วิทยา แก้วภราดัย เสนอการประชุมร่วมในวันที่ 29 เพื่อหารือเรื่องเขตแดนไทย-กัมพูชา และขอให้กรมแผนที่และที่ดินแสดงหลักฐานยืนยันเขตแดนให้ชัดเจน
ท่านประธานสภาที่เคารพ ผม วิทยา แก้วภราดัย สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร จังหวัด นครศรีธรรมราช ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ผมมีความกังวลเหมือนกับเพื่อนสมาชิกที่ลุกขึ้น อภิปรายตั้งแต่เริ่มต้นนะครับ เรื่องการประชุมของเราที่มีการนัดหมายกันในวันนี้ ผมเข้าใจ เจตนาดีของท่านประธานนะครับ ท่านประธานสภาผู้แทนราษฎร และท่านประธานวุฒิสภา ในความตั้งใจในการที่จะให้มีการประชุมสภากัน และมีสาระของกฎหมายออกมาพอสมควร แต่โดยสภาพข้อเท็จจริงครับ ความตั้งใจผมอยากให้มีการประชุมร่วมนี้ในวันที่ ๒๙ เพราะผม ทราบดีว่าตั้งแต่ท่านนายกรัฐมนตรีได้ประกาศวันเวลาของการยุบสภาแน่นอน คนที่เป็น สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร โดยส่วนใหญ่ซึ่งเขาต้องลงเฃตเลือกตั้ง หลายคนก็เริ่มมีกําหนดนัด ในการที่จะพบปะหรือเตรียมการในการเลือกตั้ง เพราะฉะนั้นบรรยากาศช่วงสุดท้ายของการ ประชุมสภาก่อนการเลือกตั้ง จะหาบรรยากาศที่คึกคักและพร้อมเพรียงเป็นไปได้ยากครับ เพราะฉะนั้นการกําหนดวันประชุมหลาย ๆ วันโดยไม่คํานึงว่าแต่ละคนมีภารกิจนั้นก็จะเกิด ปัญหาเช่นวันนี้ครับ แต่สิ่งหนึ่งที่ผมคิดว่าผมอยากจะใช้สิทฺธิในการอภิปรายในปัญหา ที่เกิดขึ้น แล้วก็แสดงความคิดเห็นไปยังคณะกรรมาธิการครับ ผมได้ติดตามการทํางานของ คณะกรรมาธิการมาตั้งแต่เริ่มต้น แล้วก็จําได้ว่าเราได้มีมติตั้งคณะกรรมาธิการเขตแดน ร่วมไทย-กัมพูชาชุดนี้ขึ้นไปศึกษาปัญหาทั้งหมดนี้ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน ๒๕๕๓ แล้วทราบว่า ท่านประชุมกันถึง ๑๓ ครั้ง เพราะฉะนั้นผมก็รอเวลาที่หารือกับท่านประธานตั้งแต่ทราบข่าวว่า คณะกรรมาธิการร่วมได้พิจารณาเสร็จแล้ว แล้วส่งเรื่องต่อประธานรัฐสภา ผมก็พยายาม ที่จะกําหนดวันเวลาที่ให้เพื่อนสมาชิกได้มีโอกาสเตรียมตัวและร่วมในการอภิปราย เพราะเข้าใจเรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมค่อนข้างจะสับสน มีข้อวิพากษ์วิจารณ์ มีข้อเสนอแนะ มีข้อแสดงความคิดเห็น และแม้วันที่เราจะมีการประชุมวันนี้ ผมเข้าใจว่าเพื่อนสมาชิก