รัฐสภา · ครั้งที่ ๓ · ๒๕ มีนาคม ๒๕๕๔

แวมาฮาดี แวดาโอะ พูดถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา โดยระบุว่าประเทศกัมพูชาเป็นฝ่ายเปิดเกมรุกและรัฐบาลไทยไม่มีเอกภาพในการแก้ไขปัญหา และเรียกร้องให้ประเทศไทยยืนยันว่าพื้นที่ที่ถกเถียงเป็นแผ่นดินของประเทศไทย

นายแวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร นราธิวาส

เรียน ท่านประธานสภาที่เคารพ กระผม นายแพทย์แวมาฮาดี แวดาโอะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัดนราธิวาส ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ สิ่งที่เรากําลังพูดถึงนี้มันเป็นเรื่อง ของเขตแดน จริง ๆ แล้วการกําหนดเขตแดนไทย-เขมรนั้น มันเสร็จมาประมาณ ๑๐๐ กว่าปี แล้วครับ คงไม่ต้องมาพูดถึงอีกนะครับ แล้วก็ยืนยันอีกครั้งหนึ่งเหมือนอาจารย์ที่พูดเมื่อกี้นะครับ บอกว่าไม่มีพื้นที่พิพาทสําหรับ เขตแดนประเทศไทยและประเทศเขมร แต่มันมาเริ่มมีพื้นที่พิพาทก็คือตอนเดือนมิถุนายน ปี ๒๕๐๕ ซึ่งเป็นปีที่ผมเกิด แล้วผมต้องเสียใจที่เราต้องเสียดินแดน ที่ผมพูดอย่างนี้เพราะว่า ศาลโลกได้ตัดสินเฉพาะพื้นที่ที่ปราสาทเขาพระวิหารตั้งอยู่นั้นเป็นของประเทศเขมร ทั้ง ๆ ที่ โดยข้อเท็จจริงแล้วประเทศฝรั่งเศสกับประเทศไทยได้ตกลงกันเมื่อประมาณ ๑๐๐ กว่าปีแล้ว ครับว่าได้สํารวจเขตแดนเรียบร้อยแล้ว ตามแผนที่นี้เรียบร้อยแล้ว การสํารวจในตอนนั้น แบ่งเป็น ๒ ส่วน พื้นที่ราบใช้ปักหลักเขตเหมือนที่คณะกรรมาธิการได้ชี้แจง แต่ส่วนที่ เป็นภูเขา ๑๐๐ กว่ากิโลเมตรนั้นใช้หลักสันปันน้ํา ท่านจะบอกว่าเป็นเรื่องที่จะต้องมาสํารวจ ตอนหลัง อันนั้นเดี๋ยวผมจะโต้แย้งกับท่านอีกนิดหนึ่งนะครับ ก็คือว่าเมื่อปี ๒๕๐๕ ทางศาลโลกได้พิพากษาส่วนหนึ่งประมาณ ๐.๖ ตารางกิโลเมตรเป็นของประเทศเขมร ส่วนอื่นนั้นยังยืนยันเป็นของประเทศไทย เพราะฉะนั้นไม่ใช่พื้นที่พิพาท ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เป็นพื้นที่ของประเทศไทย ผมต้องยืนยันอย่างนั้นนะครับ อันนี้คือข้อที่ ๑ แต่จุดพิพาท ของเราก็คือเมื่อปี ๒๕๔๓ ที่เราไปทําสัญญาเอ็มโอยูสมัยรัฐบาลที่ภายใต้การนําของ พรรคประชาธิปัตย์ที่มีนายกรัฐมนตรี ชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี ตอนนั้น ท่านไปเซ็นเอ็มโอยู ไปเปลี่ยนหลักการครับ หลักการเดิมที่เราใช้หลักสันปันน้ําท่านไปยินยอม ให้ประเทศกัมพูชาใช้หลักแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ทําไมผมถึงพูดอย่างนี้ครับ มีในเอกสาร ฉบับหนึ่งผมขออนุญาตท่านประธานอ่านนะครับว่า ปรากฏในบันทึกรายงานการประชุม ระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชาที่เสนอต่อนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย ว่าพื้นฐาน ทางกฎหมาย การสํารวจและปักหลักเขตแดนทางบกจะดําเนินการโดยใช้เอกสารหลักฐาน ที่ผูกพันประเทศไทยและประเทศกัมพูชา ตามกฎหมายระหว่างประเทศคืออนุสัญญาฉบับลง วันที่ ๑๓ กุมภาพันธ์ ค.ศ. ๑๙๐๗ กับพิธีสารแนบท้ายและแผนที่แสดงเส้นเขตแดนระหว่าง ประเทศไทยกับประเทศกัมพูชามาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ซึ่งจัดทําขึ้นตามผลงานของคณะกรรมการปักปันเขตแดนระหว่างสยามกับอินโดจีน และขออนุมัติให้รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการต่างประเทศในฐานะประธาน คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ลงนามบันทึกความเข้าใจดังกล่าวที่กรุงพนมเปญ ท่านประธานครับ ไปเปิดได้นะครับจากบันทึกส่วนราชการของสํานักนายกรัฐมนตรี สํานักการเมืองต่างประเทศ เรื่องผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เจบีซี ครั้งที่ ๒ ลงวันที่ ๑๒ มิถุนายน ๒๕๔๓ เพราะฉะนั้นรายงานของท่านคณะกรรมาธิการ ที่บอกว่ามิได้มีถ้อยคําใดที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่มาตรา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ระวางดงรัก ไม่เป็นความจริงครับ เอกสารที่ผมพูดถึงเมื่อกี้ยังอยู่ที่สํานักนายกรัฐมนตรีครับ ท่านไปเปิดได้ อันนี้คือประเด็นที่ ๑ ในทางปฏิบัติแม้เราพยายามที่จะอธิบายกับประชาชนว่า เราไม่ยอมรับแผนที่มาตราส่วน ๑ : ๒๐๐๐๐๐ แต่ข้อเท็จจริง ๑๐ ปีที่ผ่านมานั้น เอ็มโอยูกลายเป็นใบเบิกทางให้ประเทศกัมพูชาบุกรุกดินแดนประเทศไทย ผมไม่ปฏิเสธการ ตั้งปักเขตในเรื่องของ ๗๐ กว่าหลัก แต่ที่ผมกําลังพูดถึงนี้พื้นที่พิพาท ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ซึ่งจริง ๆ ไม่ควรใช้ด้วย เพราะเป็นดินแดนของประเทศไทย ที่ผมต้องพูดอย่างนี้นะครับ ท่านประธาน ก่อนหน้าปี ๒๕๔๓ ประเทศกัมพูชาไม่มีการทักท้วงใด ๆ แต่หลังจากเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ นั้นปรากฏว่าประเทศกัมพูชาได้สร้างอาคารของรัฐบาล ท้องถิ่น เข้ามาเลยครับ สร้างตลาด สร้างวัด สร้างถนน สร้างชุมชนในพื้นที่รอบ ๆ ปราสาท ถ้าในพื้นที่ปราสาท ๐.๖ ตารางกิโลเมตรผมไม่ว่าครับ แต่อันนี้มันอยู่ในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร มันเริ่มเบิกทางครับ แล้วก็จะขยายความต่อไปในอนาคตที่เราจะต้อง เสียดินแดน ถ้าไปยึดหลัก ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ นั้น ประมาณ ๑,๘๐๐,๐๐๐ ไร่ เท่ากับจังหวัด ปัตตานี ๑ จังหวัดนะครับ ท่านประธานครับ หลังจากการทําเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ แล้ว จึงเป็นใบเบิกทางที่ประเทศกัมพูชาขอจดทะเบียนปราสาทเพียงฝ่ายเดียว ท่านจะโทษรัฐบาล สมัยท่านสมัครเพียงอย่างเดียวไม่ได้ แต่มันเป็นผลพวงของเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ที่เกิดสมัย รัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ภายใต้การนําของนายกรัฐมนตรีชวน หลีกภัย หลังจากการทํา เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ประเทศกัมพูชาได้จ้างทนายความเพื่อขึ้นศาลโลกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อพิจารณาเขตแดนใหม่ให้เป็นไปตามหลักแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ท่านรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงการต่างประเทศทราบดี การทําเอ็มโอยูนําไปสู่เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๔ เรื่องไหล่ทวีป ต่อไป ซึ่งเกี่ยวโยงกับผลประโยชน์ทรัพยากรน้ําและก๊าซธรรมชาติในทะเลอ่าวไทยต่อไป ในอนาคตประเทศกัมพูชาได้ฟ้องยูเนสโกว่าประเทศไทยได้รุกรานพื้นที่ของประเทศกัมพูชา ทั้ง ๆ ที่มันอยู่ในดินแดนรอบปราสาทเขาพระวิหารในเขต ๔.๖ ตารางกิโลเมตร แล้วในที่สุด ยูเนสโกได้ให้เงินช่วยเหลือ ๕๐,๐๐๐ ดอลลาร์ เพื่อไปปรับปรุงแก้ไขสิ่งที่มีผลกระทบจากการ รุกรานของรัฐบาลไทยต่อดินแดนประเทศกัมพูชา ที่ประเทศกัมพูชาอ้างครับ หลังจาก เอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ท่านไปเปิดได้ครับในกฎหมายของรัฐบาลประเทศกัมพูชาได้ประกาศ พระราชกฤษฎีกาใช้แผนที่ ๑ : ๒๐๐๐๐๐ อย่างเป็นทางการครับ เพราะฉะนั้นสิ่งที่ กรรมาธิการได้รายงานว่าไม่มีข้อความถ้อยคําใดที่แสดงว่าประเทศไทยยอมรับแผนที่มาตรา ๑ : ๒๐๐๐๐๐ ไม่เป็นความจริง ท่านต้องไปทบทวนใหม่ในเอกสารประกอบการพิจารณา ต่อไป

