ชรินทร์ หาญสืบสาย หารือเรื่องการเจรจาเขตแดนไทย-กัมพูชา โดยเสนอให้ใช้วิธีการพูดและพบปะแบบไม่เป็นทางการระหว่างผู้นำประเทศหรือเจ้าหน้าที่ระดับสูง เพื่อให้ได้ข้อตกลงที่ดีขึ้น และยังหารือเรื่องการประชุมเจบีซี 3 ครั้งระหว่างไทยกับกัมพูชา และเรียกร้องให้รัฐสภาไม่ให้ความเห็นชอบเจบีซีทั้ง 3 ฉบับ
ท่านประธานรัฐสภา ที่เคารพ กระผม ชรินทร์ หาญสืบสาย สมาชิกวุฒิสภาจังหวัดตราด ในฐานะสมาชิกรัฐสภา วันนี้เองกระผมก็ค่อนข้างจะโล่งใจไปมากนะครับ เพราะเมื่อคืนนี้ฟังวิทยุของเอเอสทีวี ได้มีการสาปแข่งไว้ว่าถ้าวันนี้สมาชิกรัฐสภาใครก็ตามทีโหวตรับเจบีซี ๓ ฉบับนี้ ก็ขอให้ มีอันเป็นไป น่ากลัวมากก็แล้วกันนะครับ ส่วนใครที่ไม่รับก็ให้มีความสุขความเจริญนะครับ เพราะฉะนั้นอย่างน้อยก็โล่งใจไปเปราะหนึ่งที่ในวาระการประชุมวันนี้ไม่ได้บอกว่าให้รับ หรือไม่รับนะครับ ตามวาระการประชุมที่ ๓ เป็นเรื่องที่คณะกรรมาธิการพิจารณาเสร็จแล้ว ซึ่งรายงานผลการพิจารณาศึกษาของคณะกรรมการศึกษาพิจารณาศึกษาบันทึกเจบีซี ทั้ง ๓ ฉบับ ถ้าตามนี้แล้วเราก็ต้องพิจารณาศึกษา ปัญหาคือว่าจะให้พิจารณา รับรองหรือว่าเห็นชอบ หรือว่าเพื่อทราบเฉย ๆ คือก็ต้องขอตั้งข้อสังเกตเลยครับ ที่ผ่านมาวาระการประชุมของรัฐสภาก็ตาม หรือของวุฒิสภาก็ตามไม่ได้บอกว่าเพื่อทราบ หรือเพื่อพิจารณา อย่างปกติวาระการประชุมของทั่ว ๆ ไปของกระทรวง ทบวง กรมต่าง ๆ หรือบริษัทเอกชนก็ตาม มันก็ต้องบอกว่าจะพิจารณาและเพื่อทราบ อันนี้ตั้งข้อสังเกตนะครับ แต่ถ้าพิจารณาจากรายการศึกษาทั่วไปของวุฒิสภาที่ผมคุ้นเคยโดยมากก็เพื่อให้ความเห็นชอบ เพราะฉะนั้นในประเด็นนี้ผมก็ค่อนข้างจะมั่นใจว่าจากที่ได้ฟังรายงานจากคณะกรรมาธิการ พิจารณาศึกษาเรื่องนี้ซึ่งนําโดยท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ ดูจากที่สรุปตอนท้ายก็เพียงแต่ บอกว่าไม่ได้เกี่ยวข้องกับรัฐธรรมนูญมาตรา ๑๙๐ ก็เพียงแต่ว่าอยากจะให้ประสงค์เพื่อแจ้ง ให้ทราบถึงพัฒนาการในการเจรจาเกี่ยวกับร่างข้อตกลงชั่วคราวไม่ได้ขอความเห็นชอบ จากรัฐสภาแต่อย่างใด ดังนั้นเมื่อทางรัฐสภาได้มอบหมายให้คณะกรรมาธิการไปศึกษาเรื่องนี้ แล้วก็ทางคณะกรรมาธิการเองก็บอกว่าไม่ได้มาขอความเห็นชอบ ระเบียบวาระการประชุม ก็น่าจะระบุไปให้ชัดเจนเลยอันนี้ก็จะทําให้การพิจารณาต่าง ๆ ง่ายขึ้น อย่างไรก็ตาม ในเรื่องนี้ถ้าเราไม่เห็นชอบตอนนี้อีกหน่อยก็จะเห็นชอบหรือเปล่าก็ยังไม่ค่อยชัดเจน นะครับ เมื่อคํานึงถึงข้อเท็จจริงที่ว่าเรื่องนี้ได้มีการเห็นชอบกรอบข้อตกลงตั้งแต่ ปี พ.