้ามาจัดการ วันนี้กองกําลังจะเข้ามาแล้ว ฝั่งโน้นเขาเปิดโอกาสให้มาแล้ว ของเราทํา อะไรไม่ได้เลยครับ ผมขอเสนอความเห็นแค่นี้ครับท่านประธาน ขอบคุณครับ

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

ลําดับอภิปรายนะครับ ต่อไปท่านสุรจิตร ท่านวินัย ท่านชลน่าน แล้วก็ท่านสุรชัย ท่านทศพล เชิญท่านสุรจิตครับ

นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภา สมุทรสงคราม 🔗

ขอบคุณครับ ท่านประธาน กระผม นายสุรจิต ชิรเวทย์ สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา จริง ๆ แล้วผมคิดว่ากระผมและเพื่อนสมาชิกหลายคนกําลังสับสนกับบทบาท ของรัฐสภาเราอยู่นะครับ เพราะว่าท่านประธานคณะกรรมาธิการบอกว่ารับทราบก็ได้ รับรองก็ได้ คือไม่ว่าออกสูง ออกต่ํา เจ้ามือกินหมด ทีนี้ตอนเราแก้รัฐธรรมนูญเราก็แก้ผิด ข้อบังคับไปทีหนึ่งแล้ว เราก็ดันกันไป ในหนังสือรายงานของคณะกรรมาธิการนี้เองนะครับ ท่านบอกว่า ตามที่ที่ประชุมร่วมกันของรัฐสภาได้พิจารณาหนังสือสัญญา หนังสือท่านเอง นะครับ บอกว่ารายงานเจบีซี ๓ ฉบับนี้เป็นหนังสือสัญญา เรื่อง บันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ท่านใช้คําแบบนี้ ทีนี้ถ้าเรายังจํากัน ได้ใช่ไหมครับ เราแพ้คดีเขาพระวิหารก็เพราะเทคนิคแบบนี้นี่เอง และพฤติกรรมแบบนี้นี่เอง สมเด็จกรมพระยาดํารงราชานุภาพเสด็จเขาพระวิหาร ความจริงแล้วหม่อมเจ้าหญิง พูนพิสมัย ดิสกุล ซึ่งร่วมเสด็จไปด้วยได้ไปให้การต่อศาลโลกว่าเสด็จพ่อบอกว่าทําไมทหาร ฝรั่งเศสแต่งเต็มยศ แล้วท่านก็ตรัสว่าฝรั่งเศสทะลึ่ง นี่คือการปฏิเสธแบบผู้ดีของไทย แต่ฝรั่งไม่เข้าใจ มันต้องประท้วงโฉ้งเฉ้งแบบมัน มันจึงจะเข้าใจ พอเราไม่ได้แสดงท่าที ประท้วงแบบนั้นเพราะมารยาทวัฒนธรรมเราเป็นแบบนี้ผลมันออกไปอย่างหนึ่ง ทีนี้ในรายงานตัวนี้มันมีประเด็นปัญหายิ่งกว่านี้เข้าไปอีก ทั้งถ้อยคําในตัวรายงานเอง ซึ่งเป็นเอกสารที่เป็นหนังสือ และข้อสําคัญก็คือในประเด็นที่ว่ารายงานทั้ง ๓ ฉบับที่มอบให้กรรมาธิการไปศึกษา เป็นหนังสือสัญญาหรือเปล่า ก็มีการโต้เถียงกันในคณะกรรมาธิการจนถึงขั้นให้ คณะกรรมาธิการยื่นต่อศาลรัฐธรรมนูญ แล้วท่านจะให้เราทําอย่างไร ขณะนี้เรื่องยังคา ศาลรัฐธรรมนูญอยู่ ท่านจะให้เราทําอย่างไร ถ้าเราลงมติทางใดทางหนึ่งก็เท่ากับเรายอมรับ ว่ามีการพิจารณาเรื่องนี้ ประเด็นนี้ก็ยังไม่ได้มีใครพูดกันเลยว่าจะทําอย่างไร ทีนี้ในรายงาน เองหลังจากประชุม ๑๓ ครั้งนี่ได้รายงานมายาว ๑ ฟุตกับ ๒ นิ้ว บันทึกความเข้าใจมาอยู่ใน ข้อที่ ๑ นะครับ คือกระผมอ่านแล้วก็ยังไม่เข้าใจว่าท่านบอกว่ามันเป็นกลไกแก้ไขปัญหา อันนี้ผมเห็นด้วยโดยสันติวิธีนะครับ และก็บอกว่ามิได้มีถ้อยคําใดที่แสดงว่าประเทศไทย ยอมรับแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ท่านรสนาได้อภิปรายไปแล้วก็คือ ระวางดงรัก โดยที่ความจริงแล้วมีทั้งหมด ๑๑ ระหว่าง ตรงนี้กระผมก็ไม่เข้าใจว่าทําไมเราไม่ปฏิเสธทั้งหมด นะครับ เมื่อสักครู่นี้ได้พบท่านนายกรัฐมนตรีข้างนอกก็ได้ฟังเหตุผลมาส่วนหนึ่งนะครับ แต่ว่าข้อเท็จจริงก็คือแผนที่ทั้งหมดเกิดขึ้นภายหลังสนธิสัญญาใช่ไหมครับ แล้วก็ทําไม่เสร็จ แล้วก็มาเสีย ๓ เมือง คือเมืองเสียมราฐ เมืองพระตะบอง เมืองศรีโสภณ ตรงนั้นก็เลยไม่ได้มี การทําต่อ ศาลโลกก็ไม่ได้เอาประเด็นนี้เข้าไปพิจารณาก็คือ คําขอท้ายฟ้องของเขมรข้อ ๑ ข้อ ๒ นี่ศาลโลกไม่ได้พิจารณาใช่ไหมครับ ทีนี้การกระทําอันนี้มันก็อย่างที่ว่าก็คือว่า เมื่อท่านนายกรัฐมนตรีมาเป็นนายกรัฐมนตรีแล้วก็ได้แถลงปฏิเสธอันนี้ แต่ในขณะเดียวกัน ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๔ ประเทศกัมพูชาเขาก็แถลงโต้ อันนั้นก็ว่ากันไป ทีนี้ในข้อ ๒ นี่ท่านดู เถอะว่ารายงานของสภาซึ่งนายกรัฐมนตรีหวังว่าจะไปหนุนหลังการทํางานของรัฐบาล มันจะ ไปหนุนได้อย่างไร และในขณะเดียวกันการปฏิเสธมันก็อาจจะเป็นการหนุนในท่าทีอีกแบบ หนึ่งก็ได้ มันแล้วแต่มุมมอง ทีนี้ในข้อ ๒ ท่านยังใช้ถ้อยคําอย่างนี้อยู่กระผมกลุ่มใจจริง ๆ ก็คือว่าไทยควรใช้รูปแบบการเจรจาที่แตกต่างจากเดิม อาทิ การเจรจาอย่างไม่เป็นทางการ เสร็จแล้วท่านก็บอกว่าส่วนพื้นที่พิพาท อย่างเช่น กรณีพื้นที่บริเวณประสาทพระวิหาร ตรงนี้ มันเป็นพื้นที่พิพาทได้อย่างไร คือประเทศกัมพูชาเขาบอกของเขาหมด ในทางเทคนิคเราก็ ต้องบอกว่าพื้นที่ของเรา แต่ถ้าท่านไปเรียกพื้นที่เหล่านี้ว่าเป็นพื้นที่พิพาทอยู่นี่มันจะมีปัญหา ทางเทคนิคทางกฎหมายว่า แม้แต่รายงานของรัฐสภาเองก็ยังเรียกอย่างนี้ เพราะฝรั่งมันดู พฤติกรรมใช่ไหมครับว่า ถ้าคุณไม่ปฏิเสธเท่ากับคุณยอมรับ แล้วก็มาปิดปากเรา เราเจอ เทคนิคทางกฎหมายมาแล้ว เพราะฉะนั้นรายงานนี่มันต้องเข้มแข็งองอาจกว่านี้ คือเพื่อผลทางเทคนิคด้วย ความจริงในการประชุมวันนี้พอแตะลงไปในรายละเอียดแล้ว ผมยังนึกว่ามันไม่น่าจะถ่ายทอดไม่ว่าวิทยุหรืออะไรนะครับ เพราะมันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เหมือนกัน แล้วท่านก็บอกว่าฝ่ายไทยควรเจรจาให้ฝ่ายกัมพูชานําชุมชนประชาชนหรือทหาร ออกนอกพื้นที่พิพาท ข้อความนี้มันยอมรับหมดเลย ถ้าท่านไม่แก้ถ้อยคําแบบนี้มันรับไม่ได้ นะครับ มันกลายเป็นเอกสารยืนยันไปอีกว่า ตัวเราเองยังเรียกพื้นที่เหล่านี้ว่าพื้นที่พิพาทอยู่ นั่นแหละ เสร็จแล้วมาในข้อ ๓ นะครับ จึงเห็นควรให้คณะรัฐมนตรีไปกําหนดแนวทาง เยียวยาเพื่อบรรเทาความทุกข์ของประชาชน ทั้งนี้ผู้ที่รับการเยียวยาต้องเป็นผู้มีเอกสารสิทธิ ของราชการ และเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ถ้อยคําเหล่านี้มันหมิ่นเหม่มากเลยว่า แล้วเอกสารสิทธิ ของเรานี่ออกโดยรัฐ แต่รัฐดูแลให้เขาได้สิทธิตามนั้นไม่ได้ แล้วจึงต้องมาเยียวยา ผมว่า ถ้อยคําเหล่านี้มันต้องระวังมากเลยว่า นี่มันจะถูกนําไปเป็นเอกสาร ถูกนําไปเอ่ยอ้างในทาง เทคนิคกฎหมายเรื่องพฤติกรรมที่เราแสดงออก ไม่ว่าในระดับรัฐบาลหรือรัฐสภานะครับ ในข้อ ๔ ท่านบอกว่าคณะผู้แทนไทยเจบีซีฝ่ายไทยสมควรนําไปพิจารณาโต้แย้งหรือท้วงติง ข้อกล่าวหาให้ถูกต้องในโอกาสต่อไป แสดงว่าอะไร แสดงว่าคณะผู้แทนเจบีซีฝ่ายไทยไม่เคย โต้แย้งเลยหรืออย่างไร ข้อความที่มันกลายเป็นผลดีกับอีกฝ่ายหนึ่งแบบนี้นะครับ เสร็จแล้วมาข้อ ๕ ว่าด้วย ร่างข้อตกลงชั่วคราว ตรงนี้ท่านก็มาอธิบายว่าไม่มีสถานะเป็นหนังสือสัญญานะครับ ในคณะกรรมาธิการเองก็เห็นไม่ตรงกัน จนไปถึงศาลรัฐธรรมนูญ ตรงนี้ก็ไม่มีปรากฏในนี้ ซึ่งประเด็นเหล่านี้กระผมคิดว่าถ้ามันมาในรูปนี้เรารับไม่ได้ ถ้าเรารับทราบเฉย ๆ ท่านก็ถือว่า เรายอมรับใช่ไหม แต่ถ้าเราขอให้ลงมติรับรองก็กลายเป็นว่าเรายอมรับว่ามีการพิจารณาอันนี้ เกิดขึ้น ในขณะที่เราก็ทราบว่าเป็นคดีอยู่ในศาลรัฐธรรมนูญ สําหรับผมแล้วมันไม่มีทางออก อื่นใดนอกจากงดออกเสียง ถ้ามันเดินตามนี้นะครับ ไม่ว่าเราจะลงเห็นหรือไม่เห็นด้วย เท่ากับเรายอมรับว่ามีกระบวนการนี้เข้ามาสู่อันนี้แล้ว ในขณะที่เรื่องคาศาลอยู่นี่ เพราะฉะนั้น ผมจึงอยากฟังคําตอบว่าอันนี้เป็นสนธิสัญญาหรือไม่ ท่านก็บอกว่าเป็นการไปศึกษาเฉย ๆ แต่การรับรองรายงานเจบีซีทั้งฉบับนี่มันจะพ่วงไปที่เอ็มโอยู แล้วก็พ่วงไปที่มาตรา ๑๙๐ ซึ่งคณะกรรมาธิการเองก็เห็นแย้งอยู่ แต่ถ้าท่านบอกว่ามันไม่ใช่หนังสือสัญญา แล้วเหตุไฉน หนังสือของท่านจึงได้อ้างว่าเป็นการพิจารณาหนังสือสัญญา เรื่องบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ แล้วเราจะไม่สับสนได้อย่างไรนะครับ ผมก็ฝากถาม ๒ ประเด็นนี้ละครับ ขอบพระคุณครับ

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านพันเอก วินัย ครับ

พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมใคร่ขอ แสดงข้อคิดความเห็นในเรื่องประชุมในวันนี้ดังต่อไปนี้ครับ ถ้าสมมติว่าประธานให้เวลาผม เพียงไม่เกิน ๒ นาทีให้พูดเรื่องนี้ ผมก็จะพูดสั้น ๆ เพียงว่า เท่าที่ผมได้รับทราบรายงานของ คณะกรรมาธิการที่มีท่านอาจารย์เจริญ ประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ด้วยความเคารพ และคณะได้ไปศึกษาประชุมกันถึง ๑๓ ครั้งแล้วก็รายงานมา ท่านมีข้อเสนอแนะแล้วก็ ข้อสังเกตมา ๕-๖ ข้อในตอนท้าย ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะท่าน ๕-๖ ข้อ แปลว่าท่านได้เอา บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเจบีซี ๓ ฉบับ ฉบับประชุมที่เมืองเสียมราฐ กรุงเทพมหานคร แล้วก็อีกที่หนึ่งนั่นละครับ ๓ แห่งนี่ มาศึกษาแล้ว คณะท่านยอมรับไม่ได้ เพราะการบันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับนี้มันมีจุดอ่อนอยู่ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ตามที่ท่านได้รายงานมา เช่น ท่านบอกว่าไม่ได้มีการพูดไว้ตรงไหนเลยว่าบันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับนี้ประเทศไทย ยอมรับมาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เห็นไหมครับ ไม่เห็นมีตรงไหนเลยครับ แต่ท่านก็ไม่ได้บอกว่า มันน่าจะมี ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่าต้องใช้มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นจุดอ่อน ในใจท่าน แปลว่าท่านอยากจะให้มีระบุไว้ให้ชัดเจน ในบันทึกการประชุม ๓ ฉบับนี้มันน่าจะบันทึกไว้ ชัดเจนว่า เราไม่รับมาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นะ นอกจากกระทรวงการต่างประเทศ ทําหนังสือแจ้งไป ท่านยังไม่ตรงนี้ เพราะเอกสารฉบับนี้หากต้องขึ้นศาลโลก ซึ่งเขมรกําลัง ดึงท่านขึ้นศาลโลกอยู่นี่ จะได้สู้กันในศาลเหมือนอย่างที่ท่านผู้อภิปรายก่อนหน้าผมได้พาดพิง ถึงครับ เห็นไหมครับ

ข้อ ๒ ท่านไม่เห็นด้วย โอ้ วิธีการเจรจามันต้องควรเป็นแบบอินฟอร์มอล (Informal) หรือไม่เป็นทางการ ตกลงกันได้แล้วค่อยไปคุยกันเป็นทางการ แปลว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับข้อบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการฝ่ายไทย ฝ่ายเขมร เห็นไหมครับ ท่านไม่เห็นด้วย ท่านไม่รับ

ข้อ ๓ การที่หัวหน้าคณะฝ่ายประเทศกัมพูชาออกมาตําหนิว่าเรารุกราน ดินแดนเขา ในใจท่าน ผมมั่นใจว่าท่านไม่เห็นด้วย เพราะการที่ฝ่ายประเทศไทยไม่ปริปากพูด ไม่คัดค้านว่า ผมไม่ได้รุกรานคุณ คุณกล่าวหาผมรุกรานคุณ แต่ว่าผมไม่ได้บอกว่า ผมไม่รุกรานคุณ เรากลับนิ่ง เรื่องอย่างนี้เวลาขึ้นศาลโลกวันข้างหน้าหากต้องขึ้นและประเทศเขมรกําลังอยากจะดึงเราขึ้น เราเสียเปรียบครับ ท่านก็คงไม่เห็นด้วย ท่านจึงคอมเมนท์ (Comment) มา สังเกตมา จึงเสนอแนะว่าเป็นอย่างนี้

ข้อสุดท้ายครับ ในกรณีที่ข้อตกลงชั่วคราว ท่านบอกว่ามันไม่ใช่หนังสือ สัญญาตามรัฐธรรมนูญ ข้อนี้ก็มีข้อกังขาอยู่มากผมจําได้ว่าสมาชิกรัฐสภาเรา สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้มีการลงนามกันเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ข้อตกลงชั่วคราว มีนัยเป็นหนังสือสัญญาหรือเปล่า ท่านประธานที่เคารพแปลว่าคณะกรรมาธิการที่ไปศึกษานี้ ก็ไม่เห็นด้วย มันก็แปลความต่อไปว่าถ้าเผื่อสภาเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของท่าน พวกเรา ลงมติเห็นด้วยกับที่ท่านศึกษามาก็ส่งกลับไปให้รัฐบาล ให้กระทรวงการต่างประเทศไปแก้เสีย ไปแก้บันทึกการประชุม ๓ ครั้ง แก้เสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้ อย่าให้มีจุดอ่อน ทีนี้ปัญหาคือว่า บันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับนี้ ประธานฝ่ายประเทศไทย ประธานฝ่ายประเทศเขมรลงนาม ไปแล้ว เขาต้องการให้สภาให้สัตยาบันลงนามรับให้ความเห็นชอบรับรองมิใช่หรือครับ จริงอยู่ครับ จริง ๆ แล้วรัฐสภาไม่มีหน้าที่จะไปรายละเอียด ถ้าการประชุมของคณะกรรมการ ใด ๆ ไม่เกี่ยวกับอาณาเขต ไม่เกี่ยวกับอธิปไตย ไม่เกี่ยวกับนัยของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ไม่จําเป็น แต่เผอิญถึงแม้คณะกรรมการฝ่ายประเทศไทย ฝ่ายประเทศเขมรจะประชุมกัน แต่เผอิญมันเกี่ยวข้องกับอธิปไตยอาณาเขตตามนัยแห่งมาตรา ๑๙๐ จึงต้องเข้ามาให้สภา ให้ความเห็นชอบ เมื่อสภาเห็นชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้ง ๒ ฝ่าย จะต้องไปลงนามในข้อตกลงชั่วคราว ซึ่งคราวนี้มันจะมีนัยเป็นสัญญาตามรัฐธรรมนูญ อย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่เราต้องมาศึกษากัน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าถ้าเอาตามที่ คณะกรรมาธิการเสนอมา สมมุติว่าสภาเห็นด้วยก็ส่งกลับไปให้กระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลไปแก้เสียให้ถูกแล้วจึงกลับมาให้เราพิจารณาใหม่ แปลว่าทั้งคณะกรรมาธิการและ รัฐสภาไม่รับรองเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับนี้ ผมเข้าใจอย่างนั้นและมั่นใจว่าหลายคนเข้าใจตรงกับผม ท่านประธานสภาที่เคารพนั่นคือสมมุติ ผมมีเวลาเพียงสั้น ๆ แต่ผมมีเวลามากกว่านั้น ผมจึงอยากจะขอให้อรรถาธิบายเป็นการเพิ่มเติม ก่อนอื่นคําปภิปรายของผม ผมต้องกราบ ขออภัยหลาย ๆ ท่านไว้ก่อน ณ ที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นท่าน ส.ส. ท่านวุฒิสมาชิกหรือ ท่านคณะกรรมาธิการ เพราะคําอภิปรายของผมนี้อาจจะมีบางเรื่องบางตอนบางอย่างที่ ไม่ตรงกับท่าน ผมเคารพความเห็นต่าง เหตุที่ผมอาจจะไม่ตรงกับท่านก็เพราะว่าในจุดที่ผมยืน ในมุมที่ผมมองเห็นมันต่างกันท่านครับ ด้วยเหตุว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วยตัวผมเอง จริง ๆ ด้วยอายุขัย ด้วยเจนเนอเรชัน (Generation) ด้วยช่วงอายุของคนเราที่แตกต่างกัน เวลาท่านเวลาผมที่แตกต่างกัน ผมกราบเรียนนะครับว่าหลายท่านที่เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นกรรมการพิจารณาเรื่องนี้อยู่ศึกษาแล้วส่งมาให้พวกเราพิจารณา ในระหว่งปี ๒๕๑๖-๒๕๑๗ ประมาณแถว ๆ นั้นผมกราบเรียนว่าตัวกระผมเองโดยบทบาทหน้าที่อาชีพเก่าคือทหาร ผมมียศเป็น ร้อยเอก เป็นนายทหารปืนใหญ่ ในปี ๒๕๑๖-๒๕๑๗ แถว ๆ นั้นเป็นช่วงปีที่ ประเทศเขมร ๓ ฝ่ายกําลังรบกันพันตูกันอย่างรุนแรงและประเทศไทยนอกจากมีศึก เสือเหนือใต้ ๓-๔ แห่ง ยังมีภาระหน้าที่ต้องไปปกป้องดินแดนชายแดนไทย-เขมรด้วย เผอิญผมก็ได้รับคําสั่งให้ไปตั้งฐานปืนใหญ่ดูแลชายแดนไทยสนับสนุนทหารราบ กรมทหาร ราบที่ ๒ ผมเอ่ยนามท่าน ท่านเสียชีวิตไปแล้วคือท่าน พันเอก ประจักษ์ สว่างจิต ทหารราบ ผมเป็นทหารปืนใหญ่ ปืนใหญ่ไปสนับสนุนทหารราบ และเผอิญผมตั้งฐานปืนใหญ่ผมอยู่ชิด ชายแดนตรงโนนหมากมุ่น บ้านหนองจานครับ เห็นไหมครับ นั่นคือประสบการณ์ของผมและผมกราบเรียนนะครับว่าจากประสบการณ์ที่ผม ได้ผ่านมานี้ ผมก็ต้องกราบขอออภัยหากผมจะกล่าวสิ่งหนึ่งประการใด ผมไม่เจตนา จะกล่าวหาว่าใครทําให้แผ่นดินต้องสูญเสียไป ผมไม่คิดว่าใครในแผ่นดินนี้จะรักประเทศชาติ มากกว่าใครนักหรอก และผมไม่คิดว่าใครดีใจที่เราเสียดินแดน เราไม่ต้องการเสียดินแดน ไม่ว่าแม้แต่มากหรือน้อยครับ และกระผมก็เชื่อว่าทุก ๆ คนครับ เชื่อในความสันติสุข ถ้าระหว่างสันติกับสงครามผมเองก็เลือกสันติ ไม่เลือกสงคราม เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้ พี่น้องทั้ง ๒ ฝ่าย ประเทศไทย ประเทศกัมพูชานั้นมีความปรองดองกัน อย่างไรก็แล้วแต่ แม้เราจะมีความมุ่งมั่นปรารถนาดี ไม่อยากจะเสียดินแดน ทําดีที่สุดเพื่อปกป้องประโยชน์ บ้านเรา แต่การกระทําของเราการให้ความเห็นชอบ การเซ็น การพูดจา การแสดงอะไร ก็แล้วแต่ในสภาแห่งนี้ ถ้าหากจะต้องขึ้นศาลโลกตามที่เขมรพยายามดึงอยู่ตลอดเวลา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เราจะเสียเปรียบถ้าเราพลาดพลั้งไป ผมจึงอยากจะให้ ข้อคิดความเห็นว่าเราจะต้องมีความรอบคอบ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมได้ กราบเรียนแล้วว่าครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๑๖ ปี ๑๕๑๗ ผมได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่ที่ชายแดน บริเวณโนนหมากมุ่น แถว ๆ หนองจาน บริเวณที่คนไทย ๗ คนถูกจับนั่นละครับ เป็นความเจ็บปวด เพราะคนไทย ๗ คนที่ถูกจับนั้น ผมกราบเรียนนะครับว่าจริง ๆ แล้ว เป็นพื้นที่อยู่ระหว่างการพิพาทไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร เพราะว่ามันอยู่ระหว่างหลักเขต หลักที่ปักกันอยู่ไม่รู้ใครเป็นของใครแน่ แต่เราก็ถูกจับไปขึ้นศาลประเทศกัมพูชา ซึ่งแปลว่า ศาลประเทศกัมพูชามีอํานาจเหนืออธิปไตย เหนือดินแดนของเขา มันแปลว่าตรงนั้นเป็น ของเขาจริงหรือไม่ มันเท่ากับเรายอมรับว่าตรงนั้นซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทเป็นของเขมรเป็น ความเจ็บปวด เพราะเมื่อก่อนผมอยู่ตรงนั้น ท่านที่เคารพครับ ท่านประธานที่เคารพครับ บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร รอบ ๆ ปราสาท สมัยนั้นยังมีลวดหนามล้อมรอบเฉพาะ ปราสาท ไม่มีวัดแก้วฟ้าสิกขาคีรีสวาระ ไม่มีละครับ ภูมะเขือที่จะมีทหารเขมรยั้วเยี้ยะอยู่ ไม่มีแล้วครับที่จะเห็นบันไดทําจากหน้าผาที่สูงชันขึ้นมาที่ภูมะเขือ มีจานเรดาร์ (Radar) มีเสาอากาศนะครับ แล้วมีการสร้างถนนจากภูมะเขือซึ่งห่างจากประสาทเขาพระวิหาร ไปทางตอนใต้ประมาณ ๕-๖ กิโลเมตร สร้างมาแล้ว ๓ กิโลเมตรครึ่ง ไม่มีครับ แต่เดี๋ยวนี้ครับ มีวัด มีชุมชน มีตลาด ภูมะเขือก็มีเขมรบางส่วนยึดครองอยู่เผชิญหน้ากับเราอยู่ เมื่อมันมี ความเปลี่ยนแปลงไปจากปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๗ สมัยนั้นเพื่อนผมเป็นคนดูแลภูมะเขือ สมบูรณ์แบบ รอบ ๆ ปราสาทเขาพระวิหารทางขึ้นทหารไทยดูแลทั้งหมด แต่วันนี้ไม่ใช่ครับ ผมจึงถามในใจว่าจริงหรือบันทึกอะไรก็แล้วแต่ ทั้งเอ็มโอยูอะไรก็แล้วแต่ เจบีซีอะไรก็แล้วแต่ จริงหรือว่าสิ่งเหล่านี้เรายังไม่เสียอธิปไตยครับ ผมใช้คําว่า อธิปไตย ไม่ได้บอกว่าเสียดินแดน นะครับ ผมไม่เถียงท่าน สถานทูตเขมร สถานทูตประเทศสหรัฐอเมริกา สถานทูตอังกฤษ สถานทูตฝรั่งเศส ในกรุงเทพมหานคร ในประเทศไทย ในบริเวณสถานทูตเขา เขาชักธงชาติ ของเขาขึ้นในบริเวณสถานทูตย่อมเป็นอธิปไตยของเขา แต่ดินแดนยังเป็นของ ประเทศไทยเหมือนกับปราสาทเขาพระวิหารครับ มันตั้งอยู่บนหน้าผาครับ ดินแดนนั้น เคยเป็นของไทยแต่เราแพ้คดีศาลโลก เพราะฉะนั้นเขาพระวิหารจึงเป็นอธิปไตยของเขมร ครับ แต่พื้นที่โดยรอบเป็นของประเทศไทย เราเคยครอบครองมา เมื่อบัดนี้มันยังไม่เป็น อย่างนั้น ผมจึงถามว่าเป็นเพราะอะไรที่เราไม่สามารถเข้าไปได้เหมือนเดิม แปลว่าเราเสีย อธิปไตยแล้วหรือยังครับ เห็นไหมครับ นี่ละครับที่ผมสงสัยอยากจะถามท่าน ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ เราอาจจะเสียอะไรแล้วมันก็ได้มันมาคืน เรารักรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อนี้ มาตรานี้ เสียไป ยอมเสีย ยอมเจ็บปวด เพราะวันหนึ่งกลับมาใหม่ครับ แก้ได้ แต่ถ้าเสีย อธิปไตยหรือเสียดินแดน ท่านครับ เสียแล้วเสียเลย เว้นแต่เราจะกระโจนเข้าสู่สงคราม ท่านครับ ซึ่งเป็นความหายนะทั้ง ๒ ฝ่ายเราไม่อยากจะเป็นอย่างนั้นเพราะเราเลือกสันติ ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผมอยากจะขออธิบายความเพิ่มเติมสักนิดหนึ่ง ถ้าแม้ว่าท่านอ่าน เฉพาะบันทึกการประชุม อ่านข้อตกลงคนทั่วไปก็อ่านไม่เข้าใจครับ ผมยืนยันครับว่า นักการเมืองจํานวนไม่น้อยที่อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจเขาพูดถึงเรื่องอะไร ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ประเทศเขมรกับประเทศไทยอยู่ติดกัน ดินแดนประเทศไทยกับประเทศเขมรมันมีความยาว ขาดอีก ๒ กิโลเมตรก็จะครบ ๘๐๐ กิโลเมตร นั่นก็คือประเทศไทย ประเทศเขมร ดินแดน ติดต่อกันตั้งแต่บ้านน้ํายืน จังหวัดอุบลราชธานีลงมาเรื่อยจนกระทั่งถึงจังหวัดตราด มีความยาว ๗๙๘ กิโลเมตร พื้นที่เกือบ ๘๐๐ กิโลเมตรแบ่งเป็น ๒ ตอนครับ ตอนแรก มีความยาว ๑๙๕ กิโลเมตรอยู่ตั้งแต่บ้านน้ํายืนครับ ช่องบก บ้านน้ํายืน จังหวัดอุบลราชธานี มาถึงช่องสะงึม จังหวัดศรีสะเกษ ช่วงนี้ครับมีความยาว ๑๙๕ กิโลเมตร ช่วงนี้ประเทศไทย จะอยู่บนที่สูง ประเทศจะอยู่บนที่ต่ํา ภาษาพื้นบ้านจะเรียกว่า ซีกประเทศไทยเป็น เขมรสูง แต่เขมรล่างเป็นเขมรต่ําคือดินแดนกัมพูชา แต่ผมจะเรียกว่า ไทยสูงเขมรต่ํา มันมองดูแล้วเหมือน ๆ กับกําแพงเมืองจีนครับที่เป็นแนวธรรมชาติขวางกั้นอยู่ มีความยาว ๑๙๕ กิโลเมตรเหมือนกําแพงเมืองจีน มีความสูง ๒๐๐ เมตร ๓๐๐ เมตร ๔๐๐ เมตร บางช่วง ๖๐๐ ถึง ๗๐๐ เมตรช่วงนี้ครับดินแดนช่วงนี้ ๑๙๕ กิโลเมตร และตั้งแต่ช่องสะงึม ครับ จังหวัดศรีสะเกษไปจนกระทั่งถึงจังหวัดตากมีความยาว ๖๐๓ กิโลเมตรเป็นพื้นราบ ประเทศไทยกับประเทศเขมรก็จะอยู่ในพื้นราบใกล้เคียงกัน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ข้อตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสเขาเรียกว่าข้อตกลงสยามประเทศกับ ประเทศฝรั่งเศส มีการตกลงกันไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๐๔ ถึงวันนี้ ๑๐๓ ปีมาแล้วครับว่า เขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาซึ่งฝ่ายประเทศกัมพูชา ประเทศกัมพูชา ไม่ได้ทําเองแต่ตัวแทนประเทศกัมพูชาที่มาทําคือประเทศฝรั่งเศส เพราะประเทศฝรั่งเศสเป็น เจ้าอาณานิคมปกครองประเทศกัมพูชา ประเทศกัมพูชาไม่ได้ทําเองประเทศฝรั่งเศสทําแทน จึงเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศสยามกับประเทศฝรั่งเศส ๑๙๕ กิโลเมตรซึ่งอยู่บนที่สูง บนเทเบิ้ลแลนด์ บนเพลโต้ บนกําแพงเมืองจีนที่ผมสมมุติให้เข้าใจง่าย ๆ ไทยสูงเขมรต่ํา มันเป็นข้อบันทึกที่ตกลงกันไว้ระหว่างประเทศสยามกับประเทศฝรั่งเศสว่า จะใช้แนวผาที่ สูงชั้น แนวหน้าผาที่สูงชันแทนแนวสันปันน้ําครับ เห็นไหมครับไม่ได้ปักหลักอะไรทั้งสิ้น ตั้งแต่ช่องสะงึมไปจนกระทั่งถึงจังหวัดตราดเป็นพื้นราบ มันไม่มีอะไรที่เป็นเด่นชัด ทางธรรมชาติในช่วงจากช่องสะงึม จังหวัดศรีสะเกษถึงจังหวัดตากจึงต้องมีการเอาหลักหิน ไปปักรวมแล้วมี ๗๓ หลัก หลักหนึ่งเริ่มที่สะงึม จังหวัดศรีสะเกษ หลัก ๗๓ อยู่ที่ปลายแหลม จังหวัดตากครับ การปักหลักเขต ๗๓ หลักและการตกลงว่าใช้แนวหน้าผาที่สูงชันเหมือน ขอบของกําแพงเมืองจีน ตกลงกันมาแล้ว ๑๐๓ ปี ๑๐๓ ปีที่ผ่านมาภูผาก็ยังยืนตระหง่านอยู่ อย่างนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่หลักที่ปัก ๗๓ หลักมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ้างก็หาย บ้างก็ พ่อค้าไม้โยกไปย้ายมาไปตัดไม้ก็โยกหลักไป เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้น๗๓ หลักนี่ จึงจําเป็นต้องมีการปักหลักใหม่ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับเมื่อเป็นอย่างนี้กระผม จึงเห็นด้วยในการที่จะให้มีการปักหลักใหม่ ๗๓ หลักมีการสํารวจตรวจสอบว่าหลักไหน อยู่ตรงไหนปักขึ้นมาตกลงกันให้ได้ ผมทราบว่า ๘-๙ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยกับประเทศ กัมพูชาเจบีซีได้ส่งคณะทํางานไปสํารวจและปักหลัก ตกลงกันได้แล้ว ๗๓ หลักเห็นแล้วยอม กันแล้วตกลงกันแล้ว ๔๘ หลัก ยังเหลืออีก ๒๕ ที่ยังตกลงกันไม่ได้จะต้องทํางานต่อไปนี่ คือหลักหินในพื้นราบ ส่วนบนหน้าผาบนกําแพงเมืองจีนที่ผมยกตัวอย่าง ผมเห็นว่าไม่มีความจําเป็นอะไรที่จะต้องไปปักหลักใหม่เพิ่มเติม เพราะเราได้ใช้ แนวหน้าผาเป็นแนวชายแดนชายเขตตามธรรมชาติ ซึ่งฝรั่งเศสก็เห็นด้วยมา ๑๐๓ ปี ประเทศไทยก็เห็นด้วยมาโดยตลอด การที่จะมาปักหลักใหม่ท่านประธานรัฐสภาครับ เป็นสาเหตุที่จะทําให้เราเสียดินแดนครับ เพราะมีการอ้างใช้แผนที่ที่มาตราส่วนไม่ตรงกัน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับจากการที่ผมได้ศึกษาดูบันทึกการประชุม ๓ ฉบับ อย่างถี่ถ้วนอย่างละเอียดไปดูแม้กระทั่งกูเกิ้ล (Google) แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมของจริง ของแท้ เอาแผนที่มาดูมากมายศึกษาค้นคว้า ผมกราบเรียนว่าผมมีข้อสังเกตว่าบันทึก การประชุม ๓ ฉบับมีข้อที่ควรจะต้องแก้ไขอยู่ ๓-๔ ประเด็น ซึ่งก็ตรงกับคณะกรรมาธิการ ของท่านเจริญเสียเป็นส่วนใหญ่

ประการแรก ผมมีความเห็นว่าจําเป็นจะต้องให้มีการแก้ไขระบุให้ชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ยอมรับมาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ฝ่ายกัมพูชาอ้าง อย่างน้อยปรากฏไว้ เป็นหลักเป็นฐานในบันทึกการประชุมนะครับ ให้ปรากฏอยู่ในหลักฐานเอกสารฝ่ายเรา เพื่อประโยชน์ในชั้นศาลหากจําเป็นต้องขึ้นศาลโลก

ประการที่ ๒ ผมเองก็ไม่เข้าใจ ปรากฏว่ากรรมการฝ่ายไทยก็เห็นดีเห็นงามว่า บนกําแพงเมืองจีน ๑๙๕ กิโลเมตร เขมรต่ํา ไทยสูง เดิมใช้หน้าผาเป็นแนวเขต วันนี้เรา อยากจะปักเขตแดนใหม่ ถ้าปักเขตแดนใหม่ผมยืนยันครับดินแดนเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย เมื่อตกลงอยู่แล้วต้องไปปักใหม่ทําไม ในบันทึกการประชุม ๓ ฉบับมันมีนัยเป็นอย่างนั้นว่า เราเห็นดีเห็นงามด้วย ผมเห็นว่าอันนี้ไม่ควรนะครับ

ประการที่ ๓ ผมมีความเห็นว่าก็ในเมื่อเรามีความเห็นว่าประธานฝ่ายเขมร ที่มาประชุมกับเราทุกครั้งที่มาประชุมไม่ว่าประชุมที่ประเทศเขาหรือมาประชุมที่ กรุงเทพมหานครบ้านเราเขากล่าวหาว่าทหารไทยรุกล้ําดินแดน รุกล้ําอธิปไตยเขาทุกครั้ง ทั้ง ๓ ครั้งที่ผ่านมา ในขณะที่ฝ่ายไทยรักษามารยาทปิดปากเงียบ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ครับ ถ้าจําเป็นต้องขึ้นศาลมันแปลว่าเรายอมรับโดยปริยายว่าตรงที่เข้ามาสร้างวัดก็ดี วัดแก้วฟ้า ตรงที่ภูมะเขือก็ดี สร้างกระเช้าก็ดี สร้างถนนก็ดี ทหารเขมรขึ้นมาอยู่บนหน้าผา บนกําแพงเมืองจีนก็ดี เรายอมรับว่าที่ตั้งของเขาเป็นของเขมร เราไปเขาถึงบอกว่าเราไป รุกเขา แล้วเราก็เงียบ แปลว่าเรายอมรับโดยปริยายครับ ผมอยากให้แก้ไขสิ่งนี้ให้ปรากฏไว้ ในบันทึกการประชุมไว้ในข้อตกลงอะไรก็แล้วที่จะปรากฏเป็นเอกสารหลักฐาน เพราะ ทั้งหมดนี้มันเกี่ยวข้องกับดินแดนตามนัยแห่งมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ

อีกประการหนึ่ง ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ข้อตกลงชั่วคราว ผมอยากจะให้มีการตีความให้ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญตีความเสียให้ชัดเจนว่าข้อตกลงที่ รัฐมนตรีต่างประเทศทั้ง ๒ ฝ่ายจะต้องลงนามกันทั้ง ๓ ฉบับ หรือฉบับอื่นต่อ ๆ ไป มีนัยเป็น เอกสารตามรัฐธรรมนูญหรือไม่เพื่อเป็นการป้องกันตัวไว้ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมพูดอย่างนี้ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ผมนั้นจะคิดในแง่ร้ายไปหรือเปล่าครับ ผมอนุมานว่า ผมคิดเอาว่าผู้นําของประเทศกัมพูชาต้องการที่จะให้ปราสาทเขาพระวิหารนั้นเป็นมรดกโลก ซึ่งก็ได้ไปแล้วตามศาลโลกที่ตัดสินเมื่อปี ๒๕๐๕ เป็นความเจ็บปวดที่พวกเราทั้งประเทศยังมี ความรู้สึกอยู่ แต่ก็โชคร้ายครับพระวิหารนี้อยู่บนหน้าผาฝั่งประเทศไทย อยู่บนเคเบิ้ลแลนด์ อยู่บนกําแพงเมืองจีนฝั่งเรา แล้วก็โชคร้ายที่สุดนั่นก็คือปราสาทได้หันหลังให้กับเขมรครับ หน้าบ้านไม่มีที่จะรับแขก อยากจะมีที่รับแขกสัก ๔.๖ ตารางกิโลเมตร นี่ละครับจึงเป็นเหตุว่าเขาอยากใช้มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เพราะถ้าใช้แผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ถ้าวัดกันจริง ๆ แล้วมันก็ เหมือนเราปฏิเสธแนวหน้าผาที่เราเคยกันมา ๑๐๓ ปี แล้วเราต้องมาจัดเขาสันปันน้ําใหม่ซึ่ง ล้ําเข้ามาในดินแดนไทย และนั่นก็คือเนื้อที่ประมาณ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เห็นไหมครับ นั่นคือนัยที่เขาต้องการเป็นที่สุดคือต้องการพื้นที่รับแขก ท่านประธานครับ ถ้าเผื่อเรายอม อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เขตหิน ๗๓ เขตหลัก หลักหิน ๗๓ หลักก็จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หลัก ๗๓ หลัก ๗๒ หลัก ๗๑ อาจจะเปลี่ยนที่ ย้ายที่ และถ้าเผื่อหลัก ๗๒ หลัก ๗๓ ย้ายที่ก็แปลว่า เขตพื้นที่ทางทะเลของไทยเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยมีมากมายมหาศาลในทะเล ในอ่าวไทย พื้นที่ทางทะเลเราก็จะหดลงตามหลักเขต ๗๓ ที่เปลี่ยนแปลงไป แปลว่าน้ํามัน แก๊ส อันอุดม สมบูรณ์จะหายไปด้วย ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ สมัยหนึ่งท่าน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตอนท่านเป็นนายกรัฐมนตรีท่านได้พูดกับคนไทยด้วยความภาคภูมิใจเราก็ ชื่นใจ ทั้งประเทศดีอกดีใจว่าประเทศไทยจะโชติช่วงชัชวาล เพราะอะไรครับ โชติช่วง เพราะแก๊ส เพราะน้ํามัน เพราะทรัพยากรใต้ดิน ใต้ท้องทะเล เพราะฉะนั้นเราจึงจําเป็น จะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาตินั่นก็คือความมั่นคงและความมั่งคั่งของเราเอาไว้ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนว่าผมเองครับคิดเหมือน คณะกรรมาธิการที่ท่านทําท่านคิด ผมเข้าใจ แปลว่ารับเจบีซี ๓ ฉบับไม่ได้ ต้องเอากลับไป แก้ใหม่ผมคิดเหมือนท่าน เพราะถ้าเผื่อท่านเห็นว่ามันดี มันถูกต้อง ท่านก็ไม่ควรจะมี ข้อเสนอแนะ ๔-๕ ข้อที่กล่าวมา ๔-๕ ข้อที่กล่าวมานี้คือเป็นข้อเสนอแนะ เป็นข้อสังเกต ที่เป็นจุดอ่อนของเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับทั้งสิ้นครับ ผมเห็นตรงกับท่านจึงกราบเรียนมาด้วย ความเคารพครับ

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านชลน่านครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน 🔗

ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตอาศัยมุมนี้ในการอภิปราย มิได้หมายความว่าจะเกรงกลัวอะไรแต่ว่าอากาศตรงนั้นเย็นมาก สภาพอากาศในห้องประชุม เราค่อนข้างผมไม่อยากใช้คําว่า แย่ท่านประธานครับ เพราะว่าสมาชิกเราไม่สบายหลายท่าน แม้กระทั่งตัวผมเองหนุ่มๆ อย่างนี้ยังเป็นไข้มาเป็นอาทิตย์แล้วท่านประธานครับ ก็คงจะต้อง ดูแลกันพอสมควร ท่านประธานครับ ตามที่ท่านประธานได้บรรจุระเบียบวาระในเรื่องของ คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภาเป็นการประชุมร่วมกัน เพื่อที่จะให้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาของ คณะกรรมาธิการของรัฐสภาที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ของท่านไปพิจารณาศึกษาเรื่องของ บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือเจบีซีรวม ๓ ฉบับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในสิ่งที่ท่านบรรจุเข้ามาเป็นเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้วมันไม่ได้บอกว่าสภาแห่งนี้จะต้องพิจารณาอย่างไรในระเบียบวาระวันนี้นะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าจะถือเอาการบรรจุระเบียบวาระ การประชุมวันนี้เป็นแนวทางที่จะให้สภาแห่งนี้พิจารณาและมีมติ หรือมีความเห็นอย่างไรนั้น มันก็ต้องยึดโยงไปตั้งแต่เรื่องนี้เข้าสู่การประชุมร่วมของรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองต้อง ขออนุญาตท่านประธานด้วยความเคารพ ต้องเท้าความพอสมควรว่าเรื่องนี้เองได้เข้าสู่ การประชุมของรัฐสภาเรา ตามระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภาตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ บรรจุใน ระเบียบวาระที่ ๔ บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) ท่านประธานครับ ในระเบียบวาระการประชุมร่วมของรัฐสภา ครั้งที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เป็นเรื่องที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณา ก่อน บรรจุวันที่ ๒๖ ยังไม่ได้พิจารณา พอวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่ประชุมมีมติว่า เรื่องนี้สําคัญนะ เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนเป็นอันดับแรกเลยครับ ลําดับที่ ๑ บันทึก การประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชารวม ๓ ฉบับ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) เขียนชัดครับ ต้องชื่นชมท่านประธานในการบรรจุระเบียบวาระ เขียนชัดว่า เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบ เอกสารตรงนี้ยืนยัน ท่านประธานครับด้วยความที่ผมต้องพูด เรื่องนี้เพราะผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพไม่ได้มีข้อติดใจอะไรกับ ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับแต่ฟังท่านนายกรัฐมนตรีตอบเมื่อสักครู่แล้วต้องพูดถึงท่านครับ เพราะท่านบอกว่าหลังจากที่ฟังสมาชิกวุฒิสภาจากกรุงเทพมหานครได้อภิปราย ท่านมาตอบ ว่ารัฐบาลไม่ได้เสนอให้รัฐสภารับรองหรือให้ความเห็นชอบบันทึกการประชุมที่มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงดินแดนของประเทศ ท่านตอบอย่างนั้น ผมเองด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมก็พยายามไปดูเอกสารที่เกี่ยวเนื่องกับการประชุมทั้งหมด หนังสือจาก สํานักนายกรัฐมนตรีครับ ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ผมอ่านเลขที่ให้ด้วยก็ได้ครับ ที่ นร ๐๕๐๓/๑๑๕๖๔ เรื่องบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา กราบเรียนประธานรัฐสภา ผมขออนุญาตอ่านนะท่านประธานครับ ด้วยคณะรัฐมนตรีได้ ประชุมปรึกษาหารือลงมติเห็นชอบให้เสนอบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ก็คือเป็นการประชุมที่เมืองเสียมราฐเมื่อวันที่ ๑๐ ถึง ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เป็นสมัยวิสามัญของการประชุมเจบีซี ฉบับที่ ๒ นี่นะครับ บันทึก ฉบับที่ ๒ เป็นการประชุม ครั้งที่ ๔ ที่กรุงเทพมหานครเราเองครับเมื่อวันที่ ๑๐ ถึง ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ แล้วก็ฉบับที่ ๓ ก็เป็นการประชุม ต้องขออภัยท่านประธานครับ ผมอ่าน สลับกัน เป็นการประชุม ครั้งที่ ๔ ที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๓ ถึงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ แล้วก็ครั้งที่ ๓ เป็นสมัยวิสามัญที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ ๖ วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ ในหนังสือนี้ระบุชัดเจนครับท่านประธาน เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาดังที่ได้ส่งมา พร้อมนี้ ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง ลงชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) นายกรัฐมนตรี คงปฏิเสธไม่ได้ท่านประธานครับว่าการส่งหนังสือสัญญาใด ๆ หรือ เรื่องราวใด ๆ ที่จะเข้าสู่การประชุมร่วมของรัฐสภาต้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ โดยเฉพาะกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ กรณีที่จะเป็น หนังสือสัญญาที่ต้องทํากับต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ ก็ต้องส่งให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบ ท่านประธานที่เคารพ หลังจากที่เรามีพิจารณากันในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ที่ประชุมทราบว่ามีการถกเถียง มีการอภิปรายมีความหลากหลายทั้งในความเห็นในสภา ความเห็นของพี่น้องประชาชนนอกสภา สภาไม่สามารถที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบบันทึก การประชุมที่เสนอมาทั้ง ๓ ฉบับได้ก็เลยมีทางออกว่าเพื่อความรอบคอบสภาได้ตั้ง คณะกรรมาธิการรัฐสภาขึ้นไปพิจารณา เพื่อหาทางออก หาเหตุหาผลว่ารัฐสภาแห่งนี้จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ต่อกรณีบันทึกการเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ แล้วที่สําคัญท่านประธานครับ ผมต้องพูดตรงนี้ เลย บันทึกการประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับนั้นมันมีร่างข้อตกลงชั่วคราวที่จะต้องมีผลบังคับใช้ ถ้าได้รับความเห็นชอบตามกระบวนการ ตามกฎหมายภายในของแต่ละประเทศของเราตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ก็คือต้องผ่านรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจําเป็นต้องพูดอย่างนี้ เพราะว่าหลังจากที่มอบหมายให้คณะกรรมาธิการไปพิจารณาแล้ว สิ่งที่คณะกรรมาธิการ ไปพิจารณา ผลการพิจารณากรรมาธิการมีอยู่ ๕ เรื่อง สรุปเป็นข้อ ๆ และขมวดท้าย วรรคท้าย ท่านประธานครับ ผมก็เข้าใจว่าคณะกรรมาธิการน่าจะขมวดในวรรคท้ายว่าสภา หรือคณะกรรมาธิการมีความเห็นอย่างไรต่อบันทึกการประชุมของเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ และร่าง ข้อตกลงฉบับชั่วคราวที่แนบท้ายบันทึกทั้ง ๓ ฉบับ ร่างข้อตกลงเดี๋ยวผมจะพูดให้ฟัง ว่ารัฐสภาแห่งนี้ควรให้ความเห็นอย่างไร แต่ว่าสิ่งที่คณะาธิการไปสรุปมาเป็นอย่างนี้ ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่าน เพราะเหตุผลดังกล่าวหมายถึงข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ เพื่อนสมาชิกกราบเรียนท่านประธานไปบางเรื่องบางประการไปแล้วเดี๋ยวผม จะขยายซ้ํา ร่างข้อตกลงชั่วคราวยังไม่มีสถานะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และการแนบร่างข้อตกลงชั่วคราวกับบันทึก การประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ ให้รัฐสภาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบ มีความเห็น ครับ อันที่ ๑ บอกว่าร่างบันทึกข้อตกลงชั่วคราวไม่เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ข้อที่ ๒ บอกว่าที่นําบันทึกการประชุมเจบีซี ๓ ฉบับ รวมทั้งแนบร่าง ข้อตกลงมาสู่สภานั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการพัฒนาการในการเจรจาเกี่ยวกับ ร่างข้อตกลงชั่วคราว มิได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแต่ประการใด น่าผิดหวังไหมครับ ท่านประธาน น่าผิดหวังไหมครับกับการทํางานของกรรมาธิการ ผมต้องขออนุญาต ตําหนิแบบตรง ๆ นะครับ ท่านประธานเองผมเคารพครับ กรรมาธิการทุกท่านเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ทั้ง ๓๐ ท่าน พรรคผมก็มีครับ บุคคลภายนอกก็มี ท่าน ส.ว. ก็มี ล้วนแต่เป็น ผู้มีความรู้ความสามารถทั้งนั้น แล้วที่สําคัญท่านได้เชิญที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ ล้วนแต่ว่าเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ทั้งนั้น ศาสตราจารย์สมปอง สุจริตกุล ท่านก็ทํา เรื่องนี้มานาน ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ เพราะปรากฏในเอกสารครับ นางสาวสุมล สุตวิริยะวัฒน์ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม ก็อยู่บนเวทีตลอด หม่อมหลวงวัลย์วิภา จรูญโรจน์ ก็เป็นผู้หนึ่งที่ส่งหนังสือมาให้พวกเราในวันนี้ในนามของเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ คนเหล่านี้ พลเอก วิชิต ยาทิพย์ ผมจะไม่อ่านหมดทุกท่านหรอกครับ แต่ว่าดูแล้วล้วนแต่เป็น ผู้มีความรู้ความสามารถเกี่ยวเนื่องโดยตรงทั้งนั้นเกี่ยวกับเรื่องการปักปันเขตแดนระหว่าง ประเทศไทย-ระเทศกัมพูชา นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต นายตุนย์ สิทธิสมวงศ์ อยู่ในนี้ หมดครับ ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียนว่าน่าผิดหวังก็คือว่าหลังจากที่ท่านใช้เวลาไป ประชุม ๑๓ ครั้ง กลับมาเสนอรายงานต่อสภา สภาแห่งนี้ไม่สามารถให้ความเห็นอะไรได้เลย ครับ จะให้ความเห็นไปเป็นเช่นท่านเสนอต่อสภา บอกว่า ๑. ร่างตกลงชั่วคราวไม่เป็นหนังสือ สัญญา สภาให้ความเห็นได้ไหมครับ ไม่ใช่อํานาจหน้าที่สภาเลยครับ แล้วไม่ใช่อํานาจหน้าที่ของกรรมาธิการด้วย สภาให้ความเห็นไม่ได้ครับ แล้วที่ท่านบอกว่าที่แจ้งมาสภานี้เป็นการแจ้งเพื่อทราบ ด้วยความ เคารพท่านประธานครับ สภาแห่งนี้ภาระงานเฉพาะมาตรา ๑๙๐ กองเป็นกระตักครับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ทั้งปวงไม่เคยเขียนเลยครับว่าให้นํา ให้สภาเพื่อทราบ เพื่อดูความก้าวหน้า ไม่มีบทบัญญัติ ใด ๆ ครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เขียนชัดเจนครับ ให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ต้องพูดแรง ๆ ครับ เพราะผมผิดหวังกับพวกท่านมากเลย ให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้น ท่านต้องไปทํามาว่าข้อมูล หลักฐาน พยานทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบันทึกการประชุม ๓ ฉบับนี้ มันควรจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ ถ้าท่านตอบว่าควร พวกเราก็จะเอาตามท่าน มาโหวต จะเอาตามกรรมาธิการเสียงข้างมากไหม ผมเชื่อว่ามีคนค้านท่านแน่ ถ้าเสียง ข้างมากบอกเห็นชอบ เราก็มาวัดกันที่สภาว่าสภาจะเห็นตามท่านหรือไม่ นี่คือการทํางาน ของรัฐสภา ของสภาผู้แทนราษฎร ของวุฒิสภาเป็นอย่างนี้มาตลอด ผมก็ไม่แน่ใจว่า ทําไมท่านออกลูกอย่างนี้ เลี่ยงหรือครับ เป็นการเลี่ยงปฏิเสธความรับผิดชอบหรือครับ เห็นสถานการณ์มันรุนแรง ฉันไม่ทําอะไรดีกว่า ท่านประธานครับ ที่ร้ายกว่านั้นนะครับ ที่ร้ายกว่านั้นท่านไปดูข้อ ๑ ครับ คณะกรรมาธิการให้ความเห็นชัดเจนเลยครับ บันทึกความ เข้าใจ หมายถึงเอ็มโอยู ว่าด้วยการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา พ.ศ. ๒๕๔๓ หรือเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ที่เป็นประเด็นอยู่ในสังคมขณะนี้ ท่านบอกว่า มิได้มีถ้อยคําใด ที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่มาตรา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรัก ซึ่งแผนที่ดังกล่าว ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ คือ ให้เหตุผลด้วยนะครับ ท่านประธาน ไม่เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันผสมสยาม-อินโด ตามคําวินิจฉัย ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และท่านก็เขียนบอกว่า ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศ ของไทยได้ทําหนังสือทักท้วงปฏิเสธต่อต้านมาตลอดว่าไม่ยอมรับ โดยเฉพาะหนังสือที่ลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ และก็แถลงการณ์ยืนยันเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ นี่คือสิ่งที่ กรรมาธิการทํา ท่านประธานครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการทํา ผมเองถือว่าไม่ใช่เป็น วัตถุประสงค์ของรัฐสภาที่มอบอํานาจหน้าที่ให้ท่านไป จริง ท่านคิดอาจจะเหล่านี้มา ผมไม่ว่า นะครับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นี้ท่านอาจจะแสดงความเห็นได้ แต่สรุปสุดท้ายท่านต้องสรุปให้กับ สมาชิกครับว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ที่มอบภาระให้ท่านไปทํานี้ควรจะให้ความเห็นอย่างไร ผมก็แปลกใจท่านนายกรัฐมนตรีพอสมควรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าร้องขอว่าให้ สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้เห็นชอบตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเพื่อเป็นทางออก ออกอย่างไรครับท่านประธาน เพื่อเป็นทางออก สภาแห่งนี้คือรัฐสภา มีหน้าที่พิจารณาตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เท่านั้นเองครับ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น หรือจะไม่รับ พิจารณาเท่านั้น นั่นคือหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมได้ กราบเรียนท่านประธานนี้ผมเองไม่ได้มีอคติกับคณะกรรมาธิการครับ แต่ว่าด้วยความที่เรามี เรื่องราวเยอะมาก คณะกรรมาธิการน่าจะเป็นแรงผ่อนและเป็นแหล่งให้ข้อมูลที่ดีที่สุด สําหรับสมาชิกที่ไม่มีโอกาสได้ไปศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่อง ละเอียดอ่อนมาก แต่ว่าสิ่งที่ได้คือความเห็นของท่าน ๓-๔ ข้อ ท่านชี้แนะว่าควรจะไปเจรจา แบบไม่เป็นทางการ มีการเพื่อให้ได้มาซึ่งการเจรจาที่ดี แนะใครครับ แนะสมาชิกหรือครับ แนะสมาชิกให้สมาชิก เห็นชอบตามท่านและส่งให้รัฐบาลหรือครับ ไม่ใช่หน้าที่ครับ ไม่ใช่หน้าที่จริง ๆ ท่านประธาน แล้วประเด็นสําคัญที่สุดนี่ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ประเด็นที่เป็น ผลการพิจารณาของกรรมาธิการที่กรรมาธิการได้แสดงความเห็นว่าในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ผมขอ อนุญาตใช้ถ้อยคํานี้นะท่านประธานครับ เพราะเข้าใจกันแล้วเอ็มโอยูก็คือ บันทึกข้อตกลงว่า ด้วยการสํารวจและจัดทําเขตแดนร่วมระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาปี ๒๕๔๓ ประเด็นที่ท่านบอกว่าไม่มีถ้อยคําใด ๆ ที่ระบุไว้หรือยอมรับว่าแผนที่ระหว่างพนมดงรัก ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี่เป็นผลพวงจากเอ็มโอยู ๒๕๔๓ มิมีถ้อยคําใด ๆ ที่แสดงว่าประเทศไทย ยอมรับ ท่านประธานครับ นั่นคือความเห็นของกรรมาธิการ เดี๋ยวถ้ามาดูเอกสาร ของเครือข่ายประชาชนหัวใจรักชาติเขาก็มีข้อสงสัย ประชาชนทั่วไปก็มีข้อสงสัย ผมเองก็มี ข้อสงสัย รัฐบาลก่อน ๆ เขาก็มีข้อสงสัย ไม่ใช่ว่าเครือข่ายเดียวนะครับ ทุกเครือข่ายด้วย เขามีข้อสงสัยถึงขนาดที่ต้องเขียนอย่างนี้เลยครับท่านประธาน เขียนบอกว่าผมจะไม่อ่าน ทั้งหมดนะครับ เป็นเรื่องที่มีความผิดพลาดอย่างสําคัญที่ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล จําเลยที่ ๑ นะครับ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา คือจําเลยที่ ๒ ฝ่ายไทยนะครับ กระทรวง การต่างประเทศคือลําจําเลยที่ ๓ ข้อกล่าวหาของเครือข่ายหัวใจรักชาติเขาบอกว่า ได้นําข้อมูล ที่ยังไม่สมบูรณ์และอาจถึงขั้นเป็นเท็จบรรจุไว้ในการประชุมเจบีซี แล้วก็มาขอความเห็นชอบ จากรัฐสภา ความเห็นมีความหลากหลายถึงขนาดว่าเป็นเท็จนะครับ เขาไม่เชื่อมั่นว่าข้อมูล ที่พวกท่านให้กันนี่มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ โชคดีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้มานั่งฟังผมอภิปรายด้วย ผมอภิปรายให้ท่านฟังด้วย ท่านประธานครับ เขาอ้างหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแปลเป็นภาษาอังกฤษที่คาดเคลื่อนผิดพลาด การไม่ได้รับ การลงนามรับรองโดยชุดสํารวจเห็นไหมครับ คณะอนุกรรมาธิการสํารวจฝ่ายสํารวจ ฝ่ายเทคนิค และยังไม่ได้รับการรับรองบันทึกการตรวจสอบจากเจ้ากรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เขาอ้างถึงขนาดนั้น ท่านประธานครับ ประเด็นนี่สิ่งที่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผมก็พยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมครับว่า ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ มันจะมีความเกี่ยวเนื่องกับแผนที่ระวางพนมดงรักก็คือแผนที่ที่มีอัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี่แหละครับ หรือไม่อย่างไร เพราะว่าอีกฝ่ายเชื่อว่าเกี่ยวเนื่อง เป็นผลพวงจากเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ทําให้ไทยไปยอมรับเอาแผนที่ระวางพนมดงรักนี้ ท่านประธานครับ แผนที่ระหว่างพนมดงรักถ้าท่านประธานนึกภาพออกก็คือเส้นที่เขา ลากผ่านอ้อมตัวประสาทมา ของเราเองยึดสันปันน้ํา สุดท้ายหลังจากที่เราต้องยกปราสาท ตัวปราสาทพระวิหารไปมันก็จะมีตัวแหว่งตัวนั้น นั่นคือแผนที่ที่ใช้อยู่ที่เรายังยอมรับกันได้ ก็คือแอล (L) ๗๐๑๗ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ กรรมาธิการบอกว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ตรงนี้ไม่ได้เกิดจาก คณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนตามข้อกําหนดนะครับ ในข้อ ๑ ของเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ เขาบอกว่าจะร่วมกันดําเนินการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนระหว่าง ราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ผมไม่อ่าน ข้อ ๒ ผมไม่อ่าน ข้อ ก มีเอกสารที่เกี่ยวข้องอยู่ ๓ ส่วนแล้ว ก ข ค ข้อ ค ที่เขาใช้ประกอบในการจัดทําเขตแดน ที่บันทึกไว้ในเอ็มโอยูก็คือแผนที่ที่จัดทําขึ้นตามผลงาน ของการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ซึ่งจัดตั้ง ขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. ๑๙๐๗ คณะกรรมการชุด นี้นะครับ กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญา ปี ค.ศ. ๑๙๐๔ แล้วก็ สนธิสัญญา ปี ค.ศ. ๑๙๐๗ ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่า ท่านเชื่อโดยสนิทใจว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะว่าไม่เป็นผลงานของคณะกรรมการชุดนี้ แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการชุดนี้ ท่านเชื่ออย่างนั้น คณะกรรมาธิการสรุปมา ก็เชื่ออย่างนั้น แต่ท่านประธานครับ ประเด็นความเชื่ออย่างนี้ในการปักปันเขตแดน ในการทําร่างข้อตกลงชั่วคราว สิ่งที่เขาใช้เป็นหลักก็คือ ๑. เอ็มโอยู ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านประธานครับ ๒. ทีโออาร์ ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ หรือข้อกําหนดอํานาจหน้าที่ในการสํารวจ และจัดทําเขตแดน ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งออกตามหลังจากเอ็มโอยู ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ออกไปแล้ว ในทีโออาร์ ปีพ.ศ. ๒๕๔๖ ท่านประธาน ผมต้องขออนุญาตท่านประธาน เผอิญผมพยายาม ไปหาภาษาไทยแล้วค้นไม่เจอ เจอแต่พากย์เป็นภาษาอังกฤษนะครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานนิดเดียวครับที่จะนําเอกสารนี้กราบเรียนท่านประธาน เดี๋ยวผมสําเนาแล้ว ส่งท่านประธาน ในภูมิหลังหรือแบคกราวด์ (Background) ขออนุญาตพูดภาษาอังกฤษ ในข้อที่ ๑.๑.๓ พูดถึงเรื่องแผนที่ เขาระบุไว้ว่า ภาษาอังกฤษ บอกว่า เซ็ท อัพ อันเดอร์ เดอะ คอนเวนชัน ออฟ ๑๙๐๔ แอนด์ เดอะ ทรีตี ออฟ ๑๙๐๗ บีทวีน สยาม แอนด์ ฟรานซ์ รีเฟอร์ ทู แอส เดอะ แมพ ออฟ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ (Setup under the convention of 1904 and the three of 1907 between siam and france referred to as the map of 1 : 200,000) เขียนไว้ ผมเอาแค่นี้นะครับ ใน ๑.๑.๓ ในเทอม ออฟ เรฟเฟอเรนซ์ แอนด์ มาสเตอร์ แพลน (Term of reference and master plan) ของการสํารวจและปักปันเขต แดนของประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา แล้วมาเขียนรองรับในสเตป (Step) ที่ ๓ เรื่องของการทําเส้นเขตในการสํารวจ เขาเรียกพรอพปิง เดอะ ไลน์ ทู บี เซอร์เวย์ (Propping the line to be survey) ท่านประธานครับ ก็อ้างแผนที่ต่อดิพ เดอะ แมพ ออฟ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ (Dip the map of 1 : 200,000) เขียนไว้ในทีโออาร์ ความอย่างนี้ ท่านประธาน มันคงจะบอกได้ยากว่ามันจะไม่เกี่ยวเนื่อง จริงอยู่ครับท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะบอกผมว่าแผนที่ต้องเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-อินโดจีน ถึงจะยอมรับ ไม่สามารถหาเอกสารหลักฐานได้ว่าใช่หรือไม่ เพราะท่านบอกว่ามันมี การยกเลิกไปแล้ว แล้วแผนที่นี้เกิดขึ้นมา ท่านประธานครับ แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี่ไล่เรียงไปแล้วมันเกิดในปี ค.ศ. ๑๙๐๘ ปี ค.ศ. ๑๙๐๘ มีแผนที่นี้เกิดขึ้น ถามว่าเมื่อเกิดขึ้น แล้วประเทศไทยเราทักท้วง ประเทศไทยเราแยแสสนใจอะไรไหม ไม่มีครับ มาตระหนกตกใจ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ หรือ ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เมื่อคราวประเทศกัมพูชาขอต่อศาลโลกว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา ก็มีการพิจารณาไต่สวนในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ก็ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ท่านประธานครับ หลังจากศาลตัดสินเท่านั้นเองครับท่านประธาน เราเริ่มตระหนก เราเริ่มตระหนัก เราเริ่มรู้ว่าสิ่งที่เราไม่ได้ตอบโต้ เราไม่ได้แสดงเจตจํานง ใด ๆ เลย มันเป็นการปิดปากเราทางอ้อม เพราะศาลโลกเขาบอกว่าตัวปราสาทเป็นของ ประเทศกัมพูชา ใช้ภาษาอังกฤษจะเห็นชัดครับ แล้วเขายังมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ด้วย จริงอยู่เขาไม่ได้วินิจฉัย หรอกว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นของเขมรเขาไม่ได้วินิจฉัยครับ แต่เขาใช้คําพูดว่า ประเทศไทยยอมรับได้ ประเทศไทยยอมรับก็คือไม่ปฏิเสธ อย่างนี้ท่านประธานมันก็เป็นเหตุ ที่มีข้อโต้แย้งข้อถกเถียงกันจนถึงปัจจุบันว่า เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ เป็นที่มาของแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ในมุมมองของคนกลุ่มหนึ่ง แล้วการยอมรับแผนที่ระวางดงรักแน่นอน หลังจากนั้นเราก็ปฏิเสธมาตลอดแน่นอน ทุกยุคทุกสมัยปฏิเสธถึงกับต้องมีการใช้ แผนที่ แอล ๗๐๑๗ ที่ขีดเขตแบ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมโดยเฉพาะตัวปราสาทเขาพระวิหาร แม้กระทั่งพระราชกฤษฎีกาสมัยปี ๒๕๔๑ ที่ออกมารองรับในการกําหนดเขตอุทยานแห่งชาติ บริเวณเขาพระวิหารก็อาศัยแนวเขตนั้นเป็นแนวเขตอุทยาน ก็เทียบเคียงกับ แอล ๗๐๑๗ เช่นกัน ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นเหล่านี้สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ภาระหน้าที่ของสภาเราที่สําคัญถึงแม้กรรมาธิการได้เสนอว่า ร่างข้อตกลงชั่วคราวที่ แนบท้ายบันทึกทั้ง ๓ ฉบับไม่เป็นหนังสือสัญญา ท่านประธานครับผมเองผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพเลย ถ้าท่านไปดูร่างบันทึกการประชุมของคณะกรรมการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ที่ประชุมกัน ๓ ครั้ง จะมีสาระในการประชุมอยู่ทุกครั้งจะมี เรื่องของการพิจารณาร่างข้อตกลงชั่วคราวอยู่ทุกครั้งเลย ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ก็มี ครั้งที่ ๒ วันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ก็มี ครั้งสุดท้ายวันที่ ๖-๗ เมษายนก็มี เนื้อหาสาระคือร่างเดียวกันเลย แต่มีกระบวนการพัฒนาของร่างบันทึก ข้อตกลงนี้มาตลอด โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นข้อเห็นแย้ง สุดท้ายครับท่านประธาน ร่างบันทึกข้อตกลงนี้ในช่วงร่างข้อตกลงชั่วคราว ท่านประธานในช่วงการประชุม เมื่อวันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ มีประเด็นเห็นแย้งกันอยู่ ๒ ประเด็นเองท่านประธานครับ

ประเด็นที่ ๑ คือชื่อตัวปราสาท ประเทศไทยเราเรียกว่า ปราสาทพระวิหาร ประเทศกัมพูชาเรียกว่า ปราสาทเปรียะวีเฮียร์ ตกลงกันไม่ได้ว่าใช่ชื่อไหน ก็เขียนเว้นเอาไว้ ในบันทึกร่างข้อตกลงชั่วคราว

ประเด็นที่ ๒ เรื่องการปรับกําลังทหาร การปรับกําลังทหารในบันทึก ท่านประธานครับ ข้อที่ ๑ ในร่างข้อตกลงชั่วคราวซึ่งท่านบอกว่าไม่ใช่หนังสือสัญญานี้ ร่างข้อตกลงชั่วคราวระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับรัฐบาลไทยว่าด้วยปัญหาชายแดน พื้นที่ไทยก็คือปราสาท ถ้าประเทศกัมพูชาก็ปราสาทเปรียะวีเฮียร์ ถ้าเป็นภาษาไทย ก็ปราสาทพระวิหาร ตรงนั้นเลยเป็นพื้นที่พิพาทตรงนั้นเลย ในข้อ ๑ เขียนอย่างนี้ ท่านประธาน ที่ยังตกลงกันไม่ได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก็คือ คู่ภาคีจะไม่คงกําลังทหาร ของแต่ละฝ่ายไว้ในวัดแก้วสิขาคีรีสะวารา คือจะต้องเอาทหารออกพื้นที่รอบวัดคือรอบ ๆ วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ และพื้นที่ปราสาทพระวิหาร หรือ ปราสาทเปรียะวีเฮียร์ แม่ทัพ ภาคที่ ๒ ของกองทัพบกไทย และผู้บัญชากองทัพภาคที่ ๔ ของประเทศกัมพูชา จะกําหนด มาตรการที่เหมาะสมร่วมกันเพื่อปฏิบัติให้ข้อบทนี้มีผลบังคับ โดยผ่านชุดทหารติดตาม สถานการณ์ชั่วคราวของแต่ละฝ่าย นี่เป็นคําที่ประเทศไทยเสนอครับ ใช้ชุดทหารติดตามเป็นคนติดตามเรื่องการปฏิบัติตามข้อตกลง แต่ประเทศกัมพูชาเขาเสนอ ว่าใช้คําว่า ทีมประสานงานชั่วคราว อันนี้ง่ายครับ พอประชุมครั้งสุดท้ายตกลงกันได้ใช้ตาม ประเทศไทยครับ ใช้ชุดทหารติดตามชั่วคราวเป็นผู้ติดตามในการที่จะไล่ถอนกองกําลังหรือให้ กองกําลังไว้ตรงนั้น อันนี้คือข้อตกลงที่เป็นฉบับชั่วคราวที่ท่านอ้างไว้ไม่ใช่หนังสือสัญญา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงให้ท่านเห็นว่าพวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา เราไม่แปลกใจหรอกครับ ว่าเป็นหนังสือสัญญา ไม่เป็นหนังสือสัญญา ไม่ต้องไปวินิจฉัย หรอกครับ เพราะร่างบันทึกข้อตกลงชั่วคราวตรงนี้ โดยเฉพาะข้อ ๑ ที่ผมอ่านให้ประธาน ไปแล้ว คือการคงกําลังทหารในพื้นที่ตรงนั้นซึ่งยังมีพิพาทกันอยู่ ประเทศเขมรบอกเป็น ประเทศเขมร ของเราบอกเป็นพื้นที่พิพาท พื้นที่ซับซ้อนอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านพูดไป แต่สําคัญ ท่านประธานครับ ข้อ ๒ ครับ เขียนไว้อย่างนี้ท่านประธานครับ ที่มันมีผลต่อ อาณาเขต ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับอาณาเขต มันมีผลกับอาณาเขตก็คือ จะจัดตั้งชุดประสานงานชั่วคราวประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อพิจารณาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ประชิดกับภาษาไทยยังไม่ตกลงกัน คือปราสาท พระวิหาร ภาษากัมพูชาคือ ปราสาทเปรียะวีเฮียร์พื้นที่ประชิด ซึ่งจะต้องมีการสํารวจและ จัดทําหลักเขตแดนเจบีซีเขาจะไปสํารวจจัดทําหลักเขตแดนทั้ง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง การปักปันเขตแดนหรือครับ มันชัดอยู่แล้วในข้อตกลงชั่วคราวตรงนี้ โดยเจบีซีรวมถึงวัดด้วย นะครับ ชุดประสานงานชั่วคราวจะประชุมโดยเร็วที่สุดที่เป็นไปได้ และจะประชุม โดยไม่ชักช้า ไม่ว่าเมื่อใดที่จําเป็นหรือเมื่อได้รับการร้องขอจากคู่ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อจัดทําสํารวจแล้วก็ปักปันเขตแดน ข้อ ๔ ท่านประธานครับ เจบีซีจะกําหนดพื้นที่ที่จะ ทําให้อยู่ภายใต้สภาพพร้อมสําหรับการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนภายใต้แผนแม่บทและ ข้อกําหนดอํานาจหน้าที่ ปี ๒๕๔๖ คือทีโออาร์ ปี ๒๕๔๖ นั่นแหละครับ พื้นที่ดังกล่าว จะต้องถูกทําให้อยู่ในสภาพพร้อมก่อนที่ชุดสํารวจจะเริ่มดําเนินการ ข้อ ๘ ท่านประธานครับ ในร่างข้อตกลงชั่วคราว ข้อ ๘ เขียนชัด ที่กรรมาธิการบอกว่าไม่เป็นหนังสือสัญญา นะครับ ข้อ ๘ ข้อตกลงชั่วคราวจะมีผลใช้บังคับในวันที่มีการแลกเปลี่ยนหนังสือสัญญาแจ้ง ภาคีแต่ละฝ่ายว่าได้ดําเนินการตามกระบวนการกฎหมายภายในของตนเสร็จสิ้นแล้ว เห็นไหมครับ และคงจะมีผลบังคับใช้จนกว่าการจัดทําหลักเขตแดนจะเสร็จสิ้นลงในพื้นที่ ประชิด ถ้าเป็นไทยก็ยังเขียนว่าพื้นที่ประชิดปราสาทพระวิหาร ถ้าเป็นภาษากัมพูชาก็เขียนว่า พื้นที่ประชิดปราสาทเปรียะวีเฮียร์ พหุภาคีจะพยายามเร่งรัดดําเนินการตามกระบวนการ ตามข้อกฎหมายภายในโดยสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของตน ก็ท่านมาขอมาตรา ๑๙๐ นี่ครับ ท่านจะอ้างว่าร่างข้อตกลงชั่วคราวไม่เป็นหนังสือสัญญาหรือหลีกเลี่ยงเอาออกจากรัฐสภา ผมคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ชอบธรรม ผมไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ท่าน ผมก็กล่าวหาท่านอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน เรื่องเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ จริง ๆ ผมก็ไม่อยากย้อนไปนะครับ เพราะว่าพูดไปก็มีแต่ทําให้ประเทศชาติชอกช้ํามันควร จะต้องก้าวหน้า แต่ก็ต้องพูดกันครับ บทเรียนในอดีตที่มันล้มเหลวที่มันมีบทเรียนที่ต้อง พัฒนาในอนาคตก็ต้องมาบอกมากล่าวกัน โดยเฉพาะในรัฐสภาแห่งนี้เป็นสถานที่ใช้อํานาจ ของปวงชนชาวไทย เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ หลายคนนะครับ หลายกลุ่มเขาก็ทักท้วงตลอด ถ้าปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแล้ว โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ถ้าผมจํามาตราไม่ผิดครับว่าเป็นของปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ว่าด้วยการทําสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นพระราชอํานาจขององค์พระมหากษัตริย์ที่จะทํา หนังสือสัญญาสงบศึก ทําหนังสือสัญญาสันติภาพหรือสัญญาอื่นใด พระราชอํานาจอันนี้ ผมไม่แน่ใจครับ กระบวนการนี้หลังจากผ่านรัฐสภาเราแล้วท่านนายกรัฐมนตรีได้นําทูลเกล้าฯ โปรดให้พระองค์ทรงลงปรมาภิไธยหรือไม่ ถ้าเขียนพระราชอํานาจอย่างนี้ผมเชื่อว่าก็เหมือน กับการตรากฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศไม่มีใครปฏิเสธแน่นอน เพราะทําระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา เรื่องปักปันเขตแดนครับก็เกี่ยวกับเขตอํานาจอธิปไตยชัดเจน ถามว่าผ่านสภาไหมครับ ผ่านรัฐสภาไหม ไม่ผ่าน ท่านจะอ้างว่าสมัยนั้นยังไม่มีข้อทักท้วงว่าเอ็มโอยูเป็นหนังสือสัญญา มันมีปัญหาหลังจากที่มีการวินิจฉัยของศาลแล้วเท่านั้นถึงเป็นหนังสือสัญญา อันนั้นก็พอจะ อ้างได้ครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ จบปริญญาตรีไม่ได้เรียนประถมครับ คล้าย ๆ อย่างนั้นนะครับท่านประธาน ไล่กลับไปวุฒิ ป. ๔ อยู่ที่ไหนไม่รู้ ไม่มี ฉันได้ ป. ๖ ถ้าเป็น สมัยก่อนก็ ป. ๗ ก็ว่าไปหรือ ม. ๘ ว่าไป ได้ปริญญาตรี ตรงนี้เองครับมันก็เลยส่งผลมาถ้าจะ ตีความกันแล้วสิ่งที่เราพูดขณะนี้มันก็ไม่ชอบด้วยกันทั้งหมดแต่ผมไม่อยากจะเท้าความ อย่างนั้นครับทําไปข้างหน้า แต่นี่ผมเพียงแต่ว่ากราบเรียนท่านประธานไปยังท่านฝ่ายบริหาร นะครับว่า เราตระหนักสิ่งนี้แล้วควรจะต้องหาวิธีการแก้ไข จะแก้ไขอย่างไรให้มันชอบก็ว่า กันไป ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นที่สําคัญที่สุดที่มันเป็นปัญหาและส่งผลพวงมาถึง ปัจจุบันก็คือโต้แย้งของหลายกลุ่มหลายพวกที่เขาไม่เห็นด้วยว่าการตีความของเราเอง การตีความของประเทศกัมพูชา การตีความระหว่างเราและคนในประเทศเราก็ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกันครับกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติเขาก็ตีไปอีกประเด็นหนึ่ง ทางรัฐบาล ทางเจบีซี ทางกระทรวงการต่างประเทศและผู้คนที่เกี่ยวข้องก็ตีความเหมือนที่ตีออกมาว่าไม่เกี่ยว ก็เป็นสิทธิทําได้ครับแต่อย่างไรก็แล้วแต่เราก็ต้องอาศัยหลักฐานพยานที่สําคัญที่สุดซึ่งมา บอกกล่าวบ้านนี้เมืองนี้ให้หายจากความสับสนมันจะได้ไม่เป็นปัญหา ต้องกล้าที่จะทําครับ เพราะปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะท่านเป็นผู้นํา เรื่องนี้ต้องกล้าที่จะกระทํา ต้องยึดหลักมั่นเลยครับ ไม่ใช่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จังหวะหนึ่งเป็นอย่างนี้ จังหวะนี้เป็นอย่างนี้ยากครับที่จะแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ได้ ผมไม่กล่าวหาท่านนะครับแต่ท่วงทํานองมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เลยเกิด ความสับสน ท่านประธานที่เคารพ ที่ผมได้อภิปรายมาทั้งหมดเพื่อจะกราบเรียนท่านประธาน ว่าในวาระนี้วันนี้สิ่งที่เราจะต้องสรุปจะต้องทํากันคือความเห็นของรัฐสภาครับว่าเราจะเห็น อย่างไร ข้อเสนอผมนะครับ

ประการที่ ๑ จากรายงานของคณะกรรมาธิการมันมีความไม่ชัดเจน ไม่สามารถตอบคําถามกับสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดท่านก็กลับ เอาไปทําใหม่ตามโจทย์ที่เราบอกท่าน อาจจะเป็นความผิดของสมาชิกก็ได้ครับที่ถามไม่ตรง คําตอบท่าน ก็ขอความกรุณาว่าคําตอบท่านก็น่าจะตรงกับคําถามของสมาชิก ความประสงค์ ของสมาชิกตามอํานาจหน้าที่ของสมาชิกที่จะต้องทํา เรื่องที่ท่านได้เขียนข้อเสนอแนะท่านทํา ให้รัฐบาลไปเลยครับ จะผ่านรัฐสภาไม่ผ่านรัฐสภาไม่ได้เกิดประโยชน์ใด ๆ เพราะรัฐสภา มีหน้าที่ให้ความไม่เห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ นี่เป็นข้อเสนอครั้งแรกนะครับผมคิดว่าน่าจะ เป็นประโยชน์สุด ท่านกลับเอาไปทําใหม่ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่ารีบร้อนก็ไม่ได้ รีบร้อนแต่มันมีความจําเป็นต้องทํา ทิ้งไว้ก็ไม่ได้ แต่การทําตรงนี้ถ้าทําแล้วไม่เกิดผลดีทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่เกิดความสงบสุขภายในทําไปเพื่ออะไรครับ ถึงแม้จะเสียเวลาบ้างแต่ผลตอบรับ ผลตอบแทน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันดีกับทุกฝ่าย ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หรือกรณีที่ ๒ ท่านประธานครับ เราก็ตัดสินกันเลยในสภาแห่งนี้ว่าจะรับหรือไม่รับ จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็จบกันเลยครับ เพราะว่าเราก็ทําตามหน้าที่ของเรา ท่านเสนอ รายงานมาอย่างนี้ ด้วยสติปัญญาที่เรามีอยู่ เวลาที่เรามีอยู่ได้พิจารณาบันทึกการประชุม ดูร่างข้อตกลงชั่วคราวที่จะมีผลกระทบกับประเทศชาติบ้านเมืองถึงกับบางฝ่ายบอกว่า จะเสียดินแดนนะ ถ้ารัฐสภาเห็นชอบแล้วการไปทําตรงนั้นเสียแดนแน่ ในเมื่อมันมีความ คลุมเครืออย่างนี้ ไม่ชัดเจนอย่างนี้ ภายใต้ข้อจํากัดอย่างนี้ สภาก็ลงมติเลยครับ ผมเองยังลงมติ ไม่เห็นชอบเลย เพราะท่านไม่ตอบผมเลย ก็สิทธิของผมจะลงมติไม่เห็นชอบ ผมไม่ได้พูด เอาใจครับ ครั้นจะงดออกเสียงเดี๋ยวก็ไปแพ้เสียงข้างมากเห็นชอบ ก็ถือว่าเห็นชอบไป เพราะฉะนั้นวิงวอนนะครับถ้าจะใช้ทางเลือกที่ ๒ ก็จบกันอันนี้ ใช้ทางเลือกที่ ๑ ท่านก็ กลับไปทํา ระหว่างกลับไปทําข้อสังเกตข้อเสนอแนะที่ดีรัฐบาลก็รับไปทําด้วยไปพลาง หลังจากผ่านสภาไปท่านก็ไปดําเนินการที่จะดําเนินการตามบันทึกข้อตกลงระหว่าง ไทย-กัมพูชา เรื่องการสํารวจและปักปันเขตแดน และที่สําคัญร่างข้อตกลงร่วม ร่างข้อตกลง ชั่วคราวสําคัญที่สุด เพราะตรงนั้นมันจะมีผลผูกพัน และบันทึกการประชุมผมไม่ติดใจเท่าไร หรอกครับมีสาระไม่มาก แต่ร่างข้อตกลงชั่วคราวมันเป็นหนังสือสัญญาที่เสนอรัฐสภาปุ๊บ ไปทําได้ทันที เพราะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเซ็นไว้เรียบร้อยแล้วครับ ฝ่ายกัมพูชาก็เซ็นไว้แล้ว เพียงแต่ผ่านกระบวนการตาม ข้อ ๘ ตามร่างข้อตกลงร่วมเท่านั้น ก็จะมีผลบังคับใช้ทันที ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเสนอแนะทางออก ๒ แนวทาง ก็แล้วแต่ท่านประธานหรือสมาชิกจะเห็นเป็นอย่างไร แต่ผมถือว่าเรื่องนี้ถ้าเรา ไม่ช่วยกันแก้ไข ถ้าเราไม่เด็ดเดี่ยวพอในฐานะผู้นําประเทศในการจะแก้ไขปัญหา มันจะเป็น น้ําผึ้งไม่ใช่หยดเดียวครับ มันจะท่วมประเทศ แล้วรังแต่ทําให้ประเทศบ้านเมืองเราเสียหาย ขาดโอกาส ผมว่าภาวนาครับ กราบเรียนท่านประธานไปสมาชิกที่เคารพทุกท่านถ้าจะให้ มันจบก็คือไม่ให้ความเห็นชอบ เรื่องนี้จบวันนี้เลย ขอบคุณท่านประธานครับ

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านนายกรัฐมนตรี ก่อนครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตใช้เวลาเพียงสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าแม้ว่า จะเป็นการอภิปรายถึงท่านกรรมาธิการ แต่ก็พาดพิงมาถึงรัฐบาลด้วย แล้วก็มีประเด็นที่ผม คิดว่าอยากจะทําความเข้าใจให้ตรงกันนะครับ

ประเด็นแรกที่สําคัญที่สุดก็คือท่านพูดบอกว่าเนื้อหาในข้อตกลงชั่วคราว เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองอย่างแน่นอน ถูกต้องครับ แต่ที่ทางรัฐบาล เสนอมาในครั้งนี้แล้วก็ที่เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการก็คือว่าวันนี้เรายังไม่ได้ ขอให้ท่านพิจารณาร่างข้อตกลงชั่วคราว เราให้พิจารณาเฉพาะบันทึกการประชุมของ คณะกรรมาธิการร่วม ที่เราเรียกว่า เจบีซี แม้ว่าบันทึกนั้นจะมีการอ้างอิงหรือมีการแนบตัว ข้อตกลงชั่วคราวเข้ามา แต่เราจะยังไม่ขอให้สภาพิจารณา เราจะให้เขากลับไปทํางานกันต่อ เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นว่าจําเป็นจะต้องพิจารณาข้อตกลงชั่วคราวเราจะนํากลับมาให้สภา พิจารณาอีกครั้งหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นแม้แต่ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเขาก็เขียน อย่างนี้ครับ ที่เขาบอกว่ายังไม่มีสถานะ ในครั้งนี้ครับ ไม่ได้บอกว่าตัวเนื้อหาในข้อตกลง ชั่วคราว ไม่เป็นหนังสือสัญญานะครับ แต่เขาบอกว่าในครั้งนี้ยังไม่ใช่หนังสือสัญญาที่ให้ทาง รัฐสภาพิจารณา ถ้าเราเข้าใจตรงกันอย่างนี้ท่านก็จะได้มีความสบายใจนะครับว่าเป็นเรื่อง ของบันทึกการประชุมเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องของตัวข้อลงชั่วคราว ข้อตกลงชั่วคราวนั้น รัฐบาลต้องเสนอมา เพื่อความมั่นใจนะครับหนังสือของทางกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอ ครม. ก่อนที่จะส่งมาที่สภาก็ยืนยันในลักษณะนี้ชัดเจนครับ อันนี้ก็จะได้กราบเรียน เพื่อความเข้าใจ

ประเด็นที่ ๒ เรื่องที่ท่านพูดถึง ท่านบอกว่าผมบอกว่าแผนที่ยอมรับ ไม่ยอมรับอะไรต่าง ๆ แล้วก็อ้างอิงถึงตัวทีโออาร์หรือข้อกําหนดในการที่จะไปดําเนินการ ตามเอ็มโอยู กราบเรียนอีกครั้งนะครับ แผนที่มีหลายระวาง คําว่า ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะระวางดงรัก แต่ถ้อยคํา ที่สําคัญในเอ็มโอยู ในทีโออาร์ก็คือว่าแผนที่ที่จะนํามาใช้ในการดําเนินการเขาเขียนว่าเป็น แผนที่ที่เป็นผลงานของคณะกรรมการร่วม ศาลโลกจะวินิจฉัยท่าทีของประเทศไทยกับแผน ที่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ศาลโลกในคําพิพากษาก็ได้ชี้ว่าแผนที่นี้ไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการ ร่วม ประเด็นของผมอยู่ตรงนี้เท่านั้นครับส่วนที่ท่านจะเล่าประวัติศาสตร์ว่าช่วงไหนท่าทีของ ประเทศมีต่อแผนที่เป็นอย่างไรนั้นเป็นคนละประเด็นกัน ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้ายครับ คือท่านถามว่าวันนี้เราจะรอให้การดําเนินการมันเรียบร้อยคือทั้งการเมืองในประเทศด้วย ทั้งแนวทางที่จะไปดําเนินการในการเจรจาหรือในเวทีโลกด้วย ต้องยอมรับข้อเท็จจริงครับว่า ความคิดเห็นของประชาชนมีความหลากหลายวันนี้ถ้าผมคิดถึงเรื่องปัญหาการเมือง ภายในประเทศ ง่ายที่สุดสําหรับพวกผมคือไม่ต้องยุ่งเรื่องนี้เลยครับแต่ต้องถามว่าเราไม่ยุ่ง เรื่องนี้เลยกัมพูชาเขาหยุดไหมในสิ่งที่เขาต้องการเดินในการเจรจาที่เขาเห็นว่าเป็น ประโยชน์กับเขาและถ้าวันนี้เราไม่ช่วยกันยืนยันว่ากลไกทวิภาคีเดินต่อผมก็ย้ําอีกครั้ง นะครับเป็นการตั้งใจของกัมพูชาอยู่แล้วที่จะทําเรื่องนี้เป็นเรื่องของพหุภาคี ผมจํา ได้ครับผมเคยชี้แจงเรื่องนี้มาหลายครั้งมีกลุ่มคนมาวิพากษ์วิจารณ์ผมบอกว่าที่มาอ้างว่ากลัว พหุภาคีไม่ต้องกลัวหรอก สหประชาชาติไม่มีสิทธิ ไม่มีอํานาจเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งสิ้น แต่ท่านเห็นไหมครับเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ตอนต้นเดือน เรื่องนี้ เข้าไปสู่ที่ประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ คนที่เคยพูดว่าเรื่องนี้อย่างไร ก็ไม่ไปสหประชาชาติไม่เห็นมีคําตอบเลยครับว่ามันไปได้อย่างไรแต่มันไปแล้วครับแล้วมันก็ มีโอกาสจะไปอีกถ้าประชาคมโลกเขาเห็นว่า ๒ ประเทศที่มีปัญหากันไม่มีกลไกหรือไม่ ดําเนินการใช้กลไกทวิภาคีนั้นในการเดินหน้า ผมจึงบอกว่าวันนี้มีการอาจจะโดยความเข้าใจ ผิดหรือจะโดยเจตนาอะไรก็แล้วแต่ที่มากล่าวหารัฐบาลและกล่าวหาผมผมยืนยันว่า ไม่ใช่ เราทําทุกอย่างขณะนี้เพื่อแก้ปัญหาครับและถามว่าบางทีท่าทีของประเทศไทยเปลี่ยนไป เปลี่ยนมาหรือไม่ผมก็ต้องบอกว่าอดีตหลายอย่างมันไม่มีใครเปลี่ยนได้ครับ แต่หน้าที่เรา วันนี้คือเดินไปข้างหน้าเพื่อปกป้องประเทศ ปกป้องสิทธิของประชาชนคนไทยและดินแดน ไทยให้ดีที่สุด ผมยืนยันว่าหนทางที่ดีที่สุดคือการเดินหน้ากลไกทวิภาคีไม่มีอะไรในบันทึก ๓ ฉบับนี้ที่จะทําให้เรานั้นมีปัญหาผิดพลาด เสียเปรียบ และถ้ายิ่งท่านเห็นชอบข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการนั่นยิ่งเป็นการเพิ่มความหนักแน่นให้กับจุดยืนของไทยในเรื่องของการที่จะ ปกป้องผลประโยชน์ของเราและจะมีความหนักแน่นและจะมีความผูกพันไม่ใช่เฉพาะ รัฐบาลนี้นะครับ แต่จะมีผลต่อการดําเนินการของรัฐบาลต่อ ๆ ไปด้วย เอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไม่ได้ มีเนื้อหาสาระในเรื่องของตัวเขตแดนเพราะยึดถือตามสนธิสัญญาที่ไทยได้ทําไว้แล้ว เอ็มโอยู เป็นเพียงข้อตกลงว่าจะทําอย่างไรให้การจัดทําหลักเขตแดนนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ สนธิสัญญาซึ่งได้กําหนดแนวทางของการปักปันไว้แล้วครับ มันจึงไม่ใช่หนังสือสัญญาที่ไป เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต อันนี้เพื่อความเข้าใจ เช่นเดียวกันวันนี้สิ่งที่เราขอ จากสภาก็คือว่าเราต้องการที่จะเดินต่อตามกระบวนการของเอ็มโอยู และเจบีซี และเมื่อใด ก็ตามที่จะต้องมีข้อตกลงที่จะมีผลหรืออาจจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยต้อง กลับมาที่นี่ ส่วนข้อสังเกตของกรรมาธิการที่จะให้กับเราไปเป็นการเพิ่มความหนักแน่น ในจุดยืนและอํานาจการต่อรองนี่คือสิ่งที่เรามาพิจารณากันในวันนี้ครับ ขอบคุณครับ

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

รัฐสภาขอต้อนรับ คณะนักศึกษาวิชาทหารโรงเรียนเทศบาล ๕ รามอินทรภักดี จังหวัดราชบุรี ด้วยความยินดี นะครับ ต่อไปเชิญท่านสุรชัยครับ ท่านชลน่านมีอะไรครับ

นายชลน่าน ศรีแก้ว สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร น่าน

ท่านประธาน ที่เคารพครับ กระผม ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทยจากจังหวัดน่านในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขออนุญาตท่านประธานนิดเดียวใช้เวลาสั้น ๆ ครับต่อกรณีที่ท่านนายกรัฐมนตรี ได้กรุณาตอบกระผมในประเด็นที่ได้อภิปรายไป ๒-๓ ประเด็น ผมต้องขออนุญาตขอบคุณ ท่านประธานผ่านไปยังท่านนายกรัฐมนตรีนะครับที่กรุณาชี้แจงด้วยความชัดเจน

ประเด็นมันเป็นอย่างนี้ท่านประธานครับ การที่รัฐบาลเองนํารายงานบันทึก การประชุมเพื่อให้สภาและเขียนในหนังสือนําส่งว่าเพื่อให้ความเห็นชอบ ชัดเจนครับ แล้วในบันทึกการประชุมในระเบียบวาระการประชุมทุกครั้งก็จะมีการพิจารณาร่างข้อตกลง ชั่วคราวประกอบทุกครั้งใน ๓ ครั้ง ถ้าท่านไม่บอกผมแต่แรกว่าข้อตกลงชั่วคราวไม่ต้อง พิจารณานะ อันนั้นเข้าใจครับ แต่ไม่เคยมีอะไรท่านก็ส่งรายงานมาหนังสือบอกให้ความเห็นชอบ การให้ความเห็นชอบตรงนี้สาระมันต้องมีท่านประธานครับ ผมก็กราบเรียนตั้งแต่แรกแล้วว่า มาตรา ๑๙๐ เขาให้ความเห็นชอบเกี่ยวกับหนังสือสัญญาอะไรที่ไม่ใช่หนังสือสัญญาส่งมา ทําไมก็ว่ากัน เพราะฉะนั้นถ้าท่านจะเลี่ยงโดยการชี้แจงกับผมว่าไม่ได้ให้ความเห็นชอบ เรื่องร่างข้อตกลงชั่วคราวก็บันทึกไว้ตรงนี้ นี่คือเจตนารมณ์ท่าน แต่ก็แปลกครับกรรมาธิการ ก็ไปพิจารณาร่างข้อตกลงชั่วคราว ร่างข้อตกลงชั่วคราวท่านหาทางออกได้ดีมาก แทนคณะกรรมาธิการนะครับท่านบอกว่าคณกรรมาธิการเพียงแต่เสนอว่าร่างข้อตกลง ชั่วคราวไม่มีสถานะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ที่จะให้สภาพิจารณา ในขณะนี้มีถ้อยคําไหมครับ ท่านอ่านรายงานคณะกรรมาธิการเลยครับไม่มีสักถ้อยคํานะครับ ที่จะให้สภาพิจารณาในขณะนี้ ขีดเส้นใต้คําพูดท่านนายกรัฐมนตรีนะครับ ถ้าเป็นอย่างนั้น ผมเองผมเชื่อว่าสติปัญญาไม่ได้ด้อย เข้าใจ แต่คณะกรรมาธิการสรุปอย่างนี้ครับผมอ่านให้ ท่านฟังอีกครั้งหนึ่งเลย ด้วยเหตุผลดังกล่าวข้อตกลงชั่วคราวยังไม่มีสถานะเป็นหนังสือ สัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปี ๒๕๕๐ ไม่มีคําพูดใดสักคําครับที่จะอยู่ ในการพิจารณา ท่านเจตนารมณ์จะเขียนอย่างไรผมไม่แน่ใจนะครับ แต่กรรมาธิการคงต้อง ชี้แจงแต่ผมเชื่อว่าทางที่ท่านนายกรัฐมนตรีปูให้ท่านเดินดูสวยหรูมาก คณะกรรมาธิการ ไม่เสียหน้าหรือ ท่านประธานครับ

สุดท้ายครับประเด็นที่จะให้สภาได้พิจารณา ฟังเสมือนว่าท่านนายกรัฐมนตรี ปรารถนาจะให้สมาชิกแห่งรัฐสภาแห่งนี้ได้ให้ความเห็นชอบตามข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการ ซึ่งท่านประธานเองก็ต้องถามสมาชิกว่ารายงานของคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมการเขตแดนร่วม สมาชิกจะเห็นชอบด้วยหรือไม่ เห็นชอบแล้วจะทําอย่างไร เราบรรจุในระเบียบวาระอะไรครับท่านประธานผมงงเลย ไม่ใช่ มาตรา ๑๙๐ นะครับอย่างนี้ มันไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ แล้วครับมันเป็นส่วนติ่งของมาตรา ๑๙๐ เท่านั้นเอง ผมไม่เชื่อว่าท่านประธานจะถามอย่างนั้น แล้วคําถามอย่างนั้นจะทําให้ เพื่อนสมาชิกในสภาแห่งนี้ตัดสินใจยากมากจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบดี ถ้าดูเนื้อหาสาระ ก็ดูเป็นประโยชน์นะ แต่ถ้าให้ความเห็นชอบจะแปลความว่าเราเห็นชอบตามบันทึกข้อตกลง นี้แล้วร่างข้อตกลงชั่วคราวหรือเปล่า มีคําถามต่อมาอีก ถึงแม้ว่าท่านยืนยันว่าท่านไม่ได้เอา ร่างข้อตกลงชั่วคราวเข้า แต่คําถามตรงนี้ในสภานี้เขาไม่ถามครับ ผู้ที่เป็นเจ้าของอํานาจ อธิปไตยเขาจะถาม ขอบคุณท่านประธานครับ

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านกรรมาธิการครับ

นายเจริญ คันธวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเจริญ คันธวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ขอกราบเรียนท่านสมาชิก ผู้ทรงเกียรติว่า ในวันนี้ในการพิจารณานี้ก็คือว่าเป็นการพิจารณาข้อศึกษาของคณะกรรมาธิการ เมื่อคณะกรรมการไปศึกษามาแล้วก็ทําความเห็นเสนอมาต่อรัฐสภา โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เรื่องข้อตกลงชั่วคราวนี้ถ้าหากว่าท่านสมาชิกผู้ทรงเกียรติจะดูให้ดูก็ดูตอนสุดท้ายของข้อ ๕ ว่าข้อตกลงชั่วคราวว่าด้วยปัญหาชายแดนบริเวณประสาทพระวิหารฉบับล่าสุดที่แนบมา กับบันทึกรายงานการประชุมเจบีซีไทย-กัมพูชา ซึ่งทั้ง ๒ ฝ่ายยังไม่สามารถตกลงกันได้ จําเป็นต้องเจรจาต่อไป ฉะนั้นไม่ได้ขอรับรองในคราวนี้ เพียงแต่แนบมาเท่านั้นเองนะครับ ขอกราบเรียนตรงนั้น

ประการที่ ๒ ก็คือว่าเดิมนั้นฝ่ายบริหาร ฝ่ายรัฐบาลขอให้เห็นชอบตาม มาตรา ๑๙๐ ของร่างบันทึกอันนี้ ทีนี้เมื่อคณะกรรมการไปศึกษามาแล้วก็เสนอต่อที่ประชุม เป็นเรื่องอํานาจของที่ประชุมว่าจะเห็นด้วยต่อฝ่ายบริหาร ฝ่ายรัฐบาลหรือไม่ ว่าจะรับรอง ตามมาตรา ๑๙๐ หรือว่าเห็นว่ามันไม่เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ เพียงแต่รับทราบเฉย ๆ ก็ย่อมเป็นอํานาจของสมาชิกที่จะพิจารณาต่อไปครับ

นายประสพสุข บุญเดช รองประธานรัฐสภา

เชิญท่านสุรชัยครับ

นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภา ชลบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะเลขานุการวิปวุฒิสภา ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ทางสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านพยายามค้นหาว่าในวาระนี้มันคือ มาตรา ๑๙๐ หรือการพิจารณาศึกษาโดยกรรมาธิการรัฐสภา แล้วขอความเห็นชอบ ในระหว่างพูดคุยกันนี้ซึ่งก็ยังไม่มีการชี้ชัดมา ซึ่งช่วงเช้าบางทีก็บอกว่ามาตรา ๑๙๐ แล้วก็บอกว่าขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา ผมได้พยายามดูเอกสารทั้งหมด ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าเราพูดว่าไม่ใช่เป็นมาตรา ๑๙๐ เป็นบันทึกการประชุม เราจะนําเข้ามาเสนอในรัฐสภาแห่งนี้ทําไม เราต้องกลับไปคิดใหม่นะครับว่าสิ่งที่เรานําเข้า ในเอกสารว่าการประชุมร่วมกันครั้งที่ ๕ และครั้งที่ ๖ เมื่อวันอังคารที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ และวันอังคารที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ พิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา จํานวน ๓ ฉบับ แล้วเราตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา แล้วนํามา รายงานต่อที่ประชุมแห่งนี้ ถ้าเช่นนั้นผมคิดว่าจะต้องมีญัตติขอเรื่องนี้กลับคืนไป ด้วยเหตุผลที่ผมดูเช่นนี้นะครับว่าในข้อ ๑๕ ในบันทึกเล่มนี้ เอกสารที่เรายกขึ้นมาดูกัน นะครับ บันทึกการประชุมนี้ได้รับการลงนามโดยจะต้องได้รับการยืนยันผ่านช่องทางการทูต ว่าด้วยดําเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายภายในของแต่ละฝ่าย ภายในของแต่ละฝ่าย ถ้าเราบอกว่าไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ ภายในของแต่ละฝ่าย เช่น ประเทศกัมพูชา กระบวนการ กฎหมายเราถึงตรงไหน ถ้าเป็นของไทยเรากระบวนการเราถึงตรงไหน แค่กระทรวงหรือเปล่า ยังไม่ถึงขั้นรัฐสภาแห่งนี้ที่ต้องพิจารณา ถ้าไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ นะครับ ที่กําหนดไว้สําหรับมีผล บังคับใช้ในการบันทึกการประชุมเสร็จสิ้นแล้ว สิ่งนี้ผมเองก็เห็นใจท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านก็ภารกิจมาก แล้วก็รวมทั้งท่านเองก็พยายามมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดน ระหว่างไทย-กัมพูชา แล้วก็ทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศเองก็ต้องเดินทางไปเจรจากับ ทางประเทศกัมพูชาในวันที่ ๗ วันที่ ๘ เมษายนที่จะถึงนี้ ถ้าเกิดกระทรวงการต่างประเทศ สามารถอธิบายได้ ชี้แจงได้ว่ากระบวนการกฎหมายของแต่ละฝ่ายนั้นเราได้ทําแล้ว ได้ครบกระบวนการแล้ว อันนี้ผมก็คิดว่าก็สามาถเจรจาต่อไปได้ เพราะไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ ถ้ามาตรา ๑๙๐ นี้ผมอยากจะเรียนให้ท่านทราบนะครับ ในมาตรา ๑๙๐ เขียนไว้ อย่างชัดเจนมากเลยครับว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่ นอกอาณาเขต เพราะว่าหนังสือสัญญานะครับ คําว่า สัญญา คือผมพยายามอ่านบันทึกตัวนี้ ไม่มีคําว่า สัญญา นะครับ เป็นเขตที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกตามพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตาม หนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง มีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณา ให้แล้วเสร็จภายในหกวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับเรื่อดังกล่าว อันนี้คือไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ ท่าน กรรมาธิการศึกษาก็บอกว่าไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ แต่ถ้าเป็นมาตรา ๑๙๐ เวลามันล่วงเลยไปถึง ๔-๕ เดือนแล้ว ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าต้อง ๖๐ วัน ในวรรคต่อไปยังบอกด้วยว่า ก่อนการ ดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล ต้องให้ข้อมูลนะครับ ต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าท่านจะไปเจรจาอะไรอีก ที่จะเกิดขึ้นในข้างหน้า และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจง ต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจา เสนอกรอบการเจรจามาว่ามันจะมีกรอบอะไรที่ไปเจรจากันต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย อันนี้คือการขอความเห็นชอบนะครับ เราไม่ใช่มารับรองบันทึกการประชุมกัน และยัง บอกด้วยว่าถ้าเกิดมีผลกระทบอะไรรัฐบาลก็ต้องเข้าไปเยียวยาหรือแก้ไขปัญหาอันนั้น อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นถ้าเราคิดว่าไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ ผมเองยังขอยืนยันว่าต้องให้กระทรวง การต่างประเทศหรือ ครม. ที่อนุมัติให้ยื่นญัตติเพื่อถอนรายงานพิจารณาการศึกษาอันนี้ ออกไป เพื่อไม่ให้การประชุมรัฐสภาเรานั้นมีความสับสนแล้วก็วุ่นวายนะครับ

แล้วอีกประการหนึ่ง ถ้าเรามามองว่าบันทึกฉบับนี้ ถ้าเราไปมองข้อบังคับ ของการประชุมรัฐสภานะครับ ท่านไปดูข้อที่ ๗๓ นะครับ เมื่อคณะกรรมาธิการได้กระทํา กิจการหรือพิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใดตามที่รัฐสภามอบหมายแล้วเสร็จให้รายงาน ต่อรัฐสภา อันนี้ผมก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการได้ระบุลงไปว่าท่านใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อที่ ๗๓ ในที่ประชุมรัฐสภา คณะกรรมาธิการมีสิทธิแถลงชี้แจงหรือแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การกระทําดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ในการนี้คณะกรรมาธิการจะมอบหมายให้บุคคลใดแถลง หรือชี้แจงแทนก็ได้เมื่อได้รับอนุมัติจากท่านประธาน อันนี้ก็คือได้ดําเนินการมาแล้วในช่วงเช้านี้ คราวนี้เราไปดูข้อ ๗๔ ข้อ ๗๔ บอกว่า ถ้าคณะกรรมาธิการเห็นว่ามีข้อสังเกต ที่คณะรัฐมนตรี ศาล หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องควรทราบหรือควรปฏิบัติ ให้บันทึกข้อสังเกตดังกล่าวนั้นไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาด้วย ในรายงานของในรัฐสภาเรานี่เป็นด้วยแล้วนะครับ คณะกรรมาธิการนั้นเอง ผมทราบว่า มีการทําเรื่องเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าบันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับนี้ เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ แต่ในนี้เท่าที่ผมพยายามอ่านดูก็ยังไม่พบว่าได้ระบุไว้ นะครับ แล้วในนี้ยังบอกต่อไปอีกว่า ในกรณีที่รัฐสภาเห็นด้วย คือเราไม่พูดว่าเห็นด้วยเลยนะ เราจะมาบอกว่าช่วยรับรองเพื่อที่จะให้กระทรวงการต่างประเทศนั้นไปพูดคุยอย่างมีพลัง มีศักดิ์ศรี ผมว่ารัฐสภาเองก็จะต้องขาดจุดยืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย อํานาจของ นิติบัญญัติ เราต้องคงสงวนไว้ ส่วนอํานาจบริหารจะทําเรื่องเข้ามาอย่างไร ในรัฐสภาแห่งนี้ ก็ต้องใช้รัฐธรรมนูญ กฎ ข้อบังคับของรัฐสภาเรามาดําเนินการต่อไป ในนี้บอกไว้อย่างนี้ว่า ในกรณีรัฐสภาเห็นด้วย ก็คืออยากจะให้กรรมาธิการได้ชี้ชัด แล้วก็ให้ทางท่านนายกรัฐมนตรี ได้ชัดเจนเลยนะครับว่าเรามาขอความเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ให้ประธาน รัฐสภาแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี ศาล ถ้าท่านส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญท่านก็ต้องแจ้งไปด้วย หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง เมื่อพ้นกําหนดระยะเวลา ๙๐ วัน เมื่อท่านได้เห็นชอบไปเมื่อวันที่ ๒๘ หรือวันที่ ๒๙ ที่เรา เห็นชอบกันนี่ เมื่อพ้นกําหนด ๙๐ วันประธานรัฐสภาส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ให้คณะรัฐมนตรีศาลหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องทราบ ให้ทราบว่า มันเป็นอย่างไรบ้าง และให้ศาลรัฐธรรมนูญให้คณะรัฐมนตรี ศาลหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบว่าได้ปฏิบัติตามข้อสังเกตนั้นประการใดหรือไม่ และยังคงต้องให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้ที่ประชุมรัฐสภาทราบในโอกาสแรกที่มีการประชุม รัฐสภา ฉะนั้นในขณะนี้เองผู้อภิปรายก็อภิปรายไป ความชัดเจนเราก็ไม่รู้เราจะชัดเจนไปทาง มาตรา ๑๙๐ หรือเราชัดเจนมาว่าเป็นการศึกษาตั้งคณะกรรมาธิการมาก็ต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๗๓ และ ข้อ ๗๔ ผมเองก็กราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการและคณะผู้บริหาร คณะรัฐมนตรีว่า เจตนารมณ์นี่ที่นําบันทึก ๓ ฉบับนี่เข้ามาให้ทางรัฐสภาพิจารณามันตรงกับ รัฐธรรมนูญข้อใด และมันตรงกับข้อบังคับรัฐสภาข้อใดบ้าง แล้วสมาชิกรัฐสภาเราได้ปฏิบัติ ถูกต้องแล้วหรือยัง แล้วเมื่อมาโหวตนี่เราจะโหวตในประเด็นอะไร อันนี้ต้องให้สมาชิก ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ มิฉะนั้นนี่ในขณะนี้เองนี่เพื่อนสมาชิกหลายท่านนี่ก็สับสนนะครับว่า จริง ๆ มันคืออะไรแน่ มันมาตรา ๑๙๐ หรืออย่างไร หรือศึกษาคณะกรรมาธิการศึกษาแค่ศึกษา พิจารณาแล้วก็มาแจ้งต่อที่ประชุมแห่งนี้ทราบ ฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการและคณะรัฐมนตรีช่วยตอบข้อสงสัยของกระผมด้วยครับ ขอบคุณครับ

(การประชุมได้ดําเนินมาถึงตอนนี้ นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา ได้กลับมาขึ้นบัลลังก์เพื่อดําเนินการประชุมต่อไป)
นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านเรวัติอยู่ไหมครับ ไม่อยู่ ก็ท่านทศพล เพ็งส้ม เชิญครับ

นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นนทบุรี 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้สภาแห่งนี้ ได้มีการนําเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสนอ รายงานผลการพิจารณาศึกษา ของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดน ไทย-กัมพูชามาพิจารณา เดิมทีเดียวนี่ยังคงไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมาธิการไปพิจารณาศึกษา การทํางานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน ที่จะกราบเรียนก็คือว่าตามที่ท่าน คณะกรรมาธิการได้พิจารณานั้นได้มีการสอบถามการศึกษาบันทึกการประชุม ของคณะกรรมาธิการว่าบันทึกการประชุมดังกล่าวนั้นตามที่จะมีการทําถึง ๓ ฉบับก็ดี หรือการศึกษารายงานก็ดีนี่ ทั้ง ๓ ฉบับที่เป็นหลักก็คือว่าไม่ว่าการศึกษาของร่างเฉย ๆ นี่นะครับ วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ที่เมืองเสียบเรียบก็ดี ร่างของวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ก็ดี หรือร่างที่ ๓ วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๒ ก็ดีนี่ก็คือเป็นการเกิดของเจบีซี ก็คือคณะกรรมการจัดการทําหลักเขตแดนโดยเฉพาะไทย-กัมพูชานั้น ข้อ ๒ ของบันทึก เอ็มโอยูนะครับหรือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา หรือเรียกสั้น ๆ ก็คือ เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ฉบับลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านประธานครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าการที่ข้อตกลงทั้ง ๓ ฉบับนั้นเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น เพราะมีการจะต้องพิสูจน์หลักเขตแดน ๗๓ หลักที่จัดทําขึ้นโดยคณะกรรมการปักปัน เขตแดนสยาม-อินโดจีน เมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๙ แล้ว ค.ศ. ๑๙๑๙ ซึ่งตามเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้น ได้วางแนวทาง นําอนุสัญญาว่าด้วยสยามกับฝรั่งเศส แล้วก็สนธิสัญญาระหว่างพระเจ้าแผ่นดินสยาม ในข้อ ข ของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ และโดยเฉพาะของข้อ ค ก็คือแผนที่ ตามที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปราย ที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่าทางคณะกรรมาธิการได้มีการนําแนวทาง หรือได้ศึกษาอนุสัญญาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการสํารวจเขตแดน ๗๓ หลักหรือไม่ เหตุผลก็คือว่า ๗๓ หลักที่เกิดขึ้นมานั้นก็คงเกิดขึ้นมาประมาณร้อยกว่าปีแล้ว เพราะเกิดขึ้น จากอนุสัญญา แต่ปรากฏว่าปี ๒๕๔๓ เป็นการกําหนดเอ็มโอยูขึ้นมาเพื่อให้ไปดูสิว่า ๗๓ หลักเกิดขึ้นอยู่ไหนบ้าง มีการสํารวจตรวจสอบเพื่อความชัดเจน ฉะนั้นเจบีซี จึงเกิดขึ้นมา เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วคณะกรรมการเจบีซีก็คงไปกําหนดแนวทางในการที่จะกําหนดว่า หลักไหนบ้างที่จะสํารวจ แล้วก็รับรองระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา แต่ที่ตั้ง ข้อสังเกตก็คือว่าในส่วนของหนังสือสัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดน ปิดท้ายหนังสือสัญญา ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ร.ศ. ๑๒๕ อยากเรียนถามท่านคณะกรรมาธิการครับว่าท่านได้ศึกษา ไหมว่าในข้อ ๓ ในข้อ ๓ เขาเขียนไว้ว่า กรรมการปักปันเขตแดนที่กล่าวไว้ในข้อ ๔ ผมอ่านย่อ ๆ นะครับว่า ของหนังสือสัญญาลงวันนี้ จะต้องทําการปักปันหมายเขตลงไว้พื้นที่ ตามเขตแดนไว้ในข้อ ๑ รัฐบาลฝรั่งเศสจะมีประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นพรมแดนที่ได้ตกลง กันไว้นี้แล้ว การแก้ไขเปลี่ยนแปลงกันนี้ถึงโดยว่าจะเกิดมีเหตุการณ์อย่างไรก็ดี จะต้องทํา ไม่ให้เป็นที่ล่วงล้ําเสียประโยชน์ของรัฐบาลสยามด้วย ตรงนี้ละครับที่ผมบอกว่าข้อกําหนด ต่าง ๆ ของคณะกรรมการที่ไปศึกษารายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจาณา ศึกษาบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ได้ศึกษาในประเด็นนี้ไหมว่า ในกรณีถ้าเกิดมีการแก้ไข เช่น ๗๓ หลักในการที่จะเปลี่ยนแปลงก็ดี ถ้าเกิดทําให้รัฐบาล ของสยาม ก็คือของประเทศไทยเสียหาย ทําไม่ได้ แต่ปรากฏว่าเท่าที่ดู ก็กราบเรียน ท่านคณะกรรมาธิการนะครับ ก็ยังไม่เห็นในประเด็นนี้ว่าในแนวทางที่ก่อนจะไปศึกษาเจบีซีนี่ ก็ควรจะไปศึกษาบันทึกหรือสนธิสัญญาทั้งหมดอย่างละเอียดก่อน เพราะว่านั่นคือต้นเรื่อง ทั้งหมด เมื่อร้อยกว่าปีเป็นมาอย่างไร จนกระทั่งมีกําเนิดคณะกรรมาธิการที่จะไปกําหนดเขตแดน แล้วคณะกรรมาธิการที่กําหนดเขตแดนนี่ละครับจะต้องมีมาตรฐานในการใช้การปักปัน เขตแดนจากสนธิสัญญา แต่ที่ตั้งข้อสังเกต ที่อยากจะถามท่านคณะกรรมาธิการตอบก็คือว่า ตามที่ศึกษามานั้นท่านจะดูนะครับว่าในหน้า ๓๒ นี้นะครับ ในข้อ ๑ ว่าคู่ภาคีจะปรับกําลังทหาร ออกจากวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระแล้วก็ในหน้าที่ ๖๙ ในข้อ ๑ เช่นเดียวกัน คู่ภาคีจะไม่คง กําลังทหารของแต่ละฝ่ายในวัด และโดยเฉพาะในหน้าที่ ๑๐๔ ในข้อที่ ๑ เช่นเดียวกัน ไม่คงกําลังทหารของแต่ละฝ่ายในวัด ที่อยากจะเรียนถามก็คือว่า ถ้าในกรณีทั้ง ๒ ฝ่าย ได้ปฏิบัติตามก็คือว่า คู่ภาคีลดกําลังทหารก็ดี หรือไม่คงกําลังทหารไว้ในข้อ ๑ ก็ดี ถือว่าเป็น การปฏิบัติตามข้อตกลงแล้วหรือไม่ เพราะเกิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติแล้วจะถือว่า มีการบังคับใช้บางส่วนได้หรือไม่ เป็นการยอมรับได้หรือไม่

อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ก็คือว่ามีการกําหนดเขตแดนอินโดจีนทั้งหมด ภายใต้สนธิสัญญา เมื่อสักครู่นี้ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ก็คือสนธิสัญญาระหว่าง กรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒ มีการปักเขตแดนทั้งหมด ทั้งประเทศอินโดจีนไม่ว่าในส่วนของประเทศลาวก็ดี ก็อยากจะเรียนถามท่านกรรมาธิการว่า ท่านได้ไปศึกษาไหมว่าระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวนั้นใช้การกําหนดเขตแดน ๑ ต่อเท่าไร ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็จะมีปัญหาทันที เพราะว่าในเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นั้นจะต้องนําแผนที่ แนวทาง ไม่ว่าจะตกลงด้วยวาจาหรือเอกสารก็ดีต้องมาใช้ด้วย แต่ถ้าเกิดว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ได้กําหนดไว้ชัดเจนว่าเอกสารทุกฉบับที่เกิดขึ้นภายใต้ (ก) (ข) และ (ค) ก็คือ เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้ตรงนี้อาจจะมีการตกลงทําสัญญากัน ไม่ว่าด้วยวาจาก็ดี หรือเอกสารก็ดี แล้วมีคนอ้างว่าเราก็ใช้อัตราส่วน หรือส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ กับประเทศลาวเหมือนกัน กับบริเวณอื่นของอินโดจีนเหมือนกัน แล้วเวลาใช้กับ ประเทศกัมพูชาเราไปใช้อีกอย่างหนึ่ง เราบอกเราไม่ใช้ตรงนี้ที่อยากจะเรียนถาม ท่านกรรมาธิการว่าถ้าในเมื่ออินโดจีนเราใช้ให้เหมือนกันเราจะตอบกับคนอื่นอย่างไรว่า เราจะเลือกปฏิบัติไหมว่าประเทศใดประเทศหนึ่งในอินโดจีน ในส่วนของเราเราใช้อัตรา ๑ ต่อบางส่วน หรือเราจะใช้อัตราส่วนแตกต่างกัน ตรงนี้ละครับที่อาจจะเป็นการ เคลือบแคลงสงสัยว่าที่ผ่านสนธิสัญญาในการปักปันเขตแดนนั้นเกิดขึ้นเราใช้มาตรฐาน เดียวกันหรือไม่ ก็ฝากท่านกรรมาธิการไปช่วยศึกษาเพิ่มเติม ถ้าเป็นไปได้ที่จะต้องดูว่า สนธิสัญญาทั้งหมดที่เกิดมาเพื่อมีเจบีซีขึ้นมานั้นมีแนวทางการปฏิบัติอย่างไร และถ้าเกิด มีการตกลงนอกเหนือจากที่กําหนดไว้ เช่น มีการถอนกําลังทหารจะถือว่าเป็นการปฏิบัติ ตามสัญญาแล้วหรือไม่ ขอบคุณท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

คุณฐิติมา ฉายแสง เชิญครับ

นางฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา 🔗

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัด ฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะ วันนี้หลายท่าน ได้มีโอกาสมาพูดถึงเรื่องของเขตแดนไทย-กัมพูชา ซึ่งดิฉันก็ถือโอกาสนี้เป็นผู้หนึ่ง ที่จะอภิปรายเรื่องนี้ด้วยค่ะท่านประธาน ท่านประธาน เมื่อสักหลายสัปดาห์ก่อน เราจะได้ยินเรื่องที่ท่านผู้นําประเทศกัมพูชา ท่านสมเด็จฮุนเซน ท่านได้กล่าว ว่าท่านจะนําเรื่อง ปราสาทพระวิหารนั้นขึ้นสู่ศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง ด้วยความเข้าใจของท่าน ท่านพูดต่อไปว่า เป็นเพราะท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ท่านพูดกํากวม กํากวมเรื่องของปราสาท พระวิหารที่ท่านเคยพูดไว้เมื่อวันที่ ๒๖ มิถุนายน ๒๖๖๑ ตอนที่ท่านเป็นผู้นําฝ่ายค้านในสภา ท่านพูดว่าปราสาทคืออาคารคือของของประเทศกัมพูชา คือตัวปราสาทเป็นของ ประเทศกัมพูชา แล้วท่านก็ไม่ได้พูดอย่างอื่นต่อจากนั้นอีกเพื่อที่จะชัดเจน เพราะฉะนั้น จึงทําให้พี่น้องประชาชนหลายคนได้เข้าใจว่าพื้นดินใต้ปราสาทก็เป็นของประเทศไทย นี่ทําให้ คนสับสนอย่างนี้ได้ เพราะฉะนั้นในตรงนี้เนื่องจากนายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชารู้สึกว่า กํากวมจึงจะนําเรื่องสู่ศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง แล้วนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์เองก็ยืนยันหลายครั้ง หลังจากที่เป็นนายกรัฐมนตรีแล้วด้วยว่าท่านยืนยันคําพูดของท่าน เพราะฉะนั้นในตรงนี้ เมื่อประเทศกัมพูชารู้สึกไม่แน่ใจจึงจะนําสู่ศาลโลก จึงทําให้เรื่องนี้ดิฉันเป็นห่วงเป็นใยว่า มันคงเป็นเรื่องใหญ่ แล้วก็เกิดคําถามมากมาย มีประชาชนฝากถามมาหลายคําถามทีเดียว คําถามหนึ่งซึ่งเป็นคําถามที่มันก็ตรง ๆ นะคะท่านประธาน ถามว่า ท่านนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์ท่านยอมรับคําตัดสินของศาลโลกปี ๒๕๐๕ หรือไม่ มีคนถามแม้กระทั่งคําถามนี้ นะคะ ที่ศาลโลกได้พิพากษาบอกว่า เดอะ เทมเพิล ออฟ เปรียะ วีเฮียร์ วอส อิท ดู แอคเทด อิน เดอะ เทอริทอรี่ อันเดอร์ เดอะ เซฟเวอเรนที ออฟ แคมโบเดีย (The temple of Preah Vihears was it do acted in the territory under the severalty of Cambodia) คือประสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่บนดินแดนภายใต้อธิปไตยของประเทศกัมพูชา จึงเป็นคําถามแรกที่ดิฉันอยากจะฝากผ่านทางท่านประธานถามไปยังท่านนายกรัฐมนตรีว่า สรุปแล้วท่านยอมรับคําตัดสินของศาลโลกหรือไม่ แล้วถ้าท่านยอมรับคําตัดสินของศาลโลก ก็อยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์นั้นพูดให้ชัดเจนไปเลยค่ะ ชัดเจนไปเลยว่า ที่ดินใต้ปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศไทยหรือไม่ คนในสังคมนี้จะได้ไม่ต้องมาสงสัย หรือกังขากับเจตนาของท่านนายกรัฐมนตรีหรือไม่ต้องมาสงสัยกับความเข้าใจ ของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์อีก ขอให้ตอบชัดเจนเสีย ทีนี้ถ้าทางประเทศกัมพูชา ท่านประธาน นําเรื่องนี้สู่ศาลโลกจริง ๆ เลยนะคะ เพราะเขาคิดว่าคําพูดของนายกรัฐมนตรี อภิสิทธิ์นั้นกํากวม ถ้ามันขึ้นไปสู่ศาลโลกจริง ๆ ดิฉันอยากจะถามท่านนายกรัฐมนตรี อีกเหมือนกันว่า ท่านรู้ไหมว่าประเทศกัมพูชาเขาจะใช้แผนที่ของประเทศไหน จะใช้แผนที่ ของประเทศไทยหรือของประเทศกัมพูชาและประเทศไทยเองจะเสียเปรียบหรือได้เปรียบกันแน่ ท่านประธานค่ะ ดิฉันเองเป็นห่วงมาก ดิฉันไม่อยากให้ประเทศไทยแพ้ ไม่อยากให้ ประเทศไทยเสียเปรียบใด ๆ เลย แล้วดิฉันจะเป็นห่วงมากขึ้น ถ้าการนําเรื่องปราสาท เขาพระวิหารนั้นทางประเทศกัมพูชาเอาพื้นที่รอบ ๆ ปราสาทไปสู่ศาลโลกด้วย จะเป็นห่วงมากขึ้น ถามว่าประเทศไทยเราจะมีหลักฐานอะไรเพิ่มเติมนอกจากสนธิสัญญาที่จะไปต่อสู้ ในศาลโลก แล้วทําให้ประเทศไทยไม่เสียดินแดน ท่านมีไหม เพราะฉะนั้นเมื่อเรามาพูดกัน ถึงตรงเรื่องเกี่ยวกับเขตแดนไทย-กัมพูชา ดิฉันจึงอยากจะขอให้ทางรัฐบาลไม่ว่าจะเป็น ท่านนายกรัฐมนตรีก็ดี กระทรวงการต่างประเทศก็ดี กรมสนธิสัญญาหรือหน่วยงานใด ก็แล้วแต่ที่เกี่ยวข้อง คงต้องรีบเร่งตั้งรับให้ดี ตั้งรับให้ดีว่าเรื่องใหญ่มันอาจจะเกิดขึ้นได้ ในอนาคต เพราะทําความไม่แน่ใจไว้ให้กับทางประเทศกัมพูชาด้วย นายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ส่วนเรื่องวันนี้เป็นเรื่องที่สภาจะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบหรือจะรับทราบ หรือจะให้ทางคณะกรรมาธิการร่วมนั้นกลับไปทําใหม่ อย่างไรนั้นก็คงเป็นดุลยพินิจ ของรัฐสภา แต่ตัวดิฉันเองคิดว่ารัฐสภาเราไม่มีอํานาจ เพราะอํานาจของรัฐสภาดูได้ ที่มาตรา ๑๓๖ ของรัฐธรรมนูญชัดเจนว่าไม่ได้พูดถึงเรื่องที่เรากําลังพูดกันนี้อยู่เลยนะคะ เรื่องรายงานผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ขอบคุณค่ะ ท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

กรรมาธิการอยากจะชี้แจง เชิญครับ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก กรรมาธิการ 🔗

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก กรรมาธิการ ขอชี้แจงข้อสังเกตของท่านสมาชิก ในบางประการนะคะ ส่วนประเด็นทั้งหมดจะขอตอบในภายหลัง แต่ว่าตามที่ท่าน ส.ส. ทศพล เพ็งส้ม ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ได้สอบถามมาทางกรรมาธิการว่าได้ศึกษา ถึงสนธิสัญญาต่าง ๆ หรือเปล่า แล้วก็เชื่อมโยงไปถึงเอกสารที่อยู่ในรายงานเอกสารผล การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ในหน้า ๓๒ แล้วหน้า ๑๐๔ ที่พูดถึงการถอนทหารนั้น ต้องขอเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้ค่ะ ว่าเนื่องจาก หน้า ๓๒ และหน้า ๑๐๔ นั้นเป็นเอกสารของข้อตกลงชั่วคราวนะคะ ซึ่งต้องเรียนย้ําว่าข้อตกลง ชั่วคราวนี้ยังไม่ได้ข้อยุติในการประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ครั้งที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการที่ได้ไป ทําการศึกษาจึงไม่ได้พิจารณาในเรื่องเกี่ยวข้องกับการถอนทหาร เพราะว่าข้อตกลงชั่วคราวนี้ ยังไม่ได้ข้อยุติ แล้วไม่ได้มีการเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้เพื่อขอความเห็นชอบแต่ประการใด ต่อข้อสงสัยของเพื่อนสมาชิกหลายท่านนะคะ ที่ถามว่าเรากําลังเดินหน้าไปปักปัน เขตแดนใหม่หรือเปล่า ก็ต้องขอเรียนอย่างนี้ค่ะ ว่าการปักปันเขตแดนได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว ร้อยกว่าปีนะคะ ส่วนในพื้นที่ ๑๙๕ กิโลเมตร ที่ถามว่าทําไมต้องไปสํารวจกันใหม่ ในเมื่อมีข้อความทางประวัติศาสตร์ได้เขียนว่าให้ยึดเส้นสันปันน้ํา ในที่นี้ก็คงไม่มีใคร เกิดทัน สมัยเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้วนะคะ การศึกษาข้อมูลในอดีตจึงเป็นสิ่งที่สําคัญ แต่อย่างไรก็ตามดิฉันก็ไม่อยากให้ท่านสมาชิกด่วนสรุปว่าสิ่งที่ได้บันทึกไว้ในอดีตเป็นสิ่งที่ ถูกต้องเสียทั้งหมด เพราะว่าสิ่งที่สําคัญไปกว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็คือการลงพื้นที่ จริงนะคะ สําหรับพื้นที่ ๑๙๕ กิโลเมตรที่เราคาดกันว่าจะเป็นสันปันน้ําที่อยู่ชิดขอบหน้าผา ในลักษณะภูมิประเทศจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นนะคะ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานนําเสนอภาพ เพื่อประกอบการชี้แจงค่ะ

(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)

ขอนําเสนอภาพแรกเลยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันเชื่อว่าท่านสมาชิกทั้งหลายคงคุ้นเคยกับภาพหน้าผา แล้วก็ ภาพปราสาทเขาพระวิหารตรงนี้เป็นอย่างดี ถ้าพื้นที่ระยะทาง ๑๙๕ กิโลเมตร เป็นแนวหน้าผาแบบนี้ทั้งหมดเราก็คงไม่ต้องเสียเวลาไปสํารวจและจัดทําหลักเขตแดน กันใหม่หรอกค่ะ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะจากการที่คณะกรรมาธิการ ของดิฉันได้ไปสํารวจแล้วก็ลงพื้นที่จริงก็ได้เห็นข้อเท็จจริงบางประการที่จะขอนําเสนอ ในภาพต่อไปค่ะ

ขอภาพต่อไปเลยค่ะ ภาพนี้นะคะถ้าดูด้วยตาเปล่าแบบนี้ก็คงจะคิดว่า มันเป็นพื้นที่ราบเราเดินอยู่บนถนน อันนี้เป็นภาพที่เรากําลังเดินจากถนนเข้าไปสู่ หลักเขตที่ ๑ ตรงบริเวณช่องสะงํา อันนี้เรากําลังเดินเข้าป่า ถ้าเราบอกว่าเรายึดสันปันน้ํา ใช่ค่ะเรายึดหลักสนธิสัญญาอนุสัญญายึดสันปันน้ําเป็นเส้นแบ่งระหว่างประเทศไทย กับประเทศกัมพูชา แต่จากภาพนี้ท่านคิดว่าสันปันน้ําอยู่ที่ไหนคะ มันมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันเห็นชัด มันอยู่ติดขอบหน้าผาอย่างที่เราเข้าใจหรือเปล่ามันก็คงไม่ใช่

ขอภาพต่อไปค่ะ นี่ก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ ๑๙๕ กิโลเมตรที่ยังไม่มีการปักหลักเขตแดนนั้นบางส่วนเป็นพ้นที่ราบ

ขอภาพต่อไปค่ะ อันนี้เป็นภาพหลักเขตที่ ๑ ด้านนี้ ประเทศกรุงสยาม ที่เห็นชัดอยู่นี้ก็คือแสดงให้เห็นว่าตรงนี้เป็นบริเวณพื้นที่ของเขตแดนประเทศไทย ด้านตรงข้ามก็จะเป็นภาษากัมพูชา ก็แสดงว่าเรากําลังหันหน้าไปยังประเทศกัมพูชา

ขอภาพต่อไปค่ะ จะเห็นนะคะว่าหลักเขตที่ ๑ ทางซ้ายของดิฉันนะคะ เป็นหลักเขตที่ ๑ แล้วจะไล่ไปยังหลักเขตที่ ๒ ไปทางทิศตะวันตกไปถึงจังหวัดตาก คือหลักเขตที่ ๓ แต่ไปทางขวาคือทิศตะวันออก ไปทางปราสาทเขาพระวิหารมันยังไม่มี หลักเขตค่ะ เราบอกว่าจากหลักที่ ๑ ไปทางตะวันออกแบ่งกันด้วยสันปันน้ํา ซึ่งจะแบ่ง ตรงไหนคะ ท่านจะลากไปตรงไหนให้ไปถึงหน้าผาคะ ถูกต้องค่ะ การสํารวจและจัดทํา หลักเขตแดนตามข้อตกลงเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เรายึดหลักอนุสัญญาและสนธิสัญญาที่ได้ทํากันไว้ เราใช้สันปันน้ําประเทศกัมพูชาก็ใช้สันปันน้ํา ประเทศไทยก็ใช้สันปันน้ํา จากหลักเขตที่ ๑ ไปทางตะวันออกไปจนสุแนวเทือกเขาดงรัก จังหวัดอุบลราชธานี บางส่วนที่มีหน้าผาคมชัด สันปันน้ําเราเห็นได้ชัด แต่จากหลักตรงนี้ไปท่านจะลากอย่างไรคะ ลากไปตรงไหนให้ถึง หน้าผามันจะแบ่งกันอย่างไร และ ณ ขณะที่เราลงพื้นที่ไปสํารวจมันเนื่องจากว่ามันเป็นพื้นที่ราบ ทางฝ่ายไทยก็เดินขึ้นไปได้ ฝ่ายกัมพูชาก็เดินขึ้นมาได้ ถ้าไม่มีทําการสํารวจอย่างชัดเจน ก็อาจจะข้อพิพาทได้ในอนาคตนะคะ ดิฉันยังมีข้อมูลรายละเอียดที่เนื่องจากว่าไม่ได้ทําภาพ เป็นเพาเวอร์พอยท์ (Power Point) ต้องขออภัยท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่ไม่อาจจะ นําเสนอขึ้นจอได้ แต่ว่าในมือของดิฉันนี่นะคะเป็นลักษณะภูมิประเทศบริเวณเทือกเขา พนมดงรักจากหลักเขตที่ ๑ อําเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ถึงช่องบก อําเภอน้ํายืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งระยะทางโดยประมาณเขียนว่า ๑๙๖ กิโลเมตรอันนี้เป็นข้อมูลจาก กรมแผนที่ทหาร โดยภาพคร่าว ๆ นี้นะคะจะเห็นว่าลักษณะเขตแดนไทย-กัมพูชา ตรงเทือกเขาดงรัก จริงอยู่มันเป็นหน้าผาในบางส่วน แต่มันยังเป็นพื้นที่ค่อนข้างราบ คือสันปันน้ํากว้างเรามอง ไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นระยะทาง ๒๐ กิโลเมตร จาก ๑๙๕ กิโลเมตร มีลักษณะ เป็นพื้นที่ค่อนข้างลาดชันทั้ง ๒ ฝ่าย อีก ๑๑๕ กิโลเมตร เป็นสันปันน้ําอยู่ชิดชอบหน้าผา ๕๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นจามความเชื่อที่ว่าเขตแดนไทย กัมพูชาบริเวณ ๑๙๕ กิโลเมตร แบ่งกันได้โดยธรรมชาติโดยใช้หน้าผาจาก ๑๙๕ กิโลเมตร มันเป็นหน้าผาที่คมชัดเพียง ๕๐ กิโลเมตร แล้วที่เหลือเราจะทําอย่างไรค่ะ เราอยากจะสร้างความชัดเจนอย่างไร บนพื้นฐานของการสํารวจและการจัดทําหลักเขตแดนในครั้งปัจจุบันนี้เราตั้งอยู่บนพื้นฐาน การเจรจาหาข้อยุติ ไม่ได้เป็นการยอมรับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทุกขึ้นตอนจะต้องดําเนินการไป พร้อม ๆ กัน จากการเจรจาว่าเราจะมีการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนอย่างไร มีการ ตกลงในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เราได้มีการดําเนินการที่จะร่างแผนแม่บทซึ่งเป็นข้อหนึ่ง ก็คือ ข้อ ๓ ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่ระบุไว้ว่าจะต้องมีการจัดทําแผนแม่บทและข้อกําหนดอํานาจ หน้าที่ในการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบกร่วมกัน ซึ่งในข้อนี้ทางคณะทํางานเจบีซีก็ ไปกําหนดร่วมกับทางฝ่ายกัมพูชาเป็นแผนแม่บท ๕ ข้อ หรือว่าทีโออาร์ ปี ๒๕๔๖ ข้อ ๑ คือการสํารวจหลักเขตแดนที่เคยทําไปในอดีต และในปี ๒๕๔๙ ก็ได้มีการดําเนินการ เพื่อสํารวจหลักเขตแดนไปแล้ว ๔๘ หลัก มีเห็นพ้องต้องกันบ้าง เห็นต่างกันบ้าง แต่ก็ยังมี ในส่วนหลักเขตที่ ๑ ถึงหลักเขตที่ ๒๒ ยังไม่ได้ดําเนินการสํารวจ ในขั้นตอนซึ่งกําหนด ไว้ในแผนแม่บทหรือทีโออาร์ ๒๕๔๖ ได้กําหนดไว้ว่าจะต้องมีการไปดําเนินการจัดทําแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ การระบุแนวที่จะสํารวจ การลงพื้นที่จริงและการปักหลักเขตแดนจริง ซึ่งกระบวนการในการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนนี้ก็ได้ระบุและได้กําหนดไว้แล้ว ในทีโออาร์ ๒๕๔๖ ๒๕๔๙ ก็ไปดําเนินการจริงในขั้นตอนที่ ๑ เจบีซี ๓ ครั้งที่ผ่านมาก็เป็น การดําเนินการตามทีโออาร์ ๒๕๔๖ ซึ่งได้มีการดําเนินการไปแล้วในอดีต เพราะฉะนั้นดิฉัน ต้องขอสรุปเบื้องต้นว่าความจําเป็นที่คณะกรรมาธิการเจบีซีจะต้องทําการสํารวจพื้นที่ ใน ๑๙๕ กิโลเมตร ที่มีคาถามว่าทําไมต้องไปสํารวจกันใหม่ ก็เป็นด้วยเหตุว่าในบางพื้นที่ นั้นสันปันน้ํามันไม่สามารถแสดงตนให้เห็นได้ด้วยตัวมันเองถ้าอยากจะรู้ว่าสันปันน้ําอยู่ไหน จึงต้องดําเนินการสํารวจค่ะ ขอบคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านชรินทร์ หาญสืบสาย เชิญครับ

นายชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภา ตราด 🔗

ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เองกระผมก็ค่อนข้างจะโล่งใจไปมากนะครับ เพราะเมื่อคืนนี้ฟังวิทยุของเอเอสทีวี ได้มีการสาปแข่งไว้ว่าถ้าวันนี้สมาชิกรัฐสภาใครก็ตามทีโหวตรับเจบีซี ๓ ฉบับนี้ ก็ขอให้ มีอันเป็นไป น่ากลัวมากก็แล้วกันนะครับ ส่วนใครที่ไม่รับก็ให้มีความสุขความเจริญนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งที่ในวาระการประชุมวันนี้ไม่ได้บอกว่าให้รับ หรือไม่รับนะครับ ตามวาระการประชุมที่ ๓ เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งรายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมการศึกษาพิจารณาศึกษาบันทึกเจบีซี ทั้ง ๓ ฉบับ ถ้าตามนี้แล้วเราก็ต้องพิจารณาศึกษา ปัญหาคือว่าจะให้พิจารณา รับรองหรือว่าเห็นชอบ หรือว่าเพื่อทราบเฉย ๆ คือก็ต้องขอตั้งข้อสังเกตเลยครับ ที่ผ่านมาวาระการประชุมของรัฐสภาก็ตาม หรือของวุฒิสภาก็ตามไม่ได้บอกว่าเพื่อทราบ หรือเพื่อพิจารณา อย่างปกติวาระการประชุมของทั่ว ๆ ไปของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ หรือบริษัทเอกชนก็ตาม มันก็ต้องบอกว่าจะพิจารณาและเพื่อทราบ อันนี้ตั้งข้อสังเกตนะครับ แต่ถ้าพิจารณาจากรายการศึกษาทั่วไปของวุฒิสภาที่ผมคุ้นเคยโดยมากก็เพื่อให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่าจากที่ได้ฟังรายงานจากคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาเรื่องนี้ซึ่งนําโดยท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ ดูจากที่สรุปตอนท้ายก็เพียงแต่ บอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ก็เพียงแต่ว่าอยากจะให้ประสงค์เพื่อแจ้ง ให้ทราบถึงพัฒนาการในการเจรจาเกี่ยวกับร่างข้อตกลงชั่วคราวไม่ได้ขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อทางรัฐสภาได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการไปศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการเองก็บอกว่าไม่ได้มาขอความเห็นชอบ ระเบียบวาระการประชุม ก็น่าจะระบุไปให้ชัดเจนเลยอันนี้ก็จะทําให้การพิจารณาต่าง ๆ ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ถ้าเราไม่เห็นชอบตอนนี้อีกหน่อยก็จะเห็นชอบหรือเปล่าก็ยังไม่ค่อยชัดเจน นะครับ เมื่อคํานึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเรื่องนี้ได้มีการเห็นชอบกรอบข้อตกลงตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ แล้ว ผมก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าทําไม ๒ ปีที่ผ่านมาจะมีความพยายามที่จะมา ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาอีก เพราะว่าสามารถที่จะตีความเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายได้ ก็คือว่าเป็นเรื่องที่เก่าตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิมไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าเป็นเรื่องใหม่ ก็แน่นอนครับในเมื่อทางกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าเรื่องเหล่านี้ควรจะต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อนก็เป็นสิ่งที่ชอบที่จะทําได้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจรจา มาแล้วตั้งหลายครั้งซึ่งผลการประชุมจะเป็นอย่างไรนั้นกรรมการก็ได้ศึกษาออกมาแล้วก็มี ข้อสรุปหลายข้อที่เสนอในรัฐสภาในวันนี้ซึ่งก็มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเหมือนกันว่า จากข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการดังกล่าวก็ไม่ได้บอกว่ามีความผิดพลาดแต่อย่างใดเลย นะครับ อย่างเริ่มจากข้อ ๑ ที่บอกว่าบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู เป็นเพียงข้อตกลง ที่จัดทําขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาระดับทวิภาคีและเป็นการแสวงหาความร่วมมือ กันโดยสันติ แล้วก็ไม่มีถ้อยคําใดนี้เลยที่ว่าเราจะไปยอมรับแผนที่มาตรา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ตรงนี้ก็ยิ่งชัดเจนใหญ่เลยว่าสิ่งที่กระผมและหลายคนเข้าใจก็ได้ถูกต้องแล้ว คือในประเด็นนี้ ผมค่อนข้างมีความเชื่อมั่นในข้าราชการประจํา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกว่าจะรับราชการแต่ละคนเข้ามาไม่รู้ท่านทราบหรือเปล่าว่ากระบวนการรับต้องเอาคนที่ ไบรท์จริง ๆ มีความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างดี สอบแล้วสอบอีกกว่าจะได้เข้ามา แล้วกว่าจะ เจริญเติบโตขึ้นมาจนเป็นอธิบดีเป็นปลัดกระทรวงนั้นแต่ละคนมีประสบการณ์มากมาย ถ้าหากว่าหัวหน้าคณะผู้แทนไทยที่ไปเจรจาเรื่องนี้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเรื่องแผนที่ เรื่องเขตแดนต่าง ๆ ซึ่งควรจะประกอบด้วยหลายฝ่ายหน่วยงานนะครับ ผมจึงคิดว่า ถ้าหากว่าคณะผู้แทนไทยมีความเห็นว่าที่เราไปทําเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ก็ดี หรือว่าทําเจบีซีฉบับ ๑ ๒ ๓ ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ทําให้ใครเสียเปรียบมันก็เป็นสิ่งที่เราควรจะเชื่อ แต่ว่าผมก็เข้าใจดีนะครับว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะด้วย เหตุใดก็ตามไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้ เพราะฉะนั้นก็จุดประกายเรื่องนี้ขึ้นมาจนชาวบ้านนั้น ซึ่งที่จริงแล้วไม่ควรจะต้องมารับรู้อะไรมากมายแต่ก็ต้องมารับรู้แล้วก็สงสัยเหมือนกันว่า สิ่งที่รัฐบาลกําลังทําขณะนี้จะทําให้ประเทศไทยเสียดินแดนหรือไม่ ในหลักการการทํางาน ทุกอย่างในโลกนี้ ทุกคนไม่สามารถที่จะรู้หรือว่าเก่งทุกอย่างได้ เราก็ต้องให้คนแบ่งงานกันทํา กระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ดูแลเรื่องการต่างประเทศ กรมแผนที่ของ ประเทศไทยเราก็ต้องมอบหมายความไว้วางใจให้เขาไป เขาไปเจรจาเสร็จแล้วถ้าเกิดทําให้ เราเสียดินแดนก็ถือว่าเป็นความซวยของประเทศชาติเราก็ต้องยอมรับ แต่กระผมมีความ เชื่อมั่นว่าในการเจรจากับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เล็กกว่าอย่างประเทศกัมพูชา ตัวเราใหญ่กว่าแล้วเราไปเจรจาเสียเปรียบเขาได้อย่างไรล่ะครับ การเจรจาก็ต้องมีการต่อรอง มีการคุยกันทีละประเด็นจะต้องเอาข้อตกลงเก่า ๆ ที่กรรมการพิจารณาเขตแดนทั้งหลาย ที่พิจารณาไปแล้วเอาผลงานมากางบนโต๊ะมาดูกัน รวมททั้งแผนรที่ต่าง ๆ จะทําสมัยไหน ก็ตามที่มันจะเกี่ยวข้องเราพูดด้วยเหตุด้วยผม ถ้าเราคิดว่าเราสู้เขาไม่ได้เราก็ต้องยอม เราก็ต้องเป็นนักกีฬาเหมือนที่ศาลโลกตัดสินไปเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๕ แล้ว เมื่อแพ้เราก็ต้องรู้จักแพ้ แต่แพ้ไปแล้วเราจะทําอย่างไรถึงจะอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างสันติ ตลอดไป แต่อย่าลืมนะครับว่าอย่างไรก็ตามประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาหรือประเทศลาว ประเทศพม่าก็ตาม เป็นเพื่อนบ้านที่เราจะต้องอยู่ด้วยกันชั่วนาตาปี มันก็ต้องอยู่ด้วยกันสันติ ถ้าเราไปเลิกล้มเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็ดีหรือว่าไม่ให้มีการเจรจาเจบีซีกันต่อไปอย่างที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดไปแล้วว่าเรื่องนี้ก็ต้องเป็นขึ้นสู่สหประชาชาติและอยากจะให้เป็นเช่นนั้น หรือ เราควรจะเจรจากัน ๒ ฝ่าย มิฉะนั้นก็มีทางเดียวครับไม่สนใจสหประชาชาติแล้วก็ยก กองทัพเข้าจัดการเสียเลยโดยถือว่าเรามีอํานาจเหนือกว่า ซึ่งมันไม่ใช่วิธีการที่เราควร จะพึงกระทําเลยนะครับ เพราะฉะนั้นในข้อสังเกตข้อ ๑ ของคณะกรรมาธิการทํามานั้นผมว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว คือเราต้องคิดว่าเมื่อเราไม่ได้เสียเปรียบหรือไม่ทําให้ประเทศไทย เสียดินแดนถึงขนาดนั้นเราก็ต้องยอมครับ เราก็ต้องปล่อยให้คณะผู้แทนไทยเราก็ ดําเนินการต่อไป

อีกข้อหนึ่งนะครับในที่เรียกว่าขณะนี้การเจรจาจัดทําเขตแดนหลักเขตแดน ระหว่างไทย-กัมพูชา ได้ดําเนินการอยู่ในรูปแบบที่เป็นทางการมาหลายครั้งแต่ยังไม่สามารถ บรรลุข้อตกลงกันได้ก็จะเห็นว่าควรจะใช้รูปแบบที่แปลกออกไป เช่นมีการพูด เป็นการ พบปะกันแบบเรื่องกลาง ๆ ระหว่างผู้นําประเทศหรือว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูง อาจจะเป็น กระทรวงกลาโหมต่อกระทรวงกลาโหม หรือกระทรวงการต่างประเทศต่อกระทรวง การต่างประเทศ คือต้องคุยกันแบบไม่เป็นทางการให้มากขึ้น อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะ ที่ทางรัฐบาลก็น่าจะนําไปปฏิบัติรับฟังต่อไปนะครับ เรื่องการเยียวยาก็ว่ากันไป

อีกข้อหนึ่งในข้อที่ ๔ กรณีการกล่าวปราศรัยเปิดประชุมเจบีซี ครั้งสุดท้ายที่ประเทศกัมพูชาโจมตีประเทศไทยอะไรนะครับ แล้วเราไม่ได้ไปต่อสู้หรือโต้ กลับไปนะครับ อันนี้ก็อาจจะเป็นความผิดพลาดของฝ่ายไทย แต่จะผิดพลาดหรือเปล่า ก็ไม่ทราบแน่นะครับ เพราะบางทีเราคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ปล่อยเขาว่าไป แต่ในเมื่อทางคณะกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้มาคณะกรรมาธิการแนะนําว่าควรจะต้องทํา อะไรบ้าง แล้วก็ต้องไปโต้ในคราวต่อไปผมก็เชื่อว่าทางประเทศกัมพูชาคงไม่พูดครั้งเดียวคงจะ พูดอีกครั้ง เพราะฉะนั้นต่อไปเราก็ต้องโต้เขาให้หนักขึ้น แต่ผมฟังดูจาก อ่านจากรายงานต่าง ๆ นี่นะครับ รายงานการประชุมของเจบีซีทั้ง ๓ ครั้งเป็นการถ้อยคําที่ประสานการทูต ที่เต็มไปด้วยความสุภาพ ภาษาดอกไม้ ฉะนั้นจากการโต้ตอบกลับไปก็คงจะต้องใช้ภาษา ดอกไม้เช่นเดียวกัน คือโดยสรุปแล้วในเรื่องดังนี้กระผมคิดว่ารัฐสภาของเราก็คงจะต้อง ไม่ให้ความเห็นชอบเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ อาจจะให้ความเห็นชอบเห็นด้วยกับข้อสังเกต และข้อเสนอแนะของกรรมการที่ศึกษามาก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วการที่จะ ขอความเห็นชอบในเรื่องเช่นนี้จําเป็นหรือเปล่า ผมคิดว่าถ้ามันไม่เข้าข่ายความรับผิดชอบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แล้วเราก็ไม่ควรจะต้องให้ความเห็นชอบอะไร อย่างที่ผม ได้กล่าวแต่แรกแล้วครับว่า เมื่อเราได้มอบหมายให้คณะกรรมการเขาศึกษา คณะผู้แทนไทย คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทยกับกัมพูชา เขาเจรจาเราก็ปล่อยเขาเจรจาต่อไป เพียงแต่ว่า อาจจะต้องรายงานให้รัฐสภาทราบเป็นครั้งคราวถึงความคืบหน้าต่าง ๆ แล้วผมก็ขอยืนยัน ว่าเราคงจะต้องเชื่อความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จริงอยู่นะครับนักประวัติศาสตร์บางคนที่ไม่ได้ อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เทพมนตรี อาจารย์หลาย ๆ ท่านที่พูดอยู่ใน ทีวีพันธมิตรทุกวันนี้นะครับเขาก็คงเก่งนะครับ แต่ทําไมไม่ทําความเข้าใจกันไปพบ อย่างไม่เป็นทางการ คือไม่ต้องประกาศให้ใครรู้ว่าจะพบกันเอาพูดกันด้วยเหตุด้วยผลว่าเขา รักชาติไหม เราก็รักชาติ รัฐบาลก็รักชาติ ไม่มีใครรักชาติมากกว่าใครหรือว่าไม่มีใคร ที่ไม่รักชาติเลย ถ้า ๒ ฝ่ายได้คุยกันด้วยเหตุด้วยผล คือฟังดูจากรัฐบาลเราก็เคลิ้ม ก็เชื่อว่า สิ่งที่รัฐบาลทําอยู่ขณะนี้ถูกต้องแล้วดีแล้วถ้าขืนเราไปเบี้ยวไม่ยอมประชุมเจบีซีอีกต่อไปแล้ว ก็ฉีกเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไปมันก็อาจจะเป็นเรียกว่าฝ่ายประเทศกัมพูชาเขาอาจจะชอบอย่างนั้น ก็ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยควรจะต้องหันหน้ามาคุยกันอย่าง จริงจังว่ารัฐบาลต้องไปเจรจาเพื่อสันติภาพที่ถาวรระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา และยังจะมีประเทศพม่ามีกับประเทศลาวอะไรอีกนี่นะครับเราไม่ควรจะมารบกันในประเทศ ประเทศไทยคนไทยไม่ควรจะแตกแยกกันไปกว่านี้ คือถ้าหากว่าข้างในเราไม่มีความแตกแยกกันมากกว่านี้ ปัญหาที่เกิดขี้นก็น่าจะคลี่คลายด้วย นะครับ ขณะนี้หลายท่านได้พูดไปแล้วเมื่อเช้านะครับว่า เวทีทุกวันนี้ประเทศต่าง ๆ ในโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เราจะไปนึกว่ามันเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมันไม่ได้แล้ว ว่าถ้าเราไม่พอใจเราก็จะใช้กําลังเข้ายึด นานาชาติ เขาไม่ยอมรับหรอกครับ มีทางเดียวเราต้องเจรจากัน พูดกันด้วยความเข้าใจ แล้วก็อยู่ด้วย สันติภาพต่อไปนะครับ ผมอาจจะมีคําถามหลายคําถาม แต่ว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้ถามไป หมดแล้ว ถ้าหากว่าท่านตอบคําถามเหล่านั้นได้ชัดเจนผมก็จะคอยฟัง เพราะว่าส่วนผมนั้นมี ความเชื่อมั่นการทํางานของรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีก็มีเจตนาดีในเรื่องนี้ สิ่งที่ท่าน เคยเชื่อสมัยก่อนก่อนมาเป็นนายกรัฐมนตรีกับขณะนี้อาจจะไม่เหมือนกัน ก็เพราะว่าท่าน เพิ่งได้ทราบข้อมูลใหม่ ข้อมูลบางอย่างมันอาจจะไม่สามารถจะเปิดเผยให้กับประชาชน ทั่ว ๆ ไป เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลลับที่ไม่ควรจะเปิดเผยก็ได้ ผมถึง ขอเน้นว่าอยากจะให้รัฐบาลกับพันธมิตรได้คุยกันให้รู้เรื่อง ขอบพระคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