ทีนี้ในเรื่องที่ ๒ ก็คือเรื่องเกี่ยวกับสิ่งที่ผมอยากจะเตือนสติกรรมาธิการ ทั้งหลายเพื่อท่านจะต้องพิถีพิถันในการที่จะไปทํางานต่อไปมีประมาณ ๕ ข้อ

ข้อที่ ๑ ความสําคัญของปัญหานั้น เขาพระวิหารเป็นประเด็นประชาชาติ ที่มีความสําคัญต่ออธิปไตยของชาติและบูรณาภาพแห่งดินแดนไทย อย่าทําเล่น ๆ นะครับ เกี่ยวข้องกับประเทศชาติและคนไทยทุกคน เพราะดินแดนนี้พื้นที่นี้เป็นมรดกที่บรรพบุรุษ ได้หาและรักษาไว้ให้ลูกหลานคนไทยท่ามกลางการข่มขู่คุกคาม การแย่งชิงจากประเทศ นักล่าอาณานิคมขณะนั้น เป็นปัญหาที่มีเดิมพันสูงครับ ไม่ใช่เล่น ๆ โดยมีอธิปไตยของชาติ และบูรณาภาพแห่งดินแดน รวมทั้งเสถียรภาพของรัฐบาลเป็นเดิมพัน ซึ่งเกี่ยวข้องกับ ผลประโยชน์สําคัญยิ่งของชาติที่ไม่อาจจะเจรจาหรือประนีประนอมได้ การแย่งชิงอํานาจ ของกลุ่มการเมืองในประเทศนี้ไม่อาจจะเทียบได้กับปัญหานี้แม้เท่าปลายเล็บก็ตาม

ข้อที่ ๒ ท่านประธานครับ ในอดีตที่ผ่านมานั้นประเทศนี้ผมก็แปลกใจเช่นกัน ว่าการให้น้ําหนักนั้นเป็นที่น่าสังเกตว่ารัฐบาลแต่ละชุดที่ผ่านมานั้นจนถึงปัจจุบัน ให้ความสําคัญและน้ําหนักต่อปัญหานี้ค่อนข้างน้อย อย่างน้อยก็ในสายตาประชาชนนั้น รัฐบาลไม่ได้ติดตามเรื่องอย่างจริงจังต่อเนื่องตั้งแต่แรก มาตื่นตัวหลังจากประชาชน ได้เดินประท้วงครับ

