ทศพล เพ็งส้ม หารือเรื่องการปฏิบัติตามข้อตกลงเขตแดนไทย-กัมพูชา และเรียกร้องการศึกษาบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมอย่างละเอียด เพื่อแก้ไขปัญหาความไม่แน่นอนของเขตแดนอินโดจีน
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ผม นายทศพล เพ็งส้ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนนทบุรี พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ วันนี้สภาแห่งนี้ ได้มีการนําเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสนอ รายงานผลการพิจารณาศึกษา ของคณะกรรมาธิการพิจารณาศึกษาบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมเขตแดน ไทย-กัมพูชามาพิจารณา เดิมทีเดียวนี่ยังคงไม่เคยมีการตั้งคณะกรรมาธิการไปพิจารณาศึกษา การทํางานของคณะกรรมการปักปันเขตแดน ที่จะกราบเรียนก็คือว่าตามที่ท่าน คณะกรรมาธิการได้พิจารณานั้นได้มีการสอบถามการศึกษาบันทึกการประชุม ของคณะกรรมาธิการว่าบันทึกการประชุมดังกล่าวนั้นตามที่จะมีการทําถึง ๓ ฉบับก็ดี หรือการศึกษารายงานก็ดีนี่ ทั้ง ๓ ฉบับที่เป็นหลักก็คือว่าไม่ว่าการศึกษาของร่างเฉย ๆ นี่นะครับ วันที่ ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ที่เมืองเสียบเรียบก็ดี ร่างของวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ก็ดี หรือร่างที่ ๓ วันที่ ๖ เมษายน ๒๕๕๒ ก็ดีนี่ก็คือเป็นการเกิดของเจบีซี ก็คือคณะกรรมการจัดการทําหลักเขตแดนโดยเฉพาะไทย-กัมพูชานั้น ข้อ ๒ ของบันทึก เอ็มโอยูนะครับหรือบันทึกความเข้าใจระหว่างรัฐบาลแห่งราชอาณาจักรไทยกับรัฐบาล แห่งราชอาณาจักรกัมพูชา หรือเรียกสั้น ๆ ก็คือ เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ฉบับลงวันที่ ๑๔ มิถุนายน พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านประธานครับ สิ่งที่เกิดขึ้นก็คือว่าการที่ข้อตกลงทั้ง ๓ ฉบับนั้นเกิดขึ้นก็เกิดขึ้น เพราะมีการจะต้องพิสูจน์หลักเขตแดน ๗๓ หลักที่จัดทําขึ้นโดยคณะกรรมการปักปัน เขตแดนสยาม-อินโดจีน เมื่อ ค.ศ. ๑๙๐๙ แล้ว ค.ศ. ๑๙๑๙ ซึ่งตามเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้น ได้วางแนวทาง นําอนุสัญญาว่าด้วยสยามกับฝรั่งเศส แล้วก็สนธิสัญญาระหว่างพระเจ้าแผ่นดินสยาม ในข้อ ข ของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ และโดยเฉพาะของข้อ ค ก็คือแผนที่ ตามที่เพื่อนสมาชิก หลายท่านได้อภิปราย ที่อยากจะกราบเรียนก็คือว่าทางคณะกรรมาธิการได้มีการนําแนวทาง หรือได้ศึกษาอนุสัญญาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นก่อนที่จะมีการสํารวจเขตแดน ๗๓ หลักหรือไม่ เหตุผลก็คือว่า ๗๓ หลักที่เกิดขึ้นมานั้นก็คงเกิดขึ้นมาประมาณร้อยกว่าปีแล้ว เพราะเกิดขึ้น จากอนุสัญญา แต่ปรากฏว่าปี ๒๕๔๓ เป็นการกําหนดเอ็มโอยูขึ้นมาเพื่อให้ไปดูสิว่า ๗๓ หลักเกิดขึ้นอยู่ไหนบ้าง มีการสํารวจตรวจสอบเพื่อความชัดเจน ฉะนั้นเจบีซี จึงเกิดขึ้นมา เมื่อเกิดขึ้นมาแล้วคณะกรรมการเจบีซีก็คงไปกําหนดแนวทางในการที่จะกําหนดว่า หลักไหนบ้างที่จะสํารวจ แล้วก็รับรองระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา แต่ที่ตั้ง ข้อสังเกตก็คือว่าในส่วนของหนังสือสัญญาว่าด้วยการปักปันเขตแดน ปิดท้ายหนังสือสัญญา ลงวันที่ ๒๓ มีนาคม ร.ศ. ๑๒๕ อยากเรียนถามท่านคณะกรรมาธิการครับว่าท่านได้ศึกษา ไหมว่าในข้อ ๓ ในข้อ ๓ เขาเขียนไว้ว่า กรรมการปักปันเขตแดนที่กล่าวไว้ในข้อ ๔ ผมอ่านย่อ ๆ นะครับว่า ของหนังสือสัญญาลงวันนี้ จะต้องทําการปักปันหมายเขตลงไว้พื้นที่ ตามเขตแดนไว้ในข้อ ๑ รัฐบาลฝรั่งเศสจะมีประสงค์ที่จะเปลี่ยนแปลงเส้นพรมแดนที่ได้ตกลง กันไว้นี้แล้ว การแก้ไขเปลี่ยนแปลงกันนี้ถึงโดยว่าจะเกิดมีเหตุการณ์อย่างไรก็ดี จะต้องทํา ไม่ให้เป็นที่ล่วงล้ําเสียประโยชน์ของรัฐบาลสยามด้วย ตรงนี้ละครับที่ผมบอกว่าข้อกําหนด ต่าง ๆ ของคณะกรรมการที่ไปศึกษารายงานผลการพิจารณาของคณะกรรมการพิจาณา ศึกษาบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ได้ศึกษาในประเด็นนี้ไหมว่า ในกรณีถ้าเกิดมีการแก้ไข เช่น ๗๓ หลักในการที่จะเปลี่ยนแปลงก็ดี ถ้าเกิดทําให้รัฐบาล ของสยาม ก็คือของประเทศไทยเสียหาย ทําไม่ได้ แต่ปรากฏว่าเท่าที่ดู ก็กราบเรียน ท่านคณะกรรมาธิการนะครับ ก็ยังไม่เห็นในประเด็นนี้ว่าในแนวทางที่ก่อนจะไปศึกษาเจบีซีนี่ ก็ควรจะไปศึกษาบันทึกหรือสนธิสัญญาทั้งหมดอย่างละเอียดก่อน เพราะว่านั่นคือต้นเรื่อง ทั้งหมด เมื่อร้อยกว่าปีเป็นมาอย่างไร จนกระทั่งมีกําเนิดคณะกรรมาธิการที่จะไปกําหนดเขตแดน แล้วคณะกรรมาธิการที่กําหนดเขตแดนนี่ละครับจะต้องมีมาตรฐานในการใช้การปักปัน เขตแดนจากสนธิสัญญา แต่ที่ตั้งข้อสังเกต ที่อยากจะถามท่านคณะกรรมาธิการตอบก็คือว่า ตามที่ศึกษามานั้นท่านจะดูนะครับว่าในหน้า ๓๒ นี้นะครับ ในข้อ ๑ ว่าคู่ภาคีจะปรับกําลังทหาร ออกจากวัดแก้วสิกขาคีรีสวาระแล้วก็ในหน้าที่ ๖๙ ในข้อ ๑ เช่นเดียวกัน คู่ภาคีจะไม่คง กําลังทหารของแต่ละฝ่ายในวัด และโดยเฉพาะในหน้าที่ ๑๐๔ ในข้อที่ ๑ เช่นเดียวกัน ไม่คงกําลังทหารของแต่ละฝ่ายในวัด ที่อยากจะเรียนถามก็คือว่า ถ้าในกรณีทั้ง ๒ ฝ่าย ได้ปฏิบัติตามก็คือว่า คู่ภาคีลดกําลังทหารก็ดี หรือไม่คงกําลังทหารไว้ในข้อ ๑ ก็ดี ถือว่าเป็น การปฏิบัติตามข้อตกลงแล้วหรือไม่ เพราะเกิดฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งปฏิบัติแล้วจะถือว่า มีการบังคับใช้บางส่วนได้หรือไม่ เป็นการยอมรับได้หรือไม่
อีกเรื่องหนึ่งครับท่านประธาน ก็คือว่ามีการกําหนดเขตแดนอินโดจีนทั้งหมด ภายใต้สนธิสัญญา เมื่อสักครู่นี้ที่ผมกราบเรียนท่านประธาน ก็คือสนธิสัญญาระหว่าง กรุงสยามกับกรุงฝรั่งเศส เมื่อวันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ร.ศ. ๑๒๒ มีการปักเขตแดนทั้งหมด ทั้งประเทศอินโดจีนไม่ว่าในส่วนของประเทศลาวก็ดี ก็อยากจะเรียนถามท่านกรรมาธิการว่า ท่านได้ไปศึกษาไหมว่าระหว่างประเทศไทยกับประเทศลาวนั้นใช้การกําหนดเขตแดน ๑ ต่อเท่าไร ถ้าไม่เช่นนั้นแล้วก็จะมีปัญหาทันที เพราะว่าในเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ นั้นจะต้องนําแผนที่ แนวทาง ไม่ว่าจะตกลงด้วยวาจาหรือเอกสารก็ดีต้องมาใช้ด้วย แต่ถ้าเกิดว่าเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ได้กําหนดไว้ชัดเจนว่าเอกสารทุกฉบับที่เกิดขึ้นภายใต้ (ก) (ข) และ (ค) ก็คือ เอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้ตรงนี้อาจจะมีการตกลงทําสัญญากัน ไม่ว่าด้วยวาจาก็ดี หรือเอกสารก็ดี แล้วมีคนอ้างว่าเราก็ใช้อัตราส่วน หรือส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ กับประเทศลาวเหมือนกัน กับบริเวณอื่นของอินโดจีนเหมือนกัน แล้วเวลาใช้กับ ประเทศกัมพูชาเราไปใช้อีกอย่างหนึ่ง เราบอกเราไม่ใช้ตรงนี้ที่อยากจะเรียนถาม ท่านกรรมาธิการว่าถ้าในเมื่ออินโดจีนเราใช้ให้เหมือนกันเราจะตอบกับคนอื่นอย่างไรว่า เราจะเลือกปฏิบัติไหมว่าประเทศใดประเทศหนึ่งในอินโดจีน ในส่วนของเราเราใช้อัตรา ๑ ต่อบางส่วน หรือเราจะใช้อัตราส่วนแตกต่างกัน ตรงนี้ละครับที่อาจจะเป็นการ เคลือบแคลงสงสัยว่าที่ผ่านสนธิสัญญาในการปักปันเขตแดนนั้นเกิดขึ้นเราใช้มาตรฐาน เดียวกันหรือไม่ ก็ฝากท่านกรรมาธิการไปช่วยศึกษาเพิ่มเติม ถ้าเป็นไปได้ที่จะต้องดูว่า สนธิสัญญาทั้งหมดที่เกิดมาเพื่อมีเจบีซีขึ้นมานั้นมีแนวทางการปฏิบัติอย่างไร และถ้าเกิด มีการตกลงนอกเหนือจากที่กําหนดไว้ เช่น มีการถอนกําลังทหารจะถือว่าเป็นการปฏิบัติ ตามสัญญาแล้วหรือไม่ ขอบคุณท่านประธาน