หมอวรงค์ เดชกิจวิกรม เดี๋ยวสักครู่ครับ

นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ

กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภา กระผม นายกษิต ภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขอกราบเรียนชี้แจงเรื่องศาลโลกนิดเดียวครับ เพื่อขจัดความข้องใจ คือทางฝ่ายกัมพูชาเขา ได้ปรารภได้พูดมาเป็นเวลานานแล้วที่เขาจะกลับไปที่ศาลโลก ก็ขอกราบเรียน ท่านประธานผ่านไปยังสมาชิกรัฐสภานะครับว่าเราก็ได้เตรียมตัวมาตลอดเวลา ได้มีการ ว่าจ้างที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศระดับโลก ๓ ท่านด้วยกัน แล้วก็ในเรื่องของคนที่จะ เป็นตัวแทนของเราในศาลโลกอะไรต่าง ๆ ก็เริ่มมีการทาบทามมาโดยตลอดเวลา แล้วพรุ่งนี้ ก็จะมีคณะเจ้าหน้าที่ทางด้านกฎหมายของเราเดินทางไปกรุงปารีสเพื่อจะไปพบกับ ผู้เชี่ยวชาญทางด้านกฎหมายระหว่างประเทศ ๓ ท่าน ถ้าเผื่อจะถามว่าถ้าเผื่อจะต้อง กลับไปที่ศาลโลกนั้นเราพร้อมไหม ก็คิดว่า ณ วันนี้พร้อม แล้วก็ส่วนขั้นตอนในการที่จะมาขอ กรอบการเจรจาต่อรัฐสภาก็จะดําเนินการไปตามรัฐธรรมนูญ ขอกราบเรียนชี้แจงแค่นี้ครับ เพื่อเป็นข้อมูลครับ ขอบคุณมากครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญหมอวรงค์ เดชกิจวิกรม ครับ

นายวรงค์เดช เดชกิจวิกรม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พิษณุโลก 🔗

กราบเรียนท่านประธานที่เคารพ กระผม นายแพทย์วรงค์ เดชกิจวิกรม พรรคประชาธิปัตย์ จังหวัดพิษณุโลก ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมต้องขอชื่นชมเพื่อนสมาชิกรัฐสภาที่ชี้ให้เห็น ความรู้สึกของเพื่อนสมาชิกทุกคนว่าทุนคนนั้นล้วนรักชาติครับ ทางรัฐบาลก็รักชาติ สมาชิกรัฐสภาทุกคนทั้งฝ่ายค้าน ฝ่ายรัฐบาลก็รักชาติครับ พี่น้องประชาชนร่วมทั้งพี่น้อง พันธมิตรก็รักชาติทุกคน แต่ผมเชื่อว่าปัญหามันมีอยู่ประเด็นเดียวว่าทุกคนมีความเข้าใจ ไม่ตรงกัน ที่ผมกล้าพูดว่าทุกคนมีความเข้าใจไม่ตรงกัน เหตุผลอย่างนี้ครับท่านประธาน วันนี้วาระที่ประชุมเราพิจารณานั้นเป็นวาระพิจารณาของคณะกรรมาธิการร่วมของรัฐสภา ที่มีท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ เป็นประธาน เพื่อรายงานต่อรัฐสภา ซึ่งอาจารย์ก็รายงาน ต่อรัฐสภา แต่ปรากฏว่าผมฟังไปฟังมาเพื่อนสมาชิกบางคนยังเข้าใจว่าวันนี้เราพิจารณา ในเรื่องของกรรมาธิการเจบีซี ซึ่งมันคนละเรื่องกันครับ ผมจําได้ว่าเมื่อปลายปีที่แล้วที่ประชุม ได้เคยเอาเรื่องเจบีซีเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แต่เนื่องจากว่าวันนั้นเราไม่มีข้อสรุป ที่ประชุม รัฐสภาจึงตั้งคณะกรรมาธิการร่วมทั้ง ส.ส. และ ส.ว. มีชุดของท่านอาจารย์เจริญเป็นประธาน ผมขออนุญาตเวลาพูดถึงคณะกรรมาธิการร่วมรัฐสภา ขอใช้คําว่า คณะกรรมาธิการ ชุดอาจารย์เจริญนะครับ เพราะผมเชื่อว่าขนาด ส.ส. เรายังสับสน ส.ว. สับสน คนที่อยู่ทางบ้านสับสนแน่ เพราะว่าเจบีซีก็ใช้คําว่า กรรมาธิการร่วม ของเราก็ใช้ คําว่า กรรมาธิการร่วม แต่ร่วมรัฐสภา อันนี้ร่วมชายแดนไทย-กัมพูชา ดังนั้นผมขอใช้ภาษา อย่างนี้ว่า คณะกรรมาธิการชุดอาจารย์เจริญ จะได้เห็นภาพว่าวันนี้ชุดอาจารย์เจริญ ได้มารายงานต่อรัฐสภา ผมขอชื่นชมบทสรุปที่ชัดเจนที่กรรมาธิการชุดอาจารย์เจริญ ได้รายงาน โดยเฉพาะบทสรุปสุดท้ายที่เขียนไว้ชัดเจนว่า การแนบร่างของตกลงชั่วคราว กับบันทึกการประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ ให้รัฐสภาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบถึง พัฒนาการในการเจรจาเกี่ยวกับร่างข้อตกลงชั่วคราว มิได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่อย่างใด ก็เท่ากับว่าผลการศึกษาของกรรมาธิการชุดอาจารย์เจริญได้บอกว่าการทําหน้าที่ ของเจบีซีหรือผมใช้ภาษาชาวบ้านคือกรรมาธิการช่างรังวัดครับ เพราะเจบีซีก็ทําได้แค่ ช่างรังวัดระหว่างแผ่นดินไทยกับแผ่นดินเขมร อาจารย์เจริญได้รายงานไว้ชัดเจนว่ารายงาน ของเจบีซีนั้นให้แจ้งเพื่อทราบเฉย ๆ เรายังไม่มีมติให้ความเห็นชอบ ซึ่งผมฟังแล้วผมเห็นด้วยและสนับสนุนหลักคิดของ คณะกรรมาธิการชุดอาจารย์เจริญเป็นอย่างยิ่ง คําถามถามว่าทําไมผมถึงสนับสนุนหลักคิด ของอาจารย์เจริญ ผมอยากจะให้ที่ประชุมตั้งหลักอย่างนี้ว่าวันนี้ประเทศเราติดหล่ม เยอะครับ ท่านอาจารย์ครับ ติดหล่มในเรื่องของความขัดแย้ง ติดหล่ม คําว่า วาร์ คิม ฮง ได้ ยินบ่อยมาก ติดหล่ม คําว่า เสียชาติ สิ้นชาติ สิ้นแผ่นดิน เสียแผ่นดิน ติดหล่มอยู่เยอะมาก จนกระทั่งย้อนมาถึงศาลโลก เราก็จะวนอยู่ตรงนี้ครับ และผมอยากให้ที่ประชุมเรามีบทสรุป ที่ชัดเจนและขับเคลื่อนประเทศให้เคลื่อนไปข้างหน้า ที่ผมสนับสนุนหลักคิด ของคณะกรรมาธิการชุดอาจารย์เจริญเนื่องจากว่าถ้าเราดูรัฐธรรมนูญในมาตรา ๑๙๐ รัฐธรรมนูญได้เขียนไว้ชัดเจนว่า เงื่อนไขหนังสือสัญญาใดที่มีการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตของ ประเทศ ในขั้นต้นคณะรัฐมนตรีต้องเสนอกรอบการเจรจาต่อรัฐสภา ผมจําได้ว่าในตอน เดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๑ ตอนนั้นพรรคประชาธิปัตย์เป็นฝ่ายค้าน ท่านนายกรัฐมนตรีสมัคร ได้เสนอกรอบเข้ามา ที่ประชุมรัฐสภาเราได้อนุมัติกรอบให้คณะกรรมาธิการเจบีซี หรือคณะกรรมาธิการช่างรังวัดไทย-เขมร ไปทําหน้าที่ คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็ไปทําหน้าที่ และขณะเดียวกันรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ก็เขียนไว้ชัดเจนว่าหลังจากเสร็จแล้วต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภา แต่ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้ไปทําหน้าที่ โดยที่ คณะกรรมาธิการช่างรังวัดหรือเจบีซีทําการรังวัดแผ่นดินประเทศไทยกับแผ่นดิน ประเทศเขมร ประเทศไทยเองก็ใช้โฉนดแผ่นดินอยู่ ๒ ฉบับ ก็คืออนุสัญญา ปี ๑๙๐๔ และ สนธิสัญญา ปี ค.ศ. ๑๙๐๗ เป็นโฉนดแผ่นดินของประเทศไทย ทางประเทศเขมรเองก็ใช้ โฉนดแผ่นดินของประเทศเขมร ก็คือแผนที่อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แต่เนื่องจากว่า อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ มีอยู่ถึง ๑๑ ฉบับ และรัฐบาลไทยก็ประกาศเจตนารมณ์ที่ชัดเจน ว่าเฉพาะระวางดงรัก ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรักนั้นรัฐบาลไทยไม่เห็นชอบ เท่าที่ทราบ ในรายงานของอาจารย์เจริญได้เขียนไว้ชัดเจนว่า ทั้งรัฐบาลและกระทรวงการต่างประเทศ ก็แสดงเจตนารมณ์ที่ชัดเจนว่าไม่ยอมรับแผนที่ระวางดงรักเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ พร้อมออกแถลงการณ์ยืนยันเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ปี พ.ศ. ๒๕๕๔ ดังนั้น ผมต้องย้ําทางท่านประธานไปยังพี่น้องประชาชนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนว่าข้อกังวลใจคือ แผนที่ระวางดงรัก ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ รัฐบาลไทยไม่ให้การรับรองในการเป็นเงื่อนไขเจรจาร่วม ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา วันนี้คณะกรรมาธิการช่างรังวัดต้องไปทําหน้าที่ ถ้าผมดูแล้วเงื่อนไขในการทําหน้าที่ของคณะกรรมาธิการช่างรังวัดของเราต้องทําหน้าที่ถึง ๕ ขั้นตอนครับ ขั้นตอนที่ ๑ กําหนดไว้ว่าต้องค้นหาที่ตั้งและสภาพความเป็นจริงของ หลักเดิม ขั้นตอนที่ ๒ ก็คือจัดทําแผนที่ภาพถ่ายทางอากาศ ขั้นตอนที่ ๓ ก็คือลากแนว ที่จะต้องเดินสํารวจ ขั้นตอนที่ ๔ คือการตรวจสอบภูมิประเทศจริง คือลงสํารวจพื้นที่จริง และขั้นตอนที่ ๕ คือการปักหลักเขตแดน เท่ากับว่าคณะกรรมาธิการเจบีซีหรือช่างรังวัด ไทย-กัมพูชา วันนี้เพื่อเริ่มทําในขั้นตอนที่ ๑ และในขั้นตอนที่ ๑ ที่ท่านทํามา ที่มีการรายงาน ก็บอกว่าหลักหมุด ๗๓ หลัก ค้นพบแค่ ๔๘ หลัก แล้วก็เห็นพ้องต้องกัน ๓๓ หลัก อีก ๑๕ หลักยังไม่เห็นพ้องต้องกัน และอีก ๒๕ หลักยังหาไม่เจอ ดังนั้นหน้าที่ ของคณะกรรมาธิการช่างรังวัดชุดนี้จึงมีหน้าที่ในการทําเรื่องนี้ให้ครบ ๕ ขั้นตอนครับ ผมสนับสนุนแนวคิดของท่านอาจารย์เจริญอย่างยิ่งว่าท่านต้องทําหน้าที่นี้ให้ครบทั้ง ๕ ขั้นตอน คือจบเลยตั้งแต่ขั้นตอนที่ ๑ ขั้นตอนที่ ๒ ขั้นตอนที่ ๓ ขั้นตอนที่ ๔ และขั้นตอน ที่ ๕ เมื่อท่านทําครบทั้ง ๕ ขั้นตอนแล้วผมก็จะเชื่อว่ามันก็จะเห็นภาพของการปักหลักหมุด ในแผนที่ว่าหลักหมุดที่ ๑ จริง ๆ แล้วปักตรงไหน หมุดที่ ๒ ปักตรงไหน หมุดที่ ๓ หมุดที่ ๔ หมุดที่ ๕ หมุดที่ ๖ หมุดที่ ๗ จนถึงระดับหมุดที่ ๗๓ ว่าปักตรงไหน ขณะเดียวกันระยะทาง อีก ๑๙๕ กิโลเมตรซึ่งเป็นแนวสันปันน้ําตามที่ท่านอาจารย์ดอกเตอร์รัชดาได้เอาภาพให้กับ เพื่อนสมาชิกได้เห็นว่าเนื่องจากว่าสันปันน้ํามันไม่ใช่เป็นแนวเขาหรือแนวเฉพาะหน้าผา ที่ชัดเจน มีหลายพื้นที่ที่คนสามารถเดินไปเดินมาโดยไม่รู้ว่าตรงไหนคือแผ่นดิน ของประเทศไทยกันแน่ ซึ่งต้องเกิดความชัดเจนในการกําหนดแนวที่ชัดเจน ดังนั้นอยากจะ กราบเรียนท่านประธานไปยังท่านคณะกรรมาธิการชุดอาจารย์เจริญว่าผมสนับสนุนให้ คณะกรรมาธิการช่างรังวัดหรือเจบีซีไปทําหน้าที่มาให้ครบ ๕ ขั้นตอน เมื่อครบ ๕ ขั้นตอนแล้วเราจะเห็นแนวเขตทั้งหมด ๗๓ หมุดเป็นแนวเขตอย่างไร ๑๙๕ กิโลเมตรที่ว่า สันปันน้ํามันมีแนวอย่างไร และเมื่อวันนั้นท่านเอามาเสนอต่อที่ประชุมรัฐสภาอีกครั้งหนึ่ง รัฐสภาก็จะพิจารณาว่าผลการทํางานของกรรมาธิการเจบีซีหรือช่างรังวัด แผ่นดิน ประเทศไทยเราเสียแผ่นดินอะไรไหม เราเสียประโยชน์อะไรไหม เมื่อถึงวันนั้นผมเชื่อว่ารวมทั้งพี่น้องพันธมิตร พี่น้องประชาชนจะเห็นภาพใหญ่ทั้งหมดว่า เราเสียประโยชน์อะไรไหม เราเสียแผ่นดินอะไรไหม รัฐสภาจะให้ความเห็นชอบหรือไม่ เมื่อท่านทํางานครบ ๕ ขั้นตอน เรามีแนวโน้มที่จะเสียแผ่นดิน ผมก็เชื่อว่าสภาทั้งหมดก็ไม่ให้ ความเห็นชอบ แต่ถ้าท่านทํามาครบทั้ง ๕ ขั้นตอน ปรากฏว่าเราไม่เสียประโยชน์อะไร เราก็ต่างฝ่ายต่างได้ประโยชน์ซึ่งกันและกัน ผมก็เชื่อว่าที่ประชุมรัฐสภาก็จะให้ความเห็นชอบ ในการรับรองเขตแนวที่ท่านจะทําหน้าที่มาในการกําหนดเขตแนวที่ชัดเจนของประเทศไทย แล้วก็ประเทศกัมพูชา ดังนั้นอยากจะกราบเรียนกับท่านประธานไปยังชุดของท่านอาจารย์ เจริญนะครับว่า แนวคิดของท่านอาจารย์เจริญเป็นแนวคิดที่ทําให้ประเทศของเราสามารถ เคลื่อนไปข้างหน้าต่อได้ และผมก็เชื่อว่าถ้าที่ประชุมมีมติเห็นชอบต่อข้อสังเกตของ กรรมาธิการชุดอาจารย์เจริญ ชุดอาจารย์เจริญก็เสนอต่อไปยังรัฐบาล รัฐบาลก็รับทราบว่า ต่อไปนี้ไม่ต้องเข้ามาแล้วนะ คุณไปทําหน้าที่ เจีบีซีไปทําหน้าที่ทวอภาคีให้จบ จนกระทั่งเห็น ภาพแนวทั้งหมด แล้วเมื่อมาถึงสุดท้ายวันนั้นเข้าสู่ที่ประชุมรัฐสภา แล้วผมเชื่อว่า ประเทศเสียอะไรครับ ถ้าเราไม่เชื่อว่าเราไม่เสียแผ่นดิน วันนั้นถ้าเราคิดว่าเราจะเสียแผ่นดิน ที่ประชุมก็ไม่ให้ความเห็นชอบ เมื่อไม่ให้ความเห็นชอบมันก็กลับเข้าสู่ที่ตั้งเดิม แต่ถ้าคิดว่า ทุกอย่างมันเป็นประโยชน์ทั้ง ๒ ฝ่ายที่ประชุม ณ วันนั้นอนาคตก็ให้ความเห็นชอบ ดังนั้น ผมว่าแนวทางนี้จะเป็นแนวทางที่ประเทศเราสามารถเคลื่อนไปข้างหน้าได้ครับ ขอสนับสนุนหลักคิดของอาจารย์ครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไปท่านสาย กังกเวคิน เชิญครับ

นายสาย กังกเวคิน สมาชิกวุฒิสภา ระยอง

ท่านประธานที่เคารพ ผม ส.ว. จังหวัดระยองครับ นี่นับว่าเป็นการประชุมอีกครั้งหนึ่งที่สับสนวุ่นวายพอสมควรครับ ผมก็นั่งฟังมาตั้งแต่เช้าแล้ว ก็จะพูดถึงข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการที่เราตั้งไว้ข้อที่ ๑ นั้น ผมขอตั้งข้อสังเกตไว้นะครับว่า ข้อสังเกตข้อที่ ๑ ของคณะกรรมาธิการว่าการใช้แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ในเอ็มโอยูที่ประเทศกัมพูชากล่าวอ้าง ผมไม่ทราบว่าฝ่ายไทย ท่านได้ ปฏิเสธชัดเจนไหมว่าไม่รับ แล้วก็ได้มีการตอบโต้ไว้ในบันทึกดังกล่าวด้วยหรือไม่นะครับ และคณะกรรมาธิการของเรานี่ก็ได้ส่งข้อสังเกตนี้ให้ท่านนายกรัฐมนตรีนําไปหารือกับ ครม. แล้วนะครับ ไม่ทราบว่า ครม. รับเรื่องนี้หรือยัง ซึ่งข้อใหญ่ใจความอยู่ที่การใช้มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นะครับ และถ้า ครม. รับเรื่องนี้แล้ว รับทราบเรื่องนี้แล้ว ได้ดําเนินการแก้ไข ข้อเสียเปรียบนี้อย่างไร ถ้ายังไม่ทําจะทําอย่างไร ขอทราบด้วยนะครับ

ข้อสังเกตข้อที่ ๒ ถึงกรณีพื้นที่รอบเขาพระวิหาร ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ที่เคยเกิดการปะทะกันระหว่างทหารไทย-กัมพูชามาหลายครั้งนะครับ นี่รายงานข้อ ๒ ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ เรียกว่าพื้นที่พิพาท ขอให้ดูข้อที่ ๒ ผมเข้าใจว่าคณะกรรมาธิการ น่าจะเข้าใจผิดนะครับ พื้นที่บริเวณโดยรอบเขาพระวิหาร ๔.๖ ตารางกิโลเมตร นี่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเคยตอบผมในที่ประชุมแห่งนี้ว่าเป็นของไทย เพราะฉะนั้นการที่เราใส่ไว้ในข้อสังเกตข้อที่ ๒ ของคณะกรรมาธิการชุดนี้ว่าเป็นพื้นที่พิพาท น่าจะไม่ถูกต้องนะครับ ผมอยากจะขอร้องให้แก้ครับ เพราะพื้นที่บริเวณนี้ได้มี พระราชกฤษฎีกาในสมัยของท่านอดีตนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ประกาศไว้เป็นพื้นที่ อุทยานแห่งชาตินะครับ ซึ่งบัดนี้ก็ทราบว่ายังไม่ได้มีประกาศยกเลิก อีกทั้งท่านนายกรัฐมนตรีคุณอภิสิทธิ์ดูเหมือนจะเคยกล่าวยอมรับด้วยซ้ําไปครับว่าที่ดินผืนนี้ เป็นของประเทศไทย แต่ในช่วงที่ผ่านมาหลายเดือนนี้ ประเทศกัมพูชาก็ส่งคนเข้ามายึดครอง พื้นที่ ส่งทหารเข้ามาอยู่ สร้างวัดบริเวณวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระและภูมะเขือ ซึ่งทหารไทยเรา ก็ถอยล่นออกไปหมดแล้ว แต่ก็ยังไม่เห็นว่าทางรัฐบาลไทยดําเนินการอย่างไรนะครับ ก็อยากจะฝากไว้ว่าข้อเสนอแนะของคณะกรรมาธิการชุดนี้ควรจะเปลี่ยนคําว่า พื้นที่พิพาท เป็นของประเทศไทยครับ เพราะว่าเราเป็นคณะกรรมาธิการอิสระ เราไม่ได้เป็นรัฐบาล ควรจะเน้นเลยว่าพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนี้เป็นของประเทศไทย แล้วก็ข้อเสนอแนะของ คณะกรรมาธิการในข้อนี้ก็ดี บอกว่าฝ่ายไทยควรเจรจาให้ฝ่ายกัมพูชานําชุมชน ประชาชน หรือทหารออกนอกพื้นที่ เพื่อจะได้มีการสํารวจปักหลักเขตแดนให้ถูกต้องต่อไปนะครับ ก็ขอเสนอแนะว่าตรงที่ใช้คําว่า ส่วนพื้นที่พิพาท ขอให้เป็น พื้นที่ของประเทศไทย นะครับ

ข้อสังเกตประการที่ ๓ ในข้อที่ ๔ ของคณะกรรมาธิการที่เสนอไว้ กรณีที่ว่า มีการกล่าวคําปราศรัยของฝ่ายกัมพูชา กล่าวหาว่าประเทศไทยรุกล้ําดินแดน กระทําผิด เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ หลายครั้ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นคณะกรรมาธิการ เสนอแนะให้ผู้แทนฝ่ายไทยสมควรนําไปพิจารณาโต้แย้งหรือท้วงติงข้อกล่าวหาให้ถูกต้อง ความจริงเขมรรุกเราหลายครั้งนะครับ ไม่ทราบว่าในเอ็มโอยูได้มีบันทึกไว้หรือเปล่าว่าเขมร ละเมิดเอ็มโอยูหลายครั้งมากกว่าเรา ก็อยากจะให้ระบุข้อนี้ไว้ชัดเจนครับ ผมขอรบกวน เวลาแค่นี้ครับ ขอบคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไป คุณฮาชาลี ม่าเหร็ม เชิญครับ ท่านอภิปรายไหม ให้อภิปรายจบแล้วค่อยตอบทีเดียวครับ เราจะได้ปิดการประชุมครับ

นายฮาชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร สตูล 🔗

ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตอภิปรายให้ความเห็นในรายงานข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอเข้ามาในรัฐสภาในวันนี้นะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง ในความคืบหน้าในการทํางานของเจบีซีหรือว่าคณะกรรมการร่วมในการจัดทําเขตแดนไทย แล้วก็กัมพูชา ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ให้ความเห็นของบรรดาพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ผมถือว่าเป็นมิติที่ดีที่ทุกฝ่ายจะได้มีส่วนร่วม ในการวิพากษ์วิจารณ์แล้วก็ให้มุมมอง ให้ความเห็นในกรณีตรงนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ ที่มีความขัดแย้ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการขัดกันทางอาวุธ ระหว่างประเทศไทย กับประเทศกัมพูชา ความจริงแล้วรัฐบาลมีกลไกในการที่จะดําเนินการให้ความสัมพันธ์ ในเรื่องของเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชานั้นมีกลไกอีกหลาย ๆ อย่าง นะครับ กลไกอันหนึ่งก็คือเจบีซีหรือว่าคณะกรรมการร่วม ซึ่งหัวหน้าทีมก็มี ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แล้วก็ค่อนข้างจะดูแลสายตรงในเรื่องของ ความมั่นคง ในเรื่องของการขัดกันทางอาวุธนะครับ ส่วนจีบีซีที่เรากําลังพูดคุยกันในวันนี้จะหนักไปทางในเรื่องของการจัดทําหลักเขต เขตแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่คาราคาซังมาหลายยุคหลายสมัย แล้วก็นอกเหนือจากนั้นรัฐบาลยังมีกลไก ในระดับพื้นที่ก็คืออาร์บีซี ซึ่งมีท่านแม่ทัพภาคที่ ๒ เป็นหัวหน้าคณะในการประชุมร่วมกัน กับทางฝ่ายประเทศกัมพูชา นอกเหนือจากนั้นรัฐบาลก็ยังไม่กลไกของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นกลไกที่มีความสําคัญมากที่ส่งผลทําให้ประเทศไทยนั้นได้รับผลประโยชน์ในหลาย ๆ เรื่องซึ่งผมจะกล่าวถึงในคราวต่อไป ท่านประธานครับ แต่สิ่งที่มีความสําคัญที่สุด ในสถานการณ์ระหว่างประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างประเทศ ไทยกับประเทศกัมพูชานั้น นอกเหนือจากกลไกที่มีทั้งจีบีซี มีทั้งเจบีซี มีทั้งอาร์วีซีแล้วนั้น สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือท่าทีของรัฐบาล แล้วก็ท่าทีท่วงทํานองของนโยบายต่างประเทศ ของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยในการที่จะมีจุดยืนร่วมกัน แล้วก็เหมือนกันในกรณีปัญหาของ ประเทศกัมพูชา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกได้ตั้งคําถาม และผมเอง ก็นั่งฟังอยู่ในห้องประชุมว่าทางรัฐบาลได้ยอมรับในคําพิพากษาของศาลโลกหรือไม่ ซึ่งพิพากษากันในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ หลายสิบปีที่ผ่านมา ผมขอเรียนท่านประธานว่าจุดยืนของ รัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยหลังจากที่ศาลโลกได้มีการตัดสินในเรื่องของปราสาทเขาพระวิหาร แล้วนั้น รัฐบาลไทยในอดีตที่ผ่านมาทุกรัฐบาลได้มีการสงวนสิทธิในการโต้แย้งคําพิพากษา พูดภาษาชาวบ้านก็คือว่าไม่ยอมรับในคําพิพากษา แล้วก็พร้อมที่จะนําการพิจารณาในเรื่อง กรณีตรงนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่ถ้าหากว่ามีโอกาสในทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะฉะนั้นผมถือว่าตรงนี้ ไม่ใช่จุดยืนเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ย้อนกลับไปประมาณ ๕๐-๖๐ ปีที่ผ่านมานั้นก็จะมีจุดยืนอันนี้เหมือนกัน ก็คือเรื่องของ คําพิพากษาของปราสาทเขาพระวิหารนั้นเราไม่ยอมรับในตรงนั้น นั่นคือสิ่งที่เป็นจุดยืนของ ทุกรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ในท่วงทีแล้วก็นโยบายของทางกระทรวงการต่างประเทศ ของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปราสาทเขาพระวิหารนั้น หลายรัฐบาล ที่ผ่านมาเท่าที่ติดตาม เท่าที่ตรวจสอบในบันทึกของกระทรวงการต่างประเทศนั้นมี ความชัดเจน ผมดูได้จากในสมัยรัฐบาลของ ฯพณฯ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน มีความ พยายามในการที่จะพูดคุยกับทางประเทศกัมพูชาเพื่อที่จะให้เขาพระวิหารนั้นเป็นพื้นที่ร่วม ในการพัฒนา นั่นหมายความว่าทั้ง ๒ ประเทศสามารถที่จะมาแชร์ (Chare) กัน สามารถที่จะมาใช้ประโยชน์ด้วยกัน แล้วก็ให้นักท่องเที่ยวแต่ละแห่งแต่ละที่ แต่ละประเทศนั้น มาใช้ แล้วก็เป็นรายได้ที่แบ่งกันระหว่าง ๒ ประเทศ แต่ทางประเทศกัมพูชาไม่ยอมรับ ยอมรับที่จะพัฒนาร่วมได้ แต่ว่าเขาก็มีจุดยืนว่าเขาจะต้องขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียง ฝ่ายเดียวเท่านั้น ซึ่งท่าทีของประเทศกัมพูชาก็มาตลอด และเราก็มีท่าทีจุดยืน ที่ชัดเจนตลอดว่าทางประเทศกัมพูชาไม่สามารถที่จะขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้ เพราะจุดยืนของเราก็คือการไม่ยอมรับในคําพิพากษา สงวนสิทธิโต้แย้งในเรื่องนี้ ต่อศาลโลกมาตลอด มาถึงยุคสมัยของรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ ซึ่งทางประเทศกัมพูชา พยายามที่จะส่งคนมาโน้มน้าวทางรัฐบาลไทย เพื่อที่จะบอกกับรัฐบาลสมัยท่านสุรยุทธ์ บอกว่า เรื่องของการขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวของประเทศกัมพูชานั้นเป็นคนละเรื่อง กับเรื่องของอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของเมืองไทย แต่ทางรัฐบาลในยุคนั้นก็ได้ตอบ ปฏิเสธไม่ยอมที่จะให้ทางประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ท่านประธาน จุดเปลี่ยนของปัญหาอยู่ที่ในสมัยปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีรัฐบาลของท่านสมัคร สุนทรเวช และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ท่านนพดล ปัทมะ ทางประเทศกัมพูชาได้ส่งคน ได้ส่งรัฐมนตรีมาพูดคุยและโน้มน้าวอีกครั้งหนึ่ง บอกว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของประเทศกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวนั้นไม่กระทบอธิปไตย และบูรณภาพดินแดนของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง แต่มาในยุคนั้นท่าทีของรัฐบาลไทย เปลี่ยนไป นั่นก็คือการลงนาม แล้วก็แถลงการณ์ร่วมกันในการที่จะยอมให้ทางฝ่ายประเทศ กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว นี่คือปัญหาจุดเปลี่ยน แล้วก็เป็นการ เปลี่ยนปัญหาแต่ปัญหามันก็ยังไม่จบ เพราะท่าทีของทางรัฐบาลประเทศไทยในยุคนั้น เปลี่ยนไป ก็คือการยอมที่จะให้ทางประเทศกัมพูชาขึ้นฝ่ายเดียว แล้วก็เชื่อว่าประเทศกัมพูชา จะไม่เข้ามาแตะในพื้นที่ที่เป็น ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ที่เราพูดถึงกันเมื่อสักครู่ เขาบอกง่าย ๆ ว่าขอเฉพาะตัวปราสาทอย่างเดียวไม่แตะเข้ามาในพื้นที่ บอกเด็กอมมือได้นะครับ เชื่อ แต่ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมานั้นในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้นไม่ใช่เฉพาะตัวปราสาท แต่มันยังมีพื้นที่คาบเกี่ยว พื้นที่ที่ร่วมซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังคาราคาซังอยู่ และปีที่แล้วยัง ไม่สามารถที่จะดําเนินการสรุปเรื่องนี้ได้ เพราะติดอยู่ที่เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ซึ่งออกมาในสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีชวน แล้วก็กลไกของเจบีซี ทางรัฐบาลไปได้ใช้กลไกตรงนี้ในการที่จะยื่น ไปยังทางยูเนสโก บอกว่าคุณไม่สามารถที่จะดําเนินการ แล้วก็สรุปในเรื่องของพื้นที่ตรงนั้นได้ เพราะทุกอย่างยังไม่จบ ก็คือสิ่งที่เราพูดคุยกันในวันนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือจุดเปลี่ยนของนโยบายทางด้านการต่างประเทศ แล้วเราก็ยินยอมที่จะให้ทางฝ่าย ประเทศกัมพูชานั้นได้ขึ้นทะเบียนมรดกแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่จากเท่าที่รับทราบจาก คําสัมภาษณ์ของผู้นําฝ่ายประเทศกัมพูชาบอกว่า การที่ประเทศไทยยอมให้เขมรขึ้น มรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนในการที่จะให้อดีตผู้นําเข้าไป พัฒนาพื้นที่เกาะกงให้เป็นคอมเพล็กซ์ ซิตี้ (Complex city) ให้เป็นเมืองพิเศษ มีคาสิโน มีความสว่างไสว สิ่งเหล่านี้มันเป็นการแลกเปลี่ยน นี่คือคําพูดที่ได้รับการสัมภาษณ์จากผู้นํา ของทางฝ่ายประเทศกัมพูชา ท่านประธานที่เคารพครับ จะเป็นเรื่องของการขายชาติหรือไม่ ขายชาติ แต่ว่านั่นคือมันเกิดขึ้นแล้ว แต่เมื่อให้เขาขึ้นทะเบียนฝ่ายเดี๋ยวไปแล้วนั้น เขาก็ ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้สิ้นสุดลง เพราะรัฐบาลที่เข้ามาก็คือรัฐบาลของพรรค ประชาธิปัตย์ เรามีจุดยืนในการที่จะไม่ให้ทางประเทศกัมพูชาเข้ามาจัดการในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นแผ่นดินของประเทศไทย เพราะฉะนั้นในข้อสังเกต แล้วก็ รายงานของทางคณะกรรมาธิการนั้นผมเห็นด้วยในการที่จะยืนยันว่า ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้น เป็นผืนแผ่นดินและเป็นอธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งคําพิพากษาของศาลโลกไม่ได้ตัดสิน ในพื้นที่นี้ แล้วก็ทางฝ่ายประเทศกัมพูชาเองเขาก็ยอมรับว่าเขาจะขึ้นเฉพาะตัวปราสาท เขาไม่แตะในผืนแผ่นดินไทย ไม่แตะใน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร นั่นคือสิ่งที่เรารับรู้รับทราบกัน มาทั่วกันโดยตลอด แต่ท่านประธานครับ ในเมื่อเรื่องของการขึ้นทะเบียนไม่สิ้นสุด แล้วก็ คณะกรรมการมรดกโลกไม่สามารถจะดําเนินการได้ สิ่งที่เป็นเกณฑ์ในทางการเมือง ที่ทางฝ่ายคู่กรณีของประเทศไทยต้องการให้เกิดขึ้นก็คือการที่จะทําอย่างไรให้พหุหรือว่า หลาย ๆ ประเทศเข้ามาช่วยกันดูแลแก้ไขในเรื่องนี้ สถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น ที่อําเภอกันทรลักษ์ มันจึงเกิดขึ้นกระสุนนัดที่ ๑ จึงลั่นมาจากทางฝ่ายเขามายังฝ่ายเรา และเกิดเป็นการขัดกันในทางอาวุธ แล้วเขาก็พยายามจะบอกว่านี่คือสงคราม แต่ทางประเทศไทยบอกว่า นี่คือการขัดกันทางอาวุธ เพราะสงครามมันไม่มีแล้วในสารบบ ของโลกนี้ แต่เป็นการขัดกันทางอาวุธ แล้วก็ได้ทําลายพื้นที่ชาวบ้านชีวิตของพี่น้องประชาชน พลเรือน ซึ่งก็ผิดในแง่ของการขัดกันทางอาวุธอีกด้วย ซึ่งถ้าหากว่ามีการส่งไปถึงศาลโลก เชื่อมั่นโดยชัดเจนกับทางทีมทางฝ่ายกฎหมายที่ทางรัฐบาลได้เตรียมเอาไว้ มีความมั่นใจว่า เรื่องนี้เราสามารถที่จะอธิบายต่อในที่ของศาลโลกได้ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือท่าที เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเดินหน้าต่อไปนั้น ก็คือในเรื่องของกลไกทวิภาคี ๑ ในกลไก ทวิภาคีที่รัฐบาลต้องใช้เป็นเครื่องมือก็คือ ณ วันนี้ ก็คือการดําเนินการความต่อเนื่อง ของเจบีซี ของคณะกรรมการร่วมชายแดนในการที่จะดูแล ในการที่จะจัดทําหลักเขตแดน แล้วก็ทางรัฐสภาเราก็มีทางคณะกรรมาธิการ มีทีมงานของกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อที่จะ ช่วยกันดูแลในเรื่องนี้ ผมถือว่าเป็นมิติที่ดีที่ทําให้มีองค์กรในระดับนิติบัญญัติได้ช่วยกันดูแล ได้ช่วยกันติดตามในเรื่องนี้ เพราะถ้ามิฉะนั้นแล้วการดําเนินการขององค์กรร่วมระหว่าง ๒ ประเทศดําเนินการไปกี่ครั้ง พบปะกี่ครั้งจะต้องมีการรายงานรัฐสภาทุกครั้ง ๆ มันทําให้การดําเนินงานไม่สามารถ ที่จะเชื่อมต่อแล้วก็เดินไปได้อย่างสะดวก ต้องมีคณะกรรมาธิการในระดับรัฐสภาคอยติดตาม ดูแลลงพื้นที่แล้วก็เรียกเชิญทุกฝ่ายเข้ามาให้ข้อมูลในกรรมาธิการ ผมถือว่าเป็นมิติใหม่ที่ดี แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายนะครับไม่ว่าจะเป็นทุกส่วนจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามแต่ สถานการณ์ช่วงนี้ชั่วโมงนี้เวลานี้นั้นเราต้องการเอกภาพต้องการความเป็นหนึ่ง ผู้นํา ของประเทศจะเป็นใครก็ตามแต่ ณ ชั่วโมงนี้สิ่งที่ทุกคนต้องทําได้นั้นก็คือว่าร่วมกันในการ ที่จะให้เรามีเอกภาพในการที่จะดําเนินการนโยบายต่างประเทศเพื่อไม่ให้ประเทศไทย เสียอธิปไตยแล้วก็ดินแดนอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานสภาผู้แทนราษฎร

