ชลน่าน ศรีแก้ว อภิปรายเรื่องการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐบาลอธิบายว่าทำไมไม่ได้ส่งเอกสารนี้ให้รัฐสภาเพื่อความเห็นชอบ นอกจากนี้ยังหารือเรื่องการปรับกําลังทหารในพื้นที่ปราสาทพระวิหารและเรียกร้องการปฏิบัติตามข้อตกลงชั่วคราวระหว่างไทยกับกัมพูชา และเสนอแนะให้กลับไปทําใหม่ หรือจะใช้ทางเลือกที่ ๒ ทําให้จบในสภาแห่งนี้
ท่านประธาน ที่เคารพ กระผม นายแพทย์ชลน่าน ศรีแก้ว พรรคเพื่อไทย เขตเลือกตั้งจังหวัดน่าน ในฐานะ สมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมต้องขออนุญาตอาศัยมุมนี้ในการอภิปราย มิได้หมายความว่าจะเกรงกลัวอะไรแต่ว่าอากาศตรงนั้นเย็นมาก สภาพอากาศในห้องประชุม เราค่อนข้างผมไม่อยากใช้คําว่า แย่ท่านประธานครับ เพราะว่าสมาชิกเราไม่สบายหลายท่าน แม้กระทั่งตัวผมเองหนุ่มๆ อย่างนี้ยังเป็นไข้มาเป็นอาทิตย์แล้วท่านประธานครับ ก็คงจะต้อง ดูแลกันพอสมควร ท่านประธานครับ ตามที่ท่านประธานได้บรรจุระเบียบวาระในเรื่องของ คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้วเข้าสู่ที่ประชุมของรัฐสภาเป็นการประชุมร่วมกัน เพื่อที่จะให้สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้พิจารณารายงานผลการพิจารณาศึกษาของ คณะกรรมาธิการของรัฐสภาที่ได้รับมอบหมายหน้าที่ของท่านไปพิจารณาศึกษาเรื่องของ บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือเจบีซีรวม ๓ ฉบับ ท่านประธานที่เคารพครับ ในสิ่งที่ท่านบรรจุเข้ามาเป็นเรื่องที่กรรมาธิการพิจารณา เสร็จแล้วมันไม่ได้บอกว่าสภาแห่งนี้จะต้องพิจารณาอย่างไรในระเบียบวาระวันนี้นะครับ แต่สิ่งที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่าจะถือเอาการบรรจุระเบียบวาระ การประชุมวันนี้เป็นแนวทางที่จะให้สภาแห่งนี้พิจารณาและมีมติ หรือมีความเห็นอย่างไรนั้น มันก็ต้องยึดโยงไปตั้งแต่เรื่องนี้เข้าสู่การประชุมร่วมของรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมเองต้อง ขออนุญาตท่านประธานด้วยความเคารพ ต้องเท้าความพอสมควรว่าเรื่องนี้เองได้เข้าสู่ การประชุมของรัฐสภาเรา ตามระเบียบวาระการประชุมของรัฐสภาตั้งแต่วันที่ ๒๖ ตุลาคม ๒๕๕๓ บรรจุใน ระเบียบวาระที่ ๔ บันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ (คณะรัฐมนตรีเป็นผู้เสนอ) ท่านประธานครับ ในระเบียบวาระการประชุมร่วมของรัฐสภา ครั้งที่ ๖ เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ เป็นเรื่องที่ประชุมเห็นชอบให้เลื่อนขึ้นมาพิจารณา ก่อน บรรจุวันที่ ๒๖ ยังไม่ได้พิจารณา พอวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๓ ที่ประชุมมีมติว่า เรื่องนี้สําคัญนะ เลื่อนขึ้นมาพิจารณาก่อนเป็นอันดับแรกเลยครับ ลําดับที่ ๑ บันทึก การประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชารวม ๓ ฉบับ (คณะรัฐมนตรี เป็นผู้เสนอ) เขียนชัดครับ ต้องชื่นชมท่านประธานในการบรรจุระเบียบวาระ เขียนชัดว่า เพื่อลงมติให้ความเห็นชอบ เอกสารตรงนี้ยืนยัน ท่านประธานครับด้วยความที่ผมต้องพูด เรื่องนี้เพราะผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพไม่ได้มีข้อติดใจอะไรกับ ท่านนายกรัฐมนตรีนะครับแต่ฟังท่านนายกรัฐมนตรีตอบเมื่อสักครู่แล้วต้องพูดถึงท่านครับ เพราะท่านบอกว่าหลังจากที่ฟังสมาชิกวุฒิสภาจากกรุงเทพมหานครได้อภิปราย ท่านมาตอบ ว่ารัฐบาลไม่ได้เสนอให้รัฐสภารับรองหรือให้ความเห็นชอบบันทึกการประชุมที่มีผลต่อ การเปลี่ยนแปลงดินแดนของประเทศ ท่านตอบอย่างนั้น ผมเองด้วยความเคารพ ท่านประธานครับ ผมก็พยายามไปดูเอกสารที่เกี่ยวเนื่องกับการประชุมทั้งหมด หนังสือจาก สํานักนายกรัฐมนตรีครับ ลงวันที่ ๒ กรกฎาคม ๒๕๕๒ ผมอ่านเลขที่ให้ด้วยก็ได้ครับ ที่ นร ๐๕๐๓/๑๑๕๖๔ เรื่องบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา กราบเรียนประธานรัฐสภา ผมขออนุญาตอ่านนะท่านประธานครับ ด้วยคณะรัฐมนตรีได้ ประชุมปรึกษาหารือลงมติเห็นชอบให้เสนอบันทึกการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม ไทย-กัมพูชา รวม ๓ ฉบับ ฉบับที่ ๑ ก็คือเป็นการประชุมที่เมืองเสียมราฐเมื่อวันที่ ๑๐ ถึง ๑๑ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ เป็นสมัยวิสามัญของการประชุมเจบีซี ฉบับที่ ๒ นี่นะครับ บันทึก ฉบับที่ ๒ เป็นการประชุม ครั้งที่ ๔ ที่กรุงเทพมหานครเราเองครับเมื่อวันที่ ๑๐ ถึง ๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ แล้วก็ฉบับที่ ๓ ก็เป็นการประชุม ต้องขออภัยท่านประธานครับ ผมอ่าน สลับกัน เป็นการประชุม ครั้งที่ ๔ ที่กรุงเทพมหานครเมื่อวันที่ ๓ ถึงวันที่ ๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ แล้วก็ครั้งที่ ๓ เป็นสมัยวิสามัญที่กรุงพนมเปญเมื่อวันที่ ๖ วันที่ ๗ เมษายน ๒๕๕๓ ในหนังสือนี้ระบุชัดเจนครับท่านประธาน เพื่อขอความเห็นชอบจากรัฐสภาดังที่ได้ส่งมา พร้อมนี้ ขอแสดงความนับถืออย่างยิ่ง ลงชื่อ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ (นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ) นายกรัฐมนตรี คงปฏิเสธไม่ได้ท่านประธานครับว่าการส่งหนังสือสัญญาใด ๆ หรือ เรื่องราวใด ๆ ที่จะเข้าสู่การประชุมร่วมของรัฐสภาต้องเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๓๖ โดยเฉพาะกรณีที่จะต้องปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ กรณีที่จะเป็น หนังสือสัญญาที่ต้องทํากับต่างประเทศหรือองค์กรระหว่างประเทศ ก็ต้องส่งให้รัฐสภา ให้ความเห็นชอบ ท่านประธานที่เคารพ หลังจากที่เรามีพิจารณากันในวันที่ ๒ พฤศจิกายน ที่ประชุมทราบว่ามีการถกเถียง มีการอภิปรายมีความหลากหลายทั้งในความเห็นในสภา ความเห็นของพี่น้องประชาชนนอกสภา สภาไม่สามารถที่จะพิจารณาให้ความเห็นชอบบันทึก การประชุมที่เสนอมาทั้ง ๓ ฉบับได้ก็เลยมีทางออกว่าเพื่อความรอบคอบสภาได้ตั้ง คณะกรรมาธิการรัฐสภาขึ้นไปพิจารณา เพื่อหาทางออก หาเหตุหาผลว่ารัฐสภาแห่งนี้จะให้ความเห็นชอบหรือไม่ให้ความเห็นชอบ ต่อกรณีบันทึกการเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ แล้วที่สําคัญท่านประธานครับ ผมต้องพูดตรงนี้ เลย บันทึกการประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับนั้นมันมีร่างข้อตกลงชั่วคราวที่จะต้องมีผลบังคับใช้ ถ้าได้รับความเห็นชอบตามกระบวนการ ตามกฎหมายภายในของแต่ละประเทศของเราตาม รัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ก็คือต้องผ่านรัฐสภา ท่านประธานครับ ผมจําเป็นต้องพูดอย่างนี้ เพราะว่าหลังจากที่มอบหมายให้คณะกรรมาธิการไปพิจารณาแล้ว สิ่งที่คณะกรรมาธิการ ไปพิจารณา ผลการพิจารณากรรมาธิการมีอยู่ ๕ เรื่อง สรุปเป็นข้อ ๆ และขมวดท้าย วรรคท้าย ท่านประธานครับ ผมก็เข้าใจว่าคณะกรรมาธิการน่าจะขมวดในวรรคท้ายว่าสภา หรือคณะกรรมาธิการมีความเห็นอย่างไรต่อบันทึกการประชุมของเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ และร่าง ข้อตกลงฉบับชั่วคราวที่แนบท้ายบันทึกทั้ง ๓ ฉบับ ร่างข้อตกลงเดี๋ยวผมจะพูดให้ฟัง ว่ารัฐสภาแห่งนี้ควรให้ความเห็นอย่างไร แต่ว่าสิ่งที่คณะาธิการไปสรุปมาเป็นอย่างนี้ ท่านประธานครับ ขออนุญาตท่านประธานอ่าน เพราะเหตุผลดังกล่าวหมายถึงข้อ ๑ ข้อ ๒ ข้อ ๓ ข้อ ๔ ข้อ ๕ เพื่อนสมาชิกกราบเรียนท่านประธานไปบางเรื่องบางประการไปแล้วเดี๋ยวผม จะขยายซ้ํา ร่างข้อตกลงชั่วคราวยังไม่มีสถานะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ และการแนบร่างข้อตกลงชั่วคราวกับบันทึก การประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ ให้รัฐสภาในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบ มีความเห็น ครับ อันที่ ๑ บอกว่าร่างบันทึกข้อตกลงชั่วคราวไม่เป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ข้อที่ ๒ บอกว่าที่นําบันทึกการประชุมเจบีซี ๓ ฉบับ รวมทั้งแนบร่าง ข้อตกลงมาสู่สภานั้นมีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบถึงการพัฒนาการในการเจรจาเกี่ยวกับ ร่างข้อตกลงชั่วคราว มิได้ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาแต่ประการใด น่าผิดหวังไหมครับ ท่านประธาน น่าผิดหวังไหมครับกับการทํางานของกรรมาธิการ ผมต้องขออนุญาต ตําหนิแบบตรง ๆ นะครับ ท่านประธานเองผมเคารพครับ กรรมาธิการทุกท่านเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ทั้ง ๓๐ ท่าน พรรคผมก็มีครับ บุคคลภายนอกก็มี ท่าน ส.