ฮาชาลี ม่าเหร็ม อภิปรายเรื่องเขตแดนไทยกับกัมพูชา หาเหตุผลที่รัฐบาลไทยไม่ยอมรับคําพิพากษาของศาลโลกในเรื่องปราสาทเขาพระวิหาร
ขอบคุณ ท่านประธานครับ ท่านประธานรัฐสภาที่เคารพ กระผม นายฮอชาลี ม่าเหร็ม สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจังหวัดสตูล พรรคประชาธิปัตย์ ในฐานะสมาชิกรัฐสภา ท่านประธานครับ กระผมขออนุญาตอภิปรายให้ความเห็นในรายงานข้อสังเกต ของคณะกรรมาธิการที่ได้เสนอเข้ามาในรัฐสภาในวันนี้นะครับ ซึ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้อง ในความคืบหน้าในการทํางานของเจบีซีหรือว่าคณะกรรมการร่วมในการจัดทําเขตแดนไทย แล้วก็กัมพูชา ท่านประธานที่เคารพครับ ความจริงแล้วเรื่องนี้เป็นที่วิพากษ์วิจารณ์ ให้ความเห็นของบรรดาพี่น้องประชาชนทุกฝ่าย ผมถือว่าเป็นมิติที่ดีที่ทุกฝ่ายจะได้มีส่วนร่วม ในการวิพากษ์วิจารณ์แล้วก็ให้มุมมอง ให้ความเห็นในกรณีตรงนี้ ท่ามกลางสถานการณ์ ที่มีความขัดแย้ง ท่ามกลางสถานการณ์ที่มีการขัดกันทางอาวุธ ระหว่างประเทศไทย กับประเทศกัมพูชา ความจริงแล้วรัฐบาลมีกลไกในการที่จะดําเนินการให้ความสัมพันธ์ ในเรื่องของเขตแดนระหว่างประเทศไทยกับประเทศกัมพูชานั้นมีกลไกอีกหลาย ๆ อย่าง นะครับ กลไกอันหนึ่งก็คือเจบีซีหรือว่าคณะกรรมการร่วม ซึ่งหัวหน้าทีมก็มี ทางท่านรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แล้วก็ค่อนข้างจะดูแลสายตรงในเรื่องของ ความมั่นคง ในเรื่องของการขัดกันทางอาวุธนะครับ ส่วนจีบีซีที่เรากําลังพูดคุยกันในวันนี้จะหนักไปทางในเรื่องของการจัดทําหลักเขต เขตแดน ซึ่งเป็นปัญหาที่คาราคาซังมาหลายยุคหลายสมัย แล้วก็นอกเหนือจากนั้นรัฐบาลยังมีกลไก ในระดับพื้นที่ก็คืออาร์บีซี ซึ่งมีท่านแม่ทัพภาคที่ ๒ เป็นหัวหน้าคณะในการประชุมร่วมกัน กับทางฝ่ายประเทศกัมพูชา นอกเหนือจากนั้นรัฐบาลก็ยังไม่กลไกของเอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ซึ่งเป็นกลไกที่มีความสําคัญมากที่ส่งผลทําให้ประเทศไทยนั้นได้รับผลประโยชน์ในหลาย ๆ เรื่องซึ่งผมจะกล่าวถึงในคราวต่อไป ท่านประธานครับ แต่สิ่งที่มีความสําคัญที่สุด ในสถานการณ์ระหว่างประเทศไทยกับเพื่อนบ้าน และโดยเฉพาะอย่างยิ่งระหว่างประเทศ ไทยกับประเทศกัมพูชานั้น นอกเหนือจากกลไกที่มีทั้งจีบีซี มีทั้งเจบีซี มีทั้งอาร์วีซีแล้วนั้น สิ่งที่สําคัญที่สุดก็คือท่าทีของรัฐบาล แล้วก็ท่าทีท่วงทํานองของนโยบายต่างประเทศ ของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยในการที่จะมีจุดยืนร่วมกัน แล้วก็เหมือนกันในกรณีปัญหาของ ประเทศกัมพูชา ท่านประธานที่เคารพครับ เมื่อสักครู่นี้เพื่อนสมาชิกได้ตั้งคําถาม และผมเอง ก็นั่งฟังอยู่ในห้องประชุมว่าทางรัฐบาลได้ยอมรับในคําพิพากษาของศาลโลกหรือไม่ ซึ่งพิพากษากันในปี พ.