เชิญท่านนฤล ศิริวัฒน์ ครับ

นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภา อุตรดิตถ์

ท่านประธานที่เคารพคะ ดิฉัน นางนฤมล ศิริวัฒน์ สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดอุตรดิตถ์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภาค่ะ ท่านประธานคะดิฉันอาจจะต้องกล่าวไปถึงเมื่อช่วงเช้าสักนิดหนึ่งนะคะที่ดิฉันได้ถาม ที่ประชุมอย่างนี้ว่าวันนี้นะคะเรากําลังพิจารณาในหัวข้อที่คือการรับรอง โดยการรับรอง หรือว่าการเพียงแค่รับฟังรายงานของคณะกรรมาธิการชุดท่านอาจารย์เจริญ ขออนุญาต เอ่ยนามเพื่อความเข้าใจสั้น ๆ ของพวกเรานะคะ หรือว่าจะเลยถึงในเรื่องของการให้ความ เห็นชอบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วถ้าสมมุติว่าท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดตั้งแต่เช้าเลยนะคะ ตั้งแต่บ่าย ๆ ต้น ๆ นะคะว่าวันนี้เราเพียงแค่เราจะมาฟังคณะกรรมาธิการซึ่งไปศึกษา ไปสืบสวนไปดูมาว่าเรื่องของกระบวนการที่เสร็จจากทําเขตแดนให้ชัดเจนของกรรมาธิการ ร่วมไทย-กัมพูชานั้นเป็นอย่างไร เราก็คงจะไม่ต้องวุ่นวายหลายเรื่องนะคะ แต่ว่าความชัดเจน นั้นมันเพิ่งปรากฏเอาช่วง ๓ โมงกว่า ๆ นี้เองนะคะว่ามันเป็นอย่างนั้นว่าเราจะไม่ได้ ลงความเห็นให้ความเห็นชอบในวันนี้ เพียงแค่รับฟังผลการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ที่รัฐสภาของเราได้มอบหมายไปทํามา ก็คงจะบอกว่าถ้าถามกันว่าถ้าให้เราเพียงแค่รับฟัง รายงานที่มีต่อรัฐสภาก็ถูกต้องแล้วนะคะเพราะมันบันทึกไว้อย่างนั้น ดิฉันคิดว่าสิ่งที่ คณะกรรมาธิการไปดําเนินการมานั้นมีประโยชน์มีหลายประเด็นนะคะ ในเรื่องของเอกสาร อาจจะมีความรู้สึกว่าสับสนบ้าง เพราะในเล่มสีน้ําตาลนั้นมีข้อความที่เขียนว่าเราต้องให้ ความเห็นชอบ แต่ในเอกสารของคณะกรรมาธิการบอกว่าเพียงแค่ให้เห็นพัฒนาการ ของกระบวนการของคณะกรรมาธิการร่วมชายแดน มันก็เลยจะเกิดรู้สึกความสับสน ประกอบกับตั้งแต่ปลายปีที่แล้วเรามีการนํา ๓ บันทึกข้อตกลงอันนี้เข้ามาครั้งหนึ่งแล้ว ก่อนที่จะมีการตั้งคณะกรรมาธิการชุดของท่านอาจารย์เจริญนั่นละค่ะ เราก็เลยมีความรู้สึก ว่าวันนี้จะเป็นการฟังรายงานและรับรองไปเลยหรือเปล่า นั่นละค่ะคือสิ่งที่เรารู้สึกว่ามันยัง สับสนอยู่ แต่ดิฉันคิดว่าถ้าจะถามกันว่าวันนี้มันช้าหรือมันเร็วหรือเปล่าสําหรับการที่จะเอา เรื่องนี้เข้ามาคุยกันดิฉันคิดว่ามันเป็นเวลาที่ควรต้องทําแล้วละคะ ถึงเวลาที่บ้านเราก็จะต้อง ทําให้เกิดความชัดเจนแล้วก็ทําตามกระบวนขั้นตอนที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย- กัมพูชาได้ไปตกลงกันไว้กับฝ่งโน้นให้มันชัดไปเลยค่ะว่าอะไรเป็นอย่างไร แล้วก็ดิฉันคิดว่า มันไม่มีเหตุผลอื่นใดที่รัฐบาลจะเอาเข้ามาในที่ประชุมวันนี้เพื่อที่จะเสียมิตรกลุ่มหนึ่งออกไป หรือเสียประชาชนกลุ่มหนึ่งออกไป เพราะดิฉันเชื่อว่ารัฐบาลจริง ๆ แล้วมีความประสงค์ที่จะ ทําให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศของเรา ดิฉันคิดว่าพี่น้องที่มีความเห็นแตกต่างและยังมี ความสงสัยก็เป็นสิทธิแล้วก็ได้รับการเคารพ แล้วก็ได้รับการอธิบายมาโดยตลอด เพราะฉะนั้นทางฝ่ายที่เป็นฝ่ายบริหารก็คงจะต้องเดินหน้าต่อไป เพยงแต่ว่าต้องให้พวกเรา ได้เกิดความเข้าใจที่ชัดเจนด้วยว่าไม่ใช่เป็นการเหมือนลักไก่ในการนํามาเสนอในวันนี้แล้วก็ให้ รับรองไปเลยด้วยกันครั้งเดียวกัน ถ้าไม่ทักท้วงจะมีการพูดคุยกันให้รับรองไปเลยหรือเปล่า อันนั้นเป็นประเด็นที่พวกเราก็เกิดความสงสัย ถ้าอย่างนี้ดิฉันก็รับได้ค่ะ รับว่าฟังข้อศึกษา แล้วข้อศึกษาของท่านก็เป็นประโยชน์มีความละเอียด แต่สุดท้ายที่สุดดิฉันอยากจะให้ท่าน ขมวดตอนท้ายนะคะ แทนที่จะบอกว่ามิได้ขอวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบถึงพัฒนาการในการเจรจาเกี่ยวกับ ร่างข้อตกลงชั่วคราวมิได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแต่อย่างใด ดิฉันไม่อยากให้ท่านขมวด อย่างนั้น พอขมวดอย่างนั้นมันก็เลยทําให้เกิดความมึนงงเมื่อเปรียบเทียบกับเอกสาร เล่มสีน้ําตาล อยากให้สรุปใหม่ว่าศึกษาแล้วพบ ๔-๕ ประเด็นนี้ที่เป็นข้อสังเกตและเสนอแนะ มา แล้วอยากที่จะให้พวกเราสมาชิกรัฐสภาได้นําข้อสังเกตและข้อเสนอแนะเหล่านี้ ไปประกอบการพิจารณาในการให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบในวาระต่อไป ซึ่งรัฐบาลจะได้นําเสนอเข้ามา อันนั้นจะเป็นประโยชน์และไม่สับสนเลยค่ะ ดิฉันก็ขออนุญาต แสดงความเห็นไว้เท่านี้ วันนี้อาจจะลําบากบ้างเพราะว่าดิฉันเปิดประเด็นไปแล้วมัน ทําให้เกิดความรู้สึกสับสนเหมือนกันนะคะ แต่ว่าเอกสารของท่านเองนั้นสับสนด้วยค่ะ ขอบพระคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ขอบคุณครับ ละเอียดดีครับ รอบคอบ ดีครับ วันนี้เราก็ได้ฟังกันรอบด้านนะครับ ต่อไปคุณสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ เชิญครับ

นายสมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน 🔗

ท่านประธานครับ ผม สมเกียรติ พงษ์ไพบูลย์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีข้อสังเกตและข้อเสนอแนะที่ผมจะวิจารณ์ พอดีคณะกรรมาธิการชุดนี้มิได้มีวัตถุประสงค์เพื่อจะให้รับรองหรือไม่รับรอง

ข้อแรก มีการลงนามในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ระหว่างประเทศไทยกับประเทศ กัมพูชา มิได้มีถ้อยคําที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ของระวางดงรัก ผมจะชี้ให้เห็นว่ามีการรับรองไหม มีทราบว่าท่านประธานผ่านไปถึง ท่านประธานคณะกรรมาธิการร่วมนะครับ ได้อ่านได้อ่านบันทึกการประชุมของ คณะกรรมการที่ปรึกษาประธานวุฒิสภาไหมครับ ที่มีนายไพบูลย์ นิติตะวัน เป็นประธาน กรรมการ ฉบับวันที่ ๒ ตุลาคม ๒๕๕๒ เขาตั้งคําถามถามท่านทูตประสาท ประสาทวินิจฉัย ข้อความดังนี้ครับ สําหรับประเด็นใช้แผนที่นั้นได้มีมติคณะรัฐมนตรี พ.ศ. ๒๕๐๒ และ พ.ศ. ๒๕๒๐ ห้ามมิให้ใช้แผนที่ที่จัดทําขึ้นตามอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และ สนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ เนื่องจากเห็นว่าเป็นที่ที่ประเทศฝรั่งเศสจัดทําขึ้นฝ่ายเดียว ซึ่งมติ คณะรัฐมนตรีดังกล่าวเป็นการขัดกันกับกฎหมายระหว่างประเทศ โดยหลักของกฎหมาย ระหว่างประเทศจะต้องนําแผนที่ดังกล่าวมาใช้กําหนดในสนธิสัญญาประกอบคําพิพากษา ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศที่มีคําพิพากษาว่าแผนที่ที่มีผลผูกพันกับประเทศไทย ตามหลักกฎหมายปิดปาก ต่อมาทางฝ่ายกัมพูชาได้ทักท้วงฝ่ายประเทศไทยในกรณีที่ฝ่าย ประเทศไทยใช้แผนที่ดังกล่าวกําหนดเขตแดนกับประเทศลาวในกรณีพิพาทที่บ้านร่มเกล้า แต่ในกรณีพิพาทกับฝ่ายประเทศกัมพูชาฝ่ายประเทศไทยใช้เส้นเขตแดนโดยยึดถือสันปันน้ํา แทน ในที่สุดคณะรัฐมนตรีจึงมีมติให้ใช้แผนที่ตามอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๗ เพื่อให้เป็นไปตามกฎหมายระหว่างประเทศ ทีนี้ท่านทูตประสาท ประสาทวินิจฉัย เอกอัครราชทูตประจําราชอาณาจักรกัมพูชายังได้ชี้แจงกฎหมาย ระหว่างประเทศอีกนะครับ เขาพูดว่าขัดข้อ ๑๑ ของกฎหมายระหว่างประเทศว่าด้วยการ ตีความสนธิสัญญาได้กําหนดว่ามีการนําแผนที่มาใช้ประกอบด้วย แม้จะเป็นเพียงการจัดทํา ข้อตกลงก็ตาม เอ็มโอยูนะครับ ก็จะพิจารณาเพียงสนธิสัญญาอย่างเดียวมิได้ ควรดูประโยชน์ และใช้บังคับคู่กันด้วย อันนี้มีการพูดถึงนะครับ แล้วมติคณะรัฐมนตรีมีการกลับมติด้วย ทีนี้เอกสารชิ้นที่ ๒ จากหนังสือด่วนที่ที่สุดของกระทรวงการต่างประเทศ ลงนามโดยหม่อม ราชวงศ์สุขุมพันธุ์ บริพัตร รัฐมนตรีช่วยว่ากระทรวงการต่างประเทศถึงนายกรัฐมนตรี ที่ กต ๐๖๓/๑๕๗๔ ลงวันที่ ๙ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ เรื่องผลการประชุมคณะทํางาน เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เจบีซี ครั้งที่ ๒ เขาลงนามโดยย่อและรีเฟอร์เรนดัม (Referendum) บันทึกความเข้าใจ ๒๕๔๓ ภาคผนวก ๖ ของสิ่งที่ส่งมาด้วย ซึ่งมีการสรุปสาระสําคัญดังนี้ พื้นฐานตามกฎหมายและการสํารวจและการจัดทําหลัก เขตแดนทางบก ดําเนินการโดยใช้บรรดาเอกสารหลักฐานที่ผูกพันประเทศไทยกับประเทศ กัมพูชาตามกฎหมายระหว่างประเทศ คืออนุสัญญาฉบับลงวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๐๔ สนธิสัญญาฉบับลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ค.ศ. ๑๙๐๗ กับพิธีสาส์นแนบท้ายและแผนที่แสดง เขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชามาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งจัดทําขึ้นตามผลงานของ คณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-อินโดจีนและเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการใช้บังคับ แอพพลิเคชั่น (Application) อนุสัญญาและสัญญาดังกล่าวอันนี้ก็มีการอ้างอิงนะครับ หนังสือวันที่ ๙ มิถุนายน วันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ก็เซ็นเอ็มโอยู ๒๕๔๓ นี่เอกสาร ชิ้นที่ ๒ นะครับ ทีนี้เอกสารอีกชิ้นหนึ่งครับท่านประธาน พอดีท่านนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงว่า ท่านให้ไปดูบทความของดอกเตอร์สมปอง สุจริตกุล ลงวันที่ ๑๘ มีนาคม ซึ่งดอกเตอร์ สมปอง สุจริตกุล เป็นผู้เชี่ยวชาญกฎหมายระหว่างประเทศ ทนายประสานคดี ปราสาทพระวิหาร พ.ศ. ๒๕๐๒ ถึง ๒๕๐๕ ผมอ่านเฉพาะเอ็มโอยู ๒๕๔๓ นะครับ ปัญหาที่ตามมาคือเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นมหันตโทษต่อประเทศชาติเนื่องจากเอกสาร ดังกล่าวมีเงื่อนงําซ่อนเร้นและหมกเม็ดแผนที่ระวางดงรัก ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ จัดทําโดย ประเทศฝรั่งเศสฝ่ายเดียวในปีพ.ศ. ๑๙๐๗ ในนามคณะกรรมการสยาม-ฝรั่งเศส โดยไทยมิได้มีส่วนร่วม อันนี้เอกสารที่ชัด ๆ มี ๓ เอกสารนะครับ แล้วเราว่าเขา ไม่อ้างอิงแผนที่ ๒๐๐,๐๐๐ เห็นจะต้องลองศึกษาดูใหม่นะครับ

ข้อที่ ๒ ครับ ข้อที่ ๒ อยู่ข้อ ๑ เหมือนกัน กระทรวงการต่างประเทศ ของประเทศไทยได้ทําหนังสือถึงรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการว่าไม่ยอมรับแผนที่ระวางนี้ เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ และออกแถลงการณ์ยืนยันเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๔๔ เขาคิดช้าไปหรือเปล่าครับ ๙ ปีครับถึงออกแถลงการณ์ ได้ทําหนังสือ ผมว่าคิดเร็วไป หรือเปล่าครับ เพียง ๙ ปีเท่านั้นเอง ๙ ปีถึงทําหนังสือถึงรัฐบาลกัมพูชาอย่างเป็นทางการว่า ไม่ยอมรับแผนที่ เพียง ๙ ปีนะครับ พ.ศ. ๒๕๕๑ และออกแถลงการณ์ยืนยัน เมื่อ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ เขาคิดช้าไปหรือเปล่าครับกระทรวงการต่างประเทศ อันนี้เป็น ประเด็นที่ ๒

ประเด็นที่ ๓ การใช้คําว่า พื้นที่พิพาทในข้อ ๒ ของคณะกรรมาธิการร่วม ชุดอาจารย์เจริญนะครับ ส่วนพื้นที่พิพาทอย่างเช่นกรณีพื้นที่ประกาศพระวิหาร ฝ่ายไทยควรเจรจาให้ฝ่ายกัมพูชานําชุมชน ประชาชน หรือทหารออกนอกเขตพื้นที่ เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมสําหรับการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนอย่างแท้จริง ผมคิดว่าใช้พื้นที่พิพาท ยังเป็นปัญหานะครับ ยังเป็นปัญหาที่ว่าบันทึกฉบับที่ ๒ บันทึกเจบีซี ฉบับที่ ๒ และฉบับที่ ๓ ซึ่งมีการแนบร่างข้อตกลงชั่วคราวในระหว่างรัฐบาลและอาณาจักร กัมพูชา กับรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทย ว่าด้วยเรื่องปัญหาพื้นที่ชายแดนไทยปราสาท พระวิหาร กัมพูชาปราสาทเปรียะวีเฮียร์ ซึ่งในเบื้องต้นสามารถมองเห็นได้ว่ามีการหารือ ร่างข้อตกลงซึ่งได้บรรจุอยู่ในระหว่างเรื่องพิจารณาในหน้า ๑๐๓ ของหนังสือเล่มนี้นะครับ เท่ากับว่าฝ่ายไทยเห็นด้วยว่าพื้นที่ดังกล่าวไม่ใช่ของไทยหรือแผ่นดินไทยฝ่ายเดียว หากแต่ เป็นพื้นที่พิพาท เขาใช้พื้นที่พิพาทนะครับ แต่แถลงการณ์ของกระทรวงต่างประเทศไทย ยืนยันว่าวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระตั้งอยู่ในอาณาเขตไทยได้เรียกร้องให้ประเทศกัมพูชารื้อถอน วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระและปลดธงชาติกัมพูชาประดับเหนือวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ข้อเรียกร้องนี้เป็นการย้ําถึงการประท้วงหลายครั้งของไทยต่อกัมพูชาเกี่ยวกับกิจกรรมต่าง ๆ ในวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระและบริเวณโดยรอบ ซึ่งล้วนเป็นการละเมิดอธิปไตยและดินแดน บูรณภาพแห่งราชอาณาจักรไทย แถลงการณ์วันที่ ๓๑ มกราคม ชัดเจนนะครับว่า ประเทศไทย โดยกระทรวงการต่างประเทศยอมรับว่าไม่ใช่พื้นที่พิพาท แต่เป็นพื้นที่ ของประเทศไทย ปัญหาที่ต้องพิจารณาก็คือว่าคณะกรรมาธิการของท่านเจริญนะครับท่านประธาน ฝ่ายไทยควรเจรจาให้ฝ่ายกัมพูชานําชุมชน ประชาชน หรือทหารออกนอกพื้นที่พิพาท เพื่อให้พื้นที่ดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมสําหรับการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนอย่างแท้จริง วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ภูมะเขือขนาดเขาจะส่งประเทศอินโดนีเซียมา ฝ่ายทหาร ผบ.ทบ. ยังใช้เรื่องนี้เป็นข้อท้วงติงเลยครับ แล้วของท่านนี่ใช้คําว่า พื้นที่พิพาท ได้อย่างไร ผมขอเรียน ถามนะครับ เราน่าจะใช้พื้นที่ที่เป็นของประเทศไทยแต่ถูกลุกลามโดยประเทศกัมพูชา แล้วท่านก็ไม่ได้บอกวิธีการว่าไหน ๆ จะเป็นข้อสังเกตและข้อเสนอแนะไม่รู้จะให้ออกอย่างไร เขียนแต่ว่าฝ่ายไทยควรนําออก

ข้อสุดท้ายครับ กรณีคํากล่าวปราศรัยเปิดประชุมเจบีซีของฝ่ายกัมพูชา ฝ่ายไทยถูกกล่าวหาและโจมตีว่ารุกล้ําดินแดนหรือกระทําผิดเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ มาหลายครั้ง ซึ่งเป็นข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง ดังนั้นคณะผู้แทนไทยเจบีซีฝ่ายไทยสมควรนําไป พิจารณาโต้แย้งหรือท้วงติงข้อกล่าวหาดังกล่าวให้ถูกต้องในโอกาสต่อไป ผมกลัวว่ามัน มีการปราศรัยของนายวาร์ คิม ฮง รัฐมนตรีที่รับผิดชอบกิจการชายแดนเมื่อวันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เมื่อวันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ เมื่อวันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒ ผมกลัวว่า ๙ ปีจะเข้าหลักกฎหมายปิดปากครับ อย่าลืมว่าเอ็มโอยู ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้ ได้มีหนังสือของรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศเสนอไปแล้วตั้งแต่วันที่ ๙ มิถุนายน ๒๕๔๓ ถ้ามาประท้วงอีก ๙ ปี หรือ ๘ ปีกว่าต่อมามันคิดเร็วหรือคิดช้าครับ ท่านประธานครับ ผมเป็นห่วงจริง ๆ ว่าเราน่าจะเสียดินแดนในทางปฏิบัติ แม้ว่าตอนแรก ผมก็คิดว่าจะให้ลงนามรับรองหรือไม่รับรอง ๓ ฉบับก็เตรียมตัวมาอภิปรายมาก เพราะฉะนั้น ก็ไม่ต้องอภิปราย ก็พูดถึงนะครับ พูดถึงเฉพาะข้อตกลงนี้ไม่ถือเป็นสัญญาตามรัฐธรรมนูญ แต่ผมสงสัยว่าสมาชิกพรรคประชาธิปัตย์ได้เข้าชื่อกันเสนอให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาว่า บันทึกผลการประชุมร่วมคณะกรรมาธิการกิจการชายแดนไทย เจบีซีเป็นไปตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๗๐ หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญรับเมื่อวันที่ ๓ ธันวาคม ๒๕๕๓ แล้วศาล ยังไม่พิจารณาเลย นํามาพิจารณาในวันนี้แล้ว ผมขอโทษที่จะต้องเอ่ยนามท่านนะครับ คุณศิริโชคก็อยู่ในนั้นท่านทําหนังสือถึง แล้วศาลรัฐธรรมนูญยังไม่ชี้มาเลยท่านเอามา รายงานแล้ว ผมขอจบด้วยที่ปรึกษาของท่านหมายเลข ๓ คือคุณเทพมนตรี ลิมปพยอม เขาได้เขียนหนังสือฉบับนี้ครับ เขาได้เขียนไว้ในข้อ ๕ การศึกษาของคณะกรรมาธิการ ยังไม่สามารถสรุปหรือลงมติใด ๆ ได้ เพราะเอกสารที่ใช้ประกอบการศึกษาและการตัดสินใจ ยังไม่เพียงพอ เอกสารสําคัญ ๆ เมื่อร้องขอไปแล้วยังไม่ได้รับการตอบสนองจากหน่วยงาน ที่เกี่ยวข้อง เช่น กระทรวงการต่างประเทศ กรมแผนที่ทหาร ทั้ง ๆ ที่มีตัวแทนเข้ามา นั่งประชุมอยู่ด้วยทุกครั้ง ถือเป็นการบังคับลงมติโดยปราศจากข้อมูล ขอบคุณท่านประธาน มากนะครับที่จะได้ตอบ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไปคนสุดท้าย คุณแวมาฮาดี แวดาโอะ เชิญครับ

นายแวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส 🔗

เรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สิ่งที่เรากําลังพูดถึงนี้มันเป็นเรื่อง ของเขตแดน จริง ๆ แล้วการกําหนดเขตแดนไทย-เขมรนั้น มันเสร็จมาประมาณ ๑๐๐ กว่าปี แล้วครับ คงไม่ต้องมาพูดถึงอีกนะครับ แล้วก็ยืนยันอีกครั้งหนึ่งเหมือนอาจารย์ที่พูดเมื่อกี้นะครับ บอกว่าไม่มีพื้นที่พิพาทสําหรับ เขตแดนประเทศไทยและประเทศเขมร แต่มันมาเริ่มมีพื้นที่พิพาทก็คือตอนเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๐๕ ซึ่งเป็นปีที่ผมเกิด แล้วผมต้องเสียใจที่เราต้องเสียดินแดน ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่า ศาลโลกได้ตัดสินเฉพาะพื้นที่ที่ปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่นั้นเป็นของประเทศเขมร ทั้ง ๆ ที่ โดยข้อเท็จจริงแล้วประเทศฝรั่งเศสกับประเทศไทยได้ตกลงกันเมื่อประมาณ ๑๐๐ กว่าปีแล้ว ครับว่าได้สํารวจเขตแดนเรียบร้อยแล้ว ตามแผนที่นี้เรียบร้อยแล้ว การสํารวจในตอนนั้น แบ่งเป็น ๒ ส่วน พื้นที่ราบใช้ปักหลักเขตเหมือนที่คณะกรรมาธิการได้ชี้แจง แต่ส่วนที่ เป็นภูเขา ๑๐๐ กว่ากิโลเมตรนั้นใช้หลักสันปันน้ํา ท่านจะบอกว่าเป็นเรื่องที่จะต้องมาสํารวจ ตอนหลัง อันนั้นเดี๋ยวผมจะโต้แย้งกับท่านอีกนิดหนึ่งนะครับ ก็คือว่าเมื่อปี ๒๕๐๕ ทางศาลโลกได้พิพากษาส่วนหนึ่งประมาณ ๐.๖ ตารางกิโลเมตรเป็นของประเทศเขมร ส่วนอื่นนั้นยังยืนยันเป็นของประเทศไทย เพราะฉะนั้นไม่ใช่พื้นที่พิพาท ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ของประเทศไทย ผมต้องยืนยันอย่างนั้นนะครับ อันนี้คือข้อที่ ๑ แต่จุดพิพาท ของเราก็คือเมื่อปี ๒๕๔๓ ที่เราไปทําสัญญาเอ็มโอยูสมัยรัฐบาลที่ภายใต้การนําของ พรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้น ท่านไปเซ็นเอ็มโอยู ไปเปลี่ยนหลักการครับ หลักการเดิมที่เราใช้หลักสันปันน้ําท่านไปยินยอม ให้ประเทศกัมพูชาใช้หลักแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ทําไมผมถึงพูดอย่างนี้ครับ มีในเอกสาร ฉบับหนึ่งผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับว่า ปรากฏในบันทึกรายงานการประชุม ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาที่เสนอต่อนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ว่าพื้นฐาน ทางกฎหมาย การสํารวจและปักหลักเขตแดนทางบกจะดําเนินการโดยใช้เอกสารหลักฐาน ที่ผูกพันประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ตามกฎหมายระหว่างประเทศคืออนุสัญญาฉบับลง วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๐๗ กับพิธีสารแนบท้ายและแผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งจัดทําขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน และขออนุมัติให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าวที่กรุงพนมเปญ ท่านประธานครับ ไปเปิดได้นะครับจากบันทึกส่วนราชการของสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักการเมืองต่างประเทศ เรื่องผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เจบีซี ครั้งที่ ๒ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ เพราะฉะนั้นรายงานของท่านคณะกรรมาธิการ ที่บอกว่ามิได้มีถ้อยคําใดที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่มาตรา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรัก ไม่เป็นความจริงครับ เอกสารที่ผมพูดถึงเมื่อกี้ยังอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรีครับ ท่านไปเปิดได้ อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ในทางปฏิบัติแม้เราพยายามที่จะอธิบายกับประชาชนว่า เราไม่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐๐๐๐ แต่ข้อเท็จจริง ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้น เอ็มโอยูกลายเป็นใบเบิกทางให้ประเทศกัมพูชาบุกรุกดินแดนประเทศไทย ผมไม่ปฏิเสธการ ตั้งปักเขตในเรื่องของ ๗๐ กว่าหลัก แต่ที่ผมกําลังพูดถึงนี้พื้นที่พิพาท ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ซึ่งจริง ๆ ไม่ควรใช้ด้วย เพราะเป็นดินแดนของประเทศไทย ที่ผมต้องพูดอย่างนี้นะครับ ท่านประธาน ก่อนหน้าปี ๒๕๔๓ ประเทศกัมพูชาไม่มีการทักท้วงใด ๆ แต่หลังจากเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้นปรากฏว่าประเทศกัมพูชาได้สร้างอาคารของรัฐบาล ท้องถิ่น เข้ามาเลยครับ สร้างตลาด สร้างวัด สร้างถนน สร้างชุมชนในพื้นที่รอบ ๆ ปราสาท ถ้าในพื้นที่ปราสาท ๐.๖ ตารางกิโลเมตรผมไม่ว่าครับ แต่อันนี้มันอยู่ในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร มันเริ่มเบิกทางครับ แล้วก็จะขยายความต่อไปในอนาคตที่เราจะต้อง เสียดินแดน ถ้าไปยึดหลัก ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นั้น ประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ ไร่ เท่ากับจังหวัด ปัตตานี ๑ จังหวัดนะครับ ท่านประธานครับ หลังจากการทําเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ แล้ว จึงเป็นใบเบิกทางที่ประเทศกัมพูชาขอจดทะเบียนปราสาทเพียงฝ่ายเดียว ท่านจะโทษรัฐบาล สมัยท่านสมัครเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่มันเป็นผลพวงของเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่เกิดสมัย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนําของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย หลังจากการทํา เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ประเทศกัมพูชาได้จ้างทนายความเพื่อขึ้นศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาเขตแดนใหม่ให้เป็นไปตามหลักแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศทราบดี การทําเอ็มโอยูนําไปสู่เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๔ เรื่องไหล่ทวีป ต่อไป ซึ่งเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ทรัพยากรน้ําและก๊าซธรรมชาติในทะเลอ่าวไทยต่อไป ในอนาคตประเทศกัมพูชาได้ฟ้องยูเนสโกว่าประเทศไทยได้รุกรานพื้นที่ของประเทศกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่มันอยู่ในดินแดนรอบปราสาทเขาพระวิหารในเขต ๔.๖ ตารางกิโลเมตร แล้วในที่สุด ยูเนสโกได้ให้เงินช่วยเหลือ ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์ เพื่อไปปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่มีผลกระทบจากการ รุกรานของรัฐบาลไทยต่อดินแดนประเทศกัมพูชา ที่ประเทศกัมพูชาอ้างครับ หลังจาก เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านไปเปิดได้ครับในกฎหมายของรัฐบาลประเทศกัมพูชาได้ประกาศ พระราชกฤษฎีกาใช้แผนที่ ๑ : ๒๐๐๐๐๐ อย่างเป็นทางการครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กรรมาธิการได้รายงานว่าไม่มีข้อความถ้อยคําใดที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่มาตรา ๑ : ๒๐๐๐๐๐ ไม่เป็นความจริง ท่านต้องไปทบทวนใหม่ในเอกสารประกอบการพิจารณา ต่อไป

ทีนี้ในเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ผมอยากจะเตือนสติกรรมาธิการ ทั้งหลายเพื่อท่านจะต้องพิถีพิถันในการที่จะไปทํางานต่อไปมีประมาณ ๕ ข้อ

ข้อที่ ๑ ความสําคัญของปัญหานั้น เขาพระวิหารเป็นประเด็นประชาชาติ ที่มีความสําคัญต่ออธิปไตยของชาติและบูรณาภาพแห่งดินแดนไทย อย่าทําเล่น ๆ นะครับ เกี่ยวข้องกับประเทศชาติและคนไทยทุกคน เพราะดินแดนนี้พื้นที่นี้เป็นมรดกที่บรรพบุรุษ ได้หาและรักษาไว้ให้ลูกหลานคนไทยท่ามกลางการข่มขู่คุกคาม การแย่งชิงจากประเทศ นักล่าอาณานิคมขณะนั้น เป็นปัญหาที่มีเดิมพันสูงครับ ไม่ใช่เล่น ๆ โดยมีอธิปไตยของชาติ และบูรณาภาพแห่งดินแดน รวมทั้งเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเดิมพัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์สําคัญยิ่งของชาติที่ไม่อาจจะเจรจาหรือประนีประนอมได้ การแย่งชิงอํานาจ ของกลุ่มการเมืองในประเทศนี้ไม่อาจจะเทียบได้กับปัญหานี้แม้เท่าปลายเล็บก็ตาม

ข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ในอดีตที่ผ่านมานั้นประเทศนี้ผมก็แปลกใจเช่นกัน ว่าการให้น้ําหนักนั้นเป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลแต่ละชุดที่ผ่านมานั้นจนถึงปัจจุบัน ให้ความสําคัญและน้ําหนักต่อปัญหานี้ค่อนข้างน้อย อย่างน้อยก็ในสายตาประชาชนนั้น รัฐบาลไม่ได้ติดตามเรื่องอย่างจริงจังต่อเนื่องตั้งแต่แรก มาตื่นตัวหลังจากประชาชน ได้เดินประท้วงครับ

ข้อที่ ๓ คนไทยส่วนใหญ่มองว่าประเทศเขมรเป็นฝ่ายเปิดเกมรุก กําหนดเกม ให้ประเทศไทยเล่น และประเทศไทยตกเป็นฝ่ายรับที่ต้องตามแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา เหมือนที่ผมได้กล่าวมาแล้ว อีกทั้งดูเสมือนว่าประเทศไทยแก้ปัญหายังไม่เป็นเอกภาพ ไปคนละทิศคนละทาง คนไทย มองว่ารัฐบาลบริหารปัญหาชายแดนกัมพูชากล้า ๆ กลัว ๆ ครับ ทั้งที่ผู้นําประเทศกัมพูชา คนปัจจุบันได้กระทําการต่าง ๆ อย่างเปิดเผยไม่ปิดบังตลอดมา กระทรวงการต่างประเทศ ในระยะแรกก็ดูเหมือนไม่มีเอกภาพในกระทรวงครับ ถึงขนาดเจ้ากระทรวงยอมรับว่า ไม่มีเอกภาพระหว่างกระทรวง แต่ยังดีครับที่กระทรวงการต่างประเทศเพิ่งค้นพบตัวเอง ในแถลงการณ์ที่ยืนยันว่าพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้นเป็นของประเทศไทย คนต่างชาติ และสิ่งปลูกสร้างต่างชาติบนแผ่นดินนี้ต้องถอนออกไป ผมดีใจมากครับที่ท่านแถลงในวันนั้น นั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องยึดถือเป็นแนวทางในการต่อสู้ฝากให้กรรมาธิการด้วย เพราะฉะนั้น ๔.๖ ตารางกิโลเมตรไม่ใช่พื้นที่พิพาท แต่อย่างไรก็ดี พอโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พูดยังไม่ทันขาดคํา ปรากฏว่าบรรดาทหารใหญ่ทั้งหลายออกมาโจมตีกระทรวง การต่างประเทศ กลายเป็นหน่วยงานของรัฐขัดแย้งกันเองในเรื่องแก้ปัญหาเกี่ยวกับ ชายแดนไทย-เขมร

ข้อที่ ๔ ผู้นําประเทศไทยครับ ท่านกรรมาธิการท่านอย่าไปสรุปพื้นที่ทับซ้อน และพื้นที่พิพาท ผู้นําประเทศไทยยังคงใช้คําว่า พื้นที่ทับซ้อน ทั้งที่ในทางกฎหมายระหว่าง ประเทศแล้ว อธิปไตยของชาติไม่มีการทับซ้อนกันครับ ถ้าไม่เป็นของเราก็เป็นของเขา ถ้าไม่เป็นของประเทศไทยต้องเป็นของประเทศกัมพูชา ถ้าไม่เป็นของเขาคือประเทศกัมพูชา ก็ต้องเป็นของเรา อธิปไตยทับซ้อนไม่ได้เป็นอันขาด ทั้งที่แผ่นดินที่เหลือนอกจากตัวปราสาท พระวิหารเป็นของประเทศไทยมาตลอด อยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศไทย แต่เรากลับ เชิญชวนให้ประเทศเขมรยกเอาอธิปไตยเข้ามาทับซ้อนอธิปไตยของไทยโดยการออกเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนักการทูตอาวุโส นักกฎหมายระหว่างประเทศอาวุโส ต่างงงไปตาม ๆ กันครับ

ข้อที่ ๕ ตรงข้ามกับฮุนเซนและคนในรัฐบาลฮุนเซนทุกคน รองนายก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โฆษกรัฐบาล ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันนะครับกรรมาธิการ เสียงไม่เคยแตกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยืนยันว่า พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน แต่เป็นของประเทศกัมพูชา เป็นอธิปไตยของ ประเทศกัมพูชาแต่ผู้เดียว ทั้งที่ไม่ได้เป็นของประเทศกัมพูชาแต่ประการใด เขาก็ยังบอกว่า เป็นของเขา แต่ทําไมของเราแท้ ๆ จึงยอมให้เขามาทับซ้อนในเรื่องของอธิปไตย

ข้อที่ ๖ อีกคําหนึ่งที่ผู้นําการเมืองและการทหารไทยต้องมักจะใช้กันก็คือ พื้นที่พิพาท เหมือนกับเอกสารที่กรรมาธิการนี้ใช้ครับ ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นของประเทศไทย ที่เราต้องยืนยันว่าเป็นของประเทศไทยนั้นไม่ใช่พื้นที่พิพาทที่ประเทศไทยไปพิพาทกับ ประเทศเขมรแต่อย่างใด คําว่า พิพาท ครับท่านประธาน มีน้ําเสียงออกไปในทางว่ายังไม่รู้ว่า เป็นของใครถึงมาทะเลาะกันเพื่อแย้งชิงกัน หลักการสมัยก่อนมีอยู่ว่าอะไรที่เป็นของเรา ก็ต้องเป็นของเราครับ ฝากไว้กับรัฐบาลด้วย อะไรที่เป็นของเขาเราจึงต้องเจรจาเผื่อว่าเรา จะได้บ้าง แต่ของเราไม่ต้องเจรจาครับต้องเป็นของเรา ซึ่งประเทศเขมรใช้หลักนี้อย่างเต็มที่ ส่วนของประเทศไทยนั้นตรงกันข้าม อะไรที่เป็นของประเทศเขมรก็เป็นของประเทศเขมรไป เช่น ปราสาทพระวิหาร อะไรที่เป็นของประเทศไทยมาคุยกัน เช่น ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เพื่อจะแบ่งให้เธอบ้างอย่างนั้นหรือ ผู้นําของประเทศไทยจะต้องเลิกพูดพื้นที่พิพาทเสียที ได้ไหม และหันมายืนยันว่านี่คือแผ่นดินประเทศไทย เมื่อเป็นแผ่นดินประเทศไทยเราจะ ไม่ถอนทหารจากแผ่นดินประเทศไทย ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ส่วนวัดและชุมชนของ ประเทศเขมรในพื้นที่นั้นต้องออกไปครับ ซึ่งเท่ากับยืนยันจุดยืนในแถลงการณ์ของกระทรวง การต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดยืนที่ถูกต้องแล้วครับ

ข้อที่ ๗ เราเห็นด้วยที่พูดกันว่าประเทศไทยกับประเทศเขมรเป็นเพื่อนบ้านกัน ยกแผ่นดินหนีจากกันไม่ได้ คนไทย คนเขมรต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป เพราะฉะนั้นไม่ควรรบกัน หรือทะเลาะกันซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเพื่อนบ้านที่ดีนั้นต้องดีด้วยกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย หากฝ่ายหนึ่งดีเอื้ออาทร แต่อีกฝ่ายหนึ่งแทนที่จะยื่นมือมาจับไมตรีกัน กลับชอบ ใส่ร้ายป้ายสีเราเป็นนิจ เช่น บอกว่าเราไปรุกดินแดนใน ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของพื้นที่ รอบ ๆ ปราสาทพระวิหาร ไม่มีใครต้องการให้เกิดสงครามครับท่านประธาน เกิดการสู้รบ แต่ทหารไทยต้องพร้อมป้องกันอธิปไตยของชาติตามหน้าที่ที่กําหนดไว้ ทหารไม่มีหน้าที่ เจรจา แต่มีหน้าที่รบและต้องรบชนะด้วย ส่วนการเจรจานั้นเป็นเรื่องของกระทรวง การต่างประเทศ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนท่านคณะกรรมาธิการว่าผู้นํา ประเทศเขมรได้เตรียมเรื่องนี้มานานครับ และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะปัญหาเขตแดนด้านตะวันออกที่ติดต่อกับประเทศเวียดนามนั้นมันร้ายแรงกว่าด้าน ประเทศไทยมามากนัก ประเทศเขมรได้เสียดินแดนให้กับประเทศเวียดนามมากนะครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ท่านผู้อภิปรายครับ มันจะเลอะเทอะ ไปใหญ่แล้วครับ เอาเฉพาะเรื่องนี้นะครับ

นายแวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

ผมอยาก เรียนคณะกรรมาธิการก็คือข้อเตือนสติให้ท่าน ๗ ข้อนั้นเพื่อเป็นประโยชน์ในการที่จะให้ท่าน ไปประกอบในการพิจารณาอย่างตรงไปตรงมา อย่าเอาประเด็นการเมืองไปเป็นประเด็นใหญ่ ในที่สุดเราต้องเสียดินแดนอีกเยอะ ในอนาคตถ้าเราไม่รอบคอบในเรื่องเหล่านี้ ขอบคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ต่อไปเชิญคณะกรรมาธิการชี้แจง สรุปครับ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก ดิฉันขอชี้แจงข้อสงสัยของเพื่อนสมาชิก ในส่วนการสรุป จะเป็นหน้าที่ของท่านประธานนะคะ ข้อสงสัยต่อเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้น ด้วยดิฉัน เห็นประโยชน์และความงดงามของเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่ถือว่าเป็นกลไกในการคลี่คลาย ปัญหาข้อพิพาทเขตแดนระหว่างไทย-กัมพูชา ดิฉันจึงไม่อยากให้เพื่อนสมาชิกไปกล่าวโทษว่า เป็นเพราะรัฐบาลชุดไหนเป็นต้นเหตุ เพราะถ้าเราทบทวนเวลากันให้ดี เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้น ลงนามในปี ๒๕๔๓ รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ แต่หลังจากนั้นได้นําไปสู่ การกําหนดแผนแม่บทหรือทีโออาร์ พ.ศ. ๒๕๔๖ นั่นหมายความว่ารัฐบาลชุดต่อมา ก็คือรัฐบาลชุดนายกรัฐมนตรีทักษิณ ชินวัตร ได้เห็นถึงประโยชน์ของเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ จึงได้นําไปกําหนดเป็นแผนแม่บท นําไปสู่การดําเนินงานในทางปฏิบัติ แล้วหลังจากนั้น ในปี ๒๕๔๙ ก็มีการไปเดินสํารวจจัดหาหลักเขตแดนที่ได้จัดทํามาแล้วในอดีต นั่นก็หมายความว่ารัฐบาลในชุดต่าง ๆ ได้เห็นคุณค่าและประโยชน์ของเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ จึงได้รับดําเนินการปฏิบัติตลอดมา และมากไปกว่านั้น ในปี ๒๕๕๑ เมื่อวันอังคารที่ ๒๕ ตุลาคม ทางคณะรัฐมนตรีได้เสนอกรอบการเจรจาด้านการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดน ทางบกไทย-กัมพูชา ตลอดแนว เสนอสู่รัฐสภาให้รัฐสภาพิจารณาอีกครั้ง วันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ เป็นรัฐบาลชุดท่านนายกรัฐมนตรีสมชาย วงศ์สวัสดิ์ ในครั้งนั้นรัฐสภามีมติเห็นชอบ ในกรอบการเจรจาสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ด้วยคะแนนเสียง ๔๐๖ : ๘ นั่นหมายความว่าเสียงส่วนใหญ่เห็นด้วยกับกรอบเจรจาด้านการสํารวจและจัดทํา หลักเขตแดนทางบกไทย-กัมพูชา ตลอดแนว นั่นแยกเป็น ๒ ส่วน ก็คือ ๗๓ หลักที่สํารวจ ไปแล้ว และรวมถึงพื้นที่ ๑๙๕ กิโลเมตรที่มีการปักปัน แต่ยังไม่ได้มีการปักหลักเขตแดน ถ้าถามว่ากรอบการเจรจาที่ได้เสนอสู่รัฐสภาที่ได้พิจารณาในครั้งวันที่ ๒๘ ตุลาคม ๒๕๕๑ นั้น เนื้อหาคืออะไร ดิฉันขออนุญาตไม่อ่านนะคะ แต่โดยสรุปก็คือเนื้อหาที่เสนอเข้ามาเหมือนเป๊ะเลยค่ะ เหมือนเป๊ะกับเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ในข้อ ๑ ที่พูดถึงเอกสารที่จะใช้เป็นพื้นฐานในการเจรจา และสํารวจจัดทําหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา ที่ว่าอนุสัญญา ค.ศ. ๑๙๐๔ สนธิสัญญา ค.ศ ๑๙๐๗ และแผนที่ที่จัดทําขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดน เรียกว่าเนื้อหาในกรอบ การเจรจาที่เสนอเข้าสู่รัฐสภาและมีเพื่อนสมาชิกเห็นด้วย ด้วยคะแนน ๔๐๖ : ๘ เห็นด้วย ทุกประการตามข้อ ๑ ของเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ แล้ววันนี้เราจะมาถามอะไรกันอีกคะ ก็สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้เห็นชอบกันไปแล้ว ส่วนข้อกังวลใจและข้อมูลที่ใช้ในการอภิปรายต่าง ๆ คณะกรรมาธิการที่เราไปศึกษาเราก็ได้พิจารณาและศึกษากันอย่างรอบคอบ ก็จึงได้มาเรียน ต่อท่านประธานเพื่อผ่านไปยังท่านสมาชิก สําหรับในส่วนของดิฉันมีเพียงเท่านี้ค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญให้จบทั้งคณะ ให้จบแล้วจะได้ ลงไปข้างล่าง ให้จบไปเลยครับ

นายศิริโชค โสภา กรรมาธิการ

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายศิริโชค โสภา สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสงขลา พรรคประชาธิปัตย์ ในนามของสมาชิกรัฐสภา กระผมขออนุญาตใช้เวลาเล็กน้อยในการตอบคําถามเพื่อนสมาชิก รัฐสภา ที่อาจจะมีความสงสัยในประเด็นของบันทึกประชุมจีบีซี ๓ ฉบับ แล้วก็หลาย ๆ ท่านเองก็อาจจะมีความสงสัยในหลาย ๆ ประเด็นในเรื่องของแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ผมเสียดายที่ท่านหมอแวมาฮาดีได้เดินออกไปจากห้องประชุมรัฐสภาไปแล้ว ผมก็จะขอ อนุญาตชี้แจงท่านหมอแวมาฮาดี ต้องขออนุญาตเอ่ยนามเพื่อให้เกิดความเข้าใจ จริง ๆ แล้ว ผมก็ได้ฟังท่านอภิปรายตั้งแต่ช่วงอภิปรายไม่ไว้วางใจที่ท่านพูดอาจจะจริงบ้าง เท็จบ้าง ในเรื่องของพลังงาน แต่วันนี้ท่านก็เกิดความสับสนในเรื่องเขตแดนอีกครั้งหนึ่ง เพราะ ไม่แน่ใจว่าท่านได้ไปศึกษาข้อมูลเอาเองหรือว่ามีที่ปรึกษาท่านใดท่านหนึ่งได้ให้ข้อมูลกับท่าน แล้วท่านก็เลยคิดไปเองว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้โกหก ท่านประธานที่เคารพครับ จริง ๆ คนที่โกหกท่านน่าจะเป็นที่ปรึกษาของท่าน อันนี้ผมคิดในแง่ที่ดี ผมกราบเรียนท่านประธาน ขออนุญาตใช้แผ่นชาร์ท (Chart) อันนี้นะครับ ท่านหมอแวมาฮาดีบอกว่าการที่รัฐบาล ชุดของนายชวน หลีกภัย ไปลงนามในบันทึกความเข้าใจหรือที่เรารู้จักในนามเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ จะทําให้ประเทศไทยเสียพื้นที่ให้กับประเทศเขมรถึง ๑.๘ ล้านไร่ เป็นตัวเลข ที่น่าตกใจและเป็นตัวเลขที่น่ากลัว ถ้ารัฐบาลไหนทําเสียพื้นที่ ๑.๘ ล้านไร่ให้กับเพื่อนบ้าน ก็เป็นรัฐบาลที่น่าถูกประนาม แต่ในข้อเท็จจริงไม่ใช่ครับ ผมไม่แน่ใจว่าช่วงที่ท่านหมอแวมาฮาดี ได้ไปศึกษาไม่ทราบได้เรียนพื้นฐานของการทําแผนที่หรือเปล่า ถ้าดูจากสิ่งที่ท่านอภิปรายไป แล้วก็เชื่อว่าน่าจะไม่ได้เรียนครับ กระผมขออนุญาตนําเอกสารอันนี้ก็คือวิชาแผนที่ ขั้นพื้นฐานที่นักศึกษา ไม่ว่าจะเป็นในประเทศสหรัฐอเมริกา ในประเทศอังกฤษ หรือในประเทศไทยก็ต้องเรียนแผนที่แต่ละอย่างมันแตกต่างกัน ที่มาที่ไปก็แตกต่างกัน วันนี้ผมจะพูดเฉพาะแผนที่ที่เป็นปัญหา ๒ ชนิด ก็คือแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้ภาษาอังกฤษเขาใช้คําว่า ซินูซอยเดล โพรเจคชัน (Sinusoidal Projection) กล้องกรุณาโคด (Code) นะครับ จะเห็นว่าพื้นที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้ เขาเน้น ในเรื่องของแอเรีย (Area) หรือเน้นในเรื่องของเนื้อที่ จะเห็นว่าโพรเจคชันของแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้จะเป็นลักษณะเป็นกลม ๆ เหมือนกับแผนที่โลกเบี้ยว ๆ อันนี้คือแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ สมัยโบราณ แผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ หรือที่เราเรียกกันว่า แอล ๗๐๑๗ เขาเน้น ในเรื่องของทิศทาง ระยะทาง พูดง่าย ๆ เป็นโพรเจคชันที่ภาษาอังกฤษเรียกว่า เมอร์คาเตอร์ โพรเจคชัน (Mercator Projection) ผมอยากให้หมอแวมาฮาดีดูทั้ง ๒ อย่างนี้ให้ดีนะครับ เป็นแผนที่คนละโพรเจคชันครับ สิ่งที่หมอแวมาฮาดีทําคืออะไรครับ คือเอาแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ มาทาบลงแผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ ครับ แล้วก็ทักเอาเองว่าต้องเสียพื้นที่ไป ๑.๘ ล้านไร่ครับ ท่านประธานครับ ผมเอาแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ลองทาบกับแผนที่ ๑ : ๕๐,๐๐๐ เพื่อให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภา ได้เห็นว่าจะเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อเอาแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้ ทาบกับ ๑ : ๕๐,๐๐๐ พูดง่าย ๆ คือเอาเมอร์คาเตอร์ทาบกับซินูซอยเดลจะเกิดอะไรขึ้นครับ ท่านประธานครับ ถ้าเชื่อตามหมอแวมาฮาดี ประเทศแคนาดากินแดนประเทศสหรัฐอเมริกา ไปแล้วครับ ถ้าเชื่อตามหมอแวมาฮาดี ประเทศทุกประเทศในโลกนี้รบกันแหลกลาญแล้วครับ เพราะโพรเจคชันของแต่ละแผนที่มันไม่เหมือนกันครับ เหมือนกับผมยืนอยู่ตรงนี้ครับ แล้วมีเงาของผมอยู่ตรงนี้ แล้วหมอแวมาฮาดีบอกว่าเงาของผมสูงกว่าตัวผมเองมันเป็นไปได้ ไหมครับ เพราะฉะนั้นผมถึงกราบเรียครับว่าถ้าหมอแวมาฮาดีไม่ได้ศึกษาเรื่องแผนที่ กรุณากลับไปศึกษาใหม่ก่อน หรือถ้าที่ปรึกษาเป็นคนบอกวันนี้กลับไปบ้านครับ แล้วก็เอาไม้ เคาะหัวที่ปรึกษาครับ เพราะเท่ากับว่าท่านมาแสดงความรู้

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ไปไกลแล้วครับ ไปเรียบ ๆ ดีกว่า มันไกลมากไปครับ

นายศิริโชค โสภา กรรมาธิการ 🔗

อันนี้จบเรื่องแผนที่นะครับ เรื่องที่ ๒ ที่หมอแวมาฮาดีพูดถึงก็คือเรื่องของแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ครับ ท่านก็อ้างนะครับว่า ในบันทึกเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ มีการระบุชัดเจนครับว่าใช้แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เพราะฉะนั้นสิ่งที่กรรมาธิการได้พูดไปว่าไม่มีถ้อยคําไหนที่รับรองแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรัก เป็นคําพูดเท็จของคณะกรรมาธิการ ผมกราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับว่า ในเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นี้ เขียนไว้อย่างนี้จริงครับ ข้อ ค เขียนว่าแผนที่ที่จัดทําขึ้น ตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ซึ่งจัดขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. ๑๙๐๔ แล้วท่านหมอแวมาฮาดีก็ไปดูในบันทึกสมัยปี ๒๕๔๓ ที่เขียนถึง ครม. แล้วก็บอกว่ามีการระบุแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แต่บังเอิญท่านไม่ได้ ศึกษาให้มันลึกไปกว่านี้ครับ เพราะคําว่า แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นั้น เขาหมายความว่าแผนที่ ที่จัดทําขึ้นตามผลงานการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยาม กับอินโดจีน ถ้าท่านไปศึกษานะครับว่าผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน ของคณะกรรมการปักปันชุดนี้มีอะไรบ้าง ท่านก็จะเกิดความเข้าใจ ผมขออนุญาต ท่านประธานเอาคําพิพากษาของศาลโลกมาเปิดให้เพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้เกิดความเข้าใจ คณะกรรมการผสมสยาม-อินโดจีน ผลิตแผนที่ขึ้นมา ๑๑ ระวางแต่ประเทศกัมพูชาได้เอา เฉพาะระวางดงรัก คือ ๑ ใน ๑๑ นี้ขึ้นมาบนศาลโลกเพื่อให้ศาลโลกวินิจฉัย แล้วศาลโลก มีคําวินิจฉัยอย่างนี้นะครับเป็นภาษาอังกฤษครับ วอส เนฟเวอร์ฟอร์มอลลี แอพพรูฟ บาย เดอะ เฟิร์ส มิกซ์ คอมมิชชัน (Was never formally approve by the first mix commission) พูดง่าย ๆ ก็คือว่าแผนที่ไม่เคยได้รับการเห็นชอบอย่างเป็นทางการ โดย คณะกรรมการผสมชุดที่ ๑ ธิงค์ ทู เดอะ แฟคท์ แดท เดอะ มิกซ์ คอมมิชชัน แฮฟ ซี อิท ฟังก์ชัน ซัม มันธ์ ไพรเออร์ ทู เดอะ โพรดัคชัน ออฟ อะ แมพ (Think to the fact that the mix commission have see it function some month prior to the production of a map) แปลเป็นภาษาไทยครับว่า ด้วยข้อเท็จจริงที่ว่าคณะกรรมการผสมได้ยุติการ ปฏิบัติหน้าที่หลายเดือนก่อนการจัดทําแผนที่ แล้วศาลนะครับก็ได้กล่าวเพิ่มเติมต่อไปว่า เดอะ เรคคอร์ด ดาส นอท โชว์ เวเธอะ เดอะ แม็บ แอนด์ เดอะ ไลน์ เวอ เวรี โซน เอนี่ ดี ซิชั่น ออร์ อินสทรัคชั่น กิ๊ฟเวน บาย เดอะ มิกซ์ คอมมิชชัน ทู เดอะ เซอร์เวอิ้ง ออฟฟิส เซอร์ส วาย อิท วอส สกิล ฟังก์ชันนิ่ง (The record does not show whether the map and the line were zone any decisions or instruction given by the mix commission to the surveying officers why it was skill functioning) แปลเป็น ภาษาไทยครับว่า หลักฐานไม่ได้แสดงว่าแผนที่หรือเส้นมีพื้นฐานมาจากคําวินิจฉัยหรือ คําสั่งใด ๆ ที่คณะกรรมการผสมได้ให้แก่เจ้าหน้าที่สํารวจในระหว่างที่คณะกรรมการ ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่ ๒๐๐,๐๐๐ จริงครับ แต่ต้องเป็นแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันผสม สยาม-อินโดจีนครับ ซึ่งในกรณีนี้ก็คือระวางดงรักที่ท่านพูดถึงนี้มันไม่ใช่ครับ เพราะฉะนั้น ผมถึงกราบเรียนท่านประธานครับว่าเวลาเราจะไปศึกษาอะไร เราต้องดูข้อเท็จจริง อย่างละเอียดถี่ถ้วน เพราะถ้าดูแบบผิวเผินก็จะมีความเชื่อแบบนี้นะครับ อันนี้ก็คือเรื่อง แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ว่าคณะกรรมาธิการยังยืนยันครับว่าไม่มีถ้อยคําไหนในบันทึก การประชุมเจบีซีหรือในเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่ไประบุว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ (ระวางดงรัก) ท่านประธานที่เคารพครับ ท่าน ส.ว. บางท่านก็ได้ขอให้ คณะกรรมาธิการนําเสนอจดหมายซึ่งทางกระทรวงการต่างประเทศได้ทําไปถึงรัฐบาล ประเทศกัมพูชานะครับ ผมกราบเรียนท่านสมาชิกรัฐสภาครับเมื่อกี้นี้ก็คือจดหมาย ที่กระทรวงการต่างประเทศได้ยืนยันเมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ ว่าเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ไม่ได้เป็นการยอมรับแผนที่ระวางดงรัก ซึ่งเอกสารชุดนี้ถ้าท่านอยากดูนะครับผมก็จะ นําให้กับท่านประธานรัฐสภา เพื่อได้นําไปเสนอต่อท่านสมาชิกรัฐสภาที่มีความสงสัย ในเรื่องนี้ครับ

ประเด็นต่อไปถามว่าทําไมรัฐบาลไทยจึงไม่ปฏิเสธแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ทุกฉบับ สาเหตุนะครับเราก็ได้มาศึกษาในคําวินิจฉัยของศาลโลกนะครับ จริงอยู่ครับว่า กรรมการชุดนี้ผลิตแผนที่มา ๑๑ ฉบับแล้วก็ถูกยกเลิกไป ๓ ฉบับ ก็เหลือ ๘ ฉบับ แต่ว่าข้อเท็จจริงเวลาประเทศกัมพูชาเอาแผนที่ขึ้นไปประกอบการพิจารณาของศาลโลก ประเทศกัมพูชาเอาเฉพาะแผนที่ระวางดงรักแผนที่ฉบับเดียวไปครับ เพราะฉะนั้นเวลาศาล วินิจฉัย ศาลก็พูดถึงแผนที่เฉพาะระวางดงรักครับไม่ได้พูดถึงอีก ๗ ฉบับ เพราะฉะนั้น จะให้เราไปตีความเอาเองว่าหมายถึงว่าอีก ๗ ฉบับนี้ไม่ได้เป็นผลงานก็ไม่มีใครกล้าตีความ แต่สาเหตุที่เรากล้าตีความว่าเฉพาะระวางดงรักนี้ไม่ใช่เป็นผลงานของคณะกรรมการ ปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ก็เพราะว่าศาลโลกได้เคยวินิจฉัยไว้แล้วนะครับ ก็ตอบข้อซักถามของท่านสมาชิกรัฐสภาที่ว่าทําไมเราถึงไม่ปฏิเสธแผนที่ทั้ง ๑๑ ฉบับนะครับ ฉะนั้นผมก็กราบเรียนต่อไปนะครับว่ามีท่านสมาชิกรัฐสภาอีกท่านหนึ่ง ขออนุญาตเอ่ยนาม ก็คือท่านฐิติมา ฉายแสง ก็อยากจะกราบเรียนนะครับว่าท่านก็สงสัยนะครับว่าจริง ๆ แล้ว คําพิพากษานี้ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับว่าท่านนายกรัฐมนตรีมีความเห็นอย่างไร ยอมรับ คําพิพากษาของศาลโลกปี ๒๕๐๕ หรือเปล่า ผมคงตอบแทนท่านนายกรัฐมนตรีไม่ได้นะครับ เพียงแต่ว่าคณะกรรมาธิการชุดนี้นะครับยืนยันครับว่าเราเคารพคําพิพากษาของศาลโลก แล้วเราก็ยืนยันครับว่าปราสาทพระวิหารทั้งตัวปราสาทแล้วก็พื้นดินใต้ปราสาทเป็นของ ประเทศกัมพูชา แต่ว่าตรงที่อื่นนั้นไม่ใช่ เพราะฉะนั้นผมก็อยากยืนยันกับท่านสมาชิกนะครับ ว่าเรายอมรับในคําพิพากษาของศาลโลก เพียงแต่ว่าข้อสงสัยของท่านเป็นข้อสงสัย ที่ทางคนประเทศกัมพูชาเคยด่าผมตอนที่ผมอภิปรายไม่ไว้วางใจในช่วงนั้น สงสัยว่าพื้นดิน ใต้ปราสาทพระวิหารนี้เป็นของใครนะครับ ผมก็เรียนยืนยันว่าถ้าเป็นพื้นดินใต้ปราสาท พระวิหารจริง ๆ เป็นของประเทศกัมพูชาไม่ใช่ของประเทศไทย เพราะศาลโลกได้มีคําตัดสิน ไว้แล้วนะครับ แล้วก็ท่านฐิติมา ฉายแสง เองเสียดายที่ไม่ได้อยู่ในที่ประชุมตอนนี้นะครับ ก็ได้พยายามพูดว่าประเทศกัมพูชาจะเอาเรื่องนี้ไปฟ้องกับศาลโลก จริง ๆ ถ้าท่านฐิติมา ได้มีโอกาสได้ไปศึกษาธรรมนูญของศาลโลกยิ่งจะเข้าใจดีครับ ว่าจริง ๆ แล้วไม่สามารถ เอากลับไปขึ้นศาลโลกได้นะครับ เพราะว่าคําตัดสินนี้ถือว่าสิ้นสุดและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ เพียงแต่ว่าท่านไปฟังไม่ได้ศัพท์นะครับ แล้วก็อาจจะไม่ได้ศึกษาเรื่องนี้ดีพอ จริง ๆ เหตุผลเดียวที่ประเทศกัมพูชาสามารถเอาไปขึ้นศาลโลกได้ ก็คือมาตรา ๖๐ ครับ มาตรา ๖๐ ในที่นี้หมายความว่า ยกเว้นว่ามีข้อขัดแย้งกันในการตีความความหมายของ คําพิพากษา นี่คือกรณีเดียวที่จะสามารถเอาขึ้นไปศาลโลกได้ กรณีอื่นไม่มีครับ เพราะว่า คําพิพากษาของศาลโลกถือว่าสิ้นสุดและไม่สามารถอุทธรณ์ได้ เพราะฉะนั้นผมก็เลยอยากให้ เกิดความเข้าใจที่ตรงกันนะครับ แล้วผมก็ขออนุญาตกราบเรียนไปถึงท่านผู้อาวุโสของ พรรคประชาธิปัตย์คือท่านอาจารย์สมเกียรติ ซึ่งผมก็รู้สึกดีมาโดยตลอดนะครับ เพียงแต่วันนี้ ท่านก็ไปยกคําพูดของทูตปราสาท ผมยอมรับครับว่าในระหว่างที่ผมศึกษาเรื่องของ ไทย-กัมพูชา กระทรวงการต่างประเทศเองทุกคนไม่ได้มีความเห็นไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งหมด ยอมรับครับว่ากระทรวงการต่างประเทศส่วนใหญ่มีความเห็นไปในทิศทางของ ท่านทูตปราสาท พูดง่าย ๆ ผมตีนะครับประมาณ ๖๐ : ๔๐ คือ ๖๐ เปอร์เซ็นต์เห็นไป ในทิศทางของท่านทูตปราสาท แต่อีก ๔๐ เปอร์เซ็นต์ เห็นไปในทิศทางของรัฐบาลชุดนี้ครับ นั่นก็คือความยากลําบากของรัฐบาลของท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ ที่ต้องพยายามที่จะ ปรับความเห็นของกระทรวงการต่างประเทศให้ไปในทิศทางเดียว ผมไม่อยากให้ท่านอาจารย์ สมเกียรติยกคําพูดของคนในกระทรวงการต่างประเทศเพียงแค่คนหนึ่ง แล้วมาบอกว่านี่คือ ความเห็นของรัฐบาลไทย มันไม่ใช่ครับ เพราะความเห็นของรัฐบาลไทยนั้นไม่มีความชัดเจน แล้วเพื่อป้องกันสิ่งที่จะเกิดขึ้นในอนาคต คณะกรรมาธิการชุดนี้ก็เลยจําเป็นที่จะต้อง ตั้งข้อสังเกตที่ชัดครับว่าการที่ผู้นํารัฐบาล รัฐมนตรีที่รับผิดชอบและฝ่ายปฏิบัติได้ยืนยัน ถึงแนวทางที่จะดําเนินการในเรื่องนี้อย่างชัดแจ้งและเป็นเอกภาพ ก็คือพูดถึงเรื่องแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรัก ว่าไม่ใช่เป็นระวางที่เรายอมรับในเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ครับ ดังนั้นสมควรให้ส่งข้อสังเกตนี้ไปถึงท่านนายกรัฐมนตรีเพื่อนําเรื่องนี้เข้าสู่การพิจารณา ของคณะรัฐมนตรีต่อไป นั่นก็หมายความว่าเพื่อให้ท่านสมาชิกรัฐสภาไม่ต้องวิตกกังวล เกิดความอุ่นใจ ว่าเมื่อการเปลี่ยนแปลงรัฐบาลจะต้องไปเปลี่ยนแปลงมติคณะรัฐมนตรีครับ หมายความว่าพอท่านเห็นชอบกับข้อสังเกตนี้แล้ว ก็จะเปิดโอกาสให้ท่านนายกรัฐมนตรี นําข้อสังเกตในส่วนที่เกี่ยวข้องกับเรื่องแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรักที่ทุกคนเป็นห่วง เอาเข้าไปให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา แล้วออกมาเป็นมติครับว่ารัฐบาลไทยไม่ยอมรับแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรัก ขอบคุณมากครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญท่านประธาน

นายเจริญ คันธวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายเจริญ คันธวงศ์ ประธานคณะกรรมาธิการ ขอกราบเรียนชี้แจงในข้อสงเกตของ คณะกรรมาธิการ ซึ่งมีสมาชิกได้ท้วงติงกันหลายท่าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่านสาย ส.ว. จังหวัดระยอง แล้วก็อีกหลายท่านนะครับ ได้โปรดพิจารณาในหน้า ๔ ของข้อสังเกต ข้อ ๒ ในบรรทัดที่ ๔ ตอนท้าย ส่วนพื้นที่พิพาทขอแก้เป็นว่า ส่วนพื้นที่ของไทย ขอย้ําอีกทีนะครับ ส่วนพื้นที่พิพาท ขอแก้เป็น ส่วนพื้นที่ของไทย แล้วก็ต่อไปว่า อย่างเช่นกรณีที่บริเวณ คําว่า ปราสาท นั้น ให้เพิ่มคําว่า บริเวณรอบปราสาทพระวิหาร ฝ่ายไทยควร แก้ไขต่อไป นะครับ ให้กัมพูชานําชุมชน ประชาชน หรือทหารออกไป ขอย้ําครับ ออกไปเพื่อให้พื้นที่ ดังกล่าวอยู่ในสภาพพร้อมสําหรับการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนอย่างแท้จริง ส่วนถัดไปในข้อ ๓ บรรรทัดที่ ๔ ที่ขึ้นต้นบรรทัดด้วยคําว่า เพื่อบรรเทาความทุกข์ของ ประชาชน ต่อไปขอตัดข้อความที่ว่า ทั้งนี้จะได้รับการเยียวยาต้องเป็นผู้มีเอกสารสิทธิ์ ของราชการและเป็นผู้ได้รับผลกระทบ ขอตัดส่วนดังกล่าวออกนะครับ เมื่อตัดแล้ว ความในข้อ ๓ บรรทัดที่ ๔ หน้า ๔ อ่านแล้วจะได้ความว่าอย่างนี้ครับ เพื่อบรรเทาความทุกข์ ของประชาชนในระหว่าง เติ่มคําว่า ที่การสํารวจและจัดทําหลักเขตที่ยังไม่ได้ข้อยุติ รู้สึกว่า จะหมดแล้วนะครับ พอหมดแล้วผมขอเสนอดังต่อไปนี้นะครับ ข้อเสนอ ๒ ข้อครับ ข้อที่ ๑ ก็คือว่าขอให้ที่ประชุมสภานี้เห็นชอบข้อสังเกตจากรายงานของคณะกรรมาธิการวิสามัญ และข้อที่ ๒ ก็คือขอให้รับทราบบันทึกการประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ครั้งครับ

นายชัย ชิดขอบ ประธานรัฐสภา

จบแล้วใช่ไหมครับ คณะกรรมาธิการ มีท่านใดอีกครับ เอาให้จบทีเดียวครับ มีไหมครับ ที่ปรึกษามีไหมครับ เห็นอยู่ข้างล่างท่านจะ ชี้แจงอะไรไหม มีไหมครับ เอาทีเดียวให้จบเลยครับ จะไม่ย้อนกลับแล้วละครับ

นายอิทธิพร บุญประคอง อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย

กราบเรียนท่านประธานรัฐสภาครับ กระผม นายอิทธิพร บุญประคอง อธิบดีกรมสนธิสัญญา และกฎหมายนะครับ กระผมขออนุญาตเรียนชี้แจงกรณีที่มีการกล่าวว่านายวาร์ คิม ฮง ซึ่งเป็นประธานเจบีซีฝ่ายประเทศกัมพูชาได้กล่าวข้อความที่เป็นการไม่เหมาะสมต่อเรื่อง เขตแดนประเทศไทยนะครับ ผมขออนุญาตชี้แจงแทนท่านประธานเจบีซีท่านทูตวศิน ซึ่งตอนนี้ท่านพ้นจากหน้าที่แล้วนะครับ คือในการประชุมครั้งแรกตอนเดือนพฤศจิกายน ปี ๒๕๕๑ ท่านประธานเจบีซีฝ่ายไทยไม่ได้ตอบโต้นะครับ แต่ในการประชุมครั้งต่อ ๆ มา ที่มีขึ้นที่กรุงเทพมหานคร เนื่องจากประเทศไทยเป็นเจ้าภาพและประเทศไทย เป็นฝ่ายพูดก่อน ต่อมาประเทศกัมพูชากล่าวนะครับ เมื่อประเทศกัมพูชากล่าวเช่นนั้นก็ได้ มีการโต้ตอบทางปากเปล่า ไม่ได้มีการบันทึกเอาไว้ ส่วนในการประชุมครั้งต่อมาที่มีขึ้นที่ กรุงพนมเปญก็ได้มีการตอบโต้ โดยให้ระบุว่าประเทศไทยผูกพันตนต่อการใช้ความอดทน ต่อการยั่วยุทั้งหลายนะครับ อันนี้เป็นการตอบที่ปรากฏอยู่ในหน้าที่ ๘๑ ของหนังสือ เล่มสีน้ําตาลนะครับ ขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดขอบ ประธานรัฐสภา

ก็จบการชี้แจงของคณะกรรมาธิการ คุณรสนา โตสิตระกูล ครับ เห็นท่านประธานวุฒิสภาท่านทําเครื่องหมายไว้ ผมก็ว่าจะให้ท่าน พูดตอนหลังเขา เสร็จแล้วก็จะให้ผู้ที่ถูกพาดพิงนิดหน่อยนะครับ เชิญครับ

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร 🔗

ขอบพระคุณ ท่านประธานค่ะ ดิฉัน นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา ในฐานะสมาชิกรัฐสภา คือที่จริงดิฉันอยากจะพูดตอนต้นนะคะเรื่องที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ตอบเมื่อบ่ายต้น ๆ ว่า ขอให้ไปดูอ้างถึงท่านสมปอง ซึ่งตอนนั้นดิฉันก็ไม่ได้รู้หรอกว่าท่านสมปองพูดอะไรบ้าง ก็เลยต้องให้เลขาธิการรัฐสภาไปพรินท์ (Print) เอกสารมา แต่ที่จริงดิฉันคิดว่าสิ่งที่ดิฉัน อ้างถึงท่านสมปองถ้าไปดูในเอกสารนี้ ดิฉันก็ไม่อยากจะไปอ่านมากนะคะ ก็คือประเด็นเรื่อง เกี่ยวกับที่ดินระวางดงรัก ซึ่งเมื่อประเทศกัมพูชานั้นได้มีการนําไปให้ศาลเพื่อให้พิจารณา สถานภาพของแผนที่ระวางดงรัก ๑ : ๒๐๐๐๐๐ ซึ่งศาลก็ไม่ได้ตัดสินในเรื่องนี้ ซึ่งอันที่จริง คณะกรรมาธิการก็ได้ชี้แจงไปแล้ว ดิฉันก็ไม่พูดซ้ํา แล้วก็เมื่อทางคณะกรรมาธิการได้ขอแก้ไข หัวข้อที่ ๒ ในข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ โดยตัดส่วนที่เรียกว่าพื้นที่พิพาท ก็แสดงว่า สิ่งที่ท่านได้พิจารณามาในตอนต้นนี้ท่านเองก็ยังสับสนเหมือนกัน ว่าตกลงพื้นที่ตรงนั้น เป็นพื้นที่ของประเทศไทยหรือพื้นที่พิพาท ซึ่งในจุดนี้ดิฉันคิดว่าทางประเทศกัมพูชาเขาชัดเจน เขาไม่เคยบอกว่าเป็นพื้นที่พิพาท เขาบอกว่าเป็นพื้นที่ของเขา ทีนี้เมื่อสักครู่นี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการบอกว่าขอให้ สมาชิกรัฐสภารับข้อสังเกตที่ได้มีการแก้ไข แล้วข้อที่ ๒ คือให้รับทราบบันทึกเจบีซี ๓ ครั้ง ด้วย ทีนี้ดิฉันเองก็แปลกใจนะคะว่าการประชุมของเรานี้ดูมันลักไก่ชอบกลนะคะ คือเอกสาร ที่เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการร่วม ๒ สภานี้นะคะ ที่จริงก็มีทั้งฝ่ายที่เป็นเสียงข้างมาก และฝ่ายเสียงข้างน้อย แต่ปรากฏว่าคณะกรรมาธิการก็หยิบเอาแต่เฉพาะข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการเสียงข้างมากมา โดยที่เราไม่มีโอกาสรู้เลยว่าเสียงข้างน้อยเขาว่า อย่างไรบ้าง

ประการต่อมาคือท่านนําเรื่องนี้มาอยู่ในเรื่องของคณะกรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้วรายงานให้สภาทราบ แล้วก็บอกว่าขอให้สภาแห่งนี้รับทราบข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการร่วมและรับทราบบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ ดิฉันเองก็แปลกใจว่าเอกสาร ที่ท่านนายกรัฐมนตรีทําถึงท่านประธานรัฐสภาเมื่อวันที่ ๑๐ สิงหาคม ๒๕๕๓ ระบุเอาไว้ ชัดเจนนะคะว่าบันทึกทั้ง ๓ ครั้ง คือบันทึกครั้งที่ ๑ การประชุมคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ เมืองเสียมราฐ วันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ครั้งที่ ๒ คือบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ครั้งที่ ๔ สมัยวิสามัญ ณ กรุงเทพมหานคร วันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ และบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา สมัยวิสามัญ ณ กรุงพนมเปญ วันที่ ๖-๗ เมษายน ๒๕๕๒ ขอเสนอบันทึกการประชุมรวม ๓ ฉบับดังกล่าว เพื่อขอให้โปรด นําเสนอรัฐสภาพิจารณาให้ความเห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยต่อไป มาวันนี้ท่านประธานคณะกรรมาธิการร่วมบอกให้ สมาชิกรัฐสภารับทราบ ระหว่างรับทราบกับพิจารณาให้ความเห็นชอบต่างกันอย่างไรคะ การรับทราบในวันนี้จะนําไปสู่อะไร มันเป็นการลักไก่แบบเห็นชอบไปเลยหรือเปล่า ในบันทึกการประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ในขณะที่บันทึกการประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ดิฉันเองก็คิดว่า คณะกรรมาธิการร่วมต้องตอบคําถามว่าคณะกรรมาธิการร่วมตั้งขึ้นมาเพื่อตอบโจทย์อะไร การตอบโจทย์ของท่านเป็นเพียงแค่การตั้งข้อสังเกต ในขณะที่ดิฉันคิดว่าการที่เรา มีการพิจารณาเรื่องบันทึก ๓ ครั้งแล้วตกลงกันไม่ได้ เนื่องจากมันมีประเด็นที่ละเอียดอ่อน สภาจึงได้ตั้งคณะกรรมาธิการร่วมเพื่อไปศึกษาและมาช่วยให้ความเห็นกับสมาชิกรัฐสภา สําหรับการตัดสินใจ แต่มาถึงวันนี้สิ่งที่ท่านพูดนี่ไม่ได้ทําให้เราเกิดความเข้าใจอย่างชัดเจน ว่าตกลงเราควรจะรับบันทึก ๓ เรื่องนั้นไหม บันทึก ๓ ฉบับนั้นเป็นมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ มาถึงวันนี้ท่านเหมือนกับว่ารับทราบนะ มาตรา ๑๙๐ ไม่ต้องโหวต ไม่ต้องลงมติ เป็นเพียงการรับทราบ รับทราบแล้วทําอะไรต่อไปคะ ดิฉันคิดว่าอันนี้มันดูแบบไม่ค่อยแน่ใจ ว่าท่านจะเอาไปทําอะไร แล้วก็ดิฉันเองต้องขออภัยที่ต้องเอ่ยถึงท่านนายกรัฐมนตรีว่าเผอิญ เราได้พบกันที่หน้าห้องประชุม แล้วท่านก็บอกว่าถ้าไม่รับเรื่องนี้ก็จะมีปัญหาว่าเราไม่สามารถ เจรจาทวิภาคีจะนําไปสู่ในเรื่องพหุภาคีเราก็จะเกิดปัญหามากเลย เพราะว่าเขาจะบีบอะไร ต่อมิอะไร ดิฉันฟังแล้วดิฉันก็รู้สึกว่าสภาเราตกเป็นตัวประกันหรือเปล่าคะ ในการที่เรา จะต้องมารับทราบเรื่องพวกนี้ แล้วก็นําไปสู่อะไรเราก็อยากจะเห็นความชัดเจนนะคะ ดิฉันเองเลยให้คนช่วยหาให้นะคะ ว่าปกติแล้วอยู่ ๆ ประเทศที่สามจะเที่ยวมายุ่งเกี่ยวกับ การพิจารณาเรื่องระหว่างประเทศได้หรือไม่นะคะ เอกสารที่ดิฉันได้ไปค้นมานี้ดิฉันก็เห็นเขาพูดเอาไว้ว่า ความสัมพันธ์ทวิภาคี หรือ ๒ ฝ่าย ระหว่าง ๒ รัฐ หรือ ๒ ประเทศนั้น ตามหลักกฎหมายจารีตประเพณีระวางประเทศเป็นเรื่อง ของประเทศคู่กรณี ประเทศที่สามหรือประเทศที่มิใช่คู่กรณี หรือคู่สัญญาจะมาแทรกแซง ไม่ได้ หลักประกันการไม่แทรกแซง คือกฎหมายระหว่างประเทศที่บัญญัติไว้หลายรูปแบบ และหลายลักษณะในกฎบัตรสหประชาชาติ อาทิ หลักการไม่ใช่กําลัง ใช่ไหมคะ น็อน ยูส ออฟ ฟอส (Non-use of force) ข้อ ๒ วรรคสี่ ข้อต่อมาคือหลักการไม่แทรกแซง น็อน อินเทอร์เวนชัน (Non-intervention) และหลักการไม่แทรกสอด น็อน อินเทอร์ เฟียเร็นส์ (Non-interference) ในข้อ ๒ วรรคเจ็ด เพราะฉะนั้นรัฐที่สามไม่มีอํานาจอะไร ที่จะมาแทรกแซงเรา แต่การที่ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดเสมือนทําให้เกิดความรู้สึกหวั่นวิตก ว่าถ้าเราไม่รับรองในเรื่องนี้แล้ว มันจะกลายเป็นปัญหาว่าเราถูกบังคับว่าจะต้องไปเจรจา พหุภาคีแล้ว ไม่ใช่เรื่องทวิภาคีแล้ว ดิฉันคิดว่าไป ๆ มา ๆ สิ่งที่ท่านกรรมาธิการร่วมบอกว่า ขอให้รับทราบนี้ มันคงไม่ใช่การรับทราบธรรมดานะคะ เพราะรับทราบอันนี้เพื่อนําไปสู่การที่ รัฐบาลจะไปเจรจาที่ประเทศอินโดนีเซียหรือเปล่าคะ ดิฉันคิดว่าทําไมเราต้องเดินตามเกม ของประเทศกัมพูชาหรือของคนอื่น เราหวาดหวั่นอะไรมากเกินไปหรือเปล่า ซึ่งอันนั้นจะเป็น อย่างไรก็ตามอันนั้นเป็นเรื่องของรัฐบาลต้องไปว่ากันนะคะ แต่ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ดิฉันคิดว่าเราควรจะต้องทําอะไรให้มันชัดเจน ไม่ใช่ลักษณะที่รับรองผลการศึกษา ของกรรมาธิการ แล้วรับในลักษณะเป็นพวง คือรับข้อสังเกตของท่านนําไปสู่การรับข้อสังเกต ของบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับ ทั้ง ๆ ที่ดิฉันคิดว่าบันทึกเจบีซี ๓ ฉบับนั้น ในหน้า ๑๙ นี้ท่านไปดู นะคะ เขาพูดเอาไว้ว่าหลักเขตแดนที่ ๒๓ และ ๕๑ ได้ทําไว้เรียบร้อยแล้ว แต่ปรากฏว่า ในส่วนนี้เขาบอกว่ายังไม่เสร็จ เพราะว่าชุดสํารวจยังไม่ได้ลงนามรับรอง รวมไปถึง เจ้ากรมแผนที่ทหารก็ยังไม่ได้ตรวจสอบลงนามก่อนส่งประธานเจบีซี แล้วอยู่ ๆ ให้เรารับรอง บันทึกการประชุมเจบีซีนี้มันก็กลายเป็นมีปัญหาสิคะ หรืออย่างประเด็นในการปราศรัย กล่าวประชุมของท่านวาร์ คิม ฮง ที่ระบุในหน้า ๖๕ ว่าประเทศไทยละเมิดมาตรา ๕ ที่ไปรุกรานดินแดนของประเทศกัมพูชา เราไม่ได้ทักท้วงอะไรเลยในคําปราศรัยเหล่านั้น เสร็จแล้วเรารับรอง เรารับทราบเจบีซีแปลว่าอะไรคะ แปลว่าเรารับรองสิ่งที่ท่านวาร์ คิม ฮง พูด อย่างนั้นหรือเปล่า ดิฉันคิดว่าสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดความชัดเจนกับสมาชิกรัฐสภานะคะว่า การที่จะขอให้รับทราบนี้มันแปลว่าอะไรคะ การพิจารณาเพื่อที่จะมีมติเห็นชอบ ถ้าหากว่า บันทึกการประชุม ๓ ฉบับของเจบีซีนั้น ถือว่าเป็นสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่วันนี้ท่านประธานกรรมาธิการร่วมบอกให้เรารับทราบ รับทราบแปลว่าอะไรคะ แล้วเรา จะกล้ารับทราบหรือคะ แล้วเวลานี้ก็จะลักไก่ไปเหมือนกับว่าคนมันไม่มีแล้ว รับทราบ ก็ไม่ต้องลงมติ ก็เป็นเพียงแต่รับทราบ แล้วก็เอาไปอ้างกันอย่างนั้นหรือเปล่าคะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ประธานไม่ทําอย่างนั้นเด็ดขาดครับ จะดึงประธานไปด้วยไม่ได้ครับ ประธานไม่เอาเด็ดขาด ถ้าไม่ครบองค์ประชุมเราจะไม่มี รายการรับทราบหรือรายการลงมติใด ๆ ทั้งสิ้น ผมยืนยันตั้งแต่เช้าแล้ว และเรื่องนี้หยุดพูดได้

นางสาวรสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา กรุงเทพมหานคร

ดิฉัน ขอบคุณท่านประธานคะที่ท่านมีความเห็นเช่นนั้น แต่มันเสมือนว่าการรับทราบรายงาน การประชุมนี้เราเคยรับทราบโดยที่ไม่จําเป็นต้องลงมตินะคะ ดิฉันเองก็เกรงว่าท่านจะใช้วิธี ลักไก่โดยการที่พูด ๆ กันไป คนก็หาย ๆ ไปกันหมด แล้วก็บอกว่ารับทราบแล้วก็จบกันแค่นั้น ดิฉันก็เป็นห่วงค่ะ แต่เมื่อท่านประธานได้กรุณาพูดเช่นนี้แล้ว ดิฉันก็คิดว่าวันนี้เราคงรับทราบ ไม่ได้นะคะ ขอบพระคุณค่ะ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เชิญคุณฐิติมา ฉายแสง ก็ไม่มีอะไร นะครับ ความจริงพูดดีทั้งนั้นนะครับ มีอะไรครับ

นางฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

กราบเรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ ดิฉัน ฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดฉะเชิงเทรา พรรคเพื่อไทย ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ขออนุญาตใช้สิทธิพาดพิงนิดเดียวค่ะ ท่านประธานคะ ตอนที่ดิฉันอภิปรายในตอนแรกนั้นบังเอิญท่านนายกรัฐมนตรีท่านไม่ได้อยู่นะคะ แต่ตอนนี้ ท่านมาอยู่แล้ว

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

เอาเฉพาะพาดพิงนิดหน่อยนะครับ

นางฐิติมา ฉายแสง สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ฉะเชิงเทรา

เมื่อสักครู่ท่าน กรรมาธิการ ท่านศิริโชค โสภา ก็มาตอบแทนท่านนายกรัฐมนตรี ดิฉันก็เลยอยากจะขอให้ ท่านนายกรัฐมนตรีท่านตอบคําถามของดิฉันไปเลย เพราะว่าผู้คนสงสัยจริง ๆ นะคะ ท่านประธาน ถึงเรื่องว่าแล้วท่านนายกรัฐมนตรียอมรับคําตัดสินของศาลโลก ปี ๒๕๐๕ หรือไม่ และถ้ายอมรับท่านนายกรัฐมนตรีเองพูดให้ชัดเจนไปเลยว่าที่ดินใต้ปราสาทพระวิหาร เป็นของประเทศไทยหรือไม่ อันนี้คือคําถามที่ประชาชนเขาฝากถามมาจะได้ชัดเจน แต่สิ่งที่ เขาพาดพิงมา ที่พยายามบอกว่าดิฉันฟังไม่ได้ศัพท์ มันก็คือจับไปกระเดียดนะคะ จริง ๆ แล้ว ท่านประธานคะ ดิฉันพูดว่าดิฉันเป็นห่วง เป็นห่วงสถานการณ์ ณ ตอนนี้ จากคําพูดของ ท่านนายกรัฐมนตรีของประเทศกัมพูชา ที่บอกว่าท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์พูดกํากวม จึงทําให้เขาไม่แน่ใจจึงจะนําเข้าไปสู่ศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งตรงนี้ความไม่แน่ใจเขาจะไปขอ ตีความคําพิพากษาใหม่ โดยให้ศาลโลกเป็นผู้ตีความวินิจฉัย ดิฉันพูดไว้อย่างนี้ เพราะฉะนั้น ความเป็นห่วงเป็นใยตรงนี้ก็เลยถามว่า ทางการของเราพร้อมแล้วหรือยังในการที่จะตั้งรับ เรื่องแบบนี้ เพราะกลัวว่าเขาจะไม่ให้ตีความแค่ตอนปี ๒๕๐๕ ตรงนั้นเท่านั้น จะขยายความ ไปอีกมันจะยิ่งยุ่งไปกันใหญ่ ขอบพระคุณค่ะท่านประธาน

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

พาดพิงพอแล้วครับ ท่านนายกรัฐมนตรี เชิญสรุปได้เลยครับ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี 🔗

ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตชี้แจงเพื่อนสมาชิกที่เพิ่งอภิปรายไป เมื่อสักครู่ให้จบไปเลยนะครับ คําอภิปรายของผมเมื่อปี ๒๕๕๑ ชัดเจนอยู่แล้วครับ ว่าประเทศไทยและผมยอมรับคําพิพากษาของศาลโลก และรัฐบาลไทยก็ได้ดําเนินการในการ ออกมติคณะรัฐมนตรีในการปฏิบัติตามมติของศาลโลกไปแล้ว คําพิพากษาที่ว่านั้นผมก็ได้ ยืนยันชัดเจนครับ อ่านแล้วก็แปลตามตัวอักษรเลยนะครับ ว่าได้มีการวินิจฉัยว่าปราสาท อยู่ในพื้นที่ อยู่บนดิน ใช้คําว่า ดิน ที่เป็นอธิปไตยของประเทศกัมพูชา ไม่ได้มีปัญหาเรื่องนี้ เลยครับ มีแต่ว่าอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศท่านหนึ่งเวลาท่านให้สัมภาษณ์ ท่านไปบิดเบือนว่าผมพูดว่าตัวปราสาทลอย ๆ เฉย ๆ เป็นของประเทศกัมพูชา ผมไม่เคยพูด แต่ว่าท่านพูดซ้ํา ๆ กันมาหลายครั้งเวลาท่านแถลงข่าว ผมก็ตอบโต้ไปหลายครั้งครับ แต่ว่าที่ผมต้องทําความเข้าใจด้วยก็คือว่า ที่ท่านบอกว่าเพราะคําพูดที่กํากวมนี้จะเป็นเหตุ ที่จะไปตีความอะไรต่าง ๆ ที่ศาลโลกโดยนายกรัฐมนตรีประเทศกัมพูชา ไม่ใช่หรอกครับ ถ้าวันนี้ประเทศกัมพูชาจะไปตีความ ว่าดินใต้ปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา หรือไม่ ผมไม่มีข้อขัดข้องเลยครับ เขาอยากตีประเด็นอื่นซึ่งไม่ได้เกี่ยวกับคําพูดของผมครับ เขาอยากตีประเด็นอื่น เพราะมันมีปัญหาความยืดเยื้อเรื้อรังของปัญหาพื้นที่ตรงนี้ แล้วเขา ก็จึงพยายามใช้แนวทางซึ่งผมกราบเรียนท่านประธานและก็เพื่อนสมาชิกไปแล้วว่า เขาอยากจะไปเวทีซึ่งไม่ใช่เวทีทวิภาคี นี่คือสิ่งที่มันยืนยันได้ ทีนี้ผมก็คงต้องขออนุญาต ขอเวลารบกวนเพื่อนสมาชิกนะครับ ไหน ๆ ท่านก็นั่งมานานแล้ว ผมก็จําเป็นที่จะต้องพูด หลายสิ่งหลายอย่างให้เกิดความชัดเจน ก็ต้องยอมรับว่าเมื่อมีการนําเสนอเรื่องนี้เข้ามา ทุกครั้งดูจะเป็นประเด็นละเอียดอ่อน ดูจะเป็นประเด็นปัญหาการเมืองภายในประเทศ ซึ่งเราไม่ยอมก้าวข้าม เพราะความเข้าใจซึ่งไม่ตรงกัน แต่เราจําเป็นที่จะต้องฟังเหตุและผล ผมกราบเรียนว่าผมคารวะจิตใจทุกคนครับที่หวงแหนแผ่นดินไทย แต่สิ่งที่ผมไม่เข้าใจก็คือว่า แทนที่จะพยายามที่จะเอาข้อมูลต่าง ๆ มาแลกเปลี่ยนกันเพื่อนําไปสู่แนวทางของความเป็น เอกภาพในการที่จะต่อสู้ปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทยในขณะนี้ บางครั้งผู้ที่พูดโจมตี อยู่ในปัจจุบันนี้ มุ่งโจมตีรัฐบาลไทยโดยอ้างอิงความคิดของรัฐบาลกัมพูชาด้วยซ้ํา ผมว่า สับสนมากเลยครับ ผมก็มีหน้าที่ดูแลบริหารงานในเรื่องนี้ โดยรับเอาหลายสิ่งหลายอย่าง ประวัติศาสตร์ซึ่งเกิดขึ้นก่อนพวกเราเกิดด้วยครับ เอามาแก้ไขให้ได้ หน้าที่ของเราวันนี้ และหน้าที่ของสภานะครับ ต้องขอประทานโทษท่าน ส.ว. รสนานะครับ ไม่มีใครจับท่าน เป็นตัวประกันหรอกครับ แต่เมื่อท่านเป็นผู้แทนปวงชนชาวไทยตามรัฐธรรมนูญ ท่านมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ประเด็น ของการเสนอในวันนี้ ผมทําความเข้าใจอีกครั้ง รัฐบาลได้ไปดําเนินการหลังจากที่รัฐสภาได้ให้ ความเห็นชอบกรอบการเจรจาเมื่อเดือนตุลาคม ปี ๒๕๕๑ ก่อนที่รัฐบาลนี้จะเข้ามา รับผิดชอบไปเจรจา ๓ ครั้ง ใน ๒ รัฐบาล แล้วก็โดยประเพณีของการเจรจาจะต้องจัดทํา บันทึกการประชุม ซึ่งบันทึกการประชุมมันมี ๒ ลักษณะที่ปะปนกันอยู่ในตัวของมันเอง คือส่วนหนึ่งก็เหมือนกับรายงานการประชุมเวลาที่เราประชุมกันนี่ละครับ อีกส่วนหนึ่ง ก็คือว่ามันเป็นข้อตกลงกันว่าเมื่อพูดคุยกันอย่างนี้แล้วจะไปทําอะไรต่อไป เมื่อเป็นเช่นนี้ โดยที่ทางหน่วยงานที่รับผิดชอบโดยตรง คือกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่ามันมีเรื่อง ที่จะต้องไปดําเนินการต่อตามบันทึกข้อตกลงซึ่งเกี่ยวข้องกับเขตแดน ก็จึงเสนอมา ตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสอง ก็ถูกอย่างที่ท่าน ส.ว. พูด ว่าตอนเสนอมาบอกว่าให้เห็นชอบ เมื่อเข้ามาสู่การพิจารณาของสภา เราอภิปรายกันไปครั้งหนึ่งแล้ว เพื่อนสมาชิกเห็นว่าเรื่องนี้ มันมีเรื่องซึ่งยังมีความคิดเห็นที่ยังแตกต่างหลากหลาย มีข้อห่วงใย แน่นอนมากที่สุดก็คือ ห่วงใยว่าถ้าเกิดรับรองเห็นชอบบันทึกเหล่านี้ไปแล้ว ประเทศไทยจะสูญเสียอะไรหรือเปล่า รัฐบาลก็บอกว่าสภาก็ชอบที่จะตั้งคณะกรรมาธิการไปศึกษา ก็เป็นที่มาของคณะกรรมาธิการ ชุดนี้ คณะกรรมาธิการไปศึกษาเสร็จก็เสนอกลับเข้ามา บังเอิญมีข้อสังเกต เพราะฉะนั้น โดยหลักในวาระขณะนี้ ก็คือ ๑. รัฐสภาต้องพิจารณาว่าจะให้ความเห็นชอบบันทึกข้อตกลง ๓ บันทึกนี้ หรือไม่ และ ๒. จะเห็นชอบกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการหรือไม่ แต่ว่าเมื่อสักครู่นี้ ท่านประธานคณะกรรมาธิการท่านได้ลุกขึ้น ท่านบอกว่าในความเห็นของกรรมาธิการนี้ อยากให้เรารับทราบ ก็จึงเป็นประเด็นที่ต้องมาถกเถียงกันต่อ ซึ่งก็คงจะเป็นวันอังคารครับ ว่าข้อกฎหมายในเรื่องนี้เป็นอย่างไร เพราะผมเข้าใจว่าที่คณะกรรมาธิการนี้มีความเห็นว่า ควรจะรับทราบ เนื่องจากเห็นว่าขณะนี้ศาลรัฐธรรมนูญได้รับเรื่องที่มีเพื่อนสมาชิกยื่นไป ตีความว่าบันทึก ๓ ฉบับนี้ถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองหรือไม่ แล้วก็มี กรรมาธิการบางส่วนเห็นว่ามันไม่เป็น เมื่อมันไม่เป็นจึงไม่ใช่หน้าที่ของสภาที่จะเห็นชอบ แต่ ณ ขณะนี้รัฐบาลก็ยืนยันว่าที่ได้ส่งเข้ามานี้เห็นว่ามีบางเรื่องซึ่งเป็นการกําหนดว่า ใครจะต้องไปทําอะไรต่อ แล้วในข้อสุดท้ายของบันทึกรายงานนี้จะเขียนเอาไว้ว่าจะไปทํา อะไรต่อตามนี้ ต้องผ่านกระบวนการของกฎหมายภายในประเทศของทั้ง ๒ ฝ่ายให้เรียบร้อย เสียก่อน เพราะฉะนั้นที่ท่าน ส.ว. ยกเป็นตัวอย่างเมื่อสักครู่นี่ใช่เลยครับ ที่บอกว่าหลักเขต ชุดสํารวจยังไม่ได้ลงนาม ทางกรมพื้นที่ที่จะต้องไปดูแลเรื่องของแผนที่ กรมแผนที่ทหาร จะต้องไปทําอะไร หน่วยงานเขาก็เห็นว่าจะไปทําต่อสภาควรจะเห็นชอบบันทึกครั้งที่ ๓ เสียก่อน แล้วเขาไปทําต่อ เมื่อทําเสร็จได้ผลอย่างไรเขาก็กลับมาเสนอให้สภาเห็นชอบอีก นี่คือประเด็นที่วันอังคารอาจจะต้องว่ากันต่อไปในเชิงข้อกฎหมาย เพราะผมคิดว่าวันนี้เราคง ไม่สามารถหาข้อยุติได้ ไม่ได้เป็นเรื่องของใครจะลักไก่อะไรเลยครับ ยังเป็นความเห็น ที่แตกต่างกันระหว่างรัฐบาล ซึ่งเสนอเข้ามาบอกว่าให้ความเห็นชอบเสีย แต่ทาง คณะกรรมาธิการซึ่งให้ความเห็นว่าไม่ใช่หนังสือสัญญาให้รับทราบไปเฉย ๆ ก็ต้องมาว่ากัน แต่วันนี้สิ่งที่ผมจะต้องชี้แจงต่อก็คือประเด็นปัญหาที่เป็นข้อสงสัยทั้งหลายนี้ครับ ท่านประธานที่เคารพครับ ผมกราบเรียนย้ําอีกครั้งหนึ่งว่าการแก้ปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องซึ่งเรา จะต้องพิจารณามองไปข้างหน้า ไม่มีใครเปลี่ยนอดีตได้หรอกครับ แต่ว่าเมื่ออดีตมันมาถึงตรงนี้ถามว่าเราต้องการที่จะเดิน แก้ไขปัญหาเรื่องนี้อย่างไร ผมยืนยันก่อนว่าแนวทางที่ดีที่สุดสําหรับประเทศไทยคือ การเจรจาในระดับทวิภาคี เพราะบทเรียนที่เจ็บปวดอย่างหนึ่งจากกรณีนี้เมื่อวันที่ไปขึ้น ศาลโลก และในอีกหลายต่อหลายเวทีที่เราพบก็คือว่าความเข้าใจของประเทศอื่น ๆ ที่เขา ไม่ใช่เป็นคู่กรณีโดยตรงคือเรากับประเทศกัมพูชานั้น เขาจะไม่มีโอกาสมาสนใจรายละเอียด เหมือนกับที่เราสนใจหรอกครับ ถ้าเขารู้จักปราสาทพระวิหารนี้ เขาจะรู้ว่า ๑. อยู่ชายแดน ไทย-กัมพูชา กับ ๒. ศาลโลกตัดสินให้ประเทศกัมพูชาชนะครับ ผมทํางานมา ๒ ปี ผมเดินสาย พูดกับไม่รู้กี่ประเทศเพื่ออธิบายว่าเขารู้แค่นั้นไม่พอ เขาต้องมาดูด้วยว่ามันยังมีปัญหาเพิ่มเติม อย่างไร และนี่คือเหตุผลที่ผมบอกว่าเราไม่มีจุดยืนที่จะไปถอนตัวจากเวทีนั้นเวทีนี้เด็ดขาด เพราะเรายังชี้แจงนานาอารยประเทศเขายังไม่เสร็จ เราต้องสู้จนถึงที่สุดครับ รัฐบาลนี้ ไม่มียอมแพ้หรอกครับ เวทีมรดกโลกหรือเวทีไหนต้องสู้ถึงที่สุดครับ ถอนตัวไปก็เท่ากับ เปิดเวทีให้กับประเทศกัมพูชาทําความเข้าใจกับทั่วโลกฝ่ายเดียว ผมไม่ทําครับ อันนี้คือ สิ่งแรกที่อยากจะกราบเรียน

ประการที่ ๒ ท่าน ส.ว. กรุณาเอาหลักกฎหมายมาอ่านว่าประเทศที่สาม คนอื่นมายุ่งเรื่องทวิภาคีไม่ได้ ผมกราบเรียนให้ท่านเห็นเป็นตัวอย่าง แล้วก็เป็นข้อคิด ๓ ประเด็น ประเด็นที่ ๑ ปัจจุบันนี้สหประชาชาติได้มีหลักการใหม่ขึ้นมาหลักการหนึ่ง ก็คือหลักการที่เขาบอกว่าเขามีความรับผิดชอบที่จะต้องคุ้มครองคนหรือปกป้องคน และนี่คือเหตุผลที่เมื่อใดก็ตามที่มีการปะทะ มีการใช้ความรุนแรง มีการสู้รบ หรือจะเป็น อะไรก็ตาม ซึ่งเกิดขึ้นได้แน่นอนในพื้นที่ ไม่ว่าจะเป็น ๔.๖ ตารางกิโลเมตร หรือแม้กระทั่ง พื้นที่บริเวณชายแดนซึ่งยังมีปัญหาเขตแดนกันอยู่ พอเกิดความสูญเสีย เกิดความบาดเจ็บ เกิดปัญหาขึ้น เขาจะอาศัยหลักนี้ในการเข้ามาเกี่ยวข้อง ข้อคิดข้อที่ ๒ ที่ผมต้องย้ําอีกครั้งก็คือว่า ใครจะอ้างหลักอะไรก็แล้วแต่ ข้อเท็จจริงปรากฏไปแล้วเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ว่าเรื่องนี้ คณะมนตรีความมั่นคงสหประชาชาติเอาไปพิจารณา เพราะฉะนั้นไม่ต้องอ้างหลักครับ มันพิสูจน์แล้วว่ามันมีความพยายามที่จะเอาเรื่องเหล่านี้ไปเวทีอื่น ๆ แน่ครับ และเวที อีกหลายเวทีเขาจะรับครับ วันนั้นถ้าเราคิดอ้าง นึกอยู่ฝ่ายเดียวตามความอยาก ตามความชอบ ของเรา บอกคนอื่นอย่ามายุ่ง ท่านนึกภาพสิครับ พอเขาเข้ามาจริง ๆ เราบอก คุณห้ามยุ่ง แทนที่เราจะมีปัญหากับประเทศกัมพูชา เราก็จะมีปัญหากับประเทศกัมพูชาและ เกือบทุกประเทศในโลก แล้วท่านคิดว่านั่นเป็นวิธีที่ดีที่สุดหรือครับในการที่จะปกป้อง ผลประโยชน์ของแผ่นดินไทย ข้อคิดข้อที่ ๓ ไม่ต้องดูอื่นไกล เหตุการณ์ปัจจุบันครับ ท่านประธาน ปัญหาในประเทศลิเบียอย่าว่าแต่ทวิภาคีเลยครับ ปัญหาในประเทศเขาเอง ถามว่าทําไมสหประชาชาติมีข้อมติได้ล่ะครับ ว่าเขามีหน้าที่ในการที่จะต้องไปปกป้องชีวิต ของพลเรือน แล้วก็นํามาสู่ปฏิบัติการของประเทศพันธมิตรอะไรต่าง ๆ มากมายอย่างที่เราเห็น ในข่าว เพราะฉะนั้นท่านจะไปอ้างตําราไหนก็ตาม จะนึกไปฝันอย่างไร มันไม่จริงหรอกครับ ที่บอกว่าคนอื่นจะไม่เข้ามายุ่ง แต่เหตุผลขณะนี้ที่อาเซียนก็ดี สหประชาชาติก็ดี บอกว่าเขา ยังไม่มายุ่ง เพราะเขาบอกว่าคุณมีข้อตกลง ๒ ฝ่าย เอ็มโอยู คุณมีกลไกตามข้อตกลง ๒ ฝ่ายนี้ คือเจบีซี คุณไปใช้กลไกเหล่านี้แก้ไขปัญหาเสีย เพราะมันก็สอดคล้องกับสิ่งที่ท่านอ่านไป เมื่อสักครู่ว่าถ้ามันเป็นปัญหาระหว่าง ๒ ฝ่าย ๒ ฝ่ายก็พึงไปพูดกันให้รู้เรื่อง ประเทศกัมพูชา ขณะนี้พยายามจะไปบอกกับคนอื่นครับว่าประเทศไทยอ้างกลไกทวิภาคี แต่ไม่ปฏิบัติ พยายามจะฟ้องว่าไม่จริงใจ ผมถึงบอกว่ามันมีความสําคัญในวันนี้ว่าเราต้องยืนยันครับว่า เราจริงใจในการที่จะเจรจา ๒ ฝ่าย ไปประเทศอินโดเซียฝ่ายเราเป็นฝ่ายจะไปนะครับ ฝ่ายประเทศกัมพูชาไม่อยากไป พยายาม จะพูดบ่ายเบี่ยงมาตลอดว่าไม่อยากไป เพราะฉะนั้นที่ท่านบอกว่าเวลานี้สภาจะต้องมารับรอง เพื่อเดินเกมตามประเทศกัมพูชา ไม่ใช่ครับตรงกันข้าม เวลานี้สิครับถ้าเราไม่ทําความชัดเจน ว่าเราจะเดินอย่างไรในกรอบทวิภาคี นั่นละครับเข้าทางแนวทางที่ประเทศกัมพูชา เขาอยากจะทําอยู่แล้ว คือไปฟ้องชาวโลกว่าประเทศไทยไม่จริงใจในการเจรจา แล้วถึงวันนั้น ท่านจะมาบอกว่าเป็นปัญหาของรัฐบาลไม่ได้นะครับ เพราะรัฐธรรมนูญบอกว่าพวกผมเสนอ มายังสภา แล้วสภาเป็นผู้อนุมัติกรอบเจรจาไปเอง ถ้าสภาไม่อยากให้เจรจาต่อ สภาก็ต้อง รับผิดชอบครับ แล้วถ้าไม่เจรจาต่อแล้วนําไปสู่เวทีอื่น ๆ แล้วเราเสียเปรียบมากขึ้น พวกเรา ทุกคนในที่นี้ต้องรับผิดชอบร่วมกัน นี่คือข้อเท็จจริงครับ ทีนี้ก็ต้องถามว่าเมื่อจะไปเจรจา ทวิภาค ๒ ฝ่ายเรากลัวอะไร สิ่งที่มันหลอกหลอนหลายท่านในวันนี้ ก็แผนที่ระวางดงรัก นี่ละครับ พูดกันทุกคนเลยครับ เห็นตัวเลข ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ก็นึกถึงระวางดงรัก ทั้งที่ ความจริงมีตั้ง ๑๑ ระวาง แผนที่ระวางดงรักนี้ถ้าเราไปยอมรับ แน่นอนเลยครับว่า เราเสียเปรียบ แต่ท่านสังเกตไหมครับ เอกสารทุกชิ้นที่ท่านอ่านแล้วบอกว่าเอ็มโอยู ไปยอมรับระวางดงรัก เวลาท่านอ่านจบประโยคทําไมท่านสนใจแต่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ทําไม ท่านไม่สนใจประเด็นที่บอกว่า ซึ่งเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันที่ทําตามสนธิสัญญา ประเด็นที่ผมอ้างอิงอาจารย์สมปองอยู่ตรงนี้ละครับว่าท่านเห็นเหมือนกับรัฐบาล ว่าแผนที่ ฉบับนี้ระวางนี้มันไม่ใช่ผลงาน มันไปทําฝ่ายเดียวโดยประเทศฝรั่งเศส ถ้ามันเป็นแผนที่ที่ทํา ฝ่ายเดียวโดยประเทศฝรั่งเศส มันก็ไม่เข้าเงื่อนไขว่าเป็นแผนที่ซึ่งเป็นผลงานของคณะกรรมการ ปักปันตามสนธิสัญญา มันจึงไม่อยู่ในเงื่อนไขที่ปรากฏอยู่ ไม่ว่าจะเป็นเอ็มโอยู ทีโออาร์ บันทึกช่วยจําทั้งหลายที่ท่านอ่านมาทั้งหมดครับ มันจะอยู่ในเอ็มโอยูก็ต่อเมื่อท่านยอมรับว่า มันเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปัน แต่ถ้าท่านยืนยันเหมือนกับผมยืนยันว่า ประเทศฝรั่งเศสทําฝ่ายเดียว มันไม่เข้าเงื่อนไขแต่สิ่งที่ผมอยากจะให้เห็นชัดเจนว่าที่อภิปราย ว่าเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นี้ไปยอมรับแผนที่เสียแล้วมันไม่จริง ผมเอารายงานที่ประเทศ กัมพูชาเสนอต่อคณะกรรมการมรดกโลกปีที่แล้วที่จะต้องเสนอแผนบริหารจัดการพื้นที่ รอบ ๆ ปราสาทครับ ในรายงานนั้นแล้วในการพิจารณาของมรดกโลกในรายงานนี้เขียน เอาไว้ว่าประเทศกัมพูชาให้ความกระจ่างว่าแผนที่ขั้นสุดท้ายซึ่งเป็นเรื่องของแผนที่ การบริหารจัดการพื้นที่จะสามารถทําได้เมื่อการจัดทําหลักเขตแดนบนพื้นที่ได้ดําเนินการ สําเร็จตามข้อตกลงระหว่างประเทศกัมพูชากับประเทศไทย ตามการทํางานของ คณะกรรมาธิการร่วม ถ้ายอมรับไปแล้วต้องรออะไรล่ะครับ ก็วาดบนแผนที่ไปเลยสิครับ ตาม อัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เลย เพราะถือว่ารับแล้ว แต่นี่เขาบอกว่าเองว่ามันยังไม่ได้ เอกสารที่เขาเสนอฝ่ายเดียวไปยังมรดกโลกเขายังส่งไปไม่ได้ เพราะกระบวนการการจัดทํา หลักเขตแดนยังไม่เสร็จ แล้ววันนี้มาเรียกร้องให้โยนเอ็มโอยูทิ้ง เรียกร้องให้โยน เจบีซีทิ้งไป ก็ให้ประเทศกัมพูชากลับไปใช้ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ สิครับ เพราะ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี้ มีก่อนเอ็มโอยู มีก่อนเจบีซี เป็นสิ่งที่ประเทศกัมพูชาอ้างมาตั้งแต่วันที่ฟ้องศาลโลก แต่วันนี้ ยังใช้ไม่ได้ เพราะงานเอ็มโอยู เจบีซียังไม่เสร็จ งานเอ็มโอยู เจบีซี จะเสร็จอย่างไร สภาแห่งนี้ ต้องมาพิจารณาครับ ข้อตกลงชั่วคราวที่แนบมาก็จึงบอกว่าวันนี้ยังไม่เสนอ ไปเจรจากัน ให้เรียบร้อยก่อน เพราะฉะนั้นประการที่ผมอยากจะย้ําก็คือว่าจะอย่างอย่างไรกี่หนเอ็มโอยู ไม่ได้ยอมรับแผนที่ระวางดงรัก และเพื่อนกรรมาธิการสมาชิกที่เป็นกรรมาธิการที่ชี้แจง ไปแล้วก็ยืนยัน

ประการที่ ๒ มาพูดว่าเอ็มโอยูนี้มัดมือมัดเท้าไม่ให้ทหารสามารถดําเนินการ อะไรได้ จริงไหมล่ะครับ แต่เดิมก็ไปพูดปลุกระดมกันว่ารัฐบาลชุดนี้ให้ทหารถอนออกมา จากพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร มัดมือมัดเท้า ประเทศกัมพูชาเข้ามาเดินเล่นตามสบาย ไม่มีใครทําอะไรได้ ผมถามว่าถ้าจริงแล้วเหตุการณ์เดือนกุมภาพันธ์เกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ที่ปะทะกันต่อสู้กันจนกระทั่งเรื่องไปถึงสหประชาชาติ การมัดมือมัดเท้าไม่มีหรอกครับ เรามีสิทธิทุกอย่างในการปกป้องอธิปไตย เรามีสิทธิทุกอย่างในการปกป้องแผ่นดินของเรา เพียงแต่ว่าโดยข้อเท็จจริง ณ ปี ๒๕๔๓ การรุกล้ําก้ํากึ่งระหว่างประเทศไทยกับประเทศ กัมพูชาตลอดแนวเขตแดนนี้มันมีอยู่แล้วครับ แล้วหลักของมันก็คืออย่างนี้ครับ ถ้าใครรุกล้ําครอบครองดินแดนตรงไหน อย่างไรอยู่ หลักมันก็จะคล้าย ๆ กับการครอบครอง ปรปักษ์ครับท่านประธาน คือถ้าไม่มีการโต้แย้งก็เท่ากับคุณยอมรับ ปล่อยให้เขามาอยู่กี่ปี ๑๐ ปี ๒๐ ปี ถ้าเป็นกฎหมายประเทศไทยก็บอกว่า ๑๐ ปี ดินแดนก็ตกเป็นของคนที่ ครอบครอง สิ่งที่เอ็มโอยูมาเขียนเอาไว้นี้เป็นการบอกว่าหลักว่านั้นใช้ไม่ได้ ใครอยู่ตรงไหน ที่ให้อยู่ขณะนี้เป็นการอยู่เพื่อรอการจัดทําหลักเขตแดนนะครับ เหมือนบันทึกที่จะเห็นชอบ วันนี้ครับ ถ้าไปตกลงหลักเขต ๔๖-๔๗-๔๘ ได้นะครับ ที่บ้านหนองจานที่เกินเราเข้ามา ทําตรงนี้เสร็จเมื่อไรเขาก็ต้องออกไปครับ แต่ถ้ายังไม่เสร็จก็อยู่อย่างนี้ครับ แล้วก็จะมา เรียกร้องให้ใช้กําลังเข้าไปผลักดันออก เพราะฉะนั้นประเด็นจริง ๆ ผมถึงอยากจะทําความ เข้าใจว่ามันไม่ใช่อย่างที่มีการไปพูดจากันแล้วก็ทําให้เกิดความไขว้เขว เอ็มโอยูคือสิ่งที่บอกว่า ถึงคุณจะอยู่คุณก็ไม่มีสิทธิ เพราะคุณจะมีสิทธิหรือไม่ต้องให้เจบีซีไปทํางานให้เรียบร้อย แล้วยึดตรงนั้นเป็นขั้นสุดท้าย แต่แน่นอนครับ ถามว่ามีการที่จะละเมิดเอ็มโอยูหรือไม่ มีครับ อย่างเรื่องวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระนี้ที่ท่านบอกว่าหน่วยงานพูดจาขัดแย้งกัน ประเด็นก็คือว่า วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ ปี ๒๕๔๑ มันก็มีครับ แต่มันไม่ได้เป็นแบบที่เป็นอย่างวันนี้ เพราะฉะนั้นถ้าพูดในแง่หนึ่งว่ามีอยู่ก่อนเอ็มโอยูใช่หรือไม่ ก็อาจจะตอบว่าใช่ แต่ถามว่า แปลว่าเป็นของประเทศกัมพูชาไหม ไม่ใช่ เพราะเอ็มโอยูบอกว่าต้องมาจัดทําหลักเขตแดน ตามหลักสนธิสัญญา แล้วก็ขณะเดียวกันถ้าประเทศกัมพูชา ไม่ใช่ถ้าละครับ เขาทําไปแล้ว ไปต่อเติมวัด ไปขยายวัด ไปสร้างอะไรต่อมิอะไรหลังปี ๒๕๔๓ นั่นก็เป็นการละเมิด ซึ่งรัฐบาลหลายชุดก็ได้มีการประท้วงไปแล้ว นี่คือข้อเท็จจริงครับ แต่ผมกราบเรียนว่า ความกังวลทั้งหลายนี้ครับผมยังนึกขอบคุณทางคณะกรรมาธิการที่ตั้งข้อสังเกตมา เพื่อที่ พวกเราจะได้กังวลกันน้อยลงอย่างไรครับ ถ้ายังสงสัยอยู่ว่ารัฐบาลประเทศไทยรับหรือไม่รับ ก็นี่ครับ ให้มันเป็นมติของสภาไปเลยครับว่าเราไม่รับแผนที่ ๑ : ๒๐๐๐๐๐ ระวางดงรัก ให้มันชัดเจนไปเลยครับว่าเรื่องของการดําเนินการจะต้องไปแก้ไขปัญหาให้พี่น้องประชาชน ได้อย่างไร ยกตัวอย่างเช่น ในข้อ ๓ ผมก็กราบเรียนว่าผมจริง ๆ ก็ไม่ทราบว่าจะมีข้อสังเกต อย่างนี้ แต่ได้ดําเนินการไปแล้ว ที่ดําเนินการไปแล้วก็คือที่บอกว่าบริเวณบ้านหนองจาน ที่บอกว่ามีคนมีเอกสารสิทธิ์อยู่เข้าไปทํากินไม่ได้ วันนี้ผมก็ได้สั่งการไปแล้ว หน่วยงานก็กําลัง เตรียมเสนอแล้วครับว่าเอกสารสิทธิ์ถูกต้องเหมือนเดิมทุกอย่าง เข้าไปทําประโยชน์ไม่ได้ ระหว่างนี้ไม่ควรไปเก็บภาษีเขา แต่เอกสารสิทธิ์ยังสมบูรณ์ทุกอย่างนะครับ เพื่อเป็นการ รักษาสิทธิของตัวเขา รักษาสิทธิของประเทศไทย แต่บรรเทาความเดือดร้อนระหว่างที่ กระบวนการตรงนี้มันยังไม่แล้วเสร็จ ส่วนเรื่องของคําปราศรัยเปิดประชุมนี้ ก็ต้องเรียน นะครับว่าผมก็ไม่ได้เข้าร่วมประชุมด้วย แต่ผมก็สันนิษฐานว่าคํากล่าวปราศรัยเปิดส่วนใหญ่นี้จะเป็นลักษณะที่ร่างกันไว้ล่วงหน้า แล้วถึงเวลาก็มาอ่านกัน ผมได้กราบเรียนแล้วบันทึกรายงานนี้มันก็มีลักษณะคล้าย ๆ รายงานการประชุม เวลาที่ท่านรับรองรายงานการประชุมนี้ไม่ได้แปลว่าท่านเห็นด้วย หรือยอมรับคําอภิปรายของคนในที่ประชุมทุกคน ไม่เช่นนั้นต่อไปนี้เราจดรายงานการประชุม ยุ่งเลยครับ รายงานการประชุมการอภิปรายไม่ไว้วางใจนี้ถ้าสภารับรองแปลว่าทุกคนถูกหมด ไม่ใช่หรอกครับ เพราะมันเป็นไปไม่ได้อยู่แล้ว ๒ คนก็ไม่ตรงกัน แต่คณะกรรมาธิการ ก็รอบคอบบอกว่าควรจะท้วงติงไว้ ก็เป็นมติสภาสิครับ ก็ต้องท้วงติง รัฐบาลก็ยินดีไปปฏิบัติ ผมจึงบอกว่ากระบวนการที่เราทําอยู่ในวันนี้ทั้งหมด ไม่มีตรงไหนเลยที่จะไปเอื้อประโยชน์ให้ ประเทศกัมพูชา มีแต่ว่ามีการยืนยันหนักแน่นว่าประเทศไทยพร้อมเจรจา ๒ ฝ่าย และจะ เดินหน้าเจรจาต่อ และอะไรซึ่งพี่น้องประชาชนคนไทยยังวิตกกังวลห่วงใยกับกระบวนการ การเจรจา ๒ ฝ่าย ตรงนี้เอาข้อสังเกตเหล่านี้ไปครับ เพิ่มอํานาจต่อรอง เพิ่มจุดยืน เพิ่มความ เข้มแข็งให้แก่รัฐบาลไทยในการปกป้องแผ่นดินประเทศไทยทั้งสิ้น ผมกราบเรียน ท่านประธานว่าด้วยเหตุผลเหล่านี้ ผมนี้สนับสนุนข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ส่วนกรณี ของบันทึกรายงานทั้งหลายนี้ เนื่องจากจะมีความคิดเห็นที่แตกต่างในเรื่องของข้อกฎหมาย ว่าสภาพึงที่จะพิจารณาเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบ หรือจะรับทราบนี้ผมจะขอความกรุณา ท่านประธานว่า ระหว่างวันนี้ถึงวันอังคารทางรัฐบาลจะหารือกับทางคณะกรรมาธิการ เป็นการภายใน แล้วก็มารายงานให้ท่านประธานและที่ประชุมทราบในวันอังคาร เพื่อประกอบการตัดสินใจต่อไป ขอขอบพระคุณครับ

นายชัย ชิดชอบ ประธานรัฐสภา

ครับ วันนี้ก็ยุติการอภิปรายก่อน ผมขอเลื่อนการพิจารณาไปวันอังคารหน้า วันที่ ๒๙ เวลา ๐๙.๓๐ นาฬิกา วันนี้ขอปิด การประชุมครับ

เลิกประชุมเวลา ๑๙.๐๒ นาฬิกา