อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หารือเรื่องข้อตกลงชั่วคราวระหว่างรัฐบาลกับจังหวัด โดยมีข้อสังเกตว่าข้อตกลงไม่ใช่สัญญา แต่เป็นบันทึกการประชุม และหารือเรื่องแผนที่อ้างอิงในการเจรจาที่ไทยและกัมพูชา พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลดำเนินการตามกระบวนการของเอ็มโอยูและเจบีซี
ท่านประธานที่เคารพ กระผม นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี ขออนุญาตใช้เวลาเพียงสั้น ๆ นะครับ เพราะว่าแม้ว่า จะเป็นการอภิปรายถึงท่านกรรมาธิการ แต่ก็พาดพิงมาถึงรัฐบาลด้วย แล้วก็มีประเด็นที่ผม คิดว่าอยากจะทําความเข้าใจให้ตรงกันนะครับ
ประเด็นแรกที่สําคัญที่สุดก็คือท่านพูดบอกว่าเนื้อหาในข้อตกลงชั่วคราว เป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา ๑๙๐ วรรคสองอย่างแน่นอน ถูกต้องครับ แต่ที่ทางรัฐบาล เสนอมาในครั้งนี้แล้วก็ที่เป็นข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการก็คือว่าวันนี้เรายังไม่ได้ ขอให้ท่านพิจารณาร่างข้อตกลงชั่วคราว เราให้พิจารณาเฉพาะบันทึกการประชุมของ คณะกรรมาธิการร่วม ที่เราเรียกว่า เจบีซี แม้ว่าบันทึกนั้นจะมีการอ้างอิงหรือมีการแนบตัว ข้อตกลงชั่วคราวเข้ามา แต่เราจะยังไม่ขอให้สภาพิจารณา เราจะให้เขากลับไปทํางานกันต่อ เมื่อใดก็ตามที่เราเห็นว่าจําเป็นจะต้องพิจารณาข้อตกลงชั่วคราวเราจะนํากลับมาให้สภา พิจารณาอีกครั้งหนึ่งครับ เพราะฉะนั้นแม้แต่ข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเขาก็เขียน อย่างนี้ครับ ที่เขาบอกว่ายังไม่มีสถานะ ในครั้งนี้ครับ ไม่ได้บอกว่าตัวเนื้อหาในข้อตกลง ชั่วคราว ไม่เป็นหนังสือสัญญานะครับ แต่เขาบอกว่าในครั้งนี้ยังไม่ใช่หนังสือสัญญาที่ให้ทาง รัฐสภาพิจารณา ถ้าเราเข้าใจตรงกันอย่างนี้ท่านก็จะได้มีความสบายใจนะครับว่าเป็นเรื่อง ของบันทึกการประชุมเท่านั้น ไม่เกี่ยวกับเรื่องของตัวข้อลงชั่วคราว ข้อตกลงชั่วคราวนั้น รัฐบาลต้องเสนอมา เพื่อความมั่นใจนะครับหนังสือของทางกระทรวงการต่างประเทศที่เสนอ ครม. ก่อนที่จะส่งมาที่สภาก็ยืนยันในลักษณะนี้ชัดเจนครับ อันนี้ก็จะได้กราบเรียน เพื่อความเข้าใจ
ประเด็นที่ ๒ เรื่องที่ท่านพูดถึง ท่านบอกว่าผมบอกว่าแผนที่ยอมรับ ไม่ยอมรับอะไรต่าง ๆ แล้วก็อ้างอิงถึงตัวทีโออาร์หรือข้อกําหนดในการที่จะไปดําเนินการ ตามเอ็มโอยู กราบเรียนอีกครั้งนะครับ แผนที่มีหลายระวาง คําว่า ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ไม่ได้หมายถึงเฉพาะระวางดงรัก แต่ถ้อยคํา ที่สําคัญในเอ็มโอยู ในทีโออาร์ก็คือว่าแผนที่ที่จะนํามาใช้ในการดําเนินการเขาเขียนว่าเป็น แผนที่ที่เป็นผลงานของคณะกรรมการร่วม ศาลโลกจะวินิจฉัยท่าทีของประเทศไทยกับแผน ที่ว่าอย่างไรก็ตามแต่ศาลโลกในคําพิพากษาก็ได้ชี้ว่าแผนที่นี้ไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการ ร่วม ประเด็นของผมอยู่ตรงนี้เท่านั้นครับส่วนที่ท่านจะเล่าประวัติศาสตร์ว่าช่วงไหนท่าทีของ ประเทศมีต่อแผนที่เป็นอย่างไรนั้นเป็นคนละประเด็นกัน ประเด็นที่ ๓ ประเด็นสุดท้ายครับ คือท่านถามว่าวันนี้เราจะรอให้การดําเนินการมันเรียบร้อยคือทั้งการเมืองในประเทศด้วย