ว. ก็มี ล้วนแต่เป็น ผู้มีความรู้ความสามารถทั้งนั้น แล้วที่สําคัญท่านได้เชิญที่ปรึกษาของคณะกรรมาธิการ ล้วนแต่ว่าเกี่ยวข้องเกี่ยวเนื่องกับเรื่องนี้ทั้งนั้น ศาสตราจารย์สมปอง สุจริตกุล ท่านก็ทํา เรื่องนี้มานาน ต้องขออนุญาตเอ่ยนามท่านนะครับ เพราะปรากฏในเอกสารครับ นางสาวสุมล สุตวิริยะวัฒน์ นายเทพมนตรี ลิมปพยอม ก็อยู่บนเวทีตลอด หม่อมหลวงวัลย์วิภา จรูญโรจน์ ก็เป็นผู้หนึ่งที่ส่งหนังสือมาให้พวกเราในวันนี้ในนามของเครือข่ายคนไทยหัวใจรักชาติ คนเหล่านี้ พลเอก วิชิต ยาทิพย์ ผมจะไม่อ่านหมดทุกท่านหรอกครับ แต่ว่าดูแล้วล้วนแต่เป็น ผู้มีความรู้ความสามารถเกี่ยวเนื่องโดยตรงทั้งนั้นเกี่ยวกับเรื่องการปักปันเขตแดนระหว่าง ประเทศไทย-ระเทศกัมพูชา นายชวนนท์ อินทรโกมาลย์สุต นายตุนย์ สิทธิสมวงศ์ อยู่ในนี้ หมดครับ ท่านประธานครับ ที่ผมกราบเรียนว่าน่าผิดหวังก็คือว่าหลังจากที่ท่านใช้เวลาไป ประชุม ๑๓ ครั้ง กลับมาเสนอรายงานต่อสภา สภาแห่งนี้ไม่สามารถให้ความเห็นอะไรได้เลย ครับ จะให้ความเห็นไปเป็นเช่นท่านเสนอต่อสภา บอกว่า ๑. ร่างตกลงชั่วคราวไม่เป็นหนังสือ สัญญา สภาให้ความเห็นได้ไหมครับ ไม่ใช่อํานาจหน้าที่สภาเลยครับ แล้วไม่ใช่อํานาจหน้าที่ของกรรมาธิการด้วย สภาให้ความเห็นไม่ได้ครับ แล้วที่ท่านบอกว่าที่แจ้งมาสภานี้เป็นการแจ้งเพื่อทราบ ด้วยความ เคารพท่านประธานครับ สภาแห่งนี้ภาระงานเฉพาะมาตรา ๑๙๐ กองเป็นกระตักครับ บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ กฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญหรือกฎหมายที่เกี่ยวข้องทั้งหลาย ทั้งปวงไม่เคยเขียนเลยครับว่าให้นํา ให้สภาเพื่อทราบ เพื่อดูความก้าวหน้า ไม่มีบทบัญญัติ ใด ๆ ครับ รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เขียนชัดเจนครับ ให้สภาพิจารณาให้ความเห็นชอบ ต้องพูดแรง ๆ ครับ เพราะผมผิดหวังกับพวกท่านมากเลย ให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้น ท่านต้องไปทํามาว่าข้อมูล หลักฐาน พยานทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่ในบันทึกการประชุม ๓ ฉบับนี้ มันควรจะต้องให้ความเห็นชอบหรือไม่ ถ้าท่านตอบว่าควร พวกเราก็จะเอาตามท่าน มาโหวต จะเอาตามกรรมาธิการเสียงข้างมากไหม ผมเชื่อว่ามีคนค้านท่านแน่ ถ้าเสียง ข้างมากบอกเห็นชอบ เราก็มาวัดกันที่สภาว่าสภาจะเห็นตามท่านหรือไม่ นี่คือการทํางาน ของรัฐสภา ของสภาผู้แทนราษฎร ของวุฒิสภาเป็นอย่างนี้มาตลอด ผมก็ไม่แน่ใจว่า ทําไมท่านออกลูกอย่างนี้ เลี่ยงหรือครับ เป็นการเลี่ยงปฏิเสธความรับผิดชอบหรือครับ เห็นสถานการณ์มันรุนแรง ฉันไม่ทําอะไรดีกว่า ท่านประธานครับ ที่ร้ายกว่านั้นนะครับ ที่ร้ายกว่านั้นท่านไปดูข้อ ๑ ครับ คณะกรรมาธิการให้ความเห็นชัดเจนเลยครับ บันทึกความ เข้าใจ หมายถึงเอ็มโอยู ว่าด้วยการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนไทย-กัมพูชา พ.ศ. ๒๕๔๓ หรือเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ที่เป็นประเด็นอยู่ในสังคมขณะนี้ ท่านบอกว่า มิได้มีถ้อยคําใด ที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่มาตรา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรัก ซึ่งแผนที่ดังกล่าว ไม่เป็นไปตามเงื่อนไขที่กําหนดไว้ในเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ คือ ให้เหตุผลด้วยนะครับ ท่านประธาน ไม่เป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันผสมสยาม-อินโด ตามคําวินิจฉัย ของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ และท่านก็เขียนบอกว่า ทั้งนี้กระทรวงการต่างประเทศ ของไทยได้ทําหนังสือทักท้วงปฏิเสธต่อต้านมาตลอดว่าไม่ยอมรับ โดยเฉพาะหนังสือที่ลงวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๕๑ และก็แถลงการณ์ยืนยันเมื่อวันที่ ๓๑ มกราคม ๒๕๕๔ นี่คือสิ่งที่ กรรมาธิการทํา ท่านประธานครับ สิ่งที่คณะกรรมาธิการทํา ผมเองถือว่าไม่ใช่เป็น วัตถุประสงค์ของรัฐสภาที่มอบอํานาจหน้าที่ให้ท่านไป จริง ท่านคิดอาจจะเหล่านี้มา ผมไม่ว่า นะครับ ๑ ๒ ๓ ๔ ๕ นี้ท่านอาจจะแสดงความเห็นได้ แต่สรุปสุดท้ายท่านต้องสรุปให้กับ สมาชิกครับว่าสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ที่มอบภาระให้ท่านไปทํานี้ควรจะให้ความเห็นอย่างไร ผมก็แปลกใจท่านนายกรัฐมนตรีพอสมควรครับ ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าร้องขอว่าให้ สมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้เห็นชอบตามข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการเพื่อเป็นทางออก ออกอย่างไรครับท่านประธาน เพื่อเป็นทางออก สภาแห่งนี้คือรัฐสภา มีหน้าที่พิจารณาตาม รัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ เท่านั้นเองครับ เห็นชอบหรือไม่เห็นชอบเท่านั้น หรือจะไม่รับ พิจารณาเท่านั้น