สุรชัย ชัยตระกูลทอง หารือเรื่องการประชุมรัฐสภาเกี่ยวกับเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยตั้งคำถามเกี่ยวกับกระบวนการกฎหมายและเรียกร้องให้รัฐสภาปฏิบัติตามข้อกฎหมายอย่างชัดเจน
กราบเรียน ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายสุรชัย ชัยตระกูลทอง สมาชิกวุฒิสภาจากจังหวัดชลบุรี ในฐานะสมาชิกรัฐสภาและในฐานะเลขานุการวิปวุฒิสภา ผมอยากจะกราบเรียน ท่านประธานอย่างนี้ครับว่า ทางสมาชิกวุฒิสภาหลายท่านพยายามค้นหาว่าในวาระนี้มันคือ มาตรา ๑๙๐ หรือการพิจารณาศึกษาโดยกรรมาธิการรัฐสภา แล้วขอความเห็นชอบ ในระหว่างพูดคุยกันนี้ซึ่งก็ยังไม่มีการชี้ชัดมา ซึ่งช่วงเช้าบางทีก็บอกว่ามาตรา ๑๙๐ แล้วก็บอกว่าขอความเห็นชอบจากที่ประชุมรัฐสภา ผมได้พยายามดูเอกสารทั้งหมด ก็อยากจะเรียนอย่างนี้ครับว่า ถ้าเราพูดว่าไม่ใช่เป็นมาตรา ๑๙๐ เป็นบันทึกการประชุม เราจะนําเข้ามาเสนอในรัฐสภาแห่งนี้ทําไม เราต้องกลับไปคิดใหม่นะครับว่าสิ่งที่เรานําเข้า ในเอกสารว่าการประชุมร่วมกันครั้งที่ ๕ และครั้งที่ ๖ เมื่อวันอังคารที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ และวันอังคารที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ พิจารณาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา จํานวน ๓ ฉบับ แล้วเราตั้งกรรมาธิการขึ้นมาศึกษา แล้วนํามา รายงานต่อที่ประชุมแห่งนี้ ถ้าเช่นนั้นผมคิดว่าจะต้องมีญัตติขอเรื่องนี้กลับคืนไป ด้วยเหตุผลที่ผมดูเช่นนี้นะครับว่าในข้อ ๑๕ ในบันทึกเล่มนี้ เอกสารที่เรายกขึ้นมาดูกัน นะครับ บันทึกการประชุมนี้ได้รับการลงนามโดยจะต้องได้รับการยืนยันผ่านช่องทางการทูต ว่าด้วยดําเนินการตามกระบวนการทางกฎหมายภายในของแต่ละฝ่าย ภายในของแต่ละฝ่าย ถ้าเราบอกว่าไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ ภายในของแต่ละฝ่าย เช่น ประเทศกัมพูชา กระบวนการ กฎหมายเราถึงตรงไหน ถ้าเป็นของไทยเรากระบวนการเราถึงตรงไหน แค่กระทรวงหรือเปล่า ยังไม่ถึงขั้นรัฐสภาแห่งนี้ที่ต้องพิจารณา ถ้าไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ นะครับ ที่กําหนดไว้สําหรับมีผล บังคับใช้ในการบันทึกการประชุมเสร็จสิ้นแล้ว สิ่งนี้ผมเองก็เห็นใจท่านนายกรัฐมนตรีเอง ท่านก็ภารกิจมาก แล้วก็รวมทั้งท่านเองก็พยายามมุ่งมั่นที่จะแก้ปัญหาความขัดแย้งชายแดน ระหว่างไทย-กัมพูชา แล้วก็ทราบว่ากระทรวงการต่างประเทศเองก็ต้องเดินทางไปเจรจากับ ทางประเทศกัมพูชาในวันที่ ๗ วันที่ ๘ เมษายนที่จะถึงนี้ ถ้าเกิดกระทรวงการต่างประเทศ สามารถอธิบายได้ ชี้แจงได้ว่ากระบวนการกฎหมายของแต่ละฝ่ายนั้นเราได้ทําแล้ว ได้ครบกระบวนการแล้ว อันนี้ผมก็คิดว่าก็สามาถเจรจาต่อไปได้ เพราะไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ ถ้ามาตรา ๑๙๐ นี้ผมอยากจะเรียนให้ท่านทราบนะครับ ในมาตรา ๑๙๐ เขียนไว้ อย่างชัดเจนมากเลยครับว่า หนังสือสัญญาใดมีบทเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยหรือเขตพื้นที่ นอกอาณาเขต เพราะว่าหนังสือสัญญานะครับ คําว่า สัญญา คือผมพยายามอ่านบันทึกตัวนี้ ไม่มีคําว่า สัญญา นะครับ เป็นเขตที่นอกอาณาเขตซึ่งประเทศไทยมีสิทธิอธิปไตยหรือมีเขตอํานาจตามหนังสือสัญญา หรือตามกฎหมายระหว่างประเทศ หรือจะต้องออกตามพระราชบัญญัติเพื่อให้เป็นไปตาม หนังสือสัญญา หรือมีผลกระทบต่อความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมของประเทศ อย่างกว้างขวาง มีผลผูกพันทางด้านการค้า การลงทุนหรืองบประมาณของประเทศ อย่างมีนัยสําคัญ ต้องได้รับความเห็นชอบของรัฐสภาในการนี้ รัฐสภาจะต้องพิจารณา ให้แล้วเสร็จภายในหกวันนับตั้งแต่วันที่ได้รับเรื่อดังกล่าว อันนี้คือไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ ท่าน กรรมาธิการศึกษาก็บอกว่าไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ แต่ถ้าเป็นมาตรา ๑๙๐ เวลามันล่วงเลยไปถึง ๔-๕ เดือนแล้ว ในรัฐธรรมนูญเขียนไว้ว่าต้อง ๖๐ วัน ในวรรคต่อไปยังบอกด้วยว่า ก่อนการ ดําเนินการเพื่อทําหนังสือสัญญากับนานาประเทศหรือองค์การระหว่างประเทศตามวรรคสอง คณะรัฐมนตรีต้องให้ข้อมูล ต้องให้ข้อมูลนะครับ ต่อรัฐสภาแห่งนี้ว่าท่านจะไปเจรจาอะไรอีก ที่จะเกิดขึ้นในข้างหน้า และจัดให้มีการรับฟังความคิดเห็นของประชาชน และต้องชี้แจง ต่อรัฐสภาเกี่ยวกับหนังสือสัญญานั้น ในการนี้ให้คณะรัฐมนตรีเสนอกรอบการเจรจา เสนอกรอบการเจรจามาว่ามันจะมีกรอบอะไรที่ไปเจรจากันต่อรัฐสภาเพื่อขอความเห็นชอบด้วย อันนี้คือการขอความเห็นชอบนะครับ เราไม่ใช่มารับรองบันทึกการประชุมกัน และยัง บอกด้วยว่าถ้าเกิดมีผลกระทบอะไรรัฐบาลก็ต้องเข้าไปเยียวยาหรือแก้ไขปัญหาอันนั้น อย่างรวดเร็ว ฉะนั้นถ้าเราคิดว่าไม่ใช่มาตรา ๑๙๐ ผมเองยังขอยืนยันว่าต้องให้กระทรวง การต่างประเทศหรือ ครม. ที่อนุมัติให้ยื่นญัตติเพื่อถอนรายงานพิจารณาการศึกษาอันนี้ ออกไป เพื่อไม่ให้การประชุมรัฐสภาเรานั้นมีความสับสนแล้วก็วุ่นวายนะครับ
แล้วอีกประการหนึ่ง ถ้าเรามามองว่าบันทึกฉบับนี้ ถ้าเราไปมองข้อบังคับ ของการประชุมรัฐสภานะครับ ท่านไปดูข้อที่ ๗๓ นะครับ เมื่อคณะกรรมาธิการได้กระทํา กิจการหรือพิจารณาสอบสวน หรือศึกษาเรื่องใดตามที่รัฐสภามอบหมายแล้วเสร็จให้รายงาน ต่อรัฐสภา อันนี้ผมก็อยากจะให้คณะกรรมาธิการได้ระบุลงไปว่าท่านใช้ข้อบังคับการประชุม ข้อที่ ๗๓ ในที่ประชุมรัฐสภา คณะกรรมาธิการมีสิทธิแถลงชี้แจงหรือแก้ไขเพิ่มเติมเกี่ยวกับ การกระทําดังกล่าวในวรรคหนึ่ง ในการนี้คณะกรรมาธิการจะมอบหมายให้บุคคลใดแถลง หรือชี้แจงแทนก็ได้เมื่อได้รับอนุมัติจากท่านประธาน อันนี้ก็คือได้ดําเนินการมาแล้วในช่วงเช้านี้ คราวนี้เราไปดูข้อ ๗๔ ข้อ ๗๔ บอกว่า ถ้าคณะกรรมาธิการเห็นว่ามีข้อสังเกต ที่คณะรัฐมนตรี ศาล หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องควรทราบหรือควรปฏิบัติ ให้บันทึกข้อสังเกตดังกล่าวนั้นไว้ในรายงานของคณะกรรมาธิการเพื่อให้รัฐสภาพิจารณาด้วย ในรายงานของในรัฐสภาเรานี่เป็นด้วยแล้วนะครับ คณะกรรมาธิการนั้นเอง ผมทราบว่า มีการทําเรื่องเสนอไปยังศาลรัฐธรรมนูญเพื่อวินิจฉัยว่าบันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับนี้ เกี่ยวข้องกับมาตรา ๑๙๐ หรือไม่ แต่ในนี้เท่าที่ผมพยายามอ่านดูก็ยังไม่พบว่าได้ระบุไว้ นะครับ แล้วในนี้ยังบอกต่อไปอีกว่า ในกรณีที่รัฐสภาเห็นด้วย คือเราไม่พูดว่าเห็นด้วยเลยนะ เราจะมาบอกว่าช่วยรับรองเพื่อที่จะให้กระทรวงการต่างประเทศนั้นไปพูดคุยอย่างมีพลัง มีศักดิ์ศรี ผมว่ารัฐสภาเองก็จะต้องขาดจุดยืนหรือไม่ปฏิบัติตามข้อกฎหมาย อํานาจของ นิติบัญญัติ เราต้องคงสงวนไว้ ส่วนอํานาจบริหารจะทําเรื่องเข้ามาอย่างไร ในรัฐสภาแห่งนี้ ก็ต้องใช้รัฐธรรมนูญ กฎ ข้อบังคับของรัฐสภาเรามาดําเนินการต่อไป ในนี้บอกไว้อย่างนี้ว่า ในกรณีรัฐสภาเห็นด้วย ก็คืออยากจะให้กรรมาธิการได้ชี้ชัด แล้วก็ให้ทางท่านนายกรัฐมนตรี ได้ชัดเจนเลยนะครับว่าเรามาขอความเห็นด้วยกับข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ให้ประธาน รัฐสภาแจ้งไปยังคณะรัฐมนตรี ศาล ถ้าท่านส่งไปยังศาลรัฐธรรมนูญท่านก็ต้องแจ้งไปด้วย หรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้อง เมื่อพ้นกําหนดระยะเวลา ๙๐ วัน เมื่อท่านได้เห็นชอบไปเมื่อวันที่ ๒๘ หรือวันที่ ๒๙ ที่เรา เห็นชอบกันนี่ เมื่อพ้นกําหนด ๙๐ วันประธานรัฐสภาส่งข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ให้คณะรัฐมนตรีศาลหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่เกี่ยวข้องทราบ ให้ทราบว่า มันเป็นอย่างไรบ้าง และให้ศาลรัฐธรรมนูญให้คณะรัฐมนตรี ศาลหรือองค์กรตามรัฐธรรมนูญ ที่เกี่ยวข้องแจ้งให้ประธานรัฐสภาทราบว่าได้ปฏิบัติตามข้อสังเกตนั้นประการใดหรือไม่ และยังคงต้องให้ประธานรัฐสภาแจ้งให้ที่ประชุมรัฐสภาทราบในโอกาสแรกที่มีการประชุม รัฐสภา ฉะนั้นในขณะนี้เองผู้อภิปรายก็อภิปรายไป ความชัดเจนเราก็ไม่รู้เราจะชัดเจนไปทาง มาตรา ๑๙๐ หรือเราชัดเจนมาว่าเป็นการศึกษาตั้งคณะกรรมาธิการมาก็ต้องใช้ข้อบังคับ ข้อ ๗๓ และ ข้อ ๗๔ ผมเองก็กราบเรียนท่านประธานไปยังกรรมาธิการและคณะผู้บริหาร คณะรัฐมนตรีว่า เจตนารมณ์นี่ที่นําบันทึก ๓ ฉบับนี่เข้ามาให้ทางรัฐสภาพิจารณามันตรงกับ รัฐธรรมนูญข้อใด และมันตรงกับข้อบังคับรัฐสภาข้อใดบ้าง แล้วสมาชิกรัฐสภาเราได้ปฏิบัติ ถูกต้องแล้วหรือยัง แล้วเมื่อมาโหวตนี่เราจะโหวตในประเด็นอะไร อันนี้ต้องให้สมาชิก ได้เข้าใจอย่างถ่องแท้ มิฉะนั้นนี่ในขณะนี้เองนี่เพื่อนสมาชิกหลายท่านนี่ก็สับสนนะครับว่า จริง ๆ มันคืออะไรแน่ มันมาตรา ๑๙๐ หรืออย่างไร หรือศึกษาคณะกรรมาธิการศึกษาแค่ศึกษา พิจารณาแล้วก็มาแจ้งต่อที่ประชุมแห่งนี้ทราบ ฉะนั้นก็อยากจะกราบเรียนท่านประธาน ผ่านไปยังคณะกรรมาธิการและคณะรัฐมนตรีช่วยตอบข้อสงสัยของกระผมด้วยครับ ขอบคุณครับ