ทั้งแนวทางที่จะไปดําเนินการในการเจรจาหรือในเวทีโลกด้วย ต้องยอมรับข้อเท็จจริงครับว่า ความคิดเห็นของประชาชนมีความหลากหลายวันนี้ถ้าผมคิดถึงเรื่องปัญหาการเมือง ภายในประเทศ ง่ายที่สุดสําหรับพวกผมคือไม่ต้องยุ่งเรื่องนี้เลยครับแต่ต้องถามว่าเราไม่ยุ่ง เรื่องนี้เลยกัมพูชาเขาหยุดไหมในสิ่งที่เขาต้องการเดินในการเจรจาที่เขาเห็นว่าเป็น ประโยชน์กับเขาและถ้าวันนี้เราไม่ช่วยกันยืนยันว่ากลไกทวิภาคีเดินต่อผมก็ย้ําอีกครั้ง นะครับเป็นการตั้งใจของกัมพูชาอยู่แล้วที่จะทําเรื่องนี้เป็นเรื่องของพหุภาคี ผมจํา ได้ครับผมเคยชี้แจงเรื่องนี้มาหลายครั้งมีกลุ่มคนมาวิพากษ์วิจารณ์ผมบอกว่าที่มาอ้างว่ากลัว พหุภาคีไม่ต้องกลัวหรอก สหประชาชาติไม่มีสิทธิ ไม่มีอํานาจเข้ามายุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ ทั้งสิ้น แต่ท่านเห็นไหมครับเหตุการณ์เกิดขึ้นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ตอนต้นเดือน เรื่องนี้ เข้าไปสู่ที่ประชุมของคณะมนตรีความมั่นคงของสหประชาชาติ คนที่เคยพูดว่าเรื่องนี้อย่างไร ก็ไม่ไปสหประชาชาติไม่เห็นมีคําตอบเลยครับว่ามันไปได้อย่างไรแต่มันไปแล้วครับแล้วมันก็ มีโอกาสจะไปอีกถ้าประชาคมโลกเขาเห็นว่า ๒ ประเทศที่มีปัญหากันไม่มีกลไกหรือไม่ ดําเนินการใช้กลไกทวิภาคีนั้นในการเดินหน้า ผมจึงบอกว่าวันนี้มีการอาจจะโดยความเข้าใจ ผิดหรือจะโดยเจตนาอะไรก็แล้วแต่ที่มากล่าวหารัฐบาลและกล่าวหาผมผมยืนยันว่า ไม่ใช่ เราทําทุกอย่างขณะนี้เพื่อแก้ปัญหาครับและถามว่าบางทีท่าทีของประเทศไทยเปลี่ยนไป เปลี่ยนมาหรือไม่ผมก็ต้องบอกว่าอดีตหลายอย่างมันไม่มีใครเปลี่ยนได้ครับ แต่หน้าที่เรา วันนี้คือเดินไปข้างหน้าเพื่อปกป้องประเทศ ปกป้องสิทธิของประชาชนคนไทยและดินแดน ไทยให้ดีที่สุด ผมยืนยันว่าหนทางที่ดีที่สุดคือการเดินหน้ากลไกทวิภาคีไม่มีอะไรในบันทึก ๓ ฉบับนี้ที่จะทําให้เรานั้นมีปัญหาผิดพลาด เสียเปรียบ และถ้ายิ่งท่านเห็นชอบข้อสังเกตของ คณะกรรมาธิการนั่นยิ่งเป็นการเพิ่มความหนักแน่นให้กับจุดยืนของไทยในเรื่องของการที่จะ ปกป้องผลประโยชน์ของเราและจะมีความหนักแน่นและจะมีความผูกพันไม่ใช่เฉพาะ รัฐบาลนี้นะครับ แต่จะมีผลต่อการดําเนินการของรัฐบาลต่อ ๆ ไปด้วย เอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไม่ได้ มีเนื้อหาสาระในเรื่องของตัวเขตแดนเพราะยึดถือตามสนธิสัญญาที่ไทยได้ทําไว้แล้ว เอ็มโอยู เป็นเพียงข้อตกลงว่าจะทําอย่างไรให้การจัดทําหลักเขตแดนนั้นเป็นไปตามเจตนารมณ์ของ สนธิสัญญาซึ่งได้กําหนดแนวทางของการปักปันไว้แล้วครับ มันจึงไม่ใช่หนังสือสัญญาที่ไป เกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงอาณาเขต อันนี้เพื่อความเข้าใจ เช่นเดียวกันวันนี้สิ่งที่เราขอ จากสภาก็คือว่าเราต้องการที่จะเดินต่อตามกระบวนการของเอ็มโอยู และเจบีซี และเมื่อใด ก็ตามที่จะต้องมีข้อตกลงที่จะมีผลหรืออาจจะมีผลต่อการเปลี่ยนแปลงอาณาเขตไทยต้อง กลับมาที่นี่ ส่วนข้อสังเกตของกรรมาธิการที่จะให้กับเราไปเป็นการเพิ่มความหนักแน่น ในจุดยืนและอํานาจการต่อรองนี่คือสิ่งที่เรามาพิจารณากันในวันนี้ครับ ขอบคุณครับ