นั่นคือหน้าที่ของสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมได้ กราบเรียนท่านประธานนี้ผมเองไม่ได้มีอคติกับคณะกรรมาธิการครับ แต่ว่าด้วยความที่เรามี เรื่องราวเยอะมาก คณะกรรมาธิการน่าจะเป็นแรงผ่อนและเป็นแหล่งให้ข้อมูลที่ดีที่สุด สําหรับสมาชิกที่ไม่มีโอกาสได้ไปศึกษาค้นคว้าอย่างละเอียด เพราะเรื่องนี้เป็นเรื่อง ละเอียดอ่อนมาก แต่ว่าสิ่งที่ได้คือความเห็นของท่าน ๓-๔ ข้อ ท่านชี้แนะว่าควรจะไปเจรจา แบบไม่เป็นทางการ มีการเพื่อให้ได้มาซึ่งการเจรจาที่ดี แนะใครครับ แนะสมาชิกหรือครับ แนะสมาชิกให้สมาชิก เห็นชอบตามท่านและส่งให้รัฐบาลหรือครับ ไม่ใช่หน้าที่ครับ ไม่ใช่หน้าที่จริง ๆ ท่านประธาน แล้วประเด็นสําคัญที่สุดนี่ที่ผมอยากจะกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ประเด็นที่เป็น ผลการพิจารณาของกรรมาธิการที่กรรมาธิการได้แสดงความเห็นว่าในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ผมขอ อนุญาตใช้ถ้อยคํานี้นะท่านประธานครับ เพราะเข้าใจกันแล้วเอ็มโอยูก็คือ บันทึกข้อตกลงว่า ด้วยการสํารวจและจัดทําเขตแดนร่วมระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาปี ๒๕๔๓ ประเด็นที่ท่านบอกว่าไม่มีถ้อยคําใด ๆ ที่ระบุไว้หรือยอมรับว่าแผนที่ระหว่างพนมดงรัก ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี่เป็นผลพวงจากเอ็มโอยู ๒๕๔๓ มิมีถ้อยคําใด ๆ ที่แสดงว่าประเทศไทย ยอมรับ ท่านประธานครับ นั่นคือความเห็นของกรรมาธิการ เดี๋ยวถ้ามาดูเอกสาร ของเครือข่ายประชาชนหัวใจรักชาติเขาก็มีข้อสงสัย ประชาชนทั่วไปก็มีข้อสงสัย ผมเองก็มี ข้อสงสัย รัฐบาลก่อน ๆ เขาก็มีข้อสงสัย ไม่ใช่ว่าเครือข่ายเดียวนะครับ ทุกเครือข่ายด้วย เขามีข้อสงสัยถึงขนาดที่ต้องเขียนอย่างนี้เลยครับท่านประธาน เขียนบอกว่าผมจะไม่อ่าน ทั้งหมดนะครับ เป็นเรื่องที่มีความผิดพลาดอย่างสําคัญที่ฝ่ายบริหารหรือรัฐบาล จําเลยที่ ๑ นะครับ คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา คือจําเลยที่ ๒ ฝ่ายไทยนะครับ กระทรวง การต่างประเทศคือลําจําเลยที่ ๓ ข้อกล่าวหาของเครือข่ายหัวใจรักชาติเขาบอกว่า ได้นําข้อมูล ที่ยังไม่สมบูรณ์และอาจถึงขั้นเป็นเท็จบรรจุไว้ในการประชุมเจบีซี แล้วก็มาขอความเห็นชอบ จากรัฐสภา ความเห็นมีความหลากหลายถึงขนาดว่าเป็นเท็จนะครับ เขาไม่เชื่อมั่นว่าข้อมูล ที่พวกท่านให้กันนี่มันเป็นเรื่องจริงหรือไม่ โชคดีที่ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ได้มานั่งฟังผมอภิปรายด้วย ผมอภิปรายให้ท่านฟังด้วย ท่านประธานครับ เขาอ้างหลาย ๆ เรื่อง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการแปลเป็นภาษาอังกฤษที่คาดเคลื่อนผิดพลาด การไม่ได้รับ การลงนามรับรองโดยชุดสํารวจเห็นไหมครับ คณะอนุกรรมาธิการสํารวจฝ่ายสํารวจ ฝ่ายเทคนิค และยังไม่ได้รับการรับรองบันทึกการตรวจสอบจากเจ้ากรมแผนที่ทหาร กองบัญชาการกองทัพไทย เขาอ้างถึงขนาดนั้น ท่านประธานครับ ประเด็นนี่สิ่งที่ผมต้อง กราบเรียนท่านประธานด้วยความเคารพ ผมก็พยายามหาข้อมูลเพิ่มเติมครับว่า ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ มันจะมีความเกี่ยวเนื่องกับแผนที่ระวางพนมดงรักก็คือแผนที่ที่มีอัตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี่แหละครับ หรือไม่อย่างไร เพราะว่าอีกฝ่ายเชื่อว่าเกี่ยวเนื่อง เป็นผลพวงจากเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ทําให้ไทยไปยอมรับเอาแผนที่ระวางพนมดงรักนี้ ท่านประธานครับ แผนที่ระหว่างพนมดงรักถ้าท่านประธานนึกภาพออกก็คือเส้นที่เขา ลากผ่านอ้อมตัวประสาทมา ของเราเองยึดสันปันน้ํา สุดท้ายหลังจากที่เราต้องยกปราสาท ตัวปราสาทพระวิหารไปมันก็จะมีตัวแหว่งตัวนั้น นั่นคือแผนที่ที่ใช้อยู่ที่เรายังยอมรับกันได้ ก็คือแอล (L) ๗๐๑๗ ท่านประธานครับ สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธานก็คือว่า ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ กรรมาธิการบอกว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ตรงนี้ไม่ได้เกิดจาก คณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีนตามข้อกําหนดนะครับ ในข้อ ๑ ของเอ็มโอยูปี ๒๕๔๓ เขาบอกว่าจะร่วมกันดําเนินการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนระหว่าง ราชอาณาจักรไทยกับราชอาณาจักรกัมพูชาให้เป็นไปตามเอกสารดังต่อไปนี้ ข้อ ๑ ผมไม่อ่าน ข้อ ๒ ผมไม่อ่าน ข้อ ก มีเอกสารที่เกี่ยวข้องอยู่ ๓ ส่วนแล้ว ก ข ค ข้อ ค ที่เขาใช้ประกอบในการจัดทําเขตแดน ที่บันทึกไว้ในเอ็มโอยูก็คือแผนที่ที่จัดทําขึ้นตามผลงาน ของการปักปันเขตแดนของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน ซึ่งจัดตั้ง ขึ้นตามอนุสัญญาฉบับปี ค.