ศ. ๒๕๐๕ หลายสิบปีที่ผ่านมา ผมขอเรียนท่านประธานว่าจุดยืนของ รัฐบาลในทุกยุคทุกสมัยหลังจากที่ศาลโลกได้มีการตัดสินในเรื่องของปราสาทเขาพระวิหาร แล้วนั้น รัฐบาลไทยในอดีตที่ผ่านมาทุกรัฐบาลได้มีการสงวนสิทธิในการโต้แย้งคําพิพากษา พูดภาษาชาวบ้านก็คือว่าไม่ยอมรับในคําพิพากษา แล้วก็พร้อมที่จะนําการพิจารณาในเรื่อง กรณีตรงนี้ขึ้นมาพิจารณาใหม่ถ้าหากว่ามีโอกาสในทุกเมื่อเชื่อวัน เพราะฉะนั้นผมถือว่าตรงนี้ ไม่ใช่จุดยืนเฉพาะท่านนายกรัฐมนตรีอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ แต่ตั้งแต่สมัยรัฐบาลทุกยุคทุกสมัย ย้อนกลับไปประมาณ ๕๐-๖๐ ปีที่ผ่านมานั้นก็จะมีจุดยืนอันนี้เหมือนกัน ก็คือเรื่องของ คําพิพากษาของปราสาทเขาพระวิหารนั้นเราไม่ยอมรับในตรงนั้น นั่นคือสิ่งที่เป็นจุดยืนของ ทุกรัฐบาล ท่านประธานที่เคารพครับ ในท่วงทีแล้วก็นโยบายของทางกระทรวงการต่างประเทศ ของรัฐบาลแต่ละยุคแต่ละสมัยที่เกี่ยวข้องกับเรื่องปราสาทเขาพระวิหารนั้น หลายรัฐบาล ที่ผ่านมาเท่าที่ติดตาม เท่าที่ตรวจสอบในบันทึกของกระทรวงการต่างประเทศนั้นมี ความชัดเจน ผมดูได้จากในสมัยรัฐบาลของ ฯพณฯ พลเอก ชาติชาย ชุณหะวัน มีความ พยายามในการที่จะพูดคุยกับทางประเทศกัมพูชาเพื่อที่จะให้เขาพระวิหารนั้นเป็นพื้นที่ร่วม ในการพัฒนา นั่นหมายความว่าทั้ง ๒ ประเทศสามารถที่จะมาแชร์ (Chare) กัน สามารถที่จะมาใช้ประโยชน์ด้วยกัน แล้วก็ให้นักท่องเที่ยวแต่ละแห่งแต่ละที่ แต่ละประเทศนั้น มาใช้ แล้วก็เป็นรายได้ที่แบ่งกันระหว่าง ๒ ประเทศ แต่ทางประเทศกัมพูชาไม่ยอมรับ ยอมรับที่จะพัฒนาร่วมได้ แต่ว่าเขาก็มีจุดยืนว่าเขาจะต้องขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียง ฝ่ายเดียวเท่านั้น ซึ่งท่าทีของประเทศกัมพูชาก็มาตลอด และเราก็มีท่าทีจุดยืน ที่ชัดเจนตลอดว่าทางประเทศกัมพูชาไม่สามารถที่จะขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว ไม่ได้ เพราะจุดยืนของเราก็คือการไม่ยอมรับในคําพิพากษา สงวนสิทธิโต้แย้งในเรื่องนี้ ต่อศาลโลกมาตลอด มาถึงยุคสมัยของรัฐบาล พลเอก สุรยุทธ์ ซึ่งทางประเทศกัมพูชา พยายามที่จะส่งคนมาโน้มน้าวทางรัฐบาลไทย เพื่อที่จะบอกกับรัฐบาลสมัยท่านสุรยุทธ์ บอกว่า เรื่องของการขึ้นทะเบียนมรดกโลกฝ่ายเดียวของประเทศกัมพูชานั้นเป็นคนละเรื่อง กับเรื่องของอธิปไตยและบูรณภาพดินแดนของเมืองไทย แต่ทางรัฐบาลในยุคนั้นก็ได้ตอบ ปฏิเสธไม่ยอมที่จะให้ทางประเทศกัมพูชาขึ้นทะเบียนแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่ท่านประธาน จุดเปลี่ยนของปัญหาอยู่ที่ในสมัยปี พ.