ศ. ๒๕๕๑ แล้ว ผมก็ยังนึกไม่ออกเลยว่าทําไม ๒ ปีที่ผ่านมาจะมีความพยายามที่จะมา ขอความเห็นชอบจากรัฐสภาอีก เพราะว่าสามารถที่จะตีความเพื่อไม่ให้เกิดความวุ่นวายได้ ก็คือว่าเป็นเรื่องที่เก่าตามรัฐธรรมนูญฉบับเดิมไม่ใช่รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ถ้าเป็นเรื่องใหม่ ก็แน่นอนครับในเมื่อทางกระทรวงการต่างประเทศเห็นว่าเรื่องเหล่านี้ควรจะต้องได้รับ ความเห็นชอบจากรัฐสภาเสียก่อนก็เป็นสิ่งที่ชอบที่จะทําได้ แต่เรื่องนี้เป็นเรื่องที่เจรจา มาแล้วตั้งหลายครั้งซึ่งผลการประชุมจะเป็นอย่างไรนั้นกรรมการก็ได้ศึกษาออกมาแล้วก็มี ข้อสรุปหลายข้อที่เสนอในรัฐสภาในวันนี้ซึ่งก็มีประเด็นที่จะต้องพิจารณาเหมือนกันว่า จากข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการดังกล่าวก็ไม่ได้บอกว่ามีความผิดพลาดแต่อย่างใดเลย นะครับ อย่างเริ่มจากข้อ ๑ ที่บอกว่าบันทึกความเข้าใจเอ็มโอยู เป็นเพียงข้อตกลง ที่จัดทําขึ้นเพื่อเป็นกลไกในการแก้ไขปัญหาระดับทวิภาคีและเป็นการแสวงหาความร่วมมือ กันโดยสันติ แล้วก็ไม่มีถ้อยคําใดนี้เลยที่ว่าเราจะไปยอมรับแผนที่มาตรา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ตรงนี้ก็ยิ่งชัดเจนใหญ่เลยว่าสิ่งที่กระผมและหลายคนเข้าใจก็ได้ถูกต้องแล้ว คือในประเด็นนี้ ผมค่อนข้างมีความเชื่อมั่นในข้าราชการประจํา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งกว่าจะรับราชการแต่ละคนเข้ามาไม่รู้ท่านทราบหรือเปล่าว่ากระบวนการรับต้องเอาคนที่ ไบรท์จริง ๆ มีความเข้าใจในเรื่องต่าง ๆ อย่างดี สอบแล้วสอบอีกกว่าจะได้เข้ามา แล้วกว่าจะ เจริญเติบโตขึ้นมาจนเป็นอธิบดีเป็นปลัดกระทรวงนั้นแต่ละคนมีประสบการณ์มากมาย ถ้าหากว่าหัวหน้าคณะผู้แทนไทยที่ไปเจรจาเรื่องนี้ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญไม่ว่าจะเรื่องแผนที่ เรื่องเขตแดนต่าง ๆ ซึ่งควรจะประกอบด้วยหลายฝ่ายหน่วยงานนะครับ ผมจึงคิดว่า ถ้าหากว่าคณะผู้แทนไทยมีความเห็นว่าที่เราไปทําเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ก็ดี หรือว่าทําเจบีซีฉบับ ๑ ๒ ๓ ที่ผ่านมานั้น ไม่ได้ทําให้ใครเสียเปรียบมันก็เป็นสิ่งที่เราควรจะเชื่อ แต่ว่าผมก็เข้าใจดีนะครับว่าพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยจะด้วย