ข้อที่ ๓ คนไทยส่วนใหญ่มองว่าประเทศเขมรเป็นฝ่ายเปิดเกมรุก กําหนดเกม ให้ประเทศไทยเล่น และประเทศไทยตกเป็นฝ่ายรับที่ต้องตามแก้ปัญหาอยู่ตลอดเวลา เหมือนที่ผมได้กล่าวมาแล้ว อีกทั้งดูเสมือนว่าประเทศไทยแก้ปัญหายังไม่เป็นเอกภาพ ไปคนละทิศคนละทาง คนไทย มองว่ารัฐบาลบริหารปัญหาชายแดนกัมพูชากล้า ๆ กลัว ๆ ครับ ทั้งที่ผู้นําประเทศกัมพูชา คนปัจจุบันได้กระทําการต่าง ๆ อย่างเปิดเผยไม่ปิดบังตลอดมา กระทรวงการต่างประเทศ ในระยะแรกก็ดูเหมือนไม่มีเอกภาพในกระทรวงครับ ถึงขนาดเจ้ากระทรวงยอมรับว่า ไม่มีเอกภาพระหว่างกระทรวง แต่ยังดีครับที่กระทรวงการต่างประเทศเพิ่งค้นพบตัวเอง ในแถลงการณ์ที่ยืนยันว่าพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้นเป็นของประเทศไทย คนต่างชาติ และสิ่งปลูกสร้างต่างชาติบนแผ่นดินนี้ต้องถอนออกไป ผมดีใจมากครับที่ท่านแถลงในวันนั้น นั่นเป็นสิ่งที่รัฐบาลต้องยึดถือเป็นแนวทางในการต่อสู้ฝากให้กรรมาธิการด้วย เพราะฉะนั้น ๔.๖ ตารางกิโลเมตรไม่ใช่พื้นที่พิพาท แต่อย่างไรก็ดี พอโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ พูดยังไม่ทันขาดคํา ปรากฏว่าบรรดาทหารใหญ่ทั้งหลายออกมาโจมตีกระทรวง การต่างประเทศ กลายเป็นหน่วยงานของรัฐขัดแย้งกันเองในเรื่องแก้ปัญหาเกี่ยวกับ ชายแดนไทย-เขมร

ข้อที่ ๔ ผู้นําประเทศไทยครับ ท่านกรรมาธิการท่านอย่าไปสรุปพื้นที่ทับซ้อน และพื้นที่พิพาท ผู้นําประเทศไทยยังคงใช้คําว่า พื้นที่ทับซ้อน ทั้งที่ในทางกฎหมายระหว่าง ประเทศแล้ว อธิปไตยของชาติไม่มีการทับซ้อนกันครับ ถ้าไม่เป็นของเราก็เป็นของเขา ถ้าไม่เป็นของประเทศไทยต้องเป็นของประเทศกัมพูชา ถ้าไม่เป็นของเขาคือประเทศกัมพูชา ก็ต้องเป็นของเรา อธิปไตยทับซ้อนไม่ได้เป็นอันขาด ทั้งที่แผ่นดินที่เหลือนอกจากตัวปราสาท พระวิหารเป็นของประเทศไทยมาตลอด อยู่ภายใต้อธิปไตยของประเทศไทย แต่เรากลับ เชิญชวนให้ประเทศเขมรยกเอาอธิปไตยเข้ามาทับซ้อนอธิปไตยของไทยโดยการออกเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ผมได้มีโอกาสพูดคุยกับนักการทูตอาวุโส นักกฎหมายระหว่างประเทศอาวุโส ต่างงงไปตาม ๆ กันครับ

ข้อที่ ๕ ตรงข้ามกับฮุนเซนและคนในรัฐบาลฮุนเซนทุกคน รองนายก รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม โฆษกรัฐบาล ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันนะครับกรรมาธิการ เสียงไม่เคยแตกเลยแม้แต่ครั้งเดียว ยืนยันว่า พื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ไม่ใช่พื้นที่ทับซ้อน แต่เป็นของประเทศกัมพูชา เป็นอธิปไตยของ ประเทศกัมพูชาแต่ผู้เดียว ทั้งที่ไม่ได้เป็นของประเทศกัมพูชาแต่ประการใด เขาก็ยังบอกว่า เป็นของเขา แต่ทําไมของเราแท้ ๆ จึงยอมให้เขามาทับซ้อนในเรื่องของอธิปไตย

