วินัย สมพงษ์ หารือข้อกังวลเรื่องการตีความข้อตกลงชั่วคราวว่าไม่ใช่หนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ และชี้ให้เห็นว่าการให้สัตยาบันโดยสภาโดยไม่ตรวจสอบรายละเอียดอาจทำให้เสียเปรียบในกรณีพิพาทระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยอ้างอิงประสบการณ์ตรงที่เคยปฏิบัติหน้าที่ทหารปืนใหญ่ที่ชายแดนไทย-เขมรในช่วงปี ๒๕๑๖-๒๕๑๗ ที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์คนไทยถูกจับและดินแดนพิพาท จึงเรียกร้องให้สภาต้องรอบคอบในการพิจารณาเพื่อไม่ให้เกิดข้อผิดพลาดทางกฎหมายในอนาคต
กราบเรียน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม พันเอก วินัย สมพงษ์ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แบบสัดส่วน พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมใคร่ขอ แสดงข้อคิดความเห็นในเรื่องประชุมในวันนี้ดังต่อไปนี้ครับ ถ้าสมมติว่าประธานให้เวลาผม เพียงไม่เกิน ๒ นาทีให้พูดเรื่องนี้ ผมก็จะพูดสั้น ๆ เพียงว่า เท่าที่ผมได้รับทราบรายงานของ คณะกรรมาธิการที่มีท่านอาจารย์เจริญ ประทานโทษที่เอ่ยนามท่าน ด้วยความเคารพ และคณะได้ไปศึกษาประชุมกันถึง ๑๓ ครั้งแล้วก็รายงานมา ท่านมีข้อเสนอแนะแล้วก็ ข้อสังเกตมา ๕-๖ ข้อในตอนท้าย ข้อสังเกตและข้อเสนอแนะท่าน ๕-๖ ข้อ แปลว่าท่านได้เอา บันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการเจบีซี ๓ ฉบับ ฉบับประชุมที่เมืองเสียมราฐ กรุงเทพมหานคร แล้วก็อีกที่หนึ่งนั่นละครับ ๓ แห่งนี่ มาศึกษาแล้ว คณะท่านยอมรับไม่ได้ เพราะการบันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับนี้มันมีจุดอ่อนอยู่ ๕ ข้อ ๖ ข้อ ตามที่ท่านได้รายงานมา เช่น ท่านบอกว่าไม่ได้มีการพูดไว้ตรงไหนเลยว่าบันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับนี้ประเทศไทย ยอมรับมาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เห็นไหมครับ ไม่เห็นมีตรงไหนเลยครับ แต่ท่านก็ไม่ได้บอกว่า มันน่าจะมี ไม่มีตรงไหนเลยที่บอกว่าต้องใช้มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นจุดอ่อน ในใจท่าน แปลว่าท่านอยากจะให้มีระบุไว้ให้ชัดเจน ในบันทึกการประชุม ๓ ฉบับนี้มันน่าจะบันทึกไว้ ชัดเจนว่า เราไม่รับมาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นะ นอกจากกระทรวงการต่างประเทศ ทําหนังสือแจ้งไป ท่านยังไม่ตรงนี้ เพราะเอกสารฉบับนี้หากต้องขึ้นศาลโลก ซึ่งเขมรกําลัง ดึงท่านขึ้นศาลโลกอยู่นี่ จะได้สู้กันในศาลเหมือนอย่างที่ท่านผู้อภิปรายก่อนหน้าผมได้พาดพิง ถึงครับ เห็นไหมครับ
ข้อ ๒ ท่านไม่เห็นด้วย โอ้ วิธีการเจรจามันต้องควรเป็นแบบอินฟอร์มอล (Informal) หรือไม่เป็นทางการ ตกลงกันได้แล้วค่อยไปคุยกันเป็นทางการ แปลว่า ท่านไม่เห็นด้วยกับข้อบันทึกการประชุมของคณะกรรมาธิการฝ่ายไทย ฝ่ายเขมร เห็นไหมครับ ท่านไม่เห็นด้วย ท่านไม่รับ
ข้อ ๓ การที่หัวหน้าคณะฝ่ายประเทศกัมพูชาออกมาตําหนิว่าเรารุกราน ดินแดนเขา ในใจท่าน ผมมั่นใจว่าท่านไม่เห็นด้วย เพราะการที่ฝ่ายประเทศไทยไม่ปริปากพูด ไม่คัดค้านว่า ผมไม่ได้รุกรานคุณ คุณกล่าวหาผมรุกรานคุณ แต่ว่าผมไม่ได้บอกว่า ผมไม่รุกรานคุณ เรากลับนิ่ง เรื่องอย่างนี้เวลาขึ้นศาลโลกวันข้างหน้าหากต้องขึ้นและประเทศเขมรกําลังอยากจะดึงเราขึ้น เราเสียเปรียบครับ ท่านก็คงไม่เห็นด้วย ท่านจึงคอมเมนท์ (Comment) มา สังเกตมา จึงเสนอแนะว่าเป็นอย่างนี้
ข้อสุดท้ายครับ ในกรณีที่ข้อตกลงชั่วคราว ท่านบอกว่ามันไม่ใช่หนังสือ สัญญาตามรัฐธรรมนูญ ข้อนี้ก็มีข้อกังขาอยู่มากผมจําได้ว่าสมาชิกรัฐสภาเรา สมาชิก สภาผู้แทนราษฎรได้มีการลงนามกันเพื่อขอให้ศาลรัฐธรรมนูญตีความว่า ข้อตกลงชั่วคราว มีนัยเป็นหนังสือสัญญาหรือเปล่า ท่านประธานที่เคารพแปลว่าคณะกรรมาธิการที่ไปศึกษานี้ ก็ไม่เห็นด้วย มันก็แปลความต่อไปว่าถ้าเผื่อสภาเห็นด้วยกับข้อเสนอแนะของท่าน พวกเรา ลงมติเห็นด้วยกับที่ท่านศึกษามาก็ส่งกลับไปให้รัฐบาล ให้กระทรวงการต่างประเทศไปแก้เสีย ไปแก้บันทึกการประชุม ๓ ครั้ง แก้เสียใหม่ให้ถูกต้องตามนี้ อย่าให้มีจุดอ่อน ทีนี้ปัญหาคือว่า บันทึกการประชุมทั้ง ๓ ฉบับนี้ ประธานฝ่ายประเทศไทย ประธานฝ่ายประเทศเขมรลงนาม ไปแล้ว เขาต้องการให้สภาให้สัตยาบันลงนามรับให้ความเห็นชอบรับรองมิใช่หรือครับ จริงอยู่ครับ จริง ๆ แล้วรัฐสภาไม่มีหน้าที่จะไปรายละเอียด ถ้าการประชุมของคณะกรรมการ ใด ๆ ไม่เกี่ยวกับอาณาเขต ไม่เกี่ยวกับอธิปไตย ไม่เกี่ยวกับนัยของรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ ไม่จําเป็น แต่เผอิญถึงแม้คณะกรรมการฝ่ายประเทศไทย ฝ่ายประเทศเขมรจะประชุมกัน แต่เผอิญมันเกี่ยวข้องกับอธิปไตยอาณาเขตตามนัยแห่งมาตรา ๑๙๐ จึงต้องเข้ามาให้สภา ให้ความเห็นชอบ เมื่อสภาเห็นชอบรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศของทั้ง ๒ ฝ่าย จะต้องไปลงนามในข้อตกลงชั่วคราว ซึ่งคราวนี้มันจะมีนัยเป็นสัญญาตามรัฐธรรมนูญ อย่างแน่นอน นี่คือสิ่งที่เราต้องมาศึกษากัน เพราะฉะนั้นผมกราบเรียนว่าถ้าเอาตามที่ คณะกรรมาธิการเสนอมา สมมุติว่าสภาเห็นด้วยก็ส่งกลับไปให้กระทรวงการต่างประเทศ รัฐบาลไปแก้เสียให้ถูกแล้วจึงกลับมาให้เราพิจารณาใหม่ แปลว่าทั้งคณะกรรมาธิการและ รัฐสภาไม่รับรองเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับนี้ ผมเข้าใจอย่างนั้นและมั่นใจว่าหลายคนเข้าใจตรงกับผม ท่านประธานสภาที่เคารพนั่นคือสมมุติ ผมมีเวลาเพียงสั้น ๆ แต่ผมมีเวลามากกว่านั้น ผมจึงอยากจะขอให้อรรถาธิบายเป็นการเพิ่มเติม ก่อนอื่นคําปภิปรายของผม ผมต้องกราบ ขออภัยหลาย ๆ ท่านไว้ก่อน ณ ที่นี้ ไม่ว่าจะเป็นท่าน ส.ส. ท่านวุฒิสมาชิกหรือ ท่านคณะกรรมาธิการ เพราะคําอภิปรายของผมนี้อาจจะมีบางเรื่องบางตอนบางอย่างที่ ไม่ตรงกับท่าน ผมเคารพความเห็นต่าง เหตุที่ผมอาจจะไม่ตรงกับท่านก็เพราะว่าในจุดที่ผมยืน ในมุมที่ผมมองเห็นมันต่างกันท่านครับ ด้วยเหตุว่าประสบการณ์ที่ผ่านมาด้วยตัวผมเอง จริง ๆ ด้วยอายุขัย ด้วยเจนเนอเรชัน (Generation) ด้วยช่วงอายุของคนเราที่แตกต่างกัน เวลาท่านเวลาผมที่แตกต่างกัน ผมกราบเรียนนะครับว่าหลายท่านที่เป็นเจ้าหน้าที่ เป็นกรรมการพิจารณาเรื่องนี้อยู่ศึกษาแล้วส่งมาให้พวกเราพิจารณา ในระหว่งปี ๒๕๑๖-๒๕๑๗ ประมาณแถว ๆ นั้นผมกราบเรียนว่าตัวกระผมเองโดยบทบาทหน้าที่อาชีพเก่าคือทหาร ผมมียศเป็น ร้อยเอก เป็นนายทหารปืนใหญ่ ในปี ๒๕๑๖-๒๕๑๗ แถว ๆ นั้นเป็นช่วงปีที่ ประเทศเขมร ๓ ฝ่ายกําลังรบกันพันตูกันอย่างรุนแรงและประเทศไทยนอกจากมีศึก เสือเหนือใต้ ๓-๔ แห่ง ยังมีภาระหน้าที่ต้องไปปกป้องดินแดนชายแดนไทย-เขมรด้วย เผอิญผมก็ได้รับคําสั่งให้ไปตั้งฐานปืนใหญ่ดูแลชายแดนไทยสนับสนุนทหารราบ กรมทหาร ราบที่ ๒ ผมเอ่ยนามท่าน ท่านเสียชีวิตไปแล้วคือท่าน พันเอก ประจักษ์ สว่างจิต ทหารราบ ผมเป็นทหารปืนใหญ่ ปืนใหญ่ไปสนับสนุนทหารราบ และเผอิญผมตั้งฐานปืนใหญ่ผมอยู่ชิด ชายแดนตรงโนนหมากมุ่น บ้านหนองจานครับ เห็นไหมครับ นั่นคือประสบการณ์ของผมและผมกราบเรียนนะครับว่าจากประสบการณ์ที่ผม ได้ผ่านมานี้ ผมก็ต้องกราบขอออภัยหากผมจะกล่าวสิ่งหนึ่งประการใด ผมไม่เจตนา จะกล่าวหาว่าใครทําให้แผ่นดินต้องสูญเสียไป ผมไม่คิดว่าใครในแผ่นดินนี้จะรักประเทศชาติ มากกว่าใครนักหรอก และผมไม่คิดว่าใครดีใจที่เราเสียดินแดน เราไม่ต้องการเสียดินแดน ไม่ว่าแม้แต่มากหรือน้อยครับ และกระผมก็เชื่อว่าทุก ๆ คนครับ เชื่อในความสันติสุข ถ้าระหว่างสันติกับสงครามผมเองก็เลือกสันติ ไม่เลือกสงคราม เพราะฉะนั้นผมก็อยากจะให้ พี่น้องทั้ง ๒ ฝ่าย ประเทศไทย ประเทศกัมพูชานั้นมีความปรองดองกัน อย่างไรก็แล้วแต่ แม้เราจะมีความมุ่งมั่นปรารถนาดี ไม่อยากจะเสียดินแดน ทําดีที่สุดเพื่อปกป้องประโยชน์ บ้านเรา แต่การกระทําของเราการให้ความเห็นชอบ การเซ็น การพูดจา การแสดงอะไร ก็แล้วแต่ในสภาแห่งนี้ ถ้าหากจะต้องขึ้นศาลโลกตามที่เขมรพยายามดึงอยู่ตลอดเวลา ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ เราจะเสียเปรียบถ้าเราพลาดพลั้งไป ผมจึงอยากจะให้ ข้อคิดความเห็นว่าเราจะต้องมีความรอบคอบ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมได้ กราบเรียนแล้วว่าครั้งหนึ่งเมื่อปี ๒๕๑๖ ปี ๑๕๑๗ ผมได้ปฏิบัติหน้าที่ราชการอยู่ที่ชายแดน บริเวณโนนหมากมุ่น แถว ๆ หนองจาน บริเวณที่คนไทย ๗ คนถูกจับนั่นละครับ เป็นความเจ็บปวด เพราะคนไทย ๗ คนที่ถูกจับนั้น ผมกราบเรียนนะครับว่าจริง ๆ แล้ว เป็นพื้นที่อยู่ระหว่างการพิพาทไม่รู้ว่าของใครเป็นของใคร เพราะว่ามันอยู่ระหว่างหลักเขต หลักที่ปักกันอยู่ไม่รู้ใครเป็นของใครแน่ แต่เราก็ถูกจับไปขึ้นศาลประเทศกัมพูชา ซึ่งแปลว่า ศาลประเทศกัมพูชามีอํานาจเหนืออธิปไตย เหนือดินแดนของเขา มันแปลว่าตรงนั้นเป็น ของเขาจริงหรือไม่ มันเท่ากับเรายอมรับว่าตรงนั้นซึ่งเป็นพื้นที่พิพาทเป็นของเขมรเป็น ความเจ็บปวด เพราะเมื่อก่อนผมอยู่ตรงนั้น ท่านที่เคารพครับ ท่านประธานที่เคารพครับ บริเวณปราสาทเขาพระวิหาร รอบ ๆ ปราสาท สมัยนั้นยังมีลวดหนามล้อมรอบเฉพาะ ปราสาท ไม่มีวัดแก้วฟ้าสิกขาคีรีสวาระ ไม่มีละครับ ภูมะเขือที่จะมีทหารเขมรยั้วเยี้ยะอยู่ ไม่มีแล้วครับที่จะเห็นบันไดทําจากหน้าผาที่สูงชันขึ้นมาที่ภูมะเขือ มีจานเรดาร์ (Radar) มีเสาอากาศนะครับ แล้วมีการสร้างถนนจากภูมะเขือซึ่งห่างจากประสาทเขาพระวิหาร ไปทางตอนใต้ประมาณ ๕-๖ กิโลเมตร สร้างมาแล้ว ๓ กิโลเมตรครึ่ง ไม่มีครับ แต่เดี๋ยวนี้ครับ มีวัด มีชุมชน มีตลาด ภูมะเขือก็มีเขมรบางส่วนยึดครองอยู่เผชิญหน้ากับเราอยู่ เมื่อมันมี ความเปลี่ยนแปลงไปจากปี ๒๕๑๖ ปี ๒๕๑๗ สมัยนั้นเพื่อนผมเป็นคนดูแลภูมะเขือ สมบูรณ์แบบ รอบ ๆ ปราสาทเขาพระวิหารทางขึ้นทหารไทยดูแลทั้งหมด แต่วันนี้ไม่ใช่ครับ ผมจึงถามในใจว่าจริงหรือบันทึกอะไรก็แล้วแต่ ทั้งเอ็มโอยูอะไรก็แล้วแต่ เจบีซีอะไรก็แล้วแต่ จริงหรือว่าสิ่งเหล่านี้เรายังไม่เสียอธิปไตยครับ ผมใช้คําว่า อธิปไตย ไม่ได้บอกว่าเสียดินแดน นะครับ ผมไม่เถียงท่าน สถานทูตเขมร สถานทูตประเทศสหรัฐอเมริกา สถานทูตอังกฤษ สถานทูตฝรั่งเศส ในกรุงเทพมหานคร ในประเทศไทย ในบริเวณสถานทูตเขา เขาชักธงชาติ ของเขาขึ้นในบริเวณสถานทูตย่อมเป็นอธิปไตยของเขา แต่ดินแดนยังเป็นของ ประเทศไทยเหมือนกับปราสาทเขาพระวิหารครับ มันตั้งอยู่บนหน้าผาครับ ดินแดนนั้น เคยเป็นของไทยแต่เราแพ้คดีศาลโลก เพราะฉะนั้นเขาพระวิหารจึงเป็นอธิปไตยของเขมร ครับ แต่พื้นที่โดยรอบเป็นของประเทศไทย เราเคยครอบครองมา เมื่อบัดนี้มันยังไม่เป็น อย่างนั้น ผมจึงถามว่าเป็นเพราะอะไรที่เราไม่สามารถเข้าไปได้เหมือนเดิม แปลว่าเราเสีย อธิปไตยแล้วหรือยังครับ เห็นไหมครับ นี่ละครับที่ผมสงสัยอยากจะถามท่าน ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ เราอาจจะเสียอะไรแล้วมันก็ได้มันมาคืน เรารักรัฐธรรมนูญฉบับนี้ ข้อนี้ มาตรานี้ เสียไป ยอมเสีย ยอมเจ็บปวด เพราะวันหนึ่งกลับมาใหม่ครับ แก้ได้ แต่ถ้าเสีย อธิปไตยหรือเสียดินแดน ท่านครับ เสียแล้วเสียเลย เว้นแต่เราจะกระโจนเข้าสู่สงคราม ท่านครับ ซึ่งเป็นความหายนะทั้ง ๒ ฝ่ายเราไม่อยากจะเป็นอย่างนั้นเพราะเราเลือกสันติ ท่านประธาน รัฐสภาที่เคารพครับ กระผมอยากจะขออธิบายความเพิ่มเติมสักนิดหนึ่ง ถ้าแม้ว่าท่านอ่าน เฉพาะบันทึกการประชุม อ่านข้อตกลงคนทั่วไปก็อ่านไม่เข้าใจครับ ผมยืนยันครับว่า นักการเมืองจํานวนไม่น้อยที่อ่านแล้วก็ไม่เข้าใจเขาพูดถึงเรื่องอะไร ผมกราบเรียนอย่างนี้ครับ ประเทศเขมรกับประเทศไทยอยู่ติดกัน ดินแดนประเทศไทยกับประเทศเขมรมันมีความยาว ขาดอีก ๒ กิโลเมตรก็จะครบ ๘๐๐ กิโลเมตร นั่นก็คือประเทศไทย ประเทศเขมร ดินแดน ติดต่อกันตั้งแต่บ้านน้ํายืน จังหวัดอุบลราชธานีลงมาเรื่อยจนกระทั่งถึงจังหวัดตราด มีความยาว ๗๙๘ กิโลเมตร พื้นที่เกือบ ๘๐๐ กิโลเมตรแบ่งเป็น ๒ ตอนครับ ตอนแรก มีความยาว ๑๙๕ กิโลเมตรอยู่ตั้งแต่บ้านน้ํายืนครับ ช่องบก บ้านน้ํายืน จังหวัดอุบลราชธานี มาถึงช่องสะงึม จังหวัดศรีสะเกษ ช่วงนี้ครับมีความยาว ๑๙๕ กิโลเมตร ช่วงนี้ประเทศไทย จะอยู่บนที่สูง ประเทศจะอยู่บนที่ต่ํา ภาษาพื้นบ้านจะเรียกว่า ซีกประเทศไทยเป็น เขมรสูง แต่เขมรล่างเป็นเขมรต่ําคือดินแดนกัมพูชา แต่ผมจะเรียกว่า ไทยสูงเขมรต่ํา มันมองดูแล้วเหมือน ๆ กับกําแพงเมืองจีนครับที่เป็นแนวธรรมชาติขวางกั้นอยู่ มีความยาว ๑๙๕ กิโลเมตรเหมือนกําแพงเมืองจีน มีความสูง ๒๐๐ เมตร ๓๐๐ เมตร ๔๐๐ เมตร บางช่วง ๖๐๐ ถึง ๗๐๐ เมตรช่วงนี้ครับดินแดนช่วงนี้ ๑๙๕ กิโลเมตร และตั้งแต่ช่องสะงึม ครับ จังหวัดศรีสะเกษไปจนกระทั่งถึงจังหวัดตากมีความยาว ๖๐๓ กิโลเมตรเป็นพื้นราบ ประเทศไทยกับประเทศเขมรก็จะอยู่ในพื้นราบใกล้เคียงกัน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ข้อตกลงระหว่างประเทศไทยกับประเทศฝรั่งเศสเขาเรียกว่าข้อตกลงสยามประเทศกับ ประเทศฝรั่งเศส มีการตกลงกันไว้ตั้งแต่ปี ค.ศ. ๑๙๐๔ ถึงวันนี้ ๑๐๓ ปีมาแล้วครับว่า เขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาซึ่งฝ่ายประเทศกัมพูชา ประเทศกัมพูชา ไม่ได้ทําเองแต่ตัวแทนประเทศกัมพูชาที่มาทําคือประเทศฝรั่งเศส เพราะประเทศฝรั่งเศสเป็น เจ้าอาณานิคมปกครองประเทศกัมพูชา ประเทศกัมพูชาไม่ได้ทําเองประเทศฝรั่งเศสทําแทน จึงเป็นข้อตกลงระหว่างประเทศสยามกับประเทศฝรั่งเศส ๑๙๕ กิโลเมตรซึ่งอยู่บนที่สูง บนเทเบิ้ลแลนด์ บนเพลโต้ บนกําแพงเมืองจีนที่ผมสมมุติให้เข้าใจง่าย ๆ ไทยสูงเขมรต่ํา มันเป็นข้อบันทึกที่ตกลงกันไว้ระหว่างประเทศสยามกับประเทศฝรั่งเศสว่า จะใช้แนวผาที่ สูงชั้น แนวหน้าผาที่สูงชันแทนแนวสันปันน้ําครับ เห็นไหมครับไม่ได้ปักหลักอะไรทั้งสิ้น ตั้งแต่ช่องสะงึมไปจนกระทั่งถึงจังหวัดตราดเป็นพื้นราบ มันไม่มีอะไรที่เป็นเด่นชัด ทางธรรมชาติในช่วงจากช่องสะงึม จังหวัดศรีสะเกษถึงจังหวัดตากจึงต้องมีการเอาหลักหิน ไปปักรวมแล้วมี ๗๓ หลัก หลักหนึ่งเริ่มที่สะงึม จังหวัดศรีสะเกษ หลัก ๗๓ อยู่ที่ปลายแหลม จังหวัดตากครับ การปักหลักเขต ๗๓ หลักและการตกลงว่าใช้แนวหน้าผาที่สูงชันเหมือน ขอบของกําแพงเมืองจีน ตกลงกันมาแล้ว ๑๐๓ ปี ๑๐๓ ปีที่ผ่านมาภูผาก็ยังยืนตระหง่านอยู่ อย่างนั้นไม่มีการเปลี่ยนแปลง แต่หลักที่ปัก ๗๓ หลักมันเปลี่ยนไปเปลี่ยนมาบ้างก็หาย บ้างก็ พ่อค้าไม้โยกไปย้ายมาไปตัดไม้ก็โยกหลักไป เห็นไหมครับ เพราะฉะนั้น๗๓ หลักนี่ จึงจําเป็นต้องมีการปักหลักใหม่ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับเมื่อเป็นอย่างนี้กระผม จึงเห็นด้วยในการที่จะให้มีการปักหลักใหม่ ๗๓ หลักมีการสํารวจตรวจสอบว่าหลักไหน อยู่ตรงไหนปักขึ้นมาตกลงกันให้ได้ ผมทราบว่า ๘-๙ ปีที่ผ่านมาประเทศไทยกับประเทศ กัมพูชาเจบีซีได้ส่งคณะทํางานไปสํารวจและปักหลัก ตกลงกันได้แล้ว ๗๓ หลักเห็นแล้วยอม กันแล้วตกลงกันแล้ว ๔๘ หลัก ยังเหลืออีก ๒๕ ที่ยังตกลงกันไม่ได้จะต้องทํางานต่อไปนี่ คือหลักหินในพื้นราบ ส่วนบนหน้าผาบนกําแพงเมืองจีนที่ผมยกตัวอย่าง ผมเห็นว่าไม่มีความจําเป็นอะไรที่จะต้องไปปักหลักใหม่เพิ่มเติม เพราะเราได้ใช้ แนวหน้าผาเป็นแนวชายแดนชายเขตตามธรรมชาติ ซึ่งฝรั่งเศสก็เห็นด้วยมา ๑๐๓ ปี ประเทศไทยก็เห็นด้วยมาโดยตลอด การที่จะมาปักหลักใหม่ท่านประธานรัฐสภาครับ เป็นสาเหตุที่จะทําให้เราเสียดินแดนครับ เพราะมีการอ้างใช้แผนที่ที่มาตราส่วนไม่ตรงกัน ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับจากการที่ผมได้ศึกษาดูบันทึกการประชุม ๓ ฉบับ อย่างถี่ถ้วนอย่างละเอียดไปดูแม้กระทั่งกูเกิ้ล (Google) แผนที่ภาพถ่ายดาวเทียมของจริง ของแท้ เอาแผนที่มาดูมากมายศึกษาค้นคว้า ผมกราบเรียนว่าผมมีข้อสังเกตว่าบันทึก การประชุม ๓ ฉบับมีข้อที่ควรจะต้องแก้ไขอยู่ ๓-๔ ประเด็น ซึ่งก็ตรงกับคณะกรรมาธิการ ของท่านเจริญเสียเป็นส่วนใหญ่
ประการแรก ผมมีความเห็นว่าจําเป็นจะต้องให้มีการแก้ไขระบุให้ชัดเจนว่า ประเทศไทยไม่ยอมรับมาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ที่ฝ่ายกัมพูชาอ้าง อย่างน้อยปรากฏไว้ เป็นหลักเป็นฐานในบันทึกการประชุมนะครับ ให้ปรากฏอยู่ในหลักฐานเอกสารฝ่ายเรา เพื่อประโยชน์ในชั้นศาลหากจําเป็นต้องขึ้นศาลโลก
ประการที่ ๒ ผมเองก็ไม่เข้าใจ ปรากฏว่ากรรมการฝ่ายไทยก็เห็นดีเห็นงามว่า บนกําแพงเมืองจีน ๑๙๕ กิโลเมตร เขมรต่ํา ไทยสูง เดิมใช้หน้าผาเป็นแนวเขต วันนี้เรา อยากจะปักเขตแดนใหม่ ถ้าปักเขตแดนใหม่ผมยืนยันครับดินแดนเปลี่ยนแปลงไม่มากก็น้อย เมื่อตกลงอยู่แล้วต้องไปปักใหม่ทําไม ในบันทึกการประชุม ๓ ฉบับมันมีนัยเป็นอย่างนั้นว่า เราเห็นดีเห็นงามด้วย ผมเห็นว่าอันนี้ไม่ควรนะครับ
ประการที่ ๓ ผมมีความเห็นว่าก็ในเมื่อเรามีความเห็นว่าประธานฝ่ายเขมร ที่มาประชุมกับเราทุกครั้งที่มาประชุมไม่ว่าประชุมที่ประเทศเขาหรือมาประชุมที่ กรุงเทพมหานครบ้านเราเขากล่าวหาว่าทหารไทยรุกล้ําดินแดน รุกล้ําอธิปไตยเขาทุกครั้ง ทั้ง ๓ ครั้งที่ผ่านมา ในขณะที่ฝ่ายไทยรักษามารยาทปิดปากเงียบ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ ครับ ถ้าจําเป็นต้องขึ้นศาลมันแปลว่าเรายอมรับโดยปริยายว่าตรงที่เข้ามาสร้างวัดก็ดี วัดแก้วฟ้า ตรงที่ภูมะเขือก็ดี สร้างกระเช้าก็ดี สร้างถนนก็ดี ทหารเขมรขึ้นมาอยู่บนหน้าผา บนกําแพงเมืองจีนก็ดี เรายอมรับว่าที่ตั้งของเขาเป็นของเขมร เราไปเขาถึงบอกว่าเราไป รุกเขา แล้วเราก็เงียบ แปลว่าเรายอมรับโดยปริยายครับ ผมอยากให้แก้ไขสิ่งนี้ให้ปรากฏไว้ ในบันทึกการประชุมไว้ในข้อตกลงอะไรก็แล้วที่จะปรากฏเป็นเอกสารหลักฐาน เพราะ ทั้งหมดนี้มันเกี่ยวข้องกับดินแดนตามนัยแห่งมาตรา ๑๙๐ ของรัฐธรรมนูญ
อีกประการหนึ่ง ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ข้อตกลงชั่วคราว ผมอยากจะให้มีการตีความให้ชัดเจน ศาลรัฐธรรมนูญตีความเสียให้ชัดเจนว่าข้อตกลงที่ รัฐมนตรีต่างประเทศทั้ง ๒ ฝ่ายจะต้องลงนามกันทั้ง ๓ ฉบับ หรือฉบับอื่นต่อ ๆ ไป มีนัยเป็น เอกสารตามรัฐธรรมนูญหรือไม่เพื่อเป็นการป้องกันตัวไว้ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ ผมพูดอย่างนี้ด้วยความเป็นห่วงเป็นใย ผมนั้นจะคิดในแง่ร้ายไปหรือเปล่าครับ ผมอนุมานว่า ผมคิดเอาว่าผู้นําของประเทศกัมพูชาต้องการที่จะให้ปราสาทเขาพระวิหารนั้นเป็นมรดกโลก ซึ่งก็ได้ไปแล้วตามศาลโลกที่ตัดสินเมื่อปี ๒๕๐๕ เป็นความเจ็บปวดที่พวกเราทั้งประเทศยังมี ความรู้สึกอยู่ แต่ก็โชคร้ายครับพระวิหารนี้อยู่บนหน้าผาฝั่งประเทศไทย อยู่บนเคเบิ้ลแลนด์ อยู่บนกําแพงเมืองจีนฝั่งเรา แล้วก็โชคร้ายที่สุดนั่นก็คือปราสาทได้หันหลังให้กับเขมรครับ หน้าบ้านไม่มีที่จะรับแขก อยากจะมีที่รับแขกสัก ๔.๖ ตารางกิโลเมตร นี่ละครับจึงเป็นเหตุว่าเขาอยากใช้มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เพราะถ้าใช้แผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ถ้าวัดกันจริง ๆ แล้วมันก็ เหมือนเราปฏิเสธแนวหน้าผาที่เราเคยกันมา ๑๐๓ ปี แล้วเราต้องมาจัดเขาสันปันน้ําใหม่ซึ่ง ล้ําเข้ามาในดินแดนไทย และนั่นก็คือเนื้อที่ประมาณ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เห็นไหมครับ นั่นคือนัยที่เขาต้องการเป็นที่สุดคือต้องการพื้นที่รับแขก ท่านประธานครับ ถ้าเผื่อเรายอม อย่างนี้ไปเรื่อย ๆ เขตหิน ๗๓ เขตหลัก หลักหิน ๗๓ หลักก็จะเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หลัก ๗๓ หลัก ๗๒ หลัก ๗๑ อาจจะเปลี่ยนที่ ย้ายที่ และถ้าเผื่อหลัก ๗๒ หลัก ๗๓ ย้ายที่ก็แปลว่า เขตพื้นที่ทางทะเลของไทยเปลี่ยนแปลงไป จากที่เคยมีมากมายมหาศาลในทะเล ในอ่าวไทย พื้นที่ทางทะเลเราก็จะหดลงตามหลักเขต ๗๓ ที่เปลี่ยนแปลงไป แปลว่าน้ํามัน แก๊ส อันอุดม สมบูรณ์จะหายไปด้วย ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ สมัยหนึ่งท่าน พลเอกเปรม ติณสูลานนท์ ตอนท่านเป็นนายกรัฐมนตรีท่านได้พูดกับคนไทยด้วยความภาคภูมิใจเราก็ ชื่นใจ ทั้งประเทศดีอกดีใจว่าประเทศไทยจะโชติช่วงชัชวาล เพราะอะไรครับ โชติช่วง เพราะแก๊ส เพราะน้ํามัน เพราะทรัพยากรใต้ดิน ใต้ท้องทะเล เพราะฉะนั้นเราจึงจําเป็น จะต้องรักษาผลประโยชน์ของชาตินั่นก็คือความมั่นคงและความมั่งคั่งของเราเอาไว้ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพครับ กระผมขอกราบเรียนว่าผมเองครับคิดเหมือน คณะกรรมาธิการที่ท่านทําท่านคิด ผมเข้าใจ แปลว่ารับเจบีซี ๓ ฉบับไม่ได้ ต้องเอากลับไป แก้ใหม่ผมคิดเหมือนท่าน เพราะถ้าเผื่อท่านเห็นว่ามันดี มันถูกต้อง ท่านก็ไม่ควรจะมี ข้อเสนอแนะ ๔-๕ ข้อที่กล่าวมา ๔-๕ ข้อที่กล่าวมานี้คือเป็นข้อเสนอแนะ เป็นข้อสังเกต ที่เป็นจุดอ่อนของเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับทั้งสิ้นครับ ผมเห็นตรงกับท่านจึงกราบเรียนมาด้วย ความเคารพครับ