ศ. ๑๙๐๔ และสนธิสัญญาฉบับปี ค.ศ. ๑๙๐๗ คณะกรรมการชุด นี้นะครับ กับเอกสารอื่นที่เกี่ยวข้องกับการบังคับใช้อนุสัญญา ปี ค.ศ. ๑๙๐๔ แล้วก็ สนธิสัญญา ปี ค.ศ. ๑๙๐๗ ระหว่างสยามกับฝรั่งเศส ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่า ท่านเชื่อโดยสนิทใจว่าไม่เกี่ยวข้อง เพราะว่าไม่เป็นผลงานของคณะกรรมการชุดนี้ แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ไม่ใช่ผลงานของคณะกรรมการชุดนี้ ท่านเชื่ออย่างนั้น คณะกรรมาธิการสรุปมา ก็เชื่ออย่างนั้น แต่ท่านประธานครับ ประเด็นความเชื่ออย่างนี้ในการปักปันเขตแดน ในการทําร่างข้อตกลงชั่วคราว สิ่งที่เขาใช้เป็นหลักก็คือ ๑. เอ็มโอยู ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านประธานครับ ๒. ทีโออาร์ ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ หรือข้อกําหนดอํานาจหน้าที่ในการสํารวจ และจัดทําเขตแดน ปี พ.ศ. ๒๕๔๖ ซึ่งออกตามหลังจากเอ็มโอยู ปี พ.ศ. ๒๕๔๓ ออกไปแล้ว ในทีโออาร์ ปีพ.ศ. ๒๕๔๖ ท่านประธาน ผมต้องขออนุญาตท่านประธาน เผอิญผมพยายาม ไปหาภาษาไทยแล้วค้นไม่เจอ เจอแต่พากย์เป็นภาษาอังกฤษนะครับ ผมขออนุญาต ท่านประธานนิดเดียวครับที่จะนําเอกสารนี้กราบเรียนท่านประธาน เดี๋ยวผมสําเนาแล้ว ส่งท่านประธาน ในภูมิหลังหรือแบคกราวด์ (Background) ขออนุญาตพูดภาษาอังกฤษ ในข้อที่ ๑.๑.๓ พูดถึงเรื่องแผนที่ เขาระบุไว้ว่า ภาษาอังกฤษ บอกว่า เซ็ท อัพ อันเดอร์ เดอะ คอนเวนชัน ออฟ ๑๙๐๔ แอนด์ เดอะ ทรีตี ออฟ ๑๙๐๗ บีทวีน สยาม แอนด์ ฟรานซ์ รีเฟอร์ ทู แอส เดอะ แมพ ออฟ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ (Setup under the convention of 1904 and the three of 1907 between siam and france referred to as the map of 1 : 200,000) เขียนไว้ ผมเอาแค่นี้นะครับ ใน ๑.๑.๓ ในเทอม ออฟ เรฟเฟอเรนซ์ แอนด์ มาสเตอร์ แพลน (Term of reference and master plan) ของการสํารวจและปักปันเขต แดนของประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา แล้วมาเขียนรองรับในสเตป (Step) ที่ ๓ เรื่องของการทําเส้นเขตในการสํารวจ เขาเรียกพรอพปิง เดอะ ไลน์ ทู บี เซอร์เวย์ (Propping the line to be survey) ท่านประธานครับ ก็อ้างแผนที่ต่อดิพ เดอะ แมพ ออฟ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ (Dip the map of 1 : 200,000) เขียนไว้ในทีโออาร์ ความอย่างนี้ ท่านประธาน มันคงจะบอกได้ยากว่ามันจะไม่เกี่ยวเนื่อง จริงอยู่ครับท่านนายกรัฐมนตรี อาจจะบอกผมว่าแผนที่ต้องเป็นผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนสยาม-อินโดจีน ถึงจะยอมรับ ไม่สามารถหาเอกสารหลักฐานได้ว่าใช่หรือไม่ เพราะท่านบอกว่ามันมี การยกเลิกไปแล้ว แล้วแผนที่นี้เกิดขึ้นมา ท่านประธานครับ แผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นี่ไล่เรียงไปแล้วมันเกิดในปี ค.ศ. ๑๙๐๘ ปี ค.ศ. ๑๙๐๘ มีแผนที่นี้เกิดขึ้น ถามว่าเมื่อเกิดขึ้น แล้วประเทศไทยเราทักท้วง ประเทศไทยเราแยแสสนใจอะไรไหม ไม่มีครับ มาตระหนกตกใจ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๒ หรือ ปี พ.ศ. ๒๕๐๕ เมื่อคราวประเทศกัมพูชาขอต่อศาลโลกว่า ปราสาทพระวิหารเป็นของประเทศกัมพูชา ก็มีการพิจารณาไต่สวนในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ ก็ปี ค.ศ. ๑๙๖๒ ท่านประธานครับ หลังจากศาลตัดสินเท่านั้นเองครับท่านประธาน เราเริ่มตระหนก เราเริ่มตระหนัก เราเริ่มรู้ว่าสิ่งที่เราไม่ได้ตอบโต้ เราไม่ได้แสดงเจตจํานง ใด ๆ เลย มันเป็นการปิดปากเราทางอ้อม เพราะศาลโลกเขาบอกว่าตัวปราสาทเป็นของ ประเทศกัมพูชา ใช้ภาษาอังกฤษจะเห็นชัดครับ แล้วเขายังมีความเห็นเกี่ยวกับเรื่องแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ด้วย จริงอยู่เขาไม่ได้วินิจฉัย หรอกว่าแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นของเขมรเขาไม่ได้วินิจฉัยครับ แต่เขาใช้คําพูดว่า ประเทศไทยยอมรับได้ ประเทศไทยยอมรับก็คือไม่ปฏิเสธ อย่างนี้ท่านประธานมันก็เป็นเหตุ ที่มีข้อโต้แย้งข้อถกเถียงกันจนถึงปัจจุบันว่า เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ เป็นที่มาของแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ในมุมมองของคนกลุ่มหนึ่ง แล้วการยอมรับแผนที่ระวางดงรักแน่นอน หลังจากนั้นเราก็ปฏิเสธมาตลอดแน่นอน ทุกยุคทุกสมัยปฏิเสธถึงกับต้องมีการใช้ แผนที่ แอล ๗๐๑๗ ที่ขีดเขตแบ่งเป็นรูปสามเหลี่ยมโดยเฉพาะตัวปราสาทเขาพระวิหาร แม้กระทั่งพระราชกฤษฎีกาสมัยปี ๒๕๔๑ ที่ออกมารองรับในการกําหนดเขตอุทยานแห่งชาติ บริเวณเขาพระวิหารก็อาศัยแนวเขตนั้นเป็นแนวเขตอุทยาน ก็เทียบเคียงกับ แอล ๗๐๑๗ เช่นกัน ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นเหล่านี้สิ่งที่ผมเองต้องกราบเรียนท่านประธานว่า ภาระหน้าที่ของสภาเราที่สําคัญถึงแม้กรรมาธิการได้เสนอว่า ร่างข้อตกลงชั่วคราวที่ แนบท้ายบันทึกทั้ง ๓ ฉบับไม่เป็นหนังสือสัญญา ท่านประธานครับผมเองผมกราบเรียน ท่านประธานด้วยความเคารพเลย ถ้าท่านไปดูร่างบันทึกการประชุมของคณะกรรมการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ที่ประชุมกัน ๓ ครั้ง จะมีสาระในการประชุมอยู่ทุกครั้งจะมี เรื่องของการพิจารณาร่างข้อตกลงชั่วคราวอยู่ทุกครั้งเลย ตั้งแต่ครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑๐-๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๑ ก็มี ครั้งที่ ๒ วันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ ก็มี ครั้งสุดท้ายวันที่ ๖-๗ เมษายนก็มี เนื้อหาสาระคือร่างเดียวกันเลย แต่มีกระบวนการพัฒนาของร่างบันทึก ข้อตกลงนี้มาตลอด โดยเฉพาะประเด็นที่เป็นข้อเห็นแย้ง สุดท้ายครับท่านประธาน ร่างบันทึกข้อตกลงนี้ในช่วงร่างข้อตกลงชั่วคราว ท่านประธานในช่วงการประชุม เมื่อวันที่ ๓-๔ กุมภาพันธ์ มีประเด็นเห็นแย้งกันอยู่ ๒ ประเด็นเองท่านประธานครับ
ประเด็นที่ ๑ คือชื่อตัวปราสาท ประเทศไทยเราเรียกว่า ปราสาทพระวิหาร ประเทศกัมพูชาเรียกว่า ปราสาทเปรียะวีเฮียร์ ตกลงกันไม่ได้ว่าใช่ชื่อไหน ก็เขียนเว้นเอาไว้ ในบันทึกร่างข้อตกลงชั่วคราว
ประเด็นที่ ๒ เรื่องการปรับกําลังทหาร การปรับกําลังทหารในบันทึก ท่านประธานครับ ข้อที่ ๑ ในร่างข้อตกลงชั่วคราวซึ่งท่านบอกว่าไม่ใช่หนังสือสัญญานี้ ร่างข้อตกลงชั่วคราวระหว่างราชอาณาจักรกัมพูชากับรัฐบาลไทยว่าด้วยปัญหาชายแดน พื้นที่ไทยก็คือปราสาท ถ้าประเทศกัมพูชาก็ปราสาทเปรียะวีเฮียร์ ถ้าเป็นภาษาไทย ก็ปราสาทพระวิหาร ตรงนั้นเลยเป็นพื้นที่พิพาทตรงนั้นเลย ในข้อ ๑ เขียนอย่างนี้ ท่านประธาน ที่ยังตกลงกันไม่ได้ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ก็คือ คู่ภาคีจะไม่คงกําลังทหาร ของแต่ละฝ่ายไว้ในวัดแก้วสิขาคีรีสะวารา คือจะต้องเอาทหารออกพื้นที่รอบวัดคือรอบ ๆ วัดแก้วสิกขาคีรีสวาระ และพื้นที่ปราสาทพระวิหาร หรือ ปราสาทเปรียะวีเฮียร์ แม่ทัพ ภาคที่ ๒ ของกองทัพบกไทย และผู้บัญชากองทัพภาคที่ ๔ ของประเทศกัมพูชา จะกําหนด มาตรการที่เหมาะสมร่วมกันเพื่อปฏิบัติให้ข้อบทนี้มีผลบังคับ โดยผ่านชุดทหารติดตาม สถานการณ์ชั่วคราวของแต่ละฝ่าย นี่เป็นคําที่ประเทศไทยเสนอครับ ใช้ชุดทหารติดตามเป็นคนติดตามเรื่องการปฏิบัติตามข้อตกลง แต่ประเทศกัมพูชาเขาเสนอ ว่าใช้คําว่า ทีมประสานงานชั่วคราว อันนี้ง่ายครับ พอประชุมครั้งสุดท้ายตกลงกันได้ใช้ตาม ประเทศไทยครับ ใช้ชุดทหารติดตามชั่วคราวเป็นผู้ติดตามในการที่จะไล่ถอนกองกําลังหรือให้ กองกําลังไว้ตรงนั้น อันนี้คือข้อตกลงที่เป็นฉบับชั่วคราวที่ท่านอ้างไว้ไม่ใช่หนังสือสัญญา ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงให้ท่านเห็นว่าพวกเราในฐานะสมาชิกรัฐสภา เราไม่แปลกใจหรอกครับ ว่าเป็นหนังสือสัญญา ไม่เป็นหนังสือสัญญา ไม่ต้องไปวินิจฉัย หรอกครับ เพราะร่างบันทึกข้อตกลงชั่วคราวตรงนี้ โดยเฉพาะข้อ ๑ ที่ผมอ่านให้ประธาน ไปแล้ว คือการคงกําลังทหารในพื้นที่ตรงนั้นซึ่งยังมีพิพาทกันอยู่ ประเทศเขมรบอกเป็น ประเทศเขมร ของเราบอกเป็นพื้นที่พิพาท พื้นที่ซับซ้อนอย่างที่ท่านสมาชิกหลายท่านพูดไป แต่สําคัญ ท่านประธานครับ ข้อ ๒ ครับ เขียนไว้อย่างนี้ท่านประธานครับ ที่มันมีผลต่อ อาณาเขต ท่านนายกรัฐมนตรีบอกว่าไม่เกี่ยวข้องกับอาณาเขต มันมีผลกับอาณาเขตก็คือ จะจัดตั้งชุดประสานงานชั่วคราวประกอบด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจากทั้ง ๒ ฝ่าย เพื่อพิจารณาปัญหาที่เกี่ยวข้องกับพื้นที่ประชิดกับภาษาไทยยังไม่ตกลงกัน คือปราสาท