ข้อที่ ๖ อีกคําหนึ่งที่ผู้นําการเมืองและการทหารไทยต้องมักจะใช้กันก็คือ พื้นที่พิพาท เหมือนกับเอกสารที่กรรมาธิการนี้ใช้ครับ ทั้งที่พื้นที่ดังกล่าวเป็นของประเทศไทย ที่เราต้องยืนยันว่าเป็นของประเทศไทยนั้นไม่ใช่พื้นที่พิพาทที่ประเทศไทยไปพิพาทกับ ประเทศเขมรแต่อย่างใด คําว่า พิพาท ครับท่านประธาน มีน้ําเสียงออกไปในทางว่ายังไม่รู้ว่า เป็นของใครถึงมาทะเลาะกันเพื่อแย้งชิงกัน หลักการสมัยก่อนมีอยู่ว่าอะไรที่เป็นของเรา ก็ต้องเป็นของเราครับ ฝากไว้กับรัฐบาลด้วย อะไรที่เป็นของเขาเราจึงต้องเจรจาเผื่อว่าเรา จะได้บ้าง แต่ของเราไม่ต้องเจรจาครับต้องเป็นของเรา ซึ่งประเทศเขมรใช้หลักนี้อย่างเต็มที่ ส่วนของประเทศไทยนั้นตรงกันข้าม อะไรที่เป็นของประเทศเขมรก็เป็นของประเทศเขมรไป เช่น ปราสาทพระวิหาร อะไรที่เป็นของประเทศไทยมาคุยกัน เช่น ๔.๖ ตารางกิโลเมตร เพื่อจะแบ่งให้เธอบ้างอย่างนั้นหรือ ผู้นําของประเทศไทยจะต้องเลิกพูดพื้นที่พิพาทเสียที ได้ไหม และหันมายืนยันว่านี่คือแผ่นดินประเทศไทย เมื่อเป็นแผ่นดินประเทศไทยเราจะ ไม่ถอนทหารจากแผ่นดินประเทศไทย ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ส่วนวัดและชุมชนของ ประเทศเขมรในพื้นที่นั้นต้องออกไปครับ ซึ่งเท่ากับยืนยันจุดยืนในแถลงการณ์ของกระทรวง การต่างประเทศ ซึ่งเป็นจุดยืนที่ถูกต้องแล้วครับ

ข้อที่ ๗ เราเห็นด้วยที่พูดกันว่าประเทศไทยกับประเทศเขมรเป็นเพื่อนบ้านกัน ยกแผ่นดินหนีจากกันไม่ได้ คนไทย คนเขมรต้องอยู่ด้วยกันตลอดไป เพราะฉะนั้นไม่ควรรบกัน หรือทะเลาะกันซึ่งเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ต้องยอมรับอย่างหนึ่งว่าเพื่อนบ้านที่ดีนั้นต้องดีด้วยกัน ทั้ง ๒ ฝ่าย หากฝ่ายหนึ่งดีเอื้ออาทร แต่อีกฝ่ายหนึ่งแทนที่จะยื่นมือมาจับไมตรีกัน กลับชอบ ใส่ร้ายป้ายสีเราเป็นนิจ เช่น บอกว่าเราไปรุกดินแดนใน ๔.๖ ตารางกิโลเมตรของพื้นที่ รอบ ๆ ปราสาทพระวิหาร ไม่มีใครต้องการให้เกิดสงครามครับท่านประธาน เกิดการสู้รบ แต่ทหารไทยต้องพร้อมป้องกันอธิปไตยของชาติตามหน้าที่ที่กําหนดไว้ ทหารไม่มีหน้าที่ เจรจา แต่มีหน้าที่รบและต้องรบชนะด้วย ส่วนการเจรจานั้นเป็นเรื่องของกระทรวง การต่างประเทศ ท่านประธานครับ ผมอยากจะเรียนท่านคณะกรรมาธิการว่าผู้นํา ประเทศเขมรได้เตรียมเรื่องนี้มานานครับ และเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์ของประเทศ เพราะปัญหาเขตแดนด้านตะวันออกที่ติดต่อกับประเทศเวียดนามนั้นมันร้ายแรงกว่าด้าน ประเทศไทยมามากนัก ประเทศเขมรได้เสียดินแดนให้กับประเทศเวียดนามมากนะครับ