รัชดา ธนาดิเรก หารือเรื่องการกำหนดเขตแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา โดยแสดงภาพประกอบเพื่ออธิบายพื้นที่บางส่วนไม่ใช่หน้าผา แต่เป็นพื้นที่ราบ และเรียกร้องดำเนินการปักหลักเขตแดนใหม่ โดยเน้นย้ำความจำเป็นในการสืบค้นและจัดทำหลักเขตแดนในพื้นที่ 195 กิโลเมตร
กราบเรียนท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ ดิฉัน รัชดา ธนาดิเรก กรรมาธิการ ขอชี้แจงข้อสังเกตของท่านสมาชิก ในบางประการนะคะ ส่วนประเด็นทั้งหมดจะขอตอบในภายหลัง แต่ว่าตามที่ท่าน ส.ส. ทศพล เพ็งส้ม ขออภัยที่ต้องเอ่ยนาม ได้สอบถามมาทางกรรมาธิการว่าได้ศึกษา ถึงสนธิสัญญาต่าง ๆ หรือเปล่า แล้วก็เชื่อมโยงไปถึงเอกสารที่อยู่ในรายงานเอกสารผล การประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ในหน้า ๓๒ แล้วหน้า ๑๐๔ ที่พูดถึงการถอนทหารนั้น ต้องขอเรียนท่านสมาชิกอย่างนี้ค่ะ ว่าเนื่องจาก หน้า ๓๒ และหน้า ๑๐๔ นั้นเป็นเอกสารของข้อตกลงชั่วคราวนะคะ ซึ่งต้องเรียนย้ําว่าข้อตกลง ชั่วคราวนี้ยังไม่ได้ข้อยุติในการประชุมเจบีซีทั้ง ๓ ครั้งที่ผ่านมา คณะกรรมาธิการที่ได้ไป ทําการศึกษาจึงไม่ได้พิจารณาในเรื่องเกี่ยวข้องกับการถอนทหาร เพราะว่าข้อตกลงชั่วคราวนี้ ยังไม่ได้ข้อยุติ แล้วไม่ได้มีการเสนอต่อรัฐสภาแห่งนี้เพื่อขอความเห็นชอบแต่ประการใด ต่อข้อสงสัยของเพื่อนสมาชิกหลายท่านนะคะ ที่ถามว่าเรากําลังเดินหน้าไปปักปัน เขตแดนใหม่หรือเปล่า ก็ต้องขอเรียนอย่างนี้ค่ะ ว่าการปักปันเขตแดนได้เสร็จสิ้นลงไปแล้ว ร้อยกว่าปีนะคะ ส่วนในพื้นที่ ๑๙๕ กิโลเมตร ที่ถามว่าทําไมต้องไปสํารวจกันใหม่ ในเมื่อมีข้อความทางประวัติศาสตร์ได้เขียนว่าให้ยึดเส้นสันปันน้ํา ในที่นี้ก็คงไม่มีใคร เกิดทัน สมัยเมื่อ ๑๐๐ กว่าปีที่แล้วนะคะ การศึกษาข้อมูลในอดีตจึงเป็นสิ่งที่สําคัญ แต่อย่างไรก็ตามดิฉันก็ไม่อยากให้ท่านสมาชิกด่วนสรุปว่าสิ่งที่ได้บันทึกไว้ในอดีตเป็นสิ่งที่ ถูกต้องเสียทั้งหมด เพราะว่าสิ่งที่สําคัญไปกว่าหลักฐานทางประวัติศาสตร์ก็คือการลงพื้นที่ จริงนะคะ สําหรับพื้นที่ ๑๙๕ กิโลเมตรที่เราคาดกันว่าจะเป็นสันปันน้ําที่อยู่ชิดขอบหน้าผา ในลักษณะภูมิประเทศจริงไม่ได้เป็นเช่นนั้นนะคะ ดิฉันขออนุญาตท่านประธานนําเสนอภาพ เพื่อประกอบการชี้แจงค่ะ
(เจ้าหน้าที่ได้ดําเนินการเปิดคลิปภาพ)
ขอนําเสนอภาพแรกเลยค่ะ ท่านประธานคะ ดิฉันเชื่อว่าท่านสมาชิกทั้งหลายคงคุ้นเคยกับภาพหน้าผา แล้วก็ ภาพปราสาทเขาพระวิหารตรงนี้เป็นอย่างดี ถ้าพื้นที่ระยะทาง ๑๙๕ กิโลเมตร เป็นแนวหน้าผาแบบนี้ทั้งหมดเราก็คงไม่ต้องเสียเวลาไปสํารวจและจัดทําหลักเขตแดน กันใหม่หรอกค่ะ แต่ความเป็นจริงมันไม่ใช่อย่างนั้นนะคะจากการที่คณะกรรมาธิการ ของดิฉันได้ไปสํารวจแล้วก็ลงพื้นที่จริงก็ได้เห็นข้อเท็จจริงบางประการที่จะขอนําเสนอ ในภาพต่อไปค่ะ