พระวิหาร ภาษากัมพูชาคือ ปราสาทเปรียะวีเฮียร์พื้นที่ประชิด ซึ่งจะต้องมีการสํารวจและ จัดทําหลักเขตแดนเจบีซีเขาจะไปสํารวจจัดทําหลักเขตแดนทั้ง ๆ ที่ไม่เกี่ยวข้อง การปักปันเขตแดนหรือครับ มันชัดอยู่แล้วในข้อตกลงชั่วคราวตรงนี้ โดยเจบีซีรวมถึงวัดด้วย นะครับ ชุดประสานงานชั่วคราวจะประชุมโดยเร็วที่สุดที่เป็นไปได้ และจะประชุม โดยไม่ชักช้า ไม่ว่าเมื่อใดที่จําเป็นหรือเมื่อได้รับการร้องขอจากคู่ภาคีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง เพื่อจัดทําสํารวจแล้วก็ปักปันเขตแดน ข้อ ๔ ท่านประธานครับ เจบีซีจะกําหนดพื้นที่ที่จะ ทําให้อยู่ภายใต้สภาพพร้อมสําหรับการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนภายใต้แผนแม่บทและ ข้อกําหนดอํานาจหน้าที่ ปี ๒๕๔๖ คือทีโออาร์ ปี ๒๕๔๖ นั่นแหละครับ พื้นที่ดังกล่าว จะต้องถูกทําให้อยู่ในสภาพพร้อมก่อนที่ชุดสํารวจจะเริ่มดําเนินการ ข้อ ๘ ท่านประธานครับ ในร่างข้อตกลงชั่วคราว ข้อ ๘ เขียนชัด ที่กรรมาธิการบอกว่าไม่เป็นหนังสือสัญญา นะครับ ข้อ ๘ ข้อตกลงชั่วคราวจะมีผลใช้บังคับในวันที่มีการแลกเปลี่ยนหนังสือสัญญาแจ้ง ภาคีแต่ละฝ่ายว่าได้ดําเนินการตามกระบวนการกฎหมายภายในของตนเสร็จสิ้นแล้ว เห็นไหมครับ และคงจะมีผลบังคับใช้จนกว่าการจัดทําหลักเขตแดนจะเสร็จสิ้นลงในพื้นที่ ประชิด ถ้าเป็นไทยก็ยังเขียนว่าพื้นที่ประชิดปราสาทพระวิหาร ถ้าเป็นภาษากัมพูชาก็เขียนว่า พื้นที่ประชิดปราสาทเปรียะวีเฮียร์ พหุภาคีจะพยายามเร่งรัดดําเนินการตามกระบวนการ ตามข้อกฎหมายภายในโดยสอดคล้องกับรัฐธรรมนูญของตน ก็ท่านมาขอมาตรา ๑๙๐ นี่ครับ ท่านจะอ้างว่าร่างข้อตกลงชั่วคราวไม่เป็นหนังสือสัญญาหรือหลีกเลี่ยงเอาออกจากรัฐสภา ผมคิดว่ามันไม่ใช่สิ่งที่ชอบธรรม ผมไม่เข้าใจวัตถุประสงค์ท่าน ผมก็กล่าวหาท่านอย่างนี้ ท่านประธานที่เคารพครับ สิ่งที่ผมต้องกราบเรียนท่านประธาน เรื่องเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ จริง ๆ ผมก็ไม่อยากย้อนไปนะครับ เพราะว่าพูดไปก็มีแต่ทําให้ประเทศชาติชอกช้ํามันควร จะต้องก้าวหน้า แต่ก็ต้องพูดกันครับ บทเรียนในอดีตที่มันล้มเหลวที่มันมีบทเรียนที่ต้อง พัฒนาในอนาคตก็ต้องมาบอกมากล่าวกัน โดยเฉพาะในรัฐสภาแห่งนี้เป็นสถานที่ใช้อํานาจ ของปวงชนชาวไทย เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ หลายคนนะครับ หลายกลุ่มเขาก็ทักท้วงตลอด ถ้าปฏิบัติตามรัฐธรรมนูญแล้ว โดยเฉพาะรัฐธรรมนูญ มาตรา ๒๒๔ ถ้าผมจํามาตราไม่ผิดครับว่าเป็นของปี พ.ศ. ๒๕๔๐ ว่าด้วยการทําสัญญาระหว่างประเทศ ซึ่งเป็นพระราชอํานาจขององค์พระมหากษัตริย์ที่จะทํา หนังสือสัญญาสงบศึก ทําหนังสือสัญญาสันติภาพหรือสัญญาอื่นใด พระราชอํานาจอันนี้ ผมไม่แน่ใจครับ กระบวนการนี้หลังจากผ่านรัฐสภาเราแล้วท่านนายกรัฐมนตรีได้นําทูลเกล้าฯ โปรดให้พระองค์ทรงลงปรมาภิไธยหรือไม่ ถ้าเขียนพระราชอํานาจอย่างนี้ผมเชื่อว่าก็เหมือน กับการตรากฎหมาย ท่านประธานที่เคารพครับ เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ เป็นหนังสือสัญญา ระหว่างประเทศไม่มีใครปฏิเสธแน่นอน เพราะทําระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา เรื่องปักปันเขตแดนครับก็เกี่ยวกับเขตอํานาจอธิปไตยชัดเจน ถามว่าผ่านสภาไหมครับ ผ่านรัฐสภาไหม ไม่ผ่าน ท่านจะอ้างว่าสมัยนั้นยังไม่มีข้อทักท้วงว่าเอ็มโอยูเป็นหนังสือสัญญา มันมีปัญหาหลังจากที่มีการวินิจฉัยของศาลแล้วเท่านั้นถึงเป็นหนังสือสัญญา อันนั้นก็พอจะ อ้างได้ครับ แต่ท่านประธานที่เคารพครับ จบปริญญาตรีไม่ได้เรียนประถมครับ คล้าย ๆ อย่างนั้นนะครับท่านประธาน ไล่กลับไปวุฒิ ป. ๔ อยู่ที่ไหนไม่รู้ ไม่มี ฉันได้ ป. ๖ ถ้าเป็น สมัยก่อนก็ ป. ๗ ก็ว่าไปหรือ ม. ๘ ว่าไป ได้ปริญญาตรี ตรงนี้เองครับมันก็เลยส่งผลมาถ้าจะ ตีความกันแล้วสิ่งที่เราพูดขณะนี้มันก็ไม่ชอบด้วยกันทั้งหมดแต่ผมไม่อยากจะเท้าความ อย่างนั้นครับทําไปข้างหน้า แต่นี่ผมเพียงแต่ว่ากราบเรียนท่านประธานไปยังท่านฝ่ายบริหาร นะครับว่า เราตระหนักสิ่งนี้แล้วควรจะต้องหาวิธีการแก้ไข จะแก้ไขอย่างไรให้มันชอบก็ว่า กันไป ท่านประธานที่เคารพ ประเด็นที่สําคัญที่สุดที่มันเป็นปัญหาและส่งผลพวงมาถึง ปัจจุบันก็คือโต้แย้งของหลายกลุ่มหลายพวกที่เขาไม่เห็นด้วยว่าการตีความของเราเอง การตีความของประเทศกัมพูชา การตีความระหว่างเราและคนในประเทศเราก็ไม่เหมือนกัน ไม่เหมือนกันครับกลุ่มคนไทยหัวใจรักชาติเขาก็ตีไปอีกประเด็นหนึ่ง