ศ. ๒๕๕๑ มีรัฐบาลของท่านสมัคร สุนทรเวช และมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงต่างประเทศ ท่านนพดล ปัทมะ ทางประเทศกัมพูชาได้ส่งคน ได้ส่งรัฐมนตรีมาพูดคุยและโน้มน้าวอีกครั้งหนึ่ง บอกว่าการขึ้นทะเบียนมรดกโลกของประเทศกัมพูชาเพียงฝ่ายเดียวนั้นไม่กระทบอธิปไตย และบูรณภาพดินแดนของประเทศไทยอีกครั้งหนึ่ง แต่มาในยุคนั้นท่าทีของรัฐบาลไทย เปลี่ยนไป นั่นก็คือการลงนาม แล้วก็แถลงการณ์ร่วมกันในการที่จะยอมให้ทางฝ่ายประเทศ กัมพูชาได้ขึ้นทะเบียนมรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียว นี่คือปัญหาจุดเปลี่ยน แล้วก็เป็นการ เปลี่ยนปัญหาแต่ปัญหามันก็ยังไม่จบ เพราะท่าทีของทางรัฐบาลประเทศไทยในยุคนั้น เปลี่ยนไป ก็คือการยอมที่จะให้ทางประเทศกัมพูชาขึ้นฝ่ายเดียว แล้วก็เชื่อว่าประเทศกัมพูชา จะไม่เข้ามาแตะในพื้นที่ที่เป็น ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ที่เราพูดถึงกันเมื่อสักครู่ เขาบอกง่าย ๆ ว่าขอเฉพาะตัวปราสาทอย่างเดียวไม่แตะเข้ามาในพื้นที่ บอกเด็กอมมือได้นะครับ เชื่อ แต่ทุกยุคทุกสมัยที่ผ่านมานั้นในการขึ้นทะเบียนมรดกโลกนั้นไม่ใช่เฉพาะตัวปราสาท แต่มันยังมีพื้นที่คาบเกี่ยว พื้นที่ที่ร่วมซึ่งเป็นพื้นที่ที่ยังคาราคาซังอยู่ และปีที่แล้วยัง ไม่สามารถที่จะดําเนินการสรุปเรื่องนี้ได้ เพราะติดอยู่ที่เอ็มโอยู ปี ๒๕๔๓ ซึ่งออกมาในสมัย ท่านนายกรัฐมนตรีชวน แล้วก็กลไกของเจบีซี ทางรัฐบาลไปได้ใช้กลไกตรงนี้ในการที่จะยื่น ไปยังทางยูเนสโก บอกว่าคุณไม่สามารถที่จะดําเนินการ แล้วก็สรุปในเรื่องของพื้นที่ตรงนั้นได้ เพราะทุกอย่างยังไม่จบ ก็คือสิ่งที่เราพูดคุยกันในวันนี้ เพราะฉะนั้นท่านประธานที่เคารพครับ นั่นคือจุดเปลี่ยนของนโยบายทางด้านการต่างประเทศ แล้วเราก็ยินยอมที่จะให้ทางฝ่าย ประเทศกัมพูชานั้นได้ขึ้นทะเบียนมรดกแต่เพียงฝ่ายเดียว แต่จากเท่าที่รับทราบจาก คําสัมภาษณ์ของผู้นําฝ่ายประเทศกัมพูชาบอกว่า การที่ประเทศไทยยอมให้เขมรขึ้น มรดกโลกแต่เพียงฝ่ายเดียวนั้น มีผลประโยชน์แลกเปลี่ยนในการที่จะให้อดีตผู้นําเข้าไป พัฒนาพื้นที่เกาะกงให้เป็นคอมเพล็กซ์ ซิตี้ (Complex city) ให้เป็นเมืองพิเศษ มีคาสิโน มีความสว่างไสว สิ่งเหล่านี้มันเป็นการแลกเปลี่ยน นี่คือคําพูดที่ได้รับการสัมภาษณ์จากผู้นํา ของทางฝ่ายประเทศกัมพูชา ท่านประธานที่เคารพครับ จะเป็นเรื่องของการขายชาติหรือไม่ ขายชาติ แต่ว่านั่นคือมันเกิดขึ้นแล้ว แต่เมื่อให้เขาขึ้นทะเบียนฝ่ายเดี๋ยวไปแล้วนั้น เขาก็ ไม่สามารถที่จะดําเนินการได้สิ้นสุดลง เพราะรัฐบาลที่เข้ามาก็คือรัฐบาลของพรรค ประชาธิปัตย์ เรามีจุดยืนในการที่จะไม่ให้ทางประเทศกัมพูชาเข้ามาจัดการในพื้นที่ ๔.๖ ตารางกิโลเมตร ซึ่งถือว่าเป็นแผ่นดินของประเทศไทย เพราะฉะนั้นในข้อสังเกต แล้วก็ รายงานของทางคณะกรรมาธิการนั้นผมเห็นด้วยในการที่จะยืนยันว่า ๔.