เหตุใดก็ตามไม่ชอบรัฐบาลชุดนี้ เพราะฉะนั้นก็จุดประกายเรื่องนี้ขึ้นมาจนชาวบ้านนั้น ซึ่งที่จริงแล้วไม่ควรจะต้องมารับรู้อะไรมากมายแต่ก็ต้องมารับรู้แล้วก็สงสัยเหมือนกันว่า สิ่งที่รัฐบาลกําลังทําขณะนี้จะทําให้ประเทศไทยเสียดินแดนหรือไม่ ในหลักการการทํางาน ทุกอย่างในโลกนี้ ทุกคนไม่สามารถที่จะรู้หรือว่าเก่งทุกอย่างได้ เราก็ต้องให้คนแบ่งงานกันทํา กระทรวงการต่างประเทศมีหน้าที่ดูแลเรื่องการต่างประเทศ กรมแผนที่ของ ประเทศไทยเราก็ต้องมอบหมายความไว้วางใจให้เขาไป เขาไปเจรจาเสร็จแล้วถ้าเกิดทําให้ เราเสียดินแดนก็ถือว่าเป็นความซวยของประเทศชาติเราก็ต้องยอมรับ แต่กระผมมีความ เชื่อมั่นว่าในการเจรจากับประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประเทศที่เล็กกว่าอย่างประเทศกัมพูชา ตัวเราใหญ่กว่าแล้วเราไปเจรจาเสียเปรียบเขาได้อย่างไรล่ะครับ การเจรจาก็ต้องมีการต่อรอง มีการคุยกันทีละประเด็นจะต้องเอาข้อตกลงเก่า ๆ ที่กรรมการพิจารณาเขตแดนทั้งหลาย ที่พิจารณาไปแล้วเอาผลงานมากางบนโต๊ะมาดูกัน รวมททั้งแผนรที่ต่าง ๆ จะทําสมัยไหน ก็ตามที่มันจะเกี่ยวข้องเราพูดด้วยเหตุด้วยผม ถ้าเราคิดว่าเราสู้เขาไม่ได้เราก็ต้องยอม เราก็ต้องเป็นนักกีฬาเหมือนที่ศาลโลกตัดสินไปเมื่อปีพ.ศ. ๒๕๐๕ แล้ว เมื่อแพ้เราก็ต้องรู้จักแพ้ แต่แพ้ไปแล้วเราจะทําอย่างไรถึงจะอยู่ร่วมกันกับประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างสันติ ตลอดไป แต่อย่าลืมนะครับว่าอย่างไรก็ตามประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาหรือประเทศลาว ประเทศพม่าก็ตาม เป็นเพื่อนบ้านที่เราจะต้องอยู่ด้วยกันชั่วนาตาปี มันก็ต้องอยู่ด้วยกันสันติ ถ้าเราไปเลิกล้มเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ก็ดีหรือว่าไม่ให้มีการเจรจาเจบีซีกันต่อไปอย่างที่ ท่านนายกรัฐมนตรีได้พูดไปแล้วว่าเรื่องนี้ก็ต้องเป็นขึ้นสู่สหประชาชาติและอยากจะให้เป็นเช่นนั้น หรือ เราควรจะเจรจากัน ๒ ฝ่าย มิฉะนั้นก็มีทางเดียวครับไม่สนใจสหประชาชาติแล้วก็ยก กองทัพเข้าจัดการเสียเลยโดยถือว่าเรามีอํานาจเหนือกว่า ซึ่งมันไม่ใช่วิธีการที่เราควร จะพึงกระทําเลยนะครับ เพราะฉะนั้นในข้อสังเกตข้อ ๑ ของคณะกรรมาธิการทํามานั้นผมว่า เป็นเรื่องที่ถูกต้องแล้ว คือเราต้องคิดว่าเมื่อเราไม่ได้เสียเปรียบหรือไม่ทําให้ประเทศไทย เสียดินแดนถึงขนาดนั้นเราก็ต้องยอมครับ เราก็ต้องปล่อยให้คณะผู้แทนไทยเราก็ ดําเนินการต่อไป
อีกข้อหนึ่งนะครับในที่เรียกว่าขณะนี้การเจรจาจัดทําเขตแดนหลักเขตแดน ระหว่างไทย-กัมพูชา ได้ดําเนินการอยู่ในรูปแบบที่เป็นทางการมาหลายครั้งแต่ยังไม่สามารถ บรรลุข้อตกลงกันได้ก็จะเห็นว่าควรจะใช้รูปแบบที่แปลกออกไป เช่นมีการพูด เป็นการ พบปะกันแบบเรื่องกลาง ๆ ระหว่างผู้นําประเทศหรือว่าเจ้าหน้าที่ระดับสูง อาจจะเป็น กระทรวงกลาโหมต่อกระทรวงกลาโหม หรือกระทรวงการต่างประเทศต่อกระทรวง การต่างประเทศ คือต้องคุยกันแบบไม่เป็นทางการให้มากขึ้น อันนี้ก็เป็นข้อเสนอแนะ ที่ทางรัฐบาลก็น่าจะนําไปปฏิบัติรับฟังต่อไปนะครับ เรื่องการเยียวยาก็ว่ากันไป
อีกข้อหนึ่งในข้อที่ ๔ กรณีการกล่าวปราศรัยเปิดประชุมเจบีซี ครั้งสุดท้ายที่ประเทศกัมพูชาโจมตีประเทศไทยอะไรนะครับ แล้วเราไม่ได้ไปต่อสู้หรือโต้ กลับไปนะครับ อันนี้ก็อาจจะเป็นความผิดพลาดของฝ่ายไทย แต่จะผิดพลาดหรือเปล่า ก็ไม่ทราบแน่นะครับ เพราะบางทีเราคิดว่าเป็นเรื่องเล็ก ๆ น้อย ๆ ก็ปล่อยเขาว่าไป แต่ในเมื่อทางคณะกรรมาธิการที่ศึกษาเรื่องนี้มาคณะกรรมาธิการแนะนําว่าควรจะต้องทํา อะไรบ้าง แล้วก็ต้องไปโต้ในคราวต่อไปผมก็เชื่อว่าทางประเทศกัมพูชาคงไม่พูดครั้งเดียวคงจะ พูดอีกครั้ง เพราะฉะนั้นต่อไปเราก็ต้องโต้เขาให้หนักขึ้น แต่ผมฟังดูจาก อ่านจากรายงานต่าง ๆ นี่นะครับ รายงานการประชุมของเจบีซีทั้ง ๓ ครั้งเป็นการถ้อยคําที่ประสานการทูต ที่เต็มไปด้วยความสุภาพ ภาษาดอกไม้ ฉะนั้นจากการโต้ตอบกลับไปก็คงจะต้องใช้ภาษา ดอกไม้เช่นเดียวกัน คือโดยสรุปแล้วในเรื่องดังนี้กระผมคิดว่ารัฐสภาของเราก็คงจะต้อง ไม่ให้ความเห็นชอบเจบีซีทั้ง ๓ ฉบับ อาจจะให้ความเห็นชอบเห็นด้วยกับข้อสังเกต และข้อเสนอแนะของกรรมการที่ศึกษามาก็อีกเรื่องหนึ่งนะครับ เพราะจริง ๆ แล้วการที่จะ ขอความเห็นชอบในเรื่องเช่นนี้จําเป็นหรือเปล่า ผมคิดว่าถ้ามันไม่เข้าข่ายความรับผิดชอบ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา ๑๙๐ แล้วเราก็ไม่ควรจะต้องให้ความเห็นชอบอะไร อย่างที่ผม ได้กล่าวแต่แรกแล้วครับว่า เมื่อเราได้มอบหมายให้คณะกรรมการเขาศึกษา คณะผู้แทนไทย คณะกรรมการเขตแดนร่วมไทยกับกัมพูชา เขาเจรจาเราก็ปล่อยเขาเจรจาต่อไป เพียงแต่ว่า อาจจะต้องรายงานให้รัฐสภาทราบเป็นครั้งคราวถึงความคืบหน้าต่าง ๆ แล้วผมก็ขอยืนยัน