ในรัฐสภาแห่งนี้ก็จะได้รับข้อความแสดงความคิดเห็นผ่านมาทางคลื่นโทรศัพท์มือถือ เกือบทุกท่าน เมื่อวานนี้ทุกคนได้รับสัญญาณความคิดเห็นเรื่องนี้ในการคัดค้านที่จะพิจารณา กฎหมาย หรือพิจารณารายงานฉบับนี้กันอย่างมากมาย ทําให้หลายคนเกิดความกังวล ผมก็ พยายามที่จะเรียนแล้วก็ซักถามคณะกรรมาธิการทั้งหมดครับว่าการศึกษาของคณะกรรมาธิการ ได้เกิดความชัดเจนอะไรกันบ้าง เมื่อวานนี้ครับผมมีโอกาสพูดคุยกับท่านประธานคณะกรรมาธิการ ท่านอาจารย์เจริญ คันธวงศ์ และคณะ เพื่อสอบถามเรื่องนี้ก่อนการเตรียมการที่จะมีการ ประชุมในวันนี้ ก็ได้รับทราบความตั้งใจของคณะกรรมาธิการ เมื่อได้ดูข้อเสนอแนะของ คณะกรรมาธิการทั้ง ๕ ข้อ ผมเข้าใจว่าเป็นข้อเสนอแนะที่มีสาระสําคัญ มีความสําคัญ ซึ่งกรรมาธิการได้ตั้งใจในการกลั่นการศึกษา ๑๓ ครั้งมาเป็นข้อเสนอแนะต่อสภา ถ้าจะปล่อยเรื่องนี้ทิ้งไว้ผมก็คิดว่าเป็นความรับผิดชอบที่สมาชิกในรัฐสภานี้ทั้งหมดต้อง ร่วมกันรับผิดชอบต่อคณะกรรมาธิการซึ่งเราตั้งขึ้นมาเอง ให้เขาไปพิจารณาศึกษาแทนเรา ถ้าบอกว่าไม่อยากรับประทานของร้อน ไม่อยากแตะของร้อนทิ้ง เรื่องนี้ทั้งหมดของ คณะกรรมาธิการชุดนี้ไว้ให้สภาชุดหน้ามาพิจารณา ผมก็คิดว่าความเป็นสมาชิกรัฐสภา ก็ขาดความรับผิดชอบครับ พวกผมพร้อมที่จะรับผิดชอบต่อคณะกรรมาธิการทั้งหมด ที่ท่านไปศึกษา แต่ท่านจําเป็นต้องชี้แจงต่อสมาชิกรัฐสภานี้ทั้งหมดให้เกิดความกระจ่างชัดว่า บันทึกเล่มสีน้ําตาล ที่เราใช้คําภาษาอังกฤษกันว่าเจบีซี ผมเข้าใจว่าคนเกินครึ่งของประเทศนี้ ไม่ทราบว่า JBC คืออะไร แต่ถ้าอธิบายง่าย ๆ ครับ เอกสารนี้ก็คือบันทึกการประชุม คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา คณะกรรมาธิการชุดนี้ตั้งขึ้นมา แล้วก็ สภาผู้แทนราษฎรชุดนี้ของเราได้อนุมัติกรอบในการไปดําเนินการเจรจาของคณะกรรมาธิการ เขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา เราอนุมัติกรอบตั้งแต่เดือนตุลาคม ๒๕๕๑ ก็สภาผู้แทนราษฎร ชุดนี้ละครับ ผมก็เป็นสมาชิกรัฐสภาในวันนั้นที่อนุมัติกรอบให้คณะกรรมาธิการร่วมไทย-กัมพูชา ไปเริ่มดําเนินการ เพราะเปิดดูในบันทึกรายงานการประชุมนะครับ เราอนุมัติเดือนตุลาคม เดือนพฤศจิกายนคณะกรรมาธิการชุดนี้ก็เริ่มประชุม ประชุมครั้งที่ ๑ ประชุมครั้งที่ ๒ ประชุมครั้งที่ ๓ จบครับ แล้วก็เอารายงานฉบับนี้ส่งมาให้พวกในสภาผู้แทนราษฎร