ทางรัฐบาล ทางเจบีซี ทางกระทรวงการต่างประเทศและผู้คนที่เกี่ยวข้องก็ตีความเหมือนที่ตีออกมาว่าไม่เกี่ยว ก็เป็นสิทธิทําได้ครับแต่อย่างไรก็แล้วแต่เราก็ต้องอาศัยหลักฐานพยานที่สําคัญที่สุดซึ่งมา บอกกล่าวบ้านนี้เมืองนี้ให้หายจากความสับสนมันจะได้ไม่เป็นปัญหา ต้องกล้าที่จะทําครับ เพราะปัญหาเรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อนมาก ผมกราบเรียนท่านประธานผ่านไปยัง ท่านนายกรัฐมนตรีในฐานะท่านเป็นผู้นํา เรื่องนี้ต้องกล้าที่จะกระทํา ต้องยึดหลักมั่นเลยครับ ไม่ใช่เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา จังหวะหนึ่งเป็นอย่างนี้ จังหวะนี้เป็นอย่างนี้ยากครับที่จะแก้ไข ปัญหาเหล่านี้ได้ ผมไม่กล่าวหาท่านนะครับแต่ท่วงทํานองมันเป็นอย่างนั้นจริง ๆ เลยเกิด ความสับสน ท่านประธานที่เคารพ ที่ผมได้อภิปรายมาทั้งหมดเพื่อจะกราบเรียนท่านประธาน ว่าในวาระนี้วันนี้สิ่งที่เราจะต้องสรุปจะต้องทํากันคือความเห็นของรัฐสภาครับว่าเราจะเห็น อย่างไร ข้อเสนอผมนะครับ
ประการที่ ๑ จากรายงานของคณะกรรมาธิการมันมีความไม่ชัดเจน ไม่สามารถตอบคําถามกับสมาชิกรัฐสภาแห่งนี้ได้ เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดท่านก็กลับ เอาไปทําใหม่ตามโจทย์ที่เราบอกท่าน อาจจะเป็นความผิดของสมาชิกก็ได้ครับที่ถามไม่ตรง คําตอบท่าน ก็ขอความกรุณาว่าคําตอบท่านก็น่าจะตรงกับคําถามของสมาชิก ความประสงค์ ของสมาชิกตามอํานาจหน้าที่ของสมาชิกที่จะต้องทํา เรื่องที่ท่านได้เขียนข้อเสนอแนะท่านทํา ให้รัฐบาลไปเลยครับ จะผ่านรัฐสภาไม่ผ่านรัฐสภาไม่ได้เกิดประโยชน์ใด ๆ เพราะรัฐสภา มีหน้าที่ให้ความไม่เห็นชอบตามมาตรา ๑๙๐ นี่เป็นข้อเสนอครั้งแรกนะครับผมคิดว่าน่าจะ เป็นประโยชน์สุด ท่านกลับเอาไปทําใหม่ ท่านนายกรัฐมนตรีเองก็บอกว่ารีบร้อนก็ไม่ได้ รีบร้อนแต่มันมีความจําเป็นต้องทํา ทิ้งไว้ก็ไม่ได้ แต่การทําตรงนี้ถ้าทําแล้วไม่เกิดผลดีทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่เกิดความสงบสุขภายในทําไปเพื่ออะไรครับ ถึงแม้จะเสียเวลาบ้างแต่ผลตอบรับ ผลตอบแทน ผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นมันดีกับทุกฝ่าย ผมเชื่อว่าน่าจะเป็นทางเลือกที่ดีกว่า หรือกรณีที่ ๒ ท่านประธานครับ เราก็ตัดสินกันเลยในสภาแห่งนี้ว่าจะรับหรือไม่รับ จะเห็นชอบหรือไม่เห็นชอบก็จบกันเลยครับ เพราะว่าเราก็ทําตามหน้าที่ของเรา ท่านเสนอ รายงานมาอย่างนี้ ด้วยสติปัญญาที่เรามีอยู่ เวลาที่เรามีอยู่ได้พิจารณาบันทึกการประชุม ดูร่างข้อตกลงชั่วคราวที่จะมีผลกระทบกับประเทศชาติบ้านเมืองถึงกับบางฝ่ายบอกว่า จะเสียดินแดนนะ ถ้ารัฐสภาเห็นชอบแล้วการไปทําตรงนั้นเสียแดนแน่ ในเมื่อมันมีความ คลุมเครืออย่างนี้ ไม่ชัดเจนอย่างนี้ ภายใต้ข้อจํากัดอย่างนี้ สภาก็ลงมติเลยครับ ผมเองยังลงมติ ไม่เห็นชอบเลย เพราะท่านไม่ตอบผมเลย ก็สิทธิของผมจะลงมติไม่เห็นชอบ ผมไม่ได้พูด เอาใจครับ ครั้นจะงดออกเสียงเดี๋ยวก็ไปแพ้เสียงข้างมากเห็นชอบ ก็ถือว่าเห็นชอบไป เพราะฉะนั้นวิงวอนนะครับถ้าจะใช้ทางเลือกที่ ๒ ก็จบกันอันนี้ ใช้ทางเลือกที่ ๑ ท่านก็ กลับไปทํา ระหว่างกลับไปทําข้อสังเกตข้อเสนอแนะที่ดีรัฐบาลก็รับไปทําด้วยไปพลาง หลังจากผ่านสภาไปท่านก็ไปดําเนินการที่จะดําเนินการตามบันทึกข้อตกลงระหว่าง ไทย-กัมพูชา เรื่องการสํารวจและปักปันเขตแดน และที่สําคัญร่างข้อตกลงร่วม ร่างข้อตกลง ชั่วคราวสําคัญที่สุด เพราะตรงนั้นมันจะมีผลผูกพัน และบันทึกการประชุมผมไม่ติดใจเท่าไร หรอกครับมีสาระไม่มาก แต่ร่างข้อตกลงชั่วคราวมันเป็นหนังสือสัญญาที่เสนอรัฐสภาปุ๊บ ไปทําได้ทันที เพราะท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศเซ็นไว้เรียบร้อยแล้วครับ ฝ่ายกัมพูชาก็เซ็นไว้แล้ว เพียงแต่ผ่านกระบวนการตาม ข้อ ๘ ตามร่างข้อตกลงร่วมเท่านั้น ก็จะมีผลบังคับใช้ทันที ด้วยความเคารพท่านประธานครับ ผมเสนอแนะทางออก ๒ แนวทาง ก็แล้วแต่ท่านประธานหรือสมาชิกจะเห็นเป็นอย่างไร แต่ผมถือว่าเรื่องนี้ถ้าเรา ไม่ช่วยกันแก้ไข ถ้าเราไม่เด็ดเดี่ยวพอในฐานะผู้นําประเทศในการจะแก้ไขปัญหา มันจะเป็น น้ําผึ้งไม่ใช่หยดเดียวครับ มันจะท่วมประเทศ แล้วรังแต่ทําให้ประเทศบ้านเมืองเราเสียหาย ขาดโอกาส ผมว่าภาวนาครับ กราบเรียนท่านประธานไปสมาชิกที่เคารพทุกท่านถ้าจะให้ มันจบก็คือไม่ให้ความเห็นชอบ เรื่องนี้จบวันนี้เลย ขอบคุณท่านประธานครับ