ว่าเราคงจะต้องเชื่อความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง จริงอยู่นะครับนักประวัติศาสตร์บางคนที่ไม่ได้ อยู่ในคณะกรรมการชุดนี้ ไม่ว่าจะเป็นอาจารย์เทพมนตรี อาจารย์หลาย ๆ ท่านที่พูดอยู่ใน ทีวีพันธมิตรทุกวันนี้นะครับเขาก็คงเก่งนะครับ แต่ทําไมไม่ทําความเข้าใจกันไปพบ อย่างไม่เป็นทางการ คือไม่ต้องประกาศให้ใครรู้ว่าจะพบกันเอาพูดกันด้วยเหตุด้วยผลว่าเขา รักชาติไหม เราก็รักชาติ รัฐบาลก็รักชาติ ไม่มีใครรักชาติมากกว่าใครหรือว่าไม่มีใคร ที่ไม่รักชาติเลย ถ้า ๒ ฝ่ายได้คุยกันด้วยเหตุด้วยผล คือฟังดูจากรัฐบาลเราก็เคลิ้ม ก็เชื่อว่า สิ่งที่รัฐบาลทําอยู่ขณะนี้ถูกต้องแล้วดีแล้วถ้าขืนเราไปเบี้ยวไม่ยอมประชุมเจบีซีอีกต่อไปแล้ว ก็ฉีกเอ็มโอยู ๒๕๔๓ ไปมันก็อาจจะเป็นเรียกว่าฝ่ายประเทศกัมพูชาเขาอาจจะชอบอย่างนั้น ก็ได้ เพราะฉะนั้นเรื่องนี้ผมคิดว่าถึงเวลาแล้วที่คนไทยควรจะต้องหันหน้ามาคุยกันอย่าง จริงจังว่ารัฐบาลต้องไปเจรจาเพื่อสันติภาพที่ถาวรระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชา และยังจะมีประเทศพม่ามีกับประเทศลาวอะไรอีกนี่นะครับเราไม่ควรจะมารบกันในประเทศ ประเทศไทยคนไทยไม่ควรจะแตกแยกกันไปกว่านี้ คือถ้าหากว่าข้างในเราไม่มีความแตกแยกกันมากกว่านี้ ปัญหาที่เกิดขี้นก็น่าจะคลี่คลายด้วย นะครับ ขณะนี้หลายท่านได้พูดไปแล้วเมื่อเช้านะครับว่า เวทีทุกวันนี้ประเทศต่าง ๆ ในโลกเปลี่ยนแปลงไปมากแล้ว เราจะไปนึกว่ามันเหมือนสมัยกรุงศรีอยุธยา หรือกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้นมันไม่ได้แล้ว ว่าถ้าเราไม่พอใจเราก็จะใช้กําลังเข้ายึด นานาชาติ เขาไม่ยอมรับหรอกครับ มีทางเดียวเราต้องเจรจากัน พูดกันด้วยความเข้าใจ แล้วก็อยู่ด้วย สันติภาพต่อไปนะครับ ผมอาจจะมีคําถามหลายคําถาม แต่ว่าเพื่อนสมาชิกรัฐสภาได้ถามไป หมดแล้ว ถ้าหากว่าท่านตอบคําถามเหล่านั้นได้ชัดเจนผมก็จะคอยฟัง เพราะว่าส่วนผมนั้นมี ความเชื่อมั่นการทํางานของรัฐบาล โดยเฉพาะนายกรัฐมนตรีก็มีเจตนาดีในเรื่องนี้ สิ่งที่ท่าน เคยเชื่อสมัยก่อนก่อนมาเป็นนายกรัฐมนตรีกับขณะนี้อาจจะไม่เหมือนกัน ก็เพราะว่าท่าน เพิ่งได้ทราบข้อมูลใหม่ ข้อมูลบางอย่างมันอาจจะไม่สามารถจะเปิดเผยให้กับประชาชน ทั่ว ๆ ไป เพราะไม่อย่างนั้นอาจจะเป็นการเปิดเผยข้อมูลลับที่ไม่ควรจะเปิดเผยก็ได้ ผมถึง ขอเน้นว่าอยากจะให้รัฐบาลกับพันธมิตรได้คุยกันให้รู้เรื่อง ขอบพระคุณมากครับ