ถามว่า ส่งมาให้พวกผมทําไมครับ ถ้าดูหนังสือปะหน้าก็ส่งให้รัฐสภานี้รับรองรายงานการประชุมนี้ ผมจําได้ครับว่าผมอนุมัติกรอบให้เขาไปทําการเจรจากันเรื่องเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ก็พยายามดูว่าในรายงานทั้ง ๓ ครั้ง เขาไปทําอะไรเพิ่ม นอกเหนือจากกรอบที่พวกผมให้ไป หรือไม่ ก็ยังหาไม่เจอครับ นอกจากเจอวาทะของผู้นําบางประเทศที่พูดเสียดสีพาดพิงไปมา แต่ถามว่าคณะกรรมาธิการร่วมชุดนี้ไปสร้างอะไรเพิ่มนอกจากกรอบหรือไม่ ก็ปรากฏว่า ไม่มีครับ และซักถามว่าต้องให้ผมมารับรองอะไรล่ะครับ ในเมื่อผมให้อํานาจคุณทั้งหมด ไปนั่งคุยกัน คุณคุยกัน ๓ รอบยังไม่รู้เรื่องเลย ยังหาข้อสรุปไม่ได้ ยังหาเรื่องใหม่มาให้ผม ไม่ได้ กลับมาให้ผมนั่งรับรองรายงานการประชุม ซึ่งผมคิดว่าหน้าที่ของรัฐสภาไม่ใช่หน้าที่ รับรองรายงานการประชุมครับ แต่ถ้าการประชุมทั้ง ๓ ครั้ง ก่อเกิดข้อตกลงใหม่นอกกรอบ จากที่พวกผมให้ไป อย่างนี้ครับ กระทรวงการต่างประเทศถึงจะมาขอกับรัฐสภาว่ากรอบที่ให้ ไปทีแรกไม่พอ ต้องขอกรอบมากกว่านั้น ผมถึงจะรับรองให้ แต่แค่มาดูรายงานทั้งหมดครับ ผมยังไม่เจอเลยครับผลการประชุม ๓ ครั้งนี้ เขาก่ออะไรที่จะเป็นผลผูกพันมากกว่าที่ผม อนุมัติไปตั้งแต่ปี ๒๕๕๑ คราวนี้เวลาสังคมอธิบายครับ ไปกันไกลครับ ผมขออนุญาตเรียน ถามผ่านไปทางกรรมาธิการนะครับ ผ่านผู้มาชี้แจงใน ๒-๓ ประเด็น
ประเด็นที่ ๑ มีการกล่าวว่าไม่ต้องไปปักปันนะครับ เขตแดนไทย-กัมพูชา มันปักปันมาเสร็จแล้วเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้ว ปักปันแบ่งเป็น ๒ ส่วนครับ ส่วนที่หนึ่งบนพื้นราบ มีการปักปันกันเสร็จแล้วเมื่อ ๑๐๓ ปีที่แล้ว ส่วนที่สองที่เป็นภูเขา ก็เอาง่าย ๆ ว่าสมัยโบราณ ๑๐๓ ปีที่แล้ว คงไม่สะดวกในการเดินบนภูเขาก็เลยถือหลักทางสากลครับ กฎหมายสากล เรื่องดินแดนมีแค่นี้ครับท่านประธาน ท่านกับผมเรียนกฎหมายสากลมาตั้งแต่เราเรียนปี ๑ ปี ๒ ในคณะนิติศาสตร์ครับ เขาบอกว่าดินแดนแบ่งกันด้วย ๒ ลักษณะ ลักษณะที่ ๑ ถ้าเป็น คูครองก็เอาร่องน้ําที่ลึกที่สุดถือเป็นเขตแดน ถ้าเป็นเขาที่แบ่งระหว่างประเทศด้วยกัน ก็ถือเอาสันปันน้ําเป็นตัวแบ่งระหว่างเขตแดนไทย ถ้าพูดว่า สันปันน้ํา อธิบายง่าย ๆ ภาษาชาวบ้านครับ ฝนตกลงมาน้ําเทไปฝั่งไหนก็เป็นของประเทศนั้น อีกฝั่งหนึ่งก็เป็นของ ประเทศหนึ่ง