๖ ตารางกิโลเมตรนั้น เป็นผืนแผ่นดินและเป็นอธิปไตยของประเทศไทย ซึ่งคําพิพากษาของศาลโลกไม่ได้ตัดสิน ในพื้นที่นี้ แล้วก็ทางฝ่ายประเทศกัมพูชาเองเขาก็ยอมรับว่าเขาจะขึ้นเฉพาะตัวปราสาท เขาไม่แตะในผืนแผ่นดินไทย ไม่แตะใน ๔.๖ ตารางกิโลเมตร นั่นคือสิ่งที่เรารับรู้รับทราบกัน มาทั่วกันโดยตลอด แต่ท่านประธานครับ ในเมื่อเรื่องของการขึ้นทะเบียนไม่สิ้นสุด แล้วก็ คณะกรรมการมรดกโลกไม่สามารถจะดําเนินการได้ สิ่งที่เป็นเกณฑ์ในทางการเมือง ที่ทางฝ่ายคู่กรณีของประเทศไทยต้องการให้เกิดขึ้นก็คือการที่จะทําอย่างไรให้พหุหรือว่า หลาย ๆ ประเทศเข้ามาช่วยกันดูแลแก้ไขในเรื่องนี้ สถานการณ์ที่มันเกิดขึ้น ที่อําเภอกันทรลักษ์ มันจึงเกิดขึ้นกระสุนนัดที่ ๑ จึงลั่นมาจากทางฝ่ายเขามายังฝ่ายเรา และเกิดเป็นการขัดกันในทางอาวุธ แล้วเขาก็พยายามจะบอกว่านี่คือสงคราม แต่ทางประเทศไทยบอกว่า นี่คือการขัดกันทางอาวุธ เพราะสงครามมันไม่มีแล้วในสารบบ ของโลกนี้ แต่เป็นการขัดกันทางอาวุธ แล้วก็ได้ทําลายพื้นที่ชาวบ้านชีวิตของพี่น้องประชาชน พลเรือน ซึ่งก็ผิดในแง่ของการขัดกันทางอาวุธอีกด้วย ซึ่งถ้าหากว่ามีการส่งไปถึงศาลโลก เชื่อมั่นโดยชัดเจนกับทางทีมทางฝ่ายกฎหมายที่ทางรัฐบาลได้เตรียมเอาไว้ มีความมั่นใจว่า เรื่องนี้เราสามารถที่จะอธิบายต่อในที่ของศาลโลกได้ ท่านประธานที่เคารพครับ นี่คือท่าที เพราะฉะนั้นสิ่งที่รัฐบาลจะต้องเดินหน้าต่อไปนั้น ก็คือในเรื่องของกลไกทวิภาคี ๑ ในกลไก ทวิภาคีที่รัฐบาลต้องใช้เป็นเครื่องมือก็คือ ณ วันนี้ ก็คือการดําเนินการความต่อเนื่อง ของเจบีซี ของคณะกรรมการร่วมชายแดนในการที่จะดูแล ในการที่จะจัดทําหลักเขตแดน แล้วก็ทางรัฐสภาเราก็มีทางคณะกรรมาธิการ มีทีมงานของกรรมาธิการร่วมกัน เพื่อที่จะ ช่วยกันดูแลในเรื่องนี้ ผมถือว่าเป็นมิติที่ดีที่ทําให้มีองค์กรในระดับนิติบัญญัติได้ช่วยกันดูแล ได้ช่วยกันติดตามในเรื่องนี้ เพราะถ้ามิฉะนั้นแล้วการดําเนินการขององค์กรร่วมระหว่าง ๒ ประเทศดําเนินการไปกี่ครั้ง พบปะกี่ครั้งจะต้องมีการรายงานรัฐสภาทุกครั้ง ๆ มันทําให้การดําเนินงานไม่สามารถ ที่จะเชื่อมต่อแล้วก็เดินไปได้อย่างสะดวก ต้องมีคณะกรรมาธิการในระดับรัฐสภาคอยติดตาม ดูแลลงพื้นที่แล้วก็เรียกเชิญทุกฝ่ายเข้ามาให้ข้อมูลในกรรมาธิการ ผมถือว่าเป็นมิติใหม่ที่ดี แล้วก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่าทุกฝ่ายนะครับไม่ว่าจะเป็นทุกส่วนจะเป็นฝ่ายไหนก็ตามแต่ สถานการณ์ช่วงนี้ชั่วโมงนี้เวลานี้นั้นเราต้องการเอกภาพต้องการความเป็นหนึ่ง ผู้นํา ของประเทศจะเป็นใครก็ตามแต่ ณ ชั่วโมงนี้สิ่งที่ทุกคนต้องทําได้นั้นก็คือว่าร่วมกันในการ ที่จะให้เรามีเอกภาพในการที่จะดําเนินการนโยบายต่างประเทศเพื่อไม่ให้ประเทศไทย เสียอธิปไตยแล้วก็ดินแดนอีกครั้งหนึ่งครับ ขอบคุณครับท่านประธาน