ขอภาพต่อไปเลยค่ะ ภาพนี้นะคะถ้าดูด้วยตาเปล่าแบบนี้ก็คงจะคิดว่า มันเป็นพื้นที่ราบเราเดินอยู่บนถนน อันนี้เป็นภาพที่เรากําลังเดินจากถนนเข้าไปสู่ หลักเขตที่ ๑ ตรงบริเวณช่องสะงํา อันนี้เรากําลังเดินเข้าป่า ถ้าเราบอกว่าเรายึดสันปันน้ํา ใช่ค่ะเรายึดหลักสนธิสัญญาอนุสัญญายึดสันปันน้ําเป็นเส้นแบ่งระหว่างประเทศไทย กับประเทศกัมพูชา แต่จากภาพนี้ท่านคิดว่าสันปันน้ําอยู่ที่ไหนคะ มันมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า มันเห็นชัด มันอยู่ติดขอบหน้าผาอย่างที่เราเข้าใจหรือเปล่ามันก็คงไม่ใช่
ขอภาพต่อไปค่ะ นี่ก็เป็นอีกภาพหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าในพื้นที่ ๑๙๕ กิโลเมตรที่ยังไม่มีการปักหลักเขตแดนนั้นบางส่วนเป็นพ้นที่ราบ
ขอภาพต่อไปค่ะ อันนี้เป็นภาพหลักเขตที่ ๑ ด้านนี้ ประเทศกรุงสยาม ที่เห็นชัดอยู่นี้ก็คือแสดงให้เห็นว่าตรงนี้เป็นบริเวณพื้นที่ของเขตแดนประเทศไทย ด้านตรงข้ามก็จะเป็นภาษากัมพูชา ก็แสดงว่าเรากําลังหันหน้าไปยังประเทศกัมพูชา
ขอภาพต่อไปค่ะ จะเห็นนะคะว่าหลักเขตที่ ๑ ทางซ้ายของดิฉันนะคะ เป็นหลักเขตที่ ๑ แล้วจะไล่ไปยังหลักเขตที่ ๒ ไปทางทิศตะวันตกไปถึงจังหวัดตาก คือหลักเขตที่ ๓ แต่ไปทางขวาคือทิศตะวันออก ไปทางปราสาทเขาพระวิหารมันยังไม่มี หลักเขตค่ะ เราบอกว่าจากหลักที่ ๑ ไปทางตะวันออกแบ่งกันด้วยสันปันน้ํา ซึ่งจะแบ่ง ตรงไหนคะ ท่านจะลากไปตรงไหนให้ไปถึงหน้าผาคะ ถูกต้องค่ะ การสํารวจและจัดทํา หลักเขตแดนตามข้อตกลงเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เรายึดหลักอนุสัญญาและสนธิสัญญาที่ได้ทํากันไว้ เราใช้สันปันน้ําประเทศกัมพูชาก็ใช้สันปันน้ํา ประเทศไทยก็ใช้สันปันน้ํา จากหลักเขตที่ ๑ ไปทางตะวันออกไปจนสุแนวเทือกเขาดงรัก จังหวัดอุบลราชธานี บางส่วนที่มีหน้าผาคมชัด สันปันน้ําเราเห็นได้ชัด แต่จากหลักตรงนี้ไปท่านจะลากอย่างไรคะ ลากไปตรงไหนให้ถึง หน้าผามันจะแบ่งกันอย่างไร และ ณ ขณะที่เราลงพื้นที่ไปสํารวจมันเนื่องจากว่ามันเป็นพื้นที่ราบ ทางฝ่ายไทยก็เดินขึ้นไปได้ ฝ่ายกัมพูชาก็เดินขึ้นมาได้ ถ้าไม่มีทําการสํารวจอย่างชัดเจน ก็อาจจะข้อพิพาทได้ในอนาคตนะคะ ดิฉันยังมีข้อมูลรายละเอียดที่เนื่องจากว่าไม่ได้ทําภาพ เป็นเพาเวอร์พอยท์ (Power Point) ต้องขออภัยท่านประธานและเพื่อนสมาชิกที่ไม่อาจจะ นําเสนอขึ้นจอได้ แต่ว่าในมือของดิฉันนี่นะคะเป็นลักษณะภูมิประเทศบริเวณเทือกเขา พนมดงรักจากหลักเขตที่ ๑ อําเภอภูสิงห์ จังหวัดศรีสะเกษ ถึงช่องบก อําเภอน้ํายืน จังหวัดอุบลราชธานี ซึ่งระยะทางโดยประมาณเขียนว่า ๑๙๖ กิโลเมตรอันนี้เป็นข้อมูลจาก กรมแผนที่ทหาร โดยภาพคร่าว ๆ นี้นะคะจะเห็นว่าลักษณะเขตแดนไทย-กัมพูชา ตรงเทือกเขาดงรัก จริงอยู่มันเป็นหน้าผาในบางส่วน แต่มันยังเป็นพื้นที่ค่อนข้างราบ คือสันปันน้ํากว้างเรามอง ไม่เห็นได้ด้วยตาเปล่าเป็นระยะทาง ๒๐ กิโลเมตร จาก ๑๙๕ กิโลเมตร มีลักษณะ เป็นพื้นที่ค่อนข้างลาดชันทั้ง ๒ ฝ่าย อีก ๑๑๕ กิโลเมตร เป็นสันปันน้ําอยู่ชิดชอบหน้าผา ๕๐ กิโลเมตร เพราะฉะนั้นจามความเชื่อที่ว่าเขตแดนไทย กัมพูชาบริเวณ ๑๙๕ กิโลเมตร แบ่งกันได้โดยธรรมชาติโดยใช้หน้าผาจาก ๑๙๕ กิโลเมตร มันเป็นหน้าผาที่คมชัดเพียง ๕๐ กิโลเมตร แล้วที่เหลือเราจะทําอย่างไรค่ะ เราอยากจะสร้างความชัดเจนอย่างไร บนพื้นฐานของการสํารวจและการจัดทําหลักเขตแดนในครั้งปัจจุบันนี้เราตั้งอยู่บนพื้นฐาน การเจรจาหาข้อยุติ ไม่ได้เป็นการยอมรับฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ทุกขึ้นตอนจะต้องดําเนินการไป พร้อม ๆ กัน จากการเจรจาว่าเราจะมีการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนอย่างไร มีการ ตกลงในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ เราได้มีการดําเนินการที่จะร่างแผนแม่บทซึ่งเป็นข้อหนึ่ง ก็คือ ข้อ ๓ ในเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ที่ระบุไว้ว่าจะต้องมีการจัดทําแผนแม่บทและข้อกําหนดอํานาจ หน้าที่ในการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนทางบกร่วมกัน ซึ่งในข้อนี้ทางคณะทํางานเจบีซีก็ ไปกําหนดร่วมกับทางฝ่ายกัมพูชาเป็นแผนแม่บท ๕ ข้อ หรือว่าทีโออาร์ ปี ๒๕๔๖ ข้อ ๑ คือการสํารวจหลักเขตแดนที่เคยทําไปในอดีต และในปี ๒๕๔๙ ก็ได้มีการดําเนินการ เพื่อสํารวจหลักเขตแดนไปแล้ว ๔๘ หลัก มีเห็นพ้องต้องกันบ้าง เห็นต่างกันบ้าง แต่ก็ยังมี ในส่วนหลักเขตที่ ๑ ถึงหลักเขตที่ ๒๒ ยังไม่ได้ดําเนินการสํารวจ ในขั้นตอนซึ่งกําหนด ไว้ในแผนแม่บทหรือทีโออาร์ ๒๕๔๖ ได้กําหนดไว้ว่าจะต้องมีการไปดําเนินการจัดทําแผนที่ ภาพถ่ายทางอากาศ การระบุแนวที่จะสํารวจ การลงพื้นที่จริงและการปักหลักเขตแดนจริง ซึ่งกระบวนการในการสํารวจและจัดทําหลักเขตแดนนี้ก็ได้ระบุและได้กําหนดไว้แล้ว ในทีโออาร์ ๒๕๔๖ ๒๕๔๙ ก็ไปดําเนินการจริงในขั้นตอนที่ ๑ เจบีซี ๓ ครั้งที่ผ่านมาก็เป็น การดําเนินการตามทีโออาร์ ๒๕๔๖ ซึ่งได้มีการดําเนินการไปแล้วในอดีต เพราะฉะนั้นดิฉัน ต้องขอสรุปเบื้องต้นว่าความจําเป็นที่คณะกรรมาธิการเจบีซีจะต้องทําการสํารวจพื้นที่ ใน ๑๙๕ กิโลเมตร ที่มีคาถามว่าทําไมต้องไปสํารวจกันใหม่ ก็เป็นด้วยเหตุว่าในบางพื้นที่ นั้นสันปันน้ํามันไม่สามารถแสดงตนให้เห็นได้ด้วยตัวมันเองถ้าอยากจะรู้ว่าสันปันน้ําอยู่ไหน จึงต้องดําเนินการสํารวจค่ะ ขอบคุณค่ะ