เมื่อเราตกลงกันเมื่อ ๑๐๓ ปีแล้ว ผมขออนุญาตเรียนถามว่าร่องรอยที่มีการ ปักหมุดบนแผ่นดินพื้นราบ มาถึงวันนี้เราเหลือร่องรอยที่ยืนยันได้เรามีกี่หลักครับ หรือเรามี ร่องรอยแค่บันทึกตามสนธิสัญญา หรือหลักมันชัดเจนย้ายกันไปย้ายกันมาจนต้องหาหลักใหม่ ท่านช่วยตอบผมหน่อยเถอะว่าที่เขาบอกไม่ต้องปักปันแล้ว ๑๐๓ ปีที่แล้วเหลือหลักกี่หลัก ที่เป็นพยานยืนยันว่าแผ่นดินไทยกับกัมพูชาติดต่อกันนี้แบ่งกันแล้วกี่หลัก หาเจอแล้วกี่หลัก ระหว่างที่ท่านไปหารือกัน ๒ คณะ ผมก็ทราบว่าท่านก็เริ่มตกลงกันได้มีหลักจํานวนหนึ่ง ที่พอจะรับกันได้ สรุปว่าหลักทั้งหมดหาไม่เจอทั้งหมดครับ แต่มีหลักบางหลักพอที่จะรับกันได้ ก็ขออนุญาตเรียนถามเป็นคําถามที่ ๒ ครับว่า หลักที่พอจะรับกันได้ท่านเอาอะไรไปรับกัน เอาแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ไปรับกันหรือเปล่า เอาสนธิสัญญาไปรับกันหรือเปล่า หรือไปหา ร่องรอยทางประวัติศาสตร์ บันทึกทางประวัติศาสตร์มารับกัน หรือท่านใช้ทุกอย่าง มาประมวลแล้วพอจะรับกันได้ เพราะข้อเท็จจริงเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ครับ ฝ่ายหนึ่งกําลัง โจมตีว่าท่านเอาแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เพราะเอ็มโอยู พ.ศ. ๒๕๔๓ ไปรับรองร่องรอยนั้น ถ้าท่านเอา ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ไปรับรองจริง ๆ ข้อกล่าวหาของฝ่ายตรงข้ามก็ถูกต้องครับ เราไปรับแผนที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ แต่หลักที่พอจะรับกันได้ที่ท่านว่าถ้าไม่ใช่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ ท่านเอาหลักเกณฑ์อะไรไปรับ เพื่อจะยืนยันได้ว่าข้อศึกษาของคณะกรรมาธิการทั้งหมด ตั้งแต่ข้อ ๑ เป็นข้อยืนยันว่า ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ รัฐบาลไทยปฏิเสธมาโดยตลอด ท่านคณะกรรมาธิการก็ช่วยยืนยันด้วยว่าหลักที่พอจะรับกันได้จํานวน ๓๐ กว่าหลัก เอาหลักอะไรขึ้นมา
ประเด็นที่ ๒ ที่ผมอยากจะซักถามคณะกรรมาธิการเพื่อความกระจ่างชัด ส่วนที่ยังไม่มีการปักปันเพราะถือการปันโดยธรรมชาติ ประเทศไทย ประเทศเขมร ตรงนั้น ไม่มีร่องน้ําไม่มีสืบร่องน้ําลึก มีสันเขาครับ ข้อกังวลผมที่มีผู้ส่งข้อความเข้ามา อ้างตลอดครับว่า มีการแบ่งกันโดยหลักเกณฑ์ธรรมชาติก็คือสันปันน้ํา แต่มีคนไปขยายความต่อไปครับว่า ให้ถือเอาหน้าผาเป็นสันปันน้ํา ท่านกรุณาฟังช้า ๆ นะครับ มีคนพยายามสื่อไปกับประชาชนว่า ให้ถือหน้าผาเป็นสันปันน้ํา หลักกฎหมายสากลไม่มีคําว่า หน้าผา ครับ หลักกฎหมาย พรมแดนระหว่างประเทศไม่มีคําว่า หน้าผา ครับ คําว่าให้ถือเอาหน้าผาเป็นสันปันน้ํา ไปเอามาจากไหนครับ หรือเป็นการกล่าวอ้างขึ้นมาเพื่อจะเปลี่ยนเบี่ยงจากสันปันน้ําเป็น หน้าผาแทนเขตแดน ถ้าเกิดมีบันทึกในประวัติศาสตร์นะครับ ความตกลงไทย-สยาม สยาม-ฝรั่งเศส หรือสยามกับใครก็ตามครับที่มีข้อความอย่างนี้ท่านช่วยแจ้งด้วยครับ เพราะผม ถือว่า ๑๙๐ กว่ากิโลเมตรที่เพื่อนสมาชิกได้พูดมาทีแรก ก็เราพูดกันอย่างนั้น ผมกับท่านคณะกรรมาธิการทั้งหมดคงไม่เดินทั้ง ๑๙๖ กิโลเมตร จนไม่รู้ว่ามันเป็นสันเขา ทั้ง ๑๙๖ กิโลเมตร หรือใน ๑๙๐ กว่ากิโลเมตรมันเป็นที่ราบอยู่ด้วยระหว่างภูเขา และในช่วง ที่เป็นพื้นราบหรือเป็นพื้นที่ที่ไม่ใช่สันเขาที่แบ่งชัดเจนได้ สันปันน้ําแบ่งชัดเจนได้ เราจะแสวงหาความแตกต่างตรงนั้นเพื่อแบ่งเขตแดนกันอย่างไร ๒-๓ ประเด็นนี้ผมคิดว่า ถ้าท่านให้คําตอบได้มันก็จะเริ่มไขความกระจ่างของสภานี้นะครับว่าที่เราโดนโจมตีว่าไปรับแผน ที่ ๑ : ๒๐๐,๐๐๐ เป็นสรณะ แล้วก็ฝ่ายรัฐบาลก็เถียงตลอด ยืนยันตลอดครับว่าไม่ได้เอา แต่ไปตกลงได้หลักบางหลักมาแล้วมันเอาหลักอะไรในการพิจารณาหาหลักที่ว่าดังกล่าวนั้น ถ้าท่านชี้แจงเรื่องนี้ได้ผมก็คิดว่าไขข้อกระจ่าง แต่อย่างไรก็ตาม ท่านประธานครับ ผมขออนุญาตแสดงความคิดเห็นต่อคณะกรรมาธิการแล้วก็ท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวง การต่างประเทศรวมทั้งท่านประธานด้วยครับ ผมไม่เห็นสภาเรามีความจําเป็นต้องให้ คํารับรองรายการเอกสารเรื่องผลการประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา ผมไม่เข้าใจว่าจะให้ผมรับรองอะไรครับ รัฐสภาแห่งนี้ไม่ใช่คนที่จะอ่านรายงานการประชุมของ คณะกรรมาธิการแล้วมารับรองความถูกต้อง รัฐสภานี้กําลังดูว่าคุณไปประชุมกัน ๓ รอบ คุณไปทําเกินกรอบที่รัฐสภาให้อํานาจคุณไปหรือไม่ คณะกรรมาธิการชี้แจงกับพวกผม ด้วยนะครับ หรือท่านผู้มีอํานาจจะชี้แจงชี้แจงด้วย ประชุม ๓ รอบที่จะขอสภารับรอง คุณไปทําอะไรเกินกรอบที่สภาให้ไปเมื่อเดือนตุลาคมปี ๒๕๕๑ หรือไม่ ถ้ายังไม่มีอะไร เกินกรอบ รายงานนี้ก็เป็นความปรารถนาดีเท่านั้นครับ มาบอกให้สภารับรู้ ก็ไม่แตกต่างจาก รายงานของคณะกรรมาธิการต่าง ๆ ในสภา พวกผมเพียงรับทราบครับ ผมยืนยันกับ ท่านประธานครับ สภานี้ถ้าคุณไม่ทําอะไรเกินกรอบปี ๒๕๕๑ สภานี้ไม่มีสิทธิให้คํารับรองอะไรได้เลย สภาไม่ใช่คนตรวจบันทึกรายงานการประชุมของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา หรือใช้ชื่อย่อว่า เจบีซี ผมไม่อาจเอารัฐสภาแห่งนี้ไปทําหน้าที่ตรวจรายงานการประชุมครับ เว้นแต่ว่าในรายงานการประชุมทั้ง ๓ ฉบับ ซึ่งคณะกรรมาธิการค้นเจอนะครับ ถึงแม้จะไป ร่างอะไรมาก็ตามท่านใช้ข้อสรุปในข้อสังเกตไว้ดีครับ และผมคิดว่าจําเป็นที่สภาแห่งนี้จะต้อง ลงมติรับรองข้อสังเกตของคณะกรรมาธิการ ท่านสรุปไว้ดีครับ ผมขออนุญาตอ่านถ้อยคํา สุดท้ายนะครับของคณะกรรมาธิการให้เพื่อนสมาชิกฟังครับ ด้วยเหตุผลดังกล่าวร่างข้อตกลง ชั่วคราวยังไม่มีสถานะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ ในเล่มนี้มีการร่างข้อตกลงชั่วคราว และท่านกรรมาธิการก็ยืนยันครับว่าร่างดังกล่าว ยังไม่มีสถานะเป็นหนังสือสัญญาตามรัฐธรรมนูญ เมื่อไม่เป็นหนังสือสัญญาก็ไม่เกี่ยวกับ สภาครับ และการแนบร่างข้อตกลงชั่วคราวกับบันทึกการประชุมเจบีซี ท่านเอาร่างนั้น แนบไปกับบันทึกอันนี้ทั้ง ๓ ฉบับให้รัฐสภาในครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อแจ้งให้ทราบ ถึงพัฒนาการในการเจรจา ทั้งหมดอันนี้ครับ ทั้งร่างที่แนบเข้ามา ทั้งบันทึกการประชุม ๓ ครั้ง มันเพียงแค่จะให้พวกผมทราบถึงพัฒนาการในการเจรจา เจรจาอะไรครับ เจรจาที่ผมมอบ อํานาจไปเมื่อเดือนตุลาคม ๒๕๕๑ วันนี้ผมทราบสถานภาพของการคืบหน้าของการเจรจาแค่นั้น เพราะฉะนั้นผมเมื่อทราบความคืบหน้าแล้วผมก็ทราบครับ จะให้ผมไปรับรองอะไรครับ ผมยังยืนยันความเห็นนะครับว่าถ้ากรรมาธิการที่ส่งไปศึกษาเห็นด้วยกับผม ท่านก็ตอบสิครับ ๑ ๒ ๓ ประการที่ผมว่า แล้วถ้ามันเป็นการรายงานสถานการณ์ความคืบหน้าผมก็ ไม่จําเป็นต้องให้คํารับรองครับ เราประชุมอันนี้เสร็จ สภาฟังเสร็จว่าคุณประชุมกัน ๓ รอบ รอบสุดท้ายผู้นําทางฝ่ายกัมพูชาด่าประเทศไทย กรรมาธิการก็ให้ข้อสังเกตแล้วรัฐบาลต้องไป จัดการเสียนะ ตอบโต้การด่านี้ ก็จบครับ ไม่เห็นมีอะไรที่ผมจะต้องให้คํารับรอง ผมยืนยันว่า สภายังไม่จําเป็นต้องให้คํารับรอง บันทึกรายงานการประชุม ๓ ครั้